‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ ประจำปี 2568  พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธานกรรมการฯ นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการฯ นางผาสุข รักษาวงศ์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารฯ และ นายณัฐพล เดชวิทักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการฯ ให้เกียรติเข้าร่วมงาน

นายบุญชัย กล่าวว่าในปีนี้ SPC ได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ รวมจำนวน 300 ทุน ซึ่งการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้ อยู่ภายใต้ “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC)” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่

“โดยการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อร่วมสร้างเยาวชนคนเก่งให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาครอบครัว สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน” นายบุญชัย ระบุ

ชาว มมส พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ชาว มมส พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ชาว มมส พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้จัดกิจกรรมเพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยฯ เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัย โดยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์สีดำ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด

ในช่วงเช้า มหาวิทยาลัยฯ ได้ประกอบพิธีเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา ก่อนจะดำเนินการ ลดธงลงสู่ระดับครึ่งเสา เพื่อแสดงความอาลัย ตามประกาศสำนักพระราชวัง และมติของรัฐบาลที่แจ้งให้สถานที่ราชการและสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้ดำเนินการตามแนวทางของรัฐบาลที่กำหนดให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี เพื่อร่วมแสดงความอาลัยอย่างสมพระเกียรติสูงสุด

​นักวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น’ ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based food

​นักวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น’ ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based food

​นักวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น’ ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based food

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวันนี้แนวโน้มการบริโภคอาหารจากพืช (Plant-based food) และอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ต่างให้ความสำคัญกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล และ “ผลิตภัณฑ์น้ำนมพืช” ก็เป็นหนึ่งใน Plant-based food ที่มีการขยายตัวสูงในตลาดโลก ตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการสร้างเสริมสุขภาพด้วยสินค้าจากโปรตีนพืชทดแทนสินค้าจากโปรตีนเนื้อสัตว์ โดยในบรรดาวัตถุดิบประเภทถั่วที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำนมพืช ต้องมีชื่อของ Edamame หรือถั่วแระญี่ปุ่น Super Food ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย มีโปรตีนสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด คุมระดับน้ำตาลในเลือด อย่างแน่นอน

ไม่เพียงแค่คุณค่าทางอาหารสูงเท่านั้น แต่ประเทศไทยยังได้เปรียบในการเป็นแหล่งผลิต ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น เพราะถั่วแระญี่ปุ่นมีแหล่งเพาะปลูกและการผลิตเพื่อส่งออกในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ทว่า ที่ผ่านมาธุรกิจน้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นที่ผลิตเชิงการค้ายังมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้น และยังไม่พบสินค้าที่วางจำหน่ายอย่างกว้างขวางแบบ Shelf-stable ในตลาดไทยและตลาดต่างชาติ

ขณะเดียวกัน การผลิตน้ำนมจากถั่วต้องอาศัยการพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิต คัดเลือกส่วนผสมให้สามารถผลิตสินค้าที่คุณลักษณะทางกายภาพและรสชาติอันเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องมีการทำวิจัยในเชิงเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิต ควบคู่กับการวิจัยผู้บริโภค รวมถึงการวิเคราะห์ทดสอบคุณภาพสินค้าเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนประกอบการขึ้นทะเบียนอาหารตามมาตรฐานไทยและนานาชาติเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์นมพืชที่มีคุณภาพสูง

ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ กลิ่นมาลัย อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เดินหน้า โครงการวิจัยเพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น ด้วยแนวคิดที่จะนำพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างถั่วแระญี่ปุ่น มาวิจัยและพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ทั้งอร่อยและมีคุณค่าทางสุขภาพ โดยเน้นการใช้กระบวนการผลิตที่คงไว้ซึ่งสารอาหารสำคัญในวัตถุดิบต้นทางให้ได้มากที่สุด

ถั่วแระญี่ปุ่นเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชคุณภาพสูง และมีสารสำคัญทางชีวภาพหลายชนิด สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ไอโซฟลาโวน และซาโปนิน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังสามารถปลูกได้ในประเทศไทย ทำให้มีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบและโอกาสทางเศรษฐกิจ การเลือกใช้ถั่วแระญี่ปุ่นจึงตอบโจทย์ทั้งด้านคุณค่าโภชนาการและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ

ดังนั้น ถั่วแระญี่ปุ่น จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอาหารมูลค่าสูง หรือ “Functional Food” เพราะมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ไอโซฟลาโวน สารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงกรดอะมิโนจำเป็น และโปรตีนที่มีคุณภาพสูงอยู่ครบครัน

สำหรับกระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ “น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น” ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ระบุชัดเจนว่าในการพัฒนาในระยะต้นพบอุปสรรคบางประการ โดยเฉพาะในเรื่องกลิ่นถั่วที่แรงและการแยกชั้นของโปรตีน แต่ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคนิคการสกัด ปรับสูตรให้เหมาะสม รวมถึงเทคโนโลยีการแปรรูปเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มเนียน รสชาติกลมกล่อม มีความคงตัวเหมาะกับการบริโภคในชีวิตประจำวัน และมีอายุการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องมากกว่า 6 เดือน

จนกระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ได้มีจุดเด่นหลายด้าน ทั้งในแง่ โภชนาการและคุณภาพทางสุขภาพ รวมถึงกลิ่นของถั่วแระญี่ปุ่นที่ยังคงมีกลิ่นหอมของถั่วแระญี่ปุ่นและผู้บริโภคยอมรับได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ได้ยังมี ค่า Glycemic Index ต่ำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการดูแลสุขภาพหรือควบคุมน้ำหนัก ไม่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล จึงดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด มีโปรตีนค่อนข้างสูง

มาในวันนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนา ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น” ออกมาเป็น 3 สูตรนวัตกรรมหลัก ได้แก่ สูตรปกติ : สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืช , สูตรเพิ่มโปรตีน : เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหรือดูแลรูปร่าง ต้องการเสริมโปรตีน , สูตรเพิ่มโปรตีนพลัสกรดอะมิโนจำเป็น : เสริมกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง เพื่อช่วยในการซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ทางทีมวิจัยได้ทำการทดสอบความสามารถในการย่อยโปรตีน คุณภาพของโปรตีนในนมถั่วแระญี่ปุ่น โดยมีค่า PDCAAS** เป็นตัวชี้วัดหลัก พบว่า นมทั้ง 3 สูตรมีความสามารถในการย่อยโปรตีนได้สูงกว่าร้อยละ 80 โดยเฉพาะน้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นสูตรเพิ่มโปรตีน และ น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นสูตรเพิ่มโปรตีนพลัสกรดอะมิโน มีโปรตีนคุณภาพดีและสามารถย่อยเป็นกรดอะมิโนจำเป็นได้

(**PDCAAS (Protein Digestibility Corrected Amino Acid Score) คือ เกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของโปรตีน ตามที่ร่างกายย่อยและนำไปใช้ได้ มีคะแนนสูงสุดคือ 1 หรือ 100%)

ส่วนโมเดลการพัฒนาโครงการวิจัยนี้ ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ระบุว่า เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ภาคเอกชนจะให้คำแนะนำด้านเทคโนโลยีการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์ทางการตลาด ขณะที่อาจารย์เป็นผู้ดำเนินการวิจัยโดยใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ได้ยังคงมีสารสำคัญ และทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความร่วมมือนี้ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองได้ตรงจุดกับผู้บริโภคและมีโอกาสเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้จริง

นอกจากนั้น ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ยังได้สรุปถึงผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นไปสู่เชิงพาณิชย์หรือผลิตในภาคอุตสาหกรรมว่ามีดังนี้ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น , สร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรชีวภาพของไทยโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง , ใช้กระบวนการผลิตที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (ต้นทุนด้านการเงิน + สิ่งแวดล้อมที่ดี) , เกษตรกรผู้ปลูกถั่วมี Confirmed order หรือยอดการจองผลผลิตล่วงหน้ารายปี ทำให้พวกเขามีความมั่นคงในการทำอาชีพเกษตรกร > 10 ครัวเรือน และสร้างทักษะให้บุคลากรวิจัยของประเทศไทย มีประสบการณ์ทำวิจัยเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์โดยคำนึงถึงปัจจัยทางการค้า ต้นทุน ความเป็นไปได้ทางตลาด

โดยในอนาคตบริษัทร่วมทุนจะทำการต่อยอดผลผลิตจากโครงการเพื่อขยายการผลิตนำร่องไปสู่การสร้างเชิงพาณิชย์ในโรงงานที่ได้รับรองมาตรฐานแบบเต็มรูปแบบ และจะทำการตลาดเพื่อส่งออกต่างประเทศ เริ่มจากทวีปเอเชีย รวมถึงการสร้างกลยุทธ์และทำการตลาด การค้า สร้างช่องทางการจัดจำหน่ายในตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศเพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักและมีลูกค้าในตลาดต่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ ในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ย้ำว่าการได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพข. เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับงานวิจัยจากห้องแล็บสู่การผลิตจริงเชิงพาณิชย์

เพราะการสนับสนุนจาก บพข. ทำให้เราสามารถพัฒนากระบวนการผลิตให้มีเสถียรภาพ ปรับสูตรให้เหมาะสมกับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม และศึกษาความคงตัวของผลิตภัณฑ์ในระยะยาว นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น” สามารถเข้าสู่ตลาดในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้

“บพข. จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้งานวิจัยไทยสามารถก้าวสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารฟังก์ชันและอาหารมูลค่าสูง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน การสนับสนุนจาก บพข. ไม่ได้มีเพียงงบประมาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ทำให้งานวิจัยมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้และศักยภาพในการแข่งขัน ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ กล่าวในที่สุด

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัยยิ่ง

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์'พระพันปีหลวง'ด้วยความอาลัยยิ่ง

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัยยิ่ง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.41 น.

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์”พระพันปีหลวง”ด้วยความอาลัยยิ่ง

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา เวลา 08.30 – 16.00 น.

ตั้งแต่เช้ามีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูต ต่างประเทศประจำประเทศไทย องค์การระหว่างประเทศ ราชสกุล พระภิกษุสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชนทั่วไปแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์เดินทางผ่านจุดคัดกรองเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุุณอย่างหาที่สุดมิได้

อาทิ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์, สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ, สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  และคณะทูตพร้อมคู่สมรส ประกอบด้วย เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีน, เยอรมนีฯ, เนปาล, ติมอร์เลสเต, เวียดนาม, ออสเตรีย, อุปทูตสหราชอาณาจักร, อุปทูตยูเครน อุปทูตปานามา, อุปทูตอาเจนตินา, กงสุลกิตติมศักดิ์อาร์เมเนีย, กงสุลกิตติมศักดิ์มอลตา, กงสุลกิตติมศักดิ์คีร์กีซสถาน, กงสุลกิตติมศักดิ์โดมินิกัน, กงสุลกิตติมศักดิ์เอลซัลวาดอร์, กงสุลกิตติมศักดิ์เยเมน และผู้แทน องค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), คณะกรรมมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก(UNESCAP), องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เป็นต้น

ด้าน นางสาวหนึ่งนุช ประดับทอง อายุ 49 ปี ชาว ต.ศาลาแดง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ตนนั่งรถประจำทางตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรม หาราชวัง เกิดมาไม่เคยเห็นพระองค์ท่าน เห็นแต่ในทีวีเวลาท่านเสด็จไปที่ต่างๆกับในหลวงรัชกาลที่ 9 และวันแม่ (12 ส.ค.) ประทับใจในความมีพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ท่านสร้างอาชีพต่างๆให้กับประชน ศูนย์ศิลปาชีพฯของพระองค์ท่านก็ช่วยทำให้คนมีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบรัว

“รู้สึกเศร้ามากที่สูญเสียพระองค์ท่านไป เป็นความรู้สึกที่พูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เหมือนสูญเสียแม่ของแผ่นดิน วันนี้เข้าไปกราบสักการะก็อธิษฐานขอให้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย จะขอเป็นค่ารองบาททุกชาติไป และในวันที่ 9 ต.ค.นี้ ตนตั้งใจจะเดินทางมาอีกครั้ง เพื่อเข้ากราบพระบรมศพ “สมเด็จจพระพันปีหลวง” บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” นางสาวหนึ่งนุช กล่าวด้วยความอาลัยยิ่ง

– 006

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง  หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น  ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” พร้อมบูรณาการ “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM 2.5 และน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

โดย  วว. บูรณาการดำเนินงานกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดนวัตกรรมพร้อมใช้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดรายได้และการใช้งานเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและลดการเกิดผลกระทบในวงกว้าง พร้อมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสริมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น

นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ วว. ในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่ประชาชน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

สร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร-สร้างรายได้ใหม่ ทีมนักวิจัย วว. นำโดย ดร.อนันต์  พิริยะภัทรกิจ  นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร พร้อมสร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ทีมนักวิจัย วว. ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา (อำเภอเมืองพะเยา และอำเภอปง) มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 15 ราย โดยได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

การจัดอบรมในหัวข้อ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5”  ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ดำเนินงานครอบคลุม 11 อำเภอ มีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม 74 ราย และได้รับความร่วมมือจากศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ในการประสานงานกับเกษตรกร โดยมีการบรรยายจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญ อาทิ การปลูกเลี้ยงและการขยายพันธุ์ไม้ดอกหอมระดับชุมชน การปลูกเลี้ยงไม้ตัดดอกเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร การใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับในงานภูมิทัศน์เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 และนวัตกรรมเครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่มั่นคงกว่า 10,000 บาท/ครัวเรือน

ทั้งนี้องค์ความรู้จากการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกและการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่ง วว. วช. และภาคีเครือข่ายได้บูรณาการดำเนินงานร่วมกันนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้และยกระดับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว ยังเป็นแนวทางสำคัญในการลดการเผาไหมวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่า 100 ไร่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ และมีเป้าหมายให้สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการนำโจทย์ของพื้นที่ที่ประสบปัญหามาสู่การแก้ไข พร้อมเกิดเป็นโมเดลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม สามารถใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมทุกมิติในภารกิจของ วว. และ วช. ซึ่งได้รับมอบหมายในการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน

EASTW มอบรางวัล ‘โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร’ ปักหมุดความยั่งยืน ปลูกฝังเยาวชนรู้คุณค่าน้ำ

EASTW มอบรางวัล ‘โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร’ ปักหมุดความยั่งยืน ปลูกฝังเยาวชนรู้คุณค่าน้ำ

EASTW มอบรางวัล ‘โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร’ ปักหมุดความยั่งยืน ปลูกฝังเยาวชนรู้คุณค่าน้ำ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อีสท์ วอเตอร์ (EASTW) สานต่อภารกิจเพื่อความยั่งยืน จัดพิธีมอบรางวัล“โครงการโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร” ประจำปี 2568 ขยายเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา รวม 28 แห่ง พร้อมตั้งเป้าครบ 35 โรงเรียน ภายในปี 2570

บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ จัดพิธีมอบรางวัล “โครงการโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร” ประจำปี 2568 ณ โรงแรม Holiday Inn & Suites Siracha Laem Chabang อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมี ประจักษ์ อมรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 เขต ในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ร่วมแสดงความยินดีแก่โรงเรียนต้นแบบทั้ง 28 แห่ง ที่ได้รับรางวัลในปีนี้

โครงการ “โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร” เป็นโครงการต่อยอดจากกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของอีสท์ วอเตอร์ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2554 มุ่งเน้นการปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนและชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ส่งเสริมให้โรงเรียนมีระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหารที่ได้มาตรฐาน และสามารถนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนโดยรอบ โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 เขต ใน 3 จังหวัด รวมถึง คณะกรรมการร่วมติดตามผลและตรวจประเมินโครงการ เพื่อกำหนดเกณฑ์ประเมินและให้คำแนะนำแก่โรงเรียนในการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกจะเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำอย่างง่ายในโรงอาหาร และเผยแพร่องค์ความรู้สู่โรงเรียนและชุมชนโดยรอบ

ในปี 2568 อีสท์ วอเตอร์สามารถดำเนินโครงการได้ครบตามเป้าหมาย โดยสร้างโรงเรียนต้นแบบฯ เพิ่มอีก 7 แห่ง รวมเป็น 28 โรงเรียนต้นแบบระดับเพชร จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 เขตในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายจะขยายครบ 35 โรงเรียนต้นแบบ ภายในปี 2570 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 35 ปีแห่งการก่อตั้งอีสท์ วอเตอร์

ประจักษ์ อมรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์ อีสท์ วอเตอร์ กล่าวว่า ตลอด 33 ปีที่ผ่านมา อีสท์ วอเตอร์มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ผ่านการลงทุนพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำ (Water Grid) ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ความสำเร็จของโครงการโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ และช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของอีสท์ วอเตอร์ในการดูแลน้ำอย่างรับผิดชอบและสร้างประโยชน์ต่อสังคม

ฉัตรแก้ว ภุมรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน อีสท์ วอเตอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งเยาวชน ครู ผู้บริหารโรงเรียน และชุมชน ให้ร่วมกันบริหารจัดการน้ำเสียอย่างรู้คุณค่า และสามารถต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

‘2025 American Boarding School Fair’ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ‘รู้จัก – สำรวจ’ ทางเลือกการศึกษานานาชาติ

‘2025 American Boarding School Fair’ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ‘รู้จัก – สำรวจ’ ทางเลือกการศึกษานานาชาติ

‘2025 American Boarding School Fair’ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ‘รู้จัก – สำรวจ’ ทางเลือกการศึกษานานาชาติ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Sesameed Education เตรียมนำโรงเรียนประจำชั้นนำจากสหรัฐอเมริกามาจัดงาน “2025 American Boarding School Fair” เพื่อเปิดโอกาสให้ครอบครัวในประเทศไทยได้ทำความรู้จักและสำรวจทางเลือกด้านการศึกษานานาชาติที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่ออนาคตของบุตรหลาน ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

“ภารกิจของเราคือการช่วยให้นักเรียนค้นพบโรงเรียนที่ ‘เหมาะกับตัวตนที่สุด’ ไม่ใช่แค่ ‘ดีที่สุด’ — สภาพแวดล้อมที่พวกเขาจะเติบโตได้เต็มศักยภาพทั้งด้านวิชาการ สังคม และอารมณ์” Daniel Szeto, ผู้ก่อตั้ง Sesameed Education ระบุ

นอกจากนี้ Rae Kuang ผู้อำนวยการของ Sesameed ซึ่งเคยเยี่ยมชมโรงเรียนประจำกว่า 200 แห่งทั่วโลก ยังเสริมความแข็งแกร่งให้ทีมด้วยความเข้าใจเชิงลึกในความต้องการของครอบครัวเอเชียและมุมมองระดับนานาชาติ จากผลลัพธ์ที่พิสูจน์คุณภาพ มีดังต่อไปนี้ 1.นักเรียนทุกคนในปี พ.ศ. 2567 (100%) ได้รับข้อเสนอเข้าเรียนอย่างน้อย 1 โรงเรียน , 2. 93% ได้รับข้อเสนอจากโรงเรียนชั้นนำ 30 อันดับแรกในสหรัฐฯ และ 3. 80% ของนักเรียนที่สมัครเข้าโรงเรียนประจำระดับมัธยมต้นได้รับการตอบรับจากโรงเรียนในลำดับความต้องการสูงสุดของตน

ทั้งนี้ โรงเรียนประจำไม่ได้มอบแค่การศึกษาเชิงวิชาการ แต่ยังสร้าง ความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่น และความเป็นพลเมืองโลก ผ่านชุมชนที่อบอุ่นและกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่กีฬา ดนตรี ไปจนถึงงานบริการสังคม โดย Sesameed มุ่งให้ความรู้กับผู้ปกครองถึงคุณค่าที่แท้จริงของโรงเรียนประจำ ซึ่งช่วยให้นักเรียนเติบโตเป็นคนที่มีความมั่นใจ ฉลาดทางอารมณ์ และพร้อมรับโลกอนาคต

หลังจากความสำเร็จในปี 2566 และ 2567 ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 550 ครอบครัว และโรงเรียนจากสหรัฐฯ กว่า 55 แห่ง งานแฟร์ปีนี้กลับมาอีกครั้งพร้อมการขยายสู่ 5 เมืองใหญ่ในเอเชียและตะวันออกกลาง ได้แก่ สิงคโปร์, จาการ์ตา, กรุงเทพฯ, ดูไบ และกัวลาลัมเปอร์

สำหรับกำหนดการงานแฟร์ปี 2568 มีดังนี้ สิงคโปร์ – วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม / PARKROYAL on Beach Road (ช่วงบ่าย) , จาการ์ตา – วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม / Sheraton Grand Jakarta Gandaria (ช่วงเย็น) , กรุงเทพฯ – วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน / The St. Regis Bangkok (ช่วงบ่าย) , ดูไบ – วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน / Holiday Inn & Suites Dubai Science Park (ช่วงบ่าย) และกัวลาลัมเปอร์ – วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน / JW Marriott Kuala Lumpur (ช่วงบ่าย)

งานแฟร์เปิดให้ครอบครัวที่มีบุตรหลานตั้งแต่ เกรด 5 – 11 เข้าร่วม เพื่อสำรวจตัวเลือกโรงเรียนในบรรยากาศที่เป็นกันเอง พร้อมพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับ เจ้าหน้าที่รับสมัคร ศิษย์เก่า และนักเรียนปัจจุบัน จากโรงเรียนชั้นนำของสหรัฐฯ

ศธ.ออกประกาศใหม่! ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ไม่สั่งห้ามโรงเรียนงดจัดงานรื่นเริง

ศธ.ออกประกาศใหม่! ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ไม่สั่งห้ามโรงเรียนงดจัดงานรื่นเริง

ศธ.ออกประกาศใหม่! ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ไม่สั่งห้ามโรงเรียนงดจัดงานรื่นเริง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.49 น.

วันที่ 28 ต.ค.68 รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ โพสต์ ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “(ด่วนที่สุด) กระทรวงศึกษาธิการ มีหนังสือใหม่ถึงหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ให้ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ที่ออกมาวันก่อน 

แล้วให้ปฏิบัติตามแนวทางใหม่ ที่มาจากการประชุมผู้บริหารกระทรวง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ 

สรุปคือ ไม่มีพูดถึงเรื่อง “ห้ามจัดงานที่มีบรรยากาศน่าเริงทุกประเภท เป็นเวลา 1 ปี” แล้วครับ 

ขอบคุณมากครับที่ฟังความเห็น เรียกร้อง และเสียงท้วงติง จากประชาชน ครับ”

‘พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์’เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน‘สัตยาพาลี’

‘พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์’เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน‘สัตยาพาลี’

‘พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์’เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน‘สัตยาพาลี’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน เพื่อสืบทอด ธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป โดยมี พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้กำกับการแสดง ครูผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ผู้ฝึกซ้อม ศิลปิน นักแสดงโขน รวมถึงผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมพิธีบวงสรวง ซึ่งมีกำหนดจัดการแสดงขึ้นระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

อาจารย์ ประเมษฐ์ บุณยะชัย ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-โขน) กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีต่อการแสดงโขน ว่า พระองค์ทรงตั้งมั่นพระราชหฤทัยอยากให้คนไทยทุกคนได้ชื่นชมความวิจิตรงดงามของโขนไทย อันเป็นนาฏยกรรมชั้นสูงที่มีความวิจิตรงดงามเหนือธรรมชาติ จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยและชาวโลก

“คราวที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาทอดพระเนตรการแสดงโขน เวลาที่นักแสดงและทีมงานเข้ารับพระราชทานช่อดอกไม้จากพระหัตถ์ พระองค์จะมีรับสั่งว่า ขอบคุณมาก อยู่เสมอ ซึ่งพระสุรเสียงนั้นยังก้องอยู่ในหัวใจผมอยูุ่ถึงทุกวันนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่คนทำโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังคงจดจำพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ว่า ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน ได้ขึ้นใจ เพราะการทำโขนมีแต่ขาดทุนอย่างเดียว แต่ขณะเดียวกันโขนก็ได้กลายมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นการหลอมรวมภูมิปัญญาทั้งศาสตร์และศิลป์มาไว้ด้วยกันอย่างงดงาม และก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากในแต่ละปีจะมีเยาวชนรุ่นใหม่ที่สมัครเข้าร่วมฝึกฝนการแสดงโขนมากขึ้นทุกปี”

นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวว่า ทันทีที่คณะกรรมการได้ทราบข่าวการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทุกคนก็ได้ประชุมวางแผนว่าการแสดงควรจะดำเนินต่อไปหรือพักไว้ก่อน หากแต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งว่าให้การแสดงโขนดำเนินการต่อไปตามกำหนดการเดิมนั้น เพราะการแสดงโขนเป็นการสนองพระราชสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และเป็นการร่วมกันน้อมเกล้าฯถวายอาลัย พระผู้ทรงรื้อฟื้นนาฏยกรรมชั้นสูงนี้ไว้ให้คงอยู่สืบไป พร้อมรับสั่งว่าจะเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการแสดงด้วยพระองค์เอง เปรียบดั่งน้ำทิพย์ปลอบประโลมหัวใจของคณะกรรมการ และทีมงานนักแสดงทุกคน ให้มีขวัญและกำลังใจในยามที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของประเทศไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมไทยทุกแขนง เมื่อปีพุทธศักราช 2546 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปริวิตกว่าในอนาคต ศิลปะการแสดงจะซบเซาลงด้วยขาดผู้ผลิตและผู้ชม จึงนำความกราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ว่า “ไม่มีใครดูแม่จะดูเอง” นำไปสู่การจัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่งตามภูมิภาคต่างๆ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงอุปถัมภ์และพระราชทานทุนทรัพย์สนับสนุนการศึกษาพัฒนาเครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าโขน ให้เหมาะสมกับแบบแผนโบราณให้เหมาะสมกับแบบแผนโบราณ ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระราชหฤทัยใส่ทุกมิติ มีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่านศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ฟื้นฟูจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขน และเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน โดยให้ศึกษาวิธีการแต่งหน้าโขนที่เปิดหน้าให้สวยงามเหมาะสมกับการแสดงบนเวทีสมัยใหม่ ส่งเสริมนักเรียนและนักศึกษาผู้ใฝ่ใจในการแสดงโขนให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น พระราชเสาวนีย์นี้จึงก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งช่างทำหัวโขน ช่างทอผ้า ช่างปักสะดึงกรึงไหม ช่างเงิน ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างเขียน และช่างแต่งหน้าโขน ผู้มีความเข้าใจในศิลปะและจารีตนิยมของโขนอย่างถ่องแท้และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป

“ด้วยพระราชปณิธานที่จะทรงฟื้นฟู ส่งเสริม และอนุรักษ์การแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยเพื่อธำรงรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดำเนินการจัดการแสดงขึ้นโดยเริ่มต้นครั้งแรกด้วยชุด “ศึกอินทรชิต ตอนพรหมาศ” ในปี 2550 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการแสดงที่สร้างความผูกพันอันใกล้ชิดขึ้นในครอบครัวไทย ลูกหลานได้พาปู่ย่าตายายไปชมโขนอย่างเนืองแน่น นับเป็นการแสดงที่ได้รับการสนับสนุนและกระแสตอบรับเป็นอย่างดีมีผู้เข้าชมเต็มทุกที่นั่ง จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ในนาม “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ”

ด้วยการจัดการแสดงในครั้งแรกได้รับความชื่นชมจากประชาชนเป็นอย่างมาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา อาทิ ตอนนางลอย ตอนศึกมัยราพณ์ ตอนจองถนน ตอนโมกขศักดิ์ ตอนนาคบาศ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ตอนสืบมรรคา ตอนสะกดทัพ ตอนกุมภกรรณทดน้ำ และตอนพระจักราวตาร

นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ในปี 2562 “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้มีผู้สืบทอดต่อไป

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนตั้งแต่ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์หมายทำลายพิธีโสกันต์องคตกุมาร แต่พาลีผู้ได้พรจากพระอิศวรปราบได้ ต่อมาเกิดเหตุการณ์ทรพีบุตรทรพาโอหังไม่กตัญญูจนถูกพาลีฆ่าตายในถ้ำ และทำให้พาลีกับสุครีพ น้องชายเข้าใจผิดแตกกัน สุครีพจึงไปพึ่งพระรามและร่วมต่อสู้จนพาลีต้องยอมมรณภาพโดยฝากฝังบ้านเมืองไว้กับพระราม เรื่องราวดำเนินต่อด้วยทศกัณฐ์ให้นางมณโฑหุงน้ำทิพย์ชุบชีวิตพลยักษ์ แต่พระรามส่งหนุมานและเหล่าวานรไปทำลายพิธีได้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพอธรรมจะพ่ายแพ้และทศกัณฐ์ต้องถอยทัพ เป็นการแสดงโขนที่สร้างความประทับใจ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ความบันเทิงให้กับผู้ชม ครบทุกอรรถรส ได้ข้อคิดเรื่องของการรักษาสัจจะ รวมทั้งด้านคุณธรรม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ รู้รักสามัคคี รู้จักหน้าที่

ถ่ายทอดการแสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ มากฝีมือ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ คีตศิลป์ หลากหลายแขนง รวมทั้งแสง สี เสียง เทคนิคพิเศษต่างๆ ที่หาชมได้ยาก พร้อมชมความวิจิตรงดงามของเครื่องแต่งกายที่จัดสร้างด้วยความประณีต กำหนดจัดแสดงขึ้นใน วันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

– 006

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์'พระพันปีหลวง'

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

28 ตุลาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา เวลา08.30 น.-  16.00 น.นั้น

การนี้ มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูตานุทูต พระภิกษุสงฆ์  หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชนทั่วไป แต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์เดินทางเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุุณอย่างหาที่สุดมิได้

อาทิ พลเรือเอก ประเสริฐ บุญทรง อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย  นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี  สมาชิกพรรคประชาชน  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่ประชาชนได้ลงนามถวายความอาลัยพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสร็จแล้ว ส่วนหนึ่งได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีคณะเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชม

ด้านนางกัลยา เฉิดพงษ์ตระกูล  อายุ 66 ปี ชาวปากเกร็ด จ.นนทบุรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนไปมีครอบครัวอยู่ที่อำเภอ เบตง จังหวัดยะลา มีโอกาสเข้ารับเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระพันปีหลวงหลายครั้ง และทุกครั้งที่ทราบว่าทั้งสองพระองค์เสด็จฯที่ไหน ถ้ามีโอกาสจะเดินทางไปรับเสด็จฯทุกครั้ง และมีความประทับใจ ซาบซึ้งใจที่สองพระองค์ทรงเข้าถึงประชาชน มีรับสั่งถามสารทุกข์สุขดิบประชาชน และที่สำคัญทั้งสองพระองค์ทรงมีพระเมตตาในการช่วยเหลือส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยอยู่ดีกินดี ด้วยการสร้างอาชีพให้ดูแลตัวเองได้มีกินมีใช้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ตนมีความซาบซึ้งในพระเมตตาของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงสานต่อโครงการใน่างๆของพระองค์ ทุกวันนี้ตนก็ได้น้อมนำคำสั่งสอนของในหลวงรัชกาลที่9 และสมเด็จพระพันปีหลวงมาใช้ในชีวิตประจำวันและนำมาสอนลูกสอนหลานด้วย.

012