​4 องค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ คว้ารางวัล ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ไทย’

​4 องค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ คว้ารางวัล ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ไทย’

​4 องค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ คว้ารางวัล ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ไทย’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย ภายใต้ภาคีความร่วมมือ บพท. – ยูเนสโก -กระทรวงศึกษาธิการ – กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา – อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มอบรางวัล “เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ครั้งปฐมฤกษ์ ให้เทศบาลเมืองปัตตานี-อบจ.ปัตตานี-เทศบาลเมืองตาก-เทศบาลนครตรัง

รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า บพท. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้ “เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ซึ่งประกอบด้วยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. และอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ริเริ่มจัดกิจกรรมมอบ “รางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” หรือ “Thailand Learning City Award” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำเมืองหรือตัวแทนของผู้นำเมือง ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของการแสวงหาองค์ความรู้ไปจัดทำแผนพัฒนาเมืองตลอดจนบริหารจัดการปัญหาของเมืองให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองที่เป็นสมาชิกของเมือง

“แนวทางการดำเนินการพิจารณามอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย เป็นการประยุกต์มาจากกระบวนการคัดสรรต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก มาใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย และอยู่ภายใต้หลักคิดที่ต้องการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือและกระบวนการในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย และพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการปูทางไปสู่การผลักดันให้แพลตฟอร์มเมืองแห่งการเรียนรู้ของประเทศไทย” รศ.ดร.ปุ่น กล่าวและว่า การมอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยครั้งปฐมฤกษ์นี้ จะแบ่งรางวัลออกเป็น 4 หมวดคือ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเด็กและเยาวชน เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านลดความเหลื่อมล้ำ โดยการพิจารณาคัดเลือกเมืองแห่งการเรียนรู้ ให้ได้รับรางวัลแต่ละประเภท คณะกรรมการจะพิจารณาจากองค์ประกอบหลักของการพัฒนาเมือง 5 ประการ คือ 1.ผู้นำเมือง มีธรรมาภิบาลและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ 2.มีแผนการพัฒนาคนและพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 3.มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และสร้างพื้นที่การเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต 4.มีการระดมทรัพยากรและกลไกความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในพื้นที่และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 5.มีผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเมืองที่เข้าเกณฑ์ได้รับรางวัลต้องมีคะแนนรวมไม่ต่ำกว่า 80 คะแนน และเมืองที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัลเมืองยอดเยี่ยมในแต่ละด้าน

“เทศบาลเมืองปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเมืองเศรษฐกิจ อบจ.ปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านลดความเหลื่อมล้ำ เทศบาลนครตรัง คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเด็กและเยาวชน และ เทศบาลเมืองตาก คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น รวมถึงเมืองศักยภาพสูง ได้แก่ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี (ด้านเมืองเศรษฐกิจ), อบจ.สตูล (ด้านเมืองอัตลักษณ์ท้องถิ่น), อบต.เชียงดาว (ด้านเมืองสำหรับเด็กและเยาวชน) และเทศบาลเมืองแสนสุข (ด้านเมืองลดความเหลื่อมล้ำ) ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสำเร็จของเมืองต้นแบบการเรียนรู้ของประเทศไทย” รองผู้อำนวยการ บพท. ระบุ

นพ.รักษ์ บุญเจริญ นายกเทศมนตรีนครตรัง กล่าวว่า แรงบันดาลใจที่นำมาสู่การส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนี้ตัวเป้าหลักคือ เรื่องเด็กที่ด้อยโอกาส ซึ่งการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันเด็กกลุ่มด้อยโอกาสจะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่มาปิดช่องว่างตรงนี้จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ก็เลยทำให้สนใจที่จะต้องมาเติมเต็มให้กับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งการที่มีกิจกรรมมอบรางวัลในลักษณะนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในสังคมว่ายังมีโอกาสสำหรับเด็กกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้การเก็บข้อมูลที่ตกหล่นได้เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญคือการที่เรามีภาคีอย่างสภาเด็กและเยาวชนที่ทำงานแข็งขันมากเข้ามาร่วมด้วย

ด้าน นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล กล่าวว่า รางวัลนี้ใช้เกณฑ์พิจารณาระดับสากล ทำให้เรามั่นใจในแนวทาง และแผนงานของเราที่มุ่งพัฒนาเมืองสตูลให้เจริญก้าวหน้า โดยยังรักษาคุณค่าของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเมืองเอาไว้ให้คนในพื้นที่มีความภาคภูมิใจ

​เยาวชนไทย โชว์! ‘พลิกโจทย์ AI สู่ธุรกิจ’ คว้าแชมป์ ‘Creative AI Camp by CP ALL’ ปีที่ 8

​เยาวชนไทย โชว์! ‘พลิกโจทย์ AI สู่ธุรกิจ’ คว้าแชมป์ ‘Creative AI Camp by CP ALL’ ปีที่ 8

​เยาวชนไทย โชว์! ‘พลิกโจทย์ AI สู่ธุรกิจ’ คว้าแชมป์ ‘Creative AI Camp by CP ALL’ ปีที่ 8

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มาแน่ อย่ากลัว รู้ทัน…” ทั้งหมด คือ คำกล่าว “3 คำ” ต่อสถานการณ์การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ป๋วย ศศิพงศ์ไพโรจน์ แม่ทัพใหญ่ผู้จัดค่ายเยาวชน Creative AI Camp และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนัก Digital Strategy บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

เขาเสริมว่า AI เติบโตก้าวกระโดดอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Generative AI หรือ Gen AI ที่เก่งขึ้นมาก และกลายเป็นเครื่องมือที่เปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆมหาศาล เพราะ AI วันนี้ไม่ได้เข้าใจแค่ตัวอักษร แต่เข้าใจทั้งภาพนิ่ง วิดีโอ เสียง และกลายเป็น “สะพาน” ที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น หากเรียนรู้ พลิกแพลง จน “ใช้เป็น”

ค่าย Creative AI Camp by CP ALL ปีที่ 8 ตลอด 3 เดือน (ส.ค.-ต.ค.2568) ที่ผ่านมา จึงมุ่งมั่นสร้างคนผ่านการศึกษา ตามปณิธานองค์กร “Giving & Sharing” ด้วยเป้าหมายสำคัญคือให้เยาวชน 40 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 700 คน ได้ “เรียนจริง ทำจริง ใช้จริง” โดยให้เยาวชน ได้เรียนรู้จากวิทยากรแวดวง AI อย่างเข้มข้น และได้ทดลองสร้างสรรค์ AI แก้โจทย์ธุรกิจ 10 โจทย์ ที่ถูกคัดเลือกมาจากปัญหาจริงของภาคธุรกิจกว่า 60 โจทย์

“น้องๆเรียนรู้ได้เร็วมาก และเรียนรู้เครื่องมือ AI ใหม่ๆได้ในระยะเวลาอันสั้น เราเห็นไอเดียและความสามารถของน้องๆในการประยุกต์องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาใช้กับภาคธุรกิจ มาใช้กับการค้าขาย และเรื่องในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น หลายๆผลงานอาจได้รับการพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ หรือ Feasibility Study แล้วให้น้องๆ เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมต่อไป” แม่ทัพใหญ่แห่งค่าย Creative AI Camp ระบุ

สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ประกอบด้วย รางวัล The Best Innovation Award ได้รับรางวัล 20,000 บาท ได้แก่ ทีม D กับผลงาน AI ตอบคำถามบัญชีสำหรับร้านสาขา สร้าง AI Chatbot ชื่อ “น้องกำไร” ช่วยตอบคำถามให้แก่สาขาต่างๆที่ปกติต้องตอบมากกว่า 48,000 นาทีต่อเดือน ลดปัญหาการตอบคำถามซ้ำๆ รวมถึงลดเวลาฝั่งสาขาที่ต้องใช้กับการติดต่อเข้ามา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ ทีม H กับผลงาน AI กระตุ้นการซื้อซ้ำและกระตุ้นยอดขาย ให้ AI ช่วยคาดการณ์ความต้องการสินค้าชนิดต่างๆเพื่อประเมินแผนการจัดทำโปรโมชั่น ลดอัตราการสูญเสียลูกค้า รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับรางวัล 50,000 บาท ได้แก่ ทีม I กับผลงาน AI วิเคราะห์ยอดขายและแนะนำโอกาสการขาย ให้ AI ช่วยวิเคราะห์โปรโมชั่นที่น่าสนใจ แล้วจัดทำ Ranking อันดับโปรที่ควรเร่งผลักดันสำหรับแต่ละช่วงเวลา

ขณะที่รางวัลชนะเลิศ ได้รับรางวัล 100,000 บาท ได้แก่ ทีม J กับผลงาน AI แนะนำโปรโมชั่นและสินค้า All Online รายสาขา ภายใต้ชื่อ All Recommend โดยทีมผู้ชนะประกอบด้วย 1.วี – บุญยรัตน์ โตเดชะวัฒนา ชั้น ม.6 โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) 2.แบมแบม – วิฒิตา วุฒิวิวัฒนกุล ชั้น ม.6 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ 3.อิคคิว – อภิวิชญ์ ส่งศรี ชั้น ม.6 โรงเรียนแสงทองวิทยา และ 4.จ๋า – ชลชญา สินใช้ ชั้น ม.6 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

ทั้ง 4 สมาชิกทีมชนะเลิศ เล่าว่า สโลแกนหลักของผลงานคือ “ออนไลน์ของออนไลน์ เพิ่มยอดขายหน้าร้าน เพิ่มการใช้โปรโมชั่น” ระบบจะใช้ข้อมูลจากเบอร์สมาชิกและสินค้าที่อยู่ในตะกร้าซื้อตอนนั้น เพื่อประมวลว่าโปรโมชั่นใดมีโอกาสที่ลูกค้าจะสนใจมากที่สุด แล้วแสดงผลบนแท็บเล็ตของพนักงานทันที ช่วยลดขั้นตอนการสื่อสารภายในที่ปกติใช้เวลาส่งโปรถึงหน้าร้านกว่า 3 ชั่วโมง เหลือแค่ไม่กี่วินาที ช่วยลดต้นทุนการทำงานจากกระบวนการสื่อสารโปรโมชั่นแต่ละรอบที่ใช้เวลารวมกว่า 4.8 ล้านบาทต่อ 15,000 สาขา และช่วยให้ลูกค้าได้รับโปรโมชั่นที่ตรงใจยิ่งขึ้น

“เราอยากทำโปรเจกต์ที่ใช้ได้จริง และช่วยแก้ปัญหาได้จริงในระบบของซีพี ออลล์ เราพบว่าองค์กรไทย ยังมีวัฒนธรรมสั่งงานทางไลน์กลุ่มและอัปเดตทางไลน์กลุ่มกัน เราเลยอยากสร้าง AI ที่ช่วยพนักงานแนะนำโปรโมชั่นให้ตรงใจลูกค้า โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนเพิ่ม เช่น ไม่ต้องติดตั้งกล้องหรืออุปกรณ์ใหม่เลย แค่ใช้ข้อมูลเดิมให้ฉลาดขึ้น”

ทั้งนี้ ค่าย Creative AI Camp ถือว่ามีส่วนช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ให้แก่ทีมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเดิมทีมมีคนที่มีความสามารถพื้นฐานด้าน AI จริงๆแค่คนเดียว อีกคนถนัดสายธุรกิจ ส่วนอีกสองคนเพิ่งเริ่มจากศูนย์เลย ทุกคนต้องเรียนรู้ใหม่หมด โดยเมนเทอร์ของค่าย คอยปูพื้นฐานและสอนเทคนิคเรื่องโมเดล AI ให้เข้าใจจริงๆ ไม่สอนแบบสำเร็จรูป แต่จะชี้ว่าควรแก้ตรงไหน ปรับยังไงให้ดีขึ้น พอได้ลงมือทำเอง จึงเข้าใจมากขึ้น และสุดท้ายทุกคนก็เข้าใจและช่วยกันได้จริงๆ

สำหรับค่าย Creative AI Camp เป็นค่ายเยาวชนด้าน AI ที่ใหญ่ที่สุดและจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันเป็นปีที่ 8 จัดขึ้นภายใต้นโยบายสร้างคนผ่านการศึกษา ตามปณิธานองค์กร “Giving & Sharing” มุ่งเน้นให้เหล่าเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้พัฒนาทักษะความสามารถจนเป็น “คนพันธุ์ AI  หัวใจโกะ” วิถีความเป็นมนุษย์ AI สร้างสรรค์ สามารถสร้างสรรค์ AI  ผสมผสานปรัชญาหมากล้อม เพื่อประโยชน์ของสังคม และกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนโลกในอนาคต ปัจจุบัน มีกิจกรรมเยาวชนด้านๆ AI ใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องภายใต้ Creative AI Club โดยผู้สนใจกิจกรรมของ Creative AI Club สามารถสมัครเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ที่ https://caicamp.cpall.co.th/

‘รมว.ศธ.’ห่วงใยสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ กำชับเฝ้าระวัง 24 ชม. ดูแลครู-นักเรียนใกล้ชิด

‘รมว.ศธ.’ห่วงใยสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ กำชับเฝ้าระวัง 24 ชม. ดูแลครู-นักเรียนใกล้ชิด

‘รมว.ศธ.’ห่วงใยสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ กำชับเฝ้าระวัง 24 ชม. ดูแลครู-นักเรียนใกล้ชิด

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ของประเทศ ภายหลังกรมชลประทานรายงานว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น และจะปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันนี้ (10 พ.ย.) จนถึงเช้าวันที่ 11 พ.ย.ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และชัยนาท เพิ่มสูงขึ้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุและมาตรการช่วยเหลือสถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างปลอดภัย โดยขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูร่วมกันตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารเรียน ระบบไฟฟ้า และครุภัณฑ์ที่สำคัญ หากพื้นที่มีแนวโน้มที่อาจจะประสบน้ำท่วมหรืออยู่ในเขตเสี่ยง ขอให้เร่งเคลื่อนย้ายเอกสาร อุปกรณ์การเรียนการสอน และทรัพย์สินที่จำเป็นขึ้นที่สูง พร้อมเตรียมพื้นที่ปลอดภัยภายในโรงเรียน และชักซ้อมแผนอพยพอย่างรอบคอบ โดยยึดความปลอดภัยของนักเรียนและครูเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

รมว.นฤมล กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขอให้สถานศึกษาพิจารณาปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของพื้นที่ เช่น ปรับเป็นการเรียนการสอนออนไลน์ การชะลอกิจกรรมที่อาจเสียงต่อความปลอดภัย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็น สามารถพิจารณาปิดเรียนชั่วคราวได้ตามอำนาจของผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยให้รายงานต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทราบทันที นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้หน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) จัดเจ้าหน้าที่ประจำการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมรับการประสานและให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในพื้นที่ประสบภัย พร้อมประสานงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

“กระทรวงศึกษาธิการจะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในทุกพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ขอให้ทุกโรงเรียนและหน่วยงานทางการศึกษาให้ความสำคัญกับการวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ ทั้งในด้านความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากร ตลอดจนการดูแลอาคารสถานที่และทรัพย์สินทางการศึกษาให้อยู่ในสภาพปลอดภัย หากพื้นที่ใดประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบ ขอให้รีบประสานหน่วยงานต้นสังกัดทันที เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และขอย้ำว่า ชีวิตและความปลอดภัยของครู-นักเรียนคือสิ่งที่มีค่าที่สุด กระทรวงศึกษาธิการจะอยู่เคียงข้างทุกโรงเรียนทุกพื้นที่ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

​‘รมช.กลาโหมอิตาลี’ถวายราชสักการะถวายความอาลัย​‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

​‘รมช.กลาโหมอิตาลี’ถวายราชสักการะถวายความอาลัย​‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

​‘รมช.กลาโหมอิตาลี’ถวายราชสักการะถวายความอาลัย​‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.50 น.

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.49 น. นายมัตเตโอ เปเรโก ดี เครมนาโก (Mr Matteo Perego di Cremnago) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐอิตาลี และคณะ เดินทางมาถวายราชสักการะสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พร้อมลงนามแสดงความอาลัย ณ ห้องอาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 พระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ ประเทศไทยและอิตาลีมีความสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์ที่มีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่ในอดีต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทั้งยังทรงมีบทบาทสำคัญในการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ โดยเมื่อระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2503 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป และเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐอิตาลี และนครรัฐวาติกัน ซึ่งถือเป็นครั้งสำคัญ เป็นการยกระดับประเทศไทยให้เป็นที่รู้จัก และยอมรับในระดับนานาชาติ

จิตอาสา ‘นักศึกษาธรรมศาสตร์’ ทำความดีถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

จิตอาสา 'นักศึกษาธรรมศาสตร์' ทำความดีถวายความอาลัย 'สมเด็จพระพันปีหลวง’

จิตอาสา ‘นักศึกษาธรรมศาสตร์’ ทำความดีถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

จิตอาสา ‘นักศึกษาธรรมศาสตร์’ ทำความดีถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จากทั้ง 4 ศูนย์ ประกอบด้วย ท่าพระจันทร์ ศูนย์รังสิต   ศูนย์พัทยา และศูนย์ลำปาง พร้อมใจกันเป็นจิตอาสาร่วมทำความดี ในกิจกรรมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 4-6 พ.ย. 2568 พร้อมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ ตัวแทนนักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมทำริบบิ้นถวายอาลัย ที่จัดโดยชมรมพลังไทยใจอาสากลุ่ม ปตท. ณ อาคาร 1 บริษัท ปตท. สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ ณ พื้นที่ปันสุข ปตท.ธรรมศาสตร์ จ.ลำปาง เพื่อผลิตริบบิ้นและไปมอบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมกันนี้ นักศึกษาและประชาคมธรรมศาสตร์ ยังได้ร่วมกันเป็นจิตอาสาแจกพิมเสนน้ำ จำนวน 10,000 ขวด ให้กับประชาชน และได้แบ่งปันให้กับกรมแพทย์ทหารบก เพื่อสนับสนุนการดูแลประชาชนต่อไป

น.ส.ขวัญปีย์ อ่อนน้อม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เนื่องจากเกิดและเติบโตมาโดยมีโอกาสได้เห็นพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้ทรงทำเพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการดำเนินการต่างๆ และที่สำคัญก็คือการสัมผัสได้ถึงความเป็นแม่ของแผ่นดินของพระองค์ จึงทำให้มีความรู้สึกเชื่อมโยง และผูกพันกับพระองค์เหมือนที่หลายคนรู้สึก

ทั้งนี้ แม้ความรู้สึกเหล่านั้นที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อาจจะไม่ได้เท่ากับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งมีโอกาสได้เห็นพระองค์มาอย่างยาวนานกว่า แต่เมื่อทราบถึงการสวรรคตของพระองค์ ก็มีความรู้สึกใจหาย และเสียใจอย่างมากต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ และทำให้ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รวมถึงในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

.ส.จิรัชยา ยอดแก้ว นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะเดิมตั้งใจจะไปลงนามถวายความอาลัยที่สนามหลวง และเข้าถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในพระบรมมหาราชวัง แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ จึงทำให้ไม่สะดวกในการเดินทางไป ฉะนั้นการมาในครั้งนี้จึงถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยตอบสนองความตั้งใจนั้นได้เป็นอย่างดี

“พระองค์ทรงดำเนินพระราชกรณียกิจในหลายด้าน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข และมีความเป็นอยู่ที่ไม่ยากลำบากจนเกินไป แม้แต่ในตอนที่พระองค์ทรงประชวรก็ยังทรงเป็นห่วงความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทย ซึ่งทำให้ส่วนตัวรู้สึกประทับใจ และเสียใจต่อการสวรรคตของพระองค์อย่างมาก”น.ส.จิรัชยา กล่าว

นายกำธร วังอุดม ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจที่จะมาร่วมถวายความอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ผ่านกิจกรรมการทำริบบิ้นดำเพื่อแจกให้กับประชาชน เพราะสำหรับคนที่เติบโตมาในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และมีโอกาสได้เห็นการติดตามการทรงงาน และการดำเนินพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เพื่อช่วยพสกนิกรอย่างไม่ย่อท้อ เช่น การจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เพื่อให้ลูกหลานของเกษตรกรที่มีฐานะยากจนเข้ามาฝึกศิลปาชีพต่างๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ฯลฯ ย่อมต้องรู้สึกผูกพัน และซาบซึ้งในน้ำพระทัย ตลอดจนเสียใจต่อการจากไปของพระองค์

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จะสถิตอยู่ในดวงใจของปวงชนชาวไทยตราบนิจนิรันดร์ เฉกเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ รวมไปถึงจะมีการสนับสนุนให้เกิดการสานต่อพระราชกรณียกิจ และน้อมนำพระราชดำรัสต่างๆ ของพระองค์ไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อช่วยเหลือสังคม และประเทศชาติต่อไป

สำหรับบรรยากาศการถวายความอาลัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้ง 4 ศูนย์ มีนักศึกษาจากทุกชั้นปี คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และประชาคมธรรมศาสตร์ภาคส่วนต่างๆ ได้มาร่วมลงนามแสดงความอาลัยกันตลอดทั้งวัน ขณะที่นักศึกษาจากชุมนุมศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน อุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร (7 วัน) บริเวณใต้ตึกกิจกรรมนักศึกษา กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ชาวไทยในโอซากา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ชาวไทยในโอซากา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ชาวไทยในโอซากา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.07 น.

ชาวไทยในโอซากา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ชาวไทยในต่างแดนได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดย สถานกงสุลใหญ่ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (ครบ 15 วัน) ขึ้นอย่างสมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ สถานกงสุลใหญ่ นครโอซากา

พิธีครั้งนี้ได้รับความเมตตาจาก พระครูวิเทศญาณพิสุทธิ์ วิ. เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโอซาก้า เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายอัครพงศ์ เฉลิมนนท์ กงสุลใหญ่ นครโอซากา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมีคณะสงฆ์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สถานกงสุล อุบาสก อุบาสิกา และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีด้วยความสงบน้อมและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น

ภายในงานประกอบด้วยพิธีสวดพระพุทธมนต์ และบำเพ็ญกุศลตามแบบพุทธศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งเป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม ที่กำหนดแนวทางให้คณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรและวัดไทยในต่างประเทศจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอย่างเหมาะสม

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความสงบ สง่างาม และเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมกับเป็นพิธีแห่งความจงรักภักดีของชาวไทยในต่างแดนอย่างแท้จริง

////-026

2 รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ไทย-ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือรัฐสภาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

2 รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ไทย-ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือรัฐสภาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

2 รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ไทย-ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือรัฐสภาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.50 น.

2 รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ไทย-ญี่ปุ่น ประสานความร่วมมือรัฐสภาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร เข้าเยี่ยมคารวะ นายโคอิชิโร เกมบะ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนการทำงานระดับรัฐสภา และการเชื่อมความสัมพันธ์หลากมิติระหว่างไทย-ญี่ปุ่น

ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย , นายทินพล ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขต 5 กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ,นายนิติพล ผิวเหมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และคณะทำงานรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง ร่วมเดินทางศึกษาดูงานรัฐสภา ประเทศญี่ปุ่น โดยเข้าเยี่ยมคารวะ นายโคอิชิโร เกมบะ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ญี่ปุ่น ณ อาคารรัฐสภา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568

ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง กล่าวว่า “ผมรู้สึกประทับใจกับการต้อนรับของ นายโคอิชิโร เกมบะ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ญี่ปุ่น ที่ให้เกียรติและต้อนรับคณะจากรัฐสภาประเทศไทยเป็นอย่างดี โดยเริ่มการเจรจาด้วยการร่วมแสดงความเสียใจกับการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทำให้คณะรัฐสภาไทยเรารู้สึกซาบซึ้งใจในการให้เกียรติและเข้าใจสถานการณ์ความรู้สึกของคนไทยเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการค้า การลงทุน ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีภาคเอกชนทำธุรกิจในประเทศไทย กว่า 2,000 บริษัท ทางเราก็ตอบรับว่าจะดูแลการค้าการลงทุนญี่ปุ่นเป็นอย่างดี รวมถึงคนญี่ปุ่นกว่า 70,000 คนในไทย ซึ่งไทยเรามีกฎหมายคุ้มครองดูแลคนญี่ปุ่นและธุรกิจญี่ปุ่น เป็นกฎหมายที่เป็นมารตฐานสากล รวมถึงการบริหารจัดการรัฐสภาในมิติต่างๆ ที่รองประธานสภาผู้แทนราษฏรทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่นกำกับดูแล อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนารัฐสภาทั้งสองประเทศต่อไป ที่สำคัญท่านโคอิชิโร เกมบะ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ญี่ปุ่น ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศไทยที่อาจมีปัญหาอุปสรรค ความยุ่งยากลำบากบ้างในช่วงนี้ แต่ท่านบอกว่าประเทศไทยสามารถผ่านทุกปัญหาอุปสรรคได้ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ ที่ทรงคุ้มครองปกป้องประเทศไทยมาอย่างยาวนาน สร้างความประทับใจสำหรับผมและคณะผู้แทนรัฐสภาไทยเป็นอย่างมากครับ”

การเดินทางมาศึกษาดูงานรัฐสภาประเทศญี่ปุ่น เป็นงานตรงด้านการบริหารจัดการรัฐสภาที่กำกับดูแลอยู่ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง ดร.ฉลาด ขามช่วง โดยการได้มาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานระหว่างสภาผู้แทนราษฏร ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่ดีที่จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ผู้ร่วมคณะเดินทางดูงานรัฐสภาประเทศญี่ปุน ประกอบด้วย ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง หัวหน้าคณะ , นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย , นายทินพล ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขต 5 กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย,นายนิติพล ผิวเหมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ,นางสาวณัทณิชชา วราภิโมกข์ ผู้ช่วยเลขานุการ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง , ดร.ประสิทธิ์ ประวรรณะ ที่ปรึกษา รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง ,นายณพล บริบูรณ์ นักวิชาการประจำรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง  ,นายพีรวีท์ จรัสสิริกุลชัย นักวิชาการประจำรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง และ นายรัชพล สุวรรณโชติ นักวิชาการประจำรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง , เป็นต้น

การเดินทางดูงานรัฐสภาญี่ปุ่น ของคณะ ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง นอกจากจะเกิดประโยชน์ในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทย และรัฐสภาญี่ปุ่นแล้ว ยังได้ส่งเสริมมิติของเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ส่งเสริมมิติทางสังคมและวัฒนธรรมได้อีกทางหนึ่งด้วย

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และ โอเชียน บลู ทรี (Ocean Blue Tree) เปิดเผยผลการตรวจสอบโลหะหนักและสารอาหารในผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลาม ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดออนไลน์ที่มีร้านค้ากว่า 100 ร้านค้าในไทย

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฉลาม 62 ตัวอย่าง (กระดูกอ่อนฉลาม 50 ตัวอย่าง และฉลามอบแห้งทั้งตัว 12 ตัวอย่าง) เพื่อตรวจหาปริมาณสารหนู แคดเมียม และปรอท เนื่องจากฉลามเป็นผู้ล่าลำดับต้นๆ ในห่วงโซ่อาหาร ทำให้มีแนวโน้มสะสมสารพิษสูง โดยพบสารหนูในผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภท โดยเฉพาะ ‘ฉลามอบแห้งทั้งตัว’ ที่ร้อยละ 50 ของตัวอย่าง มีปริมาณสารหนูที่เกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานสากล

ผศ.ดร.วัลย์ลดา กลางนุรักษ์ หัวหน้าทีมวิจัย สจล. เตือนว่า การบริโภคต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง จากการสะสมของโลหะหนัก ซึ่งงานวิจัยในต่างประเทศพบความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของการเกิด โรคตับ ไต และโรคทางผิวหนัง ในสุนัข

ตรวจพบโลหะหนักเหล่านี้ในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท แม้จะอยู่ในระดับที่ไม่เกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่มีผลการวิจัยชี้ว่าการสะสมระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคในไต โรคระบบประสาท และกระทบกระบวนการสร้างกระดูกในสุนัขและแมว

ทีมวิจัยแนะนำให้ใช้แหล่งแคลเซียมทางเลือก เช่น ปลากระดูกแข็ง ซึ่งจากการศึกษาพบปริมาณสารหนูในระดับต่ำกว่า และไม่พบแคดเมียมและปรอท จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดยการสำรวจความคิดเห็นผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญ พบว่า แรงจูงใจในการซื้อขนมจากฉลาม เพราะเชื่อว่ามีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี (67%)

ขณะที่ ดร.เพชร มโนปวิตร ที่ปรึกษาองค์กรไวล์ดเอด ชี้ว่า ผู้ค้าส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเพียง ‘ผลพลอยได้’ ที่ยั่งยืนจากการประมง แต่ในความเป็นจริง การใช้ประโยชน์ทุกส่วนไม่ได้หมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตรงกันข้าม อาจ กระตุ้นความต้องการจับฉลามเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันฉลามกว่า 1 ใน 3 ของชนิดทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูญพันธุ์

ดร.เพชร กล่าวย้ำว่า ตราบใดที่เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์จากฉลามเหล่านั้น มีแหล่งที่มาจากการทำประมงและการนำเข้า-ส่งออกที่ถูกกฎหมาย ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลามโดยสิ้นเชิง

องค์กรไวล์ดเอดและโอเชียน บลู ทรี มีแผนรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยเงียบของขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงจากฉลาม และจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันการตรวจสอบแหล่งที่มาและการค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้เข้มงวดมากขึ้น

สัตวแพทย์ จุฬาฯ พิสูจน์ศักยภาพระดับสากล ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย

สัตวแพทย์ จุฬาฯ พิสูจน์ศักยภาพระดับสากล ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย

สัตวแพทย์ จุฬาฯ พิสูจน์ศักยภาพระดับสากล ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานการรักษาสัตว์ป่วยด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง โดยทีมสัตวแพทย์ จุฬาฯ นำโดย รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์  กิจถาวรรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยล่าสุดสามารถช่วยให้ “น้องเป๊ปซี่” แมวพันธ์โดเมสติกช็อตแฮร์ เพศเมีย อายุ 8 ปี ที่มีอาการเป็นลมวันละ 3-4 ครั้ง กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง   

รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ เปิดเผยว่า “น้องเป๊ปซี่” มีอาการซึม อ่อนแรง และคล้ายเป็นลมกระชาก หมดสติ บางครั้งมีเสียงกรีดร้องและมีอาการเกร็ง ในระยะแรกสัตวแพทย์วินิจฉัยว่าอาจเป็นได้ทั้งโรคในสมองและโรคหัวใจ หลังได้รับการรักษาด้วยยาแล้วก็ยังมีอาการอยู่ จึงถูกส่งต่อมายังโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ละเอียดยิ่งขึ้น ซึ่งจากการวินิจฉัยพบว่าการเป็นลมของน้องเป๊ปซี่เกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะที่มีการบล็อกสัญญาณไฟฟ้าระหว่างหัวใจห้องบนกับห้องล่าง ทำให้หัวใจห้องล่างไม่สามารถบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงสมองได้ ส่งผลให้เกิดอาการเป็นลม

“ปกติแล้วหัวใจจะมีกลุ่มเซลล์ที่คอยปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นให้หัวใจเต้นโดยอัตโนมัติ ในแมวจะเต้นประมาณ 140-220 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อการปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติหรือมีการบล็อกสัญญาณจะทำให้หัวใจไม่บีบตัวและเกิดอาการเป็นลมขึ้นได้ อาการเป็นลมในแมวถือเป็นอาการที่พบได้แต่ไม่บ่อยมากนัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของแมวที่ป่วย และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบมากในแมวสูงอายุ ความท้าทายในการวินิจฉัยคือต้องแยกให้ออกว่าอาการเป็นลมนั้นเกิดจากสาเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคสมอง หรือสาเหตุอื่นๆ การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยเครื่อง Holter ที่สามารถวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ซึ่งแม่นยำกว่าการตรวจ ECG หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทั่วไปที่ใช้เวลาเพียง            1-5 นาที”

รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ อธิบายถึงการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวว่า มีความท้าทายมากกว่าในสุนัข เนื่องจากในสุนัขสามารถสอดสาย Pacemaker เข้าไปทางหลอดเลือดดำที่คอได้ แต่ในแมวนั้น กล้ามเนื้อหัวใจมีความหนาเพียงประมาณ 2 มิลลิเมตร ในขณะที่ความยาวของหมุดที่ใช้จิ้มเข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจมีความยาว 1.8 มิลลิเมตร ทำให้มีความเสี่ยงที่หมุดจะทะลุผ่านกล้ามเนื้อหัวใจได้ นอกจากนี้ขนาดของหลอดเลือดดำในแมวยังเล็กเกินไปสำหรับการสอดสายเข้าไป

“ทีมสัตวแพทย์ต้องใช้วิธีการเปิดช่องอกระหว่างกระดูกซี่โครงเพื่อเข้าถึงหัวใจโดยตรง จากนั้นจึงนำสายที่ใช้กระตุ้นหัวใจไปแปะไว้บนผิวของหัวใจ และเชื่อมต่อกับตัวเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ฝังไว้ใต้กล้ามเนื้อบริเวณช่องท้อง วิธีการนี้แม้จะซับซ้อนกว่าแต่ก็ปลอดภัยกว่าสำหรับแมวและสุนัขขนาดเล็ก การผ่าตัดครั้งนี้เป็นการปรับปรุงเทคนิคการฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจจากเคสแรกที่ทำสำเร็จในน้องแมวไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเปลี่ยนจากการผ่าตัดทางกระบังลมมาเป็นการเปิดช่องอกระหว่างซี่โครง ทำให้การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจทำได้ง่ายและแม่นยำกว่า การผ่าตัดดำเนินไปด้วยดีโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยทีมโรคหัวใจที่ทำการวินิจฉัย ทีมศัลยแพทย์ ทีมวิสัญญี และทีม Intervention ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งสิ้นประมาณ 4 ทีมที่ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด” รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์กล่าวและว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดเป็นอุปกรณ์เดียวกับที่ใช้ในคน เพียงแต่ต้องเลือกขนาดและความยาวของสายให้เหมาะสมกับขนาดของสัตว์ ตัวเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้ามีราคาประมาณ 45,000 บาท ส่วนสายมีราคากว่า 10,000 บาท ในเคสของน้องเป๊ปซี่โชคดีที่มีผู้บริจาคเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำมาฆ่าเชื้อและใช้ซ้ำได้ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าของได้อย่างมาก ซึ่งผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง น้องเป๊ปซี่ไม่มีอาการเป็นลมอีกเลยหลังจากได้รับการผ่าตัด และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีอาการอ่อนแรงอีกต่อไป สามารถเล่นกับเจ้าของและแมวตัวอื่นในบ้านได้ ไม่ซึม กินอาหารได้ปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครื่องกระตุ้นหัวใจเป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าจึงมีความจำเป็นต้องนำน้องเป๊ปซี่เข้ามาตรวจสุขภาพและปรับแต่งเครื่องทุก 3 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องยังทำงานได้ปกติ

สำหรับข้อควรระวังหลังผ่าตัดนั้น รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ เผยว่า ในแมวไม่มีข้อจำกัดมากนักเนื่องจากอุปกรณ์ถูกฝังไว้ภายในทั้งหมด สามารถเล่น ว่ายน้ำได้ตามปกติ เพียงแต่ควรแจ้งแพทย์หากต้องเข้ารับการตรวจด้วยเครื่อง MRI เนื่องจากแรงแม่เหล็กอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่อง ส่วนการเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหา ความเสี่ยงหลังผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นมีน้อยมากประมาณ 1-2 % เช่น ลีดอาจหลุดจากตำแหน่ง แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อเย็บติดใหม่

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการรักษาสัตว์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดสัตว์ แม้ว่าในต่างประเทศจะมีการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวมานานแล้ว แต่ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลาย สาเหตุหลักมาจากความท้าทายในการวินิจฉัยที่ต้องแม่นยำ ความต้องการเทคนิคและการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนของอุปกรณ์ที่ค่อนข้างสูง และศักยภาพของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และการได้รับการสนับสนุนที่ดี ทำให้สามารถพัฒนาการรักษาและการวินิจฉัยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ

สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่สังเกตเห็นว่าแมวหรือสุนัขมีอาการอ่อนแรงหรือเป็นลม รศ.น.สพ.ดร. อนุศักดิ์ แนะนำให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยทันที โดยโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

“นิสิตและสัตวแพทย์รุ่นใหม่ต้องมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง นอกจากการมีพื้นฐานความรู้ที่แน่นแล้ว ยังต้องมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการพัฒนาทางการแพทย์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ไม่เคยทำในประเทศไทยก็สามารถนำมาพัฒนาและประยุกต์ใช้ได้ เพื่อยกระดับวงการวิชาชีพสัตวแพทย์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น” รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ หรือโรงพยาบาลสัตว์กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวัน มีหน่วยเวชศาสตร์ฉุกเฉิน เปิด 24 ชั่วโมง สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2218-9715  อีเมล sah.vet@chula.ac.th

‘นฤมล’บุกพัทลุง ขับเคลื่อน‘เรียนดี มีคุณธรรม’ แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน

‘นฤมล’บุกพัทลุง ขับเคลื่อน‘เรียนดี มีคุณธรรม’ แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน

‘นฤมล’บุกพัทลุง ขับเคลื่อน‘เรียนดี มีคุณธรรม’ แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.13 น.

“รมว.นฤมล”บุกพัทลุง ขับเคลื่อน”เรียนดี มีคุณธรรม” แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน เปิดทางนักเรียนโชว์ผลงาน-ฝึกอาชีพเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง ตรวจเยี่ยมการศึกษาในพื้นที่ โดยได้เดินทางไปยังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาตามนโยบาย เรียนดี มีคุณธรรม โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายศุภชัย จันทร์ปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลาง และในพื้นที่พัทลุง โดยมี นางสุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรครวมไทยสร้างชาติ ลูกชายนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง ให้การต้อนรับ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่ทุกครั้ง เพื่อรับฟังปัญหาและรับข้อเสนอแนะในพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเชื่อว่าในแต่ละพื้นที่มีสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่จะแตกต่างกัน และจะมีผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับมาด้วย เพื่อที่จะได้มารับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหาต่างๆ เพื่อช่วยกันหาทางออก ในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ขับเคลื่อนงานก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินครู เป็นเรื่องใหญ่ที่รองนายกรัฐมนตรีฯ ให้ความสำคัญและสั่งการให้ ศธ. ต้องดำเนินการแก้หนี้เพื่อครู ให้ได้รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ซึ่งขณะนี้ได้หารือและทำงานร่วมกับเลขาธิการ สกสค. เพื่อจัดตั้งสหกรณ์กลาง เสนอต่อคณะรัฐมนตรีวงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อรวมหนี้ไว้ที่เดียวและครูจะต้องย้ายหนี้จากสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าสู่สหกรณ์กลาง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และจะช่วยเหลือด้านดอกเบี้ยให้ครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยปีแรกดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 2% ปีที่สี่ 3% และปีต่อไปไม่เกิน 4% มีเรื่องจะขอเพียงอย่างเดียวคือ ขอให้ครูอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก

รวมทั้งเรื่องของการลดภาระงานของครู โดยนำอัตราครูเกินเกณฑ์มาเป็นบุคลากรทางการศึกษา 38ค นั้น ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 2,000 อัตรา ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะยังไม่เพียงพอ แต่เราก็พยายามที่จะบริหารจัดการ ใน 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจัดให้โรงเรียนในพื้นที่ยุ่งยากก่อน จากนั้นจะจัดส่งอัตราไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อช่วยเหลือในลักษณะของกลุ่มโรงเรียน ทั้งนี้ จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ในแต่ละปีต่อไป

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล และคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ พัทลุง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพัทลุง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 65 จังหวัดพัทลุง โรงเรียนบ้านหารเทาฯ การฝึกวิชาชีพระยะสั้นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้พัทลุง ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของวิทยาลัยการอาชีพควนขนุน วิทยาลัยสารพัดช่างพัทลุง และวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดพัทลุง

ทัังนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศ.ดร.นฤมล ได้ลงพื้นที่ ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดนราธิวาส พร้อมได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนในพื้นที่ด้วย

– 006