สพม.ตาก เปิดค่ายภาษาจีน เสริมศักยภาพนักเรียน..สู่เวทีโลก

สพม.ตาก เปิดค่ายภาษาจีน เสริมศักยภาพนักเรียน..สู่เวทีโลก

สพม.ตาก เปิดค่ายภาษาจีน เสริมศักยภาพนักเรียน..สู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) เป็นประธานเปิด ค่ายพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านภาษาจีนโรงเรียนคู่ขนาน ณ ห้องประชุมตันติสุนทร โรงเรียนผดุงปัญญา มุ่งยกระดับทักษะภาษาและวัฒนธรรมจีนให้แก่นักเรียนในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลโลกในศตวรรษที่ 21

การจัดค่ายดังกล่าวมีโรงเรียนคู่ขนานเข้าร่วม 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนผดุงปัญญา โรงเรียนถนอมราษฎร์บำรุง โรงเรียนวังประจบวิทยาคม และโรงเรียนวังหินกิตติวิทยาคม โดยกิจกรรมเน้นการพัฒนาทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ควบคู่กับการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ  สอดรับกับแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและความสำคัญของภาษาจีนในประชาคมโลก

ทั้งนี้ สพม.ตากตั้งเป้าให้ค่ายนี้เป็นต้นแบบการพัฒนานักเรียนในมิติการศึกษานานาชาติ ตอบสนองนโยบายการสร้าง “พลโลก” ที่มีทั้งทักษะวิชาการและความเข้าใจวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  

ทีม’นศ.อาชีวะ’สุดเจ๋ง! คว้า 8 รางวัล แข่งขัน Botok Cup 2025

ทีม'นศ.อาชีวะ'สุดเจ๋ง! คว้า 8 รางวัล แข่งขัน Botok Cup 2025

ทีม’นศ.อาชีวะ’สุดเจ๋ง! คว้า 8 รางวัล แข่งขัน Botok Cup 2025

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

ทีม”นศ.อาชีวะ”สุดเจ๋ง! คว้า 8 รางวัล การแข่งขัน Botok Cup 2025 การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้ นายภูวดล มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา เป็นตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เดินทางไปเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โครงการ Botok Cup 2025 การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน สำหรับนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ปีที่ 5 ประจำปี พ.ศ.2568 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเศรษฐศาสตร์และการค้ากวางสี เมืองหนานหนิง มณฑลกว่างสี สาธารณรัฐประชาชนจีน

ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สอศ.และคณะกรรมการขับเคลื่อนการสอนอาชีวศึกษาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์สภาพัฒนาโครงการ E-Commerce Valley “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท ปักกิ่งป๋อเต่า เทคโนโลยีสารสนเทศ อนาคต จํากัด

โดยในปี 2025 นี้ มี 14 ทีมนักศึกษาจากสถานศึกษาสังกัด สอศ.ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 50 ทีมสุดท้าย ซึ่งประกอบไปด้วยทีมต่างชาติจากฟิลิปปินส์ ทีมจีน และทีมผสมสัญชาติไทย-จีน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวอีกว่า สำหรับรอบชิงชนะเลิศ จะเป็นการแข่งขันไลฟ์สด (Live) ได้แก่ การนำเสนอและปักตะกร้าขายสินค้า ซึ่งเกณฑ์การประเมินพิจารณาจากความเข้าใจในสินค้า การมีปฏิสัมพันธ์ทางการตลาด และการทำงานเป็นทีม 2.การแสดงวัฒนธรรม โดยนำเสนอวัฒนธรรมจีน-ไทย เช่น พิธีชงชาจีน การแสดงรำไทย มวยไทย ศิลปะการเขียนพู่กันจีน ฯลฯ และ 3.การกล่าวขอบคุณด้วยภาษาต่างประเทศเพื่อปิดการแสดง

โดยทีมนักศึกษา ได้รับรางวัล ดังนี้ รางวัลที่ 1 ทีมรวมพลังมังกร-ช้าง – วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี โดยคว้ารางวัลร่วมกับ 3 ทีมจากประเทศจีน รางวัลที่ 2 ได้แก่ ทีม SinoSiam Spark – วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี, ทีม 聚星JUXING – วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี รางวัลที่ 3 ได้แก่ ทีม泰·韵华章 – วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม 明明 MingMing – วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม, ทีม R-tech 01 – วิทยาลัยเทคโนโลยีรัตนโกสินทร์, ทีม Silk Siam Squad(丝路暹罗战队)- วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม GirlFinity – วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี

ทั้งนี้ โครงการ Botok Cup เป็นโครงการในความร่วมมือด้านการศึกษาระดับนานาชาติรูปแบบใหม่ ที่บูรณาการการพัฒนาทักษะดิจิทัล ภาษา นวัตกรรม การเป็นผู้ประกอบการ และการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม ผ่านการแข่งขันเชิงปฏิบัติการตามแนวคิด PBL ที่จําลองสถานการณ์อีคอมเมิร์ซจริง ซึ่งได้รับการออกแบบเนื้อหาการแข่งขันให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับทักษะองค์รวมของเยาวชนระดับนานาชาติในด้านภาษาจีนและอีคอมเมิร์ซ ให้สอดคล้อง กับเงื่อนไขของภาคอุตสาหกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และความต้องการด้านความร่วมมือระหว่าง ประเทศ และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเชิงบูรณาการ สามารถสื่อสารทางภาษา ได้อย่างคล่องแคล่ว มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีทักษะที่ยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ โครงการ Botok Cup ยังร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ในประเทศจีน ไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน ในการพัฒนาโครงการ ปฏิบัติการอีคอมเมิร์ซ เพื่อส่งเสริมการบูรณาการระหว่างการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา กิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรม รวมถึงการจัดการอบรมก่อนการแข่งขันและการให้คําปรึกษาในระหว่างการแข่งขัน เพื่อให้เกิดผลในการ ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการแข่งขันอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้อาจารย์และนักศึกษาอาชีวศึกษาในอาเซียน ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากโอกาสทางดิจิทัล

– 006

’รมว.นฤมล‘เดินหน้าลดภาระครู ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา

’รมว.นฤมล‘เดินหน้าลดภาระครู ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา

’รมว.นฤมล‘เดินหน้าลดภาระครู ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.30 น.

’รมว.นฤมล‘ เดินหน้าลดภาระครู-ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา -ส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง

25 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ, รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มาให้นโยบาย แต่มาพบปะผู้บริหาร สพฐ. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต เป็นการมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันและเตรียมการล่วงหน้า โดยประเด็นเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการทันที คือ การลดภาระค่าครองชีพและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตนได้หารือกับนายกรัฐมนตรี ว่า จะผลักดันเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่นายก ฯ จะแถลงต่อสภาเรื่องหนี้ภาคประชาชน ซึ่งก็รวมหนี้ครูไว้ในกลุ่มหนี้สินภาคประชาชนด้วยแล้ว และ ศธ.จะเดินหน้าจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อรวมหนี้ครูจากสหกรณ์ต่างๆ มาไว้ที่สหกรณ์กลาง และลดดอกเบี้ยต่ำลง แต่มีเงื่อนไขว่าครูจะไม่สร้างหนี้เพิ่ม ซึ่งขณะนี้ เลขาธิการ สกสค. ได้ประสานกับ สำนักงบฯ กระทรวงการคลัง, และส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำโครงการฯ เสนอมาให้ตนเห็นชอบแล้ว รอเพียงเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบสนับสนุนงบเพื่อจัดตั้งสหกรณ์กลางต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ในส่วนการปรับปรุงระบบวิทยฐานะครู ที่ผ่านมาเกณฑ์ประเมินมักไม่สอดคล้องกับภารกิจของครู ทำให้ครูจำนวนไม่น้อยไม่สามารถก้าวหน้าทางวิชาชีพได้อย่างเป็นธรรม แนวทางใหม่จะมีการปรับโครงสร้างผู้ประเมิน โดยกำหนดให้ผู้ประเมินต้องมีประสบการณ์ตรงในสายงาน เช่น ครูประถมต้องได้รับการประเมินจากผู้มีประสบการณ์ด้านประถมศึกษา ครูมัธยมฯ ต้องถูกประเมินโดยผู้ที่เข้าใจบริบทงานมัธยมฯ ครูอาชีวะฯ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญงานอาชีวะเป็นผู้ประเมิน ทั้งนี้ เพื่อให้การตัดสิน ตรงกับความเป็นจริง และเป็นธรรมกับผู้ถูกประเมินมากขึ้น นอกจากนี้ ก.ค.ศ. ควรเปิดทางเลือกให้ครูใช้ผลงานการสอน หรือผลงานเชิงประจักษ์ แทนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว คล้ายแนวทาง “teaching track” และ “research track” ของต่างประเทศ ที่ รวมทั้งกำหนดให้จำนวนครูที่สามารถเลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นหนึ่งใน KPI ของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารสนับสนุนครูอย่างจริงจัง โดยต้องจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน 

“หากแก้ปัญหาเรื่องการขอเลื่อนวิทยฐานะได้สมเหตุสมผล จะทำให้ครูได้วิทยฐานะสูงขึ้น ครูมีรายได้สูงขึ้นด้วย จึงอยากให้ ผอ.สพท. สนับสนุนผู้อยู่ภายใต้การดูแล ให้ได้รับวิทยฐานะมากที่สุด และหวังว่าบรรยากาศการส่งเสริมจะเกิดขึ้นในกระทรวงศึกษา ใน สพฐ.และในแต่ละเขตพื้นที่ฯให้ช่วยกันส่งเสริมสนับสนุน ไม่ชักบันไดออก ขอให้สร้างบันไดเยอะๆ ให้น้องๆขึ้นมาอยู่ด้วยกัน มาช่วยกัน เพราะจะนำไปสู่เรื่องของความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และความภาคภูมิใจในอาชีพ“ รมว.ศธ.กล่าว            

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า เรื่องการลดภาระงานครู ผอ.เขตพื้นที่ฯ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดย ศธ. จะใช้อัตราเกษียณ 38(ค)เพิ่มเป็นตำแหน่งสายสนับสนุน จำนวน 1,706 อัตรา ไปให้พื้นที่ต่างๆเพื่อบรรเทาภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน เช่น งานธุรการ งานพัสดุ งานซ่อมบำรุง ฯลฯ โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้เขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆได้ภายในสัปดาห์ถัดไปหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทให้กับการสอนและดูแลเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้น ต้องการให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากในอดีต พ.ร.บ.การศึกษาเคยถูกเลื่อนพิจารณาออกไปหลายครั้งเมื่อเข้าสู่การประชุมสภา แต่ครั้งนี้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นที่จะทำให้ร่างกฎหมายการศึกษาได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาให้ได้ โดยได้หารือกับกรรมาธิการการศึกษาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งต่างมีท่าทีพร้อมสนับสนุน หากมีการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดให้เหมาะสม ดังนั้น หาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบ จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ทั้งด้านโครงสร้างหลักสูตร การประเมินคุณภาพผู้เรียน การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ และการกำหนดบทบาทหน่วยงานด้านการศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ซึ่งเลขาธิการกฤษฎีกา ระยุว่าให้เขียนเป็นกฏหมายการศึกษาแห่งชาติ อยู่ในคำแถลงนโยบายต่อสภาด้วยแล้ว

“อีกเรื่องสำคัญที่อยากฝากไว้ คือ การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาทางสาย STEM อย่าง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความถนัดด้านอื่นของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา หรือทักษะทางสังคม รวมถึงวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ต้องได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน และการบรรจุเข้าสู่ระบบการสอบ เพื่อสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เด็กเจนใหม่เข้าใจระบอบการปกครองของไทยได้อย่างถ่องแท้ และป้องกันไม่ให้เด็กได้รับข้อมูลที่ผิด ๆ จึงขอฝากให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และบุคลากรในพื้นที่ ร่วมกันสนับสนุนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตย บทบาทพลเมือง และสถาบันหลักของชาติต่อไป“ รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ  กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญเนื่องจากเป็นการประชุม onsite ครั้งแรกในรอบ 2 ปี และเป็นการประชุม ผอ.เขต ครั้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้ผู้บริหาร สพฐ. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต ได้รับฟังแนวทางการดำเนินงานจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. ซึ่งจะเป็นทิศทางสำคัญสำหรับการดำเนินงานในปีงบประมาณต่อไป พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการปฏิบัติงานจากทุกเขตตรวจราชการ รวมถึงสรุปผลการดำเนินงาน การถอดบทเรียน การรับฟังข้อเสนอแนะจากพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานในอนาคต การประชุมครั้งนี้จึงเป็นทั้งการทบทวนความสำเร็จ และการจัดเตรียมแนวทางที่จะช่วยให้การนำนโยบายระดับชาติมาสู่โรงเรียนให้เกิดผลอย่างแท้จริง และเกิดคุณภาพกับผู้เรียนทุกคนอย่างยั่งยืน.

012

สพฐ.ประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศกำชับภารกิจด่วน

สพฐ.ประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศกำชับภารกิจด่วน

สพฐ.ประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศกำชับภารกิจด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.45 น.

“นฤมล”เปิดประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศ เดินหน้าภารกิจเร่งด่วน 4 เดือน “ธนุ” ปลื้มผลใช้งบฯลงทุนปี67 เสี่ยงถูกพับน้อยมากเป็นประวัติการณ์ จ่อทบทวนระบบ TRS หวนใช้ ว.18 ย้ายครู

วันที่ 25 ก.ย.2568 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ( รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) จำนวน 245 แห่ง ทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 ว่า ภารกิจเร่งด่วนภายในระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการที่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ถึงแม้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลจะไม่ระบุไว้โดยตรง แต่ก็รวมอยู่ในหนี้ภาคประชาชน ซึ่งตนจะแก้ไขให้สำเร็จ โดยขณะนี้การแก้หนี้ครู ด้วยรูปแบบการจัดตั้งสหกรณ์กลาง สกสค.ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว โดยตนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในต้นเดือน ต.ค.นี้ รวมถึงการผลักดันกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ให้สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งตนหวังว่ากฎหมายฉบับนี้ จะไม่มีอาถรรพณ์เหมือนทุกๆรัฐบาลที่ผ่านมา

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า การเพิ่มอัตราค่าครองชีพของครู โดยทำให้ครูมีรายได้เพิ่มขึ้นก็เป็นนโยบายสำคัญ ซึ่งการขึ้นเงินเดือนครู จะเกิดภาระงบประมาณสูง ดังนั้นปลายทางที่สมเหตุสมผล คือ ค่าตอบแทนวิทยฐานะ ซึ่งไม่ได้มีการะบุจำนวนผู้ได้รับวิทยฐานะ จึงอยากให้ ผอ.เขตฯสนับสนุน ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำผลงานเพื่อขอมีและเลื่อนวิทฐานะให้มากที่สุด และในสังกัดเขตพื้นที่ฯไหน มีวิทยฐานะหลายคน ก็ควรถือให้เป็น KPI หรือ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ของ ผอ.เขตพื้นที่นั้นๆ เช่น เดียวกับมหาวิทยาลัย ที่การขอตำแหน่งทางวิชาการ มีเป็นจำนวนมาก เป็นฟันเฟืองส่งเสริมซึ่งกันและกัน อย่ามีการชักบันไดหนี เราต้องสร้างบันไดให้เยอะ และเป็นความภาคภูมิใจในวิชาชีพ อย่างไรก็ตามตนได้รับเสียงสะท้อนจากครูและผู้บริหาร ว่า การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ นั้น โดยเฉพาะ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ตกกันเยอะแทบจะไม่ผ่านเลย เพราะผู้มาประเมินผลงานไม่ได้เป็นบุคลากรที่ผ่านงานจากสายงานการสอนนั้นๆมาก่อน ดังนั้น ได้ปรับหลักเกณฑ์ให้ผู้ประเมิน มาจากการเสนอชื่อของแต่ละองค์กรหลัก เป็นผู้ที่มีความเข้าใจเนื้องาน เป็นธรรมต่อผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ อีกทั้งหลักเกณฑ์การประเมินควรมีความยืดหยุ่นสอดคล้องตามบริบทของสถานศึกษา ไม่เน้นงานวิจัยมากจนเกินไป รวมถึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์การทำวิทยฐานะในรูปแบบผลงานเชิงประจักษ์กลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นทางการเลือกให้แก่ผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ สำหรับเรื่องการลดภาระครู กำลังดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยเร็วๆนี้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะประชุมเกลี่ยอัตรากำลังครูเกินเกณฑ์ จำนวน 1,706 ตำแหน่ง ให้ไปเป็นบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 38 ค.(2) สายสนับสนุน เพื่อลดภาระครูในส่วนของงานพัสดุ การเงิน ธุรการ และขอย้ำเรื่องการส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ถ้าเป็นไปได้ควรใส่ไว้ในการสอบเลย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวสรุปผลการปฏิบัติงานตามนโยบายและจุดเน้นของของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนได้เชิญ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. และ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.คนใหม่ ซึ่งจะมารับหน้าที่แทนตนที่จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ให้ชะลอการใช้หลักเกณฑ์การย้าย ประมวลผล และพิจารณาย้ายข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) เพราะพบปัญหาการยื่นย้ายผ่านระบบ TRS ประมาณ 30,000 คน ได้ย้ายแค่หลักร้อยคนเท่านั้น ครูได้รับการพิจารณาย้ายน้อยลง เพราะมีตัวชี้วัด และขั้นตอนจำกัดมาก ไม่ตอบโจทย์การย้ายคืนถิ่น และยังมีปัญหาการการลิดรอนสิทธิ์ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ดังนั้น จึงต้องทบทวนปรับปรุงใหม่ และทดลองใช้ให้ดีที่สุดก่อน โดยการยื่นย้ายในรอบต่อไปให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู หรือ ว 18 ก่อน ทั้งนี้ จะมีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ต่อไป

“ ขอขอบคุณ ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ในการบริหารงบประมาณ ที่เป็นงบลงทุน ปีงบฯ2567 ที่ใช้เหลื่อมปี 2568 เป็นที่น่ายินดีว่า จากการติดตามอย่างเข้มข้นทุกสัปดาห์ ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีงบฯลงทุนที่เสี่ยงถูกพับไม่สามารถเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 ไม่เกิน 10 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าทุกๆปี จากเดิมที่เคยมีงบฯถูกพับสูงถึง 400–500 ล้านบาท เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับเด็ก สามารถนำงบฯไปใช้ประโยชน์ถึงผู้เรียน ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ สมกับที่ สพฐ.ต่อสู้ได้รับงบฯมา และมีการกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งเรื่องนี้จะนำไปปฏิบัติในปีงบประมาณต่อๆไป ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา เป็นบุคคลสำคัญ เป็นโซ่ข้อกลางในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ สู่เป้าหมาย การทำงานในยุคปัจจุบันทำตามลำพังนั่งอยู่ในห้องทำงานอย่างเดียวไม่ได้ พลังความร่วมมือกับเครือข่ายสำคัญที่สุด ต้องทำร่วมกับผู้ปกครอง ประชาชน นักการเมือง ซึ่ง ผอ.เขตฯต้องทำงานให้มากกว่าการเป็นผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ต้องเป็นนักบริหาร นักการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว.

อปพส.ดีเดย์ 27 ก.ย.68 ยื่นหนังสือสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยตรวจสอบจรรยาบรรณสื่อ

อปพส.ดีเดย์ 27 ก.ย.68 ยื่นหนังสือสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยตรวจสอบจรรยาบรรณสื่อ

อปพส.ดีเดย์ 27 ก.ย.68 ยื่นหนังสือสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยตรวจสอบจรรยาบรรณสื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.45 น.

อปพส.ดีเดย์ 27 ก.ย.68 ยื่นหนังสือสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยตรวจสอบจรรยาบรรณสื่อ

นายประพันธ์ กิติฤดีกุล เลขาธิการ องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ (อปพส.) กล่าวว่า ในวันที่ 27 กันยายนนี้ เวลา 11.00 น. ทาง “อปพส.” จะยื่นหนังสือให้แก่นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย(Thaibja) พร้อมผู้บริหารของสมาคม ที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ตรวจสอบจรรยาบรรณของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวพระพุทธศาสนา

นายประพันธ์กล่าวว่า การยื่นหนังสือดังกล่าว ทาง “อปพส.”จะนำหลักฐานสื่อที่ลงข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีนำเสนอข่าวพระสงฆ์ ซึ่งได้ส่งผลกระทบทำลายความมั่นคงต่อสถาบันพระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

“การยื่นหลักฐานการลงข่าวบิดเบือนของสื่อต่อสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของ อปพส. ในการทำหน้าที่ภาคประชาชนเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบสื่อผ่านสมาคมดังกล่าวซึ่งรับผิดชอบโดยตรง ในการนำเสนอข่าวสารในสถานีโทรทัศน์ข่าวช่องต่างๆในไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบและกำชับสื่อให้ทำข่าวอยู่ในจรรยาบรรณ และ ไม่ผิดกฎหมาย” นายประพันธ์กล่าว

สำหรับเหตุผลหลักที่ “อปพส.” ตัดสินใจยื่นหลักฐานต่อสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพราะกระบวนการทำข่าวในไทยมีความผิดปกติ โดยพบว่ามีการทำข่าวภาคสนาม และนำเสนอข้อมูลข่าวสารในแง่ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระพุทธศาสนา

วุฒิสภา รวมทุกศาสนาทุกหน่วยงานรัฐ ร่วมเสวนาหาแนวทางแก้ปัญหาสื่อ

วุฒิสภา รวมทุกศาสนาทุกหน่วยงานรัฐ ร่วมเสวนาหาแนวทางแก้ปัญหาสื่อ

วุฒิสภา รวมทุกศาสนาทุกหน่วยงานรัฐ ร่วมเสวนาหาแนวทางแก้ปัญหาสื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

วุฒิสภา รวมทุกศาสนาทุกหน่วยงานรัฐ ร่วมเสวนาหาแนวทางแก้ปัญหาสื่อ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วราวุธ ตีระนันทน์ สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม เชิญผู้แทนทุกศาสนาและหน่วยงานภาครัฐทุกส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมเวทีเสวนาหาทางแก้ไขปัญาหาสื่อยุคใหม่ ที่มีส่วนนำเสนอภาพลักษณ์ศาสนาที่นำสู่ความเสื่อมเสีย เพื่อหาแนวทางแก้ไขและป้องกันร่วมกัน

คณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จัดโครงการเสวนาทางวิชาการ ทัศนติและบทบาทของหน่วยงานภาครัฐเชิง

บูรณาการ หัวข้อเสวนา : แนวทางปฏิบัติและการจัดการปัญหาละเมิดศาสนาในสื่อสมัยใหม่ เพื่อธํารงศรัทธาในสังคมไทยอย่างยั่งยืน ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุม 402 อาคารรัฐสภา โดยมีผู้แทนหลากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกันงานด้านศาสนาทุกศาสนาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและนำเสนอวิธีการ แนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดข้อสรุปที่ชัดเจนในการหาทางธำรงไว้ในหลักคำสอนที่ดีของทุกศาสนา โดยผู้เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ ได้แก่

นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง , นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม , บาทหลวงอนุชา ไชยเดช เลขาธิการสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย , นายพศุตม์ ขอดเมชัย ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ , นางสาวพลอย เจริญสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ , นายอังคาร เพชรอาวุธ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด , นายศรัณย์ ทองคำ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปฏิบัติการด้านการป้องกันการกระทำ ความผิดทางคอมพิวเตอร์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์  ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 นางสาวมณีรัตน์ กำจรกิจการ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ , นายธนพล พรมสุวงษ์ เลขานุการกรมการศาสนา ,นายศักดิ์เพชร ยานะแก้ว นักวิชาการศาสนาเชี่ยวชาญ (ด้านศาสนิกสัมพันธ์) , นางสาวนิมิต  ตราชู อนุกรรมาธิการ ด้านศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม วุฒิสภา , นายวิเชียร บัวบาน อนุกรรมาธิการ ด้านศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม วุฒิสภา ,นายรัชพล สุวรรณโชติ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม

โดยภายในงานมีการนำเสนอคลิปวีดิโอการสัมภาษณ์ผู้แทนของ  5  ศาสนาเรื่อง  “การเผยแพร่ข้อมูล

ที่ไม่เหมาะสมทางสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผลกระทบต่อความศรัทธาในศาสนา การป้องกัน ปราบปรามและการแก้ไขปัญหา” นำเสนอความคิดข้อเสนอแนะโดยผู้นำ 5 ศาสนา ได้แก่

1. พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม

2. พระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา

3. นายสันติ เสือสมิง ผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี

4. บาทหลวงอนุชา ไชยเดช เลขาธิการสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย

5. พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์

6. นายสัตนามซิงห์ มัตตา ที่ปรึกษาสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา

หลังจากการเสวนา คณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ได้รวบรวมข้อสรุปบนเวทีเสวนาทั้งจากผู้แทนภาครัฐ และผู้เข้าร่วมเสวนาจาก 5 ศาสนาที่มีความหลากหลาย เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอและหาแนวทางในการร่วมแก้ไขปัญหาสื่อโซเซียลที่มุ่งสร้างภาพด้านลบให้กับศาสนาต่อไป.

‘มรภ.พระนคร’ ผนึกกำลัง! ปั้น นศ.เป็น Creator มืออาชีพ รับมือธุรกิจถูก Disruption

‘มรภ.พระนคร’ ผนึกกำลัง! ปั้น นศ.เป็น Creator มืออาชีพ รับมือธุรกิจถูก Disruption

‘มรภ.พระนคร’ ผนึกกำลัง! ปั้น นศ.เป็น Creator มืออาชีพ รับมือธุรกิจถูก Disruption

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.00 น.

‘มรภ.พระนคร’ ผนึกกำลัง! ปั้น นศ.เป็น Creator มืออาชีพ รับมือธุรกิจถูก Disruption

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร (มรภ.พระนคร) ได้ร่วมกับภาคเอกชน จัดโครงการ ‘พัฒนาทักษะและสร้างอาชีพนักไลฟ์สตรีมสำหรับนักศึกษา’ เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลและสร้างช่องทางอาชีพใหม่ให้นักศึกษาสอดรับกับยุคที่ตลาดออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด

โครงการนี้ เกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งของหลายหน่วยงาน เช่น บริษัท รีชชิ่ง สตาร์ มีเดีย, บริษัท มีเดียรีพับบลิค, บริษัท ใส่ใจ, บริษัท อโยธยา โอสถ และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.พระนคร โดยเน้นการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญด้านการไลฟ์สตรีมบนแพลตฟอร์ม TikTok

จุดเด่นของโครงการคือ การบรรยายจาก น.ส.อันซื่อ ชาวไต้หวัน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท รีชชิ่ง สตาร์ มีเดีย จำกัด และเจ้าของรางวัลชนะเลิศระดับโลกจากงาน TikTok Live Fest ปี 2023 โดยเผยว่า เดินทางมาไทยเพื่อค้นหา VJ และ Creator หน้าใหม่ พร้อมให้กำลังใจนักศึกษาไทยว่าทุกคนมีความสดใสและมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ‘ฉันเคยเริ่มต้นการไลฟ์แบบไม่มีใครช่วยเหลือมาก่อน แต่ตอนนี้ใครที่สนใจเรามีทีมงานช่วยแนะนำ ทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน’

ขณะที่ คุณสายใจ บุญตระกูล ประธานบริษัทใส่ใจ ได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ของโครงการว่าเป็นการตอบสนองต่อแนวโน้มธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอธิบายว่า ‘ปัจจุบัน ระบบซื้อขายกันในโลกของเรา มันถูก ดิสรัป โลกออฟไลน์จะค่อยๆ หดหายลงไป แล้วมาร์เก็ตแชร์จะไปเพิ่มในออนไลน์ ตอนนี้เราเลยมีความมุ่งหวังว่า ทำอย่างไรที่จะให้นักศึกษาจบออกไป แล้วมีงานทำ’ โครงการนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสและรายได้ให้นักศึกษา

สุดท้าย น.ส.วินัสวรรณ ชุ่มชื้น และ น.ส.กมลลักษณ์ โคตรนุกุล ตัวแทนนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า กิจกรรมนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้ได้รับความรู้เบื้องหลังเกี่ยวกับ TikTok ที่ไม่เคยทราบมาก่อน และได้รับ แรงบันดาลใจ ในการผลักดันตัวเองเข้าสู่อาชีพสายงานนี้ ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้สำรวจเส้นทางอาชีพใหม่ที่มั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโตสูงในอนาคต ///-026

งานบุญใหญ่แห่งปี! กาฬสินธุ์เตรียมจัดงาน ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ 8-12 ต.ค.นี้

งานบุญใหญ่แห่งปี! กาฬสินธุ์เตรียมจัดงาน 'ตักบาตรเทโวโรหณะ' 8-12 ต.ค.นี้

งานบุญใหญ่แห่งปี! กาฬสินธุ์เตรียมจัดงาน ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ 8-12 ต.ค.นี้

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.17 น.

อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ร่วมกับคณะสงฆ์และทุกภาคส่วน เตรียมจัดงานประเพณี ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ สักการะพระประชาชนบาล นมัสการพระพรหมภูมิปาโล’ ครั้งที่ 21 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 8-12 ตุลาคมนี้ โดยหวังจะสืบสานประเพณีอันดีงามและฟื้นฟูเศรษฐกิจในชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลาสันติวิหาร วัดไตรภูมิ-ภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ (ดร.) เจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวความพร้อมการจัดงานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะฯ ซึ่งถือเป็นงานบุญใหญ่ของชาวอำเภอสหัสขันธ์และจังหวัดกาฬสินธุ์ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 21

งานประเพณีนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาและสืบสานประเพณีให้คงอยู่สืบไป รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยการจำลองเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังเทศนาโปรดพุทธมารดา โดยอาศัยภูมิประเทศของ วัดพุทธาวาสภูสิงห์ ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาและเชิงเขาภูสิงห์เป็นสถานที่จัดงาน

พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ (ดร.) กล่าวว่า งานปีนี้ยังคงสืบสานประเพณีที่คงความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยจะมีการถือศีล 8 ปฏิบัติธรรมบนยอดเขาภูสิงห์ และพิธีขอขมาพระพรหมภูมิปาโล พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง นอกจากนี้ยังมีการตักบาตรเทโวโรหณะในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันออกพรรษาตามพุทธประวัติ

การจัดงานครั้งนี้เน้นความ ‘เรียบง่าย ได้ประโยชน์’ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจชุมชน โดยจะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้นำสินค้ามาค้าขาย ทั้งจากตลาดชุมชนและกลุ่มสินค้า OTOP ซึ่งคาดว่าจะมีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมงานจำนวนหลายหมื่นคน ///-026

สกุ๊ปพิเศษ : จุฬาฯ ใช้กล้อง – AI วิเคราะห์ขยะในแม่น้ำ หวังแก้วิกฤต จัดการขยะก่อนออกทะเล

สกุ๊ปพิเศษ : จุฬาฯ ใช้กล้อง - AI วิเคราะห์ขยะในแม่น้ำ หวังแก้วิกฤต จัดการขยะก่อนออกทะเล

สกุ๊ปพิเศษ : จุฬาฯ ใช้กล้อง – AI วิเคราะห์ขยะในแม่น้ำ หวังแก้วิกฤต จัดการขยะก่อนออกทะเล

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาฯ ร่วมมือ The Ocean Cleanup และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนำร่องใช้เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพและ AI วิเคราะห์ปริมาณขยะในแม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลักดันนโยบายการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในภาคพื้นดินและในแหล่งน้ำ

หากคุณคิดว่าขยะที่คุณทิ้งในวันนี้ จะหายไปจากชีวิตตลอดกาล คุณอาจต้องคิดใหม่

จากการตรวจสอบฉลากของขยะพลาสติกที่พบบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เราพบขยะที่มีอายุย้อนไปถึง 10 ปี! ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ เผยข้อค้นพบจากโครงการวิจัยกำจัดขยะพลาสติกจากแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ที่นักวิจัยจุฬาฯ ใช้กล้องและเทคโนโลยี AI ดักและติดตามขยะในแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2567

ปัจจุบัน ประเทศไทยติดอันดับ Top 10 ของโลก ด้านการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดมลพิษทางทะเลในระดับสูง ศ.ดร.สุชนากล่าว

ที่ผ่านมา หลายองค์กรและภาคส่วนต่างๆ ได้พยายามรณรงค์สร้างจิตสำนึก ออกแนวนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อลดและกำจัดขยะทั้งในภาคพื้นดินและในน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อลดขยะในทะเล โครงการนำร่องล่าสุดก็เช่นกัน โครงการวิจัยกำจัดขยะพลาสติกจากแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ เป็นความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ สถานทูตประเทศเนเธอร์แลนด์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรุงเทพมหานคร และภาคเอกชน ภายใต้การดำเนินงานของ The Ocean Cleanup องค์กรไม่แสวงหากำไรด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีเป้าหมายในการสำรวจปริมาณขยะในมหาสมุทรทั้ง 5 แห่งของโลก โดยทีมงานในโครงการฯ ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักออกแบบ และอาสาสมัคร ที่ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อจัดการปัญหาขยะในทะเล

ปัญหาขยะในแม่น้ำและทะเลไทย

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งคาดการณ์ปริมาณขยะทะเล โดยรวบรวมข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนและสัดส่วนของการจัดการขยะรายจังหวัดในพื้นที่่ติดชายฝั่่งทะเลจำนวน 23 จังหวัด ผลการประเมินในปี 2565 พบว่ามีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นรวม 11.60 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็น ขยะพลาสติก ราว 302,389 ตัน (หรือ 0.30 ล้านตัน) ซึ่งร้อยละ 10 -15 ของขยะพลาสติกเหล่านี้้มีโอกาสตกค้างบริเวณชายหาดและถูกพัดพาลงทะเล กลายเป็น ขยะทะเล ราว 30,239-45,358 ตัน หรือประมาณ 0.03-0.45 ล้านตัน

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการจัดโครงการบริหารจัดการขยะทะเลต่างๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 โดยมีเป้าหมายในการสร้างจิตสำนึก ช่วยลดปริมาณขยะในทะเลและชายฝั่ง รวมถึงป้องกันการเกิดขึ้นใหม่ของขยะทะเล โดยจัดเก็บขยะตกค้างในระบบนิเวศที่สำคัญ ระบบนิเวศชายหาด ปะการัง และป่าชายเลน 21 จังหวัดชายฝั่ง แบบมีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และอื่นๆ แต่ขยะมูลฝอยและขยะพลาสติกก็ยังคง ลอยนวล อยู่ในแหล่งน้ำและท้องทะเล ซึ่งหากไม่จัดการปัญหาขยะในแหล่งน้ำ จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำ เสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ทั้งการประมงและท่องเที่ยว และกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว

กล้องและ AI ส่องปริมาณและเส้นทางขยะในแม่น้ำ

ศ. ดร.สุชนา กล่าวว่าในโครงการวิจัยกำจัดขยะพลาสติกจากแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ทีมนักวิจัยจากจุฬาฯ รับหน้าที่ศึกษาและเก็บข้อมูลปริมาณขยะในแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปี 2564 จนถึง 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเล และศึกษาประสิทธิภาพของเรือเก็บขยะระบบอัตโนมัติแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Interceptor) ในการลดขยะก่อนที่จะออกสู่มหาสมุทร

ทีมนักวิจัยจุฬาฯ ติดตั้งกล้องตรวจจับขยะบริเวณสะพานสำคัญ แห่ง ได้แก่ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สะพานอรุณอมรินทร์ และสะพานภูมิพล ซึ่งเป็นจุดที่ขยะจากต้นน้ำจะไหลผ่าน กล้องเหล่านี้จะบันทึกภาพทุก 15 นาที เพื่อให้สามารถติดตามปริมาณขยะได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการสังเกตด้วยตาเปล่า ศ.ดร.สุชนาอธิบายการเก็บภาพและวิเคราะห์ข้อมูลขยะ

จากนั้น AI ของ The Ocean Cleanup จะช่วยประมวลผลภาพถ่าย วิเคราะห์ปริมาณและประเภทของขยะที่ลอยผ่านใต้สะพาน พร้อมทั้งติดตามเส้นทางการเคลื่อนที่ของขยะ และประเมินประสิทธิภาพของเครื่องดักขยะว่าดักขยะได้มากน้อยเพียงใด

ผลการศึกษาและแนวทางในอนาคต

ศ.ดร.สุชนา เผยผลการศึกษาเบื้องต้นว่า ขยะพลาสติก ยังคงเป็นขยะหลักที่พบในแม่น้ำเจ้าพระยา และการใช้เครื่องดักขยะพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดปริมาณขยะที่ไหลลงทะเลได้อย่างมีนัยสำคัญ

เรือดักขยะสามารถเก็บขยะได้สูงถึง 6-7 ตัน โดยมีข้อจำกัดที่ปริมาตรของขยะมากกว่าน้ำหนัก ปกติแล้วเรือจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันในการเก็บจนเต็ม ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตก หลังจากนั้น ขยะที่รวบรวมได้จะถูกนำไปคัดแยกและกำจัดอย่างถูกต้องตามขั้นตอน

ในเบื้องต้นข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ด้วย AI จะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งมีเป้าหมายที่จะดำเนินโครงการต่อเนื่องไปอีก 3 ปี ศ. ดร.สุชนาหวังและเชื่อมั่นว่าหากผลการวิเคราะห์การติดตามขยะเสร็จสมบูรณ์ น่าจะได้แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดขยะได้เพิ่มขึ้น

ผลการศึกษานี้จะเป็น ฐานข้อมูลสำคัญ” ที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาแผนจัดการขยะในแม่น้ำเชิงระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยให้เราสามารถวางนโยบายการจัดการขยะที่แม่นยำและยั่งยืนมากขึ้น ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เช่น ระบุจุดที่มีการทิ้งขยะมากเพื่อนำไปวางแผนป้องกัน พัฒนานโยบายหรือมาตรการลดการทิ้งขยะลงน้ำ หรือส่งเสริมการจัดการขยะต้นทางในชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว ศ.ดร.สุชนา กล่าวและเสริมว่า การใช้เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพและ AI จะช่วยให้เราระบุจุดที่ยังต้องการการจัดการขยะ ไม่ว่าจะมีเครื่องดักขยะหรือไม่ และยังช่วยประเมินประสิทธิภาพของโครงการจัดการขยะที่มีอยู่ของภาครัฐและเอกชนได้อีกด้วย

สุดท้ายแล้ว ปัญหาขยะ” ไม่มีพรมแดน ทุกภาคส่วนจึงต้องตระหนักและร่วมกันแก้ไข

การแก้ปัญหาขยะเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ความร่วมมือจากต่างชาติที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นภาพว่าขยะที่เราคิดว่าอยู่เพียงในประเทศ อาจถูกพัดพาออกสู่ทะเลและกระทบต่อประเทศอื่น ดังนั้น การจัดการขยะจึงไม่ใช่เพียงปัญหาระดับชาติ แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน ศ.ดร.สุชนา กล่าวทิ้งท้าย

MOUครั้งใหญ่! โคราชจับ 20 สถานประกอบการ ดันหลักสูตรตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

MOUครั้งใหญ่! โคราชจับ 20 สถานประกอบการ ดันหลักสูตรตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

MOUครั้งใหญ่! โคราชจับ 20 สถานประกอบการ ดันหลักสูตรตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.03 น.

จ.นครราชสีมา จัดพิธีลงนาม MOU โครงการขับเคลื่อนความร่วมมือการจัดการอาชีวศึกษา ระหว่างวิทยาลัยเทคนิคนครโคราช กับสถานประกอบการเอกชนกว่า 20 แห่ง เพื่อยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

วันที่ 23 ก.ย. 68 ที่ห้องฮอลล์ 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อำเภอเมืองนครราชสีมา นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ ปลัดจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการขับเคลื่อนความร่วมมือการจัดการอาชีวศึกษา ระหว่างภาครัฐและเอกชน ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมี นายสุดชาย บุตรแสนลี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครโคราช พร้อมด้วยตัวแทนจากสถานประกอบการเอกชนกว่า 20 แห่งเข้าร่วม

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1.พัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการของกำลังคนในปัจจุบัน 2. สนับสนุนการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและการใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยร่วมกับสถานประกอบการ และ 3.ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคีเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริง

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบุคลากรอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพให้กับจังหวัดนครราชสีมา โดยจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสถานศึกษาและภาคธุรกิจให้สามารถผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ///-026