เปิดประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนดังย่านหลักสี่หลังไปต่อไม่ไหว

เปิดประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนดังย่านหลักสี่หลังไปต่อไม่ไหว

เปิดประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนดังย่านหลักสี่หลังไปต่อไม่ไหว

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

หากใครมีที่พักอาศัยอยู่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ คงต้องเคยเห็นหรือเคยผ่านโรงเรียนเก่าแก่อย่างโรงเรียนโรงเรียนไผทอุดมศึกษาที่มีประวัติความเป็นมาเนิ่นนานตั้งอยู่เป็นแน่แท้ และยิ่งโรงเรียนแห่งนี้เกิดเป็นประเด็นข่าวดราม่าบนโลกออนไลน์ไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ใครหลายคนจดจำได้และรู้จักมากขึ้น

ซึ่งในวันนี้ แนวหน้าออนไลน์ ขออาสาทุกท่านพาไปทำความรู้จักกับโรงเรียนไผทอุดมศึกษาที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมากถึง 55 ปี มีชื่อเสียงโด่งดังและผลิตนักเรียนคุณภาพออกมาแล้วหลายรุ่นให้กับประเทศ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่โรงเรียนแห่งนี้จำต้องปิดตัวลงอย่างน่าใจหายจากการที่ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ประสบปัญหาต่าง ๆ มาอย่างเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นการที่จำนวนเด็กเกิดน้อยลง การขาดเศียรภาพทางการเงินและตกต่ำ ประกอบกับการเกิดวิกฤติ โควิด-19 ของประเทศไทยทำให้ไปต่อไม่ไหว

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา เป็นโรงเรียนเอกชน ซึ่งไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีบริษัทไผทอุดม จำกัดเป็นเจ้าของตั้งอยู่ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 เปิดสอนในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ เป็นผู้ก่อตั้งเพื่อเป็นอนุสรณ์ ให้แก่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และเพื่ออุดมการณ์ของท่านที่จะให้มีสถานศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา พร้อมทั้งอบรมสั่งสอนให้เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม และจริยธรรม เพื่อเป็นเยาวชนที่ดีของชาติสืบต่อไป

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ได้ดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2513 บนเนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา แล้วเสร็จ และทำพิธีเปิดป้ายดำเนินการ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 โดยดำเนินกิจการดังนี้

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ปีการศึกษา 2514

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิงไปกลับ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-7 และรับนักเรียนชายประจำตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-7 นักเรียนรวม 172 คน เป็นนักเรียนประจำชาย 61 คน ครูและพนักงาน 20 คน

ปีการศึกษา 2515

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 1 และนักเรียนประจำชายตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-มัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนรวม 271 คน เป็นนักเรียนประจำชาย 96 คน ครูและพนักงาน 32 คน

ปีการศึกษา 2516

– ได้ขยายรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเมื่อ วันที่ 16 พฤศจิกายน เปิดกองลูกเสือ และในวันที่ 18 พฤศจิกายน เปิดกองยุวกาชาด

ปีการศึกษา 2518

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนประจำชายประถมศึกษาปีที่ 3-มัธยมศึกษาปีที่ 3

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ปีการศึกษา 2519

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ยกเลิกนักเรียนประจำเนื่องจากมีนักเรียนน้อย ค่าใช้จ่ายสูงและขาดผู้ดูแลนักเรียนประจำที่ดี นักเรียนรวม 1,390 คน ครูและพนักงาน 60 คน

ปีการศึกษา 2521

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับตั่งแต่ชั้นชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 และได้เปลี่ยนหลักสูตรใหม่ตามกระทรวงศึกษาธิการ

ปีการศึกษา 2522

– โรงเรียนได้รับรองวิทยฐานะจากกระทรวงศึกษาธิการ

ปีการศึกษา 2535

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับมัธยมศึกษา

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ปีการศึกษา 2539

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับประถมศึกษา

ปีการศึกษา 2543

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับก่อนประถมศึกษา

ปีการศึกษา 2545

– โรงเรียนเปิดรับสมัครนักเรียนชาย-หญิง หลักสูตร International Program

ปีการศึกษา 2552

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับประถมศึกษา

ปีการศึกษาปัจจุบัน

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3

(2553)

– นักเรียน 3,300 คน ผู้บริหาร 29 คน ครูและพนักงาน 307 คน คนงาน/ รปภ / แม่บ้าน 40 คน

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ได้เปิดทำการสอนมาครบ 40 ปีแล้ว และมีผู้บริหารโรงเรียนมาดังนี้

 พ.ศ. 2513 – 2528

 นายอรุณ ทัพพะรังสี ผู้อำนวยการ

 พ.ศ. 2528 – 2545

 นางพริ้มพราย สุพโปฎก ผู้อำนวยการ

 พ.ศ. 2546 – 2552

 นางพริ้มพราย สุพโปฎก ประธานกรรมการอำนวยการ (CEO.)

 พ.ศ. 2513 – 2521

 นางชูชีพ วัฒนศิริโรจน์ อาจารย์ใหญ่

 พ.ศ. 2521 – 2531

 นางสุนงนาท สูตะบุตร อาจารย์ใหญ่

 พ.ศ. 2531 – 2545

 นางผลิกา เศวตศิลา อาจารย์ใหญ่

 พ.ศ. 2546 – 2553

 นางผลิกา เศวตศิลา ผู้อำนวยการ

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน

อักษรย่อ ผ.อ.ศ. ไขว้เป็นรูปวงกลมมี 3 สี คือ สีแสด เขียว เหลือง

สีประจำโรงเรียน “แสด เขียว”

สีแสด

(สีเหลือง + สีแดง)

สีเหลือง หมายถึง ความมีคุณธรรมประจำใจ ความร่มเย็นเป็นสุข

สีแดง หมายถึง เลือดเนื้อ

สีเขียว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์

เมื่อรวมความหมาย สีแสด-สีเขียว แล้ว หมายความถึง โรงเรียนไผทอุดมศึกษาเป็นสถานศึกษาวิชาสามัยแล้วยังเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนให้นักเรียนมีคุณธรรม มีความสุขความเจริญ ความสมบูรณ์ ในการดำรงชีวิต เพื่อเป็นบุคลากรที่ดีของชาติต่อไป

คำขวัญ

“สุขุม รอบคอบ สามัคคี มีระเบียบ”

ปรัชญาประจำโรงเรียน

“เรียนดี กีฬาเก่ง เคร่งวินัย ใฝ่คุณธรรม”

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา
โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก patai.ac.th, เฟซบุ๊ก Patai Udom Suksa School 

นฤมล นำทีม ศธ.ตรวจโรงเรียนหาดใหญ่หลังน้ำท่วมหนัก พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

นฤมล นำทีม ศธ.ตรวจโรงเรียนหาดใหญ่หลังน้ำท่วมหนัก พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

นฤมล นำทีม ศธ.ตรวจโรงเรียนหาดใหญ่หลังน้ำท่วมหนัก พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

นฤมล นำ ศธ.ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่ พร้อมร่วมครัวมูลนิธิธรรมนัส ให้กำลังใจอาสาเข้าฟื้นฟูเมืองกว่า 600 คน ส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะหน่วยงานด้านการศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูหลังอุทกภัยและสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ในช่วงเช้า ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมทำอาหารกับโรงครัวของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรมซิกเนเจอร์ พร้อมให้กำลังใจทีมจิตอาสาจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทั้งจากจังหวัดนราธิวาสและยะลา รวมกว่า 600 คน ที่เดินทางมาร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ ถนน ชุมชน และจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่

นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการทุกภาคส่วนด้านการศึกษาเข้าร่วมภารกิจฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง โดยวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ส่งทีมนักศึกษาอาชีวะภายใต้โครงการ Fix It Center จำนวน 8 ชุด ชุดละ 5 คน พร้อมเครื่องมือซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในบ้านเรือน ลงพื้นที่เขต 8 เพื่อให้บริการตรวจเช็กและซ่อมระบบไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

จากนั้นได้ลงสำรวจความเสียหายของโรงเรียนบ้านบึงพิชัย โรงเรียนบ้านวังหรัง และโรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์พิทยา โดยยืนยันว่า กระทรวงศึกษาฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการซ่อมแซมสถานศึกษา การช่วยเหลือนักเรียน–ครอบครัว และการสนับสนุนกำลังคนจากภาคการศึกษา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด

นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่

สานพลัง 3 มหาลัย! เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย-ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

สานพลัง 3 มหาลัย! เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย-ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

สานพลัง 3 มหาลัย! เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย-ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.59 น.

สานพลัง 3 มหาวิทยาลัย! มอ.ปัตตานี-มรภ.ยะลา-มนร. เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี), มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (มรภ.ยะลา) และ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ได้เปิดเผยถึง ‘สูตรสำเร็จ’ ในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมด้วยการบูรณาการความรู้และกำลังคนอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม มอ.ปัตตานี เปิดเผยว่า ทั้ง 3 มหาวิทยาลัยได้หลอมรวมข้อมูลความรู้จากงานวิจัย พัฒนาเป็น แพลตฟอร์มบูรณาการเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพท. (กระทรวง อว.) และเชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่าย ทั้งราชการ เอกชน และภาคประชาสังคม

‘ภายใต้แพลตฟอร์มบูรณาการฯ เรามีกำลังคนทั้งคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของ 3 มหาวิทยาลัย ในการทำงานร่วมกันถึง 30,000 คน โดยที่เกือบทุกคนเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ รู้จักพื้นที่ ตลอดจนวิถีชีวิตคนพื้นที่อย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งของความสำเร็จในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วม’ ผศ.ดร.อรุณีวรรณ กล่าว

ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จคือการทำงานแบบ จิตอาสา และมีการจัดระบบระเบียบการทำงานออกเป็น 8 ทีม รับผิดชอบแต่ละด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ ทีมข้อมูลสถานการณ์น้ำ, ทีมข้อมูลสถานการณ์พื้นที่, ทีมรับบริจาค, ทีมปฏิบัติการพื้นที่, ทีมครัวเฉพาะกิจ, ทีมสื่อสารและประสานงาน, ทีมเทคโนโลยีภัยพิบัติ, และทีมวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมปี 2568 ของจังหวัดปัตตานี มอ.ปัตตานี ได้ประสานความร่วมมือกับ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เพื่อเปิด ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบเรียลไทม์

ผศ.ดร.เกสรี ลัดเลีย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ มรภ.ยะลา กล่าวเสริมถึงข้อค้นพบสำคัญจากการปฏิบัติงานจริงว่า แพลตฟอร์มบูรณาการฯ ยังช่วยแก้ไขโจทย์เพิ่มเติมในประเด็นการ บริบาลผู้ป่วย และ การผดุงครรภ์ ในช่วงเกิดภัยพิบัติให้ลุล่วงไปด้วย

รศ.ดร.วสันต์ พลาศัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มนร. กล่าวสรุปว่า การขับเคลื่อนงานด้วยชุดความรู้จากการวิจัย และการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเทศมนตรีเป็นกลไกหลัก ทำให้การรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมในทั้ง 3 จังหวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมความเสียหายให้อยู่ในวงจำกัด

พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวคิดว่า ‘ปัตตานีโมเดล-ยะลาโมเดล หรือ นราธิวาสโมเดล’ ควรเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หน่วยงานระดับนโยบาย ผลักดันให้งานป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งความรู้ วัสดุอุปกรณ์ และกำลังบุคลากร

///////-026

BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที

BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที

BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนึ่งในความท้าทายที่วงการการศึกษาและธุรกิจเผชิญร่วมกันมายาวนาน คือ ช่องว่างระหว่างความรู้ในห้องเรียนกับทักษะที่ตลาดงานต้องการจริง ซึ่งยิ่งนับวันยิ่งห่างขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า บัณฑิตจบใหม่ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้งานเพิ่มอีกนาน ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเด็กรุ่นใหม่มีความอดทนน้อย จนเกิดคำถามสำคัญว่า สถาบันอุดมศึกษาควรทำอย่างไรเพื่อลดช่องว่างนี้ให้ได้จริง

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่ได้เพียง ปรับตัว แต่เลือกที่จะแก้ Pain Point ด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์สถานประกอบการ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง มุ่งแก้ไขการศึกษาแบบดั้งเดิมที่เน้นทฤษฎีมากกว่าการลงมือทำ ผ่านการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ชัดเจนและแตกต่าง เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานได้ทันทีในโลกยุคใหม่ จึงจัดงาน “One Day KOL at BU มหาลัย สุด COOL ที่ YOU ต้องมาทัวร์ ที่เปิดบ้านให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) กว่า 50 ชีวิต ได้ร่วมสัมผัสโมเดลการศึกษาที่ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาหลักสูตร ผลิตคนรุ่นใหม่พร้อมทำงานได้ทันที

ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า การเปลี่ยนทำให้เกิดการแข่งขันที่รวดเร็ว ภาคธุรกิจต้องการปรับตัวสูง และปัญหาที่ได้ยินมาตลอด คือ สถาบันอุดมศึกษาได้ผลิตเด็ก สร้างคนแบบไหนถึงไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและเกิดความยั่งยืน ม.กรุงเทพ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคนอนาคต เพราะไม่ว่าจะเป็นเด็กนักศึกษา หรือผู้ปกครองต่างคาดหวังถึงอนาคตที่ดี จบแล้วมีงานและทำงานได้ทันที

เราไม่ได้เป็นสถาบันที่มองเรื่ององค์ความรู้ หรือสร้างความรู้โดยไม่สนใจความต้องการของโลก เราพยายามที่จะหารือร่วมกับภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมตั้งแต่เริ่มต้น ฉะนั้น โมเดลความร่วมมือแบบเดิมๆ ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คุ้นเคย คือความเป็นพันธมิตรเชิงธุรกรรม เช่น การเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายพิเศษ หรือการส่งนักศึกษาไปฝึกงานเป็นครั้งคราว แต่ม.กรุงเทพได้ก้าวข้ามโมเดลนั้นไปสู่การสร้าง “Ecosystem” ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ มีเครือข่ายพาร์ทเนอร์กว่า 1,000 แห่ง  และมหาวิทยาลัยไม่ได้มองเครือข่ายเป็นเพียงผู้รับนักศึกษาฝึกงาน แต่เป็นผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตรตั้งแต่ต้นทาง ผศ.สรรเสริญ กล่าว

ทุกหลักสูตร ทุกสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนล้วนสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากองค์กรชั้นนำจะเข้ามาสอนโดยใช้ “โจทย์จริง” ในการทำงานเป็นกรณีศึกษา และเมื่อบริษัทต่างๆ ได้เห็นศักยภาพและมีส่วนร่วมในการพัฒนาตัวตนของนักศึกษามาตั้งแต่ปีแรกๆ โอกาสในการฝึกงานและการจ้างงานจึงเปิดกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ

ม.กรุงเทพเป็น “มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์” (Creative University) แต่คำว่า “สร้างสรรค์” ในนิยามของที่นี่มีความหมายที่จับต้องได้และมีคุณค่าทางธุรกิจสูง เพราะนั่นเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปสู่การปฎิบัติจริง เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งก่อนที่นักศึกษาจะ “คิดนอกกรอบ” ได้ ต้องเข้าใจ “กรอบการทำงาน” ของอุตสาหกรรม ฉะนั้น สิ่งที่ม.กรุงเทพปลูกฝังให้บัณฑิต คือ การมี Passion ในสิ่งที่ทำ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะทางสังคม และทำงานได้ทันที อย่างมืออาชีพ” ผศ.สรรเสริญ กล่าว

แกะกล่อง! หลักสูตรใหม่ วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการเป็นผู้ประกอบการ อ.ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง ผู้อำนวยการหลักสูตร กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ม.กรุงเทพ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม AI เข้ากับทักษะการเป็นผู้ประกอบการ หลักสูตรนี้ใช้ปรัชญา “ล้มให้เร็ว เรียนรู้ให้เร็ว” นักศึกษาจะได้เริ่มสร้างไอเดียธุรกิจและสามารถนำไปเสนอกับลูกค้าตัวจริงได้ตั้งแต่ปี 1 พวกเขาไม่ได้เรียนเพียงทฤษฎี แต่เรียนรู้จากโลกการทำงานจริง ผ่านการลงมือทำและแก้ไขปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด 4 ปี โดยมีเป้าหมายสร้างนวัตกร AI ที่มีหัวใจและความคิดสร้างสรรค์ตอบโจทย์ตลาดและสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้จริง

เช่นเดียวกับ 2 หลักสูตรใหม่ อย่าง หลักสูตรนานาชาติ Film, Series and Global Content Production and Business” และ หลักสูตร Virtual Production and Immersive Experience Design” นำโดย ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายวิชาการ และรักษาการคณบดีคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์  กล่าวว่า 2 หลักสูตรเกิดจากความต้องการของผู้ประกอบการทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งหลักสูตรนานาชาติ Film ฯ ถูกสร้างขึ้นมาจากการที่สตูดิโอต่างชาติเดินเข้ามาหามหาวิทยาลัย เพื่อมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียใหม่ๆ ไม่ใช่เพียงการผลิตนักทำหนัง แต่เป็นการสร้าง Showrunner หรือ  Creative Producer  ที่สามารถมองเห็นไอเดียที่มีศักยภาพ พัฒนาโปรเจกต์ให้เป็นรูปเป็นร่าง เข้าใจโมเดลธุรกิจ สามารถระดมทุน และทำการตลาดสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้

ขณะที่ หลักสูตร Virtual Production and Immersive Experience Design” ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยมี 3 กลุ่มวิชาเอกที่ชัดเจน คือ 1. Virtual Production สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเฉพาะ 2. Immersive Experience Design สำหรับอุตสาหกรรมอื่น เช่น การแพทย์ (จำลองการผ่าตัด), อีคอมเมิร์ซ (ลองสินค้าเสมือนจริง) และ 3. Virtual Visualization ที่เป็นกระดูกสันหลังในการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ที่มาเรียนใน 2 หลักสูตรนี้จะเป็นที่ต้องการของตลาด จบไปมีงานทำอย่างแน่นอน

ดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน) กล่าวว่ามหาวิทยาลัยวางตำแหน่งตัวเองเป็น “สะพานเชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก” โดยมีเป้าหมายที่เหนือกว่าการสอนภาษา คือ การปลูกฝังให้นักศึกษามี “วิธีคิดแบบซีอีโออย่างจีน” และเข้าใจระบบนิเวศ (Ecosystem) ของการทำธุรกิจในโลกที่จีนมีบทบาทสำคัญ การจัดตั้งหลักสูตรบริหารธุรกิจที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีนควบคู่กันจึงไม่ใช่ตอบสนองความต้องการกำลังคนของตลาดโลก แต่เป็นการเดินหมากเชิงรุกบนเวทีโลก เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมจะคว้าโอกาสและเติบโตไปพร้อมกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก

ด้าน หลักสูตรการตลาดดิจิทัล ที่เปิดรับนักศึกษามาแล้ว 8-9 รุ่น ดร.กิตติภูมิ ศุภมนตรี ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาดดิจิทัล” กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตร คือการให้ความสำคัญกับการ “ลงมือทำจริง” มากกว่าทฤษฎีในห้องเรียน โครงงานของนักศึกษากว่า 70% เป็นโจทย์ที่ได้รับมอบหมายจากลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมจริงๆ โดยการเรียนการสอนจะเน้นให้นักศึกษาต้องทำวิจัยตลาดจริง วางแผนจริง และสร้างสรรค์คอนเทนต์ใช้งานได้จริง จนมีหลายโปรเจกต์ที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อไปใช้งานต่อ ทำให้พวกเขาสะสมผลงานระดับมืออาชีพจับต้องได้ และพร้อมทำงานทันที หรืออาจจะถูกดึงตัวไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

ตบท้ายด้วย หลักสูตร Culinary Arts and Restaurant Service Management” หลักสูตรน้องใหม่ที่กำลังจะเปิดรับนักศึกษาในปี 2569  ดร.ดารณี อาจหาญ ผู้อำนวยการหลักสูตร” กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าว นักศึกษาจะได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ การดัดแปลงสูตร และการยกระดับคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และธุรกิจอาหารรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผลิตเชฟที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ปรุงอาหารตามตำรา แต่เป็นผู้ประกอบการที่สามารถคิดค้นและสร้างแบรนด์อาหารของตัวเองได้ ดังนั้น ถ้าใครสนใจการทำอาหาร อยากมีร้านอาหาร หรือขยายร้านอาหารไปสู่นานาชาติ อยากให้ลองมาศึกษาข้อมูลของหลักสูตรดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม 6 หลักสูตร มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ และสร้าง “ทัศนคติแบบมืออาชีพ” “ทักษะที่ปฏิบัติได้จริง” และ “ผลงานที่จับต้องได้” ตลอดระยะเวลาในรั้วม.กรุงเทพ จะผลิตบัณฑิตที่ พร้อมทำงาน และเป็นผู้ประกอบการ ตอบโจทย์กับเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

บพท.โชว์ 85 ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

บพท.โชว์ 85 ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

บพท.โชว์ 85 ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

27 มหาวิทยาลัย จับมือ บพท. พัฒนาคน – พัฒนาพื้นที่ นำ 85 ผลงาน “วิจัยกินได้” สร้างงาน-สร้างอาชีพ-สร้างรายได้-ลดความเหลื่อมล้ำ จัดแสดงและสาธิตให้ประชาชนเข้าชม พร้อมรับคำปรึกษาแนะนำจากทีมนักวิจัยโดยตรง ที่อิมแพค เมืองทองธานี ปูทางสู่การผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ของสภาพัฒน์

น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า จากการสานพลังของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวง อว. ทำให้เกิดการพัฒนา “ระบบข้อมูล Technology and Innovation Library” ที่รวบรวมเทคโนโลยีที่เหมาะสมมากถึง 3,598 เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ และนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน กระทรวง อว. จึงพร้อมสนับสนุนงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำสู่การใช้ประโยชน์จริง นำนวัตกรรมพร้อมใช้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมลงสู่พื้นที่ เพื่อช่วยกลุ่มฐานราก เกษตรกรรายย่อยผู้ประกอบการ และกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและขยายผลการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมไปแก้ปัญหาให้กับชุมชนทั่วประเทศต่อไป

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวง อว. กล่าวว่า งานมหกรรมเศรษฐกิจฐานรากแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เป็นการจัดต่อเนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยสุรนารี จ.นครราชสีมา พื้นที่ภาคใต้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จ.สงขลา และพื้นที่ภาคเหนือ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อนำพาผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และผลงานนวัตกรรม ของคณาจารย์นักวิจัยไปจัดแสดงและสาธิตการใช้ประโยชน์ ให้ประชาชนทั่วทุกภาคสามารถเข้าชม และศึกษา-เรียนรู้ได้อย่างสะดวก เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้มั่นคงขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงแก่เศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ นำประเทศมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals-SDGs อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองต่อนโยบาย “วิจัยติดดิน-นวัตกรรมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากทั่วไทย” อีกด้วย

ในงานมหกรรมเศรษฐกิจฐานรากแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สำหรับพื้นที่ภาคกลางนี้ จะมีผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรม ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก หน่วย บพท.จำนวน 85 ผลงาน จาก 27 สถาบัน มาจัดแสดง และมีการนำเสนอการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสม จำนวน 5 ผลงาน ประกอบด้วย 1.โครงการป่าสร้างรายได้: การยกระดับรายได้สุทธิครัวเรือน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้ และยกระดับนวัตกรในพื้นที่ป่าชุมชน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2.โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจฐานราก ด้วยนวัตกรรมรูปแบบการเรียนรู้สระแก้วโมเดล ผ่านห่วงโซ่คุณค่าเศษวัสดุเหลือทิ้งและเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 3.โครงการขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มรายได้ครัวเรือน สำหรับพัฒนากาแฟโรบัสต้าคุณภาพพิเศษ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 4.โครงการยกระดับรายได้ครัวเรือน และเศรษฐกิจฐานราก จากนวัตกรรมบ้านเลี้ยงผึ้ง และนวัตกรรมรวงผึ้งเทียม ด้วยการขยายผลเทคโนโลยีสู่ชุมชนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งโพรงเป็นแนวป้องกันช้างป่า และสร้างรายได้จากน้ำผึ้ง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 5.โครงการศูนย์ถ่ายทอดและบริการเทคโนโลยีสู่ชุมชนด้านกาแฟโรบัสต้าคุณภาพครบวงจร ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ผู้อำนวยการ หน่วย บพท. กล่าวต่อไปว่า ผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานที่มุ่งช่วยยกระดับรายได้แก่ประชาชนให้เพิ่มขึ้นครัวเรือนละ 5,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000 บาทต่อปี ภายในระยะเวลา 2 ปี ยิ่งไปกว่านั้นยังจะได้สรุปประมวลผลข้อมูลการจัดงาน เสนอสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนายกระดับทุนมนุษย์ ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

สำหรับการจัดงานมหกรรมเศรษฐกิจฐานรากแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ ที่ผ่านมาได้รับความสนใจเข้าชมงานจากประชาชนในพื้นที่ รวม 1,806 คน มีการจับคู่ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเกิดขึ้น 901 ราย ครอบคลุม 17,810 ครัวเรือน ใน 48 จังหวัด 256 อำเภอ 478 ตำบล

​จุดพลัง ‘นักปั่นจิ๋ว’ แลคตาซอย สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ‘จักรยานขาไถ’ ‘THE RUNBIKE WARRIOR x RSR RUNBIKE Thailand’

​จุดพลัง ‘นักปั่นจิ๋ว’ แลคตาซอย สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ‘จักรยานขาไถ’ ‘THE RUNBIKE WARRIOR x RSR RUNBIKE Thailand’

​จุดพลัง ‘นักปั่นจิ๋ว’ แลคตาซอย สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ‘จักรยานขาไถ’ ‘THE RUNBIKE WARRIOR x RSR RUNBIKE Thailand’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท แลคตาซอย จำกัด เดินหน้าส่งเสริมการกีฬาสำหรับเยาวชน ล่าสุดร่วมสนับสนุนการแข่งขันกีฬาจักรยานขาไถ THE TITAN RSR 2025 ในซีรีส์สุดท้ายของปีนี้ “THE RUNBIKE WARRIOR X RSR RUNBIKE THAILAND presented by Lactasoy” หลังจากที่ก่อนหน้านี้ แลคตาซอยได้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาจักรยานขาไถในซีรีส์ “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” มาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการแข่งขัน “THE RUNBIK EWARRIOR X RSR RUNBIKE THAILAND presented by Lactasoy”‘ นี้ จัดขึ้นที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก โดยมีเหล่านักปั่นตัวน้อยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มากกว่า 9ประเทศ อายุตั้งแต่ 2-13 ปี เข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 300 คน โดยแลคตาซอยได้จัดบูธกิจกรรม พร้อมแจกผลิตภัณฑ์แลคตาซอย ซอยโย่ นมถั่วเหลืองหอมกลิ่นผลไม้ สตรอว์เบอร์รี่, เมลอน, องุ่นไซมัสแคท, กล้วย ที่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์ ที่มาร่วมงานได้อิ่มอร่อยกันทั้งงาน พร้อมทั้งถ้วยรางวัลสุดพิเศษประจำปี 2025 ให้กับนักกีฬาที่มีคะแนนสูงสุดประจำปี 17รุ่นการแข่งขัน รุ่นละ 3 รางวัล และรางวัลให้กับทีมชนะเลิศ ท่ามกลางความสนุกสนานของเหล่านักปั่นจิ๋วอีกด้วย

‘รมว.นฤมล’เร่งสำรวจความเสียหายโรงเรียน หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

'รมว.นฤมล'เร่งสำรวจความเสียหายโรงเรียน หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

‘รมว.นฤมล’เร่งสำรวจความเสียหายโรงเรียน หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“รมว.นฤมล”เร่งสำรวจความเสียหายโรงเรียน หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เตรียมเสนอ ครม.อนุมัติงบฟื้นฟูให้กลับมาเปิดเรียนโดยเร็ว ชี้เด็กสามารถมาเรียนได้ โดยไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน หลังทรัพย์สินเสียหายจากน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจสภาพความเสียหายบริเวณวงเวียนสายสงขลา – หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย พร้อมเปิดเผยภายหลังการตรวจพื้นที่ ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เร่งติดตามข้อมูลความเสียหายของสถานศึกษาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เพื่อพิจารณาใช้กองทุนช่วยเหลือครู บุคลากร และสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ตอนนี้โรงเรียนทุกแห่งเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมมือกันทำความสะอาด ขนย้ายโคลนและสิ่งสกปรกออกจากอาคารเรียน เช่น โรงเรียนบ้านคลองหวะ ได้ทีมตำรวจกว่าร้อยนาย พร้อมอุปกรณ์มาช่วยล้างโคลนจนพื้นที่เริ่มกลับมาใช้งานได้บางส่วน

“ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเก็บกู้รอบที่สอง เร่งฟื้นฟูอาคาร อุปกรณ์การเรียน และระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดเรียนได้โดยเร็วที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวง เร่งสำรวจความเสียหาย และส่งข้อมูลไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณฟื้นฟูโดยด่วน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ส่วนการจัดการเรียนการสอนในช่วงที่โรงเรียนยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีระบบรองรับ เช่น การสอนออนไลน์หรือรูปแบบผสมผสาน แต่ยอมรับว่า มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และความพร้อมของนักเรียนในหลายพื้นที่ จึงเน้นให้พื้นที่ประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ ขณะที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเดิมที่มีผู้อยู่อาศัยกว่า 7,000 คน ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 200 คนแล้ว หลังระดับน้ำลดและประชาชนทยอยกลับบ้าน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่ฝสำรวจความเสียหาย ฟื้นฟูโรงเรียน และประสานทุกหน่วยงานเพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้เร็วที่สุด พร้อมให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือครู บุคลากร และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง โดยนักเรียนที่จะเดินทางมาเรียน ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักเรียน เพราะบางคนชุดนักเรียนเสียหายทั้งหมด ดังนั้น จึงได้เน้นย้ำแล้วว่า จะใส่ชุดอะไรมาเรียนก็ได้ เอาตามที่ผู้ปกครองสะดวก

– 006

BTU รวมพลังช่วยใต้! ศ.ดร.บังอร-รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ นำทีมมอบเงินฟื้นฟูหาดใหญ่ พร้อมร่วมสนับสนุนรวมกว่า 4.5 แสนบาท

BTU รวมพลังช่วยใต้! ศ.ดร.บังอร-รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ นำทีมมอบเงินฟื้นฟูหาดใหญ่ พร้อมร่วมสนับสนุนรวมกว่า 4.5 แสนบาท

BTU รวมพลังช่วยใต้! ศ.ดร.บังอร-รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ นำทีมมอบเงินฟื้นฟูหาดใหญ่ พร้อมร่วมสนับสนุนรวมกว่า 4.5 แสนบาท

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.05 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี และ รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยสถาบันในเครือ ได้ร่วมกันแสดงพลังน้ำใจเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

วันที่ 1 ธันวาคม 68 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) พร้อมสถาบันในเครือได้มอบเงินบริจาคจำนวน 357,681.22 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยน้ำท่วม นำไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงสนับสนุนการฟื้นฟูเมืองและคุณภาพชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบให้กลับมาดำเนินชีวิตได้โดยเร็ว การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนถึงความใส่ใจเป็นห่วงพี่น้องประชาชนชาวไทยของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีที่ไม่เพียงสร้างคุณภาพด้านการศึกษา แต่ยังยืนหยัดเคียงข้างสังคมในยามวิกฤตอย่างแท้จริง นอกจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรียังได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมการกุศล โดยได้ซื้อ สลากบำรุงสภากาชาดไทยของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนในการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาทุกข์ทั่วประเทศไทย

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำความดีผ่านงานกาชาดประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี โดยสามารถแวะเยี่ยมชมและร่วมสนับสนุนสลากกาชาดได้ที่ บูธกระทรวง อว. หมายเลข 3.22

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังใจและความช่วยเหลือให้แก่พี่น้องชาวไทย พร้อมร่วมก้าวผ่านทุกวิกฤตไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

แจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง-วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

แจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง-วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

แจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง-วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.04 น.

สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม 2568 เนื่องจากมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช 2568

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม 2568 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังนี้

– ปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมฯ ตลอดทั้งวัน

– เข้าชมได้เฉพาะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูป สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ในปราสาทพระเทพบิดร ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.โดยเข้า – ออกทางประตูสวัสดิโสภา (จุดคัดกรอง ปิดเวลา 16.00 น.)

– เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.00 น.โดยเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ (จุดพักคอย ปิดเวลา 12.00 น.)

โปรดแต่งกายสุภาพ

– เข้าปราสาทพระเทพบิดร สุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

– เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ชุดสุภาพไว้ทุกข์

ไทยสร้างประวัติศาสตร์! คว้ารางวัล ‘Gastrodiplomacy’ จากผลงาน ‘ประชาธิปไตยกินได้’

ไทยสร้างประวัติศาสตร์! คว้ารางวัล ‘Gastrodiplomacy’ จากผลงาน ‘ประชาธิปไตยกินได้’

ไทยสร้างประวัติศาสตร์! คว้ารางวัล ‘Gastrodiplomacy’ จากผลงาน ‘ประชาธิปไตยกินได้’

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

ไทยสร้างประวัติศาสตร์! คว้ารางวัลสูงสุดของโลก Gastrodiplomacy Gourmand Awards จากผลงาน ‘ประชาธิปไตยกินได้’ ของสถาบันพระปกเกล้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กรุงริยาร์ด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย นายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาร์ด เป็นตัวเเทนประเทศไทยขึ้นรับรางวัลบนเวทีโลก กรณีหนังสือ ‘ประชาธิปไตยกินได้ (Democracy on the Plate)’ ซึ่งเป็นผลงานที่จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก สาขาการทูตอาหาร (Gastrodiplomacy) ในงานประกาศรางวัล Gourmand Awards ครั้งที่ 31 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ออสการ์อาหารโลก’ ประจำปี 2568 โดยการได้รับรางวัลระดับโลกครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ ‘อาหาร’ เป็นเครื่องมือทางการทูตและซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อสร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรมและประชาธิปไตยในระดับสากล

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า  หนังสือ ‘ประชาธิปไตยกินได้’ จัดทำขึ้นตามดำริของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้ภารกิจของสถาบันในการทำหน้าที่คลังสมองของชาติ เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านโครงงานภาคพลเมืองของนักศึกษาของสถาบันในแต่ละหลักสูตร โดยนำเรื่องราวประชาธิปไตยมาเล่าในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตผู้คน ผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน และความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ ซึ่งล้วนสะท้อนพลวัตของสังคมไทย การได้รับรางวัลในสาขาการทูตอาหาร ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของไทยเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่าผลงานของสถาบันพระปกเกล้าสามารถยืนอยู่ในระดับมาตรฐานสากล ทั้งในมิติของความยั่งยืน ความคิดสร้างสรรค์ และบทบาทต่อสังคมโลก โดยคณะกรรมการรางวัลให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า ‘อาหารคือภาษาสากล’ ที่เชื่อมประชาชนเข้าหากัน และเป็นพื้นที่สำคัญของการสร้างความเข้าใจที่ไม่แบ่งแยก

นายอิสระ กล่าวอีกว่า รางวัลนี้เป็นทั้งเกียรติยศของประเทศไทย และเป็นกำลังใจให้สถาบันเดินหน้าพัฒนางานเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยไทยอย่างมีความหมาย หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นชัดว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นเรื่องที่สัมผัสได้ทุกวัน ผ่านอาหาร ปากท้อง โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นบนระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

//////-026