ไทยพีบีเอสจัดเวที ‘รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ’ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย

ไทยพีบีเอสจัดเวที 'รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ' ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย

ไทยพีบีเอสจัดเวที ‘รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ’ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.22 น.

ไทยพีบีเอส โดยสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ จัดเวที “รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ” ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเตือนภัย และการรับมือกับภัยพิบัติ ผ่านประสบการณ์จริงจากพื้นที่ 

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภูมิภาคตะวันออก จัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย “รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ” เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ณ Convention Hall 2 ไทยพีบีเอส

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. กล่าวเปิดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย ในหัวข้อ “รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของสื่อสาธารณะที่ให้ความสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในสังคมไทย ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินงานตามวาระหลักทั้งหมด 5 ประเด็น ได้แก่ 1.ภัยพิบัติ 2.สุขภาพจิตและสังคม 3.การส่งเสริมท้องถิ่นให้เข้มแข็ง 4.การตรวจสอบข้อมูลข่าวสารและป้องกันข่าวปลอม (Fake News) 5.ปัญหาคอร์รัปชัน

ในฐานะนักมานุษยวิทยา ดร. นพ.โกมาตร ได้ศึกษาเรื่องการปรับตัวของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ โดยเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญเรื่อง “ความเสี่ยง” และ “ความเปราะบาง” ของชุมชน โดยชี้ว่าหากสามารถป้องกันภัยได้ ก็ควรดำเนินการทันที เช่น การบริหารจัดการระบบแก้มลิง หรือการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ไม่อาจป้องกันภัยได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความรุนแรงและความเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การสร้างพลังและความร่วมมือในชุมชน” หากชุมชนที่มีระบบเตือนภัยและการรับมือที่เข้มแข็ง เช่นมีการเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือกับน้ำท่วมและแผ่นดินไหว รวมถึงระบบการสื่อสารภายในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ไทยพีบีเอส โดยสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ ยังได้สนับสนุนบทบาทของนักข่าวภาคพลเมือง ผ่านการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร รายงานผลกระทบเกี่ยวกับภัยพิบัติ รวมถึงการเปิดเวทีสื่อสารใน “สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ” เพื่อขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือภัยพิบัติอย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

คุณนิตยา กีรติเสริมสิน ผู้ประกาศข่าว และนักสื่อสารด้านการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติจากไทยพีบีเอส ได้นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทย โดยกล่าวว่า ปี 2023 ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน และภายในปี 2100 โลกจะเผชิญกับภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องสูญเสียชีวิตประชาชนจากภัยพิบัติกว่า 10,000 คน โดยเฉพาะเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในทุกปี “น้ำท่วม” เป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในประเทศไทย และเกิดขึ้นทุกปีตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีการสูญเสียในด้านเศรษฐกิจในระดับสูง ขณะที่งบประมาณของรัฐส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการจัดการผลกระทบภายหลังเกิดเหตุ แต่ยังคงมีข้อจำกัดในกระบวนการทำงานของภาครัฐ หากสามารถวางมาตรการป้องกันล่วงหน้าได้ จะถือเป็นโอกาสสำคัญในการลดความสูญเสีย

ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “การรับมือภัยพิบัติ” โดย คุณประเชิญ คนเทศ ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีน จังหวัดนครปฐม ได้กล่าวถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่ว่า หัวใจสำคัญของการทำงาน คือการมีแผนงานที่เป็นระบบและสามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งได้ถูกพัฒนาผ่านประสบการณ์การทำงานต่อเนื่องมากว่า 25 ปี  ดำเนินงานโดยอาศัยกลไกภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีการสรุปฉากทัศน์ (scenario) กำหนดไทม์ไลน์ของสถานการณ์น้ำเองว่า น้ำจะมาทางไหน ช่วงเวลาใด ต้องมีการเฝ้าระวังล่วงหน้าอย่างไร พร้อมทั้งจัดให้มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุจริงเป็นประจำ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าร่วม เป็นการทำงานเชิงระบบในระดับจังหวัด ที่เกิดจากการบูรณาการระหว่างชุมชน ท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐ เพื่อให้การรับมือกับภัยพิบัติในพื้นที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนครปฐมถือเป็นจังหวัดนำร่องของภาคกลางในการจัดการภัยพิบัติด้านน้ำ 

คุณณัฏฐ์ฤพงศ์ ภูบัวเพชร ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดนครปฐม กล่าวถึงการสื่อสารและการแจ้งเตือนภัยพิบัติว่า การคาดการณ์และแจ้งเตือนภัย โดยเฉพาะในกรณีของพายุสามารถติดตามเส้นทางและแจ้งเตือนได้ล่วงหน้า พร้อมทั้งเน้นว่าการสื่อสารต้องไม่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน และขณะนี้ประเทศไทยมีสถานีวัดปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากสถานีเหล่านี้ได้นำมาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้พัฒนาระบบให้สามารถคาดการณ์ได้ในระดับตำบล เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล สามารถนำไปใช้งานจริงได้ในระดับพื้นที่ โดยข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วจะถูกนำไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้วางแผนรับมือภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสม

ในช่วงบ่าย มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในรูปแบบ Focus Group โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามหัวข้อสำคัญ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การสื่อสารแจ้งเตือนภัยพิบัติ กลุ่มที่ 2 การจัดการภัยพิบัติ กลุ่มที่ 3 การรับมือหลังเกิดเหตุภัยพิบัติ ภายหลังการอภิปราย ผู้แทนจากแต่ละกลุ่มได้นำเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะร่วมกัน ก่อนจะเข้าสู่การสรุปและปิดกิจกรรมในช่วงท้าย

ทั้งนี้ ไทยพีบีเอส พร้อมทำหน้าที่ในการสื่อสารข้อมูลภัยพิบัติอย่างรอบด้าน และร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ไทยพีบีเอส ได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/Sapa 

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

พสกนิกรชาวไทยทั่วปท. น้อมรำลึกร.9 วันนวมินทรมหาราช

พสกนิกรชาวไทยทั่วปท. น้อมรำลึกร.9 วันนวมินทรมหาราช

พสกนิกรชาวไทยทั่วปท. น้อมรำลึกร.9 วันนวมินทรมหาราช

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พสกนิกรชาวไทยทั่วปท. น้อมรำลึกร.9 วันนวมินทรมหาราช พร้อมใจใส่เสื้อเหลือง ทำบุญตักบาตรถวาย นายกฯนำวางพวงมาลา

พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมใจกันใส่เสื้อเหลือง ทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องใน“วันนวมินทรมหาราช”ประจำปี 2568 วันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 9 ขณะที่นายกฯ“อนุทิน”นำคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลาเนื่องใน วันนวมินทรมหาราช ที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติร.9

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 มีรายงานข่าวว่าเมื่อช่วงเช้า หลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ได้มีการจัดพิธีเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน ประชาชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธี ดังนี้

โดยบริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เวลา 08.45 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ถวายความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ แล้ววางพวงมาลาจำนวน 2พวง ในนามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ก่อนถ่ายภาพหมู่ร่วมกับคณะรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายในบริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 มีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ประชาชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา และพรรคการเมือง ร่วมถวายพวงมาลา เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ขณะที่ในเวลา 17.00น. นายอนุทิน และคู่สมรส จะเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

ที่ จ.เชียงใหม่ ช่วงเช้า ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าฯเชียงใหม่ นำส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และพสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ทุกหมู่เหล่า ร่วมน้อมรำลึกถึงวันคล้ายวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” ประจำปี 2568

ในการนี้ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าฯนำทุกภาคส่วนประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยมี พระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดท่าตอนฯ นำพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป ออกรับบิณฑบาตจากประชาชน

จากนั้นได้นำส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พร้อมกล่าวถวายราชสดุดีและยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยตลอดมา

จ.พิษณุโลก ช่วงเช้า ที่โดมอเนกประสงค์ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าฯพิษณุโลก รักษาราชการแทนผู้ว่าฯพิษณุโลก เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล พระสงฆ์ 89 รูป และ พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ประชาชนชาวจังหวัดพิษณุโลกพร้อมใจใส่เสื้อสีเหลือเข้าร่วมพิธี

ที่ จ.ชัยนาท นายนที มนตริวัต ผู้ว่าฯชัยนาท เป็นประธานพิธีสวดพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล พระสงฆ์จำนวน 89 รูป เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 โดยมีศาล อัยการ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ตำรวจ ทหาร ส่วนราชการ และประชาชนชาวชัยนาท พร้อมใจใส่เสื้อสีเหลือง ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย โดยมีพระราชวชิรกิจจาทร เจ้าคณะจังหวัดชัยนาท เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ที่บริเวณเขื่อนเรียงหิน หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท

จ. นครราชสีมา ที่บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าฯนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2568 โดยมีพระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ประธานฝ่ายสงฆ์ นำพระภิกษุสามเณรจำนวน 89 รูป รับบิณฑบาตสิ่งของจากหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการพลเรือน ตุลาการ ทหาร ตำรวจ โดยพสกนิกรพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ ในโอกาสนี้ ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา นำผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่น หัวหน้าส่วนงานท้องถิ่น, เทศบาลนครนครราชสีมา พร้อมด้วยประชาชนที่ต่างสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือง สตรีชุดไทยเข้าร่วมกว่า 500 คน

จ.บึงกาฬ ที่วัดป่าโชติรสธรรมากร บึงสวรรค์ ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าฯบึงกาฬ รักษาราชการแทนผู้ว่าฯบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในวันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคมโดยได้รับเมตตาจากพระวชิรศาสนคุณ (หลวงปู่พวน ชุตินฺธโร)เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ฝ่ายธรรมยุติ และเจ้าอาวาสวัดเนินแสงทอง อ.เซกา จ.บึงกาฬ เป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์รวม 10 รูป มีรองผู้ว่าฯ, หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมในพิธี

จ. อุทัยธานี ที่วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม (วัดทุ่งแก้ว) พระอารามหลวง อ.เมือง จ.อุทัยธานี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าฯอุทัยธานี เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีสวดพระพุทธมนต์ บำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “วันนวมินทรมหาราช” โดยมีพระราชอุทัยโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนายอลงกรต วรกรี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพียง

จากนั้น ผู้ว่าฯอุทัยธานี ได้นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมกันทำบุญใส่บาตรข้าวสารอาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 89 รูป เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล จากนั้นที่บริเวณวงเวียนหอนาฬิกา ได้มีพิธีวางพวงมาลาเบื้องหน้า พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

จ.นครนายก ช่วงเช้า ณ ลานอเนกประสงค์เขื่อนขุนด่านปราการชล ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก โดยมีนายสุรัตน์ เข็มนาค นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและบริการนครนายก เป็นประธานในพิธี“ใส่บาตรเพื่อพ่อ 2568 วันนวมินทรมหาราช” พร้อมด้วย นายจักราวุธ สุทธรวิภาต ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชล หน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชน คณะกรรมการสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการจังหวัดนครนายกและประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับกิจกรรมงานประเพณี “ใส่บาตรเพื่อพ่อ 2568 วันนวมินทรมหาราช”โดยมีพระภิกษุพร้อมบริเวณพิธี 109 รูป เริ่มพิธีสงฆ์ ถวายจตุปัจจัย รับศีล รับพร ก่อนจะเดินรับบิณฑบาตกับประชาชน ณ ลานอเนกประสงค์ เขื่อนขุนด่านปราการชล และที่บริเวณเวทีมีการแสดงดนตรี พร้อมอาหารอร่อยของดี (OTOP) นครนายก และร้านดังๆอีกมากมายกว่า 150 บูธ ให้ประชาชนได้มาเที่ยวและชิมอาหาร

​แน่นทั้ง 3 ฮอลล์! ‘มหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30’ปลุกพลังนักอ่านทั่วประเทศ

​แน่นทั้ง 3 ฮอลล์! 'มหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30'ปลุกพลังนักอ่านทั่วประเทศ

​แน่นทั้ง 3 ฮอลล์! ‘มหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30’ปลุกพลังนักอ่านทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.22 น.

แน่นทั้ง 3 ฮอลล์! “มหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 30”ปลุกพลังนักอ่านทั่วประเทศ อินฟลู-ครีเอเตอร์-Tiktoker สายอ่าน คนแห่ร่วมงาน ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ จนกลายเป็นไวรัลแห่งปี!

5 วันแรกที่ไม่ธรรมดา! Book Expo Thailand 2025 คนแน่นทุกวันตั้งแต่เปิดงาน แถมยังกลายเป็นจุดนัดพบของเหล่า อินฟลูเอนเซอร์-ครีเอเตอร์-Tiktoker สายหนังสือ ที่มาร่วมแชร์พลัง “ป้ายยาหนังสือ” กันแบบข้ามเจนฯ จนโซเชียลสะเทือน ทำให้ “การอ่าน” กลับมา “เท่” ที่สุด! ในรอบปี

นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เผยว่า “ปีนี้ดีใจมากที่เห็นคนรุ่นใหม่อายุ 15 ปีขึ้นไปมาร่วมงานจำนวนมาก ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าคนรุ่นใหม่ยังอ่าน และยังเชื่อในพลังของหนังสือจริงๆ”

ภายในงานยังเต็มไปด้วยเทรนด์ใหม่แห่งยุค ทั้งโซน E-book และ E-Reader ที่ช่วยให้การอ่านสะดวกขึ้นแต่ยังคงเสน่ห์ของหนังสือเล่มจริงไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่กลิ่นกระดาษใหม่ เสียงพลิกหน้า ไปจนถึงการได้ลายเซ็นจากนักเขียนในดวงใจ

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์ที่คนรักหนังสือห้ามพลาด! การกลับมาของหุ่นมือในตำนาน “เจ้าขุนทอง” เวที Author’s Salon ที่แน่นไปด้วยนักเขียนและคนดังสายอ่าน รวมถึงเหล่าอินฟลูสายหนังสือ-Tiktoker ที่แห่มาสร้างคอนเทนต์สุดครีเอทีฟจนกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์

พร้อมเวทีการประกวดระดับประเทศ PUBAT Contest 3 รายการสุดยิ่งใหญ่ ได้แก่ การเล่านิทาน การแต่งเพลงส่งเสริมการอ่าน และการโต้วาทีระดับมัธยมศึกษา ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างล้นหลาม

เหลือเวลาอีกเพียง 6 วันสุดท้าย! ก่อนงานปิดงานในวันที่ 19 ตุลาคมนี้เท่านั้น!

อย่าพลาดมาสัมผัส “พลังแห่งตัวอักษรและเสียงดนตรี” ในงาน Book Expo Thailand 2025 – Melody of Books : อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า

ตั้งแต่วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568

ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 10.00 – 21.00 น.

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks #อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า #PUBAT

……………

Footage: มหกรรมหนังสือฯ วันที่ห้า (13 ต.ค.68)

‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

'นายกสภาทนายความ'พร้อมคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

นายกสภาทนายความ พร้อมคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อเวลา 07.15 น.วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ นายสมศักดิ์ อัจจิกุล เลขาธิการ นายวิชาญ ทองรัก อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ นายเจษฏา ปิยะสุวรรณวานิช อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ นายชัยวัฒน์ ศรีคชา อุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ นายจิระพันธ์ ยานะเรือง กรรมการวิจัยและพัฒนากฎหมาย นางนภัสสร พิมพ์พืช กรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 6 และเจ้าหน้าที่สภาทนายความ วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2568 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

‘รมว.นฤมล’นำศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร ‘วันนวมินทรมหาราช’น้อมรำลึกในหลวงร.9

'รมว.นฤมล'นำศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร 'วันนวมินทรมหาราช'น้อมรำลึกในหลวงร.9

‘รมว.นฤมล’นำศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร ‘วันนวมินทรมหาราช’น้อมรำลึกในหลวงร.9

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

“รมว.นฤมล“นำ ศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร วันนวมินทรมหาราช น้อมรำลึก เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 9 

13 ตุลาคม 2568 เวลา 7.09 น. กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิธีในเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้น นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ศธ. ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป ตามลำดับ

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล และนายองอาจ เดินทางไปยังอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในพิธีวางพวงมาลาเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

​อาชีวะสร้างช่างฝีมือ เปิดเวทีแข่งขันระดับชาติ ครั้งที่ 5 สืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาทักษะวิชาชีพ

​อาชีวะสร้างช่างฝีมือ เปิดเวทีแข่งขันระดับชาติ ครั้งที่ 5 สืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาทักษะวิชาชีพ

​อาชีวะสร้างช่างฝีมือ เปิดเวทีแข่งขันระดับชาติ ครั้งที่ 5 สืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาทักษะวิชาชีพ

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันทักษะวิชาชีพ อาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส ระดับชาติ ครั้งที่ 5 ปีการศึกษา 2568 โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 ตุลาคม 2568 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

นายยศพล เปิดเผยว่า โครงการอาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส เป็นโครงการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ประสบปัญหาความยากจนและขาดโอกาสทางการศึกษา     

ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 30 แห่ง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ 8 แห่ง ภาคกลาง 7 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 แห่ง และภาคใต้ 5 แห่ง โดยจัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระยะเวลา 1 ปี (12 เดือน) เน้นการฝึกทักษะวิชาชีพควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ผู้เรียนที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสามารถสอบผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงานได้ทุกคน

การจัดการแข่งขันทักษะวิชาชีพในครั้งที่ 5 นี้ เป็นเวทีให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้แสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญในสาขาวิชาชีพ เป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาหลักสูตร เพื่อมุ่งสู่การยกระดับคุณภาพการอาชีวศึกษา อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี ในหมู่คณะ ให้รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย

“การแข่งขันในครั้งนี้มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาเข้าร่วม 30 วิทยาลัย ครูและนักเรียน นักศึกษาเข้าแข่งขันจำนวนกว่า 800 คน โดยมีการแข่งขันทักษะวิชาชีพทั้งหมด 10 ทักษะตามฐานการเรียนของโครงการ ได้แก่ ทักษะงานไม้ งานไฟฟ้า งานเชื่อม งานตะไบ งานปูน งานตีเหล็ก งานเขียนแบบ งานเครื่องยนต์เล็ก งานซ่อมบำรุง และทักษะการสอน 14 ขั้นตอน (วิธีการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริงแบบมืออาชีพ ประกอบด้วย 14 ขั้นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์งาน การสาธิต การให้ผู้เรียนปฏิบัติ จนถึงการประเมินผล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสอนตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส)” เลขาธิการ กอศ. กล่าวและว่า

การแข่งขันในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การแข่งขันทักษะวิชาชีพของนักเรียน นักศึกษา 9 ทักษะ และการแข่งขันทักษะการสอน 14 ขั้นตอนสำหรับครูผู้สอน เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากการแข่งขันทักษะวิชาชีพแล้ว ยังมีกิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคีและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าร่วมการแข่งขัน เช่น กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ การแสดงทางวัฒนธรรมจากทุกภูมิภาค และการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียนนักศึกษา โดยชิ้นงานที่เกิดจากการแข่งขันและการจัดนิทรรศการจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ และบางชิ้นงานจะจำหน่ายเป็นการสนับสนุนกิจกรรมของนักเรียน นักศึกษาอีกด้วย ทั้งนี้ในการแข่งขันยังมีกิจกรรมพิธีส่งมอบธงการแข่งขันให้แก่เจ้าภาพจัดการแข่งขันในปีถัดไป คือ วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา จ.น่าน ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบสานและต่อยอดความสำเร็จของโครงการ เพื่อให้การพัฒนาทักษะวิชาชีพของเยาวชนในทุกพื้นที่ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และเตรียมความพร้อมกำลังคนด้านอาชีวศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

อว. มอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เร่งรัด สทน. ลุย ‘โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’

อว. มอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เร่งรัด สทน. ลุย ‘โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’

อว. มอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เร่งรัด สทน. ลุย ‘โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. พร้อมด้วย ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์  ดร.กนกพร บุญศิริชัย  ดร.พรสรรค์ โรจนพานิช รองผู้อำนวยการ สทน. เข้าพบ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อรายงานภารกิจการดำเนินงานของ สทน. ตลอดจนทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม เกษตร และสาธารณสุขของประเทศ

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผอ.สทน. กล่าวว่า ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้เน้นย้ำให้ สทน. เร่งรัดการดำเนินงาน “โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค” เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศด้านการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีรังสีในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการยืดอายุและเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร การสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหาร รวมทั้งการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำของภูมิภาค โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ของ สทน. ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ตามนโยบายรัฐบาล ในอนาคต สทน. มีเป้าหมายดำเนินจัดตั้งการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ให้ครบทั้ง 4 ภาค คือ โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ประจำภาคภาคตะวันออก  จังหวัดระยอง  โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ประจำภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่  และโครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ประจำภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช

สำหรับผลการดำเนินงานในรอบปี 2568 สทน. ให้ความสำคัญสูงสุดในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะการผลิตและให้บริการ “สารเภสัชรังสี” (Radiopharmaceuticals) เพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษา ในปี 2568 สทน. ได้ส่งมอบสารเภสัชรังสีไปยังหน่วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์กว่า 30 แห่งทั่วประเทศ มีจำนวนผู้ที่เข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง ไทรอยด์ และมะเร็งกระดูก ทั่วประเทศแล้วถึง 27,360 ราย ความสำเร็จจากการผลิตเองในประเทศ ช่วยลดความสูญเสียและลดมูลค่าการนำเข้าสารเภสัชรังสีจากต่างประเทศได้กว่า 405.58 ล้านบาท โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเภสัชรังสีได้ 65 ล้านบาทต่อปี และลดความสูญเสียจากการหยุดงานได้ 350 ล้านบาทต่อปี

สำหรับด้านการเกษตรและอาหาร ได้นำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มความมั่งคั่งให้เกษตรกร ด้วยการยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก เช่น การบริการด้านอาหาร/การเกษตร (การฉายรังสี) ช่วยลดความสูญเสียและลดมูลค่าการนำเข้าได้กว่า 667.56 ล้านบาท  การถ่ายทอดเทคโนโลยีการฉายรังสีเพื่อ ฆ่าเชื้อและยืดอายุอาหารพื้นถิ่น ผ่านโครงการการพัฒนาอาหารพื้นถิ่นด้วยการฉายรังสี ทำให้เกิดการยกระดับคุณภาพอาหารพื้นถิ่นให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 61 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังได้เดินหน้าโครงการลดจำนวนแมลงวันผลไม้ด้วยเทคนิคการใช้แมลงวันเป็นหมัน (Sterile Insect Technique – SIT) เพื่อสนับสนุนและปกป้องไม้ผลเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความสำเร็จในการพัฒนาพอลิเมอร์ดูดซับน้ำสูง (Hydrogel) เพื่อประยุกต์ใช้ในการเกษตรให้พืชทนแล้ง 

ด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีอนาคต ให้บริการด้านเทคนิคนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยมีผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและความปลอดภัยทางรังสีและนิวเคลียร์เข้ารับบริการแล้ว 5,940 ราย เช่น การตรวจสอบโดยไม่ทำลายเพื่อค้นหารอยร้าว หรือตรวจสอบความสมบูรณ์ของการเชื่อมโลหะ

และสุดยอดผลงานวิจัยเพื่ออนาคต สทน. ได้เริ่มงานวิจัยขั้นแนวหน้าด้านวิศวกรรม โทคาแมค (Tokamak) หรือ “ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์” เครื่องแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการวิจัยด้านพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน เพื่อเป็นทางเลือกด้านพลังงานในอนาคตของประเทศ ด้านการพัฒนาบุคลากรและสร้างการรับรู้ ในปี 2568 สทน. ได้พัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปแล้ว 30,818 ราย และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์สู่ประชาชนกว่า 2.1 ล้านคน เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และนวัตกรรมของ สทน. มากขึ้น

​‘KMITL OPEN HOUSE 2025’ เปิดระบบ ‘iFolio’ สมัครเรียนต่อแบบใหม่

​‘KMITL OPEN HOUSE 2025’ เปิดระบบ ‘iFolio’ สมัครเรียนต่อแบบใหม่

​‘KMITL OPEN HOUSE 2025’ เปิดระบบ ‘iFolio’ สมัครเรียนต่อแบบใหม่

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรม KMITL OPEN HOUSE 2025ภายใต้แนวคิด “KMITL : Living Lab” ทุกพื้นที่คือการเรียนรู้และลงมือทำ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ที่งาน Dek-D’s TCAS Fair  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยมีนักเรียนระดับมัธยศึกษา  ผู้ปกครอง และผู้สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก พร้อมเปิดตัวระบบการรับสมัครเข้าศึกษาต่อรูปแบบใหม่ “iFolio” สำหรับนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อในปีการศึกษา 2569

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การจัดงานเปิดบ้าน KMITL OPEN HOUSE 2025 มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและเข้ามาสอบถามแนวทางการศึกษาต่อที่บูธของ สจล. ในคณะต่างๆ เป็นจำนวนมาก และในงานนี้ สจล. ยังได้ทำการเปิดตัว “iFolio” เป็นการสมัครเข้าเรียนกับ สจล. รูปแบบใหม่ โดยที่นักเรียนที่เข้าศึกษาต่อในปีการศึกษา 2569 นั้น จะต้องเข้าสู่ระบบการสร้าง “iFolio” ด้วยตนเอง เป็นระบบที่ปรับให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและไลฟ์สไตล์ของเด็ก Gen Z มากยิ่งขึ้น

สำหรับระบบ iFolio ที่ สจล.จัดทำขึ้นเป็นระบบการทำแฟ้มสะสมผลงานออนไลน์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา หรือ ปวส. ปวช. หรือผู้ที่จะสมัครเข้าเรียน สจล. เท่านั้น เป็นการกรอกข้อมูลเพื่อใช้พิจารณาการรับเข้าศึกษาต่อรอบ TCAS1-4 เริ่มปีการศึกษา 2569 ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของประเทศ ทั้งนี้ ข้อดีคือจะทำให้ผู้สมัครประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย สะดวกในการจัดการ เข้าถึงได้ง่าย ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รองรับภาษาไทยและอังกฤษ

ดังนั้น ผู้ที่จะสมัครเข้าเรียนต่อใน สจล. รอบ TCAS1-4 หรือ Portfolio นั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าไปสร้างโปรไฟล์ของตัวเองไว้ก่อนเมื่อผู้สมัครเข้าสู่ระบบ จะได้กรอกข้อมูลส่วนตัว ผลการศึกษา ผลงานต่างๆ  กิจกรรมการแข่งขัน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่ให้แต่ละคณะสามารถเข้าไปดึงข้อมูลของผู้สมัครมาประกอบการพิจารณาได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องยื่นหรือส่งพอร์ตมาที่คณะ ซึ่งมีเพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้น คือ 1.สร้างแฟ้มสะสมผลงาน iFolio ใน https://ifolio.kmitl.ac.th/ 2.สมัครเข้าเรียนที่ https://admission.reg.kmitl.ac.th/ ของสำนักทะเบียนและบริการการศึกษา สจล.

สกร.ลุยปรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร.ลุยปรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร.ลุยปรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) เป็นประธานการประชุมคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ครั้งที่ 1/2568 ร่วมกับนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษา เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานของคณะที่ปรึกษาและจุดเน้นการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 อาคารกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings โดยมีนางยุพิน บัวคอม และนายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วยที่ปรึกษาอธิบดี ผู้ช่วยเลขานุการคณะที่ปรึกษา และผู้อำนวยการกอง/กลุ่มส่วนกลาง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นางเกศทิพย์ กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ การวางแผนและกำหนดแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนภารกิจอื่นตามที่อธิบดีมอบหมาย ทั้งนี้ ได้จัดตั้งคณะที่ปรึกษาจำนวน 7 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการพัฒนาทักษะและสมรรถนะอาชีพ 2.ด้านกฎหมาย 3.ด้านวิชาการ 4.ด้านประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร 5.ด้านมาตรฐานและประกันคุณภาพการเรียนรู้ 6.ด้านโครงสร้างบุคลากรและอัตรากำลัง 7.ด้านติดตามและประเมินผล

อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านจาก กศน. มาสู่ สกร. ภายใต้พระราชบัญญัติการเรียนรู้ตลอดชีวิต พ.ศ. 2566 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องร่วมกันเติมเต็มช่องว่างและต่อยอดจุดแข็งเดิม เพื่อให้ สกร. เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง โดยมีเวลาอีกเพียงหนึ่งปีเศษในการปรับโครงสร้าง อัตรากำลัง และภาระงานให้สมบูรณ์ตามกฎหมายฉบับนี้” พร้อมย้ำถึงความสำคัญของทีมที่ปรึกษาซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม “ดิฉันเชื่อมั่นว่าหากเราแบ่งงานให้ตรงกับความถนัดของแต่ละท่าน งานจะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“คณะที่ปรึกษาของ สกร. ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากหลากหลายบริบท ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในสังกัด ตลอดจนบุคคลจากภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีบทบาทสำคัญในสังคม ซึ่งจะสามารถให้คำแนะนำ เสนอแนวคิดเชิงนโยบาย และเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี” นางเกศทิพย์ กล่าว

ห้ามพลาด’งานมหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30′ จัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

ห้ามพลาด'งานมหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30' จัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

ห้ามพลาด’งานมหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30′ จัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.21 น.

วันหยุดยาว! ห้ามพลาด งานมหกรรมหนังสือฯ คนแห่ร่วมงานแน่นขนัด ทะลุหลักแสนต่อวัน ยอดขายพุ่งกระฉูด! ทุกสำนักพิมพ์พร้อมใจจัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี พลาดไม่ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 19 ต.ค.ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์

ปรากฏการณ์นักอ่านกลับมาอีกครั้ง วันหยุดยาวสุดคึกคัก ในงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” (Book Expo Thailand 2025) ภายใต้แนวคิด “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” ที่จุดกระแสการอ่าน สุดปัง! ตลอดช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ผู้คนหลั่งไหลเข้าชมงานแน่นศูนย์สิริกิติ์ทุกฮอลล์ เชื่อมั่นผู้เข้าชมทะลุกว่าหลักแสนต่อวัน ขณะที่เพียง 4 วันแรก ยอดขายรวมก็พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยสีสัน ความคึกคัก และพลังแห่งการอ่านที่ไม่เคยแผ่ว โปรโมชั่นเด็ดจัดเต็มทั่วงาน เดินงานนี้ไม่มีคำว่า “แบกกลับบ้าน” ภายในงานปีนี้เรียกได้ว่าเป็น “สวรรค์ของนักอ่าน” ตัวจริง กับโปรโมชั่นสุดคุ้มจากทุกสำนักพิมพ์และร้านหนังสือยักษ์ใหญ่

• โปรบุฟเฟต์ 3 เล่ม 200 บาท, Shock Price 99 บาท หรือเริ่มต้นเพียง เล่มละ 50 บาท

• B2S (บูธ J49) จัดโปรแรง Clearance Sale เริ่มต้น 20 บาท พร้อม ลด 15% และพิเศษสุด! เมื่อซื้อครบ 4 เล่มขึ้นไปลด 20%

สำหรับสมาชิก The 1 รับสิทธิ์ คะแนน X10 เมื่อซื้อครบ 500 บาท

พร้อมทางเลือกสบายกระเป๋า ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน

• สายขนกลับไม่ต้องกังวล เพราะ ไปรษณีย์ไทย (บูธ A46 Hall 5) จัดบริการส่งตรงถึงบ้าน EMS เหมาเต็มกล่อง เริ่มต้นเพียง 50 บาท

รวมถึงหลายบูธยังมีโปร “ส่งฟรี” ตามเงื่อนไขพิเศษภายในงาน

งานเดียวในประเทศไทยที่รวมพลังของทุกสำนักพิมพ์ไว้ครบถ้วน กับหนังสือดีมีคุณค่ากว่า 2 ล้านเล่ม หนังสือปกใหม่กว่า 2,000 ปก กว่า 900 บูธ คาดตลอด 11 วันของการจัดงานจะมีผู้เข้าชมกว่า 1.3 ล้านคน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย นิทรรศการ อบรม และเวทีเสวนากว่า 100 รายการ ครอบคลุมทุกมิติของวงการหนังสือ ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงเทคโนโลยีการอ่านยุคใหม่ โดยทาง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ, และ คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ สร้างความคึกคักได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือกิจกรรม “หนังสือโปรดโดนใจคนดัง” โดย Rakuten KOBO ผู้นำแพลตฟอร์มอีบุ๊กระดับโลก ที่รวบรวมหนังสือกว่า 8 ล้านเล่มบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมชวนคนรักการอ่านร่วมฟังแรงบันดาลใจจากแขกรับเชิญคนดัง ได้แก่

• คุณเอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข นักร้องนักแต่งเพลงมากความสามารถ

• คุณหมอตังค์ นายแพทย์มรรคพร ขัตติยะทองคำ จากสำนักพิมพ์ชันสูตร

• คุณจักรกฤต โยมพยอม แห่งสำนักพิมพ์อะโวคาโด บุ๊กส์

ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มโปรด แบ่งปันพลังแห่งความรู้และการอ่านสู่ผู้อ่านในยุคดิจิทัล

6 โซนหนังสือขายดี ที่ต้องแวะทุกโซนในปีนี้ รวมสุดยอดหนังสือจากทุกหมวดหมู่ โดยแบ่งออกเป็น 6 โซนหลัก ได้แก่

1. หนังสือแนว How-to ยอดขายสูงสุดอันดับ 1

2. นิยายและวรรณกรรมแปล

3. นิยายวาย (Boy’s Love)

4. หนังสือเด็กและสื่อพัฒนาการเรียนรู้ปฐมวัย

5. โซนรวมโปรโมชั่น ของสะสม ของแถม และของที่ระลึกเฉพาะในงาน

6. โซน NON BOOK และบอร์ดเกม

ยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี “แห่งพลังการอ่าน” กับงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” ไม่เพียงเป็นงานขายหนังสือ แต่คือพื้นที่ครบถ้วนทั้งความรู้ ความสนุก และแรงบันดาลใจ ที่เปิดโลกการเรียนรู้และสร้างสังคมแห่งการอ่านอย่างยั่งยืน เป็นการรวมพลังของนักเขียน นักอ่าน และผู้ผลิตหนังสือทั่วประเทศไว้อย่างครบครัน

ห้ามพลาด! เชิญมาร่วมสัมผัสประสบการณ์การอ่านรูปแบบใหม่ “พลังแห่งตัวอักษรและเสียงดนตรี”

ในงาน Book Expo Thailand 2025 : Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า ตั้งแต่วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks #อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า #PUBAT