ช่างเครื่องถม สถาบันสิริกิติ์ ปลาบปลื้มเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ชุบเลี้ยงเป็นช่างฝีมือ

ช่างเครื่องถม สถาบันสิริกิติ์ ปลาบปลื้มเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ 'สมเด็จพระพันปีหลวง' ชุบเลี้ยงเป็นช่างฝีมือ

ช่างเครื่องถม สถาบันสิริกิติ์ ปลาบปลื้มเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ชุบเลี้ยงเป็นช่างฝีมือ

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.17 น.

ช่างเครื่องถม สถาบันสิริกิติ์ ปลาบปลื้มเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ชุบเลี้ยงเป็นช่างฝีมือสืบสานศิลปหัตถกรรมชั้นสูงของชาติ

1 ธันวาคม 2568 สำนักพระราชวังรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการ Shuttle Bus รับ-ส่งที่บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

       สำหรับบรรยากาศวันนี้ ตั้งแต่เช้าได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง

       นอกจากนี้ มีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ. สกลนคร, จ. สตูล , จ.ลำปาง, จ.สมุทรปราการ, จ.สมุทรสงคราม, คณะช่างฝีมือ สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา, คณะนักเรียน ร.ร.พระตำหนักสวนกุหลาบ, โรงเรียนบ้านงิ้วงาม จ.อุทัยธานี, สมาคมผู้ตรวจตรวจสอบอาคาร, สมาคมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไทย, มูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา, ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แห่งประเทศไทย, กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อส่งเสริมช่วยเหลือพสกนิกรให้มีอาชีพมีรายได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

       ด้านนายอุทัย แดงนำ ช่างฝีมือถมทอง สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา กล่าวภายหลังเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพนะพันปีหลวง ว่า ตนเป็นชาว อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่ตนได้มาฝึกอาชีพอยู่ที่สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์ ให้ทางสถาบันหาคนที่เป็นชาวไร่ ชาวนา มีฐานะยากจนได้เข้ามาฝึกวิชาชีพในสถาบันช่างฝีมือ


       “ได้ถูกคัดเลือกเข้ามาฝึกเกี่ยวกับเครื่องถม เป็นช่างฝีมือของสถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ปี 2528 ตอนนั้นผมพึ่งอายุ 18 ปี ได้มาฝึกอาชีพที่สถาบันสิริกิต์ 40 ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นตำแหน่งช่างเครื่องถมเงิน ถมทอง ทำเกี่ยวกับเครื่องถมเงินเมืองนคร เครื่องถมทอง ทำให้มีอาชีพ มีรายได้ สมเด็จพระพันปีหลวง ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนจากเด็กบ้านนอกได้มาอยู่กับพระองค์ท่านภาคภูมิใจมากทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น การสูญเสียพระองค์ท่านไปรู้สึกตื้นตันอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก ยากที่จะอธิบายถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อพวกเรา“

       ขณะที่ น.ส.ทองวาด อิ่มบุญสุ อายุ 66 ปี ช่างถมทอง สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา กล่าวว่า ตนเป็นคน จ.นราธิวาส สมัยเด็กๆ คุณแม่ไปเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งท่านเสด็จฯไปเยี่ยมราษฎร ที่ จ.นราธิวาส พระองค์ท่านถามแม่ว่า มีลูกกี่คน ซึ่งแม่มีลูก 12 คน และมีฐานะยากจน ท่านก็ถามว่าให้ไปฝึกอาชีพไหม ตอนนั้นตนอายุ 19 ปี ก็ได้เข้าไปฝึกอาชีพที่ จ.นราธิวาส พอท่านเสด็จกลับ กรุงเทพฯ ตนก็ได้เดินทางมาฝึกอาชีพต่อที่สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2522 รวม 46 ปีแล้ว

       “บ้านเดิมอยู่ จ.สกลนคร เนื่องจากพื้นที่มีสภาพแห้งแล้ง พ่อแม่จึงย้ายไปอยู่ จ.นราธิวาส จากที่เรามีอาชีพทำสวนทำไร่ สมเด็จพระพันปีหลวง ท่านก็ได้เอาไปฝึกอาชีพถมทอง มีครูมาสอนเขียนลายก่อน และพัฒนาฝีมือไปเลื่อยๆเป็นช่างสลักปัจจุบันเป็นช่างถมทอง ก็ใช่เวลาในการฝึกนานนับ 10 ปีกว่าจะคร่อง เวลาท่านแปรพระราชฐาน ก็เอาเราไปฝึกงานด้วย


       “หลังจากที่รู้ข่าวว่าพระองค์ท่านสวรรคต ก็รู้สึกเสียใจมาก เพราะเราอยู่กับพระองค์ท่านมานานจึงมีความผูกพันมาก เคยเป็นตัวแทนแผนกเดินทางไปต่างประเทศกับพระองค์ท่านด้วย ก็รู้สึกตื้นตันใจมาก ถ้าพระองค์ท่านไม่เอาเรามาชุบเลี้ยง ก็คงไม่มีอาชีพที่มั่นคง ก็รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษณ์สืบสานงานศิลปะหัตถกรรมชั้นสูงของไทย เป็นความภูมิใจที่อธิบายไม่ถูก งานชิ้นหนึ่งไม่ใช่ทำวันสองวันเสร็จ ถ้างานชิ้นใหญ่กว่าจะเสร็จใช้เวลาทำเป็นปีถึง 2 ปี แต่เราทำเป็นหมู่คณะ งานที่ประทับใจที่สุดคือ สุพรรณเภตรา หรือ เรือสำเภาทองคำ และบุษบกมาลา ภูมิใจงานทุกชิ้นที่ได้ทำถวายพระองค์ท่าน ได้มาฝึกอาชีพ จากที่เราเป็นแค่ชาวไร่ชาวนา และได้มาอยู่ตรงนี้ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ พระองค์ท่านพระราชทานบ้านพักที่ศูนย์พักใจ พร้อมที่ดิน 1 ไร่ ที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ไม่สุขสบสยแต่เราเท่านั้น ทำให้พ่อแม่ญาติพี่น้องเรามีอยู่มีกินไปด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือไม่มีอะไรเปรียบได้แล้ว ตอนนี้ก็ยังทำงานที่สถาบันสิริกิติ์ฯต่อไป“ กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า

       ส่วน นายมักรี เรืองชาญศิลป์ อายุ 62 ปี ช่างฝีมือแผนกเครื่องเงิน สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา กล่าวว่า  ตนเป็นชาวไทยมุสลิมจังหวัดนราธิวาส ครอบครัวฐานะยากจน มีพี่น้อง 8 คน เมื่อครั้งเรียนจบชั้น ป.7 อายุ 15 ปี ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ที่หมู่บ้านที่ตนพักอาศัย ตนได้ถวายต้นหญ้าลิเภา พระองค์ท่านตรัสถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ ทรงถามว่า อยากมาเรียนทำลิเภาหรือไม่ มีครูสอน ก็สนใจตามประสาเด็กอยากเข้ากรุงเทพฯ พระองค์ประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์นาน 2 เดือน ระหว่างนั้นพระองค์รับสั่งให้ครูผู้สอนลิเภาคัดเลือกเยาวชนมาทำงานดึงหวาย ตนก็ช่วยงานดึงหวายอยู่กว่า 1 เดือน ได้เห็นพระองค์ท่านอยู่บ่อยครั้ง หลังท่านเสด็จฯ กลับ กรุงเทพฯ มีผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นำหนังสือจากสำนักพระราชวัง ให้ตนไปเรียนงานศิลปาชีพที่พระตำหนักจิตรลดา กรุงเทพฯ รู้สึกดีใจมากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ฝึกฝนงานศิลปะ ดีใจที่เจอเพื่อนใหม่จากจังหวัดต่างๆ ที่มาฝึกอาชีพเช่นกัน  จากแผนกลิเภา เปลี่ยนมาฝึกแผนกเครื่องเงิน เรียนจากครูชาวเขาที่เป็นช่างฝีมือรุ่นพี่


       “ครั้งแรกมีโอกาสตามเสด็จฯ ไปที่ จ.สกลนคร ผมพัฒนาฝึกฝนฝีมือเครื่องเงินเรื่อยมา ขึ้นรูป เหยียบตะเกียง เชื่อมเงิน จนรู้สึกชอบงานเครื่องเงิน สร้างสรรค์ผลงานเครื่องเงินรูปสัตว์ต่างๆ ได้วิชาความรู้เพิ่มเติมตลอดและมีอาชีพช่างฝือสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ทุกวันนี้ก็ยังเรียนรู้การทำเครื่องเงินตลอดเวลาเพื่อให้ผลงานมีความประณีตมากยิ่งขึ้น จากผลงานขนาดเล็ก ฝีมือที่มากขึ้นสร้างผลงานขนาดใหญ่ อย่าง สีวิกากาญจน์ เป็นพระราชยาน ซึ่งนำต้นแบบมาจากสีวิกาที่ประดิษฐานอยู่บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งสถาบันสิริกิติ์ฯ ดำเนินการตามพระราชเสาวณีย์ของพระองค์ท่าน เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ส่วนปี 2540 ตนและช่างฝือสถาบันสิริกิติ์ฯ มีโอกาสตามเสด็จไปประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทางสถาบันสิริกิติ์ฯ นำผลงานไปจัดแสดงที่หอไอเฟล ทรงรับสั่งถาม “เอาอะไรมาโชว์ฝรั่งจ๊ะ” ตนกราบบังคมทูลนำผลงานเรื่องสุพรรณหงษ์และอีกหลายผลงาน ทรงแนะนำกับภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส ว่า คนนี้ช่างฝีมือไทย เป็นความภาคภูมิใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น กว่า 47 ปีที่เป็นช่างฝือเครื่องเงิน จากคนไม่รู้หนังสือ มาวันนี้มีความรู้และฝีมือ ได้รับเงินเดือนมีชีวิตที่ดีขึ้น พระองค์ท่านสถิตอยู่ในดวงใจตลอดมา อีกความปลาบปลื้มเมื่อผมแต่งงาน ซึ่งภรรยาเป็นช่างฝืมือถมทอง ได้รับพระราชทานที่ดินพร้อมบ้านที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร“ นายมักรี กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความอาลัย

‘ขวานทอง’ จากงานวิจัยสู่การพัฒนาฟอนต์ภาษา เพิ่ม ‘การจดจำ – การเรียนรู้’ สำหรับเด็ก ป.1

‘ขวานทอง’ จากงานวิจัยสู่การพัฒนาฟอนต์ภาษา เพิ่ม ‘การจดจำ – การเรียนรู้’ สำหรับเด็ก ป.1

‘ขวานทอง’ จากงานวิจัยสู่การพัฒนาฟอนต์ภาษา เพิ่ม ‘การจดจำ – การเรียนรู้’ สำหรับเด็ก ป.1

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายครั้งที่ครูผู้สอนเด็กนักเรียนชั้น ป.1 มักประสบปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเล็กนี้ จดจำตัวอักษรทั้ง 44 ตัวได้รวมถึงภาษาอังกฤษ เพราะเท่าที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบมากและไม่มีมาตรฐานตรงตามโครงสร้างของตัวอักษรที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัยของน้องๆ ชั้น ป.1 ทว่าปัญหานี้ก็ได้รับการคลี่คลายจากอาจารย์ ดร.ธันยา พิทธยาพิทักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เจ้าของงานวิจัยเรื่อง “งานวิจัยใช้ประโยชน์ ฟอนต์ Khwan Thong การพัฒนาฟอนต์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการสร้างสื่อนวัตกรรมการสอนอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1”

อาจารย์ธันยา เผยว่า นวัตกรรมฟอนต์ขวานทอง เกิดจากแรงบันดาลใจในการทำสื่อในรายวิชาหนังสือและสื่อประสบการณ์ ที่เราพัฒนามาจาก ศธ. สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการจดจำตัวอักษรของนักเรียนชั้น ป.1 เพราะการที่มีฟอนต์ที่ถูกต้องมันสำคัญมากสำหรับเด็ก ป.1 และฟอนต์นี้ต้องใช้ได้จริงและใช้ได้หลากหลายและสนับสนุนการสร้างสื่อการสอนที่ง่าย สะดวกและหลากหลายให้ครูและผู้เกี่ยวข้องใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โดยฟอนต์ “ขวานทอง” (Khwan Thong) มีทั้งฟอนต์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 12 ชุด รูปแบบฟอนต์ แบ่งเป็นขวานทองธรรมดาและขวานทองการ์ดซึ่งมีลักษณะต่างกัน ซึ่งฟอนต์ที่ใช้สร้างสื่อสำหรับเด็ก ป.1 ทุกวันนี้ใช้หลากหลายมาก ใช้ทั้งในการทำแบบฝึกหัดและใช้ในการทำบัตรคำ จริงๆแล้วมาตรฐานในการกำหนดให้เด็ก ป.1 อ่านได้ง่ายคือ ฟอนต์ต้องมีขนาด 20 pt ขึ้นไป เราทำฟอนต์ขวานทองขึ้นมาเพื่อให้คุณครูใช้ได้เอนกประสงค์ ฟอนต์ขวานทองจึงเป็นมาตรฐานที่สุดที่จะใช้ได้กับทุกรูปแบบ

จุดเด่นของฟอนต์ขวานทอง เป็นฟอนต์อนุรักษ์ตัวอักษรไทย และมีอักษรไทยทั้ง 44 ตัวถูกต้องตามโครงสร้างอักษรและสอดคล้องกับลักษณะการเขียนตัวอักษรของนักเรียน/ออกแบบให้อ่านง่าย เหมาะสมกับนักเรียน ป.1/ฟอนต์ภาษาอังกฤษ ตัวอักษร เอ และ จี ออกแบบเพื่อเด็กไทย ตัวอักษร ไอ ออกแบบไม่ให้สับสนกับตัวอักษร ไอพิมพ์เล็ก ตัว จี พิมพ์เล็กออกแบบให้นักเรียนสามารถสังเกตตัวอักษรได้ง่าย/ใช้งานได้เอนกประสงค์ เช่น แบบฝึกหัด บัตรคำ สื่อการสอนอ่านสำหรับนิทาน ฟอนต์ “ขวานทอง” อาทิ ชุดที่ 1 ใช้ในการอธิบายรายละเอียดข้อมูลหรือในงานเอกสารทั่วไป ฟอนต์ “ขวานทอง” ชุดที่ 2 สำหรับใช้ในการสร้างแบบฝึกหัดและหนังสือหัดอ่าน ฟอนต์ “ขวานทอง” ชุดที่ 3 สำหรับใช้ในการสร้างบัตรคำศัพท์และสื่อหัดอ่าน เป็นต้น  ซึ่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาให้ฟอนต์มีความเอนกประสงค์นั้นได้ปรับปรุงและแก้ไขตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน ตลอดจนมีการทดสอบมาตรฐาน ในการใช้งานจากครูผู้สอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวม 200 คน ที่มีประสบการณ์ในการสอนไม่ต่ำกว่า 5 ปี ร่วมด้วยครูผู้สอนและพัฒนาสื่อสำหรับเด็กด้านการเรียนการสอนภาษาไทยด้านการออกแบบฟอนต์ อาทิ ศ.เกริก ยุ้นพันธุ์ (ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์/ครูผู้สอนและเจ้าของผลงานรางวัลวรรณกรรมสำหรับเด็ก) เป็นต้น รวมทั้งในขั้นตอนการตรวจสอบความเหมาะสมของฟอนต์ ครูระบุข้อมูลความง่ายในการอ่านฟอนต์โดยให้นักเรียนทดลองอ่าน/ครอบคลุมการใช้งานบนแพลตฟอร์มหลากหลาย เช่น Microsoft Word, PowerPoint และ Canva โดยมีกลุ่มเป้าหมายในการใช้ฟอนต์ขวานทอง นี้คือครูและนักเรียนในสังกัดของ สพฐ. ศธ. และผู้ปกครองโดยเฉพาะผู้ปกครองที่ทำ Home School เขาสามารถเอาไปใช้ได้เลยเพราะเป็นฟอนต์ที่ถูกต้องตามโครงสร้างตัวอักษรและไม่มีค่าใช้จ่ายหากไม่ได้ใช้ในเชิงพาณิชย์ ผู้สนใจทั่วไปแม้กระทั่งพระที่ดาวน์โหลดไฟล์ฟอนต์ขวานทองนี้ไปใช้สอนในโรงเรียนศาสนา

ทั้งนี้ ฟอนต์ “ขวานทอง” เป็นนวัตกรรมลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้ที่ต้องการใช้สามารถดาวน์โหลดไฟล์ฟอนต์ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้ในช่องทางของสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คือ https : // lib.swu.ac.th / Khwan-thong-font ใช้งานได้ฟรีสำหรับการใช้ประโยชน์ส่วนบุคคลหรือเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในการเผยแพร่นวัตกรรมฟอนต์ “ขวานทอง” เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง ส่วนการละเมิดลิขสิทธิ์ฟอนต์ขวานทองไม่ว่าจะเป็นการคัดลอก เผยแพร่ หรือจำหน่าย จะถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น นำฟอนต์ไปใช้ในการออกแบบเชิงพาณิชย์ เช่น โปสเตอร์ ใบปลิว โลโก้สินค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต การดัดแปลงฟอนต์แล้วนำไปเผยแพร่ต่อเป็นของตนเอง และการจำหน่ายฟอนต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่หากต้องการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ (การนำฟอนต์ไปใช้ในกิจกรรมใดๆ ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือผลประโยชน์อื่นใดทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่น ต้องขอรับอนุญาตโดยการซื้อสิทธิการใช้งานฟอนต์ขวานทอง ในราคา 5,000 บาท โดยติดต่อสถาบันยุทธศาสตร์ทางปัญญาและวิจัย มศว ซึ่งจะได้รับใบอนุญาต (License) ครอบคลุมผู้ใช้งาน 1ราย หรือ 1 เครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ในอนาคต อาจารย์ธันยา ยังย้ำว่าตนมีความคิดที่จะพัฒนาฟอนต์ขวานทองนี้ไปในเรื่องของการอ่านเชิงสร้างสรรค์ การอ่านเชิงวิเคราะห์ที่จะสามารถช่วยให้เด็กพัฒนาการอ่านเชิงสร้างสรรค์และการอ่านวิเคราะห์อีกด้วย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากาสร้างคนที่มีคุณภาพสู่สังคมเพราะเชื่อว่า “การศึกษาคือความเจริญงอกงาม – Education is Growth.” ตามปรัชญามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอย่างแท้จริง

​น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนข้อจำกัดและความท้าทายใหม่ ต้องเร่งปรับการทำนายฝนและระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่

​น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนข้อจำกัดและความท้าทายใหม่ ต้องเร่งปรับการทำนายฝนและระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่

​น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนข้อจำกัดและความท้าทายใหม่ ต้องเร่งปรับการทำนายฝนและระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมวิจัยแผนงานน้ำมั่นคงฯ รายงานสถานการณ์มหาอุทกภัยหาดใหญ่และสงขลา สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความท้าทายใหม่จากสภาพภูมิอากาศแบบใหม่ที่ผันผวนมากขึ้น ขณะที่ ผอ.แผนงานชี้ต้องปรับปรุงด้วยการวิจัยเพื่อทำนายฝนแบบใหม่ และระบบการเตือนภัยเชิงพื้นที่ที่เฉพาะมากขึ้น รวมถึงกลไกโครงสร้างการบริหารภัยพิบัติแบบบูรณาการ

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด เปิดเผยถึงมหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาและหาดใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่วิจัย ว่าได้รับรายงานจาก ผศ. ดร.ณัฐพล แก้วทอง นักวิจัยสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ที่สรุปเหตุการณ์ช่วงระหว่างวันที่ 21–24 พฤศจิกายน 2568 เกิดจากฝนตกหนักสะสมหลายวันทั้งฝั่งทิศตะวันออกและฝั่งทิศใต้ที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ฝนทิศตะวันออกตกก่อนและหนักที่สุด ทำให้คลองหวะล้นตลิ่งตั้งแต่คืนวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 และส่งผลต่อเมืองหาดใหญ่ทันที ขณะที่ฝั่งทิศใต้รับฝนตกหนักวันที่ 23 – 24 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาสูงขึ้นพร้อมกันในคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 จนเกิดการซ้อนทับของมวลน้ำสามทิศทางในเวลาใกล้เคียงกัน ระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออกที่ยังคงรูปแบบตั้งแต่ปี 2543 ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนระดับหลายร้อยมิลลิเมตรต่อวันได้ ต่างจากฝั่งตะวันตกที่มีการปรับปรุงคลองภูมินาถดำริ (คลอง ร.1) แล้ว

นอกจากนี้สัญญาณฝนแบบแนวปะทะ (torrential rainfall) ซึ่งตกซ้ำตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน ยิ่งทำให้ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาอิ่มตัวรวดเร็วและระบายช้า เนื่องจากระดับน้ำในทะเลสาบสงขลามีระดับเพิ่มสูงขึ้นด้วย การเตือนภัยไม่ทันการณ์ ทำให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีความแม่นยำ โดยอาศัยข้อมูลพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 วัน และ 7 วันควบคู่กับข้อมูลฝนและระดับน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้เป็นกรอบในการประเมินสถานการณ์ เตือนภัยและบริหารจัดการภัยเชิงรุก อีกทั้งยังสะท้อนทั้งข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความท้าทายใหม่จากสภาพภูมิอากาศแบบใหม่ที่ผันผวนมากขึ้น

“การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดสงขลาจะต้องปรับปรุงด้วยการวิจัยเพื่อทำนายฝนแบบใหม่ และระบบการเตือนภัยเชิงพื้นที่ที่เฉพาะมากขึ้น รวมถึงกลไกโครงสร้างการบริหารภัยพิบัติแบบบูรณาการ” รศ.ดร.สุจริต กล่าวทิ้งท้าย

​‘น้ำใจจากอีสาน…สู่ใต้’ เภสัชฯ มมส ระดมพลผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคน้ำกัดเท้า

​‘น้ำใจจากอีสาน...สู่ใต้’ เภสัชฯ มมส ระดมพลผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคน้ำกัดเท้า

​‘น้ำใจจากอีสาน…สู่ใต้’ เภสัชฯ มมส ระดมพลผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคน้ำกัดเท้า

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งรุนแรงที่เข้าซัดพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอีกหลายจังหวัด ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความเสียหายทั้งด้านทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย แต่ภัยเงียบที่มาพร้อมกับน้ำท่วมและน้ำขังเป็นเวลานาน คือ ปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรคน้ำกัดเท้า” ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อราหรือแบคทีเรีย ทำให้เกิดอาการคัน ผิวหนังเปื่อยยุ่ย และอักเสบ ปัญหานี้สร้างความทุกข์ทรมานและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ชีวิตและการฟื้นฟูหลังน้ำลด

ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาเร่งด่วนดังกล่าว มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จึงได้ผนึกกำลังตอบรับนโยบายจาก รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นผู้นำในการผลิตเวชภัณฑ์เพื่อบรรเทาทุกข์ โดยที่ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ ผศ.ดร.ภญ.รุจิลักขณ์ รัตตะรมย์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ได้นำคณาจารย์ บุคลากร และนิสิตจิตอาสากว่าหลายสิบชีวิต ระดมกำลังกันเทขี้ผึ้งบรรจุยา ติดฉลาก และเตรียมพร้อมสำหรับจัดส่ง

ผศ.ดร.ภญ.รุจิลักขณ์ รัตตะรมย์ เปิดเผยว่า “เราได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของพี่น้องทางภาคใต้ โดยเฉพาะปัญหาโรคน้ำกัดเท้าที่มาพร้อมกับน้ำท่วม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยคณะเภสัชศาสตร์ จึงเร่งผลิต “ขี้ผึ้งรักษาโรคน้ำกัดเท้า” จำนวน 5,000 ตลับ โดยมีส่วนผสมหลักของยาที่มีฤทธิ์สำคัญในการ ฆ่าเชื้อรา และ ลดอาการคัน ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการและลดการติดเชื้อที่ผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ” โดยขี้ผึ้งทุกตลับถูกบรรจุด้วยความตั้งใจและคำแนะนำการใช้ที่ชัดเจน “ให้ทาบริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น และเน้นย้ำห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด”

ทั้งนี้ คณะเภสัชศาสตร์จะเร่งดำเนินการส่งมอบขี้ผึ้งทั้ง 5,000 ตลับ ให้กับมหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อจัดส่งต่อไปยังพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อให้ถึงมือพี่น้องประชาชนที่หาดใหญ่และจังหวัดอื่นๆ ที่กำลังรอความช่วยเหลือ การระดมทีมผลิตขี้ผึ้งครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบยาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งมอบ “กำลังใจ” และ “ความห่วงใย” จากชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยทุกคน

สอศ.เปิดตัวเลขวันแรก ประชาชนเข้าใช้บริการ Fix it อาชีวะจิตอาสา

สอศ.เปิดตัวเลขวันแรก ประชาชนเข้าใช้บริการ Fix it อาชีวะจิตอาสา

สอศ.เปิดตัวเลขวันแรก ประชาชนเข้าใช้บริการ Fix it อาชีวะจิตอาสา

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดตั้ง “ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 และให้บริการเวลา 08.00 – 18.00 น.โดยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้เปิดให้บริการแล้ว 6 ศูนย์ และอยู่ระหว่างเปิดอีก 44 ศูนย์ เพื่อให้ได้ 50 ศูนย์ตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำระบบรายงานการให้บริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นระบบที่ให้แต่ละศูนย์รายงานการให้บริการ ทำให้สามารถตรวจสอบการให้บริการได้แบบทันท่วงที และจากการให้บริการที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สินและอุปกรณ์ต่างๆ ไปแล้วรวม 632 รายการ แบ่งเป็นบริการซ่อมแล้วเสร็จ 583 รายการ (คิดเป็นร้อยละ 92.2) โดยประเภทการซ่อมที่มากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ 290 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 251 ชิ้น เครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 40 ชิ้น และยานยนต์ 2 คัน ขณะที่รอดำเนินการซ่อม 49 รายการ ซึ่งประกอบด้วยรถจักรยานยนต์ 12 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 30 ชิ้น และเครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 7 ชิ้น

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า สอศ.ได้ระดมกำลังจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ มีผู้บริหาร คณะครู บุคลากรอาชีวศึกษา และนักเรียน นักศึกษาอาสาปฏิบัติงานจำนวนกว่า 600 คน โดยศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอนาหม่อม อำเภอเมืองสงขลา อำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด และอำเภอรัตภูมิ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ร่วมกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาจากหลายจังหวัด ได้แก่ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดต่างๆ วิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยการอาชีพในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง ที่เดินทางมาร่วมปฏิบัติภารกิจ พร้อมกันนี้ สอศ.ยังได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนในจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้คู่ขนานกันไปด้วย

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวทิ้งท้ายว่า ตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยประชาชนทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของครูและนักเรียน สอศ.มีความห่วงใยและตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างในครั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน นอกจากนี้ สอศ.เตรียมประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการเข้าช่วยเหลือโรงเรียนและสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้านการทำความสะอาด เคลียร์พื้นที่ การตรวจสอบระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย และครุภัณฑ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ สื่อโสตทัศนูปกรณ์ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสมศักดิ์ ไชยโสดา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร. 061-4951541 , นายชริน รัตฉวี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 082-6522225 และ นายสัญญา ขยายวงศ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 081-3674252

‘เอเลียด คิปโชเก้’นักวิ่งมาราธอน เหรียญทองโอลิมปิก และคณะ ถวายความอาลัยพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'เอเลียด คิปโชเก้'นักวิ่งมาราธอน เหรียญทองโอลิมปิก และคณะ ถวายความอาลัยพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘เอเลียด คิปโชเก้’นักวิ่งมาราธอน เหรียญทองโอลิมปิก และคณะ ถวายความอาลัยพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.01 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.50 น. นายเอเลียด คิปโชเก้ (Mr. Eliud Kipchoge) นักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เหรียญทองโอลิมปิก และคณะ ถวายความอาลัยพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ศธ.แจงดราม่า เกณฑ์ครูต้อนรับผู้บริหารลงพื้นที่หาดใหญ่ ย้ำห่วงใยครู-นร.มาก่อน

ศธ.แจงดราม่า เกณฑ์ครูต้อนรับผู้บริหารลงพื้นที่หาดใหญ่ ย้ำห่วงใยครู-นร.มาก่อน

ศธ.แจงดราม่า เกณฑ์ครูต้อนรับผู้บริหารลงพื้นที่หาดใหญ่ ย้ำห่วงใยครู-นร.มาก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.47 น.

ศธ.แจงดราม่า กรณีเกณฑ์ครูต้อนรับผู้บริหารลงพื้นที่หาดใหญ่ ย้ำ“ภารกิจเพื่อช่วยเหลือ ความปลอดภัยครู–นักเรียนมาก่อน ส่วนกลางพร้อมสนับสนุนเต็มที่”

30 พฤศจิกายน 2568 ตามที่ปรากฏกระแสในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับภาพและข้อความที่ระบุว่า อาจมีการให้คณะครูมาต้อนรับผู้บริหารระดับสูง ระหว่างการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นั้น ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับทราบประเด็นดังกล่าวแล้ว และชี้แจงเจตนาการลงพื้นที่ของผู้บริหาร ว่า“รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการทุกคน ต่างมีความห่วงใยครู ผู้บริหาร และนักเรียนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างหนัก และไม่ประสงค์ให้ครู–บุคลากรต้องออกมาดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมในช่วงที่ทุกคนกำลังเผชิญความเดือดร้อน”

โฆษก ศธ.ระบุว่า ภารกิจการลงพื้นที่ของผู้บริหารในครั้งนี้ มุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์ การให้กำลังใจโรงเรียนและผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนการประสานทุกหน่วยงานเพื่อเร่งฟื้นฟูความเสียหายให้โรงเรียนกลับมาปลอดภัยโดยเร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า “สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของครู–นักเรียน ในช่วงที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญความยากลำบาก กระทรวงศึกษาธิการไม่ประสงค์ให้ครู–บุคลากรต้องออกมาดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม นอกจากดูแลตนเองและครอบครัวให้ปลอดภัย”

เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูหลังภาวะอุทกภัย กระทรวงศึกษาธิการได้ประสานกำลังจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในของกระทรวง โดยเฉพาะ อาชีวะอาสา และ Fix It Center สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และหน่วยงานในสังกัดจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากบุคลากรจิตอาสาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไม่มาก เข้ามาช่วยฟื้นฟูอาคารเรียน อุปกรณ์การศึกษา บ้านพักครู และสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อให้โรงเรียนและสถานศึกษาสามารถกลับมาเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือโรงเรียนทันที ทั้งการสำรวจและตรวจสอบความเสียหาย การทำความสะอาดและฟื้นฟูห้องเรียน การซ่อมแซมครุภัณฑ์ รวมถึงการประเมินความจำเป็นเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อให้การสนับสนุนทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุดและทันต่อสถานการณ์ เป้าหมายสำคัญคือการให้โรงเรียนกลับมาเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัย และให้นักเรียน–นักศึกษาสามารถเรียนรู้ต่อได้โดยไม่สะดุด กระทรวงศึกษาธิการพร้อมยืนเคียงข้างทุกคนในพื้นที่ประสบภัย และจะมุ่งช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติที่จำเป็น” โฆษก ศธ. กล่าว

สำนักพระราชวัง เชิญชวนร่วมเจริญอริยมรรค ถวายในหลวง ร.9-พระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

สำนักพระราชวัง เชิญชวนร่วมเจริญอริยมรรค ถวายในหลวง ร.9-พระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

สำนักพระราชวัง เชิญชวนร่วมเจริญอริยมรรค ถวายในหลวง ร.9-พระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.32 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ‘ในหลวง ร.9’ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง‘ และในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ระลึกถึงพระรัตนตรัย ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ยึดถือ อันเป็นทางเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้โดยชอบ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 5 ธันวาคม 2568 และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “สมาธิเสบียงบุญ” บันทึกเวลาการทำสมาธิเจริญจิตตภาวนา ตั้งแต่วันที่ 1  – 10 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ สามารถ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง PLAY STORE และ APP STORE

รายงานพิเศษ : ​‘Thailand Open Science for ALL’ เปิดโลกนวัตกรรมฯ ขับเคลื่อนชีวิตคนไทย

รายงานพิเศษ : ​‘Thailand Open Science for ALL’ เปิดโลกนวัตกรรมฯ ขับเคลื่อนชีวิตคนไทย

รายงานพิเศษ : ​‘Thailand Open Science for ALL’ เปิดโลกนวัตกรรมฯ ขับเคลื่อนชีวิตคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกสว. ขับเคลื่อน “Thailand Open Science for ALL” ภายใต้แนวคิด ‘เปิดโลกนวัตกรรม เปิดรับวิทยาการ ร่วมสร้างอนาคตไทย’ งานวิจัยต้องเดินทางถึงมือประชาชน ความรู้ต้องกลายเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตของคนไทยทุกคนได้จริง และพัฒนาระบบ ววน. ของประเทศให้เปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วม ทุกภาคส่วนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และนวัตกรรมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) จัดการประชุม TSRI Policy Advocacy Series ครั้งที่ 5 “Thailand Open Science for ALL” เพื่อผลักดันนโยบายสำคัญการพัฒนาประเทศด้วยระบบ ววน. ผ่านการประกาศเจตนารมณ์ของ สกสว. ในการขับเคลื่อน “Thailand Open Science” ให้เป็นกรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของระบบ ววน. เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า เวทีนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทุกคนจะร่วมกันสร้างระบบ ววน. ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด “เปิดโลกนวัตกรรม เปิดรับวิทยาการ ร่วมสร้างอนาคตไทย” โดยขับเคลื่อน Open Science ของประเทศที่ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้ก้าวข้ามจากระดับแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง รวมถึงสร้างสังคมแห่งปัญญา

“สกสว. มุ่งผลักดันให้ Open Science เป็นระบบที่เปิดกว้าง โปร่งใส และร่วมมือกันทุกภาคส่วน เพื่อให้ความรู้จากงานวิจัยเข้าถึงคนทุกระดับ กลายเป็นพลังในการพัฒนาชีวิตและเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีขึ้น” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าว

ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) กล่าวว่า หลักการของ Open Science คือ 1.ต้องพิจารณาว่าจะเปิดกว้างอย่างไร ประชาชนควรมีสิทธิกำหนดโจทย์และกระบวนการด้วย 2.วิทยาศาสตร์ไม่ควรอยู่ในกลุ่มนักวิจัยเท่านั้น แต่ควรดำเนินการแบบสหวิทยาการ เช่น เอกชนและประชาชนเข้ามาทำ Citizen Researchers และเปิดให้นานาชาติเข้ามาร่วมดำเนินการ 3.Open Journal ต้องให้ประชาชนเข้าถึงผลการวิจัยและองค์ความรู้ 4.การใช้ประโยชน์จากข้อมูล ทำอย่างไรประชาชนถึงเอาไปใช้ได้ ดังนั้นจึงต้องเร่งขับเคลื่อนและเชิญชวนให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันทำงาน เปิดข้อมูลให้กับทุกคน และทุกคนมีสิทธิที่จะใช้ได้

“การเปลี่ยนวัฒนธรรมความรู้ของสังคม ไม่ใช่แค่การเปิดเผยข้อมูล แต่คือการกำหนดโจทย์สำคัญ ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กลายเป็นของทุกคนและเพื่อทุกคน โดยคืนกลับสู่ประชาชนในรูปของโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การหารือในวันนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอนโยบายที่ดีและนำเสนอต่อที่ประชุม Global Research Council (GRC) ปี 2569 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะมีหัวข้อเรื่อง Open Science and Sustainable Research โดยงานดังกล่าวจะมีผู้บริหารจากทั่วโลกเข้ามาประชุมด้วย และข้อมูลอยู่ในรายงานของธนาคารโลกด้วยเช่นกัน” ประธาน กสว. กล่าว

ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ในฐานะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า เหตุผลที่ต้องส่งเสริมวิทยาการแบบเปิดมากขึ้น คือ 1.โลกวิทยาการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก จึงจำเป็นต้องเผยแพร่ความรู้ให้รวดเร็วและกว้างขวางกว่าเดิม 2.เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเผยแพร่ความรู้ทำได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงคนจำนวนมาก 3.หลักจริยธรรมสากลการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารถือเป็นหลักการที่ยอมรับกันทั่วโลก 4.ประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ 5.ความร่วมมือระดับโลกของประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการข้อมูลจากทั่วโลกเช่นกัน เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งโรคระบาดใหม่ ๆ ซึ่งมักมาจากประเทศกำลังพัฒนา เราจึงต้องเปิดเผยความรู้ให้แพร่กระจายได้อย่างกว้างขวางและทันท่วงที เพื่อให้เกิดการต่อยอดอย่างมีประสิทธิภาพ ‘วิทยาการแบบเปิด’ จึงเป็นแนวทางสำคัญของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง

สำหรับการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “Open Science in Action : ก้าวสู่อนาคตไทย” ประกอบด้วย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์-ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด , เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง-อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ, ศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ-ผู้พัฒนาระบบฐานข้อมูลวารสารไทย, ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กรรมการ National Al Committee และ ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ผู้ร่วมเสวนาต่างมองว่าองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยมีอยู่มากในประเทศไทย โจทย์คือการสร้างความต้องการในการบริโภคข้อมูลวิทยาศาสตร์และวิทยาการแบบเปิด จึงควรมีแพลตฟอร์ม Thailand Open Science for All ที่ทำประชนทั่วไป สื่อมวลชน สามารถเข้าถึงข้อมูลงานวิจัยได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบันสังคมไทยคิดแบบวิทยาศาสตร์น้อยไป ทำให้ฐานคิดของประชาชนและผู้กำหนดนโยบายยังพึ่งพาความเชื่อและอคติมากกว่าข้อมูลเชิงประจักษ์ ควรสร้างวัฒนธรรมใหม่ เช่น สื่อวิทยาศาสตร์ที่สนุกและเปิดกว้าง ข่าววิทยาศาสตร์ขึ้นหน้าแรกเหมือนต่างประเทศ และกระตุ้นให้คนค้นหาความรู้เป็นกิจวัตร ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐาน Big Data Platform ถูกออกแบบให้สร้าง “ถนนเชื่อม” ให้ข้อมูลไหลจากแหล่งต้นทางเมื่อมีคำสั่ง โดยกุญแจยังอยู่ที่เจ้าของข้อมูลเดิม และข้อมูลดิบถูกลบทิ้งหลังวิเคราะห์ เปิดให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการใช้ต่อยอดฟรี ลดอุปสรรคด้านค่าลิขสิทธิ์ ทำให้ข้อมูลและเครื่องมือกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมของประเทศ

ขณะที่ระบบฐานข้อมูลงานวิจัยไทยและบทบาทของ TCI โจทย์ใหญ่ของโครงการที่ได้รับทุนจาก กองทุน ววน. คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้งานวิจัยไทย 500,000 บทความ ด้วย “ภาษาธรรมชาติ” ผ่าน AI / NLP เพื่อให้เกิดวิทยาศาสตร์พลเมือง (citizen science) อย่างแท้จริง อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของ Open Science หรือวิทยาการแบบเปิด ที่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางเทคโนโลยี แต่คือการสร้างสังคมที่เข้มแข็งขึ้นผ่านการพัฒนาศักยภาพให้กับประชาชนด้วยความรู้และทุกคนมีสิทธิเข้าถึง ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้จริง

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัย ‘พัทลุง’

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัย ‘พัทลุง’

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัย ‘พัทลุง’

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.10 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก  ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จ.พัทลุง

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568  เวลา 13.30 น. น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ พลเอกเฉลิมชัย  สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 3,500 ถุง และเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 100 ถุง โดยบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ประกอบด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม  เป้อุ้มเด็ก  นมผง  อาหารเด็ก  ผ้าอ้อมสำเร็จรูป  สำลี  ฟองน้ำเช็ดตัว  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก โดยมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพัทลุงต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอเมืองพัทลุง ณ หอประชุมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 65 อำเภอเมืองพัทลุง  จังหวัดพัทลุง  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรีได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ตำบลลำปำ จำนวน 30 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ  ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ   และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว