นฤมล สั่ง ศธ.ระดมกำลังลุยฟื้นฟูภาคใต้ ตั้ง Fix It Center 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต

นฤมล สั่ง ศธ.ระดมกำลังลุยฟื้นฟูภาคใต้ ตั้ง Fix It Center 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต

นฤมล สั่ง ศธ.ระดมกำลังลุยฟื้นฟูภาคใต้ ตั้ง Fix It Center 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.07 น.

“รมว.นฤมล”สั่ง ศธ.ระดมกำลังลุยฟื้นฟูภาคใต้ ตั้ง Fix It Center 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต หลังอุทกภัยถล่มหนัก ย้ำ ต้องเร่งเปิดเรียนให้เร็วที่สุด ไม่ให้กระทบเด็ก

วันที่ 29 พ.ย. 2568 เวลา 18.00 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูพื้นที่ภาคใต้หลังอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ยังคงต้องได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน โดย ศธ.จะร่วมกับของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาในหลายพื้นที่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในวันพรุ่งนี้(30 พ.ย.)ตนจะเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดจัดเตรียมกำลังคน เครื่องมือ และชุดปฏิบัติการให้พร้อมเต็มที่ และให้ทุกส่วนปฏิบัติการสอดคล้องและประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยมุ่งเป้า ฟื้นเมือง คืนชีวิตให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเร็วที่สุด โดยเฉพาะการฟื้นฟูบ้านเรือน โรงเรียน และสาธารณูปโภคที่เสียหาย ซึ่งต้องการทั้งเครื่องมือ เครือข่ายช่าง และกำลังคนจิตอาสาในพื้นที่จำนวนมาก

โดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้ตั้งศูนย์ Fix It Center 50 ศูนย์ทั่วพื้นที่ภาคใต้ให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาชีพ เครื่องจักรกล และรถจักรยานยนต์ของประชาชนซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้เร็วขึ้น

ด้านกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ได้รวบรวมกำลังจากหน่วยงานในเครือ สกร.จำนวนมากพร้อมชุดอุปกรณ์ทำความสะอาด ข้าวสารอาหารแห้ง และของจำเป็น เพื่อเร่งคืนสภาพพื้นที่ชุมชนให้ปลอดภัยและกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยเร็ว

ในส่วนของ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะรับผิดชอบล้างและฟื้นฟูโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อเร่งให้โรงเรียนสามารถเปิดเรียนได้ทันตามกำหนด และลดผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน โดยจะเน้นการทำความสะอาดห้องเรียน ระบบไฟฟ้า สนาม และอาคารเรียนที่ได้รับผลกระทบ

“ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการทำงานจริงเพื่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่ง ครู บุคลากร นักศึกษาอาชีวะ และเครือข่ายจิตอาสาของ ศธ. จะเป็นกำลังสำคัญของการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ทั้งในด้านแรงงาน อุปกรณ์ และพลังใจ ทุกหน่วยต้องทำงานเชิงรุก ช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุดในช่วงเวลาอันสั้น เพราะการฟื้นฟูที่เร็ว คือการลดความเดือดร้อน รวมถึงใหัภาคการศึกษา ทั้ง โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย สามารถกลับมาขับเคลื่อนต่อได้อย่างทันที” ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า 

เขต 8 หาดใหญ่ ประชาชนชื่นชม อาชีวะจิตอาสาเข้าช่วยทีมแรกหลังน้ำลด

เขต 8 หาดใหญ่ ประชาชนชื่นชม อาชีวะจิตอาสาเข้าช่วยทีมแรกหลังน้ำลด

เขต 8 หาดใหญ่ ประชาชนชื่นชม อาชีวะจิตอาสาเข้าช่วยทีมแรกหลังน้ำลด

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.49 น.

เขต 8 หาดใหญ่ ประชาชนชื่นชม อาชีวะจิตอาสาเข้าช่วยทีมแรกหลังน้ำลด

เลขาธิการ กอศ. ลงพื้นที่ฯ นำทีมให้บริการ ตามความห่วงใยและนโยบายเร่งด่วนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่สั่งการให้สถานศึกษาในสังกัดร่วมลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเต็มกำลัง 

(29 พ.ย. 68 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ทันทีที่ระดับน้ำเริ่มลดลงในอำเภอหาดใหญ่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไม่รอช้าส่งกำลัง Fix it – อาชีวะจิตอาสา ลงพื้นที่ โดยเขต 8 หาดใหญ่ อาชีวะเป็นทีมแรก ช่วยเหลือประชาชนที่มารอคอย พร้อมได้รับคำขอบคุณอาชีวะเป็นหน่วยงานแรกที่เข้ามาช่วย

สิ่งที่เราทำทันทีคือเข้าไปประคองประชาชน มอบอาหาร ถุงยังชีพ เร่งฟื้นฟูเครื่องใช้ ฟื้นฟูอาชีพ และฟื้นกำลังใจ เราต้องการให้ทุกครอบครัวกลับมายืนหยัดได้โดยเร็วที่สุด

ซึ่งวันนี้ สอศ. ได้ตั้งศูนย์ Fix it ทันที บริเวณโรงแรมซิกเนเจอร์ ใกล้แยกสนามบินหาดใหญ่ มีทีมจาก สอจ.พัทลุง วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และสอจ.ชุมพร ดำเนินการเป็นจุดบริการเร่งด่วนเพื่อซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์การเกษตร อุปกรณ์ประกอบอาชีพต่างๆ ที่เสียจากน้ำท่วม ขณะเดียวกัน อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา จัดทีม Fix it – อาชีวะจิตอาสา จาก วิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต ให้บริการประชาชนพร้อมกันด้วย

“สอศ. ยังมีเครือข่ายอาชีวะหลายแห่งร่วมผนึกกำลังช่วยภาคใต้ เช่น ทีม Fix it – อาชีวะจิตอาสา จากภาคเหนือ อิสาน กลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ที่กำลังจัดเตรียมทีมเข้าสมทบให้เร็วที่สุด และคาดว่าจะสามารถเข้าบริการในพื้นที่ได้ภายในพรุ่งนี้”

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า เช้าวันนี้ ถุงยังชีพ จำนวน 500 ถุง จากส่วนกลาง สอศ. และ สอจ. กทม. ได้ถึงหาดใหญ่เรียบร้อยแล้ว พร้อมส่งมอบให้ประชาชนทันที  ซึ่ง สอศ. ยังคงเดินหน้ามอบข้าวกล่อง ถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นกระจายถึงมือผู้ประสบภัย แม้น้ำจะลดแต่ภารกิจอาชีวะยังดำเนินต่อเนื่อง ทีมอาชีวะทุกคนได้ทำงานกันอย่างเข้มแข็ง และยังร่วมบริจาคสิ่งของ น้ำดื่ม อาหารแห้ง ข้าวสาร เครื่องอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง

นายยศพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ยังเน้นย้ำความห่วงใยต่ออาชีวะทุกคน ทั้งนักเรียน นักศึกษา ครู ให้ทำงานด้วยความปลอดภัยต้องมาก่อน 

ซึ่งหน้าที่ของอาชีวะไม่ใช่แค่สร้างช่างฝีมือ แต่คือการเป็นกำลังสำคัญของชุมชน เราจะอยู่ตรงนี้จนกว่าบ้านทุกหลังจะฟื้น อาชีพทุกอาชีพจะเดินต่อได้ และรอยยิ้มของพี่น้องจะกลับมาเหมือนเดิม พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ สอศ. จะได้แจ้งจุดพื้นที่บริการทันทีหลังการประสานจากหน่วยงานกลาง (ศูนย์อำนวยการฉุกเฉินในพื้นที่สงขลา และได้รับคำสั่งแจ้งตามประกาศของรัฐบาล)

สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมรับบริจาค น้ำมันเครื่อง อะไหล่ อุปกรณ์รถจักรยานยนต์ วัสดุซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า สามารถติดต่อได้ที่หมายเลข 081-189-9890 
 

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัยตรัง

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัยตรัง

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัยตรัง

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.44 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก  ไปมอบราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จ.ตรัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดตรัง

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568  เวลา  10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  โปรดกระหม่อมให้ พลเอกเฉลิมชัย  สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 2,000 ถุง และเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 50 ถุง โดยบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ประกอบด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม  เป้อุ้มเด็ก  นมผง  อาหารเด็ก  ผ้าอ้อมสำเร็จรูป  สำลี  ฟองน้ำเช็ดตัว  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก โดยมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดตรัง ต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอย่านตาขาว ณ หอประชุมโรงเรียนย่านตาขาวชนูปถ้มภ์ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 3,000 ถุง และถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 150 ถุง มอบแก่รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และนายอำเภอ เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรในพื้นที่จังหวัดสตูล ต่อไป

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี  ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลย่านตาขาว  อำเภอย่านตาขาว  จำนวน 3 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ  และผู้ป่วย ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ   และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว 

ในการนี้ องคมนตรี  ได้ร่วมประชุมติดตามการแก้ไขสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดตรัง ณ  ห้องประชุมโรงเรียนย่านตาขาวชนูปถ้มภ์ อำเภอย่านตาขาว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุมและรายงานการเกิดอุทกภัย รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบอุทกภัย โดยองคมนตรี ได้เชิญพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการป้องกันและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ไปกล่าวในที่ประชุมและให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องน้อมนำไปปรับเป็นแผนแม่บท เพื่อให้การช่วยเหลือราษฎรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง และไม่ซ้ำซ้อน กับให้คำแนะนำในด้านต่างๆ  และให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือในในการให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำติดลำน้ำ 

จังหวัดตรัง  ได้เกิดอุทกภัยจากร่องลมมรสุมพาดผ่านและความกดอากาศต่ำแผ่ปกคลุมในพื้นที่อ่าวไทยทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่จังหวัดต่างๆของภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 17 – 27 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา  ทำให้เกิดป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนราษฎร  โรงเรียน วัด สิ่งสาธารณประโยชน์ ถนน สะพาน ปศุสัตว์ บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และพื้นที่ทางการเกษตร(ไม้ผล พืชไร่ นาข้าว) ได้รับความเสียหายและผลกระทบใน 9 อำเภอ 62  ตำบล 389 หมู่บ้าน 33 ชุมชน เสียชีวิต 2 ราย ราษฎรได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบ 14,253 ครัวเรือน โดยจังหวัดได้ตั้งศูนย์ประสานงาน และเร่งดำเนินการสำรวจและให้ความช่วยเหลือราษฎรในด้านต่าง ๆ จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค ที่พักอาศัยชั่วคราวให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น เพื่อให้ราษฎรสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขโดยเร็วด้วยแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายบางส่วนแล้ว เหลือในบางพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดลำน้ำยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่
 

คุรุสภา เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 67 จัดพิธีพระราชทานเครื่องหมายฯในวันที่ 23 ธ.ค.นี้

คุรุสภา เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 67 จัดพิธีพระราชทานเครื่องหมายฯในวันที่ 23 ธ.ค.นี้

คุรุสภา เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 67 จัดพิธีพระราชทานเครื่องหมายฯในวันที่ 23 ธ.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

“อมลวรรณ” แจ้งครูอาวุโส ประจำปี 2567 ลงทะเบียนยืนยันเข้ารับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ผ่านเว็บไซต์คุรุสภา ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 68  โดยจัดพิธีพระราชทาน ในวันที่ 23 ธ.ค. 68 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

ตามนโยบาย รมว.ศธ. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษผู้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณธรรมและจรรยาบรรณ อันเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ ประกอบกับ มูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประกาศรายชื่อครูอาวุโส ประจำปี 2567 จำนวน 3,773 คน ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 45 คนๆละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 900,000 บาท ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะนำครูอาวุโส เข้ารับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ตามวัน เวลา และสถานที่ที่สำนักพระราชวังกำหนด นั้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ แก่ครูอาวุโส ประจำปี 2567 ในวันอังคารที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจึงขอแจ้งให้ครูอาวุโส ประจำปี 2567 ทุกท่าน ลงทะเบียนยืนยันการเข้าร่วมพิธีฯ ผ่านทางเว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th หรือ ผ่านทางลิงก์ https://www.ksp.or.th/service/kspmaster/reconfirm.php ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า หากครูอาวุโสฯ ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีฯ ตามกำหนดดังกล่าวได้ ขอให้แจ้งยืนยันการไม่สามารถเข้ารับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ผ่านระบบลงทะเบียนฯ ด้วย และสามารถติดต่อขอรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ และประกาศนียบัตร ด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับแทนได้ ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ท่านเกษียณอายุงาน ทั้งนี้ ช่วงวันและเวลาการขอรับเครื่องหมายฯ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์ หรือเพจ Facebook ของคุรุสภาและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือช่องทางกลุ่มไลน์ครูอาวุโส ประจำปี 2567 ขณะที่ครูอาวุโสผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ ที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีฯ ให้ติดต่อขอรับเงินด้วยตนเองเท่านั้น โดยนำเอกสารใบสำคัญรับเงิน สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝาก ติดต่อขอรับเงินช่วยเหลือ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 – วันที่ 29 มกราคม 2569 ณ สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทร. 0 2280 4333 ในวันและเวลาราชการ

“การมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ แก่ครูอาวุโส เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของคุรุสภา ที่มุ่งเน้นการยกย่องคุณงามความดีของครูผู้เกษียณที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างยาวนานและเป็นแบบอย่างที่ดี การสนับสนุนนี้ไม่เพียงแต่เป็นขวัญกำลังใจ แต่ยังเป็นการตระหนักถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงที่คุณครูทุกท่านได้สร้างไว้ให้กับประเทศชาติผ่านการพัฒนาเยาวชน โดยผู้มีสิทธิขอรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือครูอาวุโส ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานจนถึงวันเกษียณอายุงาน มีระยะเวลารวมกันไม่น้อยกว่า 30 ปี มีประวัติชีวิตการทำงานดีตลอดมา และมีความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีตามจารีตของครู และไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย แม้จะได้รับการล้างมลทินแล้วก็ตาม และสำหรับผู้ที่ขอรับเงินช่วยเหลือ ก็จะมีการพิจารณาจากฐานะความเป็นอยู่ ความยากลำบากในการดำรงชีวิต และทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์ที่มูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินช่วยเหลือนี้ จะสามารถช่วยครูอาวุโสที่มีความต้องการได้อย่างแท้จริง” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.

‘สุรศักดิ์’ร่วมเปิดงาน’ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย-จีน’ ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

'สุรศักดิ์'ร่วมเปิดงาน'ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย-จีน' ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

‘สุรศักดิ์’ร่วมเปิดงาน’ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย-จีน’ ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

“สุรศักดิ์” ร่วมเปิดงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน มุ่งสร้าง “ประชาคมแห่งอนาคตร่วม” ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไทย–จีน สานพลังขับเคลื่อนอนาคตด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” โดยมี ศ.เกา เสียง ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) เป็นประธานร่วมเปิดงาน และมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้บริหารสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างไทย–จีน เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายดำเนินความร่วมมือมากว่า 40 ปี มากกว่า 900 โครงการ โดยกว่า 700 โครงการอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวง อว. ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงก่อให้เกิดความก้าวหน้าในเชิงวิชาการ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “สะพานองค์ความรู้” เชื่อมโยงประชาชน สถาบันและนักวิจัยของทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน อีกด้วย

“นอกจากนี้ ความร่วมมือไทย-จีน ได้ขยายตัวในสาขาที่มีบทบาทสำคัญต่อการรับมือความท้าทายในศตวรรษที่ 21 อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Big Data, เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม, การจัดการทรัพยากรน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เทคโนโลยีอวกาศ และความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ ประเทศไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือไทย–จีนจะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป และคำว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” จะยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันงดงามและยั่งยืนของทั้งสองประเทศ” นายสุรศักดิ์ กล่าว

ด้าน ศ.เกา เสียง ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) กล่าวว่า ปีนี้เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน การสถาปนาความสัมพันธ์ในปี 2518 เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลลึกซึ้งต่ออนาคต และเป็นรากฐานของมิตรภาพอันยาวนาน ประเทศจีนและไทยได้พัฒนาจาก “มิตรบ้านใกล้เรือนเคียง” สู่ “ประชาคมร่วมชะตา” ที่เติบโตร่วมกันทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม 

นอกจากนี้ ศ.เกา เสียง ได้เสนอทิศทางความร่วมมือในอนาคต 3 ประการ ได้แก่

1) การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนา โดยมองว่ารูปแบบการพัฒนาของจีนสามารถเป็นแรงบันดาลใจแก่ประเทศกำลังพัฒนาได้

2) การเสริมจุดแข็งเดิมและสร้างจุดเติบโตใหม่ร่วมกัน เช่น ความร่วมมือด้าน EEC, BRI, ห่วงโซ่อุตสาหกรรม,
AI, เศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีอวกาศ

3) การขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยยกระดับบทบาทของจีน–ไทยให้เป็น “ต้นแบบของประเทศในโลกใต้” สนับสนุนอาเซียน ระบบพหุภาคี และสหประชาชาติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด “ประชาคมร่วมชะตาของมนุษยชาติ”

ด้าน ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง วช. และ CASS ที่มีความต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี ครอบคลุมด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการแลกเปลี่ยนนักวิจัย การจัดสัมมนาวิชาการ และการเผยแพร่องค์ความรู้ ซึ่งความร่วมมือนี้นำไปสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน CASS–NRCT CCS” และได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ณ กรุงปักกิ่ง และเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล และ ศ.เกา เสียง ได้เยี่ยมชมการจัดแสดงหนังสือซึ่งรวบรวมหนังสือ 87 เรื่อง โดนเฉพาะอย่างยิ่ง “สีจิ้นผิง: การปกครองของจีน” ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของจีน นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดของสีจิ้นผิงเกี่ยวกับการทูต, ประชาคมโลกแห่งอนาคตร่วมกัน, ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI), มิตรภาพอันยาวนานระหว่างจีนและไทย ฯลฯ ซึ่งหนังสือทั้งหมดได้ส่งมอบเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ด้านจีนศึกษา ให้แก่ ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสถาบันสังคมศาสตร์จีน เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้สนใจต่อไป

สำหรับงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” จัดขึ้นโดย วช. ร่วมกับ CASS ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์วิจัยจีน CASS–NRCT CCS ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความร่วมมือทางวิชาการไทย–จีนให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างองค์ความรู้เชิงลึกด้านไทย–จีน รวมถึงศึกษาและการเปิดพื้นที่เชื่อมโยงประชาชนจากทั้งสองประเทศให้มีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น และเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของมิตรภาพไทย–จีน มุ่งเสริมสร้าง “ประชาคมไทย–จีน แห่งอนาคตร่วม” ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

องคมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์’ เป็นประธาน เปิดงานโครงการสืบสานพระราชปณิธาน ให้ความรู้ด้าน กม.แก่ ปชช.

องคมนตรี 'พล.อ.ประยุทธ์' เป็นประธาน เปิดงานโครงการสืบสานพระราชปณิธาน ให้ความรู้ด้าน กม.แก่ ปชช.

องคมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์’ เป็นประธาน เปิดงานโครงการสืบสานพระราชปณิธาน ให้ความรู้ด้าน กม.แก่ ปชช.

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.52 น.

องคมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  เป็นประธานกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) โดยอสส. นำคณะพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้และให้บริการปรึกษาปัญหากฎหมาย พร้อมฝึกอบรมความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น คุ้มครองสิทธิประชาชน ณ โรงเรียนประชารัฐธรรมคุณ จังหวัดลำปาง      

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เป็นประธานกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) ซึ่งสำนักงานองคมนตรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ และองค์กรต่างๆ จัดขึ้นโดยมีนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด (อสส.)พร้อมด้วยนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.)นายกิตติศักดิ์ วงศ์จีน อธิบดีอัยการภาค 5 นำคณะพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ โรงเรียนประชารัฐธรรมคุณ ตำบลหลวงเหนือ อำเภองาว จังหวัดลำปาง 

สำหรับโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงานองคมนตรีดำเนินการ เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ทุรกันดาร และรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรเพื่อนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนา ตลอดจนเชิญพระราชกระแสความห่วงใยและสิ่งของพระราชทานไปมอบให้แก่ราษฎร

ในการเข้าร่วมโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) ครั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้จัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย ให้บริการปรึกษาปัญหากฎหมายแก่ประชาชน และจัดฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้นให้แก่นักเรียนและประชาชนในพื้นที่ด้วย
          

ไทยพีบีเอส ปรับภารกิจสายด่วนค้นหาผู้สูญหาย-เสียชีวิต มหาอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้ 2568

ไทยพีบีเอส ปรับภารกิจสายด่วนค้นหาผู้สูญหาย-เสียชีวิต มหาอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้ 2568

ไทยพีบีเอส ปรับภารกิจสายด่วนค้นหาผู้สูญหาย-เสียชีวิต มหาอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้ 2568

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.19 น.

ไทยพีบีเอส ปรับภารกิจศูนย์ประสานงานฯ มุ่งค้นหาผู้สูญหาย–โทรติดตามเคสเชิงรุก มหาอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้ 2568 ระดมกำลังเร่งส่งด่วนเสบียงจากส่วนกลางสู่พื้นที่ประสบภัย ร่วมมือทีม “ต้องรอด” กลุ่ม ต้องรอด Up For Thai บริหารจัดการกระจายอาหาร ของใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค ส่งผ้าดิบหอศพ ไปยังพื้นที่ ขณะที่ยอดเงินบริจาคพุ่ง 5 ล้านบาท

วันที่ 28 พ.ย. 2568 นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส กล่าวว่า ภารกิจระดมกำลังช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ ของ “ศูนย์ประสานความช่วยเหลือมหาอุทกภัยภาคใต้ 2568″ ไทยพีบีเอส ยังคงปรับผังรายการเฉพาะกิจ ไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. เพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่สื่อกลางในสื่อสารข่าวสาร และประสานงานความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากเหตุน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยการปรับภารกิจการให้บริการสายด่วนประสานงานให้ความช่วยเหลืออพยพจากพื้นที่ ส่งมอบอาหารและน้ำ เนื่องจากระดับน้ำในหาดใหญ่เริ่มลดลง ทำให้การแจ้งขอความช่วยเหลือผู้ติดอยู่ในบ้านลดลงมาก ดังนั้นจึงปรับภารกิจเป็นการติดตามเชิงรุกมุ่งค้นหาผู้สูญหาย และผู้เสียชีวิต การติดตามอัตลักษณ์บุคคล ตามหาญาติ รวมถึงการประสานเคสที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลคนหาย ไทยพีบีเอส โดยไทยพีบีเอส ขอความร่วมมือบริจาคผ้าดิบห่อศพอย่างเร่งด่วนเพื่อนำส่งไปยังพื้นที่ด้วย

“ศูนย์ฯ ปรับการทำงานเชิงรุก โดยการโทรกลับไปติดตามเคส กว่า 7,000–8,000 ราย เพื่อตรวจสอบสถานะและความต้องการเพิ่มเติม พบว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา มีโทรกลับมากกว่า 641 สาย เป็นเคสเขียว ได้รับการช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว”

สำหรับอาสาสมัครรับเรื่องร้องทุกข์ มีทั้งศิลปินนักร้อง นักแสดง มาร่วมรับโทรศัพท์จำนวนมาก อาทิ ฐาณิดาภัทฐ์ ติณสุทธินานนท์ (มายด์),   ณัฐกฤตา รำมะนู (จีน่า), กิตติภัทร แก้วเจริญ (ก้าวหน้า), ปานชนก พฤาษาทร (ปริม) นักร้อง, แองเจิ้ล แองจี้, ธรรมดา คุณจักร (วาง, ไอ้ต้าวบอส), ธนบัตร งามกมลชัย (บอส), มิลิญ วาทินธนะกิจ (น้ำหนึ่ง) นักร้อง นักแสดง อดีตสมาชิกBNK48, ศุภวิชญ์ ภาชนะพรรณ (ปริ้น) เป็นต้น

ไทยพีบีเอสส่งเสบียงลงพื้นที่ด้วยแอร์เอเชีย–สนับสนุนครัวกลาง กระจายอาหารสิ่งของจำเป็นยัง “ซิกเนเจอร์” หาดใหญ่

ไทยพีบีเอส ร่วมกับทีม “ต้องรอด Up For Thai”  ในการบริหารจัดการของที่ได้รับบริจาค โดยเร่งลำเลียงเสบียงและอุปกรณ์จำเป็นจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดสงขลา ผ่านการสนับสนุนของ สายการบินแอร์เอเชีย โดยเที่ยวบินแรกประกอบด้วยกล่องใส่อาหาร บรรจุภัณฑ์ ข้าวสาร และอาหารสำเร็จรูป ซึ่งสิ่งของทั้งหมดถูกส่งต่อโดยรถของ กรมทรัพยากรน้ำ ไปยัง โรงแรมซิกเนเจอร์ แอร์พอร์ต หาดใหญ่ จุดตั้งครัวกลาง “ซิกเนเจอร์ ไทยพีบีเอส” ซึ่งมีทีมเชฟและอาสาสมัครทำงานต่อเนื่องเพื่อผลิตอาหารสดใหม่ส่งให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่ ส่วนผ้าดิบหอศพนั้น จะมีการนำส่งไปยังพื้นที่รอบแรกจำนวน 6,000 หรา ในช่วง 29-30 พ.ย.นี้ โดยเมื่อช่วงเย็นวันที่ (27 พ.ย.) ยังมีการนำส่งสิ่งของบริจาคล็อตใหญ่จากส่วนกลาง ด้วยรถบรรทุกที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เพื่อสมทบวัตถุดิบและของใช้จำเป็นสำหรับผู้ประสบภัยในพื้นที่แล้ว

ธารน้ำใจหลั่งไหล กสทช. เขต 4 สนับสนุนพื้นที่ทำถุงยังชีพ มูลนิธิพุทธภูมิธรรมเสริมทัพรถสิบล้อ–ประธานมูลนิธิลงพื้นที่ร่วมเป็นจิตอาสา

ตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีผู้ให้ความสนใจนำสิ่งของมาร่วมบริจาคจำนวนมาก อาทิ มูลนิธิปันสุข และ Shavich Holding มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมส่งเสริมการเกษตร บริษัทฮีโน่มอเตอร์เซลส์ประเทศไทย ข้าววรรณภพ บริษัทไบโอฟาร์มเคมีคอล จำกัด โรงเรียนวรรัตน์ศึกษาและโรงเรียนดิลกศึกษา สวทช. บริษัทรักษาความปลอดภัย guard force cash solution ประเทศไทย จำกัด ผ้าอนามัย การ Molped รวมถึงภาคประชาชนที่ยังคงทยอยนำสิ่งของมาร่วมบริจาคให้อย่างไม่ขาดสาย

มูลนิธิพุทธภูมิธรรม ได้ให้การสนับสนุนรถสิบล้อสำหรับลำเลียงเครื่องอุปโภคบริโภค สิ่งของจำเป็น และของใช้เร่งด่วนไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ของวันนี้ (28 พ.ย.) เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงมือพี่น้องผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด โดยมีอาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม ได้ลงพื้นที่ร่วมเป็น จิตอาสา และให้กำลังใจทีมอาสา

นอกจากนี้  สำนักงาน กสทช. เขต 4 อ.หาดใหญ่ ให้การสนับสนุนสถานที่จัดเก็บและจัดทำถุงยังชีพ โดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยลำเลียงและคัดแยกสิ่งของที่ได้รับบริจาค อาทิ ข้าวสาร อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค ผ้าอนามัย นม ผ้าอ้อม เสื้อผ้า อาหารสัตว์เลี้ยง และของจำเป็นอื่น ๆ

สำหรับยอดเงินบริจาค ณ วันที่ 28 พ.ย.68 เวลา 10.00 น. จำนวน 5,008,253.35 บาท

ร่วมบริจาคได้ที่

บัญชีธนาคาร: มูลนิธิองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เลขที่บัญชี: 071-015-6235 ธนาคารกรุงไทย สาขาการปิโตรเลียม (ประเภทออมทรัพย์)

บริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ได้ที่ ไทยพีบีเอส ถ.วิภาวดีรังสิต (Google maps)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งความต้องการความช่วยเหลือ ที่ “ศูนย์ประสานความช่วยเหลือ มหาอุทกภัยภาคใต้ 2568” โทร.02-790-2111 เวลา 06.00 – 24.00 น. หรือทาง LINE: @ThaiPBS และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/ThaiPBSWithYou

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

รมว.นฤมล ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา

รมว.นฤมล ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา

รมว.นฤมล ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.29 น.

“รมว.นฤมล” ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา “ลดภาระครู-ทักษะอนาคต-เทคโนโลยี AI” สร้างคุณภาพและความเท่าเทียมทั่วไทย

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2568 ของสมาคม ISAT ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล

ศ.ดร. กล่าวว่า หากกล่าวถึงโรงเรียนสมาชิก 204 แห่ง ของ ISAT ท่านคือพันธมิตรสำคัญยิ่งในพันธกิจด้านการศึกษาระดับชาติของเรา โรงเรียนของท่าน มอบการศึกษาที่ครอบคลุมและมีคุณภาพระดับโลกให้แก่นักเรียน ด้วยหลักสูตรที่หลากหลายที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ท่านมีส่วนร่วมโดยตรงในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยและเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขัน ให้แก่ประเทศของเราในฐานะศูนย์กลางการศึกษาระดับภูมิภาค

ในศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่อาจถูกจำกัดด้วยพรมแดนอีกต่อไป ประเทศไทยมองว่าการศึกษาในระดับนานาชาติ ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเสาหลักของยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว

รมว.ศธ. กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ตอนหนึ่งว่า วิสัยทัศน์ของรัฐบาลเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการศึกษาไทยให้เข้มแข็ง เพื่อเตรียมความพร้อมให้พลเมืองทุกเพศทุกวัยให้สามารถเติบโตได้ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ด้วยรากฐานทางศีลธรรมที่แข็งแกร่ง มีทักษะที่จำเป็น และมีความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นอกจากนี้ เรายังตระหนักถึงแนวโน้มที่เห็นได้ชัดและเป็นเรื่องสำคัญ นั่นคือ ความนิยมของโรงเรียนนานาชาติยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้เข้าเรียนหลักสูตรทั่วไปของไทยมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อมองว่า หลักสูตรนานาชาติมีความทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมให้บุตรหลานของตน มีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพในเวทีโลก นอกจากนี้ มาตรฐานการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับของประเทศไทยและค่าเล่าเรียนที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักเรียนต่างชาติได้

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า เสาหลัก 3 ประการ ของนโยบายการศึกษา นโยบายดังกล่าว ออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่า ระบบการศึกษาไทยมีความยืดหยุ่น ตรงประเด็น และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ได้แก่ 1. ลดภาระด้านกฎระเบียบและส่งเสริมการพัฒนา โดยจะสร้างกฎระเบียบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ มีมาตรการเชิงรุกเพื่อปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาต ให้มีความรวดเร็วและชัดเจนขึ้น เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล โดยมีเป้าหมายคือ การดำเนินการกระบวนการขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และใบอนุญาตเริ่มต้นดำเนินกิจการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เพื่อให้มั่นใจว่า ท่านจะได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และไม่เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน เรายังส่งเสริมการประกันคุณภาพผ่านการกำหนดกรอบหลักสูตรที่ชัดเจน 
ซึ่งมีความยืดหยุ่นและมีนวัตกรรมทางการสอนที่มีคุณภาพ

ส่วนข้อ 2 คือ การให้ความสำคัญกับทักษะในอนาคต คือ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพื้นฐานที่จำเป็น ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาได้คล่องแคล่ว โดยเฉพาะภาษาสากล เช่น ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก, ความรู้ด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถเป็นนักคิดอย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรมและเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างรอบรู้ และทักษะทางสังคมและการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งจำเป็นต่อการปรับตัวและการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

และ 3. การใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ไม่เพียงเกี่ยวกับความสามารถทางดิจิทัลเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะ ที่สนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคลและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ช่วยลดช่องว่างด้านคุณภาพของการศึกษา ระหว่างโรงเรียนในเมืองกับชนบท และรับประกันว่าเด็กนักเรียนทุกคนจะสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

ดังนั้น นโยบายของเรา ตั้งแต่การฝึกอบรมวิชาชีพไปจนถึงการเรียนดิจิทัล ล้วนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ครอบคลุม เรากำลังสร้างกลไกต่างๆ เช่น ระบบเทียบโอนหน่วยกิตและการเทียบโอนประสบการณ์ เพื่อให้สามารถเกิดการศึกษานอกห้องเรียนได้ในทุกช่วงวัย

“โดยสรุป นโยบายการศึกษาระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพ ความเสมอภาค และการบูรณาการความร่วมมือในระดับสากล เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อพันธกิจของ ISAT และโรงเรียนสมาชิกทั้ง 204 แห่ง และเรายังคงมุ่งมั่นในการสร้างระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง ตรงประเด็น และมีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือกับอนาคต  ด้วยการลดกำแพงด้านกฎระเบียบ รวมทั้งให้ความสำคัญกับทักษะที่จำเป็นในอนาคต และการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ดิฉันมั่นใจว่าเรากำลังเตรียมความพร้อมพลเมืองไทยรุ่นต่อไป ให้มีประสิทธิภาพ มีจริยธรรม และสามารถแข่งขันในระดับโลก เราเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือ คือกลไกขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่แท้จริง และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ISAT เพื่อแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และผลักดันอนาคตของการศึกษาให้ก้าวหน้าสู่ระดับโลก” รมว.ศธ. กล่าว

‘เจ้าชายฟิลลิป’พร้อมพระชายา ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'เจ้าชายฟิลลิป'พร้อมพระชายา ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘เจ้าชายฟิลลิป’พร้อมพระชายา ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.41 น.

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.52 น. เจ้าชายฟิลลิปแห่งราชรัฐริคเตสไตล์ (His Serene Highness Prince Philipp von und zu Liechtenstein) พร้อมด้วย เจ้าหญิงอิซาเบลแห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ (Her Serene Highness Princess Isabelle von und zu Liechtenstein) พระชายา ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และลงพระนามในสมุดหลวงถวายความอาลัย ณ อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ทิศตะวันตก ในพระบรมมหาราชวัง

ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่

ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่

ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.21 น.

ในห้วงเวลาที่ระบบการศึกษาไทยกำลังถูกตั้งคำถาม-ว่าเราจะยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้ทัดเทียมสากลได้อย่างไร? การปฏิรูปควรเริ่มตรงไหน? “ครู” ต้องปรับบทบาทอย่างไรในยุคดิจิทัล? ประเด็นดังกล่าวนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญให้วงการศึกษาภาคใต้ ด้วยการจัดอบรมหัวข้อ “การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และ CEFR ด้วยสื่อ Gold Experience” เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

นี่ไม่ใช่อบรมธรรมดา แต่เป็น “ประกาศแผนเปลี่ยนสนามเรียนรู้” ที่มีเป้าหมายปลุกศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษให้กลายเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและตรงมาตรฐานระดับโลก

จุดเริ่มต้นแรงสั่นสะเทือน-เสียงจากผู้บริหารพื้นที่ เพื่อปลุกการศึกษาภาคใต้

นายชัยณรงค์ ช่างเรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ จุดประกายแรกบนเวทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ครูต้องเป็นผู้ออกแบบ ไม่ใช่ผู้บรรยาย การสอนภาษาอังกฤษวันนี้ไม่สามารถยึดแบบเดิมได้อีกต่อไป Active Learning และมาตรฐาน CEFR คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เด็กของเรามีเสียงบนเวทีโลกได้จริง

เขาย้ำว่า ภาคใต้มีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความหลากหลาย ซึ่งควรใช้ภาษาอังกฤษเป็นพลังในการผลักดันศักยภาพเยาวชนให้ไกลกว่าขอบเขตจังหวัดหรือประเทศ ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อ “ใช้ได้จริง” และ “เปลี่ยนชีวิตได้จริง”

คำกล่าวนี้เรียกเสียงปรบมือจากครูผู้เข้าร่วมอบรมหลายสิบโรงเรียนอย่างกึกก้อง เป็นสัญญาณว่า “จุดไฟพร้อมลุกแล้ว”

ส่วน มุมมองระดับประเทศ-เสียงจาก ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบัน พว. ท่ามกลางการขับเคลื่อน Active Learning ทั่วประเทศ ชื่อของ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ผลักดันเชิงวิชาการระดับชาติ ที่สนับสนุนให้การเรียนรู้แบบ Active Learning กลายเป็น “หัวใจของการพัฒนาผู้เรียนไทย” ดร.ศักดิ์สินเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนในเวทีระดับประเทศว่า “Active Learning ไม่ใช่วิธีสอน แต่คือระบบคิดใหม่ของห้องเรียน-ห้องที่เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เชื่อมโยงความรู้ สร้างสรรค์ และสะท้อนคิด ครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอด เป็นผู้ออกแบบและโค้ชการเรียนรู้”

คำกล่าวนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับทิศทางของการอบรมในตรัง–กระบี่ครั้งนี้ เพราะเป็นตัวชี้ว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทครูไม่ใช่เพียง “เทรนด์” แต่คือการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ของประเทศ ดร.ศักดิ์สินยังชี้ว่า การใช้สื่อที่ออกแบบบนมาตรฐาน CEFR จะช่วยให้ Active Learning เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน เพราะกิจกรรมถูกกำหนดตามระดับสมรรถนะ,ครูวัดผลได้ชัดเจน ไม่สอนลอย และผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนอย่างเป็นระบบ บริบทนี้ทำให้การอบรมของตรัง-กระบี่ กลายเป็น “ภาพจำลอง” ของการปฏิรูปที่ พว. และนักวิชาการระดับประเทศผลักดันมาโดยตลอด

บนเวทีการอบรมครั้งนี้ อาจารย์ฐานิสรณ์ เลขทิพย์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้คร่ำหวอดด้านการพัฒนาครูภาษาอังกฤษ คือผู้นำทัพสำคัญ   เขาเล่าให้เราฟังอย่างลึกซึ้งว่า “ครูส่วนใหญ่รู้จัก CEFR แต่ไม่เคยเข้าใจวิธีใช้มันจริง ๆ การอบรมวันนี้คือการพาคุณครูกลับมารู้จักระดับความสามารถทางภาษาใหม่ทั้งหมด ว่าเด็กที่ A1 ทำอะไรได้ เด็กที่ B1 ควรผลิตงานแบบไหน แล้วครูจะออกแบบกิจกรรมอย่างไรให้ตรงระดับ… ไม่สอนไหลไปตามตำรา แต่สอนตรงสมรรถนะผู้เรียนจริง ๆ”

อาจารย์ฐานิสรณ์ยังชี้ให้เห็นว่าชุดสื่อ Gold Experience ซึ่งยึดตาม CEFR เป็นแกนนำ จะช่วยครูลดภาระการเตรียมงาน พร้อมเพิ่มคุณภาพกิจกรรม Active Learning ได้มหาศาล เพราะมีโจทย์ ฟังก์ชันภาษา งานเขียน และกิจกรรมสื่อสารที่แตกต่างตามระดับจริง ไม่ใช่สื่อแบบ “One size fits all” เหมือนที่พบทั่วไป

อาจารย์สุภาพร กิ่งเล็ก ผู้จัดการศูนย์ HCEC โรงเรียนอำมาตย์พาณิชนุกูล จ.กระบี่ ผู้เข้าร่วมอบรม ย้ำถึงความสำคัญของการประกาศจุดยืนใหม่ของครูในยุคนี้ว่า “เด็กสมัยนี้กล้าพูด กล้าถาม กล้าลอง แต่บางครั้งสื่อไม่เอื้อ และครูไม่กล้าปล่อยให้เด็กคิดเอง Active Learning ไม่ใช่กิจกรรมลุกเดินในห้อง แต่คือการปล่อยให้เด็กออกแบบความคิดของตัวเอง เรารอวันนี้มานาน-วันที่ภาคใต้จะเริ่มพูดถึงคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษในเชิงมาตรฐานระดับสากลอย่างจริงจัง”

เธอยังกล่าวถึงประโยชน์จากการได้ใช้ Gold Experience ว่าเนื้อหาและโครงสร้างการสอน “ชัดเจน ตรงระดับ และสนับสนุนการสร้างสมรรถนะของผู้เรียนแบบจับต้องได้”

ครูณิชกานต์ วงเวียน โรงเรียนสามัคคีศึกษา ถ่ายทอดความรู้สึกตรงไปตรงมาว่า นี่คือครั้งแรกที่เห็นภาพการสอน Active Learning+CEFR แบบครบวงจร ขึ้นห้องเรียนได้ทันที ไม่ใช่อบรมแล้ววางเอกสารทิ้ง เธอบอกว่าการใช้ GPAS 5 Steps ช่วยสร้างทักษะคิดขั้นสูง (HOTS) ได้ตรงจุด

มีกิจกรรมอบรมสุดเข้มข้น-คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม โดย วิเคราะห์ Active Learning แบบลงมือทำ, ไขรหัส CEFR A1–C1, เจาะโครงสร้างสื่อ Gold Experience เวิร์กช็อปวางแผนการสอน 4 ทักษะ ฝึกสร้าง Rubric แบบ CEFR ลงมือออกแบบกิจกรรมตาม GPAS 5 Steps

ครูต่างบอกว่า “อบรมวันเดียวเหมือนเรียนคอร์สใหญ่หลายวัน” แรงกระเพื่อมสู่ส่วนกลาง-ภาคใต้พร้อมแล้ว

การอบรมครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ตรัง–กระบี่กำลังขยับสู่โมเดลใหม่ของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดระดับประเทศที่ ดร.ศักดิ์สิน และสถาบัน พว. ผลักดันมาตลอด คือ ครู = ผู้ออกแบบ,ผู้เรียน=ผู้สร้างความรู้, Active Learning=กระบวนการหลัก,CEFR=มาตรฐานกลาง

สื่อคุณภาพ=เครื่องมือสำคัญ,นี่คือสัญญาณเตือนไปถึงส่วนกลางว่า ภาคใต้พร้อมเดินหน้า-ขอเพียงนโยบายต่อเนื่อง

บทสรุป-ไฟที่เริ่มจากตรัง-กระบี่ อาจลามทั่วประเทศ การอบรมครั้งนี้พิสูจน์ว่า เมื่อครูมีเครื่องมือที่ดีและการสนับสนุนที่ถูกต้อง พลังของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาก็เกิดขึ้นได้จริง

ดังที่ ดร.ศักดิ์สินเคยกล่าวว่า“การปฏิรูปการเรียนรู้เริ่มต้นที่ครู เมื่อครูเปลี่ยน ห้องเรียนก็เปลี่ยน และผู้เรียนจะเปลี่ยนตาม”ภาคใต้ได้ยืนยันแล้วว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชา แต่คือ “กุญแจเปิดโลก”และถ้าการพัฒนาครูยังเดินหน้าต่อเนื่อง-แรงสั่นสะเทือนจาก ตรัง-กระบี่ วันนี้ อาจกลายเป็นคลื่นใหญ่ที่พาการศึกษาไทยทั้งระบบก้าวสู่ยุคใหม่ในไม่ช้า