​เสียงจากเยาวชน! ยื่น 6 ข้อเรียกร้องด่วน ก่อนขึ้นเวที ‘COP30’ หวังแก้ปัญหา ‘โลกรวน’

​เสียงจากเยาวชน! ยื่น 6 ข้อเรียกร้องด่วน ก่อนขึ้นเวที ‘COP30’ หวังแก้ปัญหา ‘โลกรวน’

​เสียงจากเยาวชน! ยื่น 6 ข้อเรียกร้องด่วน ก่อนขึ้นเวที ‘COP30’ หวังแก้ปัญหา ‘โลกรวน’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 30 หรือ COP30 ในสัปดาห์นี้ เด็กและเยาวชนนักเคลื่อนไหวและนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 360 คนทั่วประเทศไทย ได้ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้ผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนและทั่วถึง

เสียงของพวกเขารวบรวมจากการประชุมปรึกษาหารือเยาวชน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เมื่อเร็วๆนี้ โดยผลการหารือสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนแล้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเอง

เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนจาก 97 เครือข่ายเยาวชนทั่วประเทศ ทั้งกลุ่มนักเรียน เยาวชนชาติพันธุ์ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ รวมถึงเยาวชนที่ขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย การปรึกษาหารือเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แบ่งปันประสบการณ์ ความกังวล และข้อเสนอแนะต่อการกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ เยาวชนต้องการให้เสียงของพวกเขาได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

อเล็กซ์ – ชัยรัตน์ ดิ๊ผอ อายุ 19 ปี เยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์ใน จ.เชียงใหม่ หนึ่งในผู้เข้าร่วมการปรึกษาหารือภาคเหนือ และเป็นหนึ่งในตัวแทนเยาวชนไทย 9 คน ที่จะร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10–21 พฤศจิกายน 2568 กล่าวว่า ในชุมชนของผม ความร้อนที่สูงขึ้นและภัยแล้งทำให้หลายครอบครัวปลูกพืชได้ยากขึ้นและมีรายได้น้อยลง เมื่อพืชผลเสียหาย เด็กมักเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ บางคนต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยครอบครัว เราอยากให้ผู้นำฟังเรื่องราวของเรา และลงมือปกป้องอนาคตของพวกเรา

ขณะเดียวกัน นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เยาวชนวัย 23 ปี ผู้ประสานงานของ GYBN Thailand และ Project Manager ของ Local Conference of Youth (LCOY) Thailand 2025 ซึ่งจะร่วมเดินทางไปประชุม COP30 กับคณะผู้แทนไทย กล่าวว่า LCOY พบว่ากุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคนต่างรุ่นและหลากหลายภาคส่วน

เราได้เรียนรู้ว่าแม้เยาวชนจะมีความสนใจและมุ่งมั่นต่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังขาดคือความร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างคนรุ่นต่าง ๆ เยาวชนไม่ได้เพียงสนใจนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เราพร้อมลงมือปฏิบัติ และความตั้งใจของเรายังขยายจากระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับโลกด้วย

เยาวชนจากทั่วประเทศได้เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน เพื่อปกป้องสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ โดยมุ่งเน้นไม่ให้มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ได้แก่ 1.ระบบสาธารณสุขที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ความร้อนจัด มลพิษ PM2.5 โรคไข้เลือดออก และผลกระทบทางจิตใจจากภัยพิบัติ , 2.การศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อให้เด็กมีทักษะในการรับมือภัยพิบัติ การเกษตรที่ยั่งยืน และการจัดการของเสีย , 3.เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอาชีพในท้องถิ่น เช่น เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว ให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ , 4.การจัดการภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและครอบคลุมทุกกลุ่ม มีระบบเตือนภัยที่ทั่วถึงและมาตรการอพยพที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก , 5.ความมั่นคงด้านน้ำสำหรับทุกคน ผ่านการปกป้องลุ่มน้ำ การควบคุมมลพิษ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ และ 6.การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง เช่น การจัดเก็บภาษีพลาสติกระดับประเทศ และสนับสนุนธุรกิจชุมชนที่แปรรูปของเสียให้เกิดมูลค่า

นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เสียงของเยาวชนเหล่านี้คือการเรียกร้องให้เกิดการดำเนินการในระดับประเทศ เยาวชนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่เพียงกังวลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังพร้อมจะเป็นผู้นำและร่วมลงมือ ยูนิเซฟจึงขอเรียกร้องให้แนวทางและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC) สะท้อนความต้องการของเด็กและเยาวชนด้วย ขณะที่เรากำลังก้าวสู่การประชุม COP30 นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ โดยให้ความต้องการและเสียงของเด็กเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ เยาวชนยังได้เสนอให้มีการจัดตั้ง เครือข่ายเยาวชนด้านสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการจัดตั้ง กองทุนเยาวชนเพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ และการออกนโยบายที่คุ้มครองสิทธิเด็กในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จากผลสำรวจ U-Report ปี 2567 พบว่า แม้กว่าร้อยละ 90 ของเยาวชนไทยต้องการมีส่วนร่วมในประเด็นสภาพภูมิอากาศ แต่มีเพียง ร้อยละ 34 ที่ได้รับโอกาสนั้นจริง ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกัน” (Between Generations, One Planet)” ของยูนิเซฟเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าแม้เยาวชนจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่พวกเขายังมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจน้อยเกินไป

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนมากขึ้น ยูนิเซฟจึงได้จัดทำ แคมเปญ #CountMeIn 2025 “จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังสนับสนุนให้ชัยรัตน์, นันท์นภัส และตัวแทนเยาวชนไทย ได้นำเสียงและข้อเสนอของพวกเขาไปสู่การประชุม COP30 เพื่อให้มุมมองของเด็กและเยาวชนไทยได้รับการสะท้อนในเวทีเจรจาระดับโลก

การเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน เด็กและเยาวชนคือผู้อยู่แนวหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มุมมองและภาวะผู้นำของพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต” เลโอนาร์ดี กล่าวปิดท้าย

จุฬาฯ เปิดบ้านจุดพลังผู้นำแห่งอนาคต! ‘CBS Grand Open House 2025’ ก้าวสู่…ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

จุฬาฯ เปิดบ้านจุดพลังผู้นำแห่งอนาคต! ‘CBS Grand Open House 2025’ ก้าวสู่...ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

จุฬาฯ เปิดบ้านจุดพลังผู้นำแห่งอนาคต! ‘CBS Grand Open House 2025’ ก้าวสู่…ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn Business School) จัดงาน “CBS Grand Open House 2025” เพื่อแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติ (BBA) ปริญญาตรีโท และเอก พร้อมกิจกรรมให้ความรู้ และแนะแนวเส้นทางอาชีพจากคณาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้เชี่ยวชาญในวงการธุรกิจ เพื่อสะท้อนการเรียนรู้ที่ปรับตัวอย่างชาญฉลาดในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เปิดสองเส้นทางแห่งอนาคต จาก “โอกาส” สู่ “ความเชี่ยวชาญ” โดยแบ่งออกเป็นสองช่วง ได้แก่ ช่วงเช้า (09.00–12.00 น.) – หลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติ (BBA) ภายใต้แนวคิด “Unlock Possibilities, Create Your Own Tomorrow” ก้าวสู่ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด สร้างวันพรุ่งนี้ที่เป็นของคุณ เปิดโลกการเรียนรู้กับ 4 สาขายอดนิยมที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล อาทิ 1.Digital Business Management , 2.Financial Analysis and Investment , 3.Brand and Marketing Management และ 4.Accounting

และช่วงบ่าย (13.00–17.00 น.) หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (Master & Ph.D) ภายใต้แนวคิด “MASTER MOVES TO WIN CHANGES” หลักสูตรปริญญาโท–เอก (Master & Ph.D) , หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ Master of Business Administration , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการกำกับดูแลกิจการ M.Sc. in Corporate Governance , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ M.Sc. in Information Technology in Business , หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต Master of Accountancy , หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (นานาชาติ) Master of Management International Business , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถิติและวิทยาการข้อมูล M.S. in Statistics and Data Science , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประกันภัย  M.Sc. in Insurance , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านธุรกิจ M.Sc. in Business Software Development , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเงิน (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) M.S. in Finance (English Program) , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต วิศวกรรมการเงิน (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) M.Sc. in Financial      Engineering (English Program) , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการแบรนด์และการตลาด , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการแบรนด์และการตลาด (ภาคภาษาอังกฤษ) (มี 2 หลักสูตรเป็นภาคไทยและอังกฤษ) Master in Branding and Marketing , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาธุรกิจ Master of Science in Business , หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)  Doctor of Philosophy in Business (English Program) ,หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบัญชี   Doctor of Philosophy in Accountancy , Chula LGO

โดยหลักสูตร Chula LGO ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมกับ MIT Leaders for Global Operations (MIT LGO) มุ่งสร้างผู้นำแห่งอนาคตที่มีทักษะรอบด้าน พร้อมรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจโลก ผ่านการเรียนรู้ที่เน้น การบูรณาการความรู้ด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจ ควบคู่กับโอกาสในการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรม Private Consult ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว สำหรับผู้สนใจศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก

ปชช.-คณะบุคคล เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ปชช.-คณะบุคคล เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ปชช.-คณะบุคคล เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.15 น.

ประชาชน-คณะบุคคล เข้าวางพวงมาลาถวายราชสักการะและกราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ”สมเด็จพระพันปีหลวง”

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.สำหรับวันนี้นับเป็นวันที่ 4 ที่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบืัองหน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ตั้งแต่เช้าได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์ ทยอยเดินทางผ่านจุดคัดกรองที่ท้องสนาทหลวง เข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีคณะบุคคลต่างๆ อาทิ คุณหญิงปัทมา – ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล, บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท ไทย-เอ็มซี จำกัด, คณะนักศึกษาผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่จัดทำขึ้นโดยมูลนิธิชัยพัฒนา เข้าวางพวงมาลาถวายราชสักการะและกราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสา คอยดูแลอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง

– 006

‘นฤมล’ ต้อนรับ ‘หมอนทองวิทยา’ ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมตั้ง อ.สกล นั่งที่ปรึกษาสพฐ.

'นฤมล' ต้อนรับ 'หมอนทองวิทยา' ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมตั้ง อ.สกล นั่งที่ปรึกษาสพฐ.

‘นฤมล’ ต้อนรับ ‘หมอนทองวิทยา’ ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมตั้ง อ.สกล นั่งที่ปรึกษาสพฐ.

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.57 น.

“รมว.นฤมล”ต้อนรับฮีโร่“หมอนทองวิทยา” ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมเชิญ“อาจารย์สกล”นั่งที่ปรึกษา สพฐ.ร่วมพัฒนาโรงเรียนกีฬาฟุตบอล สานฝันเด็กไทยสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้การต้อนรับทีมนักฟุตบอลและโค้ชโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่สร้างปรากฏการณ์แฟนบอลเชียร์แน่นสนามศุภชลาศัย ในศึกฟุตบอลนักเรียน 7 คน นำโดย นายสกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา พร้อมด้วยนักเตะเยาวชน และนายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา

ศ.ดร.นฤมล กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของนักเรียนและครูผู้ฝึกสอน ที่สามารถผลักดันให้โรงเรียนหมอนทองวิทยาเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ และเป็นต้นแบบของโรงเรียนที่มีศักยภาพ เด็กมีความสามารถ มีหัวใจนักสู้ และได้รับแรงสนับสนุนจากครูและผู้บริหารที่ทุ่มเท จนกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกีฬาในสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเยาวชนทั้งด้านวิชาการและทักษะชีวิ

”กระทรวงศึกษาธิการจะผลักดันให้จัดตั้งโรงเรียนกีฬาฟุตบอล ภายใต้สังกัด สพฐ. ตามข้อเสนอของอาจารย์สกล และได้ขอเชิญอาจารย์สกล ซึ่งมีประสบการณ์ มาเป็นที่ปรึกษาของ สพฐ. เพื่อร่วมกันวางแนวทางพัฒนาโรงเรียนกีฬาฟุตบอลในทุกภูมิภาค โดยจะจัดทำแผนระยะยาวในการบูรณาการงบประมาณ สนับสนุนอุปกรณ์การฝึกซ้อม และพัฒนาโค้ชผู้ฝึกสอน สร้างระบบการเรียนรู้และการฝึกกีฬาให้มีมาตรฐานระดับประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาเยาวชนด้านกีฬาอย่างเป็นระบบ ให้เด็กได้เรียนรู้ควบคู่กับการฝึกฝนในสิ่งที่รัก และมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพนักกีฬาในอนาคต” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่โรงเรียนหมอนทองวิทยาแจ้งว่า ยังขาดแคลนหอพักนักเรียน ห้องเก็บอุปกรณ์กีฬา ห้องฟิตเนส และอาคารฝึกซ้อมที่ยังไม่เพียงพอนั้น ได้มอบหมายให้ทาง สพฐ. เตรียมจัดงบประมาณลงไปดูแลให้เรียบร้อยแล้ว ปีหน้าเราก็จะตามเชียร์กันต่อไป และหวังว่าน้อง ๆ จะคว้าชัยชนะมาให้ชาวบางน้ำเปรี้ยวได้ชื่นชมอีกครั้ง ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ

ด้านนายอรรถกร กล่าวว่า ตนในฐานะ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ขอขอบคุณน้อง ๆ และผู้บริหารโรงเรียนหมอนทองวิทยาที่นำความสุขมาให้คนไทย และสร้างความภาคภูมิใจให้คนบางน้ำเปรี้ยว สิ่งหนึ่งที่ตนตั้งใจจะทำมาตั้งแต่ก่อนนัดชิง คืออยากมอบของขวัญที่ไม่ใช่สิ่งของที่ใช้แล้วหมดไป แต่เป็นสิ่งที่น้อง ๆ จะเก็บไว้ระลึกได้ตลอดไป ว่าครั้งหนึ่งพวกคุณคือฮีโร่ของคนฉะเชิงเทราและประเทศไทย

“จากนี้จะได้ทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการพัฒนากีฬาในระดับเยาวชน ผมขอขอบคุณทีมหมอนทองวิทยาจากใจ และขอให้น้อง ๆ ทุกคนประสบความสำเร็จและมีความสุขมาก ๆ”นายอรรถกร กล่าว

ในโอกาสนี้ ผอ.โรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้กล่าวขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุธี พงษ์เพียรชอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) ที่ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง ตรวจสอบปัญหาความเดือดร้อน และเร่งรัดงบประมาณซ่อมแซมอาคารเรียน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รวมถึงโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อรองรับสถานีชาร์จรถ EV และระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะช่วยให้โรงเรียนมีความพร้อมทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

จากนั้น ทีมหมอนทองวิทยาได้โชว์ทักษะฟุตบอลที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยมี ศ.ดร.นฤมล และนายอรรถกร ร่วมชมและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนต่อยอด‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่ภาคอุตฯ

เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนต่อยอด‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่ภาคอุตฯ

เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนต่อยอด‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่ภาคอุตฯ

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.12 น.

SynBio Forum 2025 รวมพลังไทย-นานาชาติ ขับเคลื่อน‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่เศรษฐกิจอนาคต เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนไทยต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม

วานนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) Thailand SynBio Consortium รวมพลังเดินหน้าสู่ก้าวใหม่ของเศรษฐกิจชีวภาพ  ในงาน “SynBio Forum 2025” เวทีสำคัญที่แสดงถึงความร่วมมือจากทั้งภาคนโยบาย สถาบันวิจัย เอกชน และเยาวชน เพื่อผลักดันชีววิทยาสังเคราะห์ให้เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ พร้อมทั้งเปิดตัว “Thailand SynBio Challenge” การประกวดเชิงสร้างสรรค์เพื่อเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเปลี่ยนวิทยาศาสตร์เป็นนวัตกรรมระดับโลก

งาน SynBio Forum 2025 จัดขึ้นควบคู่กับ “Engineering Biology Symposium” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการประยุกต์ใช้วิศวกรรมชีวภาพในการแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืนของโลก สะท้อนแนวคิดของงาน “Greater Impact through Collaboration” ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์อันทรงพลังจากการร่วมมือกันของนานาชาติ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวแสดงความยินดีต่อการลงนามความร่วมมือของภาคีเครือข่าย Thailand SynBio Consortium อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ภายใต้วิสัยทัศน์ “ชีววิทยาสังเคราะห์สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG)” โดยได้ย้ำถึง 3 นโยบายสำคัญของกระทรวง อว. คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการเติบโตสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนา SynBio ของไทย

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า SynBio ถือเป็น “แนวรบใหม่” ของนวัตกรรมอุตสาหกรรม ที่จะทำให้ชีววิทยาเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ การลงนามในความร่วมมือฯ ของ  Thailand SynBio Consortium ในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงพลังของ “One Thailand Team” ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตนวัตกรรมชีวภาพของไทย นำผลงานวิจัยเชิงลึกไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ขณะที่ ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานที่เป็นกลไกกลางเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ให้ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน SynBio ของภูมิภาค พร้อมกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง สอวช. กับ UNESCO ในการพัฒนาแนวทางหลักสูตร Engineering Biology เพื่อวางรากฐานสู่ระดับสากล

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหาร ส.อ.ท. กล่าวถึงความคืบหน้าของภาคีเครือข่ายฯ และการริเริ่มโครงการ gene editing ในมันสำปะหลังไทย ซึ่งไม่ถือเป็นการดัดแปรพันธุกรรม (non GMOs) โดยเป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้นแบบสำหรับการปรับแต่งพันธุ์อื่น ๆ ที่อุตสาหกรรมต้องการได้

ผศ. ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวถึงบทบาทของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ที่จะสนับสนุนกิจกรรมของ Thailand SynBio Consortium รวมถึง ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของชีววิทยาสังเคราะห์ที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และ ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวแสดงความมุ่งมั่นในการการสนับสนุนงานวิจัยขั้นแนวหน้า พัฒนากำลังคน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนชีววิทยาสังเคราะห์ของประเทศไทย

ภายในงาน SynBio Forum 2025 มีการจัดเวทีเสวนาและกิจกรรมสำคัญตลอดทั้งวัน เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย และอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาสังเคราะห์ของไทยกับความร่วมมือระดับโลก โดยมี Session พิเศษที่จัดร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในการนำเสนอธุรกิจและเทคโนโลยีด้านชีววิทยาสังเคราะห์จากนานาประเทศ เพื่อแสดงถึงศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ  เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงการวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมและสร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทยกับพันธมิตรต่างประเทศ

อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ของงานปีนี้คือการแข่งขัน Thailand SynBio Challenge 2025: Designing the Protein for Tomorrow ที่เปิดเวทีให้นักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ นำเสนอแนวคิดด้านชีววิทยาสังเคราะห์เพื่อออกแบบโปรตีนแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและความยั่งยืน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมส่งไอเดียประกวดกว่า 29 ทีม และมีทีมที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 9 ทีม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียนกำเนิดวิทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา โรงเรียนนิวตัน (The Newton Sixth Form School) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยผู้ชนะ 3 ทีมจะได้รับรางวัลเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบันเทคโนโลยีขั้นสูงเซินเจิ้น (SIAT) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายกับนักวิจัยระดับนานาชาติ

งาน SynBio Forum 2025 เป็นการรวมพลังของภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ พร้อมด้วยพันธมิตรจากหลายประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมชีววิทยาสังเคราะห์แห่งภูมิภาคอาเซียน

รวพ.เชื่อม 3 หน่วยบริหารทุนวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งต่อผลงานวิจัยถึงปลายน้ำ

รวพ.เชื่อม 3 หน่วยบริหารทุนวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งต่อผลงานวิจัยถึงปลายน้ำ

รวพ.เชื่อม 3 หน่วยบริหารทุนวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งต่อผลงานวิจัยถึงปลายน้ำ

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.13 น.

ตามที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. โดยออกเป็นร่างพระราชกฤษฎีการจัดตั้งสำนักงานดังกล่าว และให้อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในด้านกลไกการให้ทุนและการส่งต่อผลงานวิจัย

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึงที่มาของการจัดตั้ง รวพ. โดยย้อนความถึงความจำเป็นว่า กระบวนการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศได้เริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งหนึ่งในการปฏิรูปที่เห็นได้ชัด คือการจัดตั้งกระทรวง อว. รวมถึงการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ เพื่อวางโครงสร้างระบบวิจัยใหม่ทั้งประเทศ โดยหัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนั้น คือการแยกบทบาทการทำงานของหน่วยงานในระบบวิจัยให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน ลดผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้การบริหารจัดการงบประมาณด้านวิจัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ดังนั้นโครงสร้างใหม่จึงถูกออกแบบในลักษณะลำดับขั้นจากบนลงล่าง ได้แก่ สอวช. เป็นหน่วยงานที่อยู่ในระดับนโยบาย ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและนโยบายของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) อยู่ในระดับวางแผนและจัดสรรงบประมาณ โดยรับนโยบายจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนและจัดสรรงบประมาณ หน่วยบริหารจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่ คือ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.: PMU A) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.: PMU B) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.: PMU C) ทำหน้าที่รับการจัดสรรงบและให้ทุนต่อไปยังหน่วยปฏิบัติ โดยไม่มีหน้าที่ในการทำวิจัยเอง และสุดท้าย ระดับปฏิบัติการ ได้แก่ มหาวิทยาลัย หน่วยวิจัย และหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ ที่ได้รับทุนไปดำเนินงานและส่งผลลัพธ์กลับสู่ผู้ใช้ประโยชน์

“นี่คือหลักการสำคัญของการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ คือการแยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่างการกำหนดนโยบาย การทำแผน จัดสรรงบประมาณ การให้ทุน และการทำวิจัย เพื่อให้ทั้งระบบเดินไปข้างหน้าอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวและว่า ก่อนการปฏิรูประบบวิจัย ประเทศไทยมีแหล่งให้ทุนวิจัยหลักเพียงไม่กี่หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ทั้ง 2 หน่วยงานนี้ ทำหน้าที่ให้ทุนวิจัยโดยตรงเป็นหลัก ขณะที่บางหน่วยงาน เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหล่งชาติ (สวทช.) ก็มีบทบาทให้ทุนด้วยเช่นกัน

“แต่หลักการสำคัญของการปฏิรูประบบวิจัยคือ ใครมีหน้าที่ไหน ต้องทำหน้าที่นั้นอย่างเดียว ไม่ทับซ้อนกัน จึงมีการปรับบทบาทครั้งใหญ่ โดย วช. เปลี่ยนบทบาทมาเป็น หน่วยบริหารจัดการทุน ทำหน้าที่ให้ทุนอย่างเดียว ส่วน สกว. ถูกเปลี่ยนบทบาทเป็น สกสว. ซึ่งเปลี่ยนจากผู้ให้ทุน มาเป็นผู้จัดทำแผนและจัดสรรงบประมาณระดับประเทศแทนการให้ทุน เช่นเดียวกับ สวทช. ก็ถูกยุติบทบาทการให้ทุนเช่นกัน จึงเกิดคำถามว่า แล้วหน่วยงานไหนจะทำหน้าที่ให้ทุนแทนหน่วยงานที่ถูกปรับบทบาท นี่คือที่มาของการจัดตั้ง หน่วยบริหารจัดการทุน ทั้ง 3 แห่ง เพื่อสานงานเดิมให้เดินหน้าต่ออย่างไม่สะดุด” ดร.สุรชัย กล่าว

ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากประชาคมวิจัย เนื่องจากเป็นการรวม 3 หน่วยบริหารจัดการทุน ซึ่งมีงบประมาณรวมปีละกว่า 5,000–6,000 ล้านบาท มาอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว เพื่อให้เกิดเอกภาพในการบริหารจัดการทุน และลดปัญหางานวิจัยส่งต่อไม่ถึงปลายน้ำ เนื่องจากก่อนหน้านี้เป็นหน่วยงานแยกกัน

“มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ความจริงคือการ ‘รวม 3 เป็น 1’ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และทำให้การให้ทุนวิจัยรองรับกันเป็นห่วงโซ่เดียว ตั้งแต่งานต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้งานวิจัยไปถึงการใช้ประโยชน์ได้จริงมากขึ้น” ดร.สุรชัย กล่าว ซึ่งการรวมหน่วยบริหารจัดการทุนเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้ทุน สร้างความเป็นเอกภาพในการกำหนดทิศทางการวิจัย และยังช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องสถานะบุคลากร ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่หน่วยบริหารจัดการทุน ต้องปฏิบัติงานโดยไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล อัตรากำลังไม่สามารถขอเพิ่มได้ แต่ รวพ. จะทำให้บุคลากรทุกคนมีสถานะที่ชัดเจนขึ้น และมีเส้นทางพัฒนาอาชีพที่มั่นคง

ทั้งนี้ รวพ. จะประกอบด้วย 4 งานหลัก โดยหน่วยบริหารจัดการทุนเดิม 3 หน่วย ได้แก่ บพท., บพค. และ บพข. จะทำงานต่อเนื่องตามแผน ววน. ปี 2565–2570 และจะมีอีก 1 งานใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เพื่อตอบโจทย์ภารกิจ ด้านศิลปกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เติมเต็มช่องว่างงานวิจัยด้านคุณค่าทางวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งมีความสำคัญต่อ soft power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ทั้งนี้ หลังการประกาศจัดตั้ง รวพ. แล้ว คณะกรรมการอำนวยการ สอวช. (กอวช.) จะทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการกำกับชั่วคราว เช่นเดียวกับ ผู้อำนวยการ สอวช. ก็ต้องทำหน้าที่ รักษาการผู้อำนวยการ รวพ. ชั่วคราว จนกว่าจะสรรหาผู้อำนวยการ รวพ. ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน

ดร.สุรชัย ย้ำว่า ชื่อ รวพ. บ่งบอกเจตนารมณ์ชัดเจน คือ เร่งรัดให้ทุนวิจัยไปเกิดผลจริงให้เร็วที่สุด ตรงจุด ตรงเป้าของประเทศ โดยได้สื่อสารอย่างชัดเจนว่านักวิจัยยังสามารถยื่นขอทุนจากบพท., บพค. และ บพข. ได้เหมือนเดิมทุกประการ โดยจะมีระบบสนับสนุนที่มีเอกภาพและเชื่อมต่อกันมากขึ้น

“การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของระบบวิจัยและนวัตกรรมของไทย ทั้งในเชิงประสิทธิภาพการบริหารจัดการทุน และในมิติการสนับสนุนเส้นทางอาชีพของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้ระบบวิจัยและนวัตกรรมตอบโจทย์ประเทศได้ดีขึ้น” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวทิ้งท้าย

‘OCSC International Education Expo 2025’ ก้าวออกจากกรอบเดิม สู่โอกาสแห่งอนาคต

‘OCSC International Education Expo 2025’ ก้าวออกจากกรอบเดิม สู่โอกาสแห่งอนาคต

‘OCSC International Education Expo 2025’ ก้าวออกจากกรอบเดิม สู่โอกาสแห่งอนาคต

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ร่วมค้นหาเส้นทางการศึกษาต่อต่างประเทศในงาน “OCSC International Education Expo 2025” มหกรรมที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ภายใต้แนวคิด “Step Out to Stand Out” ชวนทุกคนก้าวออกจากกรอบเดิม ค้นพบประสบการณ์ใหม่ และต่อยอดความโดดเด่นของตัวเองสู่โอกาสระดับโลก

สำหรับปีนี้พิเศษยิ่งกว่าเดิม ด้วยการเปิดตัว Intelligent Matching Tool ผ่าน OCSC EXPO Application เครื่องมือที่ช่วย แมตช์ หลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับคุณ โดยวิเคราะห์จาก ความสนใจ เป้าหมายการเรียน และเส้นทางอาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะอยากเป็น Data Scientist เชฟมืออาชีพ นักการเงินสีเขียว หรือผู้ประกอบการเทคโนโลยี ระบบจะช่วยคัดตัวเลือกที่ตอบโจทย์ พร้อมฟังก์ชันนัดหมายล่วงหน้าเพื่อคุยกับมหาวิทยาลัย/ที่ปรึกษาในงานได้แบบตัวต่อตัว ดาวน์โหลดแอปเพื่อเตรียมความพร้อมได้ที่ https://bit.ly/m/ocscexpo2025-Application

ตลอดสองวันของงานฯ ผู้เข้าชมจะได้พบกับเวทีหลักที่คัดสรรคอนเทนต์ครบทั้งความรู้และแรงบันดาลใจ เริ่มที่วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 กับ Career Talk : How to Get Hired by Disney, Pixar & Sony: A Real Talk on Creative Careers โดย Summer Choi ผู้จัดการฝ่ายสรรหานานาชาติและพัฒนาพันธมิตรจาก Vancouver Film School ที่จะพาเจาะลึกเส้นทางอาชีพสายครีเอทีฟ – แอนิเมชัน – ภาพยนตร์ – เกม ตั้งแต่การทำแฟ้มผลงาน พอร์ตโฟลิโอ ไปจนถึง ตัวตน แบบไหนที่สตูดิโอระดับโลกมองหา ต่อด้วย Inspiration Talk / Startup: What Makes You Irreplaceable ทักษะที่ทำให้คุณ แทนที่ไม่ได้ ในโลกยุคใหม่ โดย CK Cheong CEO แห่ง Fastwork ชวนแกะสกิลอนาคตที่จำเป็นจริงในชีวิตการทำงาน ตั้งแต่ความคิดริเริ่ม การแก้ปัญหา ระบบนิเวศฟรีแลนซ์ ไปจนถึงการสร้าง Personal Moat เพื่อความได้เปรียบระยะยาว และปิดท้ายความสนุกแบบลงมือทำกับ Latte Art Workshop: Brew Your Journey เปิดโลกสายงานบาริสต้าในออสเตรเลีย พร้อมลองทำลาเต้อาร์ตด้วยตัวเอง ประสบการณ์แฮนด์ออนที่คนรักกาแฟไม่ควรพลาด

และในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เน้นมุมมองทักษะแห่งอนาคต เริ่มด้วย Education & Future Skills: Tomorrow’s Jobs Today: AI and the Skills That Matter โดย David Danenberg ผู้บริหารงานรับสมัครจาก Heinz College, Carnegie Mellon University ชวนมองภูมิทัศน์งานยุคใหม่ผ่านเลนส์ AI และ Policy ว่าอาชีพใดกำลังเกิดขึ้น และควรอัปสกิลแบบใดให้ยืดหยุ่นทันการเปลี่ยนแปลง ต่อด้วย Inspiration Talk / Startup: Never Graduate From Curiosity โดย อัพ ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง นักแสดง นายแบบ และผู้บริหาร ที่จะเล่าพลังของ ความอยากรู้อยากเห็น ในการผลักดันชีวิตและการใช้ Soft Skills ที่เปลี่ยนโอกาสให้เป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เติมเต็มสองวันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้พร้อม ก้าวออกจากกรอบเดิม เพื่อ โดดเด่นกว่าใคร ในเส้นทางที่ใช่ของคุณ

พบกันที่ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 15-16 พ.ย. 68 เวลา 13:00 – 19:00 น. เข้าชมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ลงทะเบียนรับ QR CODE เข้างานได้ที่ Line ID : @ocscexpo คลิก bit.ly/ocscexpo-line ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และข้อมูลการจัดงานได้ที่ https://ocscexpo.org

คณะผู้แทนอาชีวศึกษาไทยเยือน ‘วิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซี’ ร่วมหารือแผนงานใหม่สำหรับการอาชีวศึกษา

คณะผู้แทนอาชีวศึกษาไทยเยือน ‘วิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซี’ ร่วมหารือแผนงานใหม่สำหรับการอาชีวศึกษา

คณะผู้แทนอาชีวศึกษาไทยเยือน ‘วิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซี’ ร่วมหารือแผนงานใหม่สำหรับการอาชีวศึกษา

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประเทศไทย เดินทางเยือนวิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายได้กระชับความร่วมมือ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเชิงลึกด้านการอาชีวศึกษาระหว่างสองประเทศผ่านการสื่อสารในทางปฏิบัติ

วิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซีมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่อันเป็นเลิศสำหรับความร่วมมือและนวัตกรรมแบบเปิดในสาขาอาชีวศึกษาระหว่างกว่างซีกับอาเซียน ผ่านการสำรวจการบูรณาการการผลิตและการศึกษารูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนเดินหน้ายกระดับแบรนด์ “ช่างฝีมือสมัยใหม่” เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศ

นายธนภัทร กล่าวต่อไปว่า วิทยาลัยฯ มุ่งเน้นไปที่การสร้าง “วิทยาลัยช่างฝีมือสมัยใหม่เศรษฐกิจดิจิทัลจีน-มาเลเซีย” โดยจัดตั้งกลไกการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอกับมหาวิทยาลัยและบริษัทระดับชาติของมาเลเซีย เกิดเป็นการทำงานร่วมกันในรูปแบบ “วิทยาลัย-วิทยาลัย-บริษัท-บริษัท” พร้อมทั้งร่วมกันสร้างโครงข่ายการพัฒนาและบูรณาการการผลิตและการศึกษา “1+1+N” โดยมี “1 ชุมชนอุตสาหกรรม, 1 วิทยาลัยช่างฝีมือสมัยใหม่ และ N วิสาหกิจต้นแบบและวิทยาลัยสาขา” เป็นแกนหลัก ที่ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อรองรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ของบริษัทจีนในต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตของบริษัทราว 13 ล้านหยวน

ได้จัดทำโครงการแลกเปลี่ยนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีธุรกิจและอาชีวศึกษาจีน-อาเซียนในอินโดนีเซีย ศูนย์ความร่วมมือฯ ในกัมพูชา และ “วิทยาลัยการเงินเส้นทางสายไหม” ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างรูปแบบที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับการแลกเปลี่ยนด้านการอาชีวศึกษา วิทยาลัยฯ ใช้ทรัพยากรทางปัญญาจาก “เขตชุมชนอุตสาหกรรมแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่จงกวนชุน” ในอุทยานวิทยาศาสตร์ชิงหวา เพื่อสร้างศูนย์ดิจิทัลอัจฉริยะในต่างประเทศ 1 แห่ง, ศูนย์แลกเปลี่ยน 2 แห่ง, แพลตฟอร์มบริการทางเทคนิค 3 แห่ง และฐานบูรณาการการผลิตและการศึกษาข้ามพรมแดน 2 แห่ง ซึ่งช่วยตอบสนองความต้องการด้านเทคนิคและบุคลากรให้กับองค์กรธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษาระหว่างจีนกับอาเซียนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ด้วยความช่วยเหลือจากโครงการวิทยาลัยช่างฝีมือสมัยใหม่ สถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจได้ร่วมกันสร้างสรรค์เมทริกซ์การฝึกอบรมบุคลากรระดับนานาชาติที่บูรณาการทั้ง “การเรียนการสอน การฝึกอบรม การแข่งขัน การวิจัย การประชุม และการจัดแสดง” โดยร่วมกันจัดทำมาตรฐาน 6 มาตรฐาน, หลักสูตรนานาชาติ 4 หลักสูตร, ตำราเรียนสองภาษา 1 เล่ม, ชุดทรัพยากรการฝึกอบรมระหว่างประเทศ 8 ชุด และพัฒนาอุปกรณ์การสอน 6 รายการ ตลอดจนดำเนินการฝึกอบรมทักษะทั้งในและต่างประเทศรวม 49 ครั้ง ครอบคลุมผู้เข้าร่วม 8,251 คน และจัดการแข่งขันด้านทักษะระดับอาเซียน 2 ครั้ง ดึงดูดทีมผู้เข้าแข่งขัน 303 ทีมจาก 7 ประเทศ นอกจากนี้ วิทยาลัยฯ ยังได้จัด “การประชุมแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาจีน (กว่างซี)-อาเซียน ปี 2567″ รวมทั้งดำเนินโครงการวิจัยและจัดแสดงนิทรรศการร่วมกับมหาวิทยาลัยและองค์กรธุรกิจในประเทศอาเซียน ขณะเดียวกัน วิทยาลัยฯ ยังได้สำรวจการฝึกอบรมบุคลากรในรูปแบบผสมผสาน “AI+X” เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพสูงสำหรับรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของกว่างซี และส่งเสริมความร่วมมืออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์จีน-อาเซียน พร้อมเขียนบทใหม่ในการพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อรับใช้เศรษฐกิจท้องถิ่น

‘Fix it-อาชีวะจิตอาสา’ลุยช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

'Fix it-อาชีวะจิตอาสา'ลุยช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

‘Fix it-อาชีวะจิตอาสา’ลุยช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“Fix it – อาชีวะจิตอาสา” ซ่อมบ้าน ซ่อมใจ จากพลังฝีมือ เป็นพลังใจ สร้างสังคมแห่งการให้ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย–กัมพูชา

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Fix it – อาชีวะจิตอาสา” ส่งมอบบ้านเรือนที่ได้รับการซ่อมแซมให้แก่ผู้ประสบเหตุจากความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมมอบถุงยังชีพและอาหารให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย ณ ศาลากลางประชาคมหมู่บ้าน บ้านภูมิซรอลใหม่ หมู่ 12 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่ายภาครัฐ และเอกชน  ผู้บริหารสังกัดสำนักงานอาขีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งภาครัฐและเอกชน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วม

นายยศพล กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบชีวิตความเป็นอยู่และบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีความห่วงใย มอบหมาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และมอบหมายต่อให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัด Fix it – อาชีวะจิตอาสา เข้าช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น และซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งที่ผ่านมา สอศ. ได้ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในสถานศึกษา จัดครัวอาชีวะบริการอาหาร น้ำดื่ม และซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า โดย สอศ. บูรณาการการดำเนินงานระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และสถานศึกษาในพื้นใกล้เคียง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

นายยศพล กล่าวต่อว่า วันนี้ สอศ. ได้ดำเนินกิจกรรม Fix it – อาชีวะจิตอาสา เรียบร้อยแล้ว พร้อมส่งมอบบ้านเรือนที่ซ่อมแซมแล้ว 24 หลัง พร้อมมอบถุงยังชีพ 570 ชุด ที่เป็นเครื่องอุปโภค บริโภค และอาหารกล่องพร้อมเครื่องดื่ม 500 ชุด ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจัดครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวะให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลการเกษตร และยานพาหนะ มอบพันธ์ุไม้-สอนตอนกิ่ง และฝึกอาชีพระยะสั้นให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเหล่ากาชาดศรีสะเกษ และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินการนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยอื่นๆ เป็นค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งในและนอกพื้นที่

นายยศพล กล่าวปิดท้ายว่า กิจกรรม Fix it – อาชีวะจิตอาสา ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งสร้างความมั่นคงในชีวิต และอาชีพของประชาชน  Fix it – อาชีวะจิตอาสา คือ Soft Power อาชีวะ ที่แสดงพลังของน้องๆ นักเรียนอาชีวะ พร้อมเสียสละ นำความรู้และทักษะช่วยเหลือสังคม และมั่นใจได้ว่าฝีมือนักเรียน นักศึกษา ได้มาตรฐานวิชาชีพทางด้านช่าง มีคุณภาพ 100 % และเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ สอศ. ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการให้ ที่ไม่เพียงสร้างช่างฝีมือ แต่ยังสร้างพลังอาชีวะจิตอาสาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

– 006

11.11 เปิด ‘ฟิวเจอเรียม’ เต็มรูปแบบวันแรก ‘สุรศักดิ์’ ตรวจเยี่ยมการให้บริการ ทดสอบระบบ

11.11 เปิด 'ฟิวเจอเรียม' เต็มรูปแบบวันแรก 'สุรศักดิ์' ตรวจเยี่ยมการให้บริการ ทดสอบระบบ

11.11 เปิด ‘ฟิวเจอเรียม’ เต็มรูปแบบวันแรก ‘สุรศักดิ์’ ตรวจเยี่ยมการให้บริการ ทดสอบระบบ

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.54 น.

พร้อมถอดสูทสวมบทบาทเป็น “นักธรณีวิทยาปิโตรเลียม” และ “นักคิดค้นยา” 2 ใน 27 อาชีพแห่งต้นแบบในโซน Job World เผยรู้สึกว้าว! และตื่นตาตื่นใจเมื่อได้มาชมและทดลองเล่น ชวนทุกครอบครัว- เยาวชนทุกคนมาสนุกและเรียนรู้โลกแห่งเทคโนโลยี – นวัตกรรมใหม่

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เดินทางลงพื้นที่ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เพื่อติดตามการเปิดให้บริการฟิวเจอเรียม (FUTURIUM) ศูนย์เรียนรู้ด้านนวัตกรรมและทดสอบด้านอาชีพ – ทักษะแห่งแรกของประเทศไทยและอาเซียน ที่ NSM อ.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “11.11 MISSION: THE LUCKY 111 | เปิดประตูสู่ FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต” โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วย รมว.กระทรวง อว. นายพิษณุ พลธี ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผอ.NSM และผู้บริหาร NSM เข้าร่วมโดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชมเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมาถึงนายสุรศักดิ์ ได้ทักทายและพูดคุยคณะนักเรียนจำนวนมากที่เข้าชมอยู่ก่อนแล้วพร้อมกับถ่ายรูปร่วมกับคณะนักเรียนอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเข้าไปทดลองทดสอบเครื่องเล่นในโซน Innovation World ที่มีนิทรรศการต่างๆ เช่น เมืองอัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ นวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ และนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ เป็นต้น จากนั้น ได้ตรวจเยี่ยมในโซน Job World ศูนย์เรียนรู้ด้านอาชีพขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ได้ทดลองและทดสอบ 27 อาชีพต้นแบบแห่งอนาคต เพื่อให้เยาวชนได้มาทดสอบสวมบทบาทในแต่ละอาชีพ อาทิ นักพัฒนาสายพันธุ์, วิศวกรเกษตรอัจฉริยะ, นักปฏิบัติการโรงเรือนระบบปิด, วิศวกรเครื่องกล, นักออกแบบยานยนต์, นักวางแผนระบบโลจิสติกส์, วิศวกรพลังงานแสงอาทิตย์, วิศวกรพลังงาน, นักธรณีวิทยาปิโตรเลียม, เชฟอาหารรักษ์โลก, นักวิทยาศาสตร์การอาหาร, นักพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหาร, นักออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

โดยนายสุรศักดิ์ ได้เดินเข้าไปในห้องอาชีพนักธรณีวิทยาปิโตรเลียม พร้อมถอดสูทและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดปฏิบัติการและสวมบทบาทเป็นนักธรณีขุดเจาะปิโตรเลียมรวมกับเยาวชนที่อยู่ภายในห้อง จากนั้น ได้ไปยังห้องอาชีพนักคิดค้นยา พร้อมสวมบทนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นยาก่อนจะไปยังห้องอาชีพอื่นๆ ที่มีเยาวชนกำลังทดลองสวมบทบาทอาชีพนั้นๆ อยู่

ต่อมานายสุรศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การมาฟิวเจอเรียมและได้ทดสอบระบบและทดลองสวมบทอาชีพต่างๆ ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจมาก อย่าว่าแต่เด็กหรือเยาวชนที่ได้มาสัมผัสเลย แม้แต่ตนที่เป็นผู้ใหญ่ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจและตื่นเต้นไปด้วย ในฟิวเจอเรียมมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก สำหรับเยาวชนจะได้มาพัฒนาทักษะและได้มาทดสอบอาชีพถึง 27 อาชีพแห่งอนาคต ว่าตนเองเหมาะสมกับอาชีพอะไร ในขณะที่ แต่ละโซนนิทรรศการก็ยังนำเสนอได้ดีมาก

“ผมได้ทดลองเป็นนักธรณีวิทยาปิโตรเลียม เพราะอยากรู้ว่านักธรณีวิทยาจะต้องทำอะไรบ้าง อาชีพนักธรณีวิทยาเป็นอาชีพที่ประเทศไทยมีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ผมอยากจะให้เด็กและเยาวชนได้มาเที่ยวชม เรียนรู้และทดลองด้วยตนเอง เพราะนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็มาจากโอกาสที่ได้ทดลอง ได้ลงมือปฏิบัติจนเกิดแรงบันดาลใจเข้าสู่อาชีพนัั้นๆ ที่สำคัญ ผมอยากให้เด็กต่างจังหวัดได้เข้ามาดู ได้เข้ามาทดลองเล่น ถ้าใครได้มาถือว่าโชคดีมากเพราะถือว่ามีโอกาส ผมจะพยายามหารือกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำเด็กมาทัศนศึกษาที่ฟิวเจอเรียม รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ให้ช่วยสนับสนุนให้เด็กต่างจังหวัดและเด็กด้อยโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้ในฟิวเจอเรียม เพราะนี่คือโอกาสสำคัญที่ เยาวชนคนไทยทุกคนควรจะได้รับ“ นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า

ในโอกาสวันที่ 11 เดือน 11 ที่ฟิวเจอเรียมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเป็นวันแรก ผมขอเชิญชวนให้ทุกครอบครัวพาลูกหลานมาเที่ยวชมฟิวเจอเรียม เพราะที่นี่มีครบทุกอย่าง ทั้งแรงบันดาลใจ การเรียนรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เช่น เรื่องของอวกาศ ระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ที่จะทำให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ที่สนุก สร้างสรรค์และมีคุณค่า.