ครบรอบ 58 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มมส จัด ‘ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025’ ส่งเสริมบุคลากร – นิสิตมีสุขภาพที่ดี

ครบรอบ 58 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มมส จัด ‘ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025’ ส่งเสริมบุคลากร - นิสิตมีสุขภาพที่ดี

ครบรอบ 58 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มมส จัด ‘ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025’ ส่งเสริมบุคลากร – นิสิตมีสุขภาพที่ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าคณะศึกษาศาสตร์ และสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ จัดกิจกรรม “ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025” ณ บริเวณด้านหน้าคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ในเมือง)

โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ชวลิต ชูกำแพง คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ นายกองโท ดร.คมคาย อุดรพิมพ์ นายกสมาคมศิษย์เก่าคณะศึกษาศาสตร์ และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ร่วมปล่อยตัวนักวิ่งอย่างเป็นทางการ การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่ ระยะ 11.6 กิโลเมตร (Mini Marathon) ปล่อยตัวเวลา 05.30 น. และระยะ 5.4 กิโลเมตร (Fun Run) ปล่อยตัวเวลา 06.00 น.

กิจกรรม “ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025” จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 58 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน นิสิต ศิษย์เก่า และบุคลากร ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกายและสุขภาพที่ดี รวมถึงส่งเสริมการออกกำลังกายให้เป็นวัฒนธรรมประจำวัน อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ ทุนการศึกษาสมทบทุนกิจกรรมนิสิต และเป็นการประชาสัมพันธ์คณะศึกษาศาสตร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมอำนวยความสะดวกด้านเส้นทางวิ่ง และการรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังให้การสนับสนุนงบประมาณ อาหาร เครื่องดื่ม และอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ นายกองโท ดร.คมคาย อุดรพิมพ์ นายกสมาคมศิษย์เก่าคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคม ได้มอบทุนสนับสนุนกิจกรรมประจำปี 2568–2569 จำนวน 20,000 บาท แก่ผู้แทนสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพนิสิต ส่งเสริมการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะด้านวิชาการ ด้านวิชาชีพครู รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนิสิตภายในคณะ

GISTDA เข้าร่วม ‘APRSAF-31’ ประกาศวิสัยทัศน์ ดันประเด็นสำคัญของภูมิภาค

GISTDA เข้าร่วม ‘APRSAF-31’ ประกาศวิสัยทัศน์ ดันประเด็นสำคัญของภูมิภาค

GISTDA เข้าร่วม ‘APRSAF-31’ ประกาศวิสัยทัศน์ ดันประเด็นสำคัญของภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

GISTDA เข้าร่วม APRSAF-31 (Asia-Pacific Regional Space Agency Forum ครั้งที่ 31) ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือด้านอวกาศระดับพหุภาคีที่สำคัญของเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งการเข้าร่วมนี้เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญ 2 ประการ คือ สถานะและความต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทย โดย GISTDA มีบทบาทที่ แข็งแกร่งและต่อเนื่อง ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศในระดับภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนความรู้ มีการนำเสนอภาพรวมกิจกรรมด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศของไทยที่ทำร่วมกับนานาชาติ และเข้าร่วมนำเสนอความก้าวหน้าใน Working Group และ Side Event ต่างๆ ซึ่งแสดงถึงการมีส่วนร่วมทางเทคนิคและวิชาการอย่างกระตือรือร้น

สำหรับการกำหนดทิศทางและนโยบายอวกาศแห่งชาติ ประเทศไทยได้ใช้เวทีนี้ในการประกาศวิสัยทัศน์และนโยบายด้านอวกาศแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยผ่าน Country Statement และการผลักดันประเด็นสำคัญของภูมิภาค ไทยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ต้องรับมือร่วมกัน ได้แก่ transboundary pollution (มลพิษข้ามพรมแดน), Space Situation Awareness (SSA) / Space Traffic Management (STM) (การรับรู้สถานการณ์อวกาศและการบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศ) และ Space exploration (การสำรวจอวกาศ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความท้าทายระดับโลกและระดับภูมิภาค และความพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการแก้ไข

ในขณะที่ด้านการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระดับโลก GISTDA ได้ดำเนินการหารือทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานอวกาศชั้นนำระดับโลกมากมาย เช่น NASA (สหรัฐอเมริกา) , JAXA (ญี่ปุ่น) , ESA (ยุโรป) , Australian Space Agency (ASA) (ออสเตรเลีย) , Philippines Space Agency (PhilSA) , TASA (ไต้หวัน) และ CSIRO, GA, JICA

การประชุมหารือร่วมกันนี้ก็เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือในโครงการต่างๆ ในอนาคต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานอวกาศชั้นนำของโลกให้ความสนใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการเป็นพันธมิตร โดยประเทศไทยประกาศความยิ่งใหญ่ในการเป็นเจ้าภาพจัด APRSAF-32” ในปี ค.ศ. 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทสไทยที่จะแสดงให้เห็นว่า ไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ในการได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญระดับภูมิภาคที่รวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 500 คน เป็นการยืนยันถึง ความเชื่อมั่น และ การยอมรับ ในสถานะและศักยภาพด้านอวกาศของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และไทยจะมีโอกาสในการเป็นผู้นำกำหนดวาระการประชุม และแสดงความพร้อมด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการต่อสายตาของประชาคมอวกาศโลก

วันนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าร่วมในเวทีอวกาศเท่านั้น แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น ผู้เล่นที่แข็งขัน (Active Player) และ ผู้นำ (Regional Leader) ในการขับเคลื่อนความร่วมมือและการจัดการความท้าทายด้านเทคโนโลยีอวกาศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

‘ในหลวง‘โปรดเกล้าฯให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดส่งสิ่งของพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

‘ในหลวง‘โปรดเกล้าฯให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดส่งสิ่งของพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

‘ในหลวง‘โปรดเกล้าฯให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดส่งสิ่งของพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.20 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดส่งสิ่งของพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 

วันที่ 26 พ.ย.2568 เวลา 18.00 น. ที่ศูนย์พักพิงศูนย์กีฬาและสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  นายวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ รองประธานฝ่ายบรรเทาทุกข์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง นำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น อาทิ เต็นท์นอน จำนวน 1,000 ชุด ผ้าห่ม จำนวน 1,000 ผืน ผ้าเช็ดตัว จำนวน 1,000 ผืน เสื่อ จำนวน 1,000 ผืน และข้าวกล่อง จำนวน 1,500 กล่อง ไปมอบให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยที่อพยพมาอยู่ภายในศูนย์พักพิง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนแก่ประชาชนในเบื้องต้น

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดส่งสิ่งของพระราชทานไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา สตูล พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดตรัง เป็นการเร่งด่วน จำนวนรวมทั้งสิ้น 27,000 ชุด
 

ยุวทูตสันติภาพเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะกปาปา กลับไทยคว้ารางวัลผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น 2568

ยุวทูตสันติภาพเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะกปาปา กลับไทยคว้ารางวัลผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น 2568

ยุวทูตสันติภาพเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะกปาปา กลับไทยคว้ารางวัลผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น 2568

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.11 น.

ยุวทูตสันติภาพเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะกปาปา กลับไทยคว้ารางวัลผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น 2568

หลังจากเดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา พระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน คณะยุวทูตสันติภาพของไทยได้รับเชิญให้เข้ารับรางวัลจากนายชวน หลักภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะโครงการที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติดีเด่น ที่ได้ร่วมสร้างชื่อเสียงในระดับโลก ในการประกาศรางวัลเชิดชูเกียรติผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น ครั้งที่ 6 ประจำปี 2568

รางวัล 1 ปณิธานความดี เทิดไท้พระภูมีนวมินทรา ภายใต้ โครงการ“นวราช ”เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ สร้างสรรค์พัฒนาสังคมดีเด่น ครั้งที่ 6 ประจำปี 2568 โดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , มูลนิธิคุ้มเกล้าเยาวชนคนสร้างชาติ ,สภาองค์กรเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแห่งชาติ,สมาคมวัฒนธรรมสยาม ,สภาองค์กรวัฒนธรรมไทย-อาเซียน และภาคีเครือข่าย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจในการปลูกฝังจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม เสริมสร้างจิตสาธารณะ และส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยการน้อมนำพระราชดำริและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละและความมุ่งมั่นในการทำความดีเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยและมนุษยชาติขึ้น

จึงได้จัดพิธีมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ สร้างสรรค์พัฒนาสังคมดีเด่น ขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 ในปี พ.ศ.2568 นี้ โดยโครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน ปีที่ 2 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา พระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลโครงการที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติดีเด่น โดยในการรับรางวัลยุวทูตสันติภาพ ประกอบด้วย

1.ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์              โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ

2.ด.ญ.ภัทราพร อุปมากาญจน์     โรงเรียนนานาชาติอินเตอร์เนชั่นแนล ไพโอเนียร์

3.ด.ช.ภูรพัฒน์ นราวิจิตธนันต์      โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

4.ด.ช. กฤตเพชร ตราชู                โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น

5.ด.ญ.ชญาภา อุปมากาญจน์      โรงเรียนเลิศหล้าถนนกาญจนาภิเษก

6.ด.ญ.กุลิสรา หวั่งหลี                 โรงเรียน King College International School Bangkok

7.ด.ช.เจตนิพิฐ คงปาน                โรงเรียน THE NEWTON SIXTH FORM SCHOOL

8.ด.ญ.ปวีณ์ชยา ปัญจวัฒนกุล     โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ พัทยา

9.นรต.ธีทัต วิเศษชูชาติกุล           โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

10.นตท.เนรมิตร ใจสิทธิ์              โรงเรียนเตรียมทหาร

11.นายพะศทัศน์ ศรีเครือเนตร     มหาลัยศิลปากร

โดยผู้แทนโครงการยุวทูตสันติภาพเข้ารับรางวัล เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมคุรุสภา โดยมีนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล

โครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน ดำเนินการโดย สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ในปีที่ 2 ได้รับการสนับสนุนจาก สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) ส่งผู้แทนยุวทูตสันติภาพ 5 คน เป็นตัวแทนเยาวชนไทย ร่วมกับคณะของวัดโพธิ์ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 Pope Leo XIV สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน โดยได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญถึง 3 กิจกรรม ได้แก่ การเยี่ยมคารวะหลุมพระศพ สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส ซึ่งทรงเมตตาให้ยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 1 ได้เข้าเฝ้าเมื่อปีที่แล้ว ณ มหาวิหารซานตามาเรียมัจโจเร (Basilica di Santa Maria Maggiore), การเข้าร่วมพิธีการประกาศในการเริ่มต้นสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 อย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม Paul VI Hall, Rome และการเข้าร่วมพิธี ณ General Audience, in St. Peter’s Square เนื่องในโอกาสพิเศษครบ 60 ปี ของปฏิญญาโนสตราอาเอตาเต  Catechesis on the occasion of the 60th anniversary of the Conciliar Declaration Nostra Aetate โดยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในที่นั่งพิเศษร่วมกับคณะผู้แทนประเทศไทยจากวัดโพธิ์ และได้ถ่ายภาพร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปา และผู้แทนเยาวชนยังได้เข้าเฝ้านำเสนอแนวคิดสันติภาพจากใจเด็กๆ ซึ่งตรงกับพระราชดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาในวันนั้น

CGI เปิดบ้านแนะนำหลักสูตรพร้อมทุนการศึกษาต่อระดับโท-เอก

CGI เปิดบ้านแนะนำหลักสูตรพร้อมทุนการศึกษาต่อระดับโท-เอก

CGI เปิดบ้านแนะนำหลักสูตรพร้อมทุนการศึกษาต่อระดับโท-เอก

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สมศักดิ์ รุจิรวัฒน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “แนะนำหลักสูตรและสอบคัดเลือกผู้รับทุนการศึกษา CGI Open House 2026” ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคารสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์

โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วย การแนะนำหลักสูตรโดย รศ.ดร.รจนา สุขชวลิต อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ ให้เกียรติเป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย อาจารย์ ดร.ณัชพงษ์ สุวรรณวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์เคมี อาจารย์ ดร.ภูมิ เตชชาติวนิช อาจารย์ประจำสาขาวิชาพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม และ ดร.ปุณยวีร์ ดุลยยางกูล ศิษย์เก่าสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ สาขาพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัย : ห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์การ เป็นผู้แนะนำหลักสูตร นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการผลงานวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษา รวมทั้งการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการที่เพรียบพร้อมไปด้วยเครื่องมืออันทันสมัย โดยมีนักศึกษาที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 50 คน ในเบื้องต้นมีผู้สมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอก 6 คน ระดับปริญญาโท 13 คน

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาผู้สนใจที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ สามารถยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารประกอบการสมัครขอรับทุนการศึกษา ด้วยตนเองหรือส่งใบสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 และหากได้รับการคัดเลือกให้รับทุนมีโอกาสได้ฝึกงานวิจัย ณ มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำยังต่างประเทศอีกด้วย

สจล.สร้าง ‘ทันตแพทย์นวัตกร’ เปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 5 หลักสูตร ‘นานาชาติทันตแพทยศาสตรบัณฑิต’

สจล.สร้าง ‘ทันตแพทย์นวัตกร’ เปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 5 หลักสูตร ‘นานาชาติทันตแพทยศาสตรบัณฑิต’

สจล.สร้าง ‘ทันตแพทย์นวัตกร’ เปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 5 หลักสูตร ‘นานาชาติทันตแพทยศาสตรบัณฑิต’

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะทันตแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 5 ของหลักสูตรนานาชาติทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (Doctor of Dental Surgery) มุ่งสร้าง “ทันตแพทย์นวัตกร” ที่มีความรู้รอบด้านทั้ง วิทยาศาสตร์ การแพทย์ เทคโนโลยีดิจิทัล AI และหุ่นยนต์ พร้อมต่อยอดเป็นผู้นำในวงการทันตกรรมศตวรรษที่ 21 เป็นหลักสูตรเน้นการเรียนรู้แบบ คิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และ การเป็นนวัตกร (Innovator Mindset) ผ่านการบูรณาการหลายสาขา เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล เพื่อให้บัณฑิตสามารถออกแบบนวัตกรรมทันตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริง (Human-Centered Innovation)

รศ.ดร.ทพญ.อารยา พงษ์หาญยุทธ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ สจล. กล่าวว่า เป้าหมายของเราคือสร้างทันตแพทย์รุ่นใหม่ที่ไม่ใช่เพียงผู้รักษา แต่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านทันตกรรม นักศึกษาจะได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ออกแบบนวัตกรรม รวมถึงใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง AI และ VR ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 เพื่อให้พร้อมสู่การทำงานจริงในโลกดิจิทัล

จุดเด่นของหลักสูตร “ทันตแพทย์นวัตกร” มีดังต่อไปนี้ 1.Digital Dentistry เต็มรูปแบบ : นักศึกษาได้เรียนรู้เครื่องมือดิจิทัล เช่น Intraoral Scanner, 3D Printing, Virtual Simulation และ CAD/CAM เพื่อรองรับการรักษาแบบดิจิทัลที่เป็นมาตรฐานโลก , 2.อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง : คณาจารย์มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านคลินิก นวัตกรรม วิจัย และเทคโนโลยีทันตกรรม พร้อมให้การเรียนรู้แบบ Mentorship ใกล้ชิด , 3.สู่นักวิจัยมาตรฐานสากล : บัณฑิตได้รับการฝึกงานวิจัย (Research Training) พร้อมโอกาสศึกษาดูงานต่างประเทศ และแลกเปลี่ยนกับสถาบันพันธมิตร และ 4.Multi-disciplinary Innovation : เรียนรู้ร่วมกับคณะวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแพทยศาสตร์ เพื่อออกแบบนวัตกรรมใหม่ เช่น อุปกรณ์การแพทย์, AI Diagnostic Tools และ Health Tech Solutions

สำหรับ คณะทันตแพทยศาสตร์ สจล. เป็นคณะทันตแพทย์ แห่งแรกของประเทศไทย ที่นำเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ของ EON Reality มาใช้ตั้งแต่ปี 1 – ระดับพรีคลินิก ช่วยให้นักศึกษาพัฒนาความแม่นยำ ความมั่นใจ และทักษะการรักษาก่อนลงคนไข้จริง ลดข้อผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ได้อย่างก้าวกระโดด

ทั้งนี้ คณะทันตแพทยศาสตร์(หลักสูตรนานาชาติ) สจล. พร้อมเปิดรับสมัครนักศึกษาปีการศึกษา 2569 รอบแรก ตั้งแต่วันนี้ ถึง 25 ธันวาคม 2568 ผ่าน http://new.reg.kmitl.ac.th/admission/ ติดตามข่าวสารได้ทาง https://www.facebook.com/DentistryKMITL หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02 329 8000 ต่อ 2189 และ 095 072 8540 หรือ Email : dent@kmitl.ac.th

สพฐ. เร่งดูแลโรงเรียนน้ำท่วม พร้อมตั้งศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง

สพฐ. เร่งดูแลโรงเรียนน้ำท่วม พร้อมตั้งศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง

สพฐ. เร่งดูแลโรงเรียนน้ำท่วม พร้อมตั้งศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.12 น.

สพฐ. เร่งดูแลโรงเรียนน้ำท่วม พร้อมตั้งศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. พร้อมด้วย นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. และนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ สพฐ. โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting 

นายพิเชฐ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งปีนี้รุนแรง ส่งผลกระทบ 9 จังหวัด 25 เขตพื้นที่ นักเรียนกว่า 76,000 คน ครูกว่า 6,700 คน และโรงเรียนเสียหาย 732 แห่ง สพฐ. สั่งเขตพื้นที่ลงช่วยเหลือเร่งด่วนตามข้อสั่งการรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ รมว.ศธ. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

โดย สพฐ. ได้เปิดศูนย์พักพิงในโรงเรียน 102 แห่ง พร้อมรายงานจำนวนผู้พักพิงเพื่อจัดสรรงบฉุกเฉินด้านอาหารและของจำเป็น รวมถึงจัดการเรียนแบบ On-hand และเตรียมสอนชดเชยหลังน้ำลด พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อของบซ่อมแซมอาคารเรียนและบ้านพักครู รวมถึงสั่งตรวจสอบระบบไฟฟ้าทุกโรงเรียนที่ถูกน้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยก่อนเปิดเรียน

ในด้านงบประมาณปี 2570 สพฐ. ขอให้เขตพื้นที่ส่งข้อมูลตามกำหนด ยกเว้น 25 เขตภาคใต้ที่สามารถเลื่อนเวลาได้ และเตรียมเสนอ ครม. ของบซ่อมแซมหรือสร้างบ้านพักครูใหม่กว่า 10,000 หลังทั่วประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 สพฐ. จะจัดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน และเชื่อมต่อออนไลน์กว่า 400,000 คน มีรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส เป็นประธาน และ รมว.ศธ. มอบนโยบายด้านประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง พร้อมแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนงานศึกษากับเขตพื้นที่ 245 เขตทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศ
 

ม.รังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษารับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้

ม.รังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษารับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้

ม.รังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษารับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.12 น.

มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา 20,000 บาท ช่วยนักศึกษาที่ได้รับ ผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

มหาวิทยาลัยรังสิต ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาที่ครอบครัวได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ในอำเภอและจังหวัดที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ซึ่งได้รับความ เดือดร้อน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวมหาวิทยาลัยมอบ ทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษา 2/2568 สะท้อน เจตนารมณ์สร้าง “สังคมธรรมาธิปไตย” พร้อมยืนเคียงข้างสังคมในทุกวิกฤต

รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ อุทกภัยในภาคใต้ที่เกิดขึ้นล่าสุด ท่านอธิการบดี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้มีดำริให้มหาวิทยาลัยเร่งให้ความ ช่วยเหลือครอบครัวนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภัยพิบัติภาคใต้ โดยมอบทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท ในรูปแบบเครดิตสำหรับการลงทะเบียนเรียนภาคการศึกษา 2/2568 โดยมหาวิทยาลัยรังสิตตระหนักดีว่า นักศึกษาและครอบครัวจำนวนมากกำลังเผชิญความยากลำบาก จึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการ ช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้ลูกหลานของเรายังมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนต่อได้โดยไม่สะดุด มาตรการนี้ สะท้อนเจตนารมณ์สำคัญของมหาวิทยาลัยในการสร้าง “สังคมธรรมาธิปไตย” ที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามวิกฤต พร้อมยืนเคียงข้างสังคมด้วยความรับผิดชอบและจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นหลักการที่มหาวิทยาลัยยึดมั่นมา โดยตลอด

มาตรการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาเพื่อบรรเทาผลกระทบ ดังนี้

1. ทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับนักศึกษาที่จะลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษา 2/2568 หากนักศึกษาลงทะเบียนเรียนโดยมียอดค่าใช้จ่ายไม่ถึง 20,000 บาท มหาวิทยาลัยจะช่วยเหลือ ค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนที่ลงทะเบียนจริง

2. สำหรับนักศึกษาที่ได้ชำระค่าลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้ สามารถเลือกรับส่วนลดคืนโดยเป็นเงินโอน เก็บ เพื่อใช้ในการลงทะเบียนเทอมถัดไป หรือขอรับเป็นเงินโอนคืนเข้าบัญชีธนาคารได้

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตยังได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านต่างๆ อาทิ เปิดรับ บริจาคเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อนำเงินส่งต่อให้แก่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านบัญชีมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อการกุศล ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 875-700530-4 ทั้งนี้ มาตรการ ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สะท้อนว่ามหาวิทยาลัยรังสิตยืนหยัดทำหน้าที่สถาบันการศึกษาที่รับใช้สังคม อย่างแท้จริง พร้อมร่วมฟื้นฟู เยียวยา และยืนเคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก พร้อม ร่วมก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.26 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

24 พฤศจิกายน 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ  และนางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย มอบทุนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาแก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568  ซึ่งเป็นการมอบทุนฯ ในรูปแบบต่อเนื่อง 3 ปี รวมจำนวน 60 ทุน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 450,000 บาท โดยมี นายวีระยุทธ คีลาวงค์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา อีก 20 แห่ง คณะครู อาจารย์ และผู้แทนนักเรียนจากโรงเรียน ร่วมในพิธี ณ หอประชุมโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

การมอบทุนการศึกษา เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เพื่อช่วยเหลือสังคม “สร้างชีวิต” ให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา เติมเต็มความหวังเป็นอนาคตของครอบครัวสังคม และประเทศชาติ โดยตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 43/2568 พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่างๆและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าภารกิจสำคัญด้านคุณภาพการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าร่วมประชุม World Chinese Language Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” พร้อมชี้ถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการวัดและประเมินผลในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมองว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ได้มาแทนที่ครู และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบผสมผสานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

อีกทั้ง สพฐ. ยังเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน โดยใช้มาตรฐาน HSK และ YCT ในการพัฒนาหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมทั้งห้องเรียนทั่วไปที่เรียนภาษาจีนเป็นรายวิชาเพิ่มเติมและเน้นทักษะสื่อสารพื้นฐาน และห้องเรียนพิเศษภาษาจีนที่ใช้ภาษาจีนสอนวิชาคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เตรียมพร้อมศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ โดยเน้นพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินได้ โดยเฉพาะด้านการออกเสียง ความคล่องแคล่ว และการปรับข้อสอบตามระดับผู้เรียน และยังมีศึกษานิเทศก์ให้การสนับสนุน ครอบคลุมทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรายงานสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดย สพฐ. กำชับการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย การสนับสนุนทรัพยากร และการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ขณะที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชายแดน 7 จังหวัดได้สะท้อนความต้องการเร่งด่วน เช่น งบประมาณตั้งศูนย์พักพิง การบริหารอาหารกลางวันช่วงปิดภาคเรียน การซ่อมแซมอาคารเรียน การเรียนทางไกล การเตรียมหลุมหลบภัย และการดูแลด้านสภาพจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

พร้อมกันนี้ สพฐ. ได้จัดทำระบบรายงานสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ (obecbordersafe) ให้เขตพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 16 แห่ง ใช้งานได้อย่างถูกต้องและทันต่อเวลา โดยกำหนดให้รายงานข้อมูลวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้า เวลา 09.00 น. และช่วงบ่าย เวลา 15.00 น. รวมถึงตั้งไลน์กลุ่มประสานงานเพื่อให้การติดตามสถานการณ์เป็นไปอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง