ยกระดับคุณภาพชีวิต ‘ผู้ต้องขังหญิง’ ‘Where the Silence Speaks’ นวัตกรรมเพื่อความยุติธรรม

ยกระดับคุณภาพชีวิต ‘ผู้ต้องขังหญิง’ ‘Where the Silence Speaks’ นวัตกรรมเพื่อความยุติธรรม

ยกระดับคุณภาพชีวิต ‘ผู้ต้องขังหญิง’ ‘Where the Silence Speaks’ นวัตกรรมเพื่อความยุติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภายใต้แนวคิดที่ยึดผู้คนเป็นศูนย์กลางในระบบยุติธรรม ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร อาจารย์สายวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ริเริ่มและพัฒนาโครงการ “Where the Silence Speaks” โครงการต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่เปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มที่ตั้งครรภ์หรือมีลูกเล็กในเรือนจำ โดยการรวบรวมเสียงสะท้อนด้านต่างๆ ทั้งในมิติของงานวิจัย การเรียนการสอน นิทรรศการ งานศิลปะ และความร่วมมือเชิงนโยบาย

หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการคือ การพยายามให้ผู้ต้องขังสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่และรู้สึกปลอดภัยเพราะข้อจำกัดในด้านเสรีภาพและสถานที่ โดยเน้นไปที่การพัฒนาเครื่องมือและกระบวนการในการรวบรวมข้อมูลที่เข้าถึงและใช้งานง่าย และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจให้ผู้ต้องขังสามารถแสดงออกถึงความต้องการของตนได้อย่างแท้จริง

“ความท้าทายสำคัญไม่ใช่แค่การเข้าไปในเรือนจำ แต่คือการทลาย ‘สถาปัตยกรรมแห่งความเงียบ’ ที่ฝังลึกในใจของผู้หญิงเหล่านี้ ซึ่งรู้สึกว่าไม่มีสิทธิจะพูดหรือจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่านี้” ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ กล่าวว่า ทีมวิจัยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักศึกษา นักออกแบบ ผู้หญิงที่เคยถูกคุมขัง และผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน มีการทดลองเครื่องมือเบื้องต้นกับอดีตผู้ต้องขัง ก่อนนำไปใช้กับกลุ่มผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์และกลุ่มแม่ลูกอ่อนในเรือนจำ โดยดำเนินการภายใต้ มาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ที่เข้มงวด ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม และให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ การปกป้องสิทธิของกลุ่มเปราะบาง ทั้งด้านจิตใจ ความสมัครใจ และความเป็นส่วนตัว

จากกระบวนการนี้สามารถพัฒนาไปสู่ต้นแบบของศูนย์แม่และเด็กภายในทัณฑสถานหญิงกลาง คลองเปรม ซึ่งใช้นวัตกรรมทางแนวคิด “Creative Pragmatic Co-Design” ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำงานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดสูง เช่น ระบบเรือนจำ และผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันทำให้ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในระดับนโยบาย โดยผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลางได้เชิญทีมวิจัยไปนำเสนอแบบเพื่อประกอบการวางแผนงบประมาณและการจัดสร้างจริงในอนาคต ซึ่งเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการที่งานออกแบบเชิงมีส่วนร่วมสามารถมีผลต่อโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ควบคุม

นอกจากการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพแล้ว โครงการยังได้เปลี่ยนกรอบความคิดของเรือนจำ ให้มองบทบาทของ “พื้นที่” ไม่ใช่เพียงเพื่อการควบคุม แต่คือ พื้นที่ของความเข้าใจ การเยียวยา และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับหนึ่งในกลุ่มเปราะบางที่สุดในกระบวนการยุติธรรม

เครื่องมือการรวบรวมข้อมูลนี้ยังต่อยอดไปสู่การออกแบบสถานคุมขังภายหลังพ้นโทษ จัดนิทรรศการในพื้นที่สาธารณะ เช่น Walls to Welcome และ เลือน–จำ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้โจทย์จริง และพัฒนาไปปรับใช้กับกลุ่มผู้ผิดพลาดผู้พ้นโทษ และกลุ่มที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางอื่นๆ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกควบคุมสูง

เครื่องมือการรวบรวมข้อมูลนี้ได้รับ รางวัลระดับชาติ 2 รางวัล ได้แก่ ASAIHL Thailand Outstanding Achievement Award 2024 (ด้านการมีส่วนร่วมทางสังคม) และ Distinguished Academic Award in the Social Sciences 2024 (ระดับดี) ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพ ความต่อเนื่อง และความหมายของการนำงานออกแบบมาเป็นเครื่องมือของความยุติธรรมที่จับต้องได้

อยุธยาสืบสาน! ‘ตักบาตรเทโวฯโบราณ’ พระสงฆ์เดินลงจาก ‘เจดีย์ชัยมงคล’

อยุธยาสืบสาน! ‘ตักบาตรเทโวฯโบราณ’ พระสงฆ์เดินลงจาก ‘เจดีย์ชัยมงคล’

อยุธยาสืบสาน! ‘ตักบาตรเทโวฯโบราณ’ พระสงฆ์เดินลงจาก ‘เจดีย์ชัยมงคล’

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

ศักดิ์สิทธิ์-งดงาม! วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา สืบสานประเพณี ‘ตักบาตรเทโวฯโบราณ’ พระสงฆ์ 35 รูป เดินลงจาก ‘เจดีย์ชัยมงคล’ ของสมเด็จพระนเรศวรฯ

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่วัดใหญ่ชัยมงคลวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา ได้มีการจัดพิธีทำบุญ ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ อย่างยิ่งใหญ่และงดงามตามแบบโบราณ เนื่องในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังวันออกพรรษา

พระครูสิริชัยมงคล รองเจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา และเจ้าอาวาสวัดใหญ่ชัยมงคลวรวิหาร ได้นำพระภิกษุสงฆ์-สามเณร ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดจำนวน 35 รูป เดินลงมาจาก พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เพื่อรับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมากันพร้อมครอบครัว

พระครูสิริชัยมงคล กล่าวว่า การจัดพิธีลักษณะนี้เป็นการ จำลองเหตุการณ์ตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา ที่ว่า วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รับบิณฑบาต หลังจากเทศนาอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดา

คำว่า ‘เทโวโรหณะ’ แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก โดยทางวัดใหญ่ชัยมงคลฯ ยึดถือปฏิบัติประเพณีตามแบบโบราณ โดยให้พระสงฆ์เดินลงมาจากโบราณสถาน เจดีย์ชัยมงคล ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างขึ้นเพื่อประกาศชัยชนะต่อข้าศึกหลังทำสงครามยุทธหัตถี และเชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ในพิธี พุทธศาสนิกชนได้เตรียม ข้าวสารอาหารแห้ง ข้าวต้มมัด และลูกโยน มาทำบุญใส่บาตรอย่างเนืองแน่น ขณะเดียวกัน นักเรียนโรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล (ภาวนารังสี) ได้แต่งองค์เป็นเทวดา-นางฟ้า โปรยข้าวตอกดอกไม้ สร้างภาพที่สวยงามและเป็นมงคลกับชีวิตแก่ผู้มาร่วมงาน

สำหรับ ‘วัดใหญ่ชัยมงคล’ นั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1900 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง โดยมีชื่อเดิมว่า วัดป่าแก้ว และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากเหตุการณ์สำคัญใน พ.ศ. 2135 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรบชนะพระมหาอุปราชของหงษาวดี และให้สร้าง ‘พระเจดีย์ชัยมงคล’ ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดใหญ่ชัยมงคลในปัจจุบัน ////-026

บุรีรัมย์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวฯ’ พระสงฆ์เดินลงภูเขาไฟกระโดงด้วยบันไดนาค

บุรีรัมย์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวฯ’ พระสงฆ์เดินลงภูเขาไฟกระโดงด้วยบันไดนาค

บุรีรัมย์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวฯ’ พระสงฆ์เดินลงภูเขาไฟกระโดงด้วยบันไดนาค

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

บุรีรัมย์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวฯ’ พระสงฆ์ 99 รูป เดินลงภูเขาไฟกระโดงด้วยบันไดนาค 297 ขั้น

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณลานเชิงบันไดนาคราช หน้าวัดพระพุทธบาทเขากระโดง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่และเป็นที่ศรัทธาของประชาชน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย เภสัชกรหญิงณัฐรดา ปิจนำ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ตลอดจนนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ได้เดินทางไปร่วมพิธีเพื่อ เสริมสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

พิธีตักบาตรเริ่มขึ้นด้วยขบวนที่นำโดย พระพุทธรูปปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ และมีผู้ที่แต่งกายเป็น พระอินทร์ พรหม และเทวดา เดินนำหน้าพระสงฆ์ ซึ่งเป็นภาพที่งดงามน่าเลื่อมใสยิ่ง

จากนั้น พระสงฆ์จำนวน 99 รูป ได้เดินลงมาจากยอดภูเขาไฟกระโดง ตาม บันไดนาคราช จำนวน 297 ขั้น เพื่อรับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชนที่รอใส่บาตรอยู่บริเวณลานเชิงบันไดนาคราช ยาวไปจนถึงถนนด้านหน้าวัด

การตักบาตรในครั้งนี้ เป็นการเปรียบเสมือนภาพในพุทธกาล ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ โดยพุทธศาสนิกชนได้ตั้งจิตอธิษฐานใส่บาตรด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง และข้าวทิพย์ ที่ผ่านพิธีการกวนข้าวทิพย์ในวันออกพรรษา

ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ จัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ กล่าวคือ ในพรรษาที่ 7 นับแต่ปีที่ตรัสรู้ พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดง พระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดา เป็นเวลา 3 เดือน

ครั้นถึงวันปวารณาออกพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11) พระพุทธองค์จึงเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ทาง บันไดทิพย์ทั้ง 3 (บันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว) ที่ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) ให้พระวิษณุกรรมเนรมิตขึ้น ณ เมืองสังกัดนคร

ในวันดังกล่าว ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ที่โลกทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และบาดาล (นรก) ต่างมองเห็นซึ่งกันและกัน พุทธศาสนิกชนจึงเรียกวันนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “วันพระเจ้าเปิดโลก” และถือเป็นวันทำบุญตักบาตรที่พิเศษสืบทอดกันมา /////-026

พุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรเทโว 500 รูป เนื่องในวันออกพรรษา ณ พุทธอุทยานนานาชาติ หนองคาย

พุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรเทโว 500 รูป เนื่องในวันออกพรรษา ณ พุทธอุทยานนานาชาติ หนองคาย

พุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรเทโว 500 รูป เนื่องในวันออกพรรษา ณ พุทธอุทยานนานาชาติ หนองคาย

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

พุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรเทโว 500 รูป เนื่องในวันออกพรรษา ณ พุทธอุทยานนานาชาติ หนองคาย

8 ตุลาคม 2568 เวลา 06.00 น. พระครูสุวรรณรัตนสุนทร ดร. เจ้าคณะอำเภอรัตนวาปี เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย ประธานสงฆ์ นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายประธานฆราวาส พิธีตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษา แด่พระสงฆ์ 500 รูป ณ พุทธอุทยานนานาชาติ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย

ภายในงานพุทธศาสนิกชนได้พร้อมใจกันกล่าวคำแสดงตนเป็นพุทธมามกะ กล่าวคำอาราธนาศีล 5 นั่งสมาธิเจริญภาวนา ถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ถวายไทยธรรม

พุทธประวัติในคราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังเมืองสังกัสสนคร หลังจากเสด็จโปรดเทพบุตรพุทธมารดาเป็นเวลานานถึง 3 เดือน ในวันนั้นพระพุทธองค์ทรงเปิดโลกทั้งสาม คือ สวรรค์ มนุษย์ นรก ให้สามารถมองเห็นกันได้ ชาวเมืองจึงพากันทำบุญตักบาตรเป็นการใหญ่เพราะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้ามาถึง 3 เดือน การทำบุญตักบาตรในวันนั้นจึงได้ชื่อว่า ตักบาตรเทวโรหนะ ต่อมามีการเรียกกร่อนไปเหลือเพียง ตักบาตรเทโว เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นและเพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่ เพื่อสืบทอดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นประจำทุกปี

สั่งเชือด! ครูค้ายาบ้า3.7แสนเม็ด ‘รมว.นฤมล’บล็อกประวัติถาวร ตัดสิทธิ์ห้ามเป็นครูตลอดชีวิต

สั่งเชือด! ครูค้ายาบ้า3.7แสนเม็ด 'รมว.นฤมล'บล็อกประวัติถาวร ตัดสิทธิ์ห้ามเป็นครูตลอดชีวิต

สั่งเชือด! ครูค้ายาบ้า3.7แสนเม็ด ‘รมว.นฤมล’บล็อกประวัติถาวร ตัดสิทธิ์ห้ามเป็นครูตลอดชีวิต

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.13 น.

“รมว.นฤมล”สั่งคุรุสภา เชือดครูศูนย์เด็กเล็ก พัวพันค้ายา พร้อมบันทึกในระบบ ป้องกันขอใบอนุญาตในอนาคต ลั่น ไม่ให้คนขาดจรรยาบรรณอยู่ในระบบการศึกษา

8 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตำรวจสนธิกำลังจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด จำนวน 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 370,000 เม็ด โดยพบว่าหนึ่งในผู้ต้องหามีสถานะเป็นครูศูนย์เด็กเล็กว่า ครูคนดังกล่าวเป็นครูศูนย์เด็กเล็ก สังกัดท้องถิ่น ไม่ได้เป็นครูสังกัด ศธ.โดยตนได้ตรวจสอบข้อมูลคุรุสภา พบว่า ครูคนนี้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ออกใบอนุญาตเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2563 และหมดอายุเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 โดยขณะนี้ไม่พบข้อมูลการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่เมื่อมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางคุรุสภาจะดำเนินการจัดการได้

“กรณีนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะครูคือผู้ที่มีหน้าที่อบรมบ่มนิสัยเด็กเล็กให้เป็นคนดีของสังคม การเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่าจะในฐานะใด ย่อมเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพครูอย่างร้ายแรง และกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการศึกษาโดยรวม” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ตนได้มอบหมายให้คุรุสภาเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อพิจารณาดำเนินการทางวินัยและจรรยาบรรณตามข้อบังคับของคุรุสภา พร้อมทั้งให้บันทึกพฤติการณ์ดังกล่าวไว้ในระบบสารสนเทศผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้าม หากบุคคลดังกล่าวยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตในอนาคต

“กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า จะไม่ยอมให้ผู้ที่ขาดจรรยาบรรณ หรือมีพฤติกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของเยาวชน เข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาอย่างเด็ดขาด เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ และครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘วรัท’นำทีมพัฒนาสื่อ อบรมผู้กำกับลูกเสือ G.I.C.–B.T.C. ขับเคลื่อนแผนปี 67 – 70

‘วรัท’นำทีมพัฒนาสื่อ อบรมผู้กำกับลูกเสือ G.I.C.–B.T.C. ขับเคลื่อนแผนปี 67 – 70

‘วรัท’นำทีมพัฒนาสื่อ อบรมผู้กำกับลูกเสือ G.I.C.–B.T.C. ขับเคลื่อนแผนปี 67 – 70

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการจัดทำสื่อการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้ทั่วไป (G.I.C.) และผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้เบื้องต้น (B.T.C.) โดยมี นายสันติ สิงหาพรม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ สำนักงานลูกแห่งชาติ น.ส.ศกวรรณ เปลี่ยนขำ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือ พร้อมด้วยคณะวิทยากร เข้าร่วมฯ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า โครงการฯ เป็นการขับเคลื่อนงานตามแผนการพัฒนาลูกเสือไทย (พ.ศ. 2567 – 2570) ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านพัฒนากิจกรรมลูกเสือ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนากิจกรรมลูกเสือในทุกมิติและทุกภาคส่วน พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือให้มีสมรรถนะเป็นมืออาชีพ ส่งเสริมกิจกรรม ลูกเสือเน้นกระบวนการฝึกฝน ฝึกอบรม ไม่ใช่กระบวนการเรียนการสอนรวมทั้งประโยชน์อันพึงจะได้รับจากการปฏิบัติหรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

ทั้งนี้สำนักงานลูกเสือแห่งชาติได้กำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการจัดทำสื่อการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้ทั่วไป (G.I.C.) และผู้กำกับ ลูกเสือขั้นความรู้เบื้องต้น (B.T.C.) ระหว่างวันที่ 6 – 10 ตุลาคม 2568 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมีคณะทำงานจากทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมเป็นคณะทำงานฯ

GISTDA ใช้ ‘LiDAR’ สำรวจร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ ‘อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ’ เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในอดีต

GISTDA ใช้ ‘LiDAR’ สำรวจร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ ‘อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ’ เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในอดีต

GISTDA ใช้ ‘LiDAR’ สำรวจร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ ‘อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ’ เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในอดีต

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นี่คือตัวอย่างความสำเร็จของการต่อยอดเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศไปสู่การประยุกต์ใช้งานด้านโบราณคดี ซึ่งทำให้เกิดการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ศึกษา วิจัย และเข้าใจประวัติศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

กับ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์  ที่ได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566 ซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสำรวจพื้นที่ด้วยไลดาร์ (LiDAR ) หนึ่งในเทคโนโลยีสำรวจระยะไกล เพื่อหาร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในอดีต

ปิยวรรณ จารุภุมมิก” นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ GISTDA บอกว่า GISTDA มีการนำเทคโนโลยีไลดาร์มาใช้งานกว่า 10 ปี และได้นำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านการสำรวจในงานโบราณคดีตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งสามารถช่วยสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่และยากต่อการเข้าถึง เช่น ภูเขาหรือป่าทึบ ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และไม่ทำลายร่องรอยของแหล่งโบราณคดี การใช้เทคโนโลยีไลดาร์ดังกล่าวสามารถสร้างชั้นข้อมูลแบบจำลองระดับความสูงเชิงเลข หรือ DEM ซึ่งเป็นข้อมูลแสดงพื้นผิวของเปลือกโลก โดยไม่แสดงคุณลักษณะต่างๆ เช่น ต้นไม้ สิ่งปลูกสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เห็นร่องรอยที่ซ่อนอยู่ที่พื้นผิวดินได้อย่างชัดเจน

โดยที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ GISTDA ได้มีโครงการร่วมสำรวจพื้นที่โดยครอบคลุมบริเวณเขาคลังนอก และเขาถมอรัตน์ รวมพื้นที่เกือบ 50 ตารางกิโลเมตร โดยมีเครื่องมือหลัก คือโดรนที่ติดตั้งเทคโนโลยีไลดาร์ สำหรับการสำรวจพื้นที่กว้างจากการสั่งการระยะไกล ซึ่งจะได้ภาพ 2 มิติแบบ Top View ทั้งนี้ GISTDA ได้เพิ่มการสำรวจด้วยไลดาร์แบบติดเป้สะพายหลัง เพื่อเก็บข้อมูลรายละเอียดในพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นจุดสำคัญ สำหรับนำมาพัฒนาเป็นภาพ 3 มิติ ที่สามารถต่อยอดสู่การทำ Virtual Tour หรือทัวร์เสมือนจริงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ในอนาคต

สำหรับการดำเนินการสำรวจในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ปิยวรรณ จารุภุมมิก บอกว่า หลังจากได้รับอนุมัติโครงการ ทีมงานต้องเริ่มตั้งแต่การขออนุญาตเข้าในพื้นที่ตามกฎระเบียบและเพื่อความปลอดภัย มีการออกแบบแผนการบินโดรน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องเชิงตำแหน่งสูง และใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ในการบินสำรวจ และ 3 เดือนในการประมวลผลและทยอยส่งข้อมูล ให้กับ “ผศ. ชวลิต ขาวเขียว” ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีในโครงการฯ เป็นผู้วิเคราะห์แปลผล

ในมุมของนักโบราณคดี ผศ.ชวลิต ขาวเขียว รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งกล่าวในงานเสวนา Special Talk “ Eye From Sky: Discovering The Lost In Time Ep.2” บอกว่า ในทางโบราณคดี การใช้ไลดาร์มีประโยชน์ได้มากกว่าการทำ Virtual Tour หรือทัวร์เสมือนจริง โดยไลดาร์ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเซนเซอร์ที่ใช้แสงเลเซอร์ในการตรวจวัด สามารถสแกนผ่านต้นไม้ไปยังวัตถุที่อยู่บนพื้นผิวดิน เมื่อถ่ายภาพออกมาแล้วตัดภาพต้นไม้ออก จะเห็นร่องรอยต่างๆ ในพื้นที่ที่เคยมีต้นไม้ปกคลุมอยู่ นั่นคือสิ่งที่นักโบราณคดีต้องการ และนำไปศึกษาต่อได้

อย่างไรก็ดีแม้ว่าเทคโนโลยีนี้ จะทำให้เห็นวัตถุต่างๆ บนพื้นผิวดิน แต่ก็ไม่สามารถแยกได้ว่าร่องรอยนั้นๆ เป็นสิ่งที่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือในอดีต รวมถึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือเกิดจากน้ำมือมนุษย์จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีในการแปลความ

จากการแปลความเบื้องต้นในส่วนของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ซึ่งมีอายุกว่า 1,200 ปี ผศ.ชวลิต” บอกว่า ได้ค้นพบข้อมูลใหม่ๆ จากไลดาร์ โดยเฉพาะจุดสังเกตเรื่องของเมืองแห่งใหม่ที่ซ้อนอยู่ในเมืองใน หลักฐานที่แสดงถึงระบบบริหารจัดการน้ำที่มีคูเมืองและมีการเก็บน้ำแบบที่สูงไปหาต่ำเป็นลำดับขั้น รวมถึงการมองเห็นภาพรวมที่ชัดเจนของเส้นทางการขยายเมืองและการทำเกษตรกรรมในยุคโบราณ ซึ่งทีมวิจัยจะมีการแปลความพื้นที่ที่น่าสงสัย และส่งให้กรมศิลปากรทำการตรวจสอบ วางแผนสำรวจ และบริหารจัดการพื้นที่ต่อไปในอนาคต

ปัจจุบัน GISTDA มีศักยภาพและความพร้อมในการให้บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อประยุกต์ใช้ในวงการโบราณคดี โดยมีนักบังคับโดรนที่มีความเชี่ยวชาญ และมีใบอนุญาตในการบิน ขณะเดียวกันก็มีพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสำรวจระยะไกลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาใช้ร่วมกับภาพถ่ายจากดาวเทียม

อนาคต นักภูมิสารสนเทศชำนาญการจาก GISTDA คาดหวังว่า ข้อมูลที่ได้จากเทคโนโลยีจาก GISTDA จะสามารถส่งต่อ และเผยแพร่ไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว รวมถึงสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับนักศึกษา และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อมีส่วนร่วม ในการปกป้อง ดูแลรักษาโดยไม่แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของชาติ

ขอบคุณภาพจาก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

‘พล.ท.บุญสิน’ขอบคุณ’มทร.อุเทนถวาย’ มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

'พล.ท.บุญสิน'ขอบคุณ'มทร.อุเทนถวาย' มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

‘พล.ท.บุญสิน’ขอบคุณ’มทร.อุเทนถวาย’ มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.27 น.

“พล.ท.บุญสิน”ขอบคุณ”มทร.อุเทนถวาย” มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้าง

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย ได้มีมติ มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย (มทร.ตะวันออก วข.อุเทนถวาย) เพื่อยกย่องผู้ที่มีผลงานสร้างคุณูปการหรือมีชื่อเสียง สาขาวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้าง แก่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติในคุณูปการ ที่ได้ทำให้กับประเทศชาติ และประชาชน ไม่ใช่เพียงบทบาท “นักรบผู้พิทักษ์ชาติ” แต่ยังเป็น “นักพัฒนา” ที่มีความรู้ความสามารถในด้านวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้างอีกด้วย

พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ขอขอบคุณคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และทางที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย ที่ได้ให้เกียรติมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้าง ถือเป็นเกียรติอย่างสูงยิ่ง

– 006

พุทธศาสนิกชน ร่วมทอดผ้าป่าสร้างลาน‘พญานาค 4 ตระกูล’เชื่อมศรัทธา 2 ฝั่งโขง

พุทธศาสนิกชน ร่วมทอดผ้าป่าสร้างลาน‘พญานาค 4 ตระกูล’เชื่อมศรัทธา 2 ฝั่งโขง

พุทธศาสนิกชน ร่วมทอดผ้าป่าสร้างลาน‘พญานาค 4 ตระกูล’เชื่อมศรัทธา 2 ฝั่งโขง

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.50 น.

พุทธศาสนิกชน ร่วมทอดผ้าป่าสร้างลาน‘พญานาค 4 ตระกูล’เชื่อมศรัทธา 2 ฝั่งโขง

7 ตุลาคม 2568 นางสาวปราณี วงศ์บุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานพิธีทอดผ้าป่า สร้างลานอเนกประสงค์ พญานาค 4 ตระกูล ณ พุทธอุททยานนานาชาติ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ภายในงานพุทธศาสนิกชนกล่าวคำอาราธนาศีล 5 นั่งสมาธิ กล่าวคำถวายผ้าป่า  กล่าวคำอธิษฐานจิต  ถวายไทยธรรม และรับพรพระ

ลานอเนกประสงค์พญานาค 4 ตระกูล จัดสร้างขึ้นเพื่อรองรับพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย ชาวลาว และชาวต่างประเทศที่มีความสนใจในพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมริมแม่น้ำโขงได้มาสวดมนต์ รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา และร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เชื่อมสัมพันธ์ชาวพุทธทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงสามารถรองรับประชาชนได้มากกว่า 5,000 คน อีกทั้งยังเป็นสถานที่รับชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดหนองคายอีกด้วย

ส่วนในวันพรุ่งนี้ (8 ต.ค.68) เวลา 06.30 น. จัดพิธีตักบาตรเทโวโรหณะ 500 รูป เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ณ ลานธรรมปทุมรัตนธรรมเจดีย์ พุทธอุทยานนานาชาติ ต. กุดบง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย

งานพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลและการปาฐกถาธรรม ณ ทำเนียบรัฐบาล

งานพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลและการปาฐกถาธรรม ณ ทำเนียบรัฐบาล

งานพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลและการปาฐกถาธรรม ณ ทำเนียบรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานฝ่ายฆราวาส ดำริจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลและการปาฐกถาธรรม โดยนิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคคชิโน) กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะสงฆ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร 10 รูป

ภายในงานพิธี มีผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการจากหน่วยงานสำคัญภายในทำเนียบรัฐบาลเข้าร่วม อาทิ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายสุรพงษ์ มาลี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำด้านยุทธศาสตร์และการวางแผน สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมทั้งผู้บริหารสูงและข้าราชการจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการราว 300 คน

ทั้งนี้ พิธีเจริญพระพุทธมนต์จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยน้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ อีกทั้งยังเป็นการสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณี แสดงถึงความศรัทธาในพระรัตนตรัยและย้ำถึงการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้มั่นคงในสังคมไทยด้วย