ถวายพระสมัญญา‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ สาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)

ถวายพระสมัญญา‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ สาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)

ถวายพระสมัญญา‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ สาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ถวายพระสมัญญา‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ สาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)
ประจำปีพุทธศักราช2567 พร้อมศิลปินแห่งชาติอีก10คน ยกย่องเชิดชูเกียรติใน3สาขา

กระทรวงวัฒนธรรม ถวายพระเกียรติพระสมัญญา “สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ” แด่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พร้อมยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ ใน 3สาขา จำนวน 10 รายชื่อ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม (วธ.)แถลงผลการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติว่า ตามที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ มายกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง เป็นประจำทุกปีนั้น

สำหรับปี 2567 มีจำนวนศิลปินที่มีผู้เสนอชื่อเข้ารับการพิจารณาเป็นศิลปินแห่งชาติทุกสาขา รวมทั้งสิ้น 1 พระองค์ 573 คน และ มีรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน 1 พระองค์ 10 รายชื่อ ดังต่อไปนี้

สาขาทัศนศิลป์ 1 พระองค์ ได้แก่ 1.ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (จิตรกรรม ) ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ถวายพระเกียรติพระสมัญญา ในวันนี้ คือ “สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ”

สาขาทัศนศิลป์ อีก 3 รายชื่อ ได้แก่ 1.นายผ่อง เซ่งกิ่ง (จิตรกรรม) 2.รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ เตมียพันธ์ (สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น) 3. นายสมลักษณ์ ปันติบุญ (เครื่องปั้นดินเผา)

สาขาวรรณศิลป์ ได้แก่ 1.นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่ 1. นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์ (ดนตรีไทย – ขับร้อง) 2.นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ (นาฏศิลป์ไทย -โขน ละคร) 3.นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ (นาฏศิลป์ไทย – โขนลิง) 4.นายดนู ฮันตระกูล (ดนตรีไทยสากล) 5.พ.ต.ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง(รุ่งเพชร แหลมสิงห์) (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) 6.นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อไปว่า ศิลปินแห่งชาติทุกท่านจะได้รับสวัสดิการ ดังต่อไปนี้

1.ค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 25,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่

2.ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีก ภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปีงบประมาณ

3.เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 50,000 บาท ต่อครั้ง

4.ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วย หรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000 บาท ต่อครั้ง สำหรับกรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิต เท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท

โดยปัจจุบันมีศิลปินแห่งชาติได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2566 จำนวน 367 คน และ พ.ศ. 2567 จำนวน 1 พระองค์ และ 11 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1 พระองค์ และ 378 คน แบ่งออกเป็นสาขา ได้แก่ 1.สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 1 พระองค์ 112 คน 2.สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 66 คน และ 3.สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 200 คน

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ วธ.โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำ ศิลปินแห่งชาติปี 2567 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป

‘ศาลยุติธรรม’เซ็น MOU คณะนิติศาสตร ม.ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา’ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล’

'ศาลยุติธรรม'เซ็น MOU คณะนิติศาสตร ม.ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา'ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล'

‘ศาลยุติธรรม’เซ็น MOU คณะนิติศาสตร ม.ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา’ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.

“ศาลยุติธรรม”ทำ MOU กับคณะนิติศาสตร ม.ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา”ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” “ชนากานต์”ปธ.ศาลฎีกา เผยศาลต้องยืนหยัดตามความเปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่อย่างสง่างาม

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ ห้องพระมาตุลี 1 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น สำนักงานศาลยุติธรรม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง กับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และสำนักงานศาลยุติธรรม กับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโครงการสัมมนาวิชาการเรื่อง “ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” (Intellectual property and unfair competition in the digital economy)”

โอกาสนี้ นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา ร่วมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การพัฒนาบุคลากรของศาลยุติธรรมเพื่อพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” สรุปว่าบทบาทของศาลยุติธรรมในฐานะเป็นกลไกหลักในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงการธำรงความยุติธรรมในสังคม ความจำเป็นที่บุคลากรของศาลยุติธรรมต้องมีความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้อง ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

“การพัฒนาบุคลากรของศาลยุติธรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญ เราต้องไม่เพียง “ก้าวให้ทันโลก” แต่ต้อง “ก้าวนำด้วยปัญญาและความยุติธรรม” เพื่อให้ศาลยุติธรรมไทย สามารถยืนหยัดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม และให้ศาลยุติธรรมยังคงเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้อย่างแท้จริง” นางชนากานต์ กล่าว

ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาบุคลากรของศาลยุติธรรมในด้านการอบรมกฎหมายว่า ประกอบด้วย การอบรมเชิงรุกและเฉพาะทางเพิ่มหลักสูตรอบรมที่ตอบโจทย์ประเด็นทางกฎหมายสมัยใหม่ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ส่งเสริมการอบรมในรูปแบบ e-learning ในหัวข้อที่เหมาะสม การปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life – long Learning)การพัฒนาทักษะด้าน soft skills และความร่วมมือระหว่างองค์กรเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม เพื่อให้การอบรมมีมุมมองที่หลากหลาย รอบด้าน และทันสมัย

ด้าน นางธารทิพย์ จงจักรพันธ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้ร่วมกล่าวหัวข้อ “การดำเนินการตามนโยบายประธานศาลฎีกา เรื่อง การส่งเสริมความรู้กฎหมายเฉพาะด้าน” ว่าการลงนามในบันทึกความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสามหน่วยงานในครั้งนี้เป็นพัฒนาการที่สำคัญอีกก้าวหนึ่ง ศาลในฐานะที่ใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายการค้าระหว่างประเทศกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ ที่มีองค์ความรู้ทางด้านทฤษฎี ได้ผสานความร่วมมือทางวิชาการ การจัดสัมมนาทางวิชาการในวันนี้ และการจัดทำหลักสูตรความรู้กฎหมายเฉพาะทางที่ตรงกับปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้น จะเป็นก้าวแรกและผลงานที่สำคัญ ซึ่งได้รับความสนับสนุนอย่างดียิ่งจากท่านประธานศาลฎีกา ที่เล็งเห็นถึงการเสริมสร้างพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญในกฎหมายเฉพาะด้าน และส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันนำไปสู่เป้าหมายตามนโยบายของประธานศาลฎีกา คือคุณภาพของคำพิพากษา เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมให้คงอยู่ตลอดไป

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวในหัวข้อ “บทบาทของคณะนิติศาสตร์ในการสนับสนุนการดำเนินงานของศาลและการส่งเสริมการเรียนรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน” ว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กระบวนการยุติธรรมไทย และยังสะท้อนถึงพันธกิจของคณะนิติศาสตร์ที่มุ่งมั่นจะผลิตนักกฎหมายคุณภาพควบคู่ไปกับการสนับสนุนภารกิจของศาล และการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ในด้านการผลิตนักกฎหมายคณะฯ ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรปริญญา (Degree Program) คณะฯ ตระหนักดีว่าการเรียนรู้กฎหมายไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือเฉพาะช่วงระยะเวลาของการศึกษาในมหาวิทยาลัย หากแต่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อให้สามารถรับมือกับพลวัตทางสังคมเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“ที่ผ่านมาคณะฯ ได้จัดทำหลักสูตรเฉพาะทางและหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบสนองความต้องการของสังคมเช่น หลักสูตรอบรมด้านกฎหมายการเงิน กฎหมายภาษีกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ หรือหลักสูตรที่จะจัดขึ้นร่วมกับศาลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรศาลโดยตรงและการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเรียนรู้กฎหมายได้อย่างต่อเนื่องและทันต่อความเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือกับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และสำนักงานศาลยุติธรรมในวันนี้เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า สถาบันการศึกษากฎหมายและองค์กรตุลาการจำเป็นต้องดำเนินงานเคียงข้างกัน ทั้งในการพัฒนานักกฎหมายที่มีคุณภาพสำหรับกระบวนการยุติธรรม และร่วมสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานของความรู้และความเคารพกฎหมาย” รองศาสตราจารย์ ดร.สุปรียา กล่าว

จากนั้น ได้มีพิธีลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และสำนักงานศาลยุติธรรม กับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” เพื่อร่วมมือกันในการจัดการศึกษา ฝึกอบรม ประชุมทางวิชาการและการสัมมนา รวมถึงเสริมสร้าง องค์ความรู้ประสบการณ์และความชำนาญเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และร่วมมือในการศึกษาค้นคว้าวิจัยแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านกฎหมาย การฝึกอบรมสัมมนาการบรรยาย การทำกิจกรรม และการแบ่งปันประสบการณ์

พร้อมกันนี้ ได้จัดให้มีการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Intellectual property and unfair competition in the digital economy)” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ นายปุลวิทย์ วาณิชยเศรษฐกุล ผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอมผกา เตชะอภัยคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขากฎหมายเอกชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.เมษปิติ พูลสวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวปิยาพัชร ทับอินทร์ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานคดี รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานคดี สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และนายสรวิศ ลิมปรังษี รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ผู้ดำเนินรายการสัมมนา

โอกาสนี้ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดตัวโครงการอบรมระยะสั้นสองหลักสูตรภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้แก่ หลักสูตรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ปฏิบัติงาน และหลักสูตรกฎหมายการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศสำหรับผู้ปฏิบัติงานซึ่งผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากทั้งสองหน่วยงาน โดยคาดว่าจะเริ่มมีการประชาสัมพันธ์ในเดือนกันยายน 2568 นี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวและความคืบหน้าของหลักสูตรได้ผ่านทางเว็บไซต์ของคณะนิติศาสตร์ มธ https://law.tu.ac.th/ หรือเว็บไซต์ของศูนย์ฝึกอบรมและให้คำปรึกษาทางกฎหมายคณะนิติศาสตร์ มธ. (LeTEC ) https://letec.law.tu.ac.th/ หรือ Facebook : LeTEC.LawTU หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ line@leteclawtu

– 006

เปิดชื่อศิลปินแห่งชาติ 2567 ‘แม่แดง นันทวัน’ นักแสดงชั้นครู – ‘เรวัตร์’สาขาวรรณศิลป์

เปิดชื่อศิลปินแห่งชาติ 2567 ‘แม่แดง นันทวัน’ นักแสดงชั้นครู – ‘เรวัตร์’สาขาวรรณศิลป์

เปิดชื่อศิลปินแห่งชาติ 2567 ‘แม่แดง นันทวัน’ นักแสดงชั้นครู – ‘เรวัตร์’สาขาวรรณศิลป์

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม ว่า คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ มายกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ  ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง เป็นประจำทุกปี  

รมว.วธ กล่าวว่า สำหรับปีพุทธศักราช 2567 มีจำนวนศิลปินที่มีผู้เสนอชื่อเข้ารับการพิจารณาเป็นศิลปินแห่งชาติ ทุกสาขา รวมทั้งสิ้น 1 พระองค์ 573 คน และมีรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ดังนี้ 

สาขาทัศนศิลป์ 1 พระนาม คือศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (จิตรกรรม) ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระสมัญญา สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ

สาขาทัศนศิลป์ อีก 3 รายชื่อ ได้แก่   

1) นายผ่อง เซ่งกิ่ง (จิตรกรรม)
2) รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ เตมียพันธ์ (สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น)
3) นายสมลักษณ์ ปันติบุญ (เครื่องปั้นดินเผา)

สาขาวรรณศิลป์ ได้แก่

1) นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์  

สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่  

1) นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์ (ดนตรีไทย – ขับร้อง)
2) นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ (นาฏศิลป์ไทย – โขน ละคร)
3) นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ (นาฏศิลป์ไทย – โขนลิง)
4) นายดนู ฮันตระกูล (ดนตรีไทยสากล)
5) พันตรี ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง)
6) นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)

รมว.วธ กล่าวต่อว่า ศิลปินแห่งชาติทุกท่านจะได้รับสวัสดิการ ดังต่อไปนี้  (1) ค่าตอบแทนรายเดือน ๆ ละ 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาท) ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ (2) ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีก ภายในวงเงิน ไม่เกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) ต่อปีงบประมาณ (3) เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาท) ต่อครั้ง (4) ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000 บาท (สามพันบาท) ต่อครั้ง สำหรับกรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท (สองหมื่นบาท) และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิต เท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท)

สุดท้ายนี้ รมว.วธ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2567 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป 

ข้อมูลปัจจุบัน มีศิลปินแห่งชาติ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2528- 2566 จำนวน 367 คน และ พ.ศ. 2567 จำนวน 1 พระองค์ และ 10 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1 พระองค์ และ 377 คน แบ่งออกเป็น  3 สาขา ได้แก่ (1) สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 1 พระองค์ 112 คน (2) สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 65 คน และ (3) สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 200 คน

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

นายผ่อง เซ่งกิ่ง

นายผ่อง เซ่งกิ่ง

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ เตมียพันธ์

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ เตมียพันธ์

นายสมลักษณ์ ปันติบุญ

นายสมลักษณ์ ปันติบุญ

นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์

นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์

นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์

นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์

นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์

นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์

นายดนู ฮันตระกูล

นายดนู ฮันตระกูล

พันตรี ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง

พันตรี ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง

 นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

วธ.ถวายพระสมัญญา ‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ แด่ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’

วธ.ถวายพระสมัญญา ‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ แด่ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’

วธ.ถวายพระสมัญญา ‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ แด่ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)​ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม (วธ.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ว่า ตามที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ มายกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง เป็นประจำทุกปีนั้น สำหรับปี 2567 มีจำนวนศิลปินที่มีผู้เสนอชื่อเข้ารับการพิจารณาเป็นศิลปินแห่งชาติทุกสาขา รวมทั้งสิ้น 1 พระองค์ 573 คน และมีรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน 1 พระองค์ 10 รายชื่อ ดังต่อไปนี้

สาขาทัศนศิลป์ ได้แก่

1.ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (จิตรกรรม)

2.นายผ่อง เซ่งกิ่ง (จิตรกรรม)

3.รศ.วิวัฒน์ เตมียพันธ์ (สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น) 4.นายสมลักษณ์ ปันติบุญ (เครื่องปั้นดินเผา)

สาขาวรรณศิลป์ ได้แก่

1.นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่

1. นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์ (ดนตรีไทย – ขับร้อง)

2.นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ (นาฏศิลป์ไทย -โขน ละคร)

3.นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ (นาฏศิลป์ไทย – โขนลิง)

4.นายดนู ฮันตระกูล (ดนตรีไทยสากล) 5.พ.ต.ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง(รุ่งเพชร แหลมสิงห์) (นักร้องเพลงลูกทุ่ง)

6.นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)
 

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อไปว่า ศิลปินแห่งชาติทุกท่านจะได้รับสวัสดิการ ดังต่อไปนี้

1.ค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 25,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่

2.ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีก ภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปีงบประมาณ

3.เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 50,000 บาท ต่อครั้ง

4.ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000 บาท ต่อครั้ง สำหรับกรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิต เท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท โดยปัจจุบันมีศิลปินแห่งชาติได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2566 จำนวน 367 คน และ พ.ศ. 2567 จำนวน 1 พระองค์ และ 11 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1 พระองค์ และ 378 คน แบ่งออกเป็นสาขา ได้แก่ 1.สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 1 พระองค์ 112 คน 2.สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 66 คน และ 3.สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 200 คน

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ วธ. โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติปี 2567 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป

‘ศธ.’สั่งด่วน! ลบเนื้อหา’อดีตพระอลงกต’ ออกจากหนังสือเรียน ป.5

'ศธ.'สั่งด่วน! ลบเนื้อหา'อดีตพระอลงกต' ออกจากหนังสือเรียน ป.5

‘ศธ.’สั่งด่วน! ลบเนื้อหา’อดีตพระอลงกต’ ออกจากหนังสือเรียน ป.5

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

“รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ.ลบเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 ย้ำ แบบเรียนต้องปลูกฝังคุณธรรมที่ถูกต้อง ไม่ให้เยาวชนสับสนกับต้นแบบที่ผิดพลาด

27 ส.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบเนื้อหาแบบเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีการยกย่องอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ให้เป็นตัวอย่างบุคคลผู้มีจิตสาธารณะ ว่า ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบและสรุปผลแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนต่อไป

ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ในอดีตพระอลงกตเป็นที่รู้จักจากการอุทิศตนดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และได้รับการยกย่องจากหลายภาคส่วนว่า เป็นผู้มีจิตอาสา แต่เนื่องจากปัจจุบันบุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในข้อหาคดีทุจริตยักยอก ฟอกเงิน และถูกสอบสวนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการปกปิดประวัติส่วนตัวที่แท้จริง ซึ่งถือว่า ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เด็กควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

“เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญมาก เพราะแบบเรียนคือ สิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมให้กับเด็ก หากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนในสังคมและทำให้เยาวชนเข้าใจผิดได้ จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตพระอลงกตออกจากตำราเรียนทันที และยืนยันว่า การพิมพ์ตำราสำหรับปีการศึกษาหน้า จะไม่มีการปรากฏเนื้อหาดังกล่าวอีก” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อถึง โรงเรียนนาถะศาสตร์ ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของอดีตพระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรีว่า ตนได้มอบให้คณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.)ตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนนาถะศาสตร์เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา มีมูลนิธิอาทรประชานาถ เป็นผู้รับใบอนุญาต ซึ่งไม่ได้เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โดยโรงเรียนแห่งดังกล่าวรับอุดหนุนตามอัตราของโรงเรียนทั่วไป 70% และมูลนิธิช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของนักเรียนอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นโรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นโรงเรียนกินนอนที่มีนักเรียนอยู่ประมาณ 120 คน และผู้เรียนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน

“ขณะนี้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)ลพบุรี อยู่ระหว่างการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนว่า จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลมาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 3 ก.ย.นี้ ซึ่งหากโรงเรียนได้รับผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย หรือหากมูลนิธิดังกล่าวถูกระงับการทำธุรกรรม ทางศึกษาธิการ จ.ลพบุรี จะเข้าไปวางแนวทางแก้ไขร่วมกับโรงเรียน“ รมว.ศธ.กล่าว

‘นฤมล’สั่ง สพฐ.ลบเนื้อหา‘อดีตพระอลงกต’ออกจากแบบเรียน ป.5

‘นฤมล’สั่ง สพฐ.ลบเนื้อหา‘อดีตพระอลงกต’ออกจากแบบเรียน ป.5

‘นฤมล’สั่ง สพฐ.ลบเนื้อหา‘อดีตพระอลงกต’ออกจากแบบเรียน ป.5

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.35 น.

‘นฤมล’สั่ง‘สพฐ.’ลบเนื้อหา‘อดีตพระอลงกต’ออกจากแบบเรียน ป.5 ย้ำแบบเรียนต้องปลูกฝังคุณธรรมที่ถูกต้อง ไม่ให้เยาวชนสับสนกับต้นแบบที่ผิดพลาด

27 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบเนื้อหาแบบเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีการยกย่องอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ให้เป็นตัวอย่างบุคคลผู้มีจิตสาธารณะ ว่า ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ตรวจสอบและสรุปผลแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนต่อไป

ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ในอดีตพระอลงกตเป็นที่รู้จักจากการอุทิศตนดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และได้รับการยกย่องจากหลายภาคส่วนว่า เป็นผู้มีจิตอาสา แต่เนื่องจากปัจจุบันบุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในข้อหาคดีทุจริตยักยอก ฟอกเงิน และถูกสอบสวนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการปกปิดประวัติส่วนตัวที่แท้จริง ซึ่งถือว่าขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เด็กควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

“เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญมาก เพราะแบบเรียนคือ สิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมให้กับเด็ก หากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนในสังคมและทำให้เยาวชนเข้าใจผิดได้ จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตพระอลงกตออกจากตำราเรียนทันที และยืนยันว่า การพิมพ์ตำราสำหรับปีการศึกษาหน้า จะไม่มีการปรากฏเนื้อหาดังกล่าวอีก” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อถึงโรงเรียนนาถะศาสตร์ ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของอดีตพระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรีว่า ตนได้มอบให้คณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.)ตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนนาถะศาสตร์เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา มีมูลนิธิอาทรประชานาถ เป็นผู้รับใบอนุญาต ซึ่งไม่ได้เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โดยโรงเรียนแห่งดังกล่าวรับอุดหนุนตามอัตราของโรงเรียนทั่วไป 70% และมูลนิธิช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของนักเรียนอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นโรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นโรงเรียนกินนอนที่มีนักเรียนอยู่ประมาณ 120 คน และผู้เรียนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน

“ขณะนี้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)ลพบุรี อยู่ระหว่างการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนว่า จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลมาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 3 ก.ย.นี้ ซึ่งหากโรงเรียนได้รับผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย หรือหากมูลนิธิดังกล่าวถูกระงับการทำธุรกรรม ทางศึกษาธิการ จ.ลพบุรี จะเข้าไปวางแนวทางแก้ไขร่วมกับโรงเรียน” รมว.ศธ.กล่าว

เขตการศึกษาบุรีรัมย์ เยียวยานักเรียนชายแดน ครู-ชาวบ้านยังเชื่อมั่นทหาร

เขตการศึกษาบุรีรัมย์ เยียวยานักเรียนชายแดน ครู-ชาวบ้านยังเชื่อมั่นทหาร

เขตการศึกษาบุรีรัมย์ เยียวยานักเรียนชายแดน ครู-ชาวบ้านยังเชื่อมั่นทหาร

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.41 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 3 มอบถุงยังชีพและเงินเยียวยาแก่นักเรียนตามแนวชายแดนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ โดยแม้จะยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ครูและชาวบ้านยังคงเชื่อมั่นในการดูแลของเจ้าหน้าที่ทหาร และอยากให้มีการจัดการปัญหาสถานการณ์ชายแดนอย่างเด็ดขาดเพื่อความสงบสุขในระยะยาว

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายโชคอนันต์ วิชัยเลิศ รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 3 และคณะ ได้เดินทางไปยังอำเภอละหานทราย เพื่อมอบถุงยังชีพและเงินเยียวยาให้กับนักเรียนในกลุ่มหนองแวงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ต้องการดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของครูและนักเรียน

นายทะนงศักดิ์ กุยลอยทาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหงอนไก่ กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันยังคงส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของครู นักเรียน และผู้ปกครอง เนื่องจากพื้นที่ยังอยู่ในภาวะไม่ปลอดภัยและพร้อมที่จะอพยพได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของเจ้าหน้าที่ทหารว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ทางด้านนายโชคอนันต์ กล่าวว่า สิ่งของที่นำมามอบให้นักเรียนนั้น ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน ภาคประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของหลายฝ่ายต่อบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องเผชิญกับผลกระทบทางด้านจิตใจจากการหยุดเรียนและต้องกลับมาจัดการเรียนการสอนใหม่

จากการสำรวจในพื้นที่พบว่า ชาวบ้านในตำบลหนองแวงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แม้จะยังมีความหวาดระแวงอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของทหาร โดยบางคนได้ฝากข้อความถึงผู้บังคับบัญชาทหารให้จัดการกับสถานการณ์อย่างเด็ดขาดเพื่อยุติความกังวลของชาวบ้านอย่างถาวร

24 โรงเรียน จับมือลงนาม MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ สร้างโอกาสทางการศึกษาเด็กไทย

24 โรงเรียน จับมือลงนาม MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ สร้างโอกาสทางการศึกษาเด็กไทย

24 โรงเรียน จับมือลงนาม MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ สร้างโอกาสทางการศึกษาเด็กไทย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง หอการค้าจังหวัดพิจิตร มูลนิธิใจกระทิง กับ โรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1, เขต 2 และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร รวมจำนวน 24 โรงเรียน โดยมี น.ส.ธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร น.ส.นุชรี อยู่วิทยา รองประธานมูลนิธิใจกระทิง นายจาตุรนต์  เหลืองสว่าง ประธานพอการค้าจังหวัดพิจิตร เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมแฮปปี้คอนเวนชั่น ฮอลล์ อาคารศูนย์การค้าแฮปปี้ พลาซ่า จ.พิจิตร

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” หรือ Partnership School Project ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือในรูปแบบการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาการศึกษาไทย เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การยกระดับระบบการศึกษาที่มีคุณภาพจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยการศึกษาที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้จากการที่เครือข่ายการศึกษาร่วมกันขับเคลื่อน ยกระดับคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อก่อให้เกิดต้นแบบการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน

“การร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ‘ร่วมพัฒนา’ และ ‘ขยายผล’ จะสามารถยกระดับการศึกษาของประเทศได้ และเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาที่ครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นพลังนำพาการศึกษาไทยให้ก้าวไปทัดเทียมนานาประเทศต่อไป” นายภูธร กล่าว

ทั้งนี้ โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เป็นโครงการที่ สพฐ.เปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันบริหารจัดการศึกษา โดยมุ่งหวังให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีศักยภาพรอบด้าน พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ สอดคล้องกับเป้าหมายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งความร่วมมือนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยมีเครือข่ายสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ที่สอดคล้องกับความต้องการและเหมาะสมของพื้นที่ พร้อมได้รับการสนับสนุนทรัพยากร องค์ความรู้ จากทุกภาคส่วน

สำหรับ 24 โรงเรียน ที่เข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา กับ หอการค้าจังหวัดพิจิตร และมูลนิธิใจกระทิง ประกอบด้วย สังกัด สพป.พิจิตร เขต 1 ได้แก่ ร.ร.เนินหัวโล้หนองยางพิทยาคม ร.ร.บ้านหนองโสน ร.ร. บึงบัวพิทยาคม ร.ร.วัดคลองโนน ร.ร. อนุบาลโพธิ์ประทับช้าง (ทุ่งใหญ่) ร.ร.อนุบาลสากเหล็ก สังกัด สพป.พิจิตร เขต 2 ได้แก่ ร.ร. บ้านโป่งวัวแดง ร.ร. วังก้านเหลือง  ร.ร. วัดเขาทราย ร.ร. อนุบาลตะพานหิน (วังสำโรง) ร.ร. อนุบาลบางมูลนาก ราษฎร์อุทิศ ร.ร. อนุบาลโพทะเลรัฐบำรุง และสังกัด สพม.พิจิตร ได้แก่ ร.ร. เขาทรายทับคล้อพิทยา ร.ร. ดงเจริญพิทยาคม ร.ร. ดงเสือเหลืองพิทยาคม ร.ร. โพธิ์ไทรงามวิทยาคม ร.ร.โพธิธรรมสุวัฒน์ ร.ร.วชิรบารมีพิทยาคม ร.ร. วังตะกูราษฎร์อุทิศ ร.ร. วังทรายพูนวิทยา ร.ร.วังสำโรงวังหว้า ร.ร. สระหลวงพิทยาคม ร.ร. สากเหล็กวิทยา และ ร.ร.หนองโสนพิทยาคม

‘วัยเด็กคือสิ่งล้ำค่า’ กลุ่มสยามกลการ จับมือ โรงเรียนไฮเกต ปักหมุดประเทศไทยเป็นฐานการศึกษานานาชาติในเอเชีย

'วัยเด็กคือสิ่งล้ำค่า' กลุ่มสยามกลการ จับมือ โรงเรียนไฮเกต ปักหมุดประเทศไทยเป็นฐานการศึกษานานาชาติในเอเชีย

‘วัยเด็กคือสิ่งล้ำค่า’ กลุ่มสยามกลการ จับมือ โรงเรียนไฮเกต ปักหมุดประเทศไทยเป็นฐานการศึกษานานาชาติในเอเชีย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มสยามกลการ (Siam Motors Group) และครอบครัวพรประภา จับมือ โรงเรียนไฮเกต สหราชอาณาจักร (Highgate School UK) หนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำแห่งสหราชอาณาจักร ปักหมุดบริเวณใกล้สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ จ.ชลบุรี เปิด “โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย” (Highgate International School Thailand) ชูวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสนับสนุนคุณภาพการศึกษานานาชาติ สู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแห่งชาติของประเทศอังกฤษ อิงตามระบบการสอบ IGCSEs และ A Levels เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก กำหนดเปิดการเรียนการสอนในระดับเตรียมอนุบาลและระดับประถมศึกษา ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2569 พร้อมวางแผนขยายไปสู่ระดับมัธยมศึกษาในปี พ.ศ. 2570 และโรงเรียนประจำในอนาคต

ธันยพร พรประภา ตั้งคารวคุณ ประธานคณะกรรมการโรงเรียน โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมความสมดุลระหว่างศักยภาพกับความสุขของเด็กๆ กลุ่มสยามกลการ จึงร่วมมือกับ Highgate School UK เปิด “โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย” หรือ ไฮเกต ประเทศไทย (Highgate Thailand) บนทำเลศักยภาพ ใกล้สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ จ.ชลบุรี

โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ออกแบบขึ้นเพื่อนำปรัชญาและค่านิยมของระบบการศึกษาจากสหราชอาณาจักร มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทยและภูมิภาค มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์การเรียนรู้ระดับสากล แก่เยาวชนไทยและนักเรียนจากนานาชาติ โดดเด่นด้วย หลักสูตรแห่งชาติของประเทศอังกฤษ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษา เตรียมพร้อมสู่การสอบวุฒิ IGCSEs และ A Levels  ครูคุณภาพจากทั่วโลก โดยเฉพาะครูจากสหราชอาณาจักร ซึ่งจะได้รับการคัดเลือกอย่างเข้มงวด และการประเมินตามมาตรฐานจาก Highgate UK เพื่อรักษามาตรฐานการสอนระดับสากล แนวทางการสอนแบบองค์รวม เน้นการพัฒนาเด็กในทุกมิติ ทั้งด้านวิชาการ อารมณ์ และสังคม รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมการตั้งคำถาม ความคิดวิเคราะห์ และกิจกรรมนอกห้องเรียนที่สร้างแรงบันดาลใจ        “โดยโรงเรียนสามารถรองรับนักเรียนได้สูงสุดถึง 1,400 คน เปิดรับนักเรียนอายุ 2–18 ปี ในระยะแรกจะเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ ระดับเตรียมอนุบาลและประถมศึกษา พร้อมแผนขยายสู่ระดับมัธยมศึกษาและโรงเรียนประจำในอนาคต” ประธานคณะกรรมการโรงเรียนฯ กล่าวและว่า

เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสู่การเป็นโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ ไฮเกต ประเทศไทย ได้กำหนดวิสัยทัศน์  สร้างโรงเรียนที่มอบการศึกษาที่มีแรงบันดาลใจ ล้ำลึก และเชื่อมโยงกับโลกแห่งความเป็นจริง มาพร้อมพันธกิจ พัฒนาเยาวชนที่มีความใฝ่รู้ กล้าหาญ มีเมตตา และร่วมสร้างชุมชนแห่งคุณภาพ โดยมีค่านิยมหลัก  ได้แก่ 1.ความใฝ่รู้และความเป็นเลิศทางวิชาการ – มีความรักในการเรียนรู้ พร้อมเปิดใจกับการสำรวจสิ่งใหม่ๆ และมุ่งมั่นพัฒนาตนเองและสถาบันอย่างต่อเนื่อง 2.การมีส่วนร่วมและความกระตือรือร้น – ลงมือทำอย่างเต็มที่กับทุกโอกาส เชื่อมั่นว่าทัศนคติและการกระทำของเราจะช่วยให้ทุกคนเติบโตได้อย่างสูงสุด 3.ความสัมพันธ์และความเมตตา – เราดูแลซึ่งกันและกัน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืน ทั้งหมดนี้สะท้อนอยู่ในคำขวัญของโรงเรียน Together, we learn beyond boundaries

มร.อดัม เพททิท ครูใหญ่โรงเรียนไฮเกต สหราชอาณาจักร กล่าวว่า โรงเรียนไฮเกต ให้ความสำคัญกับครูผู้สอนซึ่งเป็นหัวใจของโรงเรียน โดยทีมครูจะต้องมีประสบการณ์ ทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจในตัวเด็ก และความกระตือรือร้นในการเรียนการสอนให้กับเยาวชน สิ่งที่กำหนดตัวตนของทีมวิชาการของเราไม่ใช่แค่สถานที่ แต่ยังสร้างวัฒนธรรมแห่งความใส่ใจและความรับผิดชอบ รวมถึงความสัมพันธ์และความทุ่มเทต่อทั้งนักเรียน ครอบครัว และชุมชนโรงเรียน โดยยึดหลัก “วัยเด็กคือสิ่งล้ำค่า” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการที่สมดุลของเด็กทุกคน

มร.เบน คีลลิ่ง ครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย กล่าวว่า ไฮเกต ประเทศไทย (Highgate Thailand) จะนำประสบการณ์กว่า 460 ปีของ Highgate มาต่อยอดเป็นแนวทางการเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ ความใฝ่รู้ และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนานักเรียนสู่การเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ พร้อมก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ ภายใต้หัวใจสำคัญของโรงเรียนคือ การศึกษาที่ออกแบบมาเป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนทุกด้าน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการแสวงหาความรู้ด้วยใจรัก การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ซึ่งนักเรียน ไฮเกต ประเทศไทย จะได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ อารมณ์ วัฒนธรรม และทักษะปฏิบัติ พร้อมใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมในฐานะพลเมืองโลกที่มีความเข้าใจและมีเมตตา

มมส เตรียมจัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล ‘MSU Alumni Charity Golf Tournament’ ตั้งกองทุน ‘พี่ช่วยน้อง’ เพื่อการศึกษา

มมส เตรียมจัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล ‘MSU Alumni Charity Golf Tournament’ ตั้งกองทุน ‘พี่ช่วยน้อง’ เพื่อการศึกษา

มมส เตรียมจัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล ‘MSU Alumni Charity Golf Tournament’ ตั้งกองทุน ‘พี่ช่วยน้อง’ เพื่อการศึกษา

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) นำโดย นางสุมาลี สุวรรณกร นายกสมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วย นายทม เกตุวงศา อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าฯ นายวัฒนพงษ์ คงสืบเสาะ อุปนายกสมาคมฯ นายศิริเดช ทัศนะบรรจง ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการสนามกอล์ฟสิงห์ปาร์คขอนแก่น และ รศ.ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร ร่วมกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล “MSU Alumni Charity Golf Tournament” เพื่อระดมทุนจัดตั้ง กองทุน “พี่ช่วยน้อง” โดยมีเป้าหมายหลักในการมอบทุนการศึกษาและสนับสนุนนิสิตปัจจุบันของมหาวิทยาลัยฯ ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ ห้องประชุม 1 อาคารบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

นางสุมาลี สุวรรณกร นายกสมาคมศิษย์เก่า มมส เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการและผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ และเห็นพ้องที่จะจัดหาทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเหล่านิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ โดยเชื่อว่าการศึกษาคือโอกาสที่ดีที่สุดของชีวิตที่จะช่วยสร้างความเท่าเทียมในสังคมและอาชีพการงาน ซึ่ง กองทุน “พี่ช่วยน้อง” จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงรุ่นพี่ศิษย์เก่าและผู้มีจิตศรัทธาให้ได้ร่วมทำบุญร่วมกัน โดยเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปใช้เพื่อการศึกษาของนิสิตโดยตรง เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

ในการแข่งขันฯ เปิดรับสมัครประเภททีม ทีมละ 5 คน ค่าสมัครทีมละ 25,000 บาท ซึ่งแต่ละทีมจะได้รับรถกอล์ฟ แคดดี้ และเสื้อกอล์ฟ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักหรือบริจาคเงินสมทบทุนโดยตรง โดยผู้สนับสนุนจะได้รับป้ายโลโก้ประชาสัมพันธ์ติดบริเวณสนามตามยอดบริจาค ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568

ในส่วนของรางวัลในการแข่งขัน มีถ้วยรางวัลรวมทั้งสิ้น 13 ถ้วย สำหรับประเภททีมและประเภทบุคคล ซึ่งการแข่งขันจะใช้กฎกอล์ฟของ R&A และกฎสนาม เพื่อความเป็นมาตรฐาน

ผู้สนใจสามารถติดต่อสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ภาคภูมิ หรรนภา (091-156-5441) และ อาจารย์ ดร.อัครครา มะเสนา (062-782-4594) หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม”