ดราม่า! รูปปั้นหน้าวัดโชว์ ‘อวัยวะเพศ ‘พระพยอม’ ติงอุจาดตา ไม่ควรอยู่ในวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706717

ดราม่า! รูปปั้นหน้าวัดโชว์ 'อวัยวะเพศ 'พระพยอม' ติงอุจาดตา ไม่ควรอยู่ในวัด

ดราม่า! รูปปั้นหน้าวัดโชว์ ‘อวัยวะเพศ ‘พระพยอม’ ติงอุจาดตา ไม่ควรอยู่ในวัด

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.26 น.

นนทบุรี พระพยอม ติง รูปปั้นคล้ายพญาครุฑมีอวัยวะเพศชาย อุจาดตา ลามก ไม่สร้างสรรค์ และไม่ควรอยู่ในวัด

วันที่ 25 มกราคม 2566 จากกรณีเพจเฟซบุ๊กชื่อ ซากุระเที่ยงคืน – เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น ได้โพสต์ภาพรูปปั้นคล้ายพญาครุฑ ตัวสีม่วงมีรูปร่างใหญ่ หน้าตาน่ากลัว เปลือยกายและมีอวัยวะเพศชาย พร้อมระบุข้อความว่า ” ใจไม่ดีเลยแกรร  ใจไม่ดีเลยแกรร  ธัมโมสังโข  #เอามือทาบอก  บาปบุญ  เกเรเหลือเกินนะเจ้าคะ วัดพระธาตุดอยพระฌาน แม่ทะ ลำปาง #สายบุญพร้อมไหมคะ ?  ทำให้ชาวเน็ตตั้งข้อสงสัย ว่ารูปปั้นแบบนี้ไม่ควรอยู่ภายในวัดเนื่องจากไม่มีความเหมาะสม ส่วนชาวเน็ตบางรายก็ถามถึงพิกัดวัดเพื่อเข้าไปถ่ายรูปบูชา

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่ วัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เข้าพบพระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาส วัดสวนแก้ว เพื่อสอบถามกรณีดังกล่าวการมีรูปปั้นเปลือยกายและมีอวัยวะเพศชายตั้งอยู่ในวัดที่มีชาวพุทธเข้ามาไหว้พระทำบุญมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

พระพยอม กล่าวว่า ในกรณีดังกล่าวเรียกได้ว่า “ทรรศนะอุจาด” สร้างสรรค์อะไรที่มันอุดจาดตา สภาพลามก ซึ่งอวัยวะเพศปกติไม่เขาไม่เปิดเผยกันอยู่แล้ว ซึ่งพญาครุฑทั่งไปลักษณะจะไม่ใช่แบบนี้ ไม่มีการเปลือยกายห้อยอวัยวะเพศ ซึ่งรูปปั้นดังกล่าวอยู่ภายในวัดควรที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีแลดูงดงามสร้างสรรค์ เจริญตา เจริญใจ แบบนี้จะทำให้คนที่ไปไหว้พระ ทำบุญ เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต แต่กลับได้ไปเห็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคลแทน อย่างไรก็ตามรูปปั้นลักษณะนี้ก็ไม่ควรอยู่ในวัด

โดยตั้งแต่อาตมาบวชมาไม่เคยเจอรูปปั้นแบบนี้ในวัดมาก่อน รูปร่างหน้าตาเพี้ยนหน้ากลัว อยากฝากถึงชาวพุทธที่เข้าไปทำบุญไหง้พระวัดดังกล่าว อย่าไปกราบไหว้บูชา สิ่งที่ไม่ใช่พระรัตนตรัย ไม่ใช่ธรรมมะ สุดท้ายอยากฝากถึงทางเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวว่าจะสร้างอะไรทำอะไรก็ทำให้มันเจริญหูเจริญตา หากทำมาแล้วไม่ถูกต้องก็ต้องมีการทุบทิ้ง ทำให้เสียทั้งงบประมาณและเวลา เนื่องจากประชาชนรับไม่ได้ ควรจะปั้นอะไรให้สร้างสรรค์มีคำสอนเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนอาจจะเป็นปริศนาธรรมที่อธิบายได้ผ่านภาพ ประติมากรรม

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706716

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.13 น.

วันที่ 25 มกราคม 2566 เวลา 15.00 น. ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยกรรมการ คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ทีมเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติ เข้าร่วมในพิธี

พระสงฆ์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นประธานในพิธีและกรรมการมูลนิธิฯ ถวายผ้าไตรและจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 ชุด ตลอดพิธีการ คณะกรรมการ ผู้บริหาร ตลอดจนเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ทั้งหมด พร้อมใจร่วมสวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ดำเนินงานมา 27 ปี ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจรและยั่งยืน ตั้งแต่การเฝ้าระวังก่อนเกิดอุทกภัย การบรรเทาทุกข์ระหว่างเกิดอุทกภัย และการฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัย ตามพระนโยบาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ดำรงตำแหน่งองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ให้ยกระดับการทำงานของมูลนิธิฯ เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และการจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย “Center of Excellence in Flood Relief and Management)”

‘ดร.สุรเกียรติ์’ นำคกก.มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ถวายพระพร’พระองค์ภาฯ’ เผยพระดำริช่วยปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706654

'ดร.สุรเกียรติ์' นำคกก.มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ถวายพระพร'พระองค์ภาฯ' เผยพระดำริช่วยปชช.

‘ดร.สุรเกียรติ์’ นำคกก.มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ถวายพระพร’พระองค์ภาฯ’ เผยพระดำริช่วยปชช.

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.07 น.

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมคณะกรรมการ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ทีมเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) และทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติ ถวายพระพร “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

วันที่ 25 มกราคม 2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตลอดทั้งวันได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น พระสงฆ์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษาพร้อมใจนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงยิ่งๆขึ้นไป อาทิ  องค์การบริหารส่วนตำบลหลุมข้าว อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี, พล.อ.ต.ปราโมทย์ วันวาน เจ้ากรมช่างอากาศ กองทัพอากาศ, สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานไออาร์พีซี จำกัด,  ดร.วรคม์ วรรณะเอี่ยมพิกุล ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิรุ จิ รวงศ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และคณะฯ, ชมรมครูเก่าสุทธิวราราม โรงเรียนวัดสุทธิวราราม,  อาสาสมัครตามพระราชดำริ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์,  คณะกรรมการสมาคมวิจัยสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, พล.ต.กัณห์ สถิตยุทธการ ผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก 

นางกีต้า ซับบระวาล ผู้ประสารงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย, พ.อ.ประชุม สุขสำราญ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธสถานลพบุรีศรีสุวรรณภูมิ วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี,  ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ ประธานคณะผู้อบรมหลักสูตร ประกาศนียบัติธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 7(ปธส.7) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, เหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี, นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ, นางสาวมานิดา ภู่เจริญ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ, นางสาวนภาดา ธีระชิตกุล บริษัท แอด เอ็กซ์ แม็ทชิ่ง จำกัด เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ, สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมคณะกรรมการ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ทีมเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) และทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติ เป็นต้น

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวภายหลังลงนามถวายพระพร  ว่า  เป็นอีกครั้งที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย ทั้งกรรมการ จิตอาสาป้องกันภัย ผู้แทนเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก จากทั่วประเทศ มาลงนามถวายพระพรขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว ทั้งนี้ เราเคยมาลงนามแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นอีกครั้งและมากันเต็มทีม และช่วงบ่ายนี้จะมีการทำบุญพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระกุศล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นการทำบุญถวายครั้งที่ 4 จากครั้งแรกทำที่วัดเทพศิรินทราวาสฯ ครั้งที่ 2 วัดไตรมิตรวิทยารามฯ ครั้งที่ 3 นิมนต์พระสงฆ์มาสวดโพชฌังคปริตร 19 จบ ที่สำนักงานใหญ่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ถนนเพชรบุรี และครั้งนี้ครั้งที่ 4 ซึ่งทุกคนจะไปร่วมทำบุญสวดมนต์ภาวนา 

“ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว เป็นปาฏิหาริย์ ขอให้พระพลานามัยกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์”

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวอีกว่า พระองค์ทรงงานหนักในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก เราจึงทำบุญถวาย และมาลงนามถวายพระพรพระองค์ นอกจากนั้นมาทำถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพด้วย ทั้งนี้ ทุกอย่างที่พระองค์มีพระดำริเอาไว้เกี่ยวกับประชาชน ก็ยังเหมือนเดิม อย่างเมื่อเดือนธันวาคม เรายังช่วยประชาชนภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย ยังฝึกอบรมเครือข่ายชุมชนเตือนภัย 19 แห่งทั่วประเทศ เพื่อจะป้องกันภัย อพยพให้ทันเวลาเกิดอุทกภัย ก็ยังทำเหมือนเดิม มีการติดตั้งโทรมาตรบนพื้นที่สูงทั้วประเทศให้ได้ จำนวน 510 ต้น ก็ยังเดินต่อ เพื่อช่วยประชาชนให้ได้

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง จะเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้  ซึ่งประชาชนสามารถลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์  https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน

ยกระดับแรงงาน-พัฒนาประเทศ 3ทักษะสำคัญรับโลกยุคใหม่ต้องมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706375

ยกระดับแรงงาน-พัฒนาประเทศ  3ทักษะสำคัญรับโลกยุคใหม่ต้องมี

ยกระดับแรงงาน-พัฒนาประเทศ 3ทักษะสำคัญรับโลกยุคใหม่ต้องมี

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับ “เวทีนโยบายการพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานสู่ความพร้อมรับมือตลาดแรงงานยุคใหม่” ซึ่งจัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เพื่อวางเป้าหมายพัฒนาทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ รวมถึงปลดล็อกความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษา

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุน กสศ. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ที่หากไม่แก้ไขจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) ซึ่งหมายถึงประชากรวัย 15-24 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาการจ้างงาน หรือการฝึกอบรมพัฒนาใดถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องค้นหาและพาเด็กเยาวชนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่การพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในหรือนอกระบบการทำงาน หรือการพัฒนาตนเองตามแนวทางที่เหมาะสม

“ผลสำรวจระบุว่าปี 2562 ประเทศไทยมี NEET มากถึง 1.3 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นราว 10% ของประชากรฐานภาษี และคิดเป็น 14% ของเยาวชนไทย นอกจากนี้กลุ่ม NEET ยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 1% ซึ่งสวนทางกับอัตราลดลงของเยาวชนไทยเฉลี่ย 1.2% ในทศวรรษที่ผ่านมา โดยร้อยละ 65 ของกลุ่ม NEET เป็นเพศหญิง มีปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียนเป็นสาเหตุสำคัญ จากสถิติพบว่าร้อยละ 8 ของกลุ่ม NEET คือเพศหญิงทำงานบ้าน กว่าครึ่งมีสถานภาพสมรสและสำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยม” ดร.ไกรยส ระบุ

โคจิ มิยาโมโตะ (Koji Miyamoto) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสฝ่ายปฏิบัติการระดับโลก ธนาคารโลกกล่าวถึงทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ (Foundational Skill) ว่า แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.RiteracySkill (ความสามารถอ่านเขียน) เริ่มจากทักษะการอ่านออกเขียนได้ซึ่งเป็นขั้นแรก ไปสู่กลไกความก้าวหน้าขั้นต่อๆ ไป 2.Digital Skill (ความสามารถในการเข้าใจและจัดการข้อมูล ICT หรือดิจิทัล) คือการต่อยอดความอยากรู้ ความเข้าใจข้อมูลข่าวสารต่างๆ สามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ต่อยอดพัฒนาชีวิตตนเองให้ดียิ่งขึ้น

เพิ่มศักยภาพในการทำงานจนเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานผลักดันตนเองไปสู่การจ้างงานที่มีรายได้สูงขึ้น หรือในภาคของผู้ประกอบการก็สามารถเพิ่มผลผลิตและนวัตกรรมได้มากขึ้น และ 3.Socio-Emotional Skill (ทักษะทางอารมณ์สังคม) คือความสามารถในการทำความเข้าใจและอยู่ร่วมกับผู้อื่น เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ นอกจากนี้ยังส่งผลด้านการดูแลตนเองในวิถีชีวิตและพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ ลดภาระบุคลากรและงบประมาณการดูแลของภาครัฐ รวมถึงเป็นพลเมืองที่ไม่ก่อปัญหาให้สังคม

“เมื่อคนซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศมีงานทำ มีสุขภาพดี ดูแลตนเองได้ เขาจะพร้อมดำรงชีวิตบนความเปลี่ยนแปลง สามารถพาตัวไปหาโอกาส บริหารจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อคนคนหนึ่งหรือครอบครัวเท่านั้น หากยังสะท้อนไปถึงตลาดแรงงานของประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติ” นักเศรษฐศาสตร์ของ World Bank กล่าว

ดร.สมชัย จิตสุชน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กสศ. และ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึงสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวเสริมว่า Socio-Emotional Skill หรือทักษะทางอารมณ์และสังคมต่อกระบวนการเรียนรู้ เป็นเรื่องที่คนในสังคมยังพูดถึงค่อนข้างน้อย ทั้งที่ความสามารถในการปรับตัวมีความสำคัญมาก

“ในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉะนั้นเราต้องทำให้แรงงานมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว สิ่งที่ในขั้นนโยบายควรตั้งเป้าคือ คนไทยทุกคนไม่ว่าอายุเท่าไหร่ มีระดับการศึกษาแค่ไหน หรืออยู่ในสถานะสังคมเศรษฐกิจใดก็ตาม ทุกคนต้องมีโอกาสพัฒนาความสามารถ และเข้าถึงช่องทางการเพิ่มความรู้ให้กับตนเอง คืออาจไม่จำเป็นต้องเป็นที่โรงเรียน แต่เป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ และเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ” ดร.สมชัย กล่าว

ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ทักษะพื้นฐานของแรงงานจะยังไม่อยู่ในมาตรฐานที่คาดหวัง ส่วนการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแรงงานไม่ได้เติมเต็มทักษะพื้นฐานเท่าที่ควร หลักสูตรการพัฒนาอาชีพจึงต้องให้ความสำคัญกับทักษะขั้นพื้นฐาน หมายถึงการที่ประเทศจะลงทุนกับอะไรก็ตาม ต้องเริ่มที่ทักษะพื้นฐานเป็นจุดเริ่มต้น เพราะการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา

“แม้ว่าลงทุนกับทักษะอาชีพเป็นมูลค่าสูง แต่ถ้าทักษะพื้นฐานยังไม่ได้รับการเติมเต็ม การลงทุนนั้นก็อาจยังไม่ได้ผลลัพธ์กลับมาที่คุ้มค่าเท่าที่ควร หรือได้ผลน้อยกว่าที่คาดไว้ทักษะขั้นพื้นฐานไม่ได้สำคัญกับการจ้างงานเฉพาะสายอาชีพ แต่งานทุกรูปแบบจำเป็นต้องใช้ เพราะฉะนั้นในขั้นนโยบายจึงต้องให้ความสำคัญกับทักษะพื้นฐานตั้งแต่ขั้นปฐมวัยอย่างครอบคลุม เป็น Learning for All และทำโดยเร็ว เพราะว่าทักษะพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องสะสมและมีความเฉพาะตัว ยิ่งเริ่มต้นได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ก็จะมีมากขึ้น” ผศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า วันนี้อาชีวศึกษาจัดการศึกษาแบบเดิมไม่ได้แล้ว แต่ต้องมองตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศ และอาชีพต่างๆ ที่เปลี่ยนไปทุกวัน เพราะฉะนั้นสถาบันอาชีวะในฐานะต้นทางผลิตกำลังคนของประเทศ ต้องมาทบทวนเรื่อง Future Skill ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า โดยเฉพาะการ Upskill Reskill รับมือการก้าวเข้ามามีบทบาทของ AI แรงงานต้องปรับสภาพการทำงานให้เข้ากับโลกยุคใหม่ ไม่งั้นคนจะตกงานจำนวนมาก อาชีวะต้องผลิตคนที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาอาชีวศึกษา

สรรชัย ชอบพิมาย ผู้อำนวยการกองพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า แนวคิดสำคัญคือก่อนที่เยาวชนและประชากรวัยแรงงานจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน เขาจำเป็นต้องได้เรียนรู้หลักสูตรเตรียมทำงานฝึกวินัยและทักษะอาชีพ แล้วนอกจากฝึกในสถาบันหลักสูตรยังต้องกำหนดให้ได้ฝึกฝีมือในสถานประกอบการ ซึ่งมีความต้องการแรงงานตามทักษะเฉพาะทาง ซึ่งเมื่อฝึกเสร็จแล้ว กลุ่มเป้าหมายจะได้เข้าสู่สถานประกอบการ พร้อมการันตีค่าแรงตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน แล้วเมื่อทักษะเป็นตัวกำหนดว่าจะได้ค่าแรงเท่าไหร่ ก็จะทำให้เด็กมีแรงบันดาลใจ
ที่จะพัฒนาฝีมือของตนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ปลดล็อกทรงผม! ไว้สั้นหรือยาวก็ได้ นักเรียนชาย-หญิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706454

ปลดล็อกทรงผม!  ไว้สั้นหรือยาวก็ได้  นักเรียนชาย-หญิง

ปลดล็อกทรงผม! ไว้สั้นหรือยาวก็ได้ นักเรียนชาย-หญิง

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปลดล็อกทรงผม! ไว้สั้นหรือยาวก็ได้ นักเรียนชาย-หญิง รมว.ศึกษาไฟเขียว

กระทรวงศึกษาธิการปลดล็อก ทรงผมนักเรียน“ตรีนุช”ไฟเขียวให้ นร.ทั้งชาย-หญิง ไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ แต่ต้องเหมาะสม ให้อำนาจสถานศึกษาต้นสังกัด พิจารณา อนุญาตขั้นตอนสุดท้าย แจ้งทุกฝ่ายรับทราบ

เมื่อวันที่ 24 มกราคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตามที่มีเสียงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญการลงโทษเรื่องทรงผมได้ส่งผลถึงร่างกายและจิตใจของนักเรียน ศธ.จึงมีหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8) ได้ให้ความเห็นว่า รมว.ศธ.ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดอาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 ประกอบกับมาตรา 39 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 กำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดนำไปปฏิบัติได้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ดังนั้นเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ตนจึงลงนามในระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 และเสนอสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วออกเป็นหนังสือสั่งการหรือหนังสือเวียน กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนหรือนักศึกษาไว้อย่างกว้างๆ เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดที่เป็นผู้กำกับดูแลสถานศึกษา กำหนดให้สถานศึกษาแต่ละแห่งนำหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวไปกำหนดเป็นระเบียบหรือข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งเอง

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ศธ.ได้ยกร่างแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษา ไว้ดังนี้ 1.การไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาในสังกัด ศธ.และสถานศึกษาในกำกับดูแลของ ศธ.จะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ โดยสถานศึกษาอาจกำหนดลักษณะทรงผมตามพันธกิจ บริบท และความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษาและ2.สถานศึกษาในสังกัด ศธ.และสถานศึกษาในกำกับดูแลของ ศธ.อาจกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับไว้ทรงผมของนักเรียนได้ โดยการวางระเบียบหรือข้อบังคับของสถานศึกษา และควรระบุบทอาศัยอำนาจของกฎหมายเฉพาะมาตรา 39 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักการมีส่วนร่วม เช่น นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือผู้แทนผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ได้เสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนแล้วแต่กรณี ก่อนการประกาศใช้และควรเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนไว้ในระบบสารสนเทศ หรือบริเวณของสถานศึกษา และแจ้งให้นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสถานศึกษาทราบเป็นการทั่วไป เพื่อให้การปฏิบัติตนของนักเรียนมีความถูกต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดความชัดเจนในการดำเนินการของสถานศึกษา

“ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีข้อต้องปฏิบัติตนเกี่ยวกับการไว้ทรงผมว่านักเรียนชายจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาวไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย และมีข้อต้องห้ามปฏิบัติตน ดังนี้ ดัดผม ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม ไว้หนวดหรือเครา การกระทำอื่นใดซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่น การตัดแต่งทรงผมเป็นรูปทรงสัญลักษณ์หรือเป็นลวดลาย แต่ต่อไปหลังจากมีการประกาศยกเลิกในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียนทั้งหมดจะอยู่ที่สถานศึกษา ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ประชาชนจากทั่วสารทิศพร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706382

ประชาชนจากทั่วสารทิศพร้อมใจลงนามถวายพระพร 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

ประชาชนจากทั่วสารทิศพร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.13 น.

สำหรับบรรยากาศการลงนามถวายพระพร เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น พระสงฆ์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษาพร้อมใจนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงยิ่งๆขึ้น อาทิ  ชมรมกำลังพลสำรองพิทักมาตุภูมิ, นางสาคร วงศ์สุวรรณ ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดิน หมู่ 5 อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พร้อมสมาชิกกองทุนฯ, ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, คณะครู นักเรียน โรงเรียนศรีวิทยาปากน้ำ จ.สมุทรปราการ, คณะนักศึกษาวิชาทหารวิทยาลัยพาณิชยการบางนา และวิทยาลัยกาญนาภิเษกช่างทองหลวง ลงนามถวายพระพรก่อนร่วมเป็นจิตอาสาอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาลงนามถวายพระพร

หม่อมราชวงศ์ สุชาติจันทร์ ประวิตร ผู้แทนราชสกุลประวิตร,  นางธนิฏฐา เศวตศิลา  มณีโชติ ตัวแทนราชสกุลเศวตศิลา,  สมาคมพยาบาลอาชีวอนามัย แห่งประเทศไทย, นายอภิชาติ เชิงสะอาด ข้าราชการบำนาญ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม, ครอบครัวพลพิริยะวัฒน์, สภาคณาจารย์ และข้าราชการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, พล.อ.ต.ไพฑูรย์ เหลืองตระกูล ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศ กองทัพอากาศ,  องค์การบริหารส่วนตำบลในคลองบางปลากด จ.สมุทรปราการ,  มูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา, สภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย สาขาสระบุรี,  สมาคมสตรีมุสลิมเพื่อการพัฒนาและสันติสุข, โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ, ว่าที่ ร.อ.อาศิส เชยกลิ่น ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาท้องฟ้าจำลองรังสิต พร้อมคณะ,  นางสาวเกษแก้ว วงศ์ภักดี ประธานจิตอาสา และสมาชิกสตรีจิตอาสา เทศบาลเมืองเชียงใหม่, ดร.สุรชัย สุทธิวรชัย ประธานมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา องค์การสาธารณกุศลที่ 801,  นายนพลิศ เสริมศักดิ์ศศิธร นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลหมอนนาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี พร้อมคณะ, ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน, สภาสโมสรส่งเสริมแม่แห่งประเทศไทย, นพ.สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์ ประธานกรรมการบริหาร และCEO นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCM พร้อมคณะ เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง จะเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้  ซึ่งประชาชนสามารถลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์  https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน

ครม.เห็นชอบเสนอ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706364

ครม.เห็นชอบเสนอ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม

ครม.เห็นชอบเสนอ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 15.44 น.

ครม.เห็นชอบเสนอ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม

24 มกราคม 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบการนำเสนออุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม จาก UNESCO ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านวัฒนธรรมของไทยเพราะพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกจะช่วยให้สัดส่วนการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น และพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทไม่มีแผนงาน/โครงการขนาดใหญ่ของหน่วยงานอื่นที่จะกระทบต่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

น.ส. ทิพานัน กล่าวว่า อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.บ้านเผือ จ.อุดรธานี ครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 3,662 ไร่ ประกอบด้วย อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ประมาณ 3,599 ไร่ และแหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบาน ประมาณ 62 ไร่ มีหลักเกณฑ์ที่เข้าข่ายในการขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก 2 ข้อ คือ เกณฑ์ข้อที่ 3 เป็นเอกลักษณ์ หายากยิ่ง หรือเป็นของแท้ดั้งเดิม : เช่น สีมาหิน หรือภาพเขียนสีต่างๆ เป็นต้น  และเกณฑ์ข้อที่ 5 เป็นตัวอย่างลักษณะอันเด่นชัดของขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกับขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น หลักฐานการตัดแต่งหิน เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น

“ความโดดเด่นของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท คือ มีความสำคัญด้านเป็นพื้นที่ที่พบหลักฐานการเข้ามาใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่องมากกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐาน เช่น ภาพเขียนสีตามเพิงหิน จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ โดยปรากฏวัฒนธรรมโดดเด่นที่เรียกว่า “สีมา” เป็นการปักเสาหินล้อมรอบเพิงหินจนกลายเป็นลานศักดิ์สิทธิ์หรือลานพิธี ซึ่งเป็นการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับเพิงหินสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อแบบพระพุทธศาสนาในการปักเสาหินเพื่อกำหนดพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนา ซึ่งเป็นแหล่งเดียวที่ตั้งอยู่บนภูเขาและยังคงสภาพสมบูรณ์ครบถ้วนที่สุดในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” น.ส.ทิพานัน กล่าว

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า สำหรับการบริหารจัดการอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทได้มีการจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท พ.ศ. 2565 – 2569 ซึ่งได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแผนดังกล่าวจะครอบคลุมการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม แผนบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว การจัดทำแผนชุมชนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในด้านการอนุรักษ์ เป็นต้น นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น กรมศิลปากร กรมป่าไม้ จ.อุดรธานี ได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทแล้ว

“ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลก 6 แห่ง แบ่งเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม 3 แห่ง ได้แก่ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง  และยังมีมรดกโลกทางธรรมชาติ 3 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้ง ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และกลุ่มป่าแก่งกระจานที่ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2564 ภายใต้การดำเนินการของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์และจัดการพื้นที่ของไทยให้มีความสำคัญเป็นมรดกของโลก นอกจากนี้ยังมีเมืองโบราณศรีเทพที่อยู่ระหว่างเสนอชื่อเข้าสู่บัญชีแหล่งมรดกโลก ตามมติ ครม. วันที่ 19 มกราคม 2564” น.ส.ทิพานัน กล่าว

เลิกบังคับ!ศธ.ยกเลิกระเบียบ‘ทรงผม’นักเรียน ให้สถานศึกษากำหนดเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/706324

เลิกบังคับ!ศธ.ยกเลิกระเบียบ‘ทรงผม’นักเรียน ให้สถานศึกษากำหนดเอง

เลิกบังคับ!ศธ.ยกเลิกระเบียบ‘ทรงผม’นักเรียน ให้สถานศึกษากำหนดเอง

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 13.36 น.

เลิกบังคับ!ศธ.ยกเลิกระเบียบ‘ทรงผม’นักเรียน ให้สถานศึกษากำหนดเอง

24 มกราคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีเสียงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 มาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญการลงโทษเรื่องทรงผมได้ส่งผลถึงร่างกายและจิตใจของนักเรียน ศธ.จึงได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8) ได้ให้ความเห็นว่า รมว.ศธ.ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดอาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 ประกอบกับมาตรา 39 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 กำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดนำไปปฏิบัติได้

นางสาวตรีนุช ระบุว่า ดังนั้น เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา ตนจึงได้ลงนามในระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 และเสนอสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วออกเป็นหนังสือสั่งการหรือหนังสือเวียน กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนหรือนักศึกษาไว้อย่างกว้าง ๆ เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดที่เป็นผู้กำกับดูแลสถานศึกษา กำหนดให้สถานศึกษาแต่ละแห่งนำหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวไปกำหนดเป็นระเบียบหรือข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งเอง

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ศธ.ได้ยกร่างแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษา ไว้ดังนี้

1.การไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาในสังกัด ศธ. และสถานศึกษาในกำกับดูแลของ ศธ. จะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ โดยสถานศึกษาอาจกำหนดลักษณะทรงผมได้ตามพันธกิจ บริบท และความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษา

2. สถานศึกษาในสังกัด ศธ.และสถานศึกษาในกำกับดูแลของ ศธ.อาจดำเนินการกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับไว้ทรงผมของนักเรียนได้ โดยการวางระเบียบหรือข้อบังคับของสถานศึกษา และควรระบุบทอาศัยอำนาจของกฎหมายเฉพาะมาตรา 39 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักการมีส่วนร่วม เช่น นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือ ผู้แทนผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร เป็นต้น และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือ คณะกรรมการบริหารโรงเรียนแล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ ก่อนการประกาศใช้ และควรเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนไว้ในระบบสารสนเทศ หรือบริเวณของสถานศึกษา และดำเนินการแจ้งให้นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสถานศึกษาทราบเป็นการทั่วไป เพื่อให้การปฏิบัติตนของนักเรียนมีความถูกต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดความชัดเจนในการดำเนินการของสถานศึกษา

“ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีข้อต้องปฏิบัติตนเกี่ยวกับการไว้ทรงผมว่า นักเรียนชายจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาว ไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย และมีข้อต้องห้ามปฏิบัติตน ดังนี้ ดัดผม ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม ไว้หนวดหรือเครา การกระทำอื่นใดซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่น การตัดแต่งทรงผมเป็นรูปทรงสัญลักษณ์หรือเป็นลวดลาย แต่ต่อไปหลังจากมีการประกาศยกเลิกในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียนทั้งหมดจะอยู่ที่สถานศึกษา ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย” นางสาวตรีนุช กล่าว

20 วิทยาลัยเกษตรฯ พร้อมนำขับเคลื่อน โครงการบริหารจัดการน้ำฯ สู่ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706139

20 วิทยาลัยเกษตรฯ พร้อมนำขับเคลื่อน โครงการบริหารจัดการน้ำฯ สู่ชุมชน

20 วิทยาลัยเกษตรฯ พร้อมนำขับเคลื่อน โครงการบริหารจัดการน้ำฯ สู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการสานพลังสร้างสรรค์ “ชลกร”สู่นวัตกรรมการจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ โดยมี นายสุวัฒน์เข็มเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นายสมปอง ทองศรี ประธานอาชีวศึกษาจังหวัดยโสธร และผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ ร่วมงานณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร จังหวัดยโสธร

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในฐานะประธานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ กล่าวว่า โครงการสานพลังสร้างสรรค์ “ชลกร” สู่นวัตกรรมการจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริหารของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวางแผนการดำเนินงานหลักสูตรชลกรอย่างเป็นระบบให้มีความสอดคล้องและต่อเนื่อง เป็นการระดมความคิดพร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาให้สมบูรณ์และเกิดความยั่งยืนต่อไป และในครั้งนี้ มีผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจำนวน 20 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมงาน พร้อมได้ประกาศเจตนารมณ์และความพร้อมที่จะเป็น Change Agent หรือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำฯ ขยายผลสู่ชุมชนต่อไป

ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวต่อว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ได้ขับเคลื่อนมาจนก้าวสู่ปีที่ 4 สามารถขยายองค์ความรู้ทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติ ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำในระดับสากลสู่วิทยาลัยเกษตรเทคโนโลยีและประมง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานให้สามารถพึ่งการจัดการน้ำโดยชุมชนเองได้ เพราะเรื่อง “น้ำ” ไม่ใช่เฉพาะแต่เกษตรกรเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่รวมถึงผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจประเทศก็จะได้ประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน

ดร.ปริเวท วรรณโกวิท ผู้จัดการโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ กล่าวว่า โครงการสานพลังสร้างสรรค์ “ชลกร” สู่นวัตกรรมการจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำรินี้ เป็นโครงการอบรมผู้บริหารเพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาและอุปสรรคของหลักสูตรชลกรเพื่อสร้างเสริม ต่อยอด และพัฒนาให้เกิดคุณภาพใหม่ ซึ่งโครงการนี้นับว่าประสบความสำเร็จเพราะได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จำนวน 20 แห่ง มาประกาศความพร้อมร่วมกันที่จะเป็น Change Agent ในการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำฯ ขยายผลสู่ชุมชน โดยได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืนของหลักสูตรชลกรที่จะทำร่วมกัน อาทิ สร้างศูนย์การเรียนรู้ชลกรต้นแบบและการจัดทำหนังสือประกอบการเรียนการสอน เป็นต้น

สพฐ.-กสศ.จับมือร่วมพัฒนาโรงเรียน โครงการครูรักษ์ถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706140

สพฐ.-กสศ.จับมือร่วมพัฒนาโรงเรียน  โครงการครูรักษ์ถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

สพฐ.-กสศ.จับมือร่วมพัฒนาโรงเรียน โครงการครูรักษ์ถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาโรงเรียนในโครงการครูรักษ์ถิ่นภาคเหนือ ตามมาตรการคุณภาพในรูปแบบเครือข่ายร่วมพัฒนา (CLUSTERAPPROCH) กลุ่มภาคเหนือตอนล่าง โดยมี ดร.ลือชัย ชูนาคา ศึกษาธิการภาค 18 เป็นประธานในพิธี ที่จังหวัดพิษณุโลก

นายปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 ประธานโครงการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลภาคเหนือ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ว่า เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้บริหารและครูเกี่ยวกับทิศทางและการขับเคลื่อนโรงเรียนปลายทางในโครงการครูรักษ์ถิ่นภาคเหนือตอนล่าง ให้มีความเข้าใจในวัตถุประสงค์การดำเนินงานในโครงการครูรักษ์ถิ่น ซึ่งในปีนี้เป็นการจัดปีที่ 3 ทั้งยังเป็นการชี้แจงแนวทางการพัฒนาโรงเรียนในโครงการ เป้าหมายและตัวชี้วัด อีกทั้งจัดทำโครงการดำเนินงานและจัดโครงสร้างในแต่ละ CLUSTER เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโรงเรียนครูรักษ์ถิ่นต่อไป

ผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้รับผิดชอบโครงการในจังหวัดลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก จำนวนกว่า 250 คน และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)