​เปิดยุทธศาสตร์ Digital Education ไทย-จีน ยกระดับ HSK และ AI ปูทางสู่เบอร์หนึ่งอาเซียน

​เปิดยุทธศาสตร์  Digital Education ไทย-จีน ยกระดับ HSK และ AI ปูทางสู่เบอร์หนึ่งอาเซียน

​เปิดยุทธศาสตร์ Digital Education ไทย-จีน ยกระดับ HSK และ AI ปูทางสู่เบอร์หนึ่งอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

​เปิดยุทธศาสตร์  “Digital Education” ไทย-จีน ยกระดับ HSK และ AI ปูทางสู่เบอร์หนึ่งอาเซียน

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หารือทวิภาคี ร่วมกับ นายหวย จิ้นเผิง (H.E. Mr. Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี 2569 (2026 World Digital Education Conference : WDEC 2026) ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

รมว.ศธ. กล่าวชื่นชมการบริหารงานของรัฐมนตรีจีน ที่นำพื้นฐานด้านวิศวกรรมมาขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยฝ่ายไทยได้เสนอนโยบายปฏิรูปการศึกษา 5 ด้านหลัก ที่เน้นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท การปรับปรุงหลักสูตรด้วยดิจิทัล และการสร้างทักษะแห่งอนาคต เช่น AI, Coding และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมเน้นย้ำความประสงค์ที่จะขยายผลโครงการ Luban Workshop ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมจีนในไทย รวมทั้งการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเรียนภาษาจีนในอาเซียน พร้อมยกระดับมาตรฐานการสอบ HSK และพัฒนาศักยภาพครูไทยให้มีความเชี่ยวชาญสูงขึ้น

โอกาสนี้ รมว.ศธ.สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แสดงความชื่นชมในประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐมนตรีไทย พร้อมเน้นย้ำว่า AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือหัวใจสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วยสร้างบุคลากรคุณภาพสูง รวมทั้งยินดีแบ่งปันโมเดลความสำเร็จด้านอาชีวะของมหาวิทยาลัย Shenzhen Polytechnic University ที่ร่วมมือกับภาคเอกชนใหญ่ อาทิ Huawei, BYD และ Tencent เพื่อสร้างบุคลากรให้ตรงจุด พร้อมเสนอให้ทั้งสองประเทศจัดทำกรอบความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับกรมให้ชัดเจน รวมทั้งการทำ MOU ด้าน AI พร้อมสนับสนุนด้านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย  
 

ข่าวดี! กยศ. ใจดีขยายเวลาสมัคร ‘สถานศึกษาต้นแบบ’ โอกาสสุดท้ายถึง 30 มิ.ย.69

ข่าวดี! กยศ. ใจดีขยายเวลาสมัคร 'สถานศึกษาต้นแบบ' โอกาสสุดท้ายถึง 30 มิ.ย.69

ข่าวดี! กยศ. ใจดีขยายเวลาสมัคร ‘สถานศึกษาต้นแบบ’ โอกาสสุดท้ายถึง 30 มิ.ย.69

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

“ข่าวดี รีบสมัครด่วน” กยศ. ขยายเวลารับสมัครสถานศึกษาต้นแบบด้านจิตสาธารณะ เพื่อรับรางวัลเชิดชูคนดี กยศ. ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เดินหน้าส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “เชิดชูคนดี กยศ. ประจำปี 2569” เฟ้นหาผู้กู้ยืมและสถานศึกษาที่เป็นแบบอย่างที่ดีด้านจิตสาธารณะ โดยล่าสุดได้ขยายระยะเวลาการรับสมัครสถานศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาที่มีความพร้อมได้เข้าร่วมมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 

ขณะนี้ กยศ. ได้ขยายระยะเวลารับสมัครคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบ ภายใต้กิจกรรม “เชิดชูคนดี กยศ. ประจำปี 2569” ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาที่มีความพร้อมและมีผลงานด้านการทำจิตสาธารณะ มีการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่นักเรียนนักศึกษาอย่างต่อเนื่องได้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่ง กยศ. จะดำเนินการคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบ จำนวน 12 แห่ง เพื่อรับรางวัล โดยจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติสถานศึกษาต้นแบบที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของ กยศ. ทั้งในด้านการบริหารจัดการเงินกู้ยืมอย่างมีประสิทธิภาพการส่งเสริมวินัยทางการเงินในการชำระหนี้คืน ตลอดจนการปลูกฝังจิตสาธารณะและสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาได้มีโอกาสทำความดี   เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

กยศ. จึงขอเชิญชวนสถานศึกษาทุกแห่งที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนานักเรียน นักศึกษาให้เป็นคนดีมีวินัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม สมัครเข้าร่วมกิจกรรม “เชิดชูคนดี กยศ. ประจำปี 2569” ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.studentloan.or.th
 

ซีพีเดินหน้าสร้างคนเก่ง ‘ทุนการศึกษาปีที่ 48’ มุ่งปั้นผู้นำเปลี่ยนประเทศ

ซีพีเดินหน้าสร้างคนเก่ง 'ทุนการศึกษาปีที่ 48' มุ่งปั้นผู้นำเปลี่ยนประเทศ

ซีพีเดินหน้าสร้างคนเก่ง ‘ทุนการศึกษาปีที่ 48’ มุ่งปั้นผู้นำเปลี่ยนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ เดินหน้ายกระดับ “โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์” ภายใต้แนวคิด “สร้างคน สร้างอนาคต” มุ่งเฟ้นหาเยาวชนคนเก่งระดับแนวหน้าของประเทศ หรือ Next-Gen Talent ที่มีทั้งความสามารถ ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต เพื่อพัฒนาให้เติบโตเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต” ขององค์กร สังคม และประเทศไทย ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และการแข่งขันระดับโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับทุนได้เรียนรู้ ฝึกงาน และต่อยอดสู่การทำงานจริงในเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ ซึ่งมีธุรกิจครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี และธุรกิจแห่งอนาคต

โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประจำปี 2569 ได้จัดกิจกรรม “CP Scholarship Talent Screening Day 2026” ครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อคัดเลือกนักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่มีศักยภาพสูง จำนวน 500 คน จากผู้สมัครกว่า 2,000 คน เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเชิงลึก ผ่านทั้งการสัมภาษณ์แบบ 1:1 และกิจกรรมกลุ่ม เพื่อประเมินศักยภาพรอบด้าน ทั้งภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ทักษะการสื่อสาร และความสามารถในการแก้ปัญหาในโลกอนาคต โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมครั้งที่ 5 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ ต้อนรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษาจากกรุงเทพฯ และภาคกลางกว่า 100 คน เข้าสู่เวทีค้นหา “ผู้นำแห่งอนาคต” ของประเทศ ทั้งนี้ โดยได้รับเกียรติจากคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และกรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นางสาวศิริพร เดชสิงห์  นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า  นางสาวเบญจวรรณ อ่องศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจศูนย์การค้า กลุ่มงานศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)     ดร.อดิภัทร ชัยชนะสกุล และ รองศาสตราจารย์ ดร. เรืองศักดิ์ แก้วธรรมชัย และกรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ร่วมสัมภาษณ์และคัดเลือกผู้สมัครทุนในครั้งนี้

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษา เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวให้โอวาทและกำลังใจแก่นักเรียนนิสิตนักศึกษาผู้สมัครรับทุนฯ โดยสรุปว่า แม้ผลการคัดเลือกจะออกมาอย่างไร แต่เพียงการได้ก้าวเข้าสู่เวทีคัดเลือกรอบสุดท้ายของทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็ถือเป็น “โอกาสสำคัญ” ที่หาได้ยากแล้ว เพราะเยาวชนทุกคนจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “ครอบครัวซีพี” ซึ่งเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากผู้บริหารระดับแนวหน้าของประเทศ ทั้งแนวคิด วิธีทำงาน วิธีตั้งคำถาม และมุมมองของผู้นำที่แท้จริง ขณะเดียวกัน ผู้สมัครที่มาจากทั่วประเทศในวันนี้ ยังจะกลายเป็น “เครือข่ายแห่งการเรียนรู้” ของกันและกันในอนาคต เพราะคนที่ยืนอยู่ในห้องเดียวกันวันนี้ อาจไม่ได้เป็นคู่แข่งขันตลอดไป แต่อาจเติบโตขึ้นเป็นพันธมิตรและกำลังสำคัญในการร่วมสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมและประเทศในอนาคตต่อไป

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 48 ปี นับตั้งแต่ปี 2522 จากเจตนารมณ์ของท่านประธานอาวุโส จรัญ เจียรวนนท์ และสืบสานต่อโดยท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และเชื่อมั่นว่า “การลงทุนในคน คือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด” โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มอบทุนแก่เยาวชนไทยแล้วกว่า 6,600 ทุน ซึ่งในปีนี้ ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ได้มีนโยบายยกระดับโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “สร้างคน สร้างอนาคต” เพื่อเฟ้นหาเยาวชนคนเก่งระดับแนวหน้าของประเทศ หรือ Next-Gen Talent ที่มีทั้งความสามารถ ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต โดยท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ กล่าวว่า “เราต้องให้โอกาสกับผู้นำ เพราะการส่งเสริมผู้นำเพียงหนึ่งคน สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนได้ ทุนการศึกษาไม่ใช่เพียงการให้โอกาสทางการศึกษา แต่คือการสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้ผู้นำได้เรียนรู้ แก้ไขปัญหา เกิดปัญญา และต่อยอดสิ่งเดิมให้ดียิ่งขึ้น”

ในการนี้ ดร.ธีระพล ระบุว่า ทุนการศึกษาในครั้งนี้ไม่ได้มองหาเพียง “คนเก่ง” แต่กำลังมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีภาวะผู้นำ มีคุณธรรม มีความกตัญญู และเห็นคุณค่าของโอกาส เพราะเมื่อไม่สามารถมอบโอกาสให้กับทุกคนได้ สิ่งสำคัญคือการมอบโอกาสให้กับคนที่พร้อมจะเติบโต และสามารถนำโอกาสนั้นไปสร้างประโยชน์ต่อผู้คนอีกมากมายในอนาคต การเป็นผู้นำจึงไม่ใช่เพียงการประสบความสำเร็จเพื่อตัวเอง แต่คือการใช้ความสามารถ ความคิด และประสบการณ์ของตนเองในการช่วยเหลือผู้อื่น สร้างคุณค่าให้สังคม และส่งต่อโอกาสให้กับคนรุ่นต่อไป

“ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญคือการมีหัวใจของการเรียนรู้ตลอดชีวิต กล้าที่จะคิด กล้าลงมือทำ กล้าทดลอง และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เพราะโอกาสสำคัญในชีวิตอาจเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ และคนที่เตรียมพร้อมเท่านั้น ที่จะสามารถเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตได้” ดร.ธีระพล กล่าว

ดังนั้น ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนด้านการศึกษา แต่เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้คิด ได้ลงมือทำ และพัฒนาตัวเอง เพื่อเติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ที่ “คิดเป็น ทำเป็น นำเป็น” และพร้อมสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ ผู้ได้รับทุนจะได้รับโอกาสในการฝึกงานกับเครือฯและบริษัทในเครือฯ เพื่อได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในองค์กรชั้นนำของประเทศ และเมื่อจบการศึกษายังเปิดโอกาสให้ทำงานกับเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจชั้นนำของประเทศไทยที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และธุรกิจแห่งอนาคต นอกจากนี้ในระหว่างรับทุนฯยังจะได้เข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้นำ ผ่านแนวทางการเรียนรู้แบบ Action-Based Learning เช่นเดียวกับหลักสูตรพัฒนาเถ้าแก่ของเครือฯ เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงธุรกิจ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเป็นผู้นำในโลกยุคใหม่

สำหรับโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประจำปี 2569 แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทุนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทุนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และทุนระดับปริญญาตรี โดยมีมูลค่าทุนละ 50,000 บาทต่อคน ปีนี้มีนักเรียน นิสิต และนักศึกษาจากทั่วประเทศสมัครขอรับทุนจำนวน 1,507 คน ก่อนคัดเลือกเข้าสู่รอบ Screening Day ประมาณ 500 คน ผ่านศูนย์สัมภาษณ์ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) มหาวิทยาลัยบูรพา (ภาคตะวันออก) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ภาคใต้) และทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ (ภาคกลาง) เพื่อค้นหาเยาวชนคนเก่งที่มีศักยภาพและวัดแววความเป็นผู้นำ เข้าสู่การเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต” ภายใต้โครงการทุนการศึกษาของเครือเจริญโภคภัณฑ์ต่อไป

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่รายละเอียดและภาพบรรยากาศการหารือทวิภาคีเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างสหพันธรัฐรัสเซียและราชอาณาจักรไทย ดังนี้

“เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เข้าพบหารือกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งสองฝ่าย ได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศรัสเซียและไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางด้านมนุษยธรรม และการส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศได้มีการติดต่อกันโดยตรง โดยให้ความสำคัญกับโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น เทศกาลคณิตศาสตร์ที่จัดขึ้นประจำปีโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งที่ได้หารือกันคือการส่งเสริมให้นักศึกษาจากประเทศไทยได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศรัสเซียผ่านโครงการของทุนรัฐบาลรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายแสดงความตั้งใจในการผลักดันการเรียนการสอนภาษารัสเซียและภาษาไทยให้มากยิ่งขึ้นสำหรับทั้งสองประเทศ 

ทั้งสองฝ่ายแสดงความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาการศึกษาและการแลกเปลี่ยนทางมนุษยธรรมนั้นจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัสเซียและไทยให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป”

ทุนรัฐบาลรัสเซีย
เรียนภาษารัสเซีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในบางครั้ง อาจมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ เช่น “เอ๊ะ เราขึ้นมาข้างบนทำไมนะ” “แว่นตาวางไว้ตรงไหนหาไม่เจอ” “ก่อนออกจากบ้าน ปิดไฟหรือยัง” อาการหลงลืมแบบนี้เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป เหตุอาจมาจากความเครียด ไม่มีสมาธิ หรือมีเรื่องรบกวนจิตใจในช่วงนั้น แต่ยังไม่เข้าข่ายเป็นโรคสมองเสื่อม

“เมื่อไรที่เราเริ่มลืมกิจวัตรประจำวันที่เคยทำ ทำงานในหน้าที่บกพร่อง ลืมในเรื่องที่ตั้งใจจะจำ เหล่านี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมหรือที่เรียกว่าภาวะการรู้คิดบกพร่อง” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญชโรจน์ หัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าว

ในประเทศไทย มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมไม่ต่ำกว่า 800,000 คน และผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมีแนวโน้มสูงขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดย รศ.พญ.โสฬพัทธ์ เผยว่า “โรคสมองเสื่อมมีหลายระยะและมีหลายสาเหตุ บางโรคสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ และบางโรคเช่นโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย แต่อาจชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลงได้ ซึ่งการชะลอภาวะสมองเสื่อมจะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว”

และนี่คือที่มาและความจำเป็นของการก่อตั้งศูนย์ฝึกสมอง (Cognitive Fitness Center) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะโรคสมองเสื่อมบางชนิดไม่สามารถหยุดได้ สิ่งที่เราทำได้คือสร้างความสุขให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อมและชะลออาการ การอยู่ได้ด้วยตัวเองหรือกับครอบครัวให้มีผลกระทบน้อยที่สุด และมีความสุขในทุกระยะของการเกิดสมองเสื่อม อยู่ได้ เข้าใจ ปรับตัว เราเน้นเรื่องนวัตกรรมที่สามารถช่วยได้ เอาความรู้ในตำรา การปฏิบัติสากลมาปรับเข้าใช้ในวิถีชีวิตของคนไทยและฝึกปฏิบัติเพื่อเกิดผลลัพธ์จริง

ศูนย์ฝึกสมองตั้งอยู่ที่ชั้น 7 อาคารสธ. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดำเนินการและให้บริการในลักษณะ Day Care มีกิจกรรมให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 9.00 – 14.30 น. เช้ามี 2 กิจกรรม และบ่ายมี 1 กิจกรรม สัปดาห์หนึ่งมีทั้งหมด 15 กิจกรรม

“ร้องเพลงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้สูงอายุ” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าว“เสียงเพลงทำให้อารมณ์ดี และผู้สูงอายุได้ฝึกสมองร่วมกัน ที่สำคัญ อาจารย์ที่เป็นวิทยากรสามารถทำให้ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์กลับมาร่วมคลาสกับคนอื่นด้วยกันได้โดยการร้องเพลงฝึกสมอง”

นอกจากการร้องเพลง ที่ศูนย์ฯ ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมอง เช่น บอร์ดเกม โยคะ ศิลปะและงานฝีมือโดยบุคลากรผู้ฝึกสอนมีทั้งของโรงพยาบาลและบุคคลภายนอก เช่น โยคะได้วิทยากรผู้สอนจาก Absolute Yoga  กิจกรรมร้องเพลงเป็นครูจากภายนอกมานำกิจกรรม

“แต่ละกิจกรรมปรับให้เข้ากับผู้สูงอายุแต่ละคน ถึงจะเป็นกิจกรรมกลุ่มก็ตาม แต่ระดับเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุแต่ละคนแตกต่างกัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางคนก็ชอบทำกิจกรรม ชอบพบเจอผู้คน สำหรับบางคนไม่ชอบเจอใคร เราก็จะแนะนำว่าถ้าที่บ้านมีความพร้อมก็สามารถทำได้ หรือจะให้ผู้ดูแลมาเรียนรู้การทำกิจกรรมเพื่อไปทำต่อที่บ้านก็ได้ บางท่านอยู่ไกลจากโรงพยาบาลก็จะแนะนำว่าแถวบ้านมีศูนย์ไหนบ้าง มีกิจกรรมไหนที่ออกกำลังกายคล้ายกันและต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวและว่า ไม่เพียงกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ ที่ศูนย์ฯยังจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมและกิจกรรมฝึกทักษะสมองให้กับผู้สนใจทั่วไปด้วย

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวว่า ศูนย์ฝึกสมองเป็นเหมือนกับหน่วยงานวิจัยและพัฒนา มุ่งเน้นการศึกษา ค้นคว้า และทดลองเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้นเพื่อชะลอโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โดยนวัตกรรมที่ใช้เป็นกิจกรรมในศูนย์มี 2 ประเภทด้วยกัน กล่าวคือ 1.นวัตกรรมที่เกิดจากกิจกรรมกลุ่ม เช่น ดนตรีบำบัด การยืดเส้นยืดสาย กิจกรรมงานฝีมือ เป็นกิจกรรมที่พัฒนาให้เข้ากับบริบทของผู้ป่วยสมองเสื่อม และปรับเรื่องการใช้สมองในแต่ละกิจกรรม , 2.นวัตกรรมที่ทำร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแพทย์ด้านจิตเวช (AIMET) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬา และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เช่น เกมคอมพิวเตอร์ที่ปรับให้เข้ากับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในแต่ละระยะและการกระตุ้นให้เข้ากับสมองแต่ละส่วนให้มากขึ้น การฝึกสมาธิโดยการใช้คลื่นสมอง และ Exergame คือเล่นเกมโดยใช้ท่าทางเพื่อให้ร่างกายและสมองได้มีปฏิสัมพันธ์กัน

นอกจากนี้ ที่ศูนย์ฯ ยังมีเครื่องมือในการช่วยตรวจที่เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมอยู่ในระยะใด แต่ละระยะ  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เครื่องมือนี้เป็นแบบทดสอบสมองที่พัฒนาขึ้นตามหลักสากล แต่ปรับให้เข้ากับบริบทของคนไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ คาดว่าในประเทศไทย ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทุกรูปแบบความรุนแรงมีราว 1,000,000 คน

“โรคสมองเสื่อมคือภาวะที่การทำงานของสมองเสื่อมลง ทำให้เกิดปัญหาในการคิด การจดจำ และการใช้ภาษา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน” รศ. พญ.โสฬพัทธ์ อธิบาย

โรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โรคพาร์กินสันก็ทำให้สมองเสื่อมได้ น้ำในโพรงสมองก็ทำให้สมองเสื่อม หรือเส้นเลือดตีบก็ทำให้สมองเสื่อมได้ แต่ส่วนมากแล้ว 80 % ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมาจากโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer)

“โรคสมองเสื่อมจากเส้นเลือดสมองตีบรักษาได้ดีขึ้นได้ โรคสมองเสื่อมที่เกิดจากอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย เพียงแต่อาจจะชะลอ ดำเนินโรคให้ช้าลงได้”

โรคอัลไซเมอร์มาจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม การกระทบกระเทือนทางสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันและไขมันในเลือดสูง

“คนแต่ละคนอ่อนไหวต่อสาเหตุเดียวกันไม่เหมือนกัน เช่น บางคนเป็นเบาหวานก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นอัลไซเมอร์ แต่บางคนเป็นเบาหวานก็เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีหลายองค์ประกอบ เมื่อรวมกับปัจจัยอื่นๆ ของผู้ป่วยที่เหมาะสมแล้วจึงเป็นได้”

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวว่า โดยทั่วไปโรคสมองเสื่อมแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ สมองเสื่อมระยะแรก ผู้ป่วยมีอาการลืมอย่างชัดเจนจนคนทั่วไปเริ่มสังเกตได้ หน้าที่ความรับผิดชอบที่ยาก เริ่มปฏิบัติบกพร่อง เช่น เมื่อก่อนสามารถจัดการทำภาษีได้ แต่ปัจจุบันไม่สามารถจัดการได้ , สมองเสื่อมระยะกลาง ผู้ป่วยลืมหน้าที่การใช้ชีวิตประจำวันและมีผลกระทบในการดำเนินชีวิต และจะต้องให้คนรอบข้างมาเตือนการทำกิจวัตรตามปกติ เช่น กินข้าว อาบน้ำ และสมองเสื่อมระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจำคนใกล้ชิด ลูกหลานไม่ได้ งงว่าอยู่ที่ไหน บางวันสับสนว่าไม่ใช่บ้านของตัวเอง บางคนก็ลืมแม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำว่าทำอย่างไร ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา

ก่อนจะเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีอาการ Mild Cognitive Impairment หรือภาวะการรู้คิดบกพร่อง

“เป็นช่วงที่ยังไม่มีภาวะสมองเสื่อมแต่เริ่มมีสัญญาณบางอย่าง เช่น ลืมมากขึ้นกว่าเดิม บริหารจัดการหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ได้ กลุ่มนี้จะมีความมีความเสี่ยงสูงเป็น 10 เท่ากว่าคนทั่วไปที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม” รศ. ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวและว่า เมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุควรดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคสมองเสื่อม รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวถึงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดอาการสมองเสื่อม คือ ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ออกกำลังกาย ปล่อยให้อ้วน มีโรคประจำตัวทางเส้นเลือด โรคประจำตัวเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน และไขมัน ชีวิตประจำวันไม่ใช้สมอง นอนไม่หลับ และเครียด

“การป้องกันโรคสมองเสื่อมก็เหมือนกับการป้องกันตัวเองจากโรคหัวใจ คือ ต้องดูแลเรื่องอาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์ เราต้องออกกำลังให้สมองด้วย ต้องมีการคิด ใช้สมองในทางที่เรามีความสุข ไม่ใช่นอนดูซีรีส์ เล่นไลน์อย่างเดียว การเดิน 7,000 – 9,000 ก้าวต่อวัน การเจอคน มีปฏิสัมพันธ์กัน ที่สำคัญที่สุดคือการไม่เครียด”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะป้องกันตัวเองจากโรคสมองเสื่อมได้ เพราะปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีส่วนคือ พันธุกรรม “เพราะเราไม่รู้ว่าข้างในเรามีความเสี่ยงในพันธุกรรมแค่ไหน แต่สิ่งที่เราทำได้คือดูแลตัวเองให้ดีที่สุด” ผู้สูงอายุมีการหลงลืมอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้ดูแลผู้สูงอายุสามารถสังเกตว่าผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมได้จากการลืมในสิ่งที่ควรจำได้ หรือเตือนผู้สูงอายุหลายครั้งแต่ก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวต่อไปว่า ผู้สูงอายุเคยทำอะไรเองได้ เช่น เคยใช้มือถือเครื่องเดียวกันได้ แต่กลับมาใช้ไม่ได้ ไม่อยากออกนอกบ้าน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม นิสัยเริ่มเปลี่ยนจากใจดีก็หงุดหงิดก้าวร้าว เกรี้ยวกราด เมื่อพาผู้สูงอายุมาตรวจก็อาจจะเจอโรคทางอารมณ์ก็ได้ แต่ก็มากกว่าครึ่งที่เป็นโรคสมองเสื่อม ในโรคทางอารมณ์มีความเป็นสมองเสื่อมปนอยู่ ดังนั้นพาผู้สูงอายุมาตรวจจะดีกว่า หากตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคสมองเสื่อมก็ไม่ต้องกังวลเยอะกับคำว่าเสื่อม การปรับตัวอยู่ให้ได้และไม่เครียดเป็นสิ่งสำคัญกว่าความตื่นตระหนก รับรู้แล้วพยายามปรับพฤติกรรม เช่น ให้นอนได้ดีขึ้น พาไปออกกำลังกาย ปรับปรุงอาหาร และกินโปรตีน เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วและควรต้องทำให้มากกว่าเดิม

“ขณะนี้มียาฉีดเพื่อรักษาโรคอัลไซเมอร์แล้ว และจะเข้ามาประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ แต่ยังมีราคาแพงและไม่ใช่ว่าจะหายขาด การยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุเยอะ เฝ้าระวังโรค เตรียมร่างกายให้แข็งแรง เตรียมสมองให้ตื่นตัว และทำอารมณ์ให้สดใสเป็นสิ่งที่จับต้องได้เพื่อชะลออาการสมองเสื่อม” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์กล่าวปิดท้าย

การดูแลรักษาสุขภาพกายและจิตใจช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้รวมทั้งโรคสมองเสื่อม แต่ถ้าเป็นโรคสมองเสื่อมแล้วก็ควรปรับร่างกายและจิตใจ ศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นอีกทางเลือกที่จะชะลออาการและอยู่กับโรคสมองเสื่อมได้อย่างเป็นสุขต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกสมองให้บริการกับประชาชนทั่วไปตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป โดยต้องทำบัตรเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลจุฬาฯ และให้แพทย์ตรวจก่อนว่ามีความสามารถของสมองอยู่ในระดับใด หลังจากนั้นจะสามารถร่วมกิจกรรมได้ในแต่ละวัน ทางศูนย์ฯ รับผู้มาใช้บริการได้ประมาณ 40 – 50 คนต่อวัน และมีค่าบริการการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งละ 250 บาท ร่วมกิจกรรมทั้งวัน 500 บาท

ติดตามข้อมูลและกิจกรรมของศูนย์ฝึกสมองได้ที่ https://www.facebook.com/cognitivefitnesscenter

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯแจงชัด ไม่เกี่ยวโครงการ กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม ของ SEM

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯแจงชัด ไม่เกี่ยวโครงการ กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม ของ SEM

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯแจงชัด ไม่เกี่ยวโครงการ กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม ของ SEM

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  ประกาศเพื่อทราบ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเรียนชี้แจงว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ “กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม” ของ SEM (Social Enterprise Medical Specialist Center) รวมถึงกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ และเนื้อหาข้อความที่เผยแพร่ดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ การนำชื่อ ตราสัญลักษณ์ หรือภาพลักษณ์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์หรือการระดมทุนดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะฯ

ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางโดยตรงกับทางคณะฯ ก่อนดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน
จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.58 น.

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ย้ำสิทธิทางการศึกษาต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน

8 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทาง การศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้นั้น

กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 12 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) หรือเทียบเท่าโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ขณะที่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 กำหนดว่าสถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบ เนื่องจากรัฐบาลได้อุดหนุนแล้ว แต่สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน  สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษ โครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน

จากประกาศกระทรวงศึกษาธิการข้างต้น ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ สถานศึกษาสังกัด สพฐ.หลายแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) แก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา การขาดเอกสารดังกล่าวทำให้เด็กขาดหลักฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ขณะนี้ใกล้ถึงกำหนดวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 แล้ว หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก

กสม.เห็นว่าสิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน การปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้  รวมทั้งยังไม่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์

ในขณะที่ข้อมูลจากผลการสำรวจเชิงลึกของ กสศ.พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คน ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กที่ไม่สามารถเข้าระบบการศึกษา เนื่องจากไม่มีเงินค่าเทอม คิดเป็นร้อยละ 22.2 ดังนั้น จึงเห็นควรเร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวที่จะเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยด่วน

กสม.โดย น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ไปยังนายกรัฐนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราว โดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569

พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ส่งสำเนาหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อทราบอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว

สนง.เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช ประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อ ‘คลิปวิดีโอ AI’ เลียนพระรูป-พระสุรเสียงของ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

สนง.เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช ประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อ ‘คลิปวิดีโอ AI’ เลียนพระรูป-พระสุรเสียงของ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

สนง.เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช ประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อ ‘คลิปวิดีโอ AI’ เลียนพระรูป-พระสุรเสียงของ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.07 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569  สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ลงนามออกประกาศสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เรื่อง ข้อมูลอันเป็นเท็จจากระบบปัญญาประดิษฐ์ ความว่า 

ด้วย ปรากฏภาพและเสียงตัดต่อด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์แบบ Deepfake โดยการเลียนพระรูปและการเลียนพระสุรเสียงของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไปในทางทุจริต และเพื่อแสวงประโยชน์ทางการค้า แพร่หลายยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นความผิดทางกฎหมาย ทั้งนี้ ในเบื้องต้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้ว พบข้อเท็จจริงว่า บางรายการมีต้นกำเนิดการกระทำมาจากภายนอกประเทศ จึงยังไม่อาจปิดกั้นหรือดำเนินการตามกฎหมายภายในประเทศได้ทันท่วงที

อนึ่ง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จะได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำเนินการทางกฎหมาย ตามหน้าที่และอำนาจต่อไปโดยเร็ว 

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จึงขอประกาศให้สาธารณชนทราบว่า ไม่พึงเชื่อข้อมูล รูป เสียง คำกล่าว และข่าวอันเนื่องด้วยสมเด็จพระสังฆราช ที่มิได้เป็นการเผยแพร่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยเด็ดขาด เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อของภัยทางเทคโนโลยีที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบัน

ศธ.ตั้ง รมช.อัครนันท์ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู

ศธ.ตั้ง รมช.อัครนันท์ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู

ศธ.ตั้ง รมช.อัครนันท์ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

ศธ.ตั้ง”รมช.อัครนันท์” นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย

7 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 324/2569 เรื่อง จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยระบุว่า ตามที่ รมว.ศึกษาธิการ มอบนโยบายให้แก่ส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้โรงเรียนและสถานศึกษาเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง และกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลระหว่างนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงดำเนินการดังนี้

1.จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” มีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

– จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ

– เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนข้อมูลเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ และบูรณาการ ความร่วมมือกับนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

– ดำเนินการเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนทั่วไป

– ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมาย

2.ให้มีผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ รองผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะทำงานดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้

มอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ

ส่วนคณะทำงาน ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , เลขาธิการสภาการศึกษา , อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ , เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน , เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, เลขาธิการคุรุสภา

คณะทำงานยังมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ , นายปารมี ไวจงเจริญ , นายรวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา , ผู้แทนกรมสุขภาพจิต , ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นต้น

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้ง! ชู 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ พลิกฟื้นอนาคตเกษตรกรไทย

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้ง! ชู 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ พลิกฟื้นอนาคตเกษตรกรไทย

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้ง! ชู 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ พลิกฟื้นอนาคตเกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ภัยแล้ง” ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอีกต่อไปแต่กำลังกลายเป็นความท้าทายระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฤดูร้อนที่ยาวนานขึ้น ฝนที่ทิ้งช่วง และปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บที่ลดลงล้วนเป็นภาพสะท้อนของวิกฤตที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างเงียบงัน ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม งานสัมมนาภายใต้ชื่องาน “DROUGHT SURVIVAL พลิกวิกฤตแล้งด้วยนวัตกรรมอวกาศ และทางรอดเศรษฐกิจเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” จึงได้เปิดฉากขึ้น ณ อาคารสัมมนา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

เพื่อระดมสรรพกำลัง องค์ความรู้ และเทคโนโลยีจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันค้นหา “ทางรอด” และสร้างอนาคตใหม่ให้กับภาคเกษตรกรรมไทย งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มาร่วมกันเปิดวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการน้ำ พร้อมด้วยมุมมองเชิงนโยบายจาก ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มาตอกย้ำทิศทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในครั้งนี้  

ไฮไลต์สำคัญของการแก้วิกฤตครั้งนี้ คือ การเปิดตัวนวัตกรรมที่เปรียบเสมือน “ดวงตาจากอวกาศ” ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS พร้อมการเจาะลึก 4 นวัตกรรมเทคโนโลยีอวกาศเพื่อเป็นทางรอดให้เกษตรกรไทย โดย ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการ GISTDA ซึ่งภายในงานได้มีการสาธิตแพลตฟอร์มอัจฉริยะหลัก ได้แก่ Smallwat, Cropsdrought, Dragonfly และ SGi-Farm ตลอดจนเครื่องมือตรวจวัดมาตรฐานสากล เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลน้ำ ดิน และพืช ได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการความเสี่ยง ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าการขับเคลื่อนวิกฤตไม่อาจพึ่งพาเพียงเทคโนโลยี เวทีเสวนาจึงได้เชื่อมโยงไปสู่มิติด้านนโยบายและภาคธุรกิจอย่างครบวงจร

ผู้ร่วมงานครั้งนี้ได้สัมผัสกับเรื่องราวความสำเร็จในการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่เขตชลประทาน จ.ระยอง โดย รัตนา เพ็ชรสูงเนิน รวมถึงทางรอดและการปรับตัวด้วยนวัตกรรมของเกษตรกรนอกเขตชลประทาน จ.สุราษฎร์ธานี จาก ณัฐกร แจ้งเศษ และสิทธิโชค ร่าหมาน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่า นวัตกรรมอวกาศสามารถนำมาใช้ได้จริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ถึงระดับรากหญ้า งาน “DROUGHT SURVIVAL” จึงไม่ใช่เพียงการรับฟังปัญหา แต่คือเข็มทิศชี้ทางรอดในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวน เป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงลงสู่ผืนดินของเกษตรกรไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งน้ำและแหล่งอาหารของประเทศ