นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.57 น.

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พ.ย.68 และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 100 ปี 24 พ.ย.68

วันนี้ (24 พฤศจิกายน 2568) เวลา 07.30 น. ณ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พีธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พ.ย.68 และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 100 ปี 24 พ.ย.68 โดยมีประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ผู้แทนประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระและคู่สมรส คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานราชการในพระองค์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย

นายกรัฐมนตรี จุดรูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และจุดรูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระรูปสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ผู้แทนประธานศาลฎีกา ถวายเครื่องไทยธรรมและถวายผ้าไตรแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์สดับปกรณ์ อนุโมทนา ถวายอดิเรก นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ และกราบลาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระรูปสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ก่อนจะนำผู้เข้าร่วมในพิธีร่วมตักบาตร โดยมีพระสงฆ์ จำนวน 100 รูป เดินออกรับบิณฑบาต

ต่อจากนั้น เวลา 08.00 น.นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และวางพุ่มดอกไม้ถวายสักการะสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

สำหรับ ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด จัดพิธีระหว่างวันที่ 24 – 25 พฤศจิกายน 2568 ณ สถานที่ที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และศาลากลางจังหวัด ในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุล และหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั่วไป ณ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุล และส่วนราชการจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ถวายพระราชกุศลถวายพระกุศล แสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2568

– 006

OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

OKMD ขานรับนโยบายรัฐบาล เร่งเดินหน้าปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ สร้างโอกาสเข้าถึงความรู้เท่าเทียมทั่วประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

22 พฤศจิกายน 2568 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD และได้มอบนโยบายสำคัญเพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนภารกิจด้านการเรียนรู้ของประเทศ โดยเน้นให้การดำเนินงานของ OKMD สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และยกระดับศักยภาพคนไทยด้วยทุนความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสันติ กล่าวว่า การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะและศักยภาพที่เท่าทันโลกเป็นภารกิจเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และรูปแบบการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมให้ OKMD ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่ ชุมชนเมือง หรือพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งต้องทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่ เพื่อให้คนไทยสามารถอยู่รอด แข่งขันได้ และพัฒนาต่อยอดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า ในฐานะองค์การมหาชนภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของประเทศ ผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ การผลิตองค์ความรู้ที่เข้าถึงง่าย และการขยายโอกาสด้านการเรียนรู้ไปยังประชาชนทุกกลุ่ม โดยมีเป้าหมายให้ความรู้เป็น ‘ทุนของทุกคน’ ไม่ใช่เพียงของคนบางกลุ่ม พร้อมย้ำว่าการเข้าถึงความรู้คุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นรากฐานของการพัฒนาทุนมนุษย์ในยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง

ดร.ทวารัฐกล่าวต่อว่า OKMD พร้อมเดินหน้าภารกิจตามนโยบายที่รัฐมนตรีมอบหมายทั้ง 7 ด้านอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการยกระดับ TK Park, Museum Siam และเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์เด็กและเยาวชนยุคดิจิทัล พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มจำนวนแหล่งเรียนรู้คุณภาพในภูมิภาค และพัฒนาระบบแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง

ในด้านการนำนวัตกรรมมาพัฒนาการเรียนรู้ OKMD จะดำเนินโครงการที่ผสมผสานเทคโนโลยี การเล่น และประสบการณ์จริง เช่น Play-based Learning, Digital Content และเครื่องมือการเรียนรู้สมัยใหม่ เพื่อทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน OKMD จะร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเสริมทักษะสำคัญสำหรับอนาคต ได้แก่ ความรู้ดิจิทัล ความรู้ด้านการเงินและผู้ประกอบการ ความรู้ด้านสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถปรับตัวทันต่อกระแสโลกและใช้ทักษะเหล่านี้ในการยกระดับคุณภาพชีวิต

ดร.ทวารัฐยังระบุว่า OKMD จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านสื่อความรู้ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ  เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ไทย สร้างคุณค่าและรายได้แก่ประชาชน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงความรู้ เพื่อพัฒนาเมืองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจท้องถิ่น

สำหรับโครงการเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ OKMD พร้อมเร่งรัดการพัฒนา National Knowledge Center (NKC) บนถนนราชดำเนินให้เป็น ‘แลนด์มาร์กของชาติ’ และเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ตลอดจนผลักดันโครงการ OKMD Sustainable Development Learning Center (OKSD) ที่สวนเบญจกิติ ให้เป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านความยั่งยืนของประเทศ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ในระยะต่อไป

ดร.ทวารัฐกล่าวปิดท้ายว่า ‘OKMD มุ่งทำให้การเรียนรู้เป็นพลังของประชาชนทุกคน เพราะเมื่อคนไทยเข้าถึงความรู้ที่มีคุณภาพ ประเทศไทยจะมีรากฐานที่แข็งแรงในการรับมืออนาคต และสามารถสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้’

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการเรียนรู้ของประเทศให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันให้ OKMD เป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเปิดโอกาสด้านความรู้อย่างเท่าเทียม เพิ่มพูนศักยภาพคนไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังขององค์ความรู้และนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อวางรากฐานสู่สังคมแห่งโอกาส ความรู้ และความยั่งยืนในอนาคต

‘พระราชินี’ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ พระราชทานฉลองพระองค์ชุดไทย จัดแสดงนิทรรศการ 45 ปีพิจิตรา

'พระราชินี'ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ พระราชทานฉลองพระองค์ชุดไทย จัดแสดงนิทรรศการ 45 ปีพิจิตรา

‘พระราชินี’ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ พระราชทานฉลองพระองค์ชุดไทย จัดแสดงนิทรรศการ 45 ปีพิจิตรา

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.10 น.

21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 19.25 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการแสดงผลงานห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานครบ 45 ปี และบริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา จำกัด และทอดพระเนตรงานแสดงแฟชั่นโชว์ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมีนางพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ เฝ้าฯรับเสด็จ

การนี้ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ ร่วมกับคณะผู้บริหาร และผู้สนับสนุนการจัดงาน จำนวน 3 ชุด และทอดพระเนตรนิทรรศการวิดีทัศน์ และการแสดงผลงานห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานมาครบ 45 ปี และบริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา ซึ่งได้อัญเชิญฉลองพระองค์ ในสมเด็จพระสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 3 องค์ ประกอบด้วยฉลองพระองค์ชุดกลางคืน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีดำแต่งแขนด้วยผ้าชาวเขาเผ่าเย้า ฉลองพระองค์ชุดกลางวันตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ลายโคมห้าซึ่งออกแบบและตัดเย็บ โดยพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ และฉลองพระองค์ชุดกลางวัน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ปักฉลุเป็นลายลูกไม้สานเชื่อมเป็นตะแกรงองค์ในตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ออกแบบและตัดเย็บโดยอาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ โรงเรียนสอนตัดเสื้อระพี

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี มาจัดแสดง 3 องค์ ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำเงิน เมื่อครั้งโดยเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา แห่งอังกฤษ ณ มหาวิหารเวสต์มินเตอร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี สีส้ม เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ทรงรับ พลเอก เดวิด เฮอร์ลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และนางลินดา เฮอร์ลีย์ภริยา

ชุดต่อมา ฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ สีน้ำตาล เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมในงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี และสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน จัดถวาย ณ พระราชวังเดเชนโชลิง กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งฉลองพระองค์ทั้ง 3 องค์ ออกแบบและตัดเย็บโดย พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์พิจิตรา

จากนั้น เสด็จไปประทับบริเวณจัดงานแสดงแฟชั่นโชว์ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางสาวฑาทิม รักษะจิตร เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย หนังสือที่ระลึก ผู้ช่วยศาตราจารย์นาถรพี ตันโซ เข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯถวายกระเช้าผลิตภัณฑ์รุ่งฟ้า จากบริษัท ทูบีไคนด์ จำกัด และนางพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทแอตเตอลิเยร์พิจิตรา จำกัด กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และกราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรงานแสดงแฟชั่นโชว์ 

โดยการแสดงแฟชั่นโชว์และจัดนิทรรศการแสดงผลงานของห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานมาครบ 45 ปี จัดขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในการฟื้นฟูหัตถกรรมไทยและเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยสู่สายตาชาวโลก และเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานจากรุ่นสู่รุ่นของห้องเสื้อพิจิตรา ผ่านการแสดงผลงานการออกแบบเสื้อผ้าที่หลากหลายและมีความละเมียด

ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Golden Metamorphosis เพื่อบ่งบอกศิลปะแห่งการเปลี่ยนผ่าน ที่สะท้อนถึงการเติบโต ความแข็งแกร่ง และความละเมียดละไมอย่างงดงาม อันเปรียบเสมือนยุคทอง’ ของผ้าไทยที่พระองค์ท่านได้ทรงมอบไว้เป็นมรดก โดยสร้างสรรค์ ความงดงามและความแข็งแกร่งเชิงสัญลักษณ์ของ “แมลงสีทอง” ถ่ายทอดการแปรสภาพ (Metamorphosis) โดยนำมาตีความถึงการวิวัฒนาการและการเกิดใหม่ของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง หัวใจของคอลเลกชันนี้คือการหลอมรวมสองคู่ตรงข้ามที่ทรงพลัง ระหว่างโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่เฉียบคม และความอ่อนช้อยพริ้วไหวแบบเฟมินีน เข้าไว้ด้วยกัน”

ผลงานในคอลเลกชันนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอันงดงาม สร้างเรื่องเล่าผ่านภาพของ “ดักแด้ที่กำลังคลี่ตัวออกสู่ชีวิตใหม่” การเกิดใหม่นี้เปรียบเสมือนความฝันอันแสนงดงาม  การเดินทางเหนือจริงที่ทั้งให้เกียรติต่อประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และเปิดรับอนาคตที่เปี่ยมด้วยความงามและนวัตกรรม ผ่านการใช้ “สีทอง” ที่แทรกอยู่ทั่วทั้งคอลเลกชันไม่ได้เป็นเพียงการเลือกสี หากแต่คือสัญลักษณ์ของ “ยุคทองแห่งความสำเร็จ” และ “อนาคตอันเจิดจรัส” ที่รออยู่ข้างหน้า

เมื่อจบงานแสดงแฟชั่นโชว์แล้ว พระราชทานช่อดอกไม้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ แก่นางพิจตรา บุณยรัตพันธุ์ เมื่อสมควรแก่เวลา ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทั้งนี้ การแสดงแฟชั่นโชว์และจัดนิทรรศการแสดงผลงานของห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานมาครบ 45 ปี จะเปิดให้ทุกคนเข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 21 – 29 พฤศจิกายน 2568  ที่เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE)

‘เสียงของเด็กคือพลังที่เปลี่ยนโลกได้’ ศุภนิมิตฯย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

'เสียงของเด็กคือพลังที่เปลี่ยนโลกได้' ศุภนิมิตฯย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

‘เสียงของเด็กคือพลังที่เปลี่ยนโลกได้’ ศุภนิมิตฯย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.52 น.

“เสียงของเด็ก คือ พลังที่เปลี่ยนโลกได้” ศุภนิมิตฯ ย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

เนื่องในวันที่ 20 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเด็กสากล (World Children’s Day) เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึง สิทธิ เสียง และสวัสดิภาพของเด็กทั่วโลก มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลเพื่อการพัฒนาและรณรงค์ความยุติธรรมในสังคม กว่า 50 ปีที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือเด็ก ครอบครัว และชุมชนเปราะบางยากไร้ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพื่อสะท้อนมุมมอง ความต้องการ และประสบการณ์จริงของพวกเขา พร้อมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางอนาคตของสังคมโลกโดยเฉพาะในประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขา เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรือ การยุติความรุนแรงต่อเด็ก (End Violence Against Children)

นับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงตลอดปี 2025 เด็กและเยาวชนที่เติบโตจากโครงการพัฒนาเยาวชนของศุภนิมิตฯ ได้รับโอกาสสำคัญในการเข้าร่วมเวทีระดับสากลหลายเวที เพื่อเป็นกระบอกเสียงแทนเด็กไทยและเด็กทั่วโลก อาทิ การประชุมรัฐมนตรีเอเชียแปซิฟิกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Asia-Pacific Ministerial Conference on Disaster Risk Reduction – APMCDRR) จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 Thailand Children’s Consultation on the ASEAN RPA on EVAC 2025 Regional Children’s Consultation on RPA on EVAC 2025 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงการมีส่วนร่วมใน วาระครบรอบคำมั่นสัญญาของคณะมนตรีเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก (Ministerial Moment Anniversary of Commitments to End Violence Against Children) จัดโดย UNICEF และ World Health Organization

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นความภาคภูมิใจของมูลนิธิฯ ที่ได้เห็นเด็กและเยาวชนได้รับโอกาส เติบโต และพัฒนาตัวเองจนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

นายศาศวัต (น้องมิ่ง) ผู้นำกรรมการสภาเด็กและเยาวชนมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้แบ่งปันประสบการณ์การเป็นตัวแทนเด็กและเยาวชน ในการขับเคลื่อนนโยบายอาเซียนว่าด้วยการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ในงาน Regional Children’s Consultation on RPA on EVAC ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยกล่าวว่า “ผมได้รับโอกาสเปิดโลกกว้างอย่างมากเลยครับ ได้เห็นมุมคิดของเยาวชนจากประเทศต่าง ๆ เป็นสิ่งกระตุ้นให้ผมต้องกลับมาเรียนรู้เพิ่ม ผมเข้าร่วมสะท้อนและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการอาเซียน ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กฉบับปัจจุบัน ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2025 นี้ และยังได้ร่วมกันกับเพื่อนเยาวชนประเทศอาเซียน จัดทำข้อเสนอแนะและได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งที่ 41 ของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียน (AICHR) กล่าวข้อเสนอแนะของพวกเราให้ผู้ใหญ่ระดับอาเซียนรับฟัง โดยข้อเสนอแนะของพวกเราจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนปฏิบัติการอาเซียนฉบับใหม่ ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กต่อไปด้วยครับ เป็นความภูมิใจที่สุดเลยครับ”

นายชัยรัตน์ (น้องอเล็กซ์) เยาวชนศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติในงาน COP30 และ The APMCDRR 2024 ภายใต้ธีม Surge to 2030: Enhancing Ambition in Asia-Pacific to Accelerate Disaster Risk Reduction ณ ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเป็นตัวแทนนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยกล่าวว่า “ผมภูมิใจที่ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนเยาวชนไทย รวมถึงตัวแทนเด็ก ๆ จากภาคพื้นเอเชียและทั่วโลก ที่ได้ส่งเสียงสะท้อนถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและข้อเสนอแนะสู่สาธารณชน ความเป็นเด็กของเรา เป็นพลังขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ควรได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ ในอนาคตข้างหน้า ถ้าเราไม่ใช้เสียงของตัวเอง ผมคิดว่า โลกคงโหดร้ายยิ่ง ๆ ขึ้นไป เด็กรุ่นใหม่ที่จะลืมตามขึ้นมาดูโลกจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ทำร้ายสุขภาพและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเขา ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายแบบนั้น ผมคิดว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนครับ ผมอยากเชิญชวนเด็ก ๆ ทุกคน รวมถึงผู้ใหญ่ ภาครัฐ และภาคเอกชน ออกมาเรียกร้องแกละแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

การมีส่วนร่วมของเยาวชนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เด็กไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ถูกคุ้มครอง” แต่ยังเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่สามารถผลักดันประเด็นสำคัญระดับโลกได้ เมื่อได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

นางรสลิน โกแวร์  ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับศุภนิมิตฯ เราเชื่อมั่นเสมอมาว่า เด็กและเยาวชนควรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ไม่ใช่เพียงผู้รับการคุ้มครอง แต่ต้องได้รับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การส่งเสริมทักษะชีวิต การศึกษา และสุขภาวะที่ดี คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคงและมีศักยภาพเต็มที่”

“ในปีที่ผ่านมาและปี้นี้ เราภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นเด็กและเยาวชนจากโครงการของเรา ไม่ว่าจะเป็นน้องมิ่ง น้อง อเล็กซ์ และยังมีน้อง ๆ เยาวชนอีกหลายคน ที่ได้เป็นตัวแทนเยาวชนก้าวขึ้นสู่เวทีระดับสากลและเปล่งเสียงในประเด็นสำคัญของโลก นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าเมื่อเด็กได้รับโอกาส ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และการสนับสนุนที่เหมาะสม พวกเขาสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้จริง เราเชื่อว่าเสียงของเด็กมีคุณค่าและสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อทั้งสังคมและนโยบายระดับโลก และเราจะเดินหน้าทำงานเพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสเช่นนี้ต่อไป”

“ความสำเร็จที่เยาวชนสามารถลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในเวทีระดับประเทศและระดับสากล เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของผลลัพธ์ที่ศุภนิมิตฯ สร้างขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เบื้องหลังคือความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเสริมพลังเด็ก สนับสนุนครอบครัว และพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและยืนหยัดได้ด้วยตนเอง  เรายังมีอีกหลายโครงการที่ทำงานอย่างเงียบ ๆ ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เด็กทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบางที่สุด ได้รับโอกาสที่ควรมีตั้งแต่แรกเริ่ม”

ศุภนิมิตฯ จะยังคงเดินหน้าสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นว่าเมื่อเด็กได้รับโอกาสที่เหมาะสม พวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และนี่คือพันธกิจที่เราจะยึดมั่นไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู-จุฬาฯ MIT-เอกชนชั้นนำ’พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย Chula LGO

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู-จุฬาฯ MIT-เอกชนชั้นนำ’พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย Chula LGO

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู-จุฬาฯ MIT-เอกชนชั้นนำ’พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย Chula LGO

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.41 น.

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ผนึกกำลัง‘จุฬาฯ MIT’ และเอกชนชั้นนำ พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วยหลักสูตรรูปแบบใหม่ Chula LGO เร่งปั้นผู้นำระดับเวิลด์คลาส ครบเครื่องทั้งทักษะด้านวิศวกรรม x บริหารธุรกิจ

21 พฤศจิกายน 2568 สร้างมิติใหม่ ปฏิวัติวงการศึกษาไทย…จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สหรัฐอเมริกา ผสานกำลังกับ 5 องค์กรธุรกิจพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดหลักสูตรปริญญาโทรูปแบบใหม่ Chula Leaders for Global Operations (Chula LGO) ซึ่งเป็นหลักสูตรสองปริญญาโท จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญา วท.ม. สาขานวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน (Master of Science in Innovative Engineering for Sustainability) และ บธ.ม. สาขาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration) พร้อมด้วยประกาศนียบัตร MIT LGO

ทั้งนี้ เพื่อเร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่เปี่ยมด้วยทักษะและศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันโลกแห่งอนาคต และสร้างเศรษฐกิจประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (ที่ 3 จากซ้าย) อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้บริหารจาก 5 องค์กรพันธมิตร รวมถึง นายซิกเว่ เบรกเก้ (ขวา) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ Chula LGO อย่างเป็นทางการ ณ ห้อง Yulania ชั้น 9 วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลักสูตร MBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และหลักสูตรนวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำหลักสูตรปริญญาโท Chula LGO (Chula Leaders for Global Operations) เพื่อสร้างชุมชนผู้นำที่วิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม ซึ่งรวมเอาความรู้เชิงลึกด้านวิศวกรรม การดำเนินงาน และกรอบความคิดทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกัน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายระดับโลก โดยความร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้หลากหลายแขนง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมและก้าวสู่ระดับโลกได้จริง

สำหรับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บทบาทของทรู ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเทคโนโลยีการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านนวัตกรรมดิจิทัลอีกด้วย ความร่วมมือนี้ จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้มีมุมมองรอบด้าน ทั้งในด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ทักษะดิจิทัล และความสามารถในการบูรณาการความรู้ร่วมกับองค์กรต่างๆ ในเครือซีพี เพื่อสร้างผู้นำที่ตอบโจทย์อนาคตของประเทศอย่างแท้จริง”

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ด้วยความมุ่งมั่นของเครือซีพีและทรู ที่จะยกระดับศักยภาพด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทยสู่ระดับเวิลด์คลาส เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยบนเวทีโลกในระยะยาว และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรและเศรษฐกิจในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  จึงนับเป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง Chula LGO หลักสูตรปริญญาโทรูปแบบใหม่ที่ผสานองค์ความรู้ด้านบริหารธุรกิจและวิศวกรรมจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ซึ่งจะบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มีมุมมองเชิงกลยุทธ์ และทักษะบริหารจัดการ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญต่ออนาคตดิจิทัลของประเทศ พร้อมรับมือกับโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้ภาคธุรกิจซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ได้มีโอกาสเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าถึงและแบ่งปันองค์ความรู้ มีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้จริง สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจและสังคม  ความร่วมมือนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของทรู ที่ได้ร่วมงานกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการนำความร่วมมือระดับโลกกับ MIT มาสู่ประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง และนับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถผลักดันความร่วมมือครั้งนี้จนเกิดขึ้นได้ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านการศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาคนของประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง

ภายใต้ความร่วมมือของหลักสูตร Chula LGO ซึ่งผู้เรียนจะได้ศึกษาใน 6 ทักษะหลัก ได้แก่ ความเป็นผู้นำ การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ความเฉียบแหลมทางธุรกิจ วิศวกรรมเชิงนวัตกรรม และการดำเนินงาน ทรู คอร์ปอเรชั่น จะมีบทบาทสำคัญในการสร้าง Talent พัฒนาศักยภาพและทักษะบุคลากรขององค์กร ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในหลายมิติ อาทิ

• สนับสนุนทุนการศึกษา เปิดโอกาสให้พนักงานทรูและเครือซีพีเข้าร่วมศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว

• ร่วมพัฒนางานวิจัยและโครงการ Capstone ที่สามารถสร้างผลลัพธ์และตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมได้จริง

• เปิดโอกาสฝึกงานและเรียนรู้เชิงปฏิบัติในด้านเทคโนโลยีสำคัญๆ เช่น AI แพลตฟอร์มดิจิทัล คลาวด์ และนวัตกรรมเครือข่าย

• จัดวิทยากรรับเชิญและการบรรยายจากผู้บริหารเครือซีพีและทรู ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อความยั่งยืน และธรรมาภิบาล

• วางแผนและพัฒนาเส้นทางการปั้น Talent ทรู ด้านเทคโนโลยี AI ดาต้า วิศวกรรม และนวัตกรรมดิจิทัล

• ร่วมจัดตั้งศูนย์ Center of Excellence เพื่อพัฒนากระบวนการออกแบบ การสร้าง และประยุกต์ใช้ระบบด้านเทคโนโลยี AI เพื่อความยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมเรียนหลักสูตร Chula Leaders for Global Operations (Chula LGO) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.chulalgo.chula.ac.th  

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมนิคมฯราชบุรี ส่งมอบห้องสมุดให้โรงเรียน จังหวัดราชบุรี

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมนิคมฯราชบุรี ส่งมอบห้องสมุดให้โรงเรียน จังหวัดราชบุรี

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมนิคมฯราชบุรี ส่งมอบห้องสมุดให้โรงเรียน จังหวัดราชบุรี

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.18 น.

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมนิคมฯราชบุรี ส่งมอบห้องสมุดให้โรงเรียน จังหวัดราชบุรี

มูลนิธิศรีเทพไทย ร่วมกับ บริษัท มหาชัยพัฒนาที่ดิน จำกัด ภายใต้กลุ่มศรีเทพไทย ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมราชบุรี สนับสนุนมูลนิธิกระจกเงาจัดทำโครงการ “ อ่านสร้างชาติ” สร้างห้องสมุดให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยได้ร่วมกันส่งมอบห้องสมุดให้ โรงเรียนรุจิรพัฒน์ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ในวันที่ 16 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา

โดยทางมูลนิธิศรีเทพไทย และ บริษัท มหาชัยพัฒนาที่ดิน จำกัด ได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงการ “อ่านสร้างชาติ”  ก่อตั้งโดยมูลนิธิกระจกเงา โดยมีแนวคิดที่ว่า “หนังสือ” มีส่วนช่วยเพิ่มความสำเร็จสร้างรากฐานของสังคมแห่งการเรียนรู้  โดยมูลนิธิกระจกเงาได้รวบรวมหนังสือมือสองจากการรับบริจาคเป็นจำนวนมาก ส่งต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งปรับปรุงห้องสมุด ให้มีสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน โดยมีนายจรัญ มาลัยกุล เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ร่วมกับภาคเอกชนและจิตอาสา ที่ร่วมกันส่งมอบ “ทรัพย์แห่งปัญญา” ให้เยาวชนในโรงเรียนห่างไกล ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียน

โดยการส่งมอบห้องสมุด ในโครงการ “อ่านสร้างชาติ” ที่โรงเรียนรุจิรพัฒน์ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ได้รับเกียรติจาก นายวิรัช สุทธิโรจน์พัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหาชัยพัฒนาที่ดิน จำกัด เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมีนายนันทโชค  เกียรติ์ภูมิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนรุจิรพัฒน์ รับมอบห้องสมุดอย่างเป็นทางการ ซึ่งคณะครูและนักเรียนในโรงเรียนต่างดีใจและมีความสุขกับห้องสมุดใหม่เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้อันทรงคุณค่า ที่พี่ๆจิตอาสาทุกภาคส่วนได้ร่วมมือร่วมใจมอบทรัพย์แห่งปัญญา เพื่อประโยชน์สูงสุดกับสังคมและนักเรียนทุกคน โดยท่านที่มีความประสงค์อยากร่วมบริจาคหนังสือสามารถติดต่อไปที่มูลนิธิกระจกเงา

‘ธรรมศาสตร์’วิจัย’ผ้าไทย ต.ก้อ’ ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น สืบสานพระราชปณิธาน ‘พระพันปีหลวง’

'ธรรมศาสตร์'วิจัย'ผ้าไทย ต.ก้อ' ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น สืบสานพระราชปณิธาน 'พระพันปีหลวง'

‘ธรรมศาสตร์’วิจัย’ผ้าไทย ต.ก้อ’ ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น สืบสานพระราชปณิธาน ‘พระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.22 น.

‘ธรรมศาสตร์’ วิจัย ‘ผ้าไทย ต.ก้อ’ ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น สืบสานพระราชปณิธาน ‘พระพันปีหลวง’

ทีมนักวิชาการธรรมศาสตร์ ลุยวิจัยยกระดับ “ผ้าไทยในชุมชนตำบลก้อ จังหวัดลำพูน” หนึ่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง สร้างความยั่งยืนชุมชน ต่อยอดจุดแข็งเดิมเพิ่มเติมมูลค่าด้วยลวดลาย-การตัดเย็บ-เทคนิคใหม่ หวังส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามพระราชปณิธาน และแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเปิดนิทรรศการ SDGs แสดง 40 ผลงาน คณาจารย์สายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มธ. ถึงเดือน ก.พ. 2569

ผศ. ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2567 พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น และวงการผ้าไทยเติบโต ที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเติบโตของวงการผ้าไทย ถือเป็นมรดกจากพระราชกรณียกิจต่างๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทั้งการสร้างบรรยากาศที่ดีต่อผ้าไทย การใช้งานผ้าไทย ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ผ้าไทย และที่สำคัญสร้างให้เป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับคนไทย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบกับโอกาสทางเศรษฐกิจ และความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทีมวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาแนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม เพื่อการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมชุมชน กรณีศึกษาสิ่งทอของ ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ชุมชนแห่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชน

สำหรับโครงการวิจัยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของ ผศ. ดร.วุฒิไกร และ ดร. นลินี เนติธรรมากร หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีมูลค่าสูงขึ้น และใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการเกิดไฟป่า อันจะนำไปสู่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงในแง่ของวิชาการก็จะเป็นการพัฒนากรอบแนวคิด (Framework) ในการทำงานด้านการออกแบบร่วมกับชุมชน เพื่อให้ในอนาคตสามารถถูกนำไปใช้ต่อยอด และสร้างประโยชน์ในวงกว้างเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีความพิเศษคือกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในชุมชนเอง ทั้งการปลูกฝ้าย การทำให้เป็นเส้นใย การทอ การตัดเย็บ ไปจนถึงการจำหน่าย ด้วยกระบวนการผลิตนี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ส่วนหนึ่ง ทีมวิจัยจึงเข้าไปให้ความรู้และพัฒนาทักษะคนในชุมชน เช่น การอบรมในการทำลวดลายผ้า การตัดเย็บ เทคนิคการทำแบบใหม่ ฯลฯ และอีกส่วนคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ การย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นเพกา ฯลฯ จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นผ้าทอ ก่อนพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ชุมชนมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์อย่างจักรเย็บผ้า และอุปกรณ์ย้อมผ้าให้ด้วย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้คนในชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีทักษะในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เพิ่มขึ้น ภายใต้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในเป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ 15 การปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมาก็มีการนำผลงานเครื่องแต่งกายจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปจัดแสดงในหลายๆ แห่งแล้ว เช่น Bangkok Design Week งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ และช่วงปลายปีนี้ก็จะมีไปจัดแสดงที่งาน Chiangmai Design Week ส่วนปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่ธรรมศาสตร์” ผศ. ดร.วุฒิไกร ระบุ

อนึ่ง ปัจจุบันผลงานเครื่องแต่งกายจากการวิจัยดังกล่าว ถูกจัดแสดงรวมกับอีกกว่า 40 ผลงานจากหลากหลายคณะสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในงานนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน (SDGs) Phase 2 ในธีม “เมืองและชุมชนยั่งยืน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 – ก.พ. 2569 ณ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่ 10.00 – 16.00 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถจองเพื่อเข้าชมนิทรรศการได้ที่ https://forms.gle/n9a4z3HYqzskLeLh8

สำหรับงานนิทรรศการครั้งนี้ เป็นการจัดแสดงผลงานเพื่อถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืน ผ่านมุมมองของมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม โดยแบ่งเป็น 5 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. โซนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้าน Mitigation และ Adaptation 2. โซนเกี่ยวกับเมืองและชุมชนยั่งยืน 3. โซนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน 4. โซนด้านความยั่งยืนด้านเกษตร อาหาร และสุขภาพ และ 5. โซนความหลากหลาย ความเป็นธรรม ความครอบคลุม ประเด็นด้านมนุษยศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ชาติพันธุ์

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัว ‘ระบบเตือนภัยดินถล่ม AIoT’ แจ้งเตือนเรียลไทม์

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัว ‘ระบบเตือนภัยดินถล่ม AIoT’ แจ้งเตือนเรียลไทม์

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัว ‘ระบบเตือนภัยดินถล่ม AIoT’ แจ้งเตือนเรียลไทม์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ประสบความสำเร็จในการคิดค้น “ระบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติดินถล่มต้นทุนต่ำแบบเรียลไทม์” ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AIoT สุดล้ำ บูรณาการเครือข่าย LoRaWAN, การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย AI และโหนดเซ็นเซอร์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้ระบบสามารถทำงานได้อัตโนมัติแม้ในภาวะวิกฤตที่ไฟฟ้าดับหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่ม สร้างความอุ่นใจและช่วยเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติช่วงมรสุมแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการวิจัยนี้เป็นผลงานของทีมนักวิจัยจากสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อจลวิชญ์ ฉันทวีโรจน์ พร้อมด้วย Asst. Prof. Dr. Eshrat E. Alah, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กรกต สุวรรณรัตน์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทิรา รัตนรัตน์ ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิ Asia Pacific Network Information Centre (APNIC)

รศ.ดร.อจลวิชญ์ ฉันทวีโรจน์ หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า พื้นที่ ต.เทพราช และ ต.สี่ขีด อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่ต้องเผชิญภัยพิบัติดินถล่มซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือน ระบบเฝ้าระวังแบบดั้งเดิมยังขาดประสิทธิภาพและความรวดเร็ว ทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินล่าช้า ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาระบบเตือนภัยนี้ขึ้นเพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุก โดยใช้เทคโนโลยี AIoT (Artificial Intelligence of Things) ซึ่งผสมผสานอุปกรณ์ตรวจวัด IoT เข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สามารถตรวจวัด วิเคราะห์ และแจ้งเตือนภัยได้อย่างทันท่วงทีและเฉพาะจุด ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ระบบนี้ถูกออกแบบให้ทำงานผ่านเครือข่ายการสื่อสาร 2 ระดับ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการแจ้งเตือนจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ โดยในภาวะปกติ อุปกรณ์เกตเวย์จะส่งข้อมูลจากโหนดเซ็นเซอร์ทั้ง 5 จุด ไปยังผู้ดูแลระบบเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย AI ก่อนแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน LINE และหน้าจอสรุปผลของเว็บไซต์ (Web Dashboard) แบบเรียลไทม์  ส่วนในภาวะฉุกเฉิน (ไฟฟ้าดับ/อินเทอร์เน็ตล่ม) ระบบสื่อสารสำรอง LoRaWAN จะส่งสัญญาณเตือนภัยโดยตรงไปยังผู้ดูแลระบบ ซึ่งจะใช้วิทยุสื่อสาร (ว.แดง) กระจายข่าวแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทันที

“โดยอุปกรณ์เกตเวย์และโหนดเซ็นเซอร์ทั้งหมดทำงานโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างอิสระตลอด 24 ชั่วโมง โดยโหนดเซ็นเซอร์ถูกติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงเพื่อตรวจวัดค่าต่างๆ อย่างครบวงจร ทั้งการสั่นสะเทือน, ความชื้นในดิน, ปริมาณน้ำฝน และความลาดเอียง พร้อมระบบ GPS และระบบบันทึกข้อมูลสำรอง เพื่อความแม่นยำสูงสุด” หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าว

วว.เพิ่มมูลค่า ‘มะนาว’ พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่น สร้าง soft power ให้ชุมชน

วว.เพิ่มมูลค่า ‘มะนาว’ พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่น สร้าง soft power ให้ชุมชน

วว.เพิ่มมูลค่า ‘มะนาว’ พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่น สร้าง soft power ให้ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มะนาว (Lime) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing หรือ Citrus Aurantifolia Swing เป็นพืชสวน ซึ่งในอดีตเป็นไม้ที่ปลูกไว้เพื่อใช้ผลในการนำมาปรุงรสอาหาร ปัจจุบันการบริโภคมะนาวได้พัฒนาไปสู่การเป็นเครื่องดื่ม  เป็นวัตถุปรุงรสทั้งในครัวเรือนและในอุตสาหกรรมอาหาร

แต่ราคาจำหน่ายผลมะนาวมีความผันผวน โดยมีทั้งช่วงราคาแพงและราคาที่ถูกมาก ซึ่งส่งผลกระทบให้เกษตรกรขายมะนาวได้ในราคาต่ำ เกิดภาวะมะนาวล้นตลาด  ดังนั้นอุตสาหกรรมผลิตน้ำมะนาวแช่แข็งจึงมีบทบาทในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาเหมาะสม แต่ในกระบวนการผลิตมะนาวแช่แข็ง จะมีกากเปลือกมะนาวเป็นของเหลือทิ้ง  ที่เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและ Climate change

ดร.ขนิษฐา ชวนะนรเศรษฐ์ นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะที่ปรึกษาโครงการหลัก ได้เล็งเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าเปลือกมะนาวและไลม์ไฮโดรซอล ที่เป็นผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาว  นำมาเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล

โดยมี ดร.สิทธิพงศ์  สรเดช  นักวิจัยอาวุโส ศนส.วว. เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่นและเครื่องสำอาง จึงได้จับมือกับภาคอุตสาหกรรม นายวิวัฒน์ พริ้งจำรัส  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลม่อนโกลด์ (แอล. เอ็ม. จี) จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมผลิตน้ำมะนาวแช่แข็ง ณ ต.ท่าไม้ลวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ปี พ.ศ. 2568 ภายใต้การดำเนิน “โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่นและบํารุงหน้าจากผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำมะนาวโดยใช้เทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่น” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ประจำพื้นที่ภาคตะวันตก ปีงบประมาณ 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

ผลสำเร็จของโครงการฯ ได้พัฒนา “ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้นแบบจากนวัตกรรมไมโครอิมัลชั่นของไลม์ไฮโดรซอลและน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาวผสมผสานกับน้ำมะนาว” ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศไทย มีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตมะนาวเข้าสู่ท้องตลาดและในกระบวนการผลิตน้ำมะนาวมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าและห่วงโซ่คุณค่าของมะนาวและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางด้วย 

โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ฯ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาของประเทศในด้านปัญหามะนาวราคาตกต่ำ แก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าเปลือกมะนาว รวมทั้งการใช้ประโยชน์ผลผลิตพลอยได้ของวัตถุดิบน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาว น้ำมะนาว และ “ไลม์ ไฮโดรซอล” จากกระบวนการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่น ได้ผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Facial Mist ที่มีคุณภาพจากนวัตกรรมไมโครอิมัลชั่น

ผลการวิเคราะห์ทดสอบวัตถุดิบหลักตามมาตรฐานสากลของเครื่องสำอาง  Certificate of analysis การทดสอบปนเปื้อนจุลินทรีย์และโลหะหนักผ่านมาตรฐานเครื่องสำอาง  ผลการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ GC-MS และ HPLC ไม่พบสารเบอร์เกปเทนและองค์ประกอบกลุ่มสารคูมารินที่จะก่อการแพ้จากกระบวนการ Photo-oxidation ในไลม์ไฮโดรซอลและน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาวตามมาตรฐาน สมอ. และการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่นที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวของน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาว  ไลม์ไฮโดรซอลและน้ำมะนาวที่มีคุณสมบัติด้านความงามจากผลการทดสอบการกระตุ้นคอลลาเจน การยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส

โดยสูตรตำรับผลิตภัณฑ์มีความคงตัว และมีการทดสอบความปลอดภัยในอาสาสมัครจำนวน 30 คน ผลิตภัณฑ์ได้มีใบรับจดแจ้งเลขที่ 76-1-680035265 วันที่ 29 ตุลาคม 2568 รวมระยะเวลา 3 ปี  มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ในการเข้าสู่ตลาดของประเทศไทยและตลาดโลก ทำให้ผลผลิตจากผลมะนาวเกิดการเพิ่มมูลค่าได้  ส่งผลกระทบในสังคม เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อม สนับสนุน Zero waste และเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสานต่อและต่อยอดนวัตกรรมทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดต้นทุนจากการซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ

การคาดการณ์จากการดำเนินงานตามรูปแบบของโครงการฯ จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนได้โดยประมาณปีละ 3,000,000 บาท/ปี ลดรายจ่ายในการกำจัดเปลือกมะนาวเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตได้โดยประมาณ 500,000 บาท/ปี นับเป็นการสร้าง “soft power” ให้กับชุมชนและประเทศได้อย่างสมบูรณ์ จากการใช้ประโยชน์ของมะนาวได้อย่างหลากหลาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งในด้านความงาม การดูแลสุขภาพ อาหาร ปศุสัตว์ รวมทั้งวัสดุศาสตร์ ซึ่งเป็นการนำความรู้และการใช้ประโยชน์ครบวงจรลงสู่ชุมชนและสังคม

​สพฐ.ชู ‘หมอนทองโมเดล’ ขับเคลื่อน ‘กีฬา สพฐ. เกมส์’ ปี 2568–2569

​สพฐ.ชู ‘หมอนทองโมเดล’ ขับเคลื่อน ‘กีฬา สพฐ. เกมส์’ ปี 2568–2569

​สพฐ.ชู ‘หมอนทองโมเดล’ ขับเคลื่อน ‘กีฬา สพฐ. เกมส์’ ปี 2568–2569

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ณ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกำหนดทิศทางและวางแผนการจัดการแข่งขัน กีฬา สพฐ. เกมส์ ปี 2568–2569 พร้อมนำเสนอการประยุกต์ใช้ “หมอนทองโมเดล” เป็นแนวทางในการยกระดับการพัฒนากีฬาในสถานศึกษา

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านการพัฒนาเยาวชน เพื่อสร้างระบบการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งด้านการบริหารจัดการ การคัดเลือกนักกีฬา การพัฒนาศักยภาพครูผู้ฝึกสอน รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของประเทศ “หมอนทองโมเดล” จะถูกนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดสำคัญ เน้นการสร้างโครงสร้างการพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับโรงเรียน ชุมชน อำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ มุ่งให้เยาวชนมีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ เสริมสร้างทักษะการเป็นผู้นำ ความมีวินัย ความสามัคคี และสุขภาวะที่ดี ผ่านกิจกรรมกีฬาอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้การแข่งขันกีฬา สพฐ. เกมส์ เป็นเวทีระดับประเทศที่สามารถค้นหาและต่อยอดนักกีฬาดาวรุ่งสู่เวทีอาชีพและนานาชาติ ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของไทย