วุฒิสภาเปิดเวทีถก! ‘วิทยุท้องถิ่น’ ยกระดับสู่สื่อที่ยั่งยืน-เป็นปากเสียง ปชช.ยุคดิจิทัล

วุฒิสภาเปิดเวทีถก! ‘วิทยุท้องถิ่น’ ยกระดับสู่สื่อที่ยั่งยืน-เป็นปากเสียง ปชช.ยุคดิจิทัล

วุฒิสภาเปิดเวทีถก! ‘วิทยุท้องถิ่น’ ยกระดับสู่สื่อที่ยั่งยืน-เป็นปากเสียง ปชช.ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.13 น.

วุฒิสภาเปิดเวทีถก! ‘วิทยุท้องถิ่น’ ยกระดับสู่สื่อที่ยั่งยืน-เป็นปากเสียง ปชช.ยุคดิจิทัล

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จัดสัมมนาเรื่อง ‘20 ปี ที่รอดอย…การเปลี่ยนผ่านวิทยุท้องถิ่นสู่ระบบใบอนุญาต’ ณ ห้องประชุม 402-403 อาคารรัฐสภา โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ ผู้ประกอบการสถานีวิทยุระดับท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมสัมมนาอย่างคึกคัก มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและบทเรียนจากการพัฒนากิจการวิทยุท้องถิ่นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางการปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบใบอนุญาตในยุคดิจิทัล เพื่อให้กิจการวิทยุยังคงเป็นสื่อที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยต่อไป

นายชิบ จิตนิยม โฆษกคณะกรรมาธิการไอซีที กล่าวรายงานว่า การสัมมนาครั้งนี้เพื่อสร้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านของสถานีวิทยุท้องถิ่นสู่ระบบใบอนุญาตได้ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติ แต่การดำเนินการกลับล่าช้า เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายและกลไกกำกับดูแล ส่งผลให้สถานีวิทยุจำนวนมากยังอยู่ในสถานะ ‘ผู้ทดลองออกอากาศ’ ภายใต้การอนุญาตชั่วคราวของ กสทช. อีกทั้งสถานีวิทยุท้องถิ่นจำนวนมากยังประสบปัญหาขาดความชัดเจนทางกฎหมาย การรบกวนคลื่น ความไม่เป็นระบบทางเทคนิค และข้อจำกัดในการพัฒนาเนื้อหา ซึ่งสะท้อนภาวะ ‘รอยต่อ’ ของการเปลี่ยนผ่านที่ยังไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องเร่งเข้าสู่ระบบใบอนุญาตถาวรเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งในด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือของสื่อ

นายชิบ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนผ่านวิทยุท้องถิ่นสู่ระบบใบอนุญาต คือการคืนความชอบธรรมให้กับผู้ประกอบการ และสร้างหลักประกันให้ประชาชนได้รับบริการสื่อสารที่เท่าเทียม โปร่งใส และยั่งยืน การสัมมนาครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และสถาบันการศึกษา ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางกำหนดทิศทางอนาคตของกิจการวิทยุกระจายเสียงไทย โดยข้อเสนอที่ได้จะนำไปประกอบการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อจัดทำนโยบายที่ชัดเจนต่อไป ซึ่งการจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการปฏิรูปสื่อท้องถิ่นไทย เพื่อยกระดับระบบกำกับดูแลกิจการวิทยุให้มีมาตรฐานและตอบสนองต่อประโยชน์ของประชาชนในยุคดิจิทัล

ด้าน นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา วิทยุท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นปากเสียงของประชาชน แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสถานะ ‘ทดลองออกอากาศ’ ภายใต้ระบบใบอนุญาตชั่วคราว ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายและการกำกับดูแล ในขณะที่สื่อยุคดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายสุทนต์ กล่าวอีกว่า การสัมมนาครั้งนี้เปิดเวทีให้ ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใบอนุญาตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่เพียงเกี่ยวกับการจัดระเบียบคลื่นความถี่และออกใบอนุญาตเท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับคุณภาพและความรับผิดชอบของสื่อวิทยุท้องถิ่น ให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นเครื่องมือส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน การเรียนรู้ และประชาธิปไตยระดับฐานราก

‘คณะกรรมาธิการฯจะรวบรวมข้อเสนอจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปจัดทำนโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมและกำกับดูแลที่ ชัดเจน เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมสร้างเวทีให้วิทยุท้องถิ่นเป็น พลังของประชาชน การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของวงการสื่อไทย ที่มุ่งสร้างอนาคตใหม่ให้วิทยุท้องถิ่นไทยเข้าสู่ระบบใบอนุญาตที่ถูกต้อง โปร่งใส และยั่งยืน’ ประธานอนุฯไอซีที กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) กำหนดจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่วิทยุ FM ประเภทธุรกิจระดับท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 12 – 14 พฤศจิกายน 2568 โดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e‑Auction)

////-026

ปชช.หลั่งไหลถวายบังคมพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’ ชาวกำแพงเพชรนั่งรถตู้มารอคิวตั้งแต่ตี5

ปชช.หลั่งไหลถวายบังคมพระบรมศพ'พระพันปีหลวง' ชาวกำแพงเพชรนั่งรถตู้มารอคิวตั้งแต่ตี5

ปชช.หลั่งไหลถวายบังคมพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’ ชาวกำแพงเพชรนั่งรถตู้มารอคิวตั้งแต่ตี5

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.37 น.

11 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ หน้าพระโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. เริ่มวันที่ 9 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

สำหรับบรรยากาศในวันที่ 3 นี้ ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเดินทางมาเข้าคิวรอที่จุดคัดกรองแรกที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 05.00น. และกรุงเทพมหานคร เปิดให้ประชาชนเข้าจุดพักคอย ในเวลา 07.30  น. โดยประชาชนเดินทางมาทั้งเป็นครอบครัวและมาเป็นหมู่คณะ โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาฯคอยดูแลอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้บกพร่องทางร่างกายตลอดเส้นทาง และจัดให้ผู้สูงอายุและผู้พิการ ทยอยขึ้นกราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก่อนและตามด้วยประชาชนทั่วไป เข้ากราบถวายความอาลัยยิ่งและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ  ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์และสาธารณสุข การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยและช่วยเหลือราษฎรให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

ด้านนางสุธีรักษ์ เกิดสว่าง อายุ 74 ปี  ชาวบ้านต้นโพธิ์ อำเภอเมือง จ.กำแพงเพชร นั่งรถตู้มาพร้อมเพื่อนบ้านเดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยความอาลัยยิ่ง เมื่อปี 2526 ตนเคยรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จไปลานกระบือ 

“สำหรับภาพความทรงจำ พวกเราจดจำทุกอย่างที่พระองค์ท่านทรงทำไว้ พระองค์ท่านทรงเป็นแม่ของแผ่นดินอย่างแท้จริง ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจช่วยเหลือประชาชน ท่านทรงส่งเสริมโคงการศิลปาชีพ ส่งเสริมเกี่ยวกับผ้าไหมของไทยให้คนทั่วโลกรู้จัก ส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้ ที่กำแพงเพชร มีโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ใน จ.กำแพงเพชร มีชาติพันธุ์อยู่หลายกลุ่ม และเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ราษฎรอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า การเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ต่างๆทำให้ราษฎรมีความสุขขึ้น วันนี้มากราบถวายบังคมก็อธิฐานขอให้พระองค์เสด็จสูสวรรคาลัย“

ทั้งนี้ วันที่ 2 ของการเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พบว่ามีประชาชนเข้ากราบถวายบังคมมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,752 คน และตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 วันแรกที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง มียอดประชาชนสะสมรวม 50,485 คน (ข้อมูลวันที่ 10 พ.ย. 68 เวลา 21.00 น.)

​ม.กรุงเทพ คว้ารางวัลระดับโลก ด้วยระบบฝึกนักบินโดรน VR ที่ญี่ปุ่น

​ม.กรุงเทพ คว้ารางวัลระดับโลก ด้วยระบบฝึกนักบินโดรน VR ที่ญี่ปุ่น

​ม.กรุงเทพ คว้ารางวัลระดับโลก ด้วยระบบฝึกนักบินโดรน VR ที่ญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาคภูมิใจนำเสนอความสำเร็จอีกครั้งของนักศึกษาและคณาจารย์ ด้วยผลงาน CoSI Pilot: A VR-Based Drone Training Simulator” หรือ ระบบจำลองการฝึกนักบินโดรนด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ในสาขา IEEE GCCE 2025 Excellent Demo! Awards จากงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 2025 IEEE 14th Global Conference on Consumer Electronics ณ ประเทศญี่ปุ่น

ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพและสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) โดย ม.กรุงเทพได้มอบทุนการศึกษาให้กับบุคลากร สทป. เพื่อส่งเสริมความรู้ทางวิชาการ ทั้งนี้ ครูเก้ง – น.ท.สิทธิ ศรีสุวรรณ์ ซึ่งเป็นครูฝึกสอนนักบินโดรนที่ สทป. เผยว่า “ทาง สทป. มีระบบ Simulator ที่นำเข้าจากต่างประเทศใช้ในการฝึกอบรมการบินโดรน ซึ่งเป็นการเรียนขั้นพื้นฐานก่อนลงพื้นที่บินจริง แต่ผมได้พบข้อจำกัดหลายประการจากการใช้งานจริง จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาระบบการฝึกนักบินโดรนที่ทำลายข้อจำกัดเหล่านั้นด้วยตัวเอง”

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการฝึกบินโดรนและความรู้เกี่ยวกับหลักการ กฎหมาย รวมถึงมาตรฐาน ICAO หรือมาตรฐานการบินสากล ทางครูเก้ง ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของระบบไว้ดังนี้ 1.ลดทรัพยากรการฝึกบินจริง ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการฝึกภาคปฏิบัติ , 2.ลดความเสี่ยงสูญเสียอุปกรณ์ ป้องกันความเสียหายของโดรนจากการฝึกหัด , 3.เพิ่มความสะดวกในการฝึก สามารถฝึกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำกัดสถานที่และสภาพอากาศ และ 4.สร้างระบบวัดผลมาตรฐาน ประเมินความสามารถของผู้ฝึกบินได้อย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐาน

สิ่งที่ทำให้ระบบนี้โดดเด่นคือการเพิ่มระบบวัด Attitude ของนักบิน ซึ่งครูเก้งได้เน้นย้ำว่า “นอกจากการฝึกและวัดผลการบินโดรนแล้ว การวัดทัศนคติของนักบินเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ทักษะการบิน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ระบบนี้ออกแบบให้สามารถเฝ้าดูพฤติกรรมการบินผ่านการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อวัดความคิด การรับมือกับความเสี่ยง และการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฝึกบินพัฒนาไปสู่ Beyond Skill”

การสร้างผลงานครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 คน นำโดยครูเก้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกบินโดรนระดับมาตรฐานสากล ส่วนนายธนยศ ศิรธรานนท์ นักศึกษาปริญญาโท และนายณรรรณ  ลมุนพันธ์ นักศึกษาปริญญาตรี เป็นผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งสองคนเล่าถึงกระบวนการทำงานว่า “หลังจากแลกเปลี่ยนความต้องการกับครูเก้งแล้ว พวกเราต้องนำขั้นตอน หลักการ และการวัดผลมาถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม รวมถึงลงพื้นที่ไปศึกษาการฝึกบินโดรนจริง จากนั้นจึงเริ่มวางระบบต่างๆ ให้เกิดเป็นระบบจำลองการฝึกนักบินโดรนที่สมบูรณ์ ทั้ง 3D Model, Physical Simulation และระบบ Backend สำหรับการประเมินผล พร้อมทั้งทดสอบการทำงานจริงด้วยตนเอง จนเกิดเป็นผลงาน CoSI Pilot ที่เห็นในวันนี้”

ผศ.ดร.กิ่งกาญจน์ สุขคณาภิบาล อาจารย์ประจำ CoSI เล่าถึงจุดเด่นของระบบ CoSI Pilot ว่า ระบบจำลองการฝึกนักบินโดรนด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) มีความโดดเด่นด้านการปรับแต่งให้เหมาะสมกับหลักสูตรการฝึกของไทย ด้วยการจำลองสภาพแวดล้อมจริงจากข้อมูลภูมิประเทศภายในประเทศ เชื่อมต่อระบบวิเคราะห์ผลและติดตามสมรรถนะผู้ฝึกแบบเรียลไทม์ ใช้งานง่าย ต้นทุนต่ำกว่าผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ และสามารถขยายหรือเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมได้ในอนาคต

สำหรับงานประชุมวิชาการ IEEE Global Conference on Consumer Electronics จะจัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2025 มีบทความส่งเข้าร่วมมากกว่า 800 บทความ และคัดเลือกเหลือเพียง 40 ผลงานที่สามารถนำมาจัดแสดง ผลงาน CoSI Pilot ไม่เพียงผ่านการคัดเลือกเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัล Silver Prize สาขา IEEE GCCE 2025 Excellent Demo! Awards อีกด้วย

“คณะวิศวกรรมศาสตร์กำลังจะเปิดภาควิชาโดรน การเกิดของผลงานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาทางการศึกษา ซึ่งหากระบบนี้ได้รับการทดสอบและพัฒนาจนสมบูรณ์ จะพร้อมใช้ในการเปิดสอนให้กับนักศึกษาในอนาคต นอกจากนี้ผู้ฝึกการบินโดรนทั่วไปก็สามารถใช้ระบบนี้แทนการใช้ระบบจากต่างประเทศได้” อาจารย์วรวัฒน์ เชิญสวัสดิ์ อาจารย์ประจำ CoSI กล่าวทิ้งท้าย

​4 องค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ คว้ารางวัล ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ไทย’

​4 องค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ คว้ารางวัล ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ไทย’

​4 องค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ คว้ารางวัล ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ไทย’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย ภายใต้ภาคีความร่วมมือ บพท. – ยูเนสโก -กระทรวงศึกษาธิการ – กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา – อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มอบรางวัล “เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ครั้งปฐมฤกษ์ ให้เทศบาลเมืองปัตตานี-อบจ.ปัตตานี-เทศบาลเมืองตาก-เทศบาลนครตรัง

รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า บพท. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้ “เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ซึ่งประกอบด้วยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. และอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ริเริ่มจัดกิจกรรมมอบ “รางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” หรือ “Thailand Learning City Award” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำเมืองหรือตัวแทนของผู้นำเมือง ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของการแสวงหาองค์ความรู้ไปจัดทำแผนพัฒนาเมืองตลอดจนบริหารจัดการปัญหาของเมืองให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองที่เป็นสมาชิกของเมือง

“แนวทางการดำเนินการพิจารณามอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย เป็นการประยุกต์มาจากกระบวนการคัดสรรต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก มาใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย และอยู่ภายใต้หลักคิดที่ต้องการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือและกระบวนการในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย และพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการปูทางไปสู่การผลักดันให้แพลตฟอร์มเมืองแห่งการเรียนรู้ของประเทศไทย” รศ.ดร.ปุ่น กล่าวและว่า การมอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยครั้งปฐมฤกษ์นี้ จะแบ่งรางวัลออกเป็น 4 หมวดคือ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเด็กและเยาวชน เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านลดความเหลื่อมล้ำ โดยการพิจารณาคัดเลือกเมืองแห่งการเรียนรู้ ให้ได้รับรางวัลแต่ละประเภท คณะกรรมการจะพิจารณาจากองค์ประกอบหลักของการพัฒนาเมือง 5 ประการ คือ 1.ผู้นำเมือง มีธรรมาภิบาลและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ 2.มีแผนการพัฒนาคนและพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 3.มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และสร้างพื้นที่การเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต 4.มีการระดมทรัพยากรและกลไกความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในพื้นที่และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 5.มีผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเมืองที่เข้าเกณฑ์ได้รับรางวัลต้องมีคะแนนรวมไม่ต่ำกว่า 80 คะแนน และเมืองที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัลเมืองยอดเยี่ยมในแต่ละด้าน

“เทศบาลเมืองปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเมืองเศรษฐกิจ อบจ.ปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านลดความเหลื่อมล้ำ เทศบาลนครตรัง คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเด็กและเยาวชน และ เทศบาลเมืองตาก คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น รวมถึงเมืองศักยภาพสูง ได้แก่ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี (ด้านเมืองเศรษฐกิจ), อบจ.สตูล (ด้านเมืองอัตลักษณ์ท้องถิ่น), อบต.เชียงดาว (ด้านเมืองสำหรับเด็กและเยาวชน) และเทศบาลเมืองแสนสุข (ด้านเมืองลดความเหลื่อมล้ำ) ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสำเร็จของเมืองต้นแบบการเรียนรู้ของประเทศไทย” รองผู้อำนวยการ บพท. ระบุ

นพ.รักษ์ บุญเจริญ นายกเทศมนตรีนครตรัง กล่าวว่า แรงบันดาลใจที่นำมาสู่การส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนี้ตัวเป้าหลักคือ เรื่องเด็กที่ด้อยโอกาส ซึ่งการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันเด็กกลุ่มด้อยโอกาสจะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่มาปิดช่องว่างตรงนี้จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ก็เลยทำให้สนใจที่จะต้องมาเติมเต็มให้กับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งการที่มีกิจกรรมมอบรางวัลในลักษณะนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในสังคมว่ายังมีโอกาสสำหรับเด็กกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้การเก็บข้อมูลที่ตกหล่นได้เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญคือการที่เรามีภาคีอย่างสภาเด็กและเยาวชนที่ทำงานแข็งขันมากเข้ามาร่วมด้วย

ด้าน นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล กล่าวว่า รางวัลนี้ใช้เกณฑ์พิจารณาระดับสากล ทำให้เรามั่นใจในแนวทาง และแผนงานของเราที่มุ่งพัฒนาเมืองสตูลให้เจริญก้าวหน้า โดยยังรักษาคุณค่าของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเมืองเอาไว้ให้คนในพื้นที่มีความภาคภูมิใจ

​เยาวชนไทย โชว์! ‘พลิกโจทย์ AI สู่ธุรกิจ’ คว้าแชมป์ ‘Creative AI Camp by CP ALL’ ปีที่ 8

​เยาวชนไทย โชว์! ‘พลิกโจทย์ AI สู่ธุรกิจ’ คว้าแชมป์ ‘Creative AI Camp by CP ALL’ ปีที่ 8

​เยาวชนไทย โชว์! ‘พลิกโจทย์ AI สู่ธุรกิจ’ คว้าแชมป์ ‘Creative AI Camp by CP ALL’ ปีที่ 8

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มาแน่ อย่ากลัว รู้ทัน…” ทั้งหมด คือ คำกล่าว “3 คำ” ต่อสถานการณ์การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ป๋วย ศศิพงศ์ไพโรจน์ แม่ทัพใหญ่ผู้จัดค่ายเยาวชน Creative AI Camp และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนัก Digital Strategy บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

เขาเสริมว่า AI เติบโตก้าวกระโดดอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Generative AI หรือ Gen AI ที่เก่งขึ้นมาก และกลายเป็นเครื่องมือที่เปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆมหาศาล เพราะ AI วันนี้ไม่ได้เข้าใจแค่ตัวอักษร แต่เข้าใจทั้งภาพนิ่ง วิดีโอ เสียง และกลายเป็น “สะพาน” ที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น หากเรียนรู้ พลิกแพลง จน “ใช้เป็น”

ค่าย Creative AI Camp by CP ALL ปีที่ 8 ตลอด 3 เดือน (ส.ค.-ต.ค.2568) ที่ผ่านมา จึงมุ่งมั่นสร้างคนผ่านการศึกษา ตามปณิธานองค์กร “Giving & Sharing” ด้วยเป้าหมายสำคัญคือให้เยาวชน 40 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 700 คน ได้ “เรียนจริง ทำจริง ใช้จริง” โดยให้เยาวชน ได้เรียนรู้จากวิทยากรแวดวง AI อย่างเข้มข้น และได้ทดลองสร้างสรรค์ AI แก้โจทย์ธุรกิจ 10 โจทย์ ที่ถูกคัดเลือกมาจากปัญหาจริงของภาคธุรกิจกว่า 60 โจทย์

“น้องๆเรียนรู้ได้เร็วมาก และเรียนรู้เครื่องมือ AI ใหม่ๆได้ในระยะเวลาอันสั้น เราเห็นไอเดียและความสามารถของน้องๆในการประยุกต์องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาใช้กับภาคธุรกิจ มาใช้กับการค้าขาย และเรื่องในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น หลายๆผลงานอาจได้รับการพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ หรือ Feasibility Study แล้วให้น้องๆ เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมต่อไป” แม่ทัพใหญ่แห่งค่าย Creative AI Camp ระบุ

สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ประกอบด้วย รางวัล The Best Innovation Award ได้รับรางวัล 20,000 บาท ได้แก่ ทีม D กับผลงาน AI ตอบคำถามบัญชีสำหรับร้านสาขา สร้าง AI Chatbot ชื่อ “น้องกำไร” ช่วยตอบคำถามให้แก่สาขาต่างๆที่ปกติต้องตอบมากกว่า 48,000 นาทีต่อเดือน ลดปัญหาการตอบคำถามซ้ำๆ รวมถึงลดเวลาฝั่งสาขาที่ต้องใช้กับการติดต่อเข้ามา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ ทีม H กับผลงาน AI กระตุ้นการซื้อซ้ำและกระตุ้นยอดขาย ให้ AI ช่วยคาดการณ์ความต้องการสินค้าชนิดต่างๆเพื่อประเมินแผนการจัดทำโปรโมชั่น ลดอัตราการสูญเสียลูกค้า รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับรางวัล 50,000 บาท ได้แก่ ทีม I กับผลงาน AI วิเคราะห์ยอดขายและแนะนำโอกาสการขาย ให้ AI ช่วยวิเคราะห์โปรโมชั่นที่น่าสนใจ แล้วจัดทำ Ranking อันดับโปรที่ควรเร่งผลักดันสำหรับแต่ละช่วงเวลา

ขณะที่รางวัลชนะเลิศ ได้รับรางวัล 100,000 บาท ได้แก่ ทีม J กับผลงาน AI แนะนำโปรโมชั่นและสินค้า All Online รายสาขา ภายใต้ชื่อ All Recommend โดยทีมผู้ชนะประกอบด้วย 1.วี – บุญยรัตน์ โตเดชะวัฒนา ชั้น ม.6 โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) 2.แบมแบม – วิฒิตา วุฒิวิวัฒนกุล ชั้น ม.6 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ 3.อิคคิว – อภิวิชญ์ ส่งศรี ชั้น ม.6 โรงเรียนแสงทองวิทยา และ 4.จ๋า – ชลชญา สินใช้ ชั้น ม.6 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

ทั้ง 4 สมาชิกทีมชนะเลิศ เล่าว่า สโลแกนหลักของผลงานคือ “ออนไลน์ของออนไลน์ เพิ่มยอดขายหน้าร้าน เพิ่มการใช้โปรโมชั่น” ระบบจะใช้ข้อมูลจากเบอร์สมาชิกและสินค้าที่อยู่ในตะกร้าซื้อตอนนั้น เพื่อประมวลว่าโปรโมชั่นใดมีโอกาสที่ลูกค้าจะสนใจมากที่สุด แล้วแสดงผลบนแท็บเล็ตของพนักงานทันที ช่วยลดขั้นตอนการสื่อสารภายในที่ปกติใช้เวลาส่งโปรถึงหน้าร้านกว่า 3 ชั่วโมง เหลือแค่ไม่กี่วินาที ช่วยลดต้นทุนการทำงานจากกระบวนการสื่อสารโปรโมชั่นแต่ละรอบที่ใช้เวลารวมกว่า 4.8 ล้านบาทต่อ 15,000 สาขา และช่วยให้ลูกค้าได้รับโปรโมชั่นที่ตรงใจยิ่งขึ้น

“เราอยากทำโปรเจกต์ที่ใช้ได้จริง และช่วยแก้ปัญหาได้จริงในระบบของซีพี ออลล์ เราพบว่าองค์กรไทย ยังมีวัฒนธรรมสั่งงานทางไลน์กลุ่มและอัปเดตทางไลน์กลุ่มกัน เราเลยอยากสร้าง AI ที่ช่วยพนักงานแนะนำโปรโมชั่นให้ตรงใจลูกค้า โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนเพิ่ม เช่น ไม่ต้องติดตั้งกล้องหรืออุปกรณ์ใหม่เลย แค่ใช้ข้อมูลเดิมให้ฉลาดขึ้น”

ทั้งนี้ ค่าย Creative AI Camp ถือว่ามีส่วนช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ให้แก่ทีมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเดิมทีมมีคนที่มีความสามารถพื้นฐานด้าน AI จริงๆแค่คนเดียว อีกคนถนัดสายธุรกิจ ส่วนอีกสองคนเพิ่งเริ่มจากศูนย์เลย ทุกคนต้องเรียนรู้ใหม่หมด โดยเมนเทอร์ของค่าย คอยปูพื้นฐานและสอนเทคนิคเรื่องโมเดล AI ให้เข้าใจจริงๆ ไม่สอนแบบสำเร็จรูป แต่จะชี้ว่าควรแก้ตรงไหน ปรับยังไงให้ดีขึ้น พอได้ลงมือทำเอง จึงเข้าใจมากขึ้น และสุดท้ายทุกคนก็เข้าใจและช่วยกันได้จริงๆ

สำหรับค่าย Creative AI Camp เป็นค่ายเยาวชนด้าน AI ที่ใหญ่ที่สุดและจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันเป็นปีที่ 8 จัดขึ้นภายใต้นโยบายสร้างคนผ่านการศึกษา ตามปณิธานองค์กร “Giving & Sharing” มุ่งเน้นให้เหล่าเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้พัฒนาทักษะความสามารถจนเป็น “คนพันธุ์ AI  หัวใจโกะ” วิถีความเป็นมนุษย์ AI สร้างสรรค์ สามารถสร้างสรรค์ AI  ผสมผสานปรัชญาหมากล้อม เพื่อประโยชน์ของสังคม และกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนโลกในอนาคต ปัจจุบัน มีกิจกรรมเยาวชนด้านๆ AI ใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องภายใต้ Creative AI Club โดยผู้สนใจกิจกรรมของ Creative AI Club สามารถสมัครเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ที่ https://caicamp.cpall.co.th/

‘รมว.ศธ.’ห่วงใยสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ กำชับเฝ้าระวัง 24 ชม. ดูแลครู-นักเรียนใกล้ชิด

‘รมว.ศธ.’ห่วงใยสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ กำชับเฝ้าระวัง 24 ชม. ดูแลครู-นักเรียนใกล้ชิด

‘รมว.ศธ.’ห่วงใยสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ กำชับเฝ้าระวัง 24 ชม. ดูแลครู-นักเรียนใกล้ชิด

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ของประเทศ ภายหลังกรมชลประทานรายงานว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น และจะปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันนี้ (10 พ.ย.) จนถึงเช้าวันที่ 11 พ.ย.ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และชัยนาท เพิ่มสูงขึ้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุและมาตรการช่วยเหลือสถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างปลอดภัย โดยขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูร่วมกันตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารเรียน ระบบไฟฟ้า และครุภัณฑ์ที่สำคัญ หากพื้นที่มีแนวโน้มที่อาจจะประสบน้ำท่วมหรืออยู่ในเขตเสี่ยง ขอให้เร่งเคลื่อนย้ายเอกสาร อุปกรณ์การเรียนการสอน และทรัพย์สินที่จำเป็นขึ้นที่สูง พร้อมเตรียมพื้นที่ปลอดภัยภายในโรงเรียน และชักซ้อมแผนอพยพอย่างรอบคอบ โดยยึดความปลอดภัยของนักเรียนและครูเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

รมว.นฤมล กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขอให้สถานศึกษาพิจารณาปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของพื้นที่ เช่น ปรับเป็นการเรียนการสอนออนไลน์ การชะลอกิจกรรมที่อาจเสียงต่อความปลอดภัย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็น สามารถพิจารณาปิดเรียนชั่วคราวได้ตามอำนาจของผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยให้รายงานต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทราบทันที นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้หน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) จัดเจ้าหน้าที่ประจำการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมรับการประสานและให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในพื้นที่ประสบภัย พร้อมประสานงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

“กระทรวงศึกษาธิการจะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในทุกพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ขอให้ทุกโรงเรียนและหน่วยงานทางการศึกษาให้ความสำคัญกับการวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ ทั้งในด้านความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากร ตลอดจนการดูแลอาคารสถานที่และทรัพย์สินทางการศึกษาให้อยู่ในสภาพปลอดภัย หากพื้นที่ใดประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบ ขอให้รีบประสานหน่วยงานต้นสังกัดทันที เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และขอย้ำว่า ชีวิตและความปลอดภัยของครู-นักเรียนคือสิ่งที่มีค่าที่สุด กระทรวงศึกษาธิการจะอยู่เคียงข้างทุกโรงเรียนทุกพื้นที่ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

​‘รมช.กลาโหมอิตาลี’ถวายราชสักการะถวายความอาลัย​‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

​‘รมช.กลาโหมอิตาลี’ถวายราชสักการะถวายความอาลัย​‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

​‘รมช.กลาโหมอิตาลี’ถวายราชสักการะถวายความอาลัย​‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.50 น.

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.49 น. นายมัตเตโอ เปเรโก ดี เครมนาโก (Mr Matteo Perego di Cremnago) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐอิตาลี และคณะ เดินทางมาถวายราชสักการะสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พร้อมลงนามแสดงความอาลัย ณ ห้องอาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 พระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ ประเทศไทยและอิตาลีมีความสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์ที่มีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่ในอดีต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทั้งยังทรงมีบทบาทสำคัญในการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ โดยเมื่อระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2503 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป และเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐอิตาลี และนครรัฐวาติกัน ซึ่งถือเป็นครั้งสำคัญ เป็นการยกระดับประเทศไทยให้เป็นที่รู้จัก และยอมรับในระดับนานาชาติ

จิตอาสา ‘นักศึกษาธรรมศาสตร์’ ทำความดีถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

จิตอาสา 'นักศึกษาธรรมศาสตร์' ทำความดีถวายความอาลัย 'สมเด็จพระพันปีหลวง’

จิตอาสา ‘นักศึกษาธรรมศาสตร์’ ทำความดีถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

จิตอาสา ‘นักศึกษาธรรมศาสตร์’ ทำความดีถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จากทั้ง 4 ศูนย์ ประกอบด้วย ท่าพระจันทร์ ศูนย์รังสิต   ศูนย์พัทยา และศูนย์ลำปาง พร้อมใจกันเป็นจิตอาสาร่วมทำความดี ในกิจกรรมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 4-6 พ.ย. 2568 พร้อมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ ตัวแทนนักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมทำริบบิ้นถวายอาลัย ที่จัดโดยชมรมพลังไทยใจอาสากลุ่ม ปตท. ณ อาคาร 1 บริษัท ปตท. สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ ณ พื้นที่ปันสุข ปตท.ธรรมศาสตร์ จ.ลำปาง เพื่อผลิตริบบิ้นและไปมอบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมกันนี้ นักศึกษาและประชาคมธรรมศาสตร์ ยังได้ร่วมกันเป็นจิตอาสาแจกพิมเสนน้ำ จำนวน 10,000 ขวด ให้กับประชาชน และได้แบ่งปันให้กับกรมแพทย์ทหารบก เพื่อสนับสนุนการดูแลประชาชนต่อไป

น.ส.ขวัญปีย์ อ่อนน้อม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เนื่องจากเกิดและเติบโตมาโดยมีโอกาสได้เห็นพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้ทรงทำเพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการดำเนินการต่างๆ และที่สำคัญก็คือการสัมผัสได้ถึงความเป็นแม่ของแผ่นดินของพระองค์ จึงทำให้มีความรู้สึกเชื่อมโยง และผูกพันกับพระองค์เหมือนที่หลายคนรู้สึก

ทั้งนี้ แม้ความรู้สึกเหล่านั้นที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อาจจะไม่ได้เท่ากับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งมีโอกาสได้เห็นพระองค์มาอย่างยาวนานกว่า แต่เมื่อทราบถึงการสวรรคตของพระองค์ ก็มีความรู้สึกใจหาย และเสียใจอย่างมากต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ และทำให้ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รวมถึงในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

.ส.จิรัชยา ยอดแก้ว นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะเดิมตั้งใจจะไปลงนามถวายความอาลัยที่สนามหลวง และเข้าถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในพระบรมมหาราชวัง แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ จึงทำให้ไม่สะดวกในการเดินทางไป ฉะนั้นการมาในครั้งนี้จึงถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยตอบสนองความตั้งใจนั้นได้เป็นอย่างดี

“พระองค์ทรงดำเนินพระราชกรณียกิจในหลายด้าน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข และมีความเป็นอยู่ที่ไม่ยากลำบากจนเกินไป แม้แต่ในตอนที่พระองค์ทรงประชวรก็ยังทรงเป็นห่วงความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทย ซึ่งทำให้ส่วนตัวรู้สึกประทับใจ และเสียใจต่อการสวรรคตของพระองค์อย่างมาก”น.ส.จิรัชยา กล่าว

นายกำธร วังอุดม ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจที่จะมาร่วมถวายความอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ผ่านกิจกรรมการทำริบบิ้นดำเพื่อแจกให้กับประชาชน เพราะสำหรับคนที่เติบโตมาในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และมีโอกาสได้เห็นการติดตามการทรงงาน และการดำเนินพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เพื่อช่วยพสกนิกรอย่างไม่ย่อท้อ เช่น การจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เพื่อให้ลูกหลานของเกษตรกรที่มีฐานะยากจนเข้ามาฝึกศิลปาชีพต่างๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ฯลฯ ย่อมต้องรู้สึกผูกพัน และซาบซึ้งในน้ำพระทัย ตลอดจนเสียใจต่อการจากไปของพระองค์

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จะสถิตอยู่ในดวงใจของปวงชนชาวไทยตราบนิจนิรันดร์ เฉกเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ รวมไปถึงจะมีการสนับสนุนให้เกิดการสานต่อพระราชกรณียกิจ และน้อมนำพระราชดำรัสต่างๆ ของพระองค์ไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อช่วยเหลือสังคม และประเทศชาติต่อไป

สำหรับบรรยากาศการถวายความอาลัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้ง 4 ศูนย์ มีนักศึกษาจากทุกชั้นปี คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และประชาคมธรรมศาสตร์ภาคส่วนต่างๆ ได้มาร่วมลงนามแสดงความอาลัยกันตลอดทั้งวัน ขณะที่นักศึกษาจากชุมนุมศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน อุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร (7 วัน) บริเวณใต้ตึกกิจกรรมนักศึกษา กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ชาวไทยในโอซากา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ชาวไทยในโอซากา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ชาวไทยในโอซากา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.07 น.

ชาวไทยในโอซากา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ชาวไทยในต่างแดนได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดย สถานกงสุลใหญ่ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (ครบ 15 วัน) ขึ้นอย่างสมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ สถานกงสุลใหญ่ นครโอซากา

พิธีครั้งนี้ได้รับความเมตตาจาก พระครูวิเทศญาณพิสุทธิ์ วิ. เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโอซาก้า เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายอัครพงศ์ เฉลิมนนท์ กงสุลใหญ่ นครโอซากา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมีคณะสงฆ์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สถานกงสุล อุบาสก อุบาสิกา และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีด้วยความสงบน้อมและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น

ภายในงานประกอบด้วยพิธีสวดพระพุทธมนต์ และบำเพ็ญกุศลตามแบบพุทธศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งเป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม ที่กำหนดแนวทางให้คณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรและวัดไทยในต่างประเทศจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอย่างเหมาะสม

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความสงบ สง่างาม และเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมกับเป็นพิธีแห่งความจงรักภักดีของชาวไทยในต่างแดนอย่างแท้จริง

////-026

2 รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ไทย-ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือรัฐสภาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

2 รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ไทย-ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือรัฐสภาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

2 รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ไทย-ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือรัฐสภาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.50 น.

2 รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ไทย-ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือรัฐสภาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร เข้าเยี่ยมคารวะ นายโคอิชิโร เกมบะ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนการทำงานระดับรัฐสภา และการเชื่อมความสัมพันธ์หลากมิติระหว่างไทย-ญี่ปุ่น

ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย , นายทินพล ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขต 5 กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ,นายนิติพล ผิวเหมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และคณะทำงานรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง ร่วมเดินทางศึกษาดูงานรัฐสภา ประเทศญี่ปุ่น โดยเข้าเยี่ยมคารวะ นายโคอิชิโร เกมบะ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ญี่ปุ่น ณ อาคารรัฐสภา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568

ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง กล่าวว่า “ผมรู้สึกประทับใจกับการต้อนรับของ นายโคอิชิโร เกมบะ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ญี่ปุ่น ที่ให้เกียรติและต้อนรับคณะจากรัฐสภาประเทศไทยเป็นอย่างดี โดยเริ่มการเจรจาด้วยการร่วมแสดงความเสียใจกับการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทำให้คณะรัฐสภาไทยเรารู้สึกซาบซึ้งใจในการให้เกียรติและเข้าใจสถานการณ์ความรู้สึกของคนไทยเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการค้า การลงทุน ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีภาคเอกชนทำธุรกิจในประเทศไทย กว่า 2,000 บริษัท ทางเราก็ตอบรับว่าจะดูแลการค้าการลงทุนญี่ปุ่นเป็นอย่างดี รวมถึงคนญี่ปุ่นกว่า 70,000 คนในไทย ซึ่งไทยเรามีกฎหมายคุ้มครองดูแลคนญี่ปุ่นและธุรกิจญี่ปุ่น เป็นกฎหมายที่เป็นมารตฐานสากล รวมถึงการบริหารจัดการรัฐสภาในมิติต่างๆ ที่รองประธานสภาผู้แทนราษฏรทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่นกำกับดูแล อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนารัฐสภาทั้งสองประเทศต่อไป ที่สำคัญท่านโคอิชิโร เกมบะ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ญี่ปุ่น ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศไทยที่อาจมีปัญหาอุปสรรค ความยุ่งยากลำบากบ้างในช่วงนี้ แต่ท่านบอกว่าประเทศไทยสามารถผ่านทุกปัญหาอุปสรรคได้ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ ที่ทรงคุ้มครองปกป้องประเทศไทยมาอย่างยาวนาน สร้างความประทับใจสำหรับผมและคณะผู้แทนรัฐสภาไทยเป็นอย่างมากครับ”

การเดินทางมาศึกษาดูงานรัฐสภาประเทศญี่ปุ่น เป็นงานตรงด้านการบริหารจัดการรัฐสภาที่กำกับดูแลอยู่ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง ดร.ฉลาด ขามช่วง โดยการได้มาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานระหว่างสภาผู้แทนราษฏร ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่ดีที่จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ผู้ร่วมคณะเดินทางดูงานรัฐสภาประเทศญี่ปุน ประกอบด้วย ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง หัวหน้าคณะ , นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย , นายทินพล ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขต 5 กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย,นายนิติพล ผิวเหมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ,นางสาวณัทณิชชา วราภิโมกข์ ผู้ช่วยเลขานุการ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง , ดร.ประสิทธิ์ ประวรรณะ ที่ปรึกษา รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง ,นายณพล บริบูรณ์ นักวิชาการประจำรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง  ,นายพีรวีท์ จรัสสิริกุลชัย นักวิชาการประจำรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง และ นายรัชพล สุวรรณโชติ นักวิชาการประจำรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง , เป็นต้น

การเดินทางดูงานรัฐสภาญี่ปุ่น ของคณะ ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง นอกจากจะเกิดประโยชน์ในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทย และรัฐสภาญี่ปุ่นแล้ว ยังได้ส่งเสริมมิติของเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ส่งเสริมมิติทางสังคมและวัฒนธรรมได้อีกทางหนึ่งด้วย