มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงบูรณาการ จัดประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดการเรียนการสอน หลักสูตรอนุปริญญาเตรียมนักเทคโนโลยีและนวัตกรรม (หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน) ตามแบบโรงเรียนเทคนิคไทย-เยอรมัน โดยมี ศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. เป็นประธาน ร่วมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง อาทิ ผศ.ปรีชา อ่องอารี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร, ศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และ ผศ.พีรศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดี มจพ. ประจำวิทยาเขตปราจีนบุรี ตลอดจนผู้บริหารและคณาจารย์ที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมเพื่อร่วมขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ซึ่งจะเปิดรับผู้จบ ม.3 เข้าศึกษาต่อ โดยเริ่มภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ณ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

โดยจุดเด่นของหลักสูตร มีดังต่อไปนี้ 1.เรียนรู้แบบโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน (ตามแบบโรงเรียนเทคนิคไทย-เยอรมัน)  ผสานการเรียนเชิงวิชาการกับการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ , 2.โครงสร้างการเรียน 5 ปี , 3.ปีที่ 1–3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เน้นพื้นฐานคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี , 4.ปีที่ 4–5 ระดับอนุปริญญา เน้นการเรียนบูรณาการควบคู่การฝึกในโรงงานจริง , 5.พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม , 6.ฝึกงาน–สหกิจศึกษาตลอดการเรียนรู้บูรณาการกับการทำงาน นักศึกษาชั้นปีที่ 4–5 ได้รับประสบการณ์ตรงในสถานประกอบการ พร้อมโอกาสรับทุนสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ปริญญาตรีภายใต้หลักสูตร Work Integrated Learning (WiL) และ 7.มาตรฐานสากล สอดคล้องเกณฑ์มาตรฐานอนุปริญญา พ.ศ. 2565 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2560 รวม 143 หน่วยกิต

ทั้งนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนและบูรณาการองค์ความรู้จาก 4 คณะหลักของ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ได้แก่ คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม, คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ, คณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม สังคมศาสตร์ ภาษา และสุขศึกษา

การเปิดตัวหลักสูตรนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ มจพ. ในการสร้างบุคลากรสายอาชีพระดับอนุปริญญาที่มีทั้งความรู้เชิงวิชาการ ทักษะและประสบการณ์จริง พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา ตอบสนองความต้องการแรงงานทักษะสูงของประเทศ และยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันอย่างยั่งยืน

โครงการนี้สะท้อนพันธกิจของ มจพ. ในการพัฒนาการศึกษาเชิงนวัตกรรม มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพครบครัน พร้อมก้าวสู่อนาคตเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมั่นคง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลด้านการศึกษาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานพิธีเปิดและมอบนโยบายในงานส่งเสริมอาชีพและนำเสนอหลักสูตร สกร. ที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ ภายใต้โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน “การยกระดับหลักสูตร สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ” โดยมี ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวรายงาน และมี นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมผู้บริหาร สกร. เข้าร่วมงาน ณ ศาลา 100 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนากำลังคนด้วยมาตรฐานอาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย เป็นช่องทางในการเพิ่มสมรรถนะและความสามารถในการทำงาน ช่วยให้แรงงานไทยมีทักษะที่ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังแรงงานได้เข้าถึงการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ อย่างเท่าเทียมและต่อเนื่อง การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพของสกร. ตามมาตรฐานอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้อาชีพ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการเรียนรู้ที่ยืนยันได้ว่า “เรียนรู้แล้วมีรายได้จริง” ผู้เรียนยังมั่นใจและสามารถใช้ความรู้และทักษะที่ได้รับไปต่อยอดการทำงาน เป็นช่องทางในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพของตนเองให้เป็นมืออาชีพ และสามารถสะสมหน่วยกิจใช้ทางการศึกษาได้ด้วย

หลักสูตร สกร.เป็นการยกระดับทักษาด้านอาชีพเพื่อสร้างรายได้และเป็นอาชีพที่ตรงกับความต้องการของตลาด และหลักสูตรระยะสั้นใช้เวลาเรียนไม่นานผู้เรียนสามารถเรียนได้ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญ สกร.มีนโยบายพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นไปทุกจังหวัด เพื่อเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ ดังนั้น จึงเป็นโครงการที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้บุคลากรมีทักษะ ต้องยอมรับว่าโลกปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ ดังนั้น การสร้าง ดิจิทัลคอนเทนท์ ก็จะเกิดการสร้างอินฟลูเซอร์ใหม่ๆขึ้นมา อาชีพอินฟลูเซอร์ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เรียน และยังเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากเพราะเป็นหลักสูตรระยะสั้น จึงให้นโยบายกับ สกร.ไปเพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รองรับเทรนของโลกเทรนของตลาด รวมถึงเรื่อง AI วันนี้ทุกคนยอมรับว่าเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะนำมาเพิ่มเติมในหลักสูตรที่มีอยู่แล้ว” อธิบดี สกร. ระบุ     

สำหรับการคัดเลือกหลักสูตร 1 จังหวัด 1 หลักสูตร สกร.จะมีทำการประเมินหลักสูตรด้านอาชีพในภาพรวมทั้งหมดของสกร.ระดับตำบลมีกว่า 38,000 หลักสูตร ที่เน้นของดีของเด่นในแต่ละตำบลอยู่แล้ว 1,200 หลักสูตร จากนั้นนำมาแยกประเภทเป็นด้านอาหาร ด้านอาชีพ ทักษะด้านการตัดเย็บ การออกแบบ ฯลฯ เมื่อแยกเสร็จจะผลักดันให้แต่ละจังหวัดคัดเลือกเพื่อเฟ้นหา 1 หลักสูตรที่เหมาะสม เพื่อเข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพ และผลักดันต่อจาก 14 หลักสูตรเดิมที่สกร.ดำเนินการอยู่ ให้ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ต่อจาก ต้นทาง 14 หลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติการรับรองมาตรฐานวิชาชีพวันนี้เป็นครั้งแรกที่หลักสูตรการเรียนของ สกร.ได้รับมาตรฐานวิชาชีพ คาดว่าภายใน 6 เดือน 1 จังหวัด จะมี 1 หลักสูตรที่ได้การรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป

‘นฤมล’สั่งเร่งฟื้นฟู’รร.บ้านน้ำเพียงดิน’ หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม-น้ำท่วมหนัก

'นฤมล'สั่งเร่งฟื้นฟู'รร.บ้านน้ำเพียงดิน' หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม-น้ำท่วมหนัก

‘นฤมล’สั่งเร่งฟื้นฟู’รร.บ้านน้ำเพียงดิน’ หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม-น้ำท่วมหนัก

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.24 น.

“รมว.นฤมล”สั่งเร่งฟื้นฟู”โรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน” จ.แม่ฮ่องสอน หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม-น้ำท่วมหนัก ย้ำเด็กจะต้องได้กลับมาเรียนเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับการประสานจาก นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ส่งผลให้โรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน ต.ผาบ่อง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ถูกน้ำท่วมฉับพลัน เส้นทางเข้าออกถูกตัดขาด ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต่างประสบความลำบาก ขณะเดียวกันอุปกรณ์การเรียนการสอนภายในโรงเรียนก็ได้รับความเสียหายจำนวนมาก

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมจัดทีมจากศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) เข้าไปตรวจสอบระบบไฟฟ้า ซ่อมแซมอุปกรณ์การเรียน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว

“กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งฟื้นฟูโรงเรียนให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด เพื่อให้เด็กๆ กลับมาเรียนหนังสือได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะเร่งสรุปและประเมินความเสียหายทั้งหมด เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเยียวยาต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

– 006

ม.เกริก จัดสัมมนาทางออกประเทศยุคสงครามฯ

ม.เกริก จัดสัมมนาทางออกประเทศยุคสงครามฯ

ม.เกริก จัดสัมมนาทางออกประเทศยุคสงครามฯ

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.46 น.

ม.เกริก จัดสัมมนา​วิชาการทางออกประเทศยุคสงครามฯ ​และปฐมนิเทศ​นักศึกษา​ปริญญาเอก​ หลักสูตรปรัชญาดุษฎี สาขาการจัดการองค์กรยุคใหม่ รุ่น 4

วันนี้ (1 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่​ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ทางหลักสูตร​ปรัชญา​ดุษฎี​ สาขาวิชา​การ​จัดการ​องค์การ​ยุคใหม่​ รุ่นที่​ 4 (Ph.D.M.O.M)​ สาขาวิชา​การบริหาร​การค้า​และ​การเมือง​อย่าง​ยั่งยืน​ใน​โลก​ยุคใหม่​ รุ่น​ที่​1 (Ph.D.TPS)​ มหาวิทยาลัยเกริก ได้จัดการสัมมนา​วิชา​ในหัวข้อ​ “ทางออกประเทศไทย​ในยุคสงคราม​การค้า​ สงครามชายแดน​ และการเมืองไทย​ ที่มีผลต่อการจัดระเบียบโลกใหม่” พร้อมทั้งการปฐมนิเทศ​นักศึกษา​ใหม่​ ในระดับปริญญาเอก​

ทั้งนี้ ประธานกรรมการ​บริหาร​และผู้​อำนวยการ​หลักสูตร​ ผศ.ดร.​ธนชาติ​ ประทุม​สวัสดิ์​ พร้อมด้วยวิทยากร​ผู้ทรงคุณวุฒิ​ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์​ เจริญ​วงศ์ศักดิ์​ ประธาน​สถาบัน​อนาคต​ศึกษา​เพื่อการพัฒนา​และสถาบันการสร้างชาติ​ , ดร.พจน์​ อร่ามวัฒนานนท์​ ประธาน​กรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย​  ได้ร่วมเปิดการสัมมนาฯ

นอกจากนั้นยังมี อาจารย์​ ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ​ ของมหาวิทยาลัย​ และคณะนักศึกษา​ ปริญญาเอก เข้าร่วม เพื่อให้แนวทางในการ​ศึกษา สำหรับการเป็นดุษฎี​บัณฑิต​ตามความคาดหวัง​ของโลก​ยุคใหม่​ พร้อมทั้งร่วมกันสัมมนา​วิชาการ​ในประเด็น​ที่เป็นวิกฤติ​ เพื่อหาทางออก​ให้กับประเทศ​ชาติ​ เป็นการสะท้อนแนวคิด​ มุมมองทางวิชาการ​ในการแก้ปัญหา​ให้กับชาติ​บ้านเมือง​ ต่อไป

015

‘เบตง-มาเลเซีย’ จับมือพัฒนาการศึกษา ลงนาม MOU ยกระดับการเรียนรู้ร่วมกัน

‘เบตง-มาเลเซีย’ จับมือพัฒนาการศึกษา ลงนาม MOU ยกระดับการเรียนรู้ร่วมกัน

‘เบตง-มาเลเซีย’ จับมือพัฒนาการศึกษา ลงนาม MOU ยกระดับการเรียนรู้ร่วมกัน

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

‘เบตง-มาเลเซีย’ จับมือพัฒนาการศึกษา ลงนาม MOU ยกระดับการเรียนรู้ร่วมกัน

วันที่ 1 กันยายน 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านกาแป๊ะฮูลู) อ.เบตง จ.ยะลา ได้มีการจัดพิธีต้อนรับผู้บริหารและคณะครูจากโรงเรียนประถมศึกษาแห่งชาติตาเซ็ก (Sekolah Kebangsaan Tasek) เมืองอีโปร์ รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางการศึกษาระหว่างสองสถาบัน

นายซาบรี แดเมาะ รองนายกเทศมนตรีเมืองเบตง กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูและนักเรียนของทั้งสองประเทศ รวมถึงเป็นการยกระดับการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนทั้งด้านวิชาการและทักษะต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การลงนาม MOU ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เป็นเลิศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างโรงเรียนทั้งสองแห่งในระยะยาวต่อไป ///-026

สวทช. เปิดวิสัยทัศน์วาระ 2 ‘สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’

สวทช. เปิดวิสัยทัศน์วาระ 2 ‘สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’

สวทช. เปิดวิสัยทัศน์วาระ 2 ‘สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานในวาระที่ 2 “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” พร้อมรับมอบนโยบายสำคัญจาก น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) พร้อมกันนี้ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอผลงานเด่นในวาระที่ 1 ที่พิสูจน์ศักยภาพในการสร้างผลกระทบยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง และประกาศเดินหน้าเต็มกำลังด้วยวิสัยทัศน์ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.อว. ในฐานะประธาน กวทช. กล่าวว่า ในวันนี้คณะกรรมการ กวทช. ได้รับทราบผลการดำเนินงานในวาระที่ 1 ของ สวทช. และได้ให้ความเห็นชอบแผนงานและรายชื่อคณะผู้บริหาร สวทช. ในวาระที่ 2 ภายใต้การนำของผู้อำนวยการ สวทช. แล้ว ขอเน้นย้ำว่า สวทช. คือ ขุมพลังหลักของประเทศในการวิจัย พัฒนา ออกแบบ วิศวกรรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์ โดยมีภารกิจสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ พร้อมได้มอบนโยบายให้ สวทช. นำไปขับเคลื่อนใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่การยกระดับเกษตรกรรมสมัยใหม่ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  การสร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำที่เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ไปจนถึงการพัฒนาเมืองน่าอยู่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และ 2.การพัฒนากำลังคน โดยให้ สวทช. มุ่งพัฒนากำลังคนในทุกระดับ และเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกรอบการพัฒนา AI แห่งชาติ

ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำทีมคณะผู้บริหาร สวทช. และคณะผู้บริหารศูนย์แห่งชาติขานรับนโยบาย กวทช. พร้อมแถลงผลการดำเนินงานในวาระที่ 1 ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก สวทช. สามารถรับใช้สังคมและสร้างผลกระทบในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้จริงเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน อาทิ ปฏิรูปบริการรัฐ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยดิจิทัล สวทช.ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองและระบบสาธารณสุข ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยมีผลงานเด่น คือ Traffy Fondue เป็นระบบนิเวศการบริหารจัดการเมืองที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน ปัจจุบันถูกนำไปใช้แล้วใน 29 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมประชากรกว่า 30-37 ล้านคน และมีส่วนราชการร่วมใช้งานกว่า 19,228 หน่วยงาน รวมทั้งช่วยรับมือสำคัญในภาวะวิกฤต เช่น การแจ้งรอยร้าวอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุทกภัย และการแจ้งเบาะแสต้นตอของฝุ่น PM2.5 มิติสาธารณสุขที่ประเทศเผชิญกับความท้าทายจากความแออัดในโรงพยาบาล จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ดิจิทัล Digital Healthcare ที่มีผู้ได้รับประโยชน์แล้วกว่า 7.8 ล้านคน และมีหน่วยงานเข้าร่วมแล้ว 8,441 และเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อประชาชนกับหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่และสนับสนุนนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ทรัพยากร และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สวทช. ได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวแห่งอนาคต เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ได้ข้าวพันธุ์ใหม่อย่าง ข้าวเจ้าพันธุ์ไบโอเทค 1 (A1) ที่มีความสามารถในการต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและยังให้ผลผลิตสูงถึง 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวเจ้าพันธุ์หอมชลสิทธิ์ 2 (S16) ที่ทนทานต่อน้ำท่วมฉับพลันและต้านทานโรคขอบใบแห้งและโรคไหม้ได้ดี และยังมีข้าวหอมสยาม ที่มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย ให้ผลผลิตดี

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้ง “คลินิกคุณภาพน้ำ” เพื่อจัดการกับวิกฤตน้ำอุปโภคบริโภคโดยตรง โดยได้พัฒนาเซนเซอร์ตรวจวัดสิ่งปนเปื้อนในน้ำ และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน และนำร่องใช้งานในพื้นที่จังหวัดลำปาง เชียงราย กำแพงเพชร พิษณุโลก กาฬสินธุ์ อุดรธานี และขอนแก่น ช่วยให้ 24,000 ครัวเรือนได้เข้าถึงน้ำสะอาดที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน สวทช.ได้พัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อ Net Zero และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเป็นเครื่องมือให้แก่ภาครัฐและเอกชนในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่สำคัญฐานข้อมูลนี้ยังช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้พร้อมรับมือกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวด เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2569

“นอกจากนี้ สวทช. ยังช่วยผู้ประกอบการไทย ยกระดับผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ด้วยแพลตฟอร์ม Food SERP แพลตฟอร์มส่วนผสมฟังก์ชัน อาหารและเวชสำอาง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่ มีการผลิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ 47 รายการ สร้างการลงทุน 318 ล้านบาท สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ 4,853 ล้านบาท มีมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 13,000 ล้านบาท และยังพัฒนาแพลตฟอร์ม Industry 4.0 Platform สนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิต โดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 แบบ ครบวงจร ผลลัพธ์คือมีโรงงานอุตสาหกรรมใช้งาน Thailand i4.0 Check up 917 ราย มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี Smart Factory สู่สถานประกอบการ 117 แห่ง และพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ของไทยให้มีระดับความพร้อมมากถึง 9 กลุ่มอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าว 

ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานในวาระต่อไป ว่า สวทช.จะเดินหน้าทำงานผ่านวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานในวาระที่ 2 คือ “สวทช.เป็นขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยใช้หลักการ “สร้าง-ปรับ-รักษา-ละทิ้ง” โดย สร้าง เป็นธงนำของการทำงานในการสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปรับ คือ ปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่นักวิจัยอยากทำ เป็นการเอาปัญหาประเทศเป็นตัวตั้ง เพื่อระดมสรรพกำลังแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม รักษา คือ การรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพและโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง ให้คงอยู่และเป็นที่พึ่งของสังคม และ ละทิ้ง คือ ละทิ้งความเชื่อที่ว่าความสำเร็จเท่ากับการตีพิมพ์หรือจดสิทธิบัตร

ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนขุมพลัง วทน. โดย สวทช.พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อและส่งมอบงานวาระ 2  อาทิ ด้านการศึกษา สวทช. จับมือ ศธ. ขับเคลื่อนการใช้ AI ยกระดับการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำด้านการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์ม LEAD Education ซึ่งเป็นเทคโนโลยีด้านการศึกษา (EdTech) แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ โดยระบบจะใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน ด้านเกษตร โดย สวทช.จับมือทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเปลี่ยนเกษตรแบบดั้งเดิม สู่เกษตรสมัยใหม่ ผลักดันการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ผ่านการพัฒนาโรงเรือนอัจฉริยะขนาดใหญ่ ช่วยผลิตพืชผักและสมุนไพรมูลค่าสูงได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งได้ทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์เพื่อพัฒนาและขยายผลการพัฒนาวัคซีนสัตว์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข สวทช.พร้อมทำงานร่วมกับ สธ. นำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา สู่ “การแพทย์แม่นยำ” ทั้งการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางการแพทย์ของประเทศไทย เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิต AI สำหรับการวินิจฉัยโรคจากภาพถ่ายทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันได้รวบรวมภาพถ่ายทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ เช่น โรคทรวงอก มะเร็งเต้านม และโรคตา เพื่อให้นักวิจัยไทยสามารถพัฒนาเอไอช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้านอุตสาหกรรม สวทช. จับมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออุตสาหกรรม 4.0 เข้าสู่โรงงาน เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องมาตรฐานโรงงาน โดยพัฒนาแพลตฟอร์มเพิ่มคุณภาพการผลิต สนับสนุนผู้ประกอบการไทยยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบครบวงจร

“ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างการสร้างระบบนิเวศวิจัยที่ยั่งยืนและใช้ประโยชน์ได้จริง โดย สวทช. มุ่งมั่นในการส่งมอบ ‘พิมพ์เขียว’ ระบบนิเวศวิจัยแบบใหม่ของประเทศ เพื่อสร้างชาติ พัฒนาประเทศ ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรวิจัยและทุกภาคส่วน เดินหน้าเพื่อสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวทิ้งท้าย

สพฐ.มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปลื้มคนรุ่นใหม่โชว์ผลงานคลิป-ภาพถ่าย ต่อยอดแนวคิด ‘การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก’

สพฐ.มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปลื้มคนรุ่นใหม่โชว์ผลงานคลิป-ภาพถ่าย ต่อยอดแนวคิด ‘การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก’

สพฐ.มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปลื้มคนรุ่นใหม่โชว์ผลงานคลิป-ภาพถ่าย ต่อยอดแนวคิด ‘การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก’

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมภาพลักษณ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หัวข้อ “เรียนดี มีความสุข” โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. พร้อมด้วยบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในสังกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัล จำนวน 14 รางวัล รวม 20 คน เข้าร่วม ณ บริเวณหน้าห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมภาพลักษณ์ สพฐ. ประจำปี 2568 เป็นเวทีให้นักเรียน ครู ผู้บริหาร ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และคุณค่าในการขับเคลื่อนงานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามบริบทของพื้นที่ ผ่านสื่อในรูปแบบคลิปวิดีโอ และภาพถ่าย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการดึงศักยภาพของเด็กออกมา ที่สำคัญได้ส่งเสริมภาพลักษณ์ของ สพฐ. ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีโรงเรียนกระจายอยู่ทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ลงไปในชุมชน รวม 29,005 โรงเรียน แต่บางคนยังไม่รู้ว่า สพฐ. คืออะไร จึงเป็นโอกาสดีที่เรามาช่วยกันผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ สื่อสารสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชนถึงคุณภาพของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ประชาชนรับรู้ว่า สพฐ. ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาอย่างไร และเผยแพร่ผลงานความดีนั้นออกสู่สังคม

ด้าน นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. เปิดเผยว่า มีนักประชาสัมพันธ์หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ของ สพท.ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดประเภทคลิปวิดีโอ จำนวน 79 ทีม และนักเรียนในสังกัด สพฐ.ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดประเภทภาพถ่าย จำนวน 340 ทีม รวมทั้งสิ้น 419 ผลงาน

สำหรับผลประกวด มีดังนี้ ประเภทคลิปวิดีโอ ได้รับรางวัล 5 ทีม จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ  สพม.ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ” โดยนายชนาวุฒิ ทองเชื้อ และนายเทวัณ ดำดี รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เรื่อง “แสงที่ซ่อนอยู่” โดย น.ส.ทิพย์สุคนธ์ ทิพย์เนตร และนายกรัณฑา นามทิพย์ รางวัลรองชนะเลิศอับดับสอง สพป.นครพนม เขต 1 เรื่อง “หนังสั้น ปั้นฝัน” โดย นายธันวา ศรีสุภาพ และนายพงศ์ศักดิ์ แสนสุภา รางวัลชมเชย สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 เรื่อง “ไชยา ไชโยขอแค่มีความสุข…” โดยนายสุทิน เสาแก้ว และนายไชยา พรมวงค์ สพม.เลย-หนองบัวลำภู เรื่อง “เพาะ (Grow)” โดยนายจิตติศักดิ์ นามวงษา และ นายสุวัฒน์ชัย จันทร์สว่าง ส่วนรางวัลยอดผู้ชมสูงสุด (Top View) ตกเป็นของ สพม.ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ” และ สพป.นครพนม เขต 1 เรื่อง “หนังสั้น ปั้นฝัน”

ประเภทภาพถ่าย ได้รับรางวัล 6 ทีม จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ รร.บรบือ สพม.มหาสารคาม ชื่อภาพ “บ้านเฮา เท่ากับความสุข” โดย ด.ช.กลทีป์ ใจเก่งดี และนายเรวัตร อินมณเฑียร รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง รร.บ้านซำตาโตง สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 ชื่อภาพ “ห้องเรียนหลากมิติ” โดย ด.ช.ธนธรณ์ ท่าหาญ และนายอภิวัฒน์ เวียงคำ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง รร.โยธินบูรณะ เพชรบุรี สพม.เพชรบุรี ชื่อภาพ “ความสุข ที่เท่าเทียม” โดย ด.ช.ศิริโชค นะสีห์โต และนายกฤษฎา พนันชัย รางวัลชมเชย รร.สอนดี (ประชารัฐอนุสรณ์) สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 ชื่อภาพ “เรียนจากดิน กินได้ มีสุข” โดย  ด.ช.ธนกฤต วุฒิเพ็ชร และนายชนาวิชญ์ กิจสมุทร รร.นครหลวง (พิบูลประเสริฐวิทย์) สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 ชื่อภาพ “เทคโนโลยีสร้างสุข ห้องเรียนสร้างอนาคต” โดย ด.ช.จิรพงศ์ แสงกฤช และ น.ส.พิมพ์จันทร์ มีสมยุทธ์ ส่วนรางวัลยอดผู้กดถูกใจสูงสุด (Top Likes) คือ รร.ตากพิทยาคม สพม.ตาก ชื่อภาพ “แสงแห่งความหวัง” โดยนายภูริณัฐ บุญเม่น และนายพีระพล อยู่รัศมี และ รร.บรบือ สพม.มหาสารคาม ชื่อภาพ “บ้านเฮา เท่ากับความสุข”

‘อมลวรรณ’ กำชับใช้ข้อบังคับคุรุสภาสะสางคดีผู้ประกอบวิชาชีพให้รวดเร็ว

'อมลวรรณ' กำชับใช้ข้อบังคับคุรุสภาสะสางคดีผู้ประกอบวิชาชีพให้รวดเร็ว

‘อมลวรรณ’ กำชับใช้ข้อบังคับคุรุสภาสะสางคดีผู้ประกอบวิชาชีพให้รวดเร็ว

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

“อมลวรรณ” คลี่ข้อบังคับใหม่ “คุรุสภา” ปรับกระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพรวดเร็วขึ้น – คุ้มครองผู้รับบริการ-คงมาตรฐานการอำนวยความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบวิชาชีพ ผิดร้ายแรงพักใช้ใบอนุญาตฯไม่ต้องรอ กมว.

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ซึ่งข้อบังคับใหม่นี้ ปรับกระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพให้มีความรวดเร็ว คุ้มครองผู้รับบริการ และคงมาตรฐานการอำนวยความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในประเด็นสำคัญ คือ 1.เพิ่มช่องทางการยื่นเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์  2.ปรับกระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพให้มีความรวดเร็วมากขึ้น 3.ปรับปรุงเงื่อนไขในการพิจารณาวินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เพื่อคุ้มครองผู้รับบริการทางการศึกษาในพฤติกรรมการกระทำความผิดในลักษณะร้ายแรงและเกิดความเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรง และ 4.ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการสอบสวน โดยให้บุคลากรของหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดในพื้นที่จังหวัด ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมายและมีประสบการณ์สอบสวน สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นอนุกรรมการ และเลขานุการในคณะอนุกรรมการสอบสวนได้

“ จากนี้กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ จะมีความรวดเร็วมากขึ้น ตามที่กำหนดในข้อบังคับ คือ 1.กรณีเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษที่สืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมูลเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพไม่ร้ายแรง  และได้แจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษแล้ว กมว. สามารถพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้ ตักเตือน หรือ ภาคทัณฑ์ ตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการสอบสวน (ตามข้อ 16 ของข้อบังคับคุรุสภาฯ)  2.กรณีเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และเป็นกรณีความผิดปรากฏชัดแจ้ง และได้แจ้งข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษ และสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษแล้ว (ตามข้อ 72 ของข้อบังคับคุรุสภาฯ) กมว.สามารถพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด โดยไม่สอบสวน หรืองดการสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้ ถือปฏิบัติตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับ ”

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า ข้อบังคับใหม่นี้ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขในการพิจารณาวินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนของ กมว. ในพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพที่กระทำความผิดในลักษณะร้ายแรง ดังนี้ 1.เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือการค้าประเวณี หรือการค้ามนุษย์ 2.กระทำล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียน หรือนักศึกษา หรือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือบุคคลอื่น 3.กระทำอนาจาร หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้  อันเกิดความเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรงและเป็นที่ประจักษ์ชัด และ 4.กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือทุจริตต่อหน้าที่  หรือเป็นคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ หรือเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน และถูกฟ้องคดีอาญา ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้ หน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ 1.มีคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง 2.มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือให้ออกจากหน้าที่การปฏิบัติงาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาในการดำเนินคดีอาญา หรือ 3.หน่วยงานบังคับบัญชาที่มิใช่ราชการ สั่งให้ออกจากหน้าที่การปฏิบัติงาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาในการดำเนินคดีอาญา

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวด้วยว่า หากผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้ใดถูก กมว. วินิจฉัยชี้ขาดให้ตักเตือน หรือภาคทัณฑ์ หรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพมีกำหนดเวลาไม่เกิน 5 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต จะมีผลกระทบต่อการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาด้วย คือ 1.ถูกบันทึกประวัติการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพไว้ในระบบสารสนเทศผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้ามในการขอใบอนุญาตหรือการต่ออายุใบอนุญาต 2.กรณีถูกพักใช้ใบอนุญาต จะมีผลให้ผู้ประกอบวิชาชีพบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบวิชาชีพต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาต และ 3.กรณีถูกเพิกถอนใบอนุญาต จะมีผลให้ผู้ประกอบวิชาชีพบุคคลนั้นต้องออกจากวิชาชีพ

“ คุรุสภา และ กมว. ให้ความสำคัญต่อการพิจารณาฯ ให้มีความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ และเป็นไปเพื่อคุ้มครองผู้รับบริการทางการศึกษา และดำเนินการเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ในการประพฤติปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยเฉพาะครู และผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มวิชาชีพที่ใกล้ชิดกับนักเรียน พร้อมทั้งขอความร่วมมือหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกสังกัด กำกับดูแล และรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว. 

DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.31 น.

คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดประกวดโครงการอาหารนวัตกรรมสุดล้ำในวิชาอาหารโมเลกูลาร์ ชิงตั๋วเครื่องบินไปศึกษาต่อที่ประเทศสิงคโปร์ โดยผลปรากฏว่า นางสาวกานต์สินี แจ้งกระจ่าง และ นางสาววรรณวิสา สุขสำราญ นักศึกษาปี 4 หลักสูตรศิลปะการประกอบอาหาร คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันดังกล่าว ส่งผลให้ทั้งสองได้บินลัดฟ้าไปฝึกอบรมพิเศษด้านการทำขนมอบ ณ Creative Culinaire Academy (CCA) สถาบันสอนทำขนมชื่อดังของสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการยอมรับในหมู่นักรักขนมอบ โดดเด่นด้วยแบรนด์คาเฟ่โดนัทยอดนิยม “Caffe Pralet” ที่มีสาขาทั้งในสิงคโปร์และประเทศไทย

โอกาสเรียนรู้มูลค่าสูง

การไปเรียนที่สิงคโปร์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการฝึกฝีมือของเชฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม และ ฝึกภาษาอังกฤษเต็มรูปแบบ นักศึกษาทั้งสองต้องเรียนและสื่อสารกับเชฟต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นอกจากจะเพิ่มทักษะการทำขนมอบแล้ว ยังช่วยขยายคลังคำศัพท์เฉพาะทางเบเกอรี่ระดับสากล พื้นฐานจากการเรียนในไทยจึงกลายเป็นก้าวกระโดดสู่วิธีการและเทคนิคใหม่ ๆ ในเวทีระดับเอเชีย ประสบการณ์น่าตื่นเต้นและอร่อยล้ำนี้สะท้อนให้เห็นว่า DPU มุ่งมั่นมอบการศึกษามูลค่าสูง (High Value Services) แก่นักศึกษา นำไปสู่การพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านการประกอบอาหาร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ชุณห์ขจร อาจารย์ผู้สอนวิชาอาหารโมเลกูลาร์ และผู้นำนักศึกษา DPU เปิดเวทีเรียนรู้ระดับเอเชีย กล่าวว่า “การเรียนรู้ด้านอาหารไม่ใช่เพียงการทำให้อร่อย แต่คือการค้นหาศักยภาพของแต่ละคน และปลดปล่อยให้พวกเขาได้เปล่งประกายในเส้นทางสายอาชีพเชฟ” จุดเด่นของการเรียนรู้ครั้งนี้อยู่ที่การใช้ภาษาอังกฤษล้วน นักศึกษาต้องสื่อสารกับเชฟต่างชาติในทุกขั้นตอน “นี่ไม่ใช่เพียงการฝึกทำขนมปังหรือขนมอบ แต่เป็นการฝึก Soft Skills อย่างการสื่อสาร การปรับตัว และการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานข้ามประเทศ ซึ่งเป็น High Value Services ที่ DPU ภูมิใจมอบให้นักศึกษา”

ในมุมมองของอาจารย์ผู้สอนเชฟ “เราค้นหาจุดแข็งของนักศึกษา พัฒนาผ่านการเรียนและฝึกฝนจริงในครัว และสุดท้ายคือปลดปล่อยศักยภาพในเวทีการแข่งขันจริง” ความรู้จากตำราเป็นเพียงพื้นฐาน แต่การได้สัมผัสวัฒนธรรมอาหาร ประสบการณ์จริงคือสิ่งที่จะหล่อหลอมความมั่นใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนด้านอาหาร “ผมอยากให้นักศึกษารู้ว่า ความสามารถของพวกเขาสามารถพาอนาคตไปได้ไกลกว่าที่คิด”

ท้ายสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ชุณห์ขจร ฝากข้อความถึงนักศึกษาและเชฟรุ่นใหม่ทุกคนว่า “ที่ DPU เราไม่เพียงสอนให้คุณเป็นเชฟที่ดี แต่สอนให้คุณเป็นเชฟที่พร้อมทำธุรกิจแห่งอนาคต เราจะผลักดันให้นักศึกษา  ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต  ตามสโลแกนที่ว่า Our Future is Our Potential”

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ วัดบ้านโคกสะอาด ตำบลไร่สีสุก อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ ได้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ประจำปี 2568 โดยมีพระมหาอาคม สุมณีโก เจ้าคณะอำเภอเสนางคนิคม เจ้าอาวาสวัดศรีใคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

พิธีนี้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมที่กำหนดให้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

ในงานมีหัวหน้าส่วนราชการจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนชาวจังหวัดอำนาจเจริญเข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และนั่งสมาธิเจริญจิตภาวนาเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมกันถวายพระพรและอธิษฐานจิตให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและประเทศชาติสืบไป ///-026