‘มูลนิธิคุณพุ่ม’มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ในมูลนิธิคุณพุ่มฉะเชิงเทรา

'มูลนิธิคุณพุ่ม'มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ในมูลนิธิคุณพุ่มฉะเชิงเทรา

‘มูลนิธิคุณพุ่ม’มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ในมูลนิธิคุณพุ่มฉะเชิงเทรา

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

19 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานมอบทุนสนับสนุนการศึกษาของมูลนิธิคุณพุ่ม ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ให้แก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการด้อยโอกาสในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จำนวน 108 ทุน เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่เด็กและครอบครัว โดยมี นางสาวสุวรรณา ชมภูแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ นักเรียน และผู้ปกครองเข้าร่วม

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ได้ทรงมีพระเมตตาประทานทุนสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติกและเด็กพิการทุกประเภท เพื่อให้ผู้ปกครองนำไปพัฒนาบุตรหลานให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ และตรงตามความต้องการจำเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล  โดยในปีการศึกษา 2568 ได้ทรงประทานทุนให้แก่เด็กออทิสติก และเด็กพิการทุกประเภทที่มีฐานะยากจน และขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั่วประเทศ จำนวน 10,633 ทุน ซึ่งในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับการจัดสรรทุนการศึกษา จำนวน 108 ทุน ทุนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 540,000 บาท

ด้านตัวแทนผู้ปกครองเด็กออทิสติก และเด็กพิการจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เข้ารับทุน ได้กล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ใจความว่า ในนามผู้รับประทานทุนการศึกษาจากมูลนิธิคุณพุ่ม มีความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นอย่างยิ่ง ที่ทรงเห็นความจําเป็น และความต้องการพิเศษทางการศึกษาที่มีต่อการดำรงชีวิตของผู้พิการ ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมอย่างมีความสุข การพัฒนาศักยภาพผู้พิการแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายมากกว่าคนปกติหลายเท่า ซึ่งทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องมีภาระเพิ่มขึ้น การได้รับประทานทุนการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลได้ระดับหนึ่ง.

012

‘ฉลาด’นำทัพ สส.ไทย ตีตกกัมพูชากลางเวทีรัฐสภาอาเซียน

'ฉลาด'นำทัพ สส.ไทย ตีตกกัมพูชากลางเวทีรัฐสภาอาเซียน

‘ฉลาด’นำทัพ สส.ไทย ตีตกกัมพูชากลางเวทีรัฐสภาอาเซียน

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.09 น.

“ฉลาด ขามช่วง”รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่สอง ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทย ตีตกกัมพูชา ยื่นข้อเสนอขัดหลักสันติภาพอาเซียน ไม่อยู่ในพื้นฐานความจริง ไทยชี้ทุกอย่างมีหลักฐานทั่วโลกเห็นชัดเจนแล้ว พร้อมแจงประเด็นชาวบ้านกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามโดยฝ่ายไทยทำตามหลักสากลทุกขั้นตอน

19 กันยายน 2568 ที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทย กล่าวถ้อยแถลงบนเวที AIPA ภายหลังที่กัมพูชาได้กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ในนามของรัฐสภาไทย ขอย้ำถึงถ้อยแถลงครั้งนี้ว่า รัฐสภาไทยไม่ขอทำลายบรรยากาศฉันมิตรของ AIPA โดยการใช้เวทีของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อขยายความชี้แจงข้อมูล หรือตอบโต้ใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นล้วนมีหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อเป็นการรักษาบรรยากาศอันดีงาม ความถ้อยทีถ้อยอาศัยของเพื่อน AIPA 

รัฐสภาไทยเห็นว่า สถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นการบิดเบือนจากฝ่ายกัมพูชา ต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งการโจมตีพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 เข้ามาในพื้นที่ชุมชนของพลเรือนไทย ส่งผลให้พลเรือน ผู้บริสุทธิ์และเด็ก เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เกิดการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ อนุสัญญาเจนีวานี กติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ตลอดจนกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก สิทธิคนพิการ

การกระทำยังกล่าวถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม ตามธรรมนูญกรุงโรม และขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา ด้วยการวางระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ส่งผลให้ทหารไทยผู้กล้าหาญ ต้องทุพพลภาพถาวร โดยระเบิดดังกล่าวเป็นอาวุธที่กัมพูชามีไว้ครอบครอง ตามรายงานความโปร่งใสของกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันไทยไม่มีทุ่นระเบิดใดอยู่ในครอบครอง นอกจากนี้การพบทุนระเบิด PMN-2 ที่วางไว้ และยังไม่ถูกใช้งานด้วยปรากฏหลักฐานข้อเท็จจริงระหว่างทหารกัมพูชา ได้รับการฝึกฝนการวางทุ่นระเบิดดังกล่าว จึงเป็นที่ชัดเจนว่าทุนระเบิดเหล่านี้ถูกวางโดยกัมพูชา 

อีกทั้งกัมพูชายังอ้างว่า ไทยโจมตีใกล้โบราณสถานปราสาทเขาพระวิหาร ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญากรุงเฮก ขอเรียนว่าการปฏิบัติการทางทหารของไทย ไม่กระทบต่อโบราณสถานดังกล่าว และไทยได้ชี้แจงต่อยูเนสโกเพื่อทราบแล้ว

และกรณีที่ชาวบ้านกัมพูชา มีการรื้อรั้วลวดหนาม ที่ฝ่ายไทยมีการติดตั้งบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีความจำเป็นต้องเล่าความจริงให้ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในอธิปไตยของไทย และมีความพยายามขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ทำให้เจ้าหน้าที่บางคนได้รับบาดเจ็บ มีการรื้อถอนสิ่งกีดขวาง อันเป็นการละเมิดกฎหมายไทย ไทยจึงจำเป็นต้องเข้าระงับเหตุ ตามหลักสากลและหลักสิทธิมนุษยชน

รัฐสภาไทยขอใช้โอกาสนี้ ในการขอบคุณต่อทุกฝ่าย ที่มีความพยายามทำให้สถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขอย้ำว่าความรุนแรงไม่สร้างประโยชน์อันใดกับประชาชน มีแต่สร้างความเสียหาย ความเจ็บช้ำ และลุกลามบานปลาย เป็นรอยแผลในใจที่ไม่สามารถลบเลือนได้

ดังนั้น เราจึงควรหันหน้าเข้าหากัน ในการสร้างความปรองดอง ขอยืนยันว่า รัฐสภาไทยจะยึดมั่นหลักการของสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักปฎิบัติด้านสิทธิมนุษยชน และหลักการของอาเซียน เราสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาข้อพิพาทอย่างสันติวิธี ผ่านช่องทางทวิภาคีที่มีอยู่ และไม่ประสงค์จะเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด เชื่อมั่นว่า AIPA เป็นตัวแทนของประชาชน และเราเข้ามาในนามของประชาชน จึงขอยืนยันว่า การใช้วิธีของฝ่ายนิติบัญญัติ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมความไว้วางใจ และหาข้อยุติร่วมกันอย่างสันติ และยั่งยืนเพื่อประโยชน์ ของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป 

การที่กัมพูชาพยายามนำเสนอประเด็นขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาอาเซียน จึงถูกปัดตกไป เพราะเหตุผลของฝ่ายไทยมีหลักฐานน่าเชื่อถือมากกว่า และที่ประชุมเห็นชอบให้เป็นการแก้ปัญหาในกรอบทวิภาคีระหว่างสองประเทศ ไม่ควรนำมาสู่เวทีระดับภูมิภาค

คุรุสภาชวนศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568 ด่วน!

คุรุสภาชวนศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568 ด่วน!

คุรุสภาชวนศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568 ด่วน!

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุรุสภาชวนศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568 ด่วน! “ อมลวรรณ” เผยข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว ชวนสถาบันการศึกษา ครูและผู้เกี่ยวข้อง ศึกษากฎหมายฉบับนี้อย่างละเอียด เพื่อนำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง

ผศ.ดร. อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งการจัดทำข้อบังคับคุรุสภาฉบับนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ทันสมัยสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน โดยกำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง และมีมาตรฐาน 3 ด้าน คือ 1. มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 2. มาตรฐานการปฎิบัติงาน และ 3. มาตรฐานการปฎิบัติตน

ในส่วนแรกด้านมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ กำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีความรอบรู้และเข้าใจ ธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองเด็ก การเจริญเติบโต พัฒนาการด้านตัวตนและแบบองค์รวมตามช่วงวัย มีความรู้ด้านศาสตร์การสอน พัฒนาการหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ชุมชน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีการประเมินเพื่อวางแผน ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างความสัมพันธ์ของระบบนิเวศรอบตัวที่เกี่ยวข้อง ทั้งครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน สื่อ เทคโนโลยี ศิลปะวัฒนธรรม และกฎหมาย รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วม กับผู้ปกครอง และชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย และจะต้องผ่านการปฎิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ได้แก่ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน และการปฎิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ

ผศ.ดร. อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรฐานการปฎิบัติงานนั้น กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องปฏิบัติหน้าที่ครู จัดประสบการณ์การเรียนรู้ และมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง และชุมชน ประกอบด้วย การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้านความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจิตวิญญาณและคุณลักษณะที่ดีของความเป็นครูปฐมวัย สร้างสัมพันธภาพที่ดี ปฏิบัติต่อเด็กปฐมวัยอย่างให้เกียรติ ใช้ความรู้ ในการวางแผน พัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสม ออกแบบ วางแผนอย่างสร้างสรรค์ บูรณาการที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย จัดสื่อ สภาพแวดล้อม ทางกายภาพและทางสังคม ทั้งในและนอกห้องเรียนที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ปัญหาด้านพัฒนาการโดยใช้วิธีการสื่อสารเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่ส่วนสุดท้าย คือ มาตรฐานการปฎิบัติตนที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยจะต้องมีมาตรฐานการปฎิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายฉบับนี้ได้รับการผลักดันจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งได้มีการกำหนดบทเฉพาะกาลที่สำคัญ เช่น ข้อบังคับนี้จะไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของผู้ได้รับและผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ใช้มาตรฐานวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ที่คุรุสภารับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพฯ สามารถใช้คุณวุฒิดังกล่าว ในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ตามที่กำหนดในข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ นอกจากนี้ ให้สถาบันที่ยังปรับปรุงหลักสูตรไม่แล้วเสร็จตามข้อบังคับนี้ ยังคงใช้หลักสูตรตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติมไปพลางก่อน แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี หลังจากวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ (ภายในวันที่ 21 ส.ค. 2571)

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จึงขอเชิญชวนสถาบันการศึกษา ครูและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาศึกษารายละเอียดต่าง ๆของกฎหมายฉบับนี้ และเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตครู สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัยสามารถขอคำแนะนำได้ที่สำนักมาตรฐานวิชาชีพ กลุ่มมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ เบอร์โทร. 0 2280 0048 เพื่อร่วมกันพัฒนาให้ครูปฐมวัยมีมาตรฐานที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป 

‘สพฐ.’ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ

'สพฐ.'ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ

‘สพฐ.’ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.27 น.

สพฐ. ประกาศแนวทางการนำผลการประเมินตามกรอบมาตรฐาน CEFR ไปใช้ในสถานศึกษา ยกระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารของเด็กไทย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568 ตนได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง แนวทางการนำผลการประเมินตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล (Common European Framework of Reference for Languages : CEFR) ไปใช้ในสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรสถานศึกษา ตามมาตรา 20 (4) และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3) พ.ศ. 2568 สามารถนำผลการประเมินตามกรอบ CEFR ไปใช้วัดและประเมินผลความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาแต่ละแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำผลการประเมินไปใช้ในการเทียบโอนความรู้ในระบบธนาคารหน่วยกิต ซึ่งในการเทียบโอนความรู้ ผู้เรียนจะต้องได้รับผลการทดสอบจากชุดข้อสอบที่เป็น Proficiency test โดยผลการประเมินตามกรอบมาตรฐาน CEFR มีระยะเวลาของการรับรองผลไม่เกิน 2 ปี นับจากวัน เดือน ปีที่ระบุในใบรับรองผลการประเมิน

“ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร โดยมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พ.ศ. 2557 ที่กำหนดให้ใช้กรอบมาตรฐาน CEFR เป็นกรอบความคิดหลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย ทั้งในการออกแบบหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบ การวัดผล การพัฒนาครู รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร เป็นเครื่องมือเข้าถึงองค์ความรู้และก้าวทันโลก เป็นพื้นฐานการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ รวมถึงพัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สพฐ.จึงออกประกาศนี้ เพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน ”

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า ประกาศ สพฐ. ฉบับนี้ มีแนวทางการพิจารณาแบบทดสอบตามกรอบมาตรฐาน CEFR โดยสถานศึกษาสามารถพิจารณาคุณสมบัติของแบบทดสอบ หรือ แบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ที่สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษาและความต้องการจำเป็นของผู้เรียน ดังนี้ 1. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ มีผลคะแนน ระดับ หรือคำอธิบายความสามารถที่ได้รับการรับรองเทียบเคียงกับกรอบมาตรฐาน CEFR และต้องได้รับการรับรอง หรือ ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (Validation) ตามกรอบมาตรฐานทางภาษาจากองค์กร หรือหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือระดับสากล หรือที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบวัดผลทางด้านภาษา หรือเทียบเท่า

2. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ จัดสอบได้ทั้งในรูปแบบกระดาษ (Paper-based Test) รูปแบบคอมพิวเตอร์ (Computer-based Test) หรือรูปแบบออนไลน์ (Internet-based Test) โดยจัดสอบที่ศูนย์สอบ หรือ หน่วยสอบมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง หรือ รูปแบบออนไลน์ ที่มีผู้ให้บริการทดสอบภาษารับรองแพลตฟอร์ม และมีระบบการยืนยันตัวตนของผู้สอบออนไลน์ และมีระบบการกำกับควบคุมการสอบแบบออนไลน์ (Remote Proctoring)

3. แบบทดสอบหรือแบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ต้องวัดระดับความสามารถที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการฟัง การอ่าน ส่วนการวัดทักษะการเขียน ต้องเขียนหรือพิมพ์เพื่อบรรยายหรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามหัวข้อที่กำหนด ไม่ใช่การเลือกตอบแบบปรนัย หรือการเติมคำในช่องว่างของประโยคสั้น ๆ สำหรับการวัดทักษะการพูด ต้องพูดบรรยายภาพ สถานการณ์ หรือตอบคำถาม อธิบาย ตามหัวข้อที่กำหนด หรือสนทนากับบุคคลจริง หรือกับระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การอ่านออกเสียงตามประโยคและข้อความ

4. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ ต้องมีคำอธิบายแบบทดสอบ ตัวอย่าง หรือรายละเอียดที่ผู้สอบสามารถดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้จากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการทดสอบภาษาโดยตรง หรือตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยผู้สอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบผลคะแนน ระดับ และคำอธิบายความสามารถทางภาษาของผู้สอบย้อนหลังได้.

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.38 น.

ผู้ว่าฯเชียงราย เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันจากอิทธิพลพายุ “วิภา” ในพื้นที่อำเภอเชียงของ

18 กันยายน 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเชิญสิ่งของพระราชทาน จากศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสาวงควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โปรดให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ดำเนินการมอบถุงยังชีพพระราชทานจำนวน 1,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ณหอประชุมเทศบาลตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยมี นางสินีนาฏทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รอง ผอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ผู้แทนนายอำเภอเชียงของ ผู้แทนนายอำเภอขุนพญาเม็งราย และนายอำเภอเทิง หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

โอกาสนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานอัญเชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ นายอำเภอ ผู้แทนนายอำเภอ พร้อมล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสาวงควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังในราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดี พระองค์ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของราษฎรที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เมื่อราษฎรในจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ในห้วงวันที่ 27 มิถุนายน – 12 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และโปรดให้เชิญถุงยังชีพพระราชทาน จำนวน 1,000 ชุด มอบให้กับราษฎรผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอเชียงของ อำเภอพญาเม็งราย และอำเภอเทิง เพื่อบรรเทาความทุกข์ให้กับราษฎรผู้ประสบภัย อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจกับผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้อีกด้วย

ในการนี้ นายฤทธิเดช จรรยาพงษ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอเชียงของ ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยในระหว่างวันที่ 20 – 29 กรกฎาคม2568 เนื่องจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน และประกอบกับได้รับอิทธิพลจากพายุ“วิภา” ส่งผลให้เกิดนำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 7 ตำบล 80 หมู่บ้าน มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 4,400 หลังคาเรือน ประชาชนกว่า 10,384 คนบ้านเรือนเสียหายบางส่วนกว่า 2,146 หลัง พื้นที่การเกษตร นาข้าว พืชไร่ และพืชสวนเสียหายกว่า 27,407 ไร่ บ่อปลาเสียหายกว่า 614 บ่อ ถนน สะพาน ฝาย และตลิ่งถูกกัดเซาะเสียหายกว่า 56 จุด รวมถึงวัดและสถานที่ราชการหลายแห่งได้รับผลกระทบ และได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทางอำเภอเชียงของจึงได้เร่งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ท้องที่ ท้องถิ่น และประชาชนจิตอาสา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซ่อมแซมบ้านเรือน สิ่งสาธารณประโยชน์ และฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรให้กลับคืนสู่สภาพปกติดดยเร็ว ขณะเดียวกันได้มีการดำเนินการสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ต่อไป..

012

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

‘สอวช.-APEC CTF’จับมือ 12 หน่วยงาน จัดตั้ง‘ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย’ ด้าน‘ปลัด อว.’ชี้เป็นกุญแจสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ท่ามกลางโลกพลิกผันเร็ว

บ่ายวานนี้ (17 กันยายน 2568) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค (APEC Center for Technology Foresight: APEC CTF) จัดพิธีลงนามแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) จัดตั้ง “ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย” (Thailand Foresight Alliance) โดยมีผู้แทนจาก 12 หน่วยงานเข้าร่วมลงนาม เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศด้านการคาดการณ์อนาคตของประเทศ ณ ห้อง Infinity 2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมี  ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวถึงความสำคัญของการคาดการณ์อนาคร (Foresight) ว่า เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยสร้างภาพใหญ่ เพื่อใช้กำหนดทิศทางและตอบโจทย์การบริหารประเทศในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีดิสรัปชัน แม้ว่าจะอาจไม่ถูกต้อง 100% เพราะปัจจัยที่คาดไม่ถึง เช่น กรณีนโยบาย 2.0 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ตัดงบวิจัยของหน่วยงานสำคัญอย่าง NSF, NIH รวมถึงงานด้านอวกาศ (SPACE) ทำให้การลงทุนวิจัยในสหรัฐฯ หดตัว และนักวิจัยจำนวนมากมีแนวโน้มย้ายออกนอกประเทศ ส่งผลต่อการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับโลกที่เริ่มเปลี่ยนขั้ว

“Foresight ไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วใช้ยาว 5 ปี แต่เป็นกระบวนการที่มีความเป็นพลวัต ต้องปรับตัวต่อเนื่อง เพราะเมื่อมีปัจจัยใหม่เข้ามา ทิศทางก็เปลี่ยนได้ทันที และในอนาคตจะมีการบูรณาการคาดการณ์อนาคาร หรือ Foresight เข้ากับการพยากรณ์ล่วงหน้า หรือ Forecast ผ่านการจัดทำ “taxonomy” ของเทรนด์ที่แม่นยำขึ้นจากการรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ” ปลัดกระทรวง อว.กล่าว

ศ.ดร.ศุภชัย ย้ำว่า ประเทศไม่สามารถพึ่งพา Foresight เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวิเคราะห์ลึกลงไปจนกลายเป็นการไกด์ไลน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ว่ากระทรวงควรมุ่งไปในเรื่องใด และควรตั้งเป้าหมายความสำเร็จไว้ตรงไหน ขณะที่การมีเครือข่ายร่วมมือจะช่วยสร้างพลังเสริมที่นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่และการขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ Executive Director, APEC CTF ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งภาคี โดยชี้ว่าการคาดการณ์อนาคต (Foresight) เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในยุคแห่งความไม่แน่นอน โครงการ “Thailand Foresight Alliance” มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ พัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

สำหรับภาคีเครือข่ายทั้ง 12 หน่วยงานที่เข้าร่วมลงนาม ได้แก่ สอวช. และ APEC CTF, สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, โปรแกรมการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ (MIdS) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ภายในงานยังมีการเปิดตัวโครงการ “HORIZON 2030” ซึ่งเป็นกรอบการจัดทำรายงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย โดยนำเสนอแนวโน้ม ฉากทัศน์ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานคาดการณ์อนาคตจากหลากหลายหน่วยงานและนักวิชาการที่สำคัญ ได้แก่ นายภาวัต ผ่องใส ศูนย์อนาคตศึกษา สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ผศ.ดร.พบสุข ช่ำชอง สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม สถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ STIPI มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผศ.ดร.รักษ์พงศ์ วงศาโรจน์ นิด้า ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม บพท. และวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางการประยุกต์ศาสตร์ Foresight เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทย แต่ละหน่วยงานสะท้อนภาพอนาคตในบริบทขององค์กร พร้อมมุ่งสร้าง “เข็มทิศอนาคต” เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถรับมือกับความท้าทายในเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และนวัตกรรมได้อย่างรอบด้าน

การจัดตั้ง “Thailand Foresight Alliance” นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการศักยภาพของหน่วยงานชั้นนำ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้เครื่องมือ Foresight ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการวางแผนอนาคต และสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.54 น.

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมอำลากองทัพเรือ เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ

วันที่ 17 กันยายน 2568 พลเรือเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปเยี่ยมอำลากองทัพเรือ เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ บนเรือหลวงอ่างทอง ซึ่งจอดเทียบบริเวณท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือให้การต้อนรับ พร้อมทั้งจัดพิธีเพื่อเป็นเกียรติ

เมื่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดเดินทางขึ้นเรือหลวงอ่างทอง พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้เรียนเชิญขึ้นแท่นรับความเคารพ โดยมีเรือหลวงปิ่นเกล้ายิงสลุตจำนวน 19 นัด เพื่อเป็นเกียรติ จากนั้นผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ลงนามในสมุดเยี่ยมของเรือหลวงอ่างทอง ก่อนขึ้นแท่นรับการสดุดีจากผู้บัญชาการทหารเรือ

โดยผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวสดุดีใจความสำคัญว่า “ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่กองทัพไทยอยู่ภายใต้การนำของท่าน ที่เปี่ยมด้วยความเป็นผู้นำ ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญจนเป็นที่ประจักษ์ และยอมรับนับถือโดยทั่วกัน กองทัพเรือมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การบังคับบัญชา ซึ่งที่ผ่านมาท่านได้สนับสนุนการเสริมสร้างและพัฒนากองทัพเรือทั้งในด้านองค์บุคคลและองค์วัตถุให้มีความพร้อม และเข้มแข็งเป็นอย่างดียิ่ง”

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ให้โอวาท และกล่าวอำลาชีวิตราชการ พร้อมทั้งขอบคุณกองทัพเรือที่ได้จัดพิธีเพื่อเป็นเกียรติในครั้งนี้ โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้มอบของที่ระลึกแด่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

สำหรับพิธีในวันนี้ มีการจัดกำลังพลจากกองเรือยุทธการ กองการบินทหารเรือ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และรักษาฝั่ง ร่วมกับกำลังทางเรือในท่าเรือแหลมเทียน เข้าร่วมพิธี ประกอบด้วย เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงสายบุรี เรือหลวงแรด เรือหลวงตาชัย เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือหลวงคีรีรัตน์ เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือหลวงสัตหีบ เรือหลวงมันกลาง เรือหลวงจุฬา เรือหลวงทองหลาง เรือหลวงชลบุรี เรือหลวงภูเก็ต และเรือหลวงตากใบ
 

รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

“รมว.นฤมล” นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCGพร้อมเป็นต้นแบบประเทศอาเซียน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเปิดตัวรายงานโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ภายใต้โครงการ Country Programme ระยะที่ 2 ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) โดยมี นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD, ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย, หอการค้าบริติช-ไทย, ผู้แทนหอการค้าอังกฤษ, หอการค้าเยอรมัน-ไทย, หอการค้าไอร์แลนด์, ประธานอนุกรรมกานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมกาาส่งเสรอมการศึกษาเอกชน, เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, กระทรวงแรงงาน, ผู้ทรงคุณวุฒิ, และผู้แทนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ในการนี้  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน ณ โรงแรมออร์คิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวเปิดประชุมว่า การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย การก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ทักษะแบบดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นความท้าทายสำคัญต่อโครงสร้างการจ้างงานและระบบสังคม อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์โควิด-19 ก็สร้างแรงกดดันใหม่ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการพัฒนามนุษย์อย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 โดยการศึกษาต้องไม่เป็นเพียงกลไกผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็น “เครื่องมืออันทรงพลัง” ที่เตรียมประชาชนให้พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง และเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ การสร้างทักษะยุคใหม่ คือการเสริมสมรรถนะคนไทยในศตวรรษที่ 21 ทั้งความรู้เท่าทันดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG เป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 8 ว่าด้วยการจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย การพัฒนาทักษะถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่เน้นการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต สร้างแรงงานที่พร้อมรองรับการเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และบริการเชิงสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเผชิญความท้าทายในแบบที่คล้ายคลึงกัน การสร้างระบบทักษะที่เข้มแข็งจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการกำหนดนโยบาย ภาคเอกชนในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ องค์กรวิชาชีพในการกำหนดมาตรฐาน ภาคประชาสังคมที่สร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนพันธมิตรนานาชาติที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ”ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสร้างระบบทักษะที่พร้อมรับอนาคต เสริมเศรษฐกิจฐานความรู้ และนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ดิฉันขอขอบคุณ OECD และพันธมิตรทุกฝ่าย สำหรับความทุ่มเทและความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญนี้  ทั้งนี้  OECD จะมาช่วยสนับสนุน โดยการเป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงานร่วมกัน จะสนับสนุนในการให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำในการพัฒนาสกิลเซ็ต โดยจัดลำดับความสำคัญว่าจะทำเรื่องใดก่อนหลัง เพื่อพัฒนากำลังคนของเราให้พัฒนารองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป   

ด้าน นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD กล่าวว่า ความร่วมมือ OECD–Thailand ภายใต้โครงการ OECD Skills Strategy ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยเพื่อมุ่งเน้นประเด็นนโยบายด้านทักษะที่สำคัญ และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างระบบทักษะของประเทศ ผ่านการวิจัยเชิงเอกสารและการมีส่วนร่วมกับรัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วนตลอดระยะเวลา 19 เดือน ระหว่างปี 2023 ถึง 2025 โครงการนี้ส่งผลให้เกิดข้อเสนอแนะ 20 ประการ ใน 3 พื้นที่สำคัญ ที่มุ่งให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ด้านนโยบายสำหรับประเทศไทย โดยเสนอแนะ 3 นโยบายหลัก ได้แก่ นโยบายที่ 1 การเสริมสร้างทักษะของเยาวชนในระบบการศึกษาเริ่มต้น นโยบายที่ 2 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้ใหญ่ และนโยบายที่ 3 การเสริมสร้างการกำกับดูแลระบบทักษะ

และย้ำว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมาย Net-zero ปี 2065 รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งล้วนต้องการทักษะใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง การลงทุนในทักษะ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยเพิ่มนวัตกรรม ผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน           

“สกิลก็เป็นทักษะที่จำเป็นในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้เรียนในห้องเรียน แต่ทุกคนต้องมีทักษะด้วย โดยเฉพาะในโลกของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สกิลจึงมีความสำคัญเฉพาะตัวบุคคลเพื่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ OECD วิจัยใจเรื่องนี้ให้ประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในการพัฒนาประเทศ” นายแอนดรูว์ กล่าว

ขณะทึ่ นายยศพล กล่าวว่า รัฐบาลไทย โดยสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินโครงการ Country Programme Phase II ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ณ สํานักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้แผนการดําเนินงานของ OECD ได้พัฒนาข้อเสนอโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ซึ่งอยู่ในกรอบความร่วมมือด้านการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้ให้การรับรองโครงการดังกล่าว พร้อมกับมีหน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการเสริมสร้างระบบทักษะแห่งประเทศไทย นำเสนอการประเมินจุดแข็งและความท้าทายของระบบทักษะ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง 

“สอศ.ได้พัฒนาทักษะของผู้เรียนให้สอดคร้องกับหลักของ OECD และนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ โดยการพัฒนาทักษะของผู้เรียนอาชีวะฯให้ตอบโทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของ OECD ที่ศึกษา ซึ่งสมรรถนะอาจจะไม่ตรอง สอศ.ก็จะนำผลวิจัยข้อเสนอแนะมาพัฒนาสรรถนะในรูปแบบทวิภาคีอย่างเข้มข้นให้ตรงความต้องการ” นายยศพล กล่าว
 

สมศ. จัดประชุมวิชาการ ‘2025 ONESQA Forum’ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

สมศ. จัดประชุมวิชาการ ‘2025 ONESQA Forum’ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

สมศ. จัดประชุมวิชาการ ‘2025 ONESQA Forum’ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. นำโดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 (2025 ONESQA Forum) ภายใต้หัวข้อ “Beyond Assessment: Driving Educational Change – ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน ประกาศเจตนารมณ์สำคัญในการปฏิวัติบทบาทขององค์กร เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตัดสินคุณภาพ” ไปสู่การเป็น “ผู้ผลิตข้อมูลคุณภาพ” และกล่าวบรรยายในหัวข้อ จากข้อมูลสู่การขับเคลื่อนคุณภาพ : วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และเครื่องมือใหม่ของ สมศ.

พร้อมรวมพลังจากทุกภาคส่วนในวงการการศึกษา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยกลไกการประเมินคุณภาพภายนอก โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นประธานในพิธีและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ บทบาทของการประเมินเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนหน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหารองค์กรภาครัฐและเอกชน คณะกรรมการและที่ปรึกษาของ สมศ. นับเป็นเวทีหมุดหมายสำคัญที่รวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไกลและยั่งยืน

Dek69 เช็กเลย! TCAS’69 มวล. รอบ Port เปิดรับ 5 รอบย่อย

#Dek69 เช็กเลย! TCAS’69 มวล. รอบ Port เปิดรับ 5 รอบย่อย

#Dek69 เช็กเลย! TCAS’69 มวล. รอบ Port เปิดรับ 5 รอบย่อย

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กำลังดำเนินการเปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ระบบ TCAS รอบที่ 1 Portfolio ประจำปีการศึกษา 2569 ผ่านเว็บไซต์ https://entry.wu.ac.th จำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 3,499 คน ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568- 19 มกราคม 2569 โดยในรอบ Portfolio จะมีการเปิดรับสมัคร จำนวน 5 รอบย่อย ดังนี้ รอบที่ 1.1 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 9-22 ก.ย.68  ชำระเงินค่าสมัคร 9-23 ก.ย.68 ประกาศผลการคัดเลือก 29 ก.ย.68 , ส่วนรอบที่ 1.2 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-27 ต.ค.68 ชำระเงินค่าสมัคร 1-28 ต.ค.68  ประกาศผลการคัดเลือก 3 พ.ย.68 , ขณะที่รอบ 1.3  รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-24 พ.ย.68 ชำระเงินค่าสมัคร 1-25 พ.ย.68  ประกาศผลการคัดเลือก 1 ธ.ค.68

สำหรับรอบที่ 1.4 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-22 ธ.ค.68 ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 1-23 ธ.ค.68 ประกาศผลการคัดเลือกในวันที่ 29 ธ.ค.68 และรอบที่ 1.5 รับสมัคร ระหว่างวันที่ 1-19 ม.ค.69 ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 1-20 ม.ค.69 ประกาศผลการคัดเลือกในวันที่ 26 ม.ค.69

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียด พร้อมทั้งกรอกใบสมัครออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://entry.wu.ac.th และปฏิบัติตามขั้นตอนที่แจ้งไว้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพจเฟซบุ๊ก : สมัครเรียน ม.วลัยลักษณ์ https://www.facebook.com/entrywalailak หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-7567-3101-12 (ในวันและเวลาราชการ)