โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

22 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา) ประกาศ เรื่อง “เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา” ระบุว่า โดยที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ อนุมัติการเพิกถอนการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ของสมเด็จฯฮุน เซน

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน ‘เมืองยืดหยุ่น’

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน 'เมืองยืดหยุ่น'

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน ‘เมืองยืดหยุ่น’

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน “เมืองยืดหยุ่น” ร่วมกับภาคีสร้างเมืองรับมือภัยพิบัติสังคมสูงวัยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ TRUE ICON HALL ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ องค์การพัฒนาและฟื้นฟูเมือง (Urban Renaissance Agency: UR) จัดงาน “Urban Resilience Forum 2025” ในการเปิดมุมมองใหม่ด้านการพัฒนาเมืองยั่งยืน โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย การออกแบบ และการพัฒนาเมืองไทยให้พร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต ทั้งด้านภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และการพัฒนาเศรษฐกิจ

การพัฒนาเมือง: วาระแห่งอนาคตไทยที่ต้องการการสร้างองค์ความรู้ใหม่

ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ความไม่เท่าเทียม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เมืองเกิดการขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง นำไปสู่ปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ รวมทั้งความเปราะบางในการรับมือกับภัยพิบัติ จึงมีความจำเป็นที่ไทยต้องสร้างองค์ความรู้และมุ่งเน้นแนวทางการพัฒนาเมืองให้มีความพร้อมในการรับมือและใช้โอกาสจากความเปลี่ยนแปลงให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาแบบ “เมืองยืดหยุ่น” (Resilient City)”

แต่การพัฒนาเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีทั้งข้อจำกัดด้านการดำเนินการพื้นที่และความซับซ้อนของหน่วยงาน จึงต้องอาศัยองค์กรกลางที่สามารถประสานความร่วมมือของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กรณีศึกษาสำคัญในญี่ปุ่นเผยให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐอย่าง “องค์การพัฒนาและฟื้นฟูเมือง (Urban Renaissance Agency; UR)” มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติกับการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนเกิดผลที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้เมืองในทุกภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่นสามารถรองรับการอยู่อาศัย การทำงาน และการท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างยั่งยืน

นายอิชิดะ มาซารุ ผู้ว่าการ UR กล่าวถึงประสบการณ์ของ UR และความร่วมมือกับจุฬาฯ ว่า “UR มีประสบการณ์การพัฒนาเมืองในประเทศญี่ปุ่นมามากกว่า 500 โครงการ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนมากกว่า 1.5 ล้านหน่วย รวมถึงการพัฒนา TOD (Transit Oriented Development) และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติอย่างกว้างขวาง และนี่คือครั้งแรกที่เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศอย่างจุฬาฯ เรามุ่งหวังที่จะนำความรู้และบทเรียนจากญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เพื่อช่วยสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนสำหรับอนาคต”

ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงความสำคัญในการร่วมระหว่างจุฬาฯ กับ UR ในพิธีเปิดว่า “เมืองยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงแค่การอยู่รอดจากภัยพิบัติ แต่คือเมืองที่ทำให้ประชาชนอยู่ได้ดี มีคุณภาพชีวิต และแข่งขันได้ในระดับโลก ความร่วมมือครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างไทยและญี่ปุ่น”

บทเรียนจากญี่ปุ่นสู่กรุงเทพฯ

รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้เกียรติร่วมกล่าวเปิดงานชี้ว่าเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ที่แรงสั่นสะเทือนถึงกรุงเทพฯ เป็น “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองหลวงต้องยกระดับการเตรียมพร้อม“ความยืดหยุ่นของเมืองไม่ใช่แค่การฟื้นตัวหลังวิกฤติ แต่คือความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาว ทั้งโลกร้อน การขาดแคลนที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา และสังคมสูงวัย การร่วมมือกับญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ยาวนานจะช่วยให้กรุงเทพฯ เดินหน้าได้อย่างมั่นคง”

ด้าน โมริ ทาดาฮิโกะ รองผู้อำนวยการ UR กล่าวเสริมว่า “จุดแข็งของ UR คือ การทำให้โครงการพัฒนาเมืองเกิดขึ้นได้จริง ผ่านการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ทั้งนโยบายของรัฐ ความต้องการของภาคเอกชน และการสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ เราพัฒนาทั้งกระบวนทางกฎหมาย การออกแบบพื้นที่ โมเดลการลงทุน และการประสานความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลาย เราเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยต่อยอดความร่วมมือกับประเทศไทยในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน”

การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อคนทั้งมวล TOD และ Digital Twin: เครื่องมือยกระดับเมืองในประเทศไทย

ผศ. ดร. ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย รองผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab) และผู้ช่วยคณบดีคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ อธิบายถึงความร่วมมือระหว่างขั้นแรกระหว่าง จุฬาฯ และ UR ว่า “เราได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในการศึกษากลไกการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อจำนวนที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาในพื้นที่ใจกลางเมืองต่างในแต่ละภูมิภาคของไทยทั้งในด้านการออกแบบ โมเดลการลงทุน และกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อร่วมกับภาคีในการขับเคลื่อนให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต”

ผศ. สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ กล่าวย้ำว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลเผชิญปัญหาการขยายตัวของเมืองที่รุกพื้นที่เกษตรกรรม เสี่ยงน้ำท่วม และสร้างภาระการเดินทาง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาย่านรอบระบบขนส่งมวลชน ตามแนวคิด Transit-Oriented Development หรือ TOD เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัย แหล่งงาน และบริการสาธารณะได้สะดวก “เราจะร่วมกับ UR ใช้เทคโนโลยี Digital Twin ในระบบ PLATEAU ภายใต้ความร่วมมือทางนวัตกรรมจากกระทรวง MLIT มาประยุกต์กับการพัฒนาพื้นที่ ‘สามย่าน–สวนหลวง–บรรทัดทอง’ ให้เป็นต้นแบบของพื้นที่เมืองยั่งยืนตามหลักการ TOD บนฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะบูรณาการความรู้จากทั้งสองประเทศเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับทุกกลุ่ม รวมถึงย่านที่รองรับผู้สูงอายุ และการฟื้นฟูเมืองที่รักษาความหลากหลายทางสังคม”

ความร่วมมือเพื่ออนาคต

ตลอดทั้งวันของการประชุม มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สะท้อนตรงกันว่า “ความยืดหยุ่นของเมือง” ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนและข้ามภาคส่วน  ความร่วมมือระหว่าง จุฬาฯ – UR (ญี่ปุ่น) ในครั้งนี้เป็นมากกว่าการประชุมวิชาการ แต่คือการสร้างฉันทามติในการลงมือสร้างต้นแบบเมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน พร้อมต่อยอดสู่เมืองอื่น ๆ ของไทย  ความคาดหวัง คือ การทำให้ “เมืองยืดหยุ่น” กลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของเมืองไทย ที่ไม่เพียงรับมือภัยพิบัติได้ แต่ยังเป็นเมืองที่ปลอดภัย สะดวกสบาย สวยงาม และเต็มไปด้วยโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตสำหรับทุกคน
 

‘มกธ.’จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ปีการศึกษา2568

‘มกธ.’จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ปีการศึกษา2568

‘มกธ.’จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ปีการศึกษา2568

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.06 น.

‘มกธ.’จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ปีการศึกษา2568

21 สิงหาคม 2568  ศ.ดร.บังอร  เบ็ญจาธิกุล  อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  เป็นประธานในพิธีมอบเข็มวิทยฐานะแก่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาชั้นปีที่ 4  หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต  คณะสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  ประจำปีการศึกษา  2568  พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่นักศึกษาที่เข้ารับเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาดังกล่าว 

ในการนี้  ศ.ดร.บังอร  เบ็ญจาธิกุล  ได้มอบเกียรติบัตรแก่นักศึกษาผู้ที่มีความรับผิดชอบ  และเสียสละทำงานเพื่อส่วนรวมในการพัฒนาคณะสาธารณสุขศาสตร์ โดยมีคณะผู้บริหาร  คณาจารย์  และผู้ปกครองมาร่วมแสดงความยินดีแก่นักศึกษาในพิธีดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษาก่อนออกปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษามีความเป็นมืออาชีพและพร้อมสำหรับการทำงานและการฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นส่วนสำคัญในหลักสูตรของคณะสาธารณสุขศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาได้นำความรู้ทางทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง และพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต

สกสค.ชงครม.ของบแสนล้านตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ครู

สกสค.ชงครม.ของบแสนล้านตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ครู

สกสค.ชงครม.ของบแสนล้านตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ครู

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.04 น.

รมว.ศึกษาธิการ ถก สกสค.เตรียมชง ครม.ของบแสนล้าน ตั้ง‘สหกรณ์กลางสกสค.’แก้หนี้ครู

วันนี้ (21 ส.ค.) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. และเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. ว่า  องค์การค้าฯได้เสนอให้ที่ประชุมรับรองแผนงบประมาณ ซึ่งที่ประชุมก็ได้มอบให้องค์การค้าฯนำกลับไปทบทวนและให้นำแผนฯกลับมาเสนอใหม่อีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป

นางนฤมล กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่ประชุมเห็นชอบหลักการให้ สกสค.ไปดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยการจัดตั้ง “สหกรณ์กลาง สกสค.” ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของ สกสค.ไปดำเนินการต่อในการรวบรวมผู้ที่จะมาร่วมจัดตั้งสหกรณ์ฯ จากนั้น ตนก็จะนำรายละเอียดของโครงการฯเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งถ้า สกสค.จัดทำโครงการดังกล่าวเสร็จเร็วก็คากลดว่าจะนำเสนอ ครม.ได้ทันในวันอังคารที่ 26 ส.ค.นี้

“ถ้าโครงการจัดตั้งสหกรณ์กลางสำเร็จ ก็หวังว่าชีวิตครูจะดีขึ้น ตรงนี้คือเป้าหมายหลักของเรา” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้านนายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวเพิ่มเติม ว่า  ในการประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่มี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ก็ได้มอบให้ตนในฐานะ เลขาธิการ สกสค.นำเรื่องการจัดตั้งสหกรณ์กลาง (สหสค.) ให้ที่ประชุมวันนี้เห็นชอบ ซึ่งเป็นโครงการสวัสดิการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ประจำปี 2568 เพื่อรวมหนี้ทั้งระบบ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ สกสค. ไปจัดทำโครงการดังกล่าวแล้วนำมาเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนาม เพื่อนำเสนอ ครม.ได้เห็นชอบโครงการฯนี้ รวมถึงกำหนดวงเงิน เพื่อดำเนินโครงการฯ จำนวน 100,000 ล้านบาท โดยโครงการสหกรณ์กลาง สกสค. จะลดดอกเบี้ย 0% ในปีแรกให้กับครูที่มาเข้าร่วมโครงการด้วย ทั้งนี้ เพื่อลดภาระให้ครูเพื่อได้มีเงินเหลือ สำหรับการดำเนินการของสหกรณ์กลาง สกสค. จะดำเนินการในรูปแบบของสหกรณ์กลาง โดยร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสถาบันการเงิน โดยเงินงบประมาณที่จะชดเชย ประมาณ 6,000 ล้านบาท ก็ให้ขอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ในเรื่องเงินชดเชยเพื่อที่จะให้ครูที่เข้าร่วมโครงการฯสามารถดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น และรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้เห็นชอบให้คุณครูทุกคนต้องเข้าสู่หลักสูตรการอบรมทางการเงินและเข้าระบบเครดิตบูโรด้วย

015

ม.กรุงเทพ โชว์ผลงานผสมผสาน ‘Robot – AI’ ปลดปล่อยความสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

ม.กรุงเทพ โชว์ผลงานผสมผสาน ‘Robot - AI’ ปลดปล่อยความสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

ม.กรุงเทพ โชว์ผลงานผสมผสาน ‘Robot – AI’ ปลดปล่อยความสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ขับเคลื่อนสู่แนวหน้าการศึกษาและนวัตกรรม ด้วยการเข้าร่วมงาน อว.Fair 2025 SCI POWER FOR FUTURE THAILAND งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ภายใต้คอนเซปต์ Creative AI & Robotic Technology” บูธนิทรรศการนำเสนอผลงานการผสมผสานที่ล้ำสมัยระหว่างเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม แต่ยังปลดปล่อยศักยภาพความสร้างสรรค์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด นวัตกรรมเหล่านี้เกิดจากความเชี่ยวชาญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้พัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่องในสองด้านหลักทั้งเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านการทดลองด้วยตนเอง ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าเยี่ยมชมบูธพร้อมให้กำลังใจนักศึกษา

ภายในงาน วิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ยังจัดเต็มความรู้และประสบการณ์จริง ผ่านเวทีเสวนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวมตัวเซียนหมากระดับแนวหน้า มาแชร์เทคนิค กลยุทธ์ และโอกาสทองสำหรับนักธุรกิจยุคใหม่และผู้สนใจธุรกิจไทย-จีน เปิดเวทีโดย วิชัย มงคลชัยชวาล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยจีน นำเสนอ “ทิศทางและแนวโน้มของการค้าจีน-ไทยในยุคใหม่ : โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมสุขภาพและเทคโนโลยี” ตามด้วยเวทีนักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามากประสบการณ์และความสำเร็จ แชร์เรื่องการแลกเปลี่ยนของวงการธุรกิจไทย-จีนและวงการการศึกษา นำโดย ดร.อรสา รัตนอมรภิรมย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ สำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน , นำพร เกียรติธนากร กรรมการบริหาร บจก.ไอ พลัส คิว เจ้าของรางวัล PM Export Award , ชนินทร พิทักษ์วรรัตน์ (ปันปันเหล่าซือ) ผู้ฝึกสอนภาษาจีนให้กับไอซ์ซึในซีรีส์ดัง “สงครามส่งด่วน” และเจ้าของช่อง Tiktok: Attention Chinese และดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน)

ปิดท้ายด้วยเวทีแลกเปลี่ยนสุดพิเศษของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่าความสำเร็จไม่รออายุ นำโดย แสงเทียน ชัชวาลยางกูร ผู้ก่อตั้ง DGY Agency , ณัฐชา ปัญญาธนทรัพย์ เจ้าของธุรกิจ Nuttybox และศิษย์เก่าคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ (BUSEM) และนายวิทิต อิสริยา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน) แลกเปลี่ยนมุมมองการทำธุรกิจ ไอเดียสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ในอนาคต นอกจากนี้ยังมี ดร.สรพรรค ภักดีศรี อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ขึ้นเวทีบรรยายให้ความรู้บน Mini Stage ในหัวข้อ “Oracle APEX Low-Code App Development Platform” แก่ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย

​ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม นวัตกรรมวิถีไทย

​ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม นวัตกรรมวิถีไทย

​ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม นวัตกรรมวิถีไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการ “Morlum: Esarn Soft Power to Global” อย่างเป็นทางการ ภายในบูธนิทรรศการของ บพข. ในงาน อว.แฟร์ 2568 โดยมีผู้บริหารจากภาครัฐและภาควิชาการเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผู้บริหาร บพข. กล่าวว่า หมอลำไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงพื้นบ้าน แต่คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และพร้อมที่จะก้าวสู่เวทีระดับโลก โครงการนี้จึงเป็นภารกิจสำคัญในการนำงานวิจัยเข้ามาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสและตระหนักว่า นวัตกรรมจากวิถีไทยนั้นมีพลังมหาศาล

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแสดงศิลปวัฒนธรรม หากแต่เป็นการวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อผลักดันหมอลำให้กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย บพข. มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนทุนวิจัยและความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของเราถูกต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมและพร้อมจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

“บพข.สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และยกระดับศิลปะหมอลำในฐานะทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาติผ่านกระบวนการวิจัยและบ่มเพาะศิลปิน ผ่านการแสดง Orchestra อีสาน ที่ผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสากลอย่างกลมกลืน , เวทีเสวนาในหัวข้อ หมอลำก้าวสู่ Soft Power ทั้งในระดับประเทศและสากล” โดยตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาคเอกชน และนักวิจัย นอกจากนี้ ยังมีการแสดงหมอลำขนานแท้จากคณะเสียงอีสาน และกิจกรรมแจกของที่ระลึกภายใต้แนวคิด หมอลำรักษ์โลก” ซึ่งผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล

นอกจากนี้ บพข.ยังได้มีการจัดงาน “IDE Day 2025: Innovation Exchange”  เพื่อแสดงพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และผู้ประกอบการในการเปลี่ยน ทุนวิจัย ให้เป็น กลไกระดับประเทศ” ที่สร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยมี ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง กลไกเชื่อมโยง ระหว่างทุน กลไก และตลาด เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมียุทธศาสตร์ และตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมได้จริง

บพข. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนแผนงาน Innovation Driven Enterprises (IDEs) ใช้บทบาท Sandbox ระดับประเทศในการทดลองกลไกเชิงระบบเพื่อช่วยให้บริษัทไทยปรับโครงสร้างองค์กร สร้างขีดความสามารถใหม่ และต่อยอดสู่การแข่งขันระดับสากล โดยในช่วง 2 ปีแรก แผนงาน IDEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ บริษัท ME/LE หน่วยงานตัวกลาง (IM) และที่ปรึกษาเชิงลึก (IBDS) ส่งผลให้มีบริษัท 230 แห่งเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรม, 5 บริษัทก้าวสู่รายได้พันล้านบาท, 37 หน่วยงานตัวกลางทั่วประเทศนำกลยุทธ์นวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ และมีทีมที่ปรึกษา IBDS กว่า 100 ทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง

ศธ.ลุยสุรินทร์ ปรับหลักสูตรอาชีพ หนุนห้องสมุดทันสมัย ขยายโอกาสวิชาชีพ

ศธ.ลุยสุรินทร์ ปรับหลักสูตรอาชีพ หนุนห้องสมุดทันสมัย ขยายโอกาสวิชาชีพ

ศธ.ลุยสุรินทร์ ปรับหลักสูตรอาชีพ หนุนห้องสมุดทันสมัย ขยายโอกาสวิชาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้และสถานศึกษาในจังหวัดสุรินทร์ พร้อมมอบนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสและคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและตลาดแรงงาน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด คณะวิทยากร ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในพื้นที่ เข้าร่วมรับฟังนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรอาชีพของ สกร. จากกว่า 38,000 หลักสูตร ให้เหลือเพียง 1,200 หลักสูตรที่มีคุณภาพ และจะพัฒนาให้เข้มข้นอย่างน้อย 400 หลักสูตร ที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งผลักดันหลักสูตรใหม่ อาทิ Care Giver (ผู้ดูแลผู้สูงอายุ) เพื่อสร้างโอกาสอาชีพและรายได้ โดยผู้เรียนสามารถมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้ทันสมัย ทั้งด้านอาคารสถานที่และระบบดิจิทัล เช่น e-book และ e-library เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความรู้ของประชาชนทุกกลุ่ม ตลอดจนการทบทวนเกณฑ์วิทยฐานะครู กศน. ให้สอดคล้องกับภาระงานจริง อีกทั้งมีแผนยกระดับหลักสูตรบางด้านให้ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและต่อยอดสู่การประกอบอาชีพได้จริง เพื่อตอกย้ำนโยบายการเรียนแล้วมีงานทำ

มจพ. สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย มอบหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

มจพ. สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย มอบหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

มจพ. สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย มอบหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.48 น.

สืบเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบและความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากกับระเบิดและส่งผลกระทบต่อกำลังพลของกองทัพไทย การดำเนินงานเพื่อปกป้องและรักษาชีวิตของทหารจึงถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล ภายใต้หลักการดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยปลัดกระทรวง อว. ได้ให้ความสำคัญและกำหนดแนวทางสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อช่วยเสริมภารกิจของกองทัพในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้มอบหมายให้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิด เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของกำลังทหารในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะดังกล่าวได้รับการออกแบบและสร้างโดยทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. เจ้าของสถิติแชมป์โลก การแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย 10 สมัย ถือเป็นกำลังหลักด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ของประเทศการสร้างสรรค์หุ่นยนต์อัจฉริยะทำลายวัตถุระเบิดในพื้นที่ชายแดนดังกล่าว สอดคล้องกับพันธกิจของ มจพ. ที่มุ่งนำนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านการเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และการลดความเสี่ยงต่อชีวิตของทหารในพื้นที่ชายแดนซึ่งต้องเผชิญกับอันตรายโดยตรง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่จังหวัดสุรินทร์ นำโดย รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ผศ.ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์ ผศ.นพดล พัดชื่น อ.ภูบดี บุญจริง ผศ.ดร.เทพภากร สิทธิวันชัย และคณาจารย์ นักศึกษาทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  ได้นำหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิ Let’s be heroes และได้ส่งมอบให้กับ กองกำลังสุรนารี กองทัพบก เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยหุ่นยนต์อัจฉริยะดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงต่อกำลังพลเพิ่มความปลอดภัย ในภารกิจปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม และสร้างความมั่นใจในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในระยะต่อไป มจพ. มีแผนจัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : INDT)  โดยความร่วมมือกับกองทัพบก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ทั้งในมิติการป้องกันและการเสริมสร้างศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงแห่งชาติในอนาคตต่อไป

นอกจากจะสร้างชื่อเสียงบนเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติแล้ว ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. ยังเคยเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ซึ่งสร้างความสูญเสียอย่างร้ายแรง โดยหุ่นยนต์ของ มจพ. สามารถเข้าปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงภัยแทนเจ้าหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสในการค้นหาและกู้ภัยได้อย่างสำเร็จ

มจพ. ขอยืนหยัดเจตนารมณ์ที่จะมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสังคม ความมั่นคง และการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนในอนาคตสืบไป

อุตรดิตถ์เดินหน้าโครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดีปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

อุตรดิตถ์เดินหน้าโครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดีปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

อุตรดิตถ์เดินหน้าโครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดีปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

อุตรดิตถ์เดินหน้า “โครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดี” ปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

วันที่ 20 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00 น. นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เด็กอุตรดิตถ์วินัยดี สร้างความปลอดภัยทางถนน” ณ บริเวณหน้าอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์

โครงการนี้เกิดขึ้นจากความกังวลต่อสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนในจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสถิติการเสียชีวิตสูง จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ พบว่ากลุ่มเยาวชนอายุ 15-18 ปี มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดถึง 22.22% ขณะที่กลุ่มเด็กอายุ 1-18 ปี อยู่ที่ 18.52% โดยสาเหตุหลักกว่า 96% มาจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ขาดความระมัดระวังและไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุตรดิตถ์ จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น ด้วยงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จำนวน 490,510 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังวินัยด้านความปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชน เช่น การสวมหมวกกันน็อกและคาดเข็มขัดนิรภัยเป็นประจำ รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎจราจร เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนแกนนำให้เป็นกำลังสำคัญในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรม Kick off ในครั้งนี้ มีการแสดงผลงานจากนักเรียนนักศึกษาจาก 18 หน่วยงานการศึกษา และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกด้านความปลอดภัย และมุ่งหวังให้เด็กอุตรดิตถ์มีวินัยและมีความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างสูงสุด

สพฐ.แข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน’กพด.’ระดับประเทศ ปี 68

สพฐ.แข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน'กพด.'ระดับประเทศ ปี 68

สพฐ.แข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน’กพด.’ระดับประเทศ ปี 68

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

สพฐ. เปิดการแข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน โรงเรียน กพด. ระดับประเทศ ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ กรมสมเด็จพระเทพฯ

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการคลังและสินทรัพย์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการแข่งขันทักษะวิชาการนักเรียนระดับประเทศ ภายใต้การประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ (กพด.) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ประจำปี 2568 ณ โรงแรมเอวาน่า บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวพรเพ็ญ ทองสิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาโรงเรียนตามพระราชดำริและโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร ครู และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง โอกาสนี้ นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ร่วมเยี่ยมชมการจัดงานและให้กำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันและคณะครูผู้ควบคุม

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ที่ทรงห่วงใยเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล และได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2523 รวมเวลากว่า 40 ปี โดยมุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนารอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ สติปัญญา ทักษะอาชีพ คุณธรรมจริยธรรม และการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติ การจัดงานปีนี้กำหนดหัวข้อ “ การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพื่อเปิดเวทีให้นักเรียนได้แสดงความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งคัดเลือกผู้ชนะเลิศแต่ละกิจกรรมระดับประเทศ เป็นตัวแทน สพฐ.เข้าร่วมแข่งขันกับหน่วยงานอื่นๆ ที่สนองงานในพระราชดำริอีก 6 หน่วยงานต่อไป

สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ประกอบด้วย 7 ประเภท ได้แก่ การเล่านิทาน การสร้างสรรค์ศิลปะด้วยการตัด ปะ ฉีก การวาดภาพระบายสี การเขียนคัดลายมือ การเขียนเรียงความภาษาไทย การเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ และการนำเสนอผลงานนักเรียนตามหัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมแข่งขันตามช่วงชั้นที่เหมาะสม โดยมีนักเรียนจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 172 คน จาก 30 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมด้วยคณะครูผู้ควบคุม และคณะกรรมการ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเยาวชนและความตั้งใจของครูผู้สอนในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน

“ การประชุมเชิงปฏิบัติการแข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน ระดับประเทศในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ แล้ว ยังเป็นเครื่องสะท้อนถึงคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียนตามพระราชดำริ และโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ที่มุ่งสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านความรู้ ความดี และความสามารถ ควบคู่ไปกับการสืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย และการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ”