‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม–THACCA–เกียร์เฮด’ ชวนอบรมหลักสูตรออนไลน์ภาพยนตร์จากมืออาชีพ หนุน Soft Power ไทยสู่สากล

'กรมส่งเสริมวัฒนธรรม–THACCA–เกียร์เฮด' ชวนอบรมหลักสูตรออนไลน์ภาพยนตร์จากมืออาชีพ หนุน Soft Power ไทยสู่สากล

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม–THACCA–เกียร์เฮด’ ชวนอบรมหลักสูตรออนไลน์ภาพยนตร์จากมืออาชีพ หนุน Soft Power ไทยสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.02 น.

บริษัท เกียร์เฮด จำกัด โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา ได้แก่ บริษัท แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เดอะ สตูดิโอ พาร์ค (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอสิก พลัส จำกัด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ผลิตคลิปวิดีโอหลักสูตรออนไลน์อบรมพื้นฐานอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ และอบรมการจัดแสงภาพยนตร์เบื้องต้น” ภายใต้นโยบาย One Family One Soft Power (OFOS) หรือ “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” เพื่อเสริมพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีสากล

โครงการผลิตคลิปวิดีโอหลักสูตรออนไลน์อบรมพื้นฐานอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ และอบรมการจัดแสงภาพยนตร์เบื้องต้นครั้งนี้ ภายใต้การดำเนินการของบริษัท เกียร์เฮด จำกัด เพื่อสร้าง “แหล่งเรียนรู้คุณภาพ” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ฟรี และพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านภาพยนตร์ ในทุกระดับ ตั้งแต่นักศึกษา คนทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน ไปจนถึงบุคคลทั่วไปที่สนใจ เพื่อต่อยอดความรู้และทักษะผ่านการ Upskill – Reskill ให้คนไทยพร้อมแข่งขันในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ด้วยมาตรฐานผลงานระดับมืออาชีพ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเอกสารและแบบฝึกหัดประกอบการเรียนรู้อย่างครบถ้วน

โดยแบ่งออกเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรพื้นฐานอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ (4 คลิปวิดีโอ) และหลักสูตรการจัดแสงภาพยนตร์เบื้องต้น (1 คลิปวิดีโอ) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียน ได้ทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและทักษะเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่เพียงแต่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้วงการภาพยนตร์ไทยพัฒนาไปสู่ระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนและเรียนออนไลน์ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านเว็บไซต์ OFOS :https://ofos.thacca.go.th นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน Soft Power ไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก

ทีมเยาวชนไทย คว้ารางวัล ‘Coding’ นานาชาติ

ทีมเยาวชนไทย คว้ารางวัล ‘Coding’ นานาชาติ

ทีมเยาวชนไทย คว้ารางวัล ‘Coding’ นานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Code Genius สถาบันพัฒนาทักษะ Coding สำหรับเยาวชน ภายใต้การบริหารงานของ LEARN Corporation ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนา Future Skills หลังพาทีมเยาวชนไทยคว้ารางวัลจากเวที 2025 Junior Botball Challenge Global Finals in China ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ที่จัดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยตัวแทนจาก Code Genius  สามารถพาเยาวชนไทยกวาดรางวัลกลับมาแบบยกทีม รวมกว่า 13 รางวัล

ความสำเร็จครั้งนี้เริ่มต้นจากเวที Junior Botball Challenge Bangkok 2025 โดย Code Genius ได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 25 คน และสามารถผ่านเข้าสู่รอบ Gold Prize ได้ถึง 13 คน ก่อนจะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปสู่การแข่งขันระดับโลก 2025 Junior Botball Challenge Global Finals in China ซึ่งมีเยาวชนกว่า 1,500 คนจาก 10 ประเทศเข้าร่วม

ตัวแทนจาก Code Genius สามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศด้วยการคว้า First prize 5 รางวัล, Second prize 6 รางวัล และ Third prize 2 รางวัล ได้แก่ 1.First prize น้องพิพพา ปริญประภา พลาพิภัทร, น้องอันดา จุลเสน, น้องเอวา เย็บ กมลโชติรส, น้องน้ำคาน  นาฬา ตรีวิศวเวทย์, น้องคุณ พิสิฐคุณ ศุภสิริโรจน์ , 2.Second prize น้องน้ำมน นาคินทร์ ตรีวิศวเวทย์, น้องโฮม บรรณพงศ์ เวชกามา, น้องกวิน จริยาพรรุ่ง, น้องโฟตี้ กรณ์ธนิชย์ จึงรุ่งเรืองกิจ, น้องแดน ดวิน ประเทืองวงศ์, น้องคิน อาชวิณ จุลเสน , 3.Third prize น้องภคิน จริยาพรรุ่ง , น้องกวิน สุริยจันทร์

สิ่งที่โดดเด่นจากชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนรางวัล แต่คือการพิสูจน์ว่าเยาวชนที่ผ่านการบ่มเพาะกับ Code Genius ได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออนาคตอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงตรรกะ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ความคิดสร้างสรรค์ หรือการทำงานเป็นทีม ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นรากฐานที่จะช่วยให้เด็กไทยก้าวสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจ

น้องพิพพา – ปริญประภา พลาพิภัทร หนึ่งในผู้คว้ารางวัล First prize กล่าวว่า การได้ขึ้นเวทีระดับโลกครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่เกินกว่าคำว่าภูมิใจ เพราะไม่ใช่แค่การประกวดหุ่นยนต์ แต่เป็นการเรียนรู้วิธีคิดใหม่ๆ ที่ทำให้มองปัญหาและการแก้โจทย์ต่างๆอย่างเป็นระบบมากขึ้น ที่สำคัญได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การฟังความคิดเห็น และการลองผิดลองถูกโดยไม่กลัวความล้มเหลว สิ่งเหล่านี้ทำให้ตนมั่นใจขึ้นว่าทักษะ Coding จะไม่ใช่แค่เรื่องของการเขียนโค้ด แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยต่อยอดไปพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ได้จริงในอนาคต

ทั้งนี้ในอนาคต Code Genius ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนเยาวชนไทยให้ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้าน Coding อย่างเข้มข้น ทั้งในเชิงการเรียนรู้และการแข่งขัน พร้อมต่อยอดเวทีความสำเร็จไปสู่ระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กไทย “ฉลาดคิด ทันโลก” และเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต

​อรสิริน เปิดโรงเรียนนานาชาติ ‘Mill Hill International School Thailand’ ด้วยหลักสูตร Authentic British สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ

​อรสิริน เปิดโรงเรียนนานาชาติ 'Mill Hill International School Thailand' ด้วยหลักสูตร Authentic British สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ

​อรสิริน เปิดโรงเรียนนานาชาติ ‘Mill Hill International School Thailand’ ด้วยหลักสูตร Authentic British สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท อรสิริน เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ในเครือ บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย  (Mill Hill International School Thailand) โรงเรียนนานาชาติสัญชาติอังกฤษระดับพรีเมียมที่ใช้หลักสูตร Authentic British แห่งแรกใน จ.เชียงใหม่ ด้วยการผสานตำนานกว่า 200 ปี ของ Mill Hill School เข้ากับแนวคิด “Connecting the World” มุ่งปั้นผู้นำรุ่นใหม่สู่ความเป็นเลิศทั้งด้านวิชาการและทักษะชีวิตอย่างมีความสุข ภายใต้ปรัชญา “Instilling Values, Inspiring Minds”

จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนในประเทศไทยไม่มากนัก ที่ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘British Branded Schools’ เราจึงมุ่งมั่นพัฒนา โรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุด’ ด้วยการลงนาม MOU กับ มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป เพื่อเปิดโรงเรียนแห่งแรกนอกสหราชอาณาจักรที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภูมิภาคนี้

ปัจจัยสู่ความสำเร็จ คือ Kate Simon อดีตครูใหญ่ Grimsdell มิลล์ ฮิลล์ สกูล สกูล พร้อมด้วยคณะครูจากมิลล์ ฮิลล์ อังกฤษ บินตรงมารับตำแหน่งครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย ร่วมกับ ดร.ยุทธชัย ดำรงมณี ผู้อำนวยการโรงเรียน ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย เป็นโรงเรียนนานาชาติระดับ ‘Extraordinary value’ ที่มีมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับโรงเรียนต้นแบบที่สหราชอาณาจักร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน แต่ราคาค่าเทอมที่ถูกกว่าอังกฤษถึง 3 เท่า”

Kate Simon กล่าวว่า มิลล์ ฮิลล์ สกูล ก่อตั้งขึ้น ณ กรุงลอนดอน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1807 ด้วยการสั่งสมปรัชญาการศึกษามานานกว่า 200 ปี ปัจจุบัน มิลล์ ฮิลล์ เป็นส่วนหนึ่งของ มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป ที่มีเครือข่ายโรงเรียนพันธมิตรทั่วโลก ศิษย์เก่าของเราจำนวนมากประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ Sir Denis Thatcher นักธุรกิจชั้นนำ สามีของนาง Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร, Harry Melling นักแสดงชื่อดังจากภาพยนตร์ Harry Potter, Sir Norman Hartnell ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบชุดให้ราชวงศ์อังกฤษ ไปจนถึง Prof. Sir Richard Evans นักประวัติศาสตร์ระดับโลก ฟรานซิส คริก (Francis Crick) ผู้ร่วมค้นพบ ดีเอ็นเอ และ James Murray บรรณาธิการใหญ่คนแรกของพจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ด (Oxford English Dictionary)

เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการศึกษาภาคเหนือ มีชื่อเสียงระดับโลกด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมสภาพแวดล้อมใกล้ชิดธรรมชาติและป่าเขา เช่นเดียวกับ Mill Hill School UK ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา Forest Learning ทำให้เรามองเห็นโอกาสนำมาตรฐานการศึกษาแท้จริงจากลอนดอนมาสู่ภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรก โดยผสมผสานหลักสูตรอังกฤษแท้ (The National British Curriculum in England) กับวัฒนธรรมและคุณค่าดั้งเดิมของไทย เน้นพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างความสมดุลให้ผู้เรียนอย่างสมบูรณ์แบบ

ดร.ยุทธชัย ดำรงมณี กล่าวว่า โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย ไม่ใช่แฟรนไชส์ แต่เป็นโรงเรียนในเครือมิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป โดยตรง ซึ่งจะคงมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนต้นแบบในสหราชอาณาจักรทุกประการ นอกจากนี้ เรายังนำระบบ House System มาใช้เพื่อสร้างการเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับปีการศึกษาแรก เราเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ชั้น Nursery – Year 6 ยอดนักเรียนเกือบ 100 คน โดยมีสัดส่วนนักเรียนไทย 50%และมี จีน อเมริกา อังกฤษ ยุโรปอีก 50% เราตั้งเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้าว่าจะมีนักเรียนถึง 850 คน ภายในปี 2030

“สำหรับค่าเล่าเรียนประมาณ 400,000-600,000 บาท ต่อปี ซึ่งถูกกว่า มิลล์ ฮิลล์ สกูล ที่ลอนดอน ถึง 3 เท่า ในขณะที่นักเรียนได้รับหลักสูตรและมาตรฐานการเรียนการสอนเดียวกันทุกประการ นอกจากนี้ เรายังเตรียมแผนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในเครือที่อังกฤษ ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กๆได้สัมผัสประสบการณ์จริงและเข้าใจถึงรากฐานของการศึกษาของ มิลล์ ฮิลล์ กรุ๊ป”

กันยาณรรค์ รัตนศาสตร์ชาญ ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย กล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับสุขอนามัยและความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ด้วยการคัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับพัฒนาการของนักเรียนแต่ละช่วงวัย พร้อมหลักสูตร Forest School ห้องวิทยาศาสตร์, ห้องศิลปะ, ห้องดนตรี, ห้องสมุด และพื้นที่สำหรับกีฬาในร่มและกลางแจ้ง ตลอดจนมาตรการ Security & Safety ที่เข้มงวด รวมถึงการติดตั้งระบบ Positive Air Pressure และเครื่องวัดค่าฝุ่น PM2.5

“โรงเรียนได้วางแผนการขยายตัวในช่วง 4 ปี ข้างหน้า ตั้งแต่ระดับ อนุบาล จนถึง Year 13 โดยจะเริ่มต้นรับสมัครนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 6 ในปีการศึกษาแรก 2568 และจะทยอยเปิดในทุกปี จนเต็มเฟสในปีการศึกษา 2571 ประกอบด้วย อาคารหอประชุม Sport Complex ที่ครอบคลุม สระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกสนามกีฬาเทนนิสสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานพร้อมลู่วิ่ง และอาคารยิมเนเซียมที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังมี Boarding School เพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวของโรงเรียน” กันยาณรรค์ กล่าว

​‘ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม’ นิทรรศการผลงานศิลปะไทยโบราณ สืบสาน – ส่งเสริมองค์ความรู้งานช่างศิลป์ไทย

​‘ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม’ นิทรรศการผลงานศิลปะไทยโบราณ สืบสาน - ส่งเสริมองค์ความรู้งานช่างศิลป์ไทย

​‘ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม’ นิทรรศการผลงานศิลปะไทยโบราณ สืบสาน – ส่งเสริมองค์ความรู้งานช่างศิลป์ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดโครงการ “ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม” นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่ ประจำปี 2568 โดยมี นายอิทธิพงศ์ จักษ์ตรีมงคล ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา ผู้บริหารบริษัท ซินโปรเทค จำกัด ศูนย์การเรียนรู้ภูทองวิลเลจ จ.นครสวรรค์ และอาจารย์ นักศึกษา เข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา จ.นครปฐม

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. กล่าวว่า โครงการ “ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม” จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานของผู้เรียน ซึ่งเกิดการฝึกฝนทักษะและสะสมประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 8 เดือน และเป็นเวทีสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้กับผู้ที่สนใจในศิลปะไทยโบราณ อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างช่างศิลป์และผู้รักในงานศิลป์ด้วยกัน

นางณัฐนันท์ ทวีโภค ประธานองค์กรนักศึกษาศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) กล่าวว่า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ได้ดำเนินการจัดการเรียนรู้และฝึกอบรมหลักสูตรศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่หลักสูตร 800 ชั่วโมง อันมุ่งหมายเพื่อสืบสานอนุรักษ์ และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านงานช่างศิลป์ไทย ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันล้ำค่าโดยยึดแนวทางตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานงานช่างศิลปกรรมไทยโบราณ ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการศึกษา ตอนสนองต่อแนวนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างแท้จริง

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ได้ดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตรศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่ แบ่งเป็น 3 หมู่วิชา ได้แก่ 1.หมู่ช่างเขียน วิชาจิตรกรรมไทย 2.หมู่ช่างปั้น วิชาประติมากรรมไทย 3.หมู่ช่างหุ่น วิชาหุ่นหัวโขน รวมทั้งสิ้น 8 กลุ่มดำเนินการเรียนการสอนทั้งที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) และภาคีเครือข่าย ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ภูทองวิลเลจ จ.นครสวรรค์ เรือนจำกรุงเทพมหานคร และเรือนจำยโสธร จ.ยโสธร มีผู้เรียนจำนวน 222 คน และสำเร็จจำนวน 186 คน คิดเป็นร้อยละ 83.79

​‘GEM Report 2025’ ยกระดับศักยภาพ MSMEs แข่งขันได้ในตลาดโลก

​‘GEM Report 2025’ ยกระดับศักยภาพ MSMEs แข่งขันได้ในตลาดโลก

​‘GEM Report 2025’ ยกระดับศักยภาพ MSMEs แข่งขันได้ในตลาดโลก

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานสัมมนา “สถานการณ์ความเป็นผู้ประกอบการไทยและโลก ประจำปี 2568 (GEM Report 2025)” ภายใต้โครงการสำรวจข้อมูลตามแนวทาง GEM (Global Entrepreneurship Monitor) ซึ่งเป็นเครือข่ายการศึกษาระดับนานาชาติที่ใช้ร่วมกันในหลายประเทศทั่วโลก การสัมมนาครั้งนี้ได้นำเสนอผลการวิจัยจากการประเมินสังคมผู้ประกอบการ โดยใช้ข้อมูลจาก GEM ครอบคลุมทั้งมิติทัศนคติของประชาชน ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และระดับการมีส่วนร่วมของคนไทยในกิจกรรมเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรการ เพื่อยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดย่อย (MSMEs) ให้แข็งแรง พร้อมก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

ดร.วุฒนิพงษ์ วราไกรสวัสดิ์ คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ ม.กรุงเทพ ว่า การยกระดับศักยภาพของ MSMEs ต้องเริ่มจากการสร้างสังคมผู้ประกอบการที่มั่นคง จำเป็นต้องอาศัยการวัดผลอย่างเป็นระบบ โดยใช้ดัชนี TEA เป็นเครื่องมือสะท้อนระดับกิจกรรมผู้ประกอบการและศักยภาพในมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้การกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนเป็นไปอย่างถูกต้องและยั่งยืน ในส่วนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะมหาวิทยาลัย Practical University  ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เราพร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป”

ด้าน ลลนา เถกิงรัศมี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ การสร้าง “สังคมผู้ประกอบการ” ที่เข้มแข็งจึงเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ งานวิจัย GEM 2025 ที่จัดทำโดย สสว. และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ พบว่าคนไทยราว 70% มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในระบบนิเวศผู้ประกอบการ และประมาณ 1 ใน 3 เข้ามามีบทบาทในฐานะเจ้าของธุรกิจ ขณะที่กว่า 15% อยู่ในขั้นเริ่มต้นการก่อตั้งธุรกิจใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกต่อการเป็นผู้ประกอบการ การมองเห็นโอกาส และการได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม วัฒนธรรม และภาครัฐ ข้อมูลเหล่านี้จึงถือเป็นรากฐานสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและการเสริมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

การสร้างสังคมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งและยั่งยืน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการขับเคลื่อนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสังคมโดยรวม เพื่อร่วมกันวางรากฐานและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ที่จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีพลังและเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และทีมวิจัย พร้อมเปิดกว้างและรับฟังทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมสัมมนา เพราะเสียงของทุกท่าน คือ ส่วนสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มงานวิจัย และต่อยอดสู่แนวทางการพัฒนาที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศผู้ประกอบการไทยในอนาคต

​รวมพลังภาคีผลิตกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เศรษฐกิจประเทศ

​รวมพลังภาคีผลิตกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เศรษฐกิจประเทศ

​รวมพลังภาคีผลิตกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เศรษฐกิจประเทศ

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีเปิดงาน “มหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา” พร้อมลงนามความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน 44 แห่ง ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า การจัดงาน “มหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา” เพื่อแสดงพลังความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน 44 แห่ง ภายใต้คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) 35 กลุ่ม ทั้งในและต่างประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่าง สอศ. กับภาคีเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขยายความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ระบบทวิภาคีให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ความร่วมมือในวันนี้จะช่วยให้การผลิตกำลังคนเป็นไปอย่างมีทิศทาง ตอบสนองความต้องการของประเทศในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกรรม ธุรกิจและบริการ สุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว รวมถึงการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในกลุ่ม S-Curve และ New S-Curve

“สอศ. ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาความร่วมมือร่วมภาคประกอบการ ส่งเสริมการพัฒนาครูให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์และตรงกับความต้องการเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะที่พร้อมทำงานได้ทันที ซึ่งการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี สอศ. ได้ดำเนินความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายแล้วกว่า 20,000 แห่ง อย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยผู้เรียนอาชีวะจะได้รับทักษะที่ตรงกับความต้องการ มีรายได้ระหว่างเรียน ที่สำคัญคือจบแล้วมีงานทำ 100% แน่นอน โดย สอศ. พร้อมที่จะสนับสนุนและขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อส่งต่อกำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพสู่ภาคประกอบการ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

​สกสว.จัดเวทีแจงเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุน ววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน

​สกสว.จัดเวทีแจงเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุน ววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน

​สกสว.จัดเวทีแจงเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุน ววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว.มุ่งสร้างกลไกงบประมาณที่คล่องตัว ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความท้าทายเร่งด่วนของประเทศ การลงทุนด้าน ววน. ต้องไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณ แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง การยกระดับ คุณภาพชีวิต การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และปัญหา PM2.5 นอกจากนี้การจัดทำคำของบประมาณต้องอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธาน กสว. กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเน้นการสนับสนุนผ่าน กองทุน ววน. ด้วยรูปแบบการสนับสนุนที่หลากหลาย อาทิ การจัดสรรแบบ Multi-year และ Block Grant ควบคู่กับการส่งเสริมบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ โดยงบประมาณที่กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเพิ่มเติมว่า เวทีชี้แจงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานในระบบ ววน. เข้าใจระบบการจัดทำงบประมาณและเตรียมความพร้อมในการยื่นคำของบประมาณปี 2570 โดยเน้นย้ำบทบาทสำคัญของ ววน. ในการตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งในมิติที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง และก้าวทันต่อการแข่งขันของเศรษฐกิจและสังคมโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างยั่งยืน รวมถึงด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ เช่น หนี้ครัวเรือน การจ้างงาน และการกระจายโอกาสทางสังคม

สกสว.มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด “Efficiency Growth” เพื่อสร้างการเติบโตบนฐานผลิตภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกด้วยแผนด้าน ววน. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคตโดยใช้ ววน. การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวััตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค และการพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน รวมทั้งผ่านการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยรับงบประมาณอย่างเหมาะสมและมีธรรมาภิบาล ภายใต้วิสัยทัศน์ “SRI for All – Empowering all SRI organizations to achieve more and leap Thailand forward”

“สกสว. มุ่งหวังให้เวทีครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของสังคมไทย พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวสรุป

​เสริมพลังนักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ ในการแข่งขัน ‘HUAWEI MatePad Creator Day’

​เสริมพลังนักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ ในการแข่งขัน ‘HUAWEI MatePad Creator Day’

​เสริมพลังนักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ ในการแข่งขัน ‘HUAWEI MatePad Creator Day’

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ด้วยการผนึกกำลังกับ Hackathon Thailand แพลตฟอร์มแฮกกาธอนอันดับหนึ่งของประเทศไทย และ WE Tech Consulting จัดการแข่งขัน “HUAWEI MatePad Creator Day” มหกรรมเฟ้นหาและพัฒนาคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงในการสร้างสรรค์คอนเทนต์รีวิวการใช้งาน HUAWEI MatePad 11.5” 2025 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 มาพร้อมฟีเจอร์และการใช้งานระดับพีซี ในราคาคุ้มค่า ยกระดับประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการเรียนและการทำงานไปอีกขั้น

HUAWEI MatePad Creator Day ได้เปิดรับสมัครและคัดเลือกนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ จำนวน 15 ทีม ทีมละ 5 คน มาร่วมแสดงความสามารถในการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ทางการตลาดกับ HUAWEI MatePad 11.5” 2025 นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนยังได้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพผ่านการอบรมเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการถ่ายทอดเนื้อหาดิจิทัลให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด เพื่อเสริมสร้างความรู้เชิงปฏิบัติสำหรับอาชีพในอนาคตด้านการตลาดดิจิทัลและคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ตัวแทนจากทีม ไข่ตุ๋นPad” ซึ่งเป็นทีมที่ชนะเลิศ กล่าวว่า พวกเราดีใจมากค่ะที่ชนะจากการแข่งขัน HUAWEI MatePad Creator Day ต้องขอขอบคุณทางหัวเว่ย ที่ให้โอกาสเราได้นำเสนอผลงานด้านการตลาดโดยใช้ HUAWEI MatePad 11.5” 2025 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะกับชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างมาก เราสามารถจัดเก็บเอกสารการเรียนการสอน จดบันทึก สร้างสรรค์งานศิลปะ และหาข้อมูลพร้อมทำงานไปด้วยครบจบในเครื่องนี้เครื่องเดียว ขณะเดียวกันการที่มีโอกาสได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมว่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์และการตลาดสามารถทำงานด้วยกันได้ยังไง ก็เป็นโอกาสที่ดีของพวกเราอย่างมาก

ทั้งนี้ HUAWEI MatePad 11.5” 2025 ตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และคนทำงานยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ด้วยโปรแกรม PC-Level WPS Office ที่ติดตั้งมาในเครื่อง จึงสามารถจัดการเอกสารได้อย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่นเด่นมากมาย อาทิ Floating Multi-Window และ App Twin ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงมีโปรแกรม HUAWEI Notes ที่ได้รับการอัปเกรดให้จดบันทึกได้สะดวกยิ่งขึ้น และโปรแกรมวาดภาพ GoPaint ที่มีแปรงและผืนผ้าใบดิจิทัลให้คุณปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างอิสระ ที่สำคัญจอภาพยังเหนือกว่าด้วยเทคโนโลยี PaperMatte ที่ลดแสงรบกวนได้ 99% ช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตา รวมถึงให้ผิวคล้ายกระดาษ จึงสามารถจดโน้ตและสร้างสรรค์ผลงานได้ดั่งใจ

ไทยพีบีเอส-กสทช.อบรมผู้ประกาศฯระดับต้นรุ่น 7 เสริมทักษะสื่อสารมวลชน สร้างบุคลากรคุณภาพสู่วงการ

ไทยพีบีเอส-กสทช.อบรมผู้ประกาศฯระดับต้นรุ่น 7 เสริมทักษะสื่อสารมวลชน สร้างบุคลากรคุณภาพสู่วงการ

ไทยพีบีเอส-กสทช.อบรมผู้ประกาศฯระดับต้นรุ่น 7 เสริมทักษะสื่อสารมวลชน สร้างบุคลากรคุณภาพสู่วงการ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.17 น.

ไทยพีบีเอส จับมือ กสทช. จัดอบรมผู้ประกาศฯ รุ่นที่ 7 เสริมทักษะการใช้ภาษา – จริยธรรมสื่อ เตรียมพร้อมสู่การสอบบัตรผู้ประกาศมืออาชีพ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จัดอบรมหลักสูตรผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ระดับต้น รุ่นที่ 7 โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 42 คน จากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ แพทย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ทนายความ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และนักศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมืออาชีพ เสริมสร้างความเข้าใจบทบาทของผู้ประกาศ และเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบขอรับบัตรผู้ประกาศจาก กสทช. ระหว่างวันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ไทยพีบีเอส

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี เป็นประธาน  กล่าวต้อนรับผู้เข้าอบรม พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ที่นอกจากจะทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะแล้ว ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรในแวดวงสื่อสารมวลชน โดยหลักสูตรผู้ประกาศที่ร่วมกับ กสทช. จัดขึ้นในครั้งนี้ จัดต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 7 แล้ว มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ครอบคลุมเนื้อหาที่จำเป็นต่อวิชาชีพสื่อ ทั้งด้านภาษา จริยธรรม กฎหมาย และทักษะการประกาศที่ถูกต้องตามมาตรฐาน

ตลอดระยะเวลา 3 วันของการอบรม ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าของวันแรก ที่ได้ฟังบรรยายจาก คุณมณีรัตน์ กำจรกิจการ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับภาพรวมของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตามด้วยการเรียนรู้เรื่องรูปแบบการกำกับดูแลสื่อโดย คุณพสุ ศรีหิรัญ ผู้อำนวยการสำนัก ประจำสำนักงาน กสทช. และเรื่องบทบาทสื่อกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดย คุณชนม์ชยนันท์ พร้อมสมบัติ บรรณาธิการกลุ่มบริหารข่าวรายวัน ไทยพีบีเอส ก่อนจะจบวันแรกด้วยหัวข้อ “สิทธิของผู้บริโภค” ที่นำเสนอโดย คุณสถาพร อารักษ์วทนะ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ สภาองค์กรของผู้บริโภค

ในวันที่สอง เนื้อหาการอบรมเน้นไปที่การพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติ ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้เทคนิคการจัดรายการในรูปแบบต่างๆ จาก คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ซึ่งได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง พร้อมคำแนะนำในการผลิตรายการสำหรับสื่อออนไลน์ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ทดลองรายงานข่าวและจัดรายการในสตูดิโอไทยพีบีเอส ภายใต้การดูแลและสนับสนุนจากทีมสื่อดิจิทัลและสำนักโทรทัศน์ นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายมีการพูดคุยเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม และความน่าเชื่อถือของสื่อ โดย คุณคณิศ บุณยพานิช บรรณาธิการข่าวสืบสวนสอบสวน ไทยพีบีเอส ที่ได้นำกรณีศึกษาในการนำเสนอข่าวสารของสื่อที่ส่งผลกระทบในแง่มุมต่าง ๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าอบรม

เข้าสู่วันสุดท้ายของการอบรม เนื้อหามุ่งสู่ประเด็นด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพสื่อมวลชน โดย คุณบุญยศิษย์ บุญโพธิ์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่สื่อควรตระหนัก อาทิ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560, ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา ในประเด็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หมิ่นประมาท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ก่อนจะปิดท้ายด้วยเวิร์กช็อปพิเศษ ที่เน้นทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจากทีมผู้ประกาศข่าวมืออาชีพของไทยพีบีเอส ได้แก่ คุณจีรชาตา เอี่ยมรัศมี, คุณผึ้งนภา คล่องพยาบาล, คุณวรลักษณ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, คุณชนาธิป ไพรพงษ์, คุณพิมพิมล ปัญญานะ และ คุณวันวิสาข์ ทินวัฒน์ ที่มาให้คำแนะนำแบบใกล้ชิด ทั้งในด้านการใช้เสียง การอ่านข่าว การควบคุมจังหวะการพูด และการสื่อสารให้เข้าถึงผู้ฟังอย่างมืออาชีพ

หลังจบการอบรมระดับต้น ผู้เข้าอบรมจะมีโอกาสพัฒนาต่อในระดับกลาง ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 28 กันยายน 2568 และระดับสูง ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบขอรับ “บัตรผู้ประกาศ” จาก กสทช. ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ThaiPBSAcademy 

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลด้านการศึกษาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานพิธีเปิดและมอบนโยบายในงานส่งเสริมอาชีพและนำเสนอหลักสูตร สกร. ที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ ภายใต้โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน “การยกระดับหลักสูตร สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ” โดยมี ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวรายงาน และมี นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมผู้บริหาร สกร. เข้าร่วมงาน ณ ศาลา 100 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนากำลังคนด้วยมาตรฐานอาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย เป็นช่องทางในการเพิ่มสมรรถนะและความสามารถในการทำงาน ช่วยให้แรงงานไทยมีทักษะที่ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังแรงงานได้เข้าถึงการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ อย่างเท่าเทียมและต่อเนื่อง การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพของสกร. ตามมาตรฐานอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้อาชีพ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการเรียนรู้ที่ยืนยันได้ว่า “เรียนรู้แล้วมีรายได้จริง” ผู้เรียนยังมั่นใจและสามารถใช้ความรู้และทักษะที่ได้รับไปต่อยอดการทำงาน เป็นช่องทางในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพของตนเองให้เป็นมืออาชีพ และสามารถสะสมหน่วยกิจใช้ทางการศึกษาได้ด้วย

หลักสูตร สกร.เป็นการยกระดับทักษาด้านอาชีพเพื่อสร้างรายได้และเป็นอาชีพที่ตรงกับความต้องการของตลาด และหลักสูตรระยะสั้นใช้เวลาเรียนไม่นานผู้เรียนสามารถเรียนได้ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญ สกร.มีนโยบายพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นไปทุกจังหวัด เพื่อเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ ดังนั้น จึงเป็นโครงการที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้บุคลากรมีทักษะ ต้องยอมรับว่าโลกปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ ดังนั้น การสร้าง ดิจิทัลคอนเทนท์ ก็จะเกิดการสร้างอินฟลูเซอร์ใหม่ๆขึ้นมา อาชีพอินฟลูเซอร์ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เรียน และยังเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากเพราะเป็นหลักสูตรระยะสั้น จึงให้นโยบายกับ สกร.ไปเพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รองรับเทรนของโลกเทรนของตลาด รวมถึงเรื่อง AI วันนี้ทุกคนยอมรับว่าเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะนำมาเพิ่มเติมในหลักสูตรที่มีอยู่แล้ว” อธิบดี สกร. ระบุ     

สำหรับการคัดเลือกหลักสูตร 1 จังหวัด 1 หลักสูตร สกร.จะมีทำการประเมินหลักสูตรด้านอาชีพในภาพรวมทั้งหมดของสกร.ระดับตำบลมีกว่า 38,000 หลักสูตร ที่เน้นของดีของเด่นในแต่ละตำบลอยู่แล้ว 1,200 หลักสูตร จากนั้นนำมาแยกประเภทเป็นด้านอาหาร ด้านอาชีพ ทักษะด้านการตัดเย็บ การออกแบบ ฯลฯ เมื่อแยกเสร็จจะผลักดันให้แต่ละจังหวัดคัดเลือกเพื่อเฟ้นหา 1 หลักสูตรที่เหมาะสม เพื่อเข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพ และผลักดันต่อจาก 14 หลักสูตรเดิมที่สกร.ดำเนินการอยู่ ให้ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ต่อจาก ต้นทาง 14 หลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติการรับรองมาตรฐานวิชาชีพวันนี้เป็นครั้งแรกที่หลักสูตรการเรียนของ สกร.ได้รับมาตรฐานวิชาชีพ คาดว่าภายใน 6 เดือน 1 จังหวัด จะมี 1 หลักสูตรที่ได้การรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป