​อาชีวะสร้างช่างฝีมือ เปิดเวทีแข่งขันระดับชาติ ครั้งที่ 5 สืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาทักษะวิชาชีพ

​อาชีวะสร้างช่างฝีมือ เปิดเวทีแข่งขันระดับชาติ ครั้งที่ 5 สืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาทักษะวิชาชีพ

​อาชีวะสร้างช่างฝีมือ เปิดเวทีแข่งขันระดับชาติ ครั้งที่ 5 สืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาทักษะวิชาชีพ

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันทักษะวิชาชีพ อาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส ระดับชาติ ครั้งที่ 5 ปีการศึกษา 2568 โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 ตุลาคม 2568 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

นายยศพล เปิดเผยว่า โครงการอาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส เป็นโครงการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ประสบปัญหาความยากจนและขาดโอกาสทางการศึกษา     

ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 30 แห่ง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ 8 แห่ง ภาคกลาง 7 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 แห่ง และภาคใต้ 5 แห่ง โดยจัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระยะเวลา 1 ปี (12 เดือน) เน้นการฝึกทักษะวิชาชีพควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ผู้เรียนที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสามารถสอบผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงานได้ทุกคน

การจัดการแข่งขันทักษะวิชาชีพในครั้งที่ 5 นี้ เป็นเวทีให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้แสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญในสาขาวิชาชีพ เป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาหลักสูตร เพื่อมุ่งสู่การยกระดับคุณภาพการอาชีวศึกษา อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี ในหมู่คณะ ให้รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย

“การแข่งขันในครั้งนี้มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาเข้าร่วม 30 วิทยาลัย ครูและนักเรียน นักศึกษาเข้าแข่งขันจำนวนกว่า 800 คน โดยมีการแข่งขันทักษะวิชาชีพทั้งหมด 10 ทักษะตามฐานการเรียนของโครงการ ได้แก่ ทักษะงานไม้ งานไฟฟ้า งานเชื่อม งานตะไบ งานปูน งานตีเหล็ก งานเขียนแบบ งานเครื่องยนต์เล็ก งานซ่อมบำรุง และทักษะการสอน 14 ขั้นตอน (วิธีการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริงแบบมืออาชีพ ประกอบด้วย 14 ขั้นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์งาน การสาธิต การให้ผู้เรียนปฏิบัติ จนถึงการประเมินผล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสอนตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส)” เลขาธิการ กอศ. กล่าวและว่า

การแข่งขันในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การแข่งขันทักษะวิชาชีพของนักเรียน นักศึกษา 9 ทักษะ และการแข่งขันทักษะการสอน 14 ขั้นตอนสำหรับครูผู้สอน เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากการแข่งขันทักษะวิชาชีพแล้ว ยังมีกิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคีและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าร่วมการแข่งขัน เช่น กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ การแสดงทางวัฒนธรรมจากทุกภูมิภาค และการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียนนักศึกษา โดยชิ้นงานที่เกิดจากการแข่งขันและการจัดนิทรรศการจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ และบางชิ้นงานจะจำหน่ายเป็นการสนับสนุนกิจกรรมของนักเรียน นักศึกษาอีกด้วย ทั้งนี้ในการแข่งขันยังมีกิจกรรมพิธีส่งมอบธงการแข่งขันให้แก่เจ้าภาพจัดการแข่งขันในปีถัดไป คือ วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา จ.น่าน ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบสานและต่อยอดความสำเร็จของโครงการ เพื่อให้การพัฒนาทักษะวิชาชีพของเยาวชนในทุกพื้นที่ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และเตรียมความพร้อมกำลังคนด้านอาชีวศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

อว. มอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เร่งรัด สทน. ลุย ‘โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’

อว. มอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เร่งรัด สทน. ลุย ‘โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’

อว. มอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เร่งรัด สทน. ลุย ‘โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. พร้อมด้วย ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์  ดร.กนกพร บุญศิริชัย  ดร.พรสรรค์ โรจนพานิช รองผู้อำนวยการ สทน. เข้าพบ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อรายงานภารกิจการดำเนินงานของ สทน. ตลอดจนทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม เกษตร และสาธารณสุขของประเทศ

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผอ.สทน. กล่าวว่า ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้เน้นย้ำให้ สทน. เร่งรัดการดำเนินงาน “โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค” เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศด้านการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีรังสีในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการยืดอายุและเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร การสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหาร รวมทั้งการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำของภูมิภาค โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ของ สทน. ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ตามนโยบายรัฐบาล ในอนาคต สทน. มีเป้าหมายดำเนินจัดตั้งการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ให้ครบทั้ง 4 ภาค คือ โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ประจำภาคภาคตะวันออก  จังหวัดระยอง  โครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ประจำภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่  และโครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ประจำภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช

สำหรับผลการดำเนินงานในรอบปี 2568 สทน. ให้ความสำคัญสูงสุดในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะการผลิตและให้บริการ “สารเภสัชรังสี” (Radiopharmaceuticals) เพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษา ในปี 2568 สทน. ได้ส่งมอบสารเภสัชรังสีไปยังหน่วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์กว่า 30 แห่งทั่วประเทศ มีจำนวนผู้ที่เข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง ไทรอยด์ และมะเร็งกระดูก ทั่วประเทศแล้วถึง 27,360 ราย ความสำเร็จจากการผลิตเองในประเทศ ช่วยลดความสูญเสียและลดมูลค่าการนำเข้าสารเภสัชรังสีจากต่างประเทศได้กว่า 405.58 ล้านบาท โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเภสัชรังสีได้ 65 ล้านบาทต่อปี และลดความสูญเสียจากการหยุดงานได้ 350 ล้านบาทต่อปี

สำหรับด้านการเกษตรและอาหาร ได้นำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มความมั่งคั่งให้เกษตรกร ด้วยการยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก เช่น การบริการด้านอาหาร/การเกษตร (การฉายรังสี) ช่วยลดความสูญเสียและลดมูลค่าการนำเข้าได้กว่า 667.56 ล้านบาท  การถ่ายทอดเทคโนโลยีการฉายรังสีเพื่อ ฆ่าเชื้อและยืดอายุอาหารพื้นถิ่น ผ่านโครงการการพัฒนาอาหารพื้นถิ่นด้วยการฉายรังสี ทำให้เกิดการยกระดับคุณภาพอาหารพื้นถิ่นให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 61 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังได้เดินหน้าโครงการลดจำนวนแมลงวันผลไม้ด้วยเทคนิคการใช้แมลงวันเป็นหมัน (Sterile Insect Technique – SIT) เพื่อสนับสนุนและปกป้องไม้ผลเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความสำเร็จในการพัฒนาพอลิเมอร์ดูดซับน้ำสูง (Hydrogel) เพื่อประยุกต์ใช้ในการเกษตรให้พืชทนแล้ง 

ด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีอนาคต ให้บริการด้านเทคนิคนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยมีผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและความปลอดภัยทางรังสีและนิวเคลียร์เข้ารับบริการแล้ว 5,940 ราย เช่น การตรวจสอบโดยไม่ทำลายเพื่อค้นหารอยร้าว หรือตรวจสอบความสมบูรณ์ของการเชื่อมโลหะ

และสุดยอดผลงานวิจัยเพื่ออนาคต สทน. ได้เริ่มงานวิจัยขั้นแนวหน้าด้านวิศวกรรม โทคาแมค (Tokamak) หรือ “ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์” เครื่องแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการวิจัยด้านพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน เพื่อเป็นทางเลือกด้านพลังงานในอนาคตของประเทศ ด้านการพัฒนาบุคลากรและสร้างการรับรู้ ในปี 2568 สทน. ได้พัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปแล้ว 30,818 ราย และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์สู่ประชาชนกว่า 2.1 ล้านคน เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และนวัตกรรมของ สทน. มากขึ้น

​‘KMITL OPEN HOUSE 2025’ เปิดระบบ ‘iFolio’ สมัครเรียนต่อแบบใหม่

​‘KMITL OPEN HOUSE 2025’ เปิดระบบ ‘iFolio’ สมัครเรียนต่อแบบใหม่

​‘KMITL OPEN HOUSE 2025’ เปิดระบบ ‘iFolio’ สมัครเรียนต่อแบบใหม่

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรม KMITL OPEN HOUSE 2025ภายใต้แนวคิด “KMITL : Living Lab” ทุกพื้นที่คือการเรียนรู้และลงมือทำ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ที่งาน Dek-D’s TCAS Fair  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยมีนักเรียนระดับมัธยศึกษา  ผู้ปกครอง และผู้สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก พร้อมเปิดตัวระบบการรับสมัครเข้าศึกษาต่อรูปแบบใหม่ “iFolio” สำหรับนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อในปีการศึกษา 2569

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การจัดงานเปิดบ้าน KMITL OPEN HOUSE 2025 มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและเข้ามาสอบถามแนวทางการศึกษาต่อที่บูธของ สจล. ในคณะต่างๆ เป็นจำนวนมาก และในงานนี้ สจล. ยังได้ทำการเปิดตัว “iFolio” เป็นการสมัครเข้าเรียนกับ สจล. รูปแบบใหม่ โดยที่นักเรียนที่เข้าศึกษาต่อในปีการศึกษา 2569 นั้น จะต้องเข้าสู่ระบบการสร้าง “iFolio” ด้วยตนเอง เป็นระบบที่ปรับให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและไลฟ์สไตล์ของเด็ก Gen Z มากยิ่งขึ้น

สำหรับระบบ iFolio ที่ สจล.จัดทำขึ้นเป็นระบบการทำแฟ้มสะสมผลงานออนไลน์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา หรือ ปวส. ปวช. หรือผู้ที่จะสมัครเข้าเรียน สจล. เท่านั้น เป็นการกรอกข้อมูลเพื่อใช้พิจารณาการรับเข้าศึกษาต่อรอบ TCAS1-4 เริ่มปีการศึกษา 2569 ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของประเทศ ทั้งนี้ ข้อดีคือจะทำให้ผู้สมัครประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย สะดวกในการจัดการ เข้าถึงได้ง่าย ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รองรับภาษาไทยและอังกฤษ

ดังนั้น ผู้ที่จะสมัครเข้าเรียนต่อใน สจล. รอบ TCAS1-4 หรือ Portfolio นั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าไปสร้างโปรไฟล์ของตัวเองไว้ก่อนเมื่อผู้สมัครเข้าสู่ระบบ จะได้กรอกข้อมูลส่วนตัว ผลการศึกษา ผลงานต่างๆ  กิจกรรมการแข่งขัน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่ให้แต่ละคณะสามารถเข้าไปดึงข้อมูลของผู้สมัครมาประกอบการพิจารณาได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องยื่นหรือส่งพอร์ตมาที่คณะ ซึ่งมีเพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้น คือ 1.สร้างแฟ้มสะสมผลงาน iFolio ใน https://ifolio.kmitl.ac.th/ 2.สมัครเข้าเรียนที่ https://admission.reg.kmitl.ac.th/ ของสำนักทะเบียนและบริการการศึกษา สจล.

สกร.ลุยปรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร.ลุยปรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร.ลุยปรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) เป็นประธานการประชุมคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ครั้งที่ 1/2568 ร่วมกับนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษา เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานของคณะที่ปรึกษาและจุดเน้นการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 อาคารกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings โดยมีนางยุพิน บัวคอม และนายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วยที่ปรึกษาอธิบดี ผู้ช่วยเลขานุการคณะที่ปรึกษา และผู้อำนวยการกอง/กลุ่มส่วนกลาง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นางเกศทิพย์ กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ การวางแผนและกำหนดแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนภารกิจอื่นตามที่อธิบดีมอบหมาย ทั้งนี้ ได้จัดตั้งคณะที่ปรึกษาจำนวน 7 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการพัฒนาทักษะและสมรรถนะอาชีพ 2.ด้านกฎหมาย 3.ด้านวิชาการ 4.ด้านประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร 5.ด้านมาตรฐานและประกันคุณภาพการเรียนรู้ 6.ด้านโครงสร้างบุคลากรและอัตรากำลัง 7.ด้านติดตามและประเมินผล

อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านจาก กศน. มาสู่ สกร. ภายใต้พระราชบัญญัติการเรียนรู้ตลอดชีวิต พ.ศ. 2566 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องร่วมกันเติมเต็มช่องว่างและต่อยอดจุดแข็งเดิม เพื่อให้ สกร. เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง โดยมีเวลาอีกเพียงหนึ่งปีเศษในการปรับโครงสร้าง อัตรากำลัง และภาระงานให้สมบูรณ์ตามกฎหมายฉบับนี้” พร้อมย้ำถึงความสำคัญของทีมที่ปรึกษาซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม “ดิฉันเชื่อมั่นว่าหากเราแบ่งงานให้ตรงกับความถนัดของแต่ละท่าน งานจะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“คณะที่ปรึกษาของ สกร. ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากหลากหลายบริบท ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในสังกัด ตลอดจนบุคคลจากภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีบทบาทสำคัญในสังคม ซึ่งจะสามารถให้คำแนะนำ เสนอแนวคิดเชิงนโยบาย และเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี” นางเกศทิพย์ กล่าว

ห้ามพลาด’งานมหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30′ จัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

ห้ามพลาด'งานมหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30' จัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

ห้ามพลาด’งานมหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30′ จัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.21 น.

วันหยุดยาว! ห้ามพลาด งานมหกรรมหนังสือฯ คนแห่ร่วมงานแน่นขนัด ทะลุหลักแสนต่อวัน ยอดขายพุ่งกระฉูด! ทุกสำนักพิมพ์พร้อมใจจัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี พลาดไม่ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 19 ต.ค.ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์

ปรากฏการณ์นักอ่านกลับมาอีกครั้ง วันหยุดยาวสุดคึกคัก ในงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” (Book Expo Thailand 2025) ภายใต้แนวคิด “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” ที่จุดกระแสการอ่าน สุดปัง! ตลอดช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ผู้คนหลั่งไหลเข้าชมงานแน่นศูนย์สิริกิติ์ทุกฮอลล์ เชื่อมั่นผู้เข้าชมทะลุกว่าหลักแสนต่อวัน ขณะที่เพียง 4 วันแรก ยอดขายรวมก็พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยสีสัน ความคึกคัก และพลังแห่งการอ่านที่ไม่เคยแผ่ว โปรโมชั่นเด็ดจัดเต็มทั่วงาน เดินงานนี้ไม่มีคำว่า “แบกกลับบ้าน” ภายในงานปีนี้เรียกได้ว่าเป็น “สวรรค์ของนักอ่าน” ตัวจริง กับโปรโมชั่นสุดคุ้มจากทุกสำนักพิมพ์และร้านหนังสือยักษ์ใหญ่

• โปรบุฟเฟต์ 3 เล่ม 200 บาท, Shock Price 99 บาท หรือเริ่มต้นเพียง เล่มละ 50 บาท

• B2S (บูธ J49) จัดโปรแรง Clearance Sale เริ่มต้น 20 บาท พร้อม ลด 15% และพิเศษสุด! เมื่อซื้อครบ 4 เล่มขึ้นไปลด 20%

สำหรับสมาชิก The 1 รับสิทธิ์ คะแนน X10 เมื่อซื้อครบ 500 บาท

พร้อมทางเลือกสบายกระเป๋า ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน

• สายขนกลับไม่ต้องกังวล เพราะ ไปรษณีย์ไทย (บูธ A46 Hall 5) จัดบริการส่งตรงถึงบ้าน EMS เหมาเต็มกล่อง เริ่มต้นเพียง 50 บาท

รวมถึงหลายบูธยังมีโปร “ส่งฟรี” ตามเงื่อนไขพิเศษภายในงาน

งานเดียวในประเทศไทยที่รวมพลังของทุกสำนักพิมพ์ไว้ครบถ้วน กับหนังสือดีมีคุณค่ากว่า 2 ล้านเล่ม หนังสือปกใหม่กว่า 2,000 ปก กว่า 900 บูธ คาดตลอด 11 วันของการจัดงานจะมีผู้เข้าชมกว่า 1.3 ล้านคน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย นิทรรศการ อบรม และเวทีเสวนากว่า 100 รายการ ครอบคลุมทุกมิติของวงการหนังสือ ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงเทคโนโลยีการอ่านยุคใหม่ โดยทาง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ, และ คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ สร้างความคึกคักได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือกิจกรรม “หนังสือโปรดโดนใจคนดัง” โดย Rakuten KOBO ผู้นำแพลตฟอร์มอีบุ๊กระดับโลก ที่รวบรวมหนังสือกว่า 8 ล้านเล่มบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมชวนคนรักการอ่านร่วมฟังแรงบันดาลใจจากแขกรับเชิญคนดัง ได้แก่

• คุณเอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข นักร้องนักแต่งเพลงมากความสามารถ

• คุณหมอตังค์ นายแพทย์มรรคพร ขัตติยะทองคำ จากสำนักพิมพ์ชันสูตร

• คุณจักรกฤต โยมพยอม แห่งสำนักพิมพ์อะโวคาโด บุ๊กส์

ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มโปรด แบ่งปันพลังแห่งความรู้และการอ่านสู่ผู้อ่านในยุคดิจิทัล

6 โซนหนังสือขายดี ที่ต้องแวะทุกโซนในปีนี้ รวมสุดยอดหนังสือจากทุกหมวดหมู่ โดยแบ่งออกเป็น 6 โซนหลัก ได้แก่

1. หนังสือแนว How-to ยอดขายสูงสุดอันดับ 1

2. นิยายและวรรณกรรมแปล

3. นิยายวาย (Boy’s Love)

4. หนังสือเด็กและสื่อพัฒนาการเรียนรู้ปฐมวัย

5. โซนรวมโปรโมชั่น ของสะสม ของแถม และของที่ระลึกเฉพาะในงาน

6. โซน NON BOOK และบอร์ดเกม

ยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี “แห่งพลังการอ่าน” กับงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” ไม่เพียงเป็นงานขายหนังสือ แต่คือพื้นที่ครบถ้วนทั้งความรู้ ความสนุก และแรงบันดาลใจ ที่เปิดโลกการเรียนรู้และสร้างสังคมแห่งการอ่านอย่างยั่งยืน เป็นการรวมพลังของนักเขียน นักอ่าน และผู้ผลิตหนังสือทั่วประเทศไว้อย่างครบครัน

ห้ามพลาด! เชิญมาร่วมสัมผัสประสบการณ์การอ่านรูปแบบใหม่ “พลังแห่งตัวอักษรและเสียงดนตรี”

ในงาน Book Expo Thailand 2025 : Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า ตั้งแต่วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks #อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า #PUBAT

7,850 อปท.จับมือ กสศ. สร้าง ‘ตำบลแห่งโอกาส’ ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

7,850 อปท.จับมือ กสศ. สร้าง 'ตำบลแห่งโอกาส' ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

7,850 อปท.จับมือ กสศ. สร้าง ‘ตำบลแห่งโอกาส’ ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

7,850 อปท. จับมือ กสศ. สร้าง “ตำบลแห่งโอกาส” ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากทั่วประเทศเข้าร่วมทั้งแบบ Onsite และ Online การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอยู่ราว 8.8 แสนคน หลังจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 หน่วยงาน 11 แห่ง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สปสช. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และ กสศ. ได้ร่วมลงนาม MOU แก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ

“ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานขยายจากพื้นที่นำร่อง 25 จังหวัด สู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย อปท. 7,850 แห่งจะเป็น “หัวใจ” และ “กลไกหลัก” ในการเปลี่ยนตำบลและอำเภอให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนไว้ข้างหลัง” นายพัฒนะ กล่าว

นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า สถ. ทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง และการที่นโยบาย Thailand Zero Dropout ขยายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ถือเป็นหมุดหมายที่รอคอย เพราะ อปท. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและปัญหามากที่สุด

“การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบจะเกิดขึ้นจริง หาก อปท. ในฐานะเจ้าภาพหลักลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง และจับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแนบแน่น” นายสุรพลกล่าว    

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบและประธานคณะทำงานการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ คือ “คานงัด” สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร จึงสามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อปท. ต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบเป็นรายกรณี และสร้างกลไกการส่งต่อให้เด็กได้กลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้หลักการของการให้ความรู้และการเปิดโอกาส” ศาสตราจารย์วุฒิสารกล่าว

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถอดบทเรียนการทำงานของ อปท. ซึ่งพบว่ามีการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วกว่า 330 รูปแบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคกว่า 381 ประเด็น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นโจทย์แก้ไขต่อไป

สืบสานมรดกชาติ! ลพบุรีเปิดงานประเพณี ‘แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์’

สืบสานมรดกชาติ! ลพบุรีเปิดงานประเพณี ‘แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์’

สืบสานมรดกชาติ! ลพบุรีเปิดงานประเพณี ‘แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์’

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

สืบสานมรดกชาติ! รองผู้ว่าฯ ลพบุรี เปิดงานประเพณี ‘แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์’ อัญเชิญพระศรีอาริย์ ‘ชักแห่ด้วยเชือก’ ให้พุทธศาสนิกชนสรงน้ำ

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดงานสืบสานประเพณี แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์ ณ วัดไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี โดยมี นายสรณต ณ ศรีโต นายอำเภอท่าวุ้ง, นางสวามินี อิสระทะ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี พร้อมข้าราชการและพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

สำหรับประเพณีแห่พระศรีอริยเมตไตรย (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ประเพณีชักพระศรีอาริย์) ถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ชาวบ้านตำบลเขาสมอคอนถือปฏิบัติกันมาช้านาน และเพิ่งได้รับการคัดเลือกและประกาศให้เป็น ‘มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติประจำปี พ.ศ. 2566 ด้านแนวปฏิบัติทางสังคมพิธีกรรม ประเพณี’

ประเพณีนี้จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 และ วันแรม 4 ค่ำ เดือน 11 โดยจะมีการ อัญเชิญพระศรีอาริย์ประดิษฐานบนตะเข้ และใช้เชือกชักแห่ไปในเส้นทางวัดท้องคุ้งและวัดเทพอำไพ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ปิดทองและสรงน้ำ

เอกลักษณ์ที่สำคัญของงานประเพณีนี้ คือ ตลอดสองข้างทางจะมี โรงทาน ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชนวัดไลย์ ที่มีความเชื่อเรื่องการให้ทานและบริจาคทาน โดยมีประชาชนเข้าร่วมจัดโรงทานเป็นจำนวนมาก ประเพณีแห่พระศรีอาริย์ของวัดไลย์จึงไม่เพียงแต่แสดงถึงการทำบุญเท่านั้น แต่ยังแสดงถึง ความสามัคคีและการรวมพลังของคนในชุมชน ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นโบราณวัตถุสำคัญที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

พระศรีอริยเมตไตรย ที่ใช้อัญเชิญในพิธีนี้ ถือเป็นปูชนียวัตถุสำคัญของวัดไลย์ สันนิษฐานว่าวัดไลย์ถูกสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น โดยมีลักษณะที่โดดเด่นคือ เป็นพระพุทธรูปหล่อแบบพุทธสาวก ซึ่งมีเศียรโล้น ไม่มีเปลวรัศมี ลักษณะคล้ายมนุษย์สามัญ นั่งขัดสมาธิ ทำจากสำริด ลงรักปิดทอง มีความสวยงาม ตามตำนานระบุว่า องค์ปัจจุบันถูกซ่อมสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 5 โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ แทนองค์เดิมที่ถูกไฟไหม้ และได้รับการอัญเชิญกลับมาสู่เมืองลพบุรี เพื่อให้ลูกหลานพระศรีอาริย์ได้ร่วมกันรักษาเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน ///-026

กาฬสินธุ์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวเขาภูสิงห์’ คนนับหมื่นแห่ร่วมงานบุญใหญ่

กาฬสินธุ์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวเขาภูสิงห์’ คนนับหมื่นแห่ร่วมงานบุญใหญ่

กาฬสินธุ์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวเขาภูสิงห์’ คนนับหมื่นแห่ร่วมงานบุญใหญ่

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

ชาวพุทธกาฬสินธุ์เนืองแน่น! ร่วมตักบาตรเทโวโรหะณะ เขาภูสิงห์ พระสงฆ์กว่า 300 รูป เดินลงบันไดสวรรค์ 654 ขั้น  ผ่านถนนเทโวฯ ระยะทางกว่า 2 กม. ชมขบวนเทวดา นางฟ้าสุดอลังการ และเปรต สร้างสีสันงานบุญยิ่งใหญ่

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณเชิงเขาภูสิงห์ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีการจัดงานประเพณี ตักบาตรเทโวโรหะณะ สักการะพระประชาชนบาล นมัสการพระหรมภูมิปาโล ครั้งที่ 21 โดยมี นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และหัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

สำหรับงานในปีนี้ พระเมธีวัชราจารย์, ดร. เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์รวม 300 รูป ออกรับบิณฑบาต โดยริ้วขบวนได้เดินลงจากยอดเขาภูสิงห์ ผ่าน บันไดสวรรค์ 654 ขั้น ลงมาตามถนนเทโวเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร

พิธีมีการจำลองเรื่องราวในพุทธกาลครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ (อันเป็นที่มาของ ‘วันพระเจ้าเปิดโลก’) โดยมี นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ รับบทเทวดาลั่นฆ้องชัย นำขบวนจำลองที่มีพระอินทร์ พระพรหม เทวดา นางฟ้า ร่วมส่งเสด็จ ขณะที่เบื้องล่างมีพุทธศาสนิกชนและผู้ที่จำลองเป็นเปรต มารอรับส่วนบุญ

นางสาวกัญญาภัค แจ่มใส นายอำเภอสหัสขันธ์ เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานคือการสืบสานประเพณีของชุมชน และที่สำคัญคือการส่งเสริมการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปีนี้ในแต่ละวันของการจัดงาน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 2,000 คน ภาพรวมมีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมากราว 25,000 คน และคาดว่าจะมี เงินสะพัดประมาณ 3-5 ล้านบาท

‘ในภาพรวมของอำเภอสหัสขันธ์ ในช่วงการจัดงานประเพณีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก ทำให้ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก ถูกจองเต็ม เกิดเงินสะพัดในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ในเชิงบวก’ นายอำเภอสหัสขันธ์กล่าว พร้อมระบุว่า ในระยะยาวจะถอดบทเรียนเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน โดยชูจุดเด่นของอำเภอทั้งการเรียนรู้โลกดึกดำบรรพ์ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาทั้ง 3 ลูก และการท่องเที่ยวทางน้ำที่สะพานเทพสุดา

พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ เจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ กล่าวว่า คณะสงฆ์อำเภอสหัสขันธ์ได้พร้อมใจจัดงานนี้เพื่อส่งเสริมและเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงร่วมสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน ทำให้บรรยากาศช่วงปลายฝนต้นหนาวกลับมาคึกคักอีกครั้ง

สิ่งของที่ได้รับจากการบิณฑบาต อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง นม ขนม จะถูกคัดแยกและเตรียม ส่งมอบให้กับเด็กๆ นักเรียนในพื้นที่ เพื่อเป็นเสบียงอาหารสำหรับเด็กต่อไป แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมใจทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และวัด ในการทำบุญที่ไม่เสื่อมคลาย ///-026

‘ธรรมศาสตร์’ประกาศรุก’ท้องถิ่น’ หนุนไทยบรรลุ SDGs ก่อนถึงเส้นตาย ค.ศ.2030

'ธรรมศาสตร์'ประกาศรุก'ท้องถิ่น' หนุนไทยบรรลุ SDGs ก่อนถึงเส้นตาย ค.ศ.2030

‘ธรรมศาสตร์’ประกาศรุก’ท้องถิ่น’ หนุนไทยบรรลุ SDGs ก่อนถึงเส้นตาย ค.ศ.2030

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

จับตา “ธรรมศาสตร์” ขยับใหญ่ เปิดเกมรุก “ท้องถิ่น” ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยในภูมิภาค หนุนประเทศไทยบรรลุ SDGs ก่อนถึงเส้นตาย ค.ศ. 2030 หวังสร้างเศรษฐกิจ-ติดปีกขีดความสามารถทางการแข่งขัน “ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์” ประกาศผสานความยั่งยืนลงในหลักสูตรการเรียน ตั้งเป้าสร้างกำลังคนตอบโจทย์ประเทศ

ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) กล่าวภายหลังการจัดงาน “Thammasat SDGs Day” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุถึงแนวทางการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วง 5 ปีสุดท้าย ก่อนถึงเส้นตายที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) คือภายในปี 2573 หรือ ค.ศ. 2030

ผศ.ชล เปิดเผยว่า การบรรลุ SDGs จะช่วยสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมากซึ่งนอกจากเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังสัมพันธ์ต่อความเชื่อมั่นที่จะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน การส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพทางการทูตด้วย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ปัจจุบันหลายประเทศได้กำหนดกติกาให้บริษัทขนาดใหญ่ของเขาต้องมีความรอบคอบในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งบริษัทเหล่านั้นก็ได้เข้ามาตั้ง

โรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทย ดังนั้นหากไทยไม่ขับเคลื่อน SDGs ให้บรรลุผล ก็มีความเป็นไปได้ที่บริษัทเหล่านั้นจะย้ายฐานการผลิตออกไป

“จากการหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพบว่ามีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ได้ระบุมาอย่างชัดเจนแล้วว่า หากประเทศไทยยังไม่มีแหล่งพลังงานทดแทน 100% ในอนาคตก็จำเป็นจะต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นแทน เชื่อว่าจะมีแบบนี้อีกไม่น้อยและจะกระทบต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และมิติทางสังคมอื่นๆ อีกมาก นี่คือเหตุผลที่เราต้องจริงจังกับการขับเคลื่อน SDGs ซึ่งในธรรมศาสตร์มีการพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังว่าในสถาบันการศึกษาจะสนับสนุนส่วนใดได้บ้าง” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน กล่าว

ผศ.ชล กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องมาเสริมทัพประเทศไทยในแง่งานวิจัย นวัตกรรม และการสร้างกำลังคน ซึ่งขณะนี้ธรรมศาสตร์ได้จัดทำแผนและขับเคลื่อน SDGs ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในระยะเวลา 5 ปีที่เหลือ ภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญ คือมุ่งเน้นไปที่ท้องถิ่นผ่านการทำงานข้อมูลและงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค หน่วยงานระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ สนับสนุนข้อมูล SDG Index ระดับจังหวัด และองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน SDGs ตามความท้าทายของบริบทแต่ละพื้นที่ และร่วมมือกับภาคประชาสังคมสนับสนุนให้นักศึกษาลงพื้นที่ไปเป็นอาสาสมัครเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานกับชุมชนด้วย

นอกจากนี้ ภายในปี 2569 ธรรมศาสตร์จะมุ่งทำความร่วมมือกับองค์ระหว่างประเทศ อาทิ องค์กรเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านสิทธิสตรี องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เพื่อให้มีการบรรจุหลักการการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนลงไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนของทุกคณะ เพื่อสร้างกำลังคนด้าน SDGs ให้ประเทศไทย และร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เพื่อผลักดัน SDGs ในระดับท้องถิ่นอย่างเข้มข้น

. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้พูดคุยเรื่อง SDGs กันอย่างต่อเนื่อง และเห็นร่วมกันว่า SDGs คือโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม New S-Curve แต่กำลังประสบปัญหาเรื่องทักษะคนทำงานไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต ธรรมศาสตร์จึงได้นำ SDGs เข้ามาผสานกับหลักสูตรการเรียน เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงผ่านการเรียนรู้จากการทำงานจริง

นอกจากนี้ ยังมีการนำตัวชี้วัดมาเป็นโจทย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อมทั้งดำเนินโครงการสำคัญ 4 ด้าน คือ 1. Thammasat zero waste เพื่อทำให้ปริมาณการรีไซเคิลไปถึง 50% ของปริมาณของเสียทั้งหมด 2. Carbon Neutral Campus วางแผนจัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นเป็นปีแรก และผลักดันให้เกิดการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นระดับองค์กร โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) 3. ขับเคลื่อนให้ส่วนงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัยดำเนินการตามมาตรฐาน Green Office และ 4. Volunteer Sustainable Development ซึ่งจะทำความร่วมมือกับโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติ (UN Volunteer) และมูลนิธิต่างๆ ด้านอาสาสมัคร ในการมาช่วยเดินหน้าเรื่อง SDGs

สำหรับการจัดกิจกรรม Thammasat SDGs Day มีการจัดกิจกรรม 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. SDGs Lab การจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนด้าน SDGs 2. บูธกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์จากชุมนุม กลุ่มอิสระของนักศึกษา และเครือข่าย 3. เวทีสำหรับการนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้นโยบายเพื่อความยั่งยืนในระดับมหาวิทยาลัยหลากหลายหัวข้อ อาทิ การเสวนาแลกเปลี่ยน Best Practice จากหน่วยงานชั้นนำในธรรมศาสตร์ เช่น การเปิดศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะแบตเตอรี่ลิเทียม ของสำนักงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง หรือการคว้ารางวัล 1st Place WINNER จากเวที IFLA Green Library Award 2025 ในสาขา Best Green Library Project ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘องคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

'องคมนตรี'เป็นผู้แทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

‘องคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.33 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ผู้แทนพระองค์ ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

ในวันนี้ (10 ตุลาคม 2568) เป็นการพระราชทานปริญญาบัตรให้กับผู้สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในการนี้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินงานมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่ได้น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา เพื่อสร้างคุณลักษณะ 4 ประการให้กับผู้เรียน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้น้อมนำแนวทางการดำเนินงาน สู่การปฏิบัติและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาท้องถิ่นครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสิ่งแวดล้อม มีการสร้างชุมชนต้นแบบด้านการท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาต่อยอดอัตลักษณ์ชุมชนสู่ Soft Power

จากนั้นเป็นการมอบปริญญาปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ให้กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประเทือง จินตสกุล ต่อด้วย รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวรายงานผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา รวม 1,623 คน เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร

จากนั้นในภาคบ่าย เป็นการเข้ารับของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.คมเพชร ฉัตรศุภกุล นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กล่าวรายงานการดำเนินงานมหาวิทยาลัย และนำผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญบัตร รวม 817 คน ต่อด้วยการเข้ารับของผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยมี นายกอบชัย บุญอรณะ นายกสภามหาวิทยาลัย กล่าวรายงานการดำเนินงานมหาวิทยาลัย และนำผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญบัตร รวม 403 คน