สจล.สร้าง ‘ทันตแพทย์นวัตกร’ เปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 5 หลักสูตร ‘นานาชาติทันตแพทยศาสตรบัณฑิต’

สจล.สร้าง ‘ทันตแพทย์นวัตกร’ เปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 5 หลักสูตร ‘นานาชาติทันตแพทยศาสตรบัณฑิต’

สจล.สร้าง ‘ทันตแพทย์นวัตกร’ เปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 5 หลักสูตร ‘นานาชาติทันตแพทยศาสตรบัณฑิต’

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะทันตแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 5 ของหลักสูตรนานาชาติทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (Doctor of Dental Surgery) มุ่งสร้าง “ทันตแพทย์นวัตกร” ที่มีความรู้รอบด้านทั้ง วิทยาศาสตร์ การแพทย์ เทคโนโลยีดิจิทัล AI และหุ่นยนต์ พร้อมต่อยอดเป็นผู้นำในวงการทันตกรรมศตวรรษที่ 21 เป็นหลักสูตรเน้นการเรียนรู้แบบ คิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และ การเป็นนวัตกร (Innovator Mindset) ผ่านการบูรณาการหลายสาขา เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล เพื่อให้บัณฑิตสามารถออกแบบนวัตกรรมทันตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริง (Human-Centered Innovation)

รศ.ดร.ทพญ.อารยา พงษ์หาญยุทธ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ สจล. กล่าวว่า เป้าหมายของเราคือสร้างทันตแพทย์รุ่นใหม่ที่ไม่ใช่เพียงผู้รักษา แต่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านทันตกรรม นักศึกษาจะได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ออกแบบนวัตกรรม รวมถึงใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง AI และ VR ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 เพื่อให้พร้อมสู่การทำงานจริงในโลกดิจิทัล

จุดเด่นของหลักสูตร “ทันตแพทย์นวัตกร” มีดังต่อไปนี้ 1.Digital Dentistry เต็มรูปแบบ : นักศึกษาได้เรียนรู้เครื่องมือดิจิทัล เช่น Intraoral Scanner, 3D Printing, Virtual Simulation และ CAD/CAM เพื่อรองรับการรักษาแบบดิจิทัลที่เป็นมาตรฐานโลก , 2.อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง : คณาจารย์มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านคลินิก นวัตกรรม วิจัย และเทคโนโลยีทันตกรรม พร้อมให้การเรียนรู้แบบ Mentorship ใกล้ชิด , 3.สู่นักวิจัยมาตรฐานสากล : บัณฑิตได้รับการฝึกงานวิจัย (Research Training) พร้อมโอกาสศึกษาดูงานต่างประเทศ และแลกเปลี่ยนกับสถาบันพันธมิตร และ 4.Multi-disciplinary Innovation : เรียนรู้ร่วมกับคณะวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแพทยศาสตร์ เพื่อออกแบบนวัตกรรมใหม่ เช่น อุปกรณ์การแพทย์, AI Diagnostic Tools และ Health Tech Solutions

สำหรับ คณะทันตแพทยศาสตร์ สจล. เป็นคณะทันตแพทย์ แห่งแรกของประเทศไทย ที่นำเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ของ EON Reality มาใช้ตั้งแต่ปี 1 – ระดับพรีคลินิก ช่วยให้นักศึกษาพัฒนาความแม่นยำ ความมั่นใจ และทักษะการรักษาก่อนลงคนไข้จริง ลดข้อผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ได้อย่างก้าวกระโดด

ทั้งนี้ คณะทันตแพทยศาสตร์(หลักสูตรนานาชาติ) สจล. พร้อมเปิดรับสมัครนักศึกษาปีการศึกษา 2569 รอบแรก ตั้งแต่วันนี้ ถึง 25 ธันวาคม 2568 ผ่าน http://new.reg.kmitl.ac.th/admission/ ติดตามข่าวสารได้ทาง https://www.facebook.com/DentistryKMITL หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02 329 8000 ต่อ 2189 และ 095 072 8540 หรือ Email : dent@kmitl.ac.th

สพฐ. เร่งดูแลโรงเรียนน้ำท่วม พร้อมตั้งศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง

สพฐ. เร่งดูแลโรงเรียนน้ำท่วม พร้อมตั้งศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง

สพฐ. เร่งดูแลโรงเรียนน้ำท่วม พร้อมตั้งศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.12 น.

สพฐ. เร่งดูแลโรงเรียนน้ำท่วม พร้อมตั้งศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. พร้อมด้วย นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. และนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ สพฐ. โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting 

นายพิเชฐ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งปีนี้รุนแรง ส่งผลกระทบ 9 จังหวัด 25 เขตพื้นที่ นักเรียนกว่า 76,000 คน ครูกว่า 6,700 คน และโรงเรียนเสียหาย 732 แห่ง สพฐ. สั่งเขตพื้นที่ลงช่วยเหลือเร่งด่วนตามข้อสั่งการรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ รมว.ศธ. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

โดย สพฐ. ได้เปิดศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง พร้อมรายงานจำนวนผู้พักพิงเพื่อจัดสรรงบฉุกเฉินด้านอาหารและของจำเป็น รวมถึงจัดการเรียนแบบ On-hand และเตรียมสอนชดเชยหลังน้ำลด พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อของบซ่อมแซมอาคารเรียนและบ้านพักครู รวมถึงสั่งตรวจสอบระบบไฟฟ้าทุกโรงเรียนที่ถูกน้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยก่อนเปิดเรียน

ในด้านงบประมาณปี 2570 สพฐ. ขอให้เขตพื้นที่ส่งข้อมูลตามกำหนด ยกเว้น 25 เขตภาคใต้ที่สามารถเลื่อนเวลาได้ และเตรียมเสนอ ครม. ของบซ่อมแซมหรือสร้างบ้านพักครูใหม่กว่า 10,000 หลังทั่วประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 สพฐ. จะจัดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน และเชื่อมต่อออนไลน์กว่า 400,000 คน มีรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส เป็นประธาน และ รมว.ศธ. มอบนโยบายด้านประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง พร้อมแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนงานศึกษากับเขตพื้นที่ 245 เขตทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศ
 

ม.รังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษารับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้

ม.รังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษารับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้

ม.รังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษารับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.12 น.

มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา 20,000 บาท ช่วยนักศึกษาที่ได้รับ ผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

มหาวิทยาลัยรังสิต ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาที่ครอบครัวได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ในอำเภอและจังหวัดที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ซึ่งได้รับความ เดือดร้อน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวมหาวิทยาลัยมอบ ทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษา 2/2568 สะท้อน เจตนารมณ์สร้าง “สังคมธรรมาธิปไตย” พร้อมยืนเคียงข้างสังคมในทุกวิกฤต

รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ อุทกภัยในภาคใต้ที่เกิดขึ้นล่าสุด ท่านอธิการบดี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้มีดำริให้มหาวิทยาลัยเร่งให้ความ ช่วยเหลือครอบครัวนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภัยพิบัติภาคใต้ โดยมอบทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท ในรูปแบบเครดิตสำหรับการลงทะเบียนเรียนภาคการศึกษา 2/2568 โดยมหาวิทยาลัยรังสิตตระหนักดีว่า นักศึกษาและครอบครัวจำนวนมากกำลังเผชิญความยากลำบาก จึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการ ช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้ลูกหลานของเรายังมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนต่อได้โดยไม่สะดุด มาตรการนี้ สะท้อนเจตนารมณ์สำคัญของมหาวิทยาลัยในการสร้าง “สังคมธรรมาธิปไตย” ที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามวิกฤต พร้อมยืนเคียงข้างสังคมด้วยความรับผิดชอบและจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นหลักการที่มหาวิทยาลัยยึดมั่นมา โดยตลอด

มาตรการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาเพื่อบรรเทาผลกระทบ ดังนี้

1. ทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับนักศึกษาที่จะลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษา 2/2568 หากนักศึกษาลงทะเบียนเรียนโดยมียอดค่าใช้จ่ายไม่ถึง 20,000 บาท มหาวิทยาลัยจะช่วยเหลือ ค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนที่ลงทะเบียนจริง

2. สำหรับนักศึกษาที่ได้ชำระค่าลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้ สามารถเลือกรับส่วนลดคืนโดยเป็นเงินโอน เก็บ เพื่อใช้ในการลงทะเบียนเทอมถัดไป หรือขอรับเป็นเงินโอนคืนเข้าบัญชีธนาคารได้

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตยังได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านต่างๆ อาทิ เปิดรับ บริจาคเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อนำเงินส่งต่อให้แก่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านบัญชีมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อการกุศล ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 875-700530-4 ทั้งนี้ มาตรการ ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สะท้อนว่ามหาวิทยาลัยรังสิตยืนหยัดทำหน้าที่สถาบันการศึกษาที่รับใช้สังคม อย่างแท้จริง พร้อมร่วมฟื้นฟู เยียวยา และยืนเคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก พร้อม ร่วมก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.26 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

24 พฤศจิกายน 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ  และนางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย มอบทุนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาแก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568  ซึ่งเป็นการมอบทุนฯ ในรูปแบบต่อเนื่อง 3 ปี รวมจำนวน 60 ทุน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 450,000 บาท โดยมี นายวีระยุทธ คีลาวงค์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา อีก 20 แห่ง คณะครู อาจารย์ และผู้แทนนักเรียนจากโรงเรียน ร่วมในพิธี ณ หอประชุมโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

การมอบทุนการศึกษา เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เพื่อช่วยเหลือสังคม “สร้างชีวิต” ให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา เติมเต็มความหวังเป็นอนาคตของครอบครัวสังคม และประเทศชาติ โดยตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 43/2568 พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่างๆและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าภารกิจสำคัญด้านคุณภาพการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าร่วมประชุม World Chinese Language Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” พร้อมชี้ถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการวัดและประเมินผลในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมองว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ได้มาแทนที่ครู และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบผสมผสานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

อีกทั้ง สพฐ. ยังเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน โดยใช้มาตรฐาน HSK และ YCT ในการพัฒนาหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมทั้งห้องเรียนทั่วไปที่เรียนภาษาจีนเป็นรายวิชาเพิ่มเติมและเน้นทักษะสื่อสารพื้นฐาน และห้องเรียนพิเศษภาษาจีนที่ใช้ภาษาจีนสอนวิชาคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เตรียมพร้อมศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ โดยเน้นพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินได้ โดยเฉพาะด้านการออกเสียง ความคล่องแคล่ว และการปรับข้อสอบตามระดับผู้เรียน และยังมีศึกษานิเทศก์ให้การสนับสนุน ครอบคลุมทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรายงานสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดย สพฐ. กำชับการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย การสนับสนุนทรัพยากร และการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ขณะที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชายแดน 7 จังหวัดได้สะท้อนความต้องการเร่งด่วน เช่น งบประมาณตั้งศูนย์พักพิง การบริหารอาหารกลางวันช่วงปิดภาคเรียน การซ่อมแซมอาคารเรียน การเรียนทางไกล การเตรียมหลุมหลบภัย และการดูแลด้านสภาพจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

พร้อมกันนี้ สพฐ. ได้จัดทำระบบรายงานสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ (obecbordersafe) ให้เขตพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 16 แห่ง ใช้งานได้อย่างถูกต้องและทันต่อเวลา โดยกำหนดให้รายงานข้อมูลวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้า เวลา 09.00 น. และช่วงบ่าย เวลา 15.00 น. รวมถึงตั้งไลน์กลุ่มประสานงานเพื่อให้การติดตามสถานการณ์เป็นไปอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

​ม.นครพนม – เรือนจำกลางนครพนม ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ สืบสานวิถีพอเพียง ปลูกฝังวินัย ฟื้นฟูจิตใจนักศึกษาผู้ต้องขัง

​ม.นครพนม - เรือนจำกลางนครพนม ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ สืบสานวิถีพอเพียง ปลูกฝังวินัย ฟื้นฟูจิตใจนักศึกษาผู้ต้องขัง

​ม.นครพนม – เรือนจำกลางนครพนม ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ สืบสานวิถีพอเพียง ปลูกฝังวินัย ฟื้นฟูจิตใจนักศึกษาผู้ต้องขัง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับเรือนจำกลางนครพนม จัดโครงการ “สืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประจำปี 2568” ณ แปลงนาใหญ่ ภายในเรือนจำกลางนครพนม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี และ นายฉลาด อ่อนหัวโทน ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครพนม ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยนักศึกษา บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาผู้ต้องขังทั้งชายและหญิง เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อ ส่งเสริมการเรียนรู้วิถีเกษตรไทยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักศึกษาซึ่งอยู่ในสถานะผู้ต้องขัง ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่นา อันเป็นการปลูกฝังคุณค่าของแรงงาน ความสามัคคี ความอดทน และความภาคภูมิใจในตนเอง อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร และสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานราชการในพื้นที่

อาจารย์สรินทรเทพ สายเนตร ภูกฤตธาดา อาจารย์ประจำสาขาวิชาสหวิทยาการศึกษา คณะเกษตรและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า โครงการ “ลงแขกเกี่ยวข้าว” เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ภาคปฏิบัติในหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาเกษตรศาสตร์ ภายใต้โครงการความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยนครพนมกับเรือนจำกลางนครพนม ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 ปัจจุบันมีผู้เรียนในระบบรวมประมาณ 350 คน จาก 3 เรือนจำ ได้แก่ เรือนจำกลางนครพนม เรือนจำจังหวัดสกลนคร และเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร

หลักสูตรดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) และมีระยะเวลาพ้นโทษไม่น้อยกว่า 3 ปี ได้ศึกษาในหลักสูตรเต็มรูปแบบ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน อาหาร สัตวศาสตร์ พืชศาสตร์ ประมง และด้านช่าง โดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิ ปวช. ซึ่งสามารถนำไปใช้สมัครงานในภาครัฐหรือเอกชนได้ตามคุณสมบัติ

นอกจากนี้ สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษระหว่างศึกษา หากประสงค์จะศึกษาต่อ สามารถโอนย้ายเข้าสู่ระบบการเรียนปกติที่คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ได้ทันทีโดยไม่เสียสิทธิ์ทางการศึกษา

โครงการสืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่ง ตัวอย่างของการใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการพัฒนา ฟื้นฟู และคืนคนดีสู่สังคม ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้กับการสืบสานวัฒนธรรมเกษตรไทย

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ 'สมเด็จพระพันปีหลวง'

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.57 น.

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

24 พ.ย.68 เมื่อเวลา 14.45 น. นายธนัท เชี่ยวชาญอักษร ประธานกรรมการ บริษัท ธนัทเฮิร์บ พาณิชย์ จำกัด ร่วมกับ นางสาวอัญรินทร์  กุลเกียรติเดช ประธานกรรมการ บริษัท  บีวายบี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พร้อมคณะ จำนวน 14 คน มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า 6 ที่นั่ง และ 2 ที่นั่ง จำนวน 2 คัน แก่พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ณ อาคารสำนักพระราชวัง เพื่อใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ยุคใหม่บริการภาครัฐ สถาบันศึกษาประชาธิปไตย ชี้ AI คือหัวใจขับเคลื่อน Digital Governance

ยุคใหม่บริการภาครัฐ สถาบันศึกษาประชาธิปไตย ชี้ AI คือหัวใจขับเคลื่อน Digital Governance

ยุคใหม่บริการภาครัฐ สถาบันศึกษาประชาธิปไตย ชี้ AI คือหัวใจขับเคลื่อน Digital Governance

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.12 น.

สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับ Konrad Adenauer Stiftung จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “AI กับ อนาคตรัฐบาลดิจิทัล: สู่การยกระดับมาตรฐานบริการภาครัฐ 2025 

24 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ ว่า สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับ Konrad Adenauer Stiftung ได้จัดงานเสวนาวิชาการครั้งสำคัญในหัวข้อ “AI กับ อนาคตรัฐบาลดิจิทัล: สู่การยกระดับมาตรฐานบริการภาครัฐ 2025 (AI and the Future of Digital Governance: Advancing Public Service Transformation in 2025)” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยงานเสวนาฯ ได้รับเกียรติจาก ดร. ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ สมาชิกสภากรุงเทพ มหานคร พรรคเพื่อไทย แสดงวิสัยทัศน์ AI และ Digital Platform กับ การยกระดับการบริการภาครัฐ และกล่าวต้อนรับโดย ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ผู้อำนวยการ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย

การเสวนาครั้งนี้ได้รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนจากกระทรวงและหน่วยงานที่รับผิดชอบรัฐบาลดิจิทัล ผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ ผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น

โดยมี วิทยากรผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นางสาวศนิ จิวจินดา ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายจตุรวิทย์ นิโรจน์ธนรัฐ รองนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์, นาย เปรมชาย จงเจริญ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ดิจิทัล สำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร, นายเอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการ กทม. และโฆษก กทม. และ ดร.บุรเทพ โชคธนานุกล สถาบันวิจัยประชาการและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมกันนี้ นายพลรักษ์ รักษาพล อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้เดินทางมาร่วมรับฟังการเสวนาด้วย

สำหรับเนื้อหาในวงเสวนาเน้นย้ำว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเครื่องมือทางเทคนิคเฉพาะทาง มาเป็น เทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างการบริหารภาครัฐ การนำ AI มาใช้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นการสะท้อนแนวโน้มใหม่ของ “รัฐบาลดิจิทัล” ที่เปลี่ยนบทบาทของรัฐจาก “ผู้ให้บริการแบบรวมศูนย์” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบบริการสาธารณะที่มีฐานบนข้อมูลและเทคโนโลยี” ซึ่งมีการยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศต่างๆ เช่น เอสโตเนีย สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่แสดงให้เห็นว่า AI สามารถ ลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ เสริมความโปร่งใส และ ยกระดับคุณภาพบริการสาธารณะ ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ในวงเสวนาได้กล่าวถึงความคืบหน้าและอุปสรรคในไทย ว่าประเทศไทยได้ดำเนินงานภายใต้แนวนโยบาย “Thailand 4.0” และ “Digital Government Development Plan” รวมถึงการออก “แผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2565–2570” ที่วางรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และกรอบจริยธรรมการกำกับดูแล โดยมี สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เป็นแกนหลักในการจัดตั้ง แพลตฟอร์มกลางของรัฐ เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลและลดการพัฒนาแบบแยกส่วน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล, การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี, การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ ความจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจ ให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อการใช้ AI ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ ได้มีการหยิบยกกรณีศึกษา: กรุงเทพมหานคร (BMA) ถูกนำมาเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในการใช้ AI ยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น ระบบบริหารจัดการจราจรด้วย AI (AI Traffic Control System) เพื่อวิเคราะห์และปรับสัญญาณไฟจราจรลดความแออัด

แพลตฟอร์ม BMA OSS (One Stop Service) สำหรับบริการประชาชนแบบดิจิทัลครบวงจรในการยื่นคำขอและติดตามสถานะ

แพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” กลไกส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยอัตโนมัติ

การดำเนินการเหล่านี้เป็นก้าวแรกของ “มหานครดิจิทัล” แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การฝึกอบรมบุคลากร และการจัดทำแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวให้รัดกุมยิ่งขึ้น

การเสวนาในครั้งนี้จึงถูกมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการ สร้าง “ระบบนิเวศของความไว้วางใจ” และกำหนดแนวทางเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างยั่งยืน 

8โรงครัวอาชีวะ ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ผลิต2,500กล่อง/วัน ‘รมว.นฤมล’สั่งเต็มกำลัง

8โรงครัวอาชีวะ ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ผลิต2,500กล่อง/วัน 'รมว.นฤมล'สั่งเต็มกำลัง

8โรงครัวอาชีวะ ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ผลิต2,500กล่อง/วัน ‘รมว.นฤมล’สั่งเต็มกำลัง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.37 น.

“รมว.นฤมล”สั่งอาชีวะลุยช่วยน้ำท่วมใต้ เปิดโรงครัว 8 แห่งทำอาหาร 2,500 กล่องต่อวัน ส่งถึงมือชาวหาดใหญ่–รัตภูมิ–นาทวี–พะโค๊ะ เตรียมตั้งศูนย์ Fix It ฟื้นฟูหลังน้ำลด

24 พ.ย.2568 เวลา 12.30 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงวิกฤตสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังส่งผลกระทบอย่างหนักในหลายจังหวัดภาคใต้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ระดมกำลังทุกวิทยาลัยอาชีวศึกษาลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนในพื้นที่ โดยขณะนี้ได้สั่งการให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดสงขลา 5 แห่ง เปิดโรงครัวประกอบอาหารแห่งละ 500 กล่อง รวมกว่า 2,500 กล่องต่อวัน ส่งกระจายให้ประชาชนตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในอำเภอหาดใหญ่ อำเภอรัตภูมิ อำเภอนาทวี และอำเภอพะโค๊ะ เพื่อให้ชาวบ้านที่ติดอยู่ในจุดเสี่ยงต่าง ๆ ได้รับอาหารและน้ำดื่มอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ ได้ประสานวิทยาลัยจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีอีก 3 วิทยาลัย เข้าตั้งโรงครัวเสริมในพื้นที่ศูนย์พักพิงที่จังหวัดจัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับผู้ประสบภัยที่อพยพออกมาจากพื้นที่น้ำท่วมลึก

ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ส่วนวิทยาลัยเทคโนโลยีพานิชนาวี จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดส่งเรือท้องแบนจำนวน 3 ลำ มาช่วยภารกิจเคลื่อนย้ายและลำเลียงสิ่งของในจังหวัดสงขลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงผู้ประสบภัยในจุดที่รถไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว หากในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ ระดับน้ำในอำเภอรัตภูมิ สงขลา กลับสู่ภาวะปกติ กระทรวงศึกษาฯ จะเร่งตั้ง ศูนย์ “Fix It Center” โดยเป็นความร่วมมือของวิทยาลัยในจังหวัดสงขลาและสุราษฎร์ธานี เพื่อฟื้นฟู ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การเกษตร รถจักรยานยนต์ และสิ่งของต่าง ๆ ของประชาชน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายหลังน้ำลด

“กระทรวงศึกษาธิการ จะเดินหน้าสนับสนุนทุกภารกิจช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกหน่วยที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ประชาชนทั่วทุกสารทิศเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

ประชาชนทั่วทุกสารทิศเข้ากราบพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

ประชาชนทั่วทุกสารทิศเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.53 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวัง รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.

สำหรับวันนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.00 น.ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้ปรับเวลาเนื่องจากวันที่ 24 – 25 พ.ย.2568 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัย วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ครบ 100 ปี พุทธศักราช 2568  และ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวัสสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ครบ 100 ปี และถวายพระราชสมัญญา พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2568

เช้าวันนี้ได้มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์ เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, ปัตตานี,พระนครศรีอยุธยา, คณะนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, สมาคม สรีตาบอดในประเทศไทย, สมาคมบัณฑิตตาบอดไทย, สมาคมส่งเสริมอาชีพและสวัสดิการคนตาบอด, สมาคมคนตาบอดกรุงเทพมหานคร อำนวยความสะดวกโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), สภาการแพทย์แผนไทยและนักศึกษาแพทย์แผนไทย รุ่น 22 โรงเรียนภัทรเวชสยามการแพทย์แผนไทย เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงพระราชทานโครงการต่างๆช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพมีความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนขึ้น

โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิวแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการ “ชัตเตอร์ บัส” รับ-ส่งบริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

ด้าน นายพรชัย หาญศรี อายุ 54 ปี ชาว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพิการเนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถทับเมื่อปี 2555 กล่าวว่า ตนปั่นวีลแชร์มาจาก อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.มาถึงท้องสนามหลวง เที่ยงคืนของวันที่ 23 พ.ย.แล้วเข้าจุดคัดกรองที่ท้องสนามหลวง เช้าวันนี้ปั่นวีลแชร์เพื่อจะเข้าไปกราบสักการะพระบรมศพ โดยมีจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกดีมากๆ

“ที่ผมถือพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระพันปีหลวงทรงอุ้มในหลวง ร.10 ตอนทรงพระเยาว์ สื่อความหมายแม่รักลูก ซึ่งผมก็ถือเป็นลูกของพระองค์ท่านคนหนึ่ง เมื่อปี 2559 ผมก็ตั้งใจมากราบสักการะพระบรมศพพ่อหลวง ร.9 วันนี้อยากมากราบแม่แห่งแผ่นดิน ที่ทรงพระราชทานอาชีพ และหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผมได้เข้าไปฝึกอาชีพที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งในหลวง ร.9 และสมเด็จพระพันปีหลวง ทรงให้สร้างไว้ ทั้งสองพระองค์เสด็จฯไปศูนย์อพยพที่ จ.สระแก้ว หลังจากที่ท่านเสด็จกลับมา ก็ทรงเห็นว่าที่ตรงนั้นเป็นดินทราย ท่านก็ขอซื้อที่ดินตรงนั้น แต่ชาวบ้านถวายให้พระองค์ท่าน เพื่อสร้างโครงการฯนี้ขึ้นมา เพื่อพัฒนาดินที่เป็นดินทราย และส่งเสริมการปลูกป่า การสร้างอาชีพให้เกษตรกร ผ่านการฝึกอบรม การเกษตรทฤษฎีใหม่, การเกษตรผสมผสาน, การประมง, และศิลปาชีพพิเศษ ฝึกการเย็บปักถักร้อย การจักสาร สร้างอาชีพให้กับประชาชน ในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ให้มีรายได้เพิ่ม ณ วันนี้ตรงนี้ก็อุดมสมบูรณ์ ผมก็ได้มีโอกาสไปฝึกอาชีพทางด้านจักสานเย็บปักถักร้อยและตอนนี้ผมก็ยึดอาชีพเกษตรกร เพื่อสร้างรายได้ และตอบโจทย์เศรษฐกิจพอเพียง เราสามารถเก็บเล็กผสมน้อย พ่อหลวงสอนไว้อย่างแยบยลมาก แม่หลวงก็สอนให้เรามีอาชีพ สอนการแปรรูปสิ่งของที่เรามีเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม

ความทรงจำที่มีต่อสมเด็จพระพันปีหลวง ผมจำทุกอย่าง ทั้งด้านรักลูก ด้านอาชีพ พระองค์ท่านทรงส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องผ้า และของที่อยู่ในป่า พระองค์ท่านทรงมีพระเนตรกว่างไกล ว่าของนั้นสามารถมีประโยชน์ นำมาสร้างเป็นอาชีพ สร้างเป็นของใช้ในครัวเรือนได้ หรือนำมาเป็นของแบรนเนมขึ้นชื่อของประเทศไทยได้ ผมเห็นตรงนี้ ผมจึงเคารพและศรัทธาพระองค์ท่านอย่างมาก และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมปั่นวีลแชร์มา การสูญเสียแม่แห่งแผ่นดินรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผมเดินทางมาผมไม่รู้จักใคร แต่ระหว่างทางมีคนยิ้มให้และทักทาย ก็มีกำลังใจ บางคนบอกกับผมว่าเขามากราบไม่ได้นะ เขาขอฝากใจไปด้วยและขอจับมือผม วันนี้มือที่เขาจับ ผมจะมากราบพระองค์ท่าน” นายพรชัย กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตัน

ขณะที่ ดร.พท.ภัทราภรณ์ เอกวิทยาเวชนุกูล จิตอาสาสภาการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า คณะจิตอาสาสภาการแพทย์แผนไทย เข้ากราบพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน เมื่อครั้งที่สมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ ไปต่างจังหวัดหรือท้องถิ่นที่ห่างไกล จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานตรวจรักษาประชาชนและทรงสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยในการรักษาชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย รวมถึงทรงมีโครงการพระราชดำริอนุรักษ์ป่า ซึ่งป่าที่อุดมสมบูรณ์ถือเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะสมุนไพรธรรมชาติมากมาย อดีตคนในชนบทเข้าถึงการแพทย์ได้ยาก ซึ่งแพทย์แผนไทยอยู่ใกล้ชิดประชาชน มีแพทย์พื้นบ้านแนะนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคแก่ชาวบ้าน แม้แต่พืชผักสวนครัวนำมาใช้ดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวได้ โดยเริ่มต้นจากดูแลตัวเอง ครอบครัว และชุมชน

“สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลส่งเสริมการใช้แพทย์แผนไทย นำสิ่งใกล้ตัวมารักษา ปรับสมดุลร่างกายก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต โดยที่ต้นทุนไม่มาก รวมถึงเป็นต้นทุนที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ช่วยเหลือประชาชนให้มีสุขภาพที่ดี พึ่งพาตัวเองได้ ชุมชนดูแลชุมชน โดยไม่เป็นภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งมีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล ทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างให้กับเหล่าแพทย์แผนไทยทุ่มเททำงานเพื่อดูแลสุขภาวะของประชาชน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระพันปีหลวง ตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้สภาการแพทย์แผนไทยจัดทีมจิตอาสาแพทย์แผนไทยตั้งจุดบริการประชาชนในพื้นที่สนามหลวง เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนที่เดินทางมาเข้ากราบ แจกจ่ายยาดมสมุนไพรสูตรดอกไม้หอมมีส่วนประกอบสำคัญ คือ ดอกมะลิ ซึ่งนอกจากมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ลดอาการวิงเวียนศรีษะแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของแม่แห่งชาติ สื่อความรักบริสุทธิ์ ความกตัญญู  แล้วยังมียาดมสมุนไพรเปลือกสมุลแว้งมีกลิ่นหอมเฉพาะ ประชาชนที่เข้ากราบจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ รวมถึงคณะเดินทางไกลจากต่างจังหวัด พบมีอาการวิงเวียนศรีษะและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ สามารถมารับยาดมและใช้บริการนวดแผนไทยได้ เหล่าจิตอาสาแพทย์แผนไทยจะทำหน้าที่ดูแลประชาชนด้วยหัวใจเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ท่าน” ดร.พท.ภัทราภรณ์ กล่าว

– 006