‘มจธ.’ยกระดับนักศึกษาสู่‘นวัตกร’ ขับเคลื่อนเทคโนโลยี‘ยานยนต์ไร้คนขับ’

‘มจธ.’ยกระดับนักศึกษาสู่‘นวัตกร’ ขับเคลื่อนเทคโนโลยี‘ยานยนต์ไร้คนขับ’

‘มจธ.’ยกระดับนักศึกษาสู่‘นวัตกร’ ขับเคลื่อนเทคโนโลยี‘ยานยนต์ไร้คนขับ’

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียานยนต์ในศตวรรษที่ 21 ประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีและบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในโลก เช่น Tesla, BMW, Waymo, Baidu และ Volvo ต่างลงทุนมหาศาลในการพัฒนา “ยานยนต์ไร้คนขับ” ที่สามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยอาศัยระบบต่างๆ ทั้งระบบเซ็นเซอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), กล้อง และข้อมูลแผนที่ระดับสูง เพื่อเดินหน้าสู่ยุคที่ยานยนต์ไม่จำเป็นต้องมีคนขับอีกต่อไป ประเทศไทยก็ไม่ได้หยุดนิ่ง โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่มุ่งผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ด้วยพลังของนักศึกษารุ่นใหม่

รศ.ดร.เบญจมาศ พนมรัตนรักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า ตนเองสนใจเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับมานานกว่า 10 ปี เพราะมองว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะยกระดับศักยภาพของประเทศได้ “เราต้องการเป็น ‘ผู้สร้าง’ ไม่ใช่แค่ ‘ผู้ใช้’ เทคโนโลยีที่ต้องคอยพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น เพราะเชื่อว่าเด็กไทยเรามีศักยภาพ ถ้าได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่ดีพอ พวกเขาก็จะสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างยานยนต์ไร้คนขับได้ด้วยเช่นกัน”

จากความเชื่อและความมุ่งมั่นสะท้อนออกมาเป็น 2 ผลงานยานยนต์ไร้คนขับที่จัดแสดงในงาน Project Day 2025 ซึ่งเป็นงานแสดงผลงานนักศึกษา ชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ผลงานชิ้นแรกคือ “LiDAR and Camera-Based Autonomous Vehicle Control System” เป็นผลงานการออกแบบและพัฒนาโดย นายณัฐวัฒน์ พลเสน, นายทวีศ บุญรอด และ นายภูมิธรรม ชัยภูมิ  ที่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจกลไกพื้นฐานของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบการขับเคลื่อนอย่างคันเร่ง พวงมาลัย และเบรกอย่างละเอียด จากนั้นจึงได้พัฒนาส่วนควบคุมรถที่ใช้ LiDAR (การตรวจจับระยะทางด้วยแสง), GPS และ เซ็นเซอร์หลากหลายชนิด มาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การบังคับพวงมาลัยและเบรกถูกควบคุมอย่างแม่นยำด้วยเซอร์โวมอเตอร์ที่ทำงานตามโค้ดที่พวกเขาเขียนขึ้นเองทั้งหมด เพื่อให้รถกอล์ฟสามารถเคลื่อนที่ได้โดยไร้คนขับ

“เราไม่อยากใช้ของสำเร็จรูป เพราะอยากรู้ว่ามันทำงานยังไงตั้งแต่พื้นฐาน” ทวีศ กล่าวเน้นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ขณะที่ภูมิธรรมกล่าวเสริมถึงความท้าทายในการออกแบบระบบเบรกอัจฉริยะว่า “ผมออกแบบให้คอมพิวเตอร์สั่งเบรกแทนเท้าถ้าระบบเจอสิ่งกีดขวาง รถจะหยุดเองทันที” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคิดค้นและแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมที่ซับซ้อน

ผลงานชิ้นที่สอง “Vision-Based Navigation For Autonomous Golf Cart” เป็นผลงานของ นางสาวมัทรียาภรณ์ มั่นคง, นายกฤติน พรอยู่ศรี และ นายฐปนศมน ธาราดล ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่พวกเขากล้าที่จะตั้งคำถามที่ท้าทายต่อขีดจำกัดของเทคโนโลยี “ถ้าไม่มีเซ็นเซอร์ราคาแพง เราจะทำให้รถขับเองได้ไหม? คำถามนี้ทำให้พวกเราพัฒนาระบบนำทางอัตโนมัติที่ใช้เพียงกล้อง 4 ตัว ร่วมกับ GPS กล้องแต่ละตัวทำหน้าที่เสมือน “ดวงตา” ที่จับภาพถนนและสิ่งกีดขวาง ก่อนจะส่งข้อมูลให้ AI ประมวลผลเพื่อตัดสินใจในการขับเคลื่อนรถไม่ว่าจะเลี้ยวหรือเบรกได้ด้วยตัวเอง” กฤตินเล่าถึงคำถามที่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงงาน

“ตอนที่เราสอน AI เราใช้ภาพจากสภาพแวดล้อมจริงในมหาวิทยาลัย เพื่อให้ระบบเรียนรู้และแยกแยะรูปลักษณ์และสถานการณ์ต่างๆ ได้” มัทรียาภรณ์อธิบายเพิ่มเติม ขณะที่ฐปนศมนกล่าวเสริมว่า “ระบบจะคำนวณระยะทางและควบคุมการเคลื่อนที่ของรถตามเส้นทางที่กำหนด โดยใช้ ROS2 ในการเชื่อมโยงข้อมูล และ Arduino สั่งงานระบบเบรกและพวงมาลัย”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าความสำเร็จในการทำให้รถเคลื่อนที่ได้โดยไร้คนขับ คือกระบวนการเรียนรู้ที่นักศึกษาทั้งสองทีมได้รับ ไม่ใช่แค่โปรเจกต์จบหรือโครงงานส่งท้ายภาคเรียน แต่เป็นการบ่มเพาะทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความอดทน และการเรียนรู้จากความล้มเหลว ซึ่งเป็นสิ่งที่ห้องเรียนทั่วไปให้ไม่ได้

“การทำโครงงาน ทักษะที่พวกเขาได้ คือ ความอดทน และ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งสำคัญมากและเรียนรู้ได้ยากในห้องเรียน เราพยายามให้นักศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อน ถ้าเจอทางตันก็จะค่อย ๆ ให้คำแนะนำเพื่อจุดประกายให้พวกเขาได้ลองผิดลองถูกและเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยไม่บอกคำตอบ แต่สิ่งที่เราเน้นย้ำเสมอคือ เด็กทุกคนไม่ได้เดินคนเดียว เราจะอยู่ข้างๆ อย่ากลัวที่จะล้มเหลว ลุกขึ้นมาใหม่ด้วยกันได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การสร้างรถที่วิ่งเองได้ แต่เป็นการสร้างบุคลากรที่มีทักษะ เป็นคนที่ล้มแต่พร้อมจะลุกขึ้นมาด้วยตัวเองและพร้อมที่จะออกไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง

แม้โครงงานนี้จะยังไม่ได้วิ่งบนถนนจริง หรือไปไกลถึงเวทีระดับโลก แต่สิ่งที่เด็กไทยกลุ่มหนึ่งได้ลงมือทำ คือการเรียนรู้และสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนด้วยตัวเอง และนี่คือก้าวสำคัญสำหรับประเทศไทยที่ต้องการก้าวขึ้นเป็น “ผู้สร้าง” ไม่ใช่แค่ “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยีจากต่างประเทศ “เพราะถ้าเราทำแค่ซื้อ ประเทศก็จะมีแต่คนที่ประกอบได้ แต่จะไม่มีคนที่คิดเป็น หรือพัฒนาต่อยอดเองได้เลย เราจะเสียทั้งโอกาสและคนเก่งในอนาคต” รศ.ดร.เบญจมาศกล่าว และเน้นย้ำว่า การสร้างคนสำคัญไม่แพ้การสร้างเทคโนโลยี และนั่นคือเป้าหมายหลักของโครงการ

                               มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

จุฬาฯมอบทุนการศึกษาฟรี แก่’บุตร-คู่สมรส’ผู้เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตย

จุฬาฯมอบทุนการศึกษาฟรี แก่'บุตร-คู่สมรส'ผู้เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตย

จุฬาฯมอบทุนการศึกษาฟรี แก่’บุตร-คู่สมรส’ผู้เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตย

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.33 น.

3 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า จุฬาฯ มอบทุนการศึกษาฟรีที่จุฬาฯ จนเรียนจบแก่บุตรและคู่สมรสของทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนและประชาชน ผู้เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย–กัมพูชา

“เพื่อยกย่องผู้เสียสละ และเป็นกำลังใจให้กับทหารและประชาชนผู้สูญเสียจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอดูแลด้วยความห่วงใย ด้วยการมอบทุนการศึกษาฟรีที่จุฬาฯ จนเรียนจบแก่บุตรและคู่สมรสของทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และประชาชนผู้เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย – กัมพูชา”

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย พระราชทานดอกไม้ตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมทหารบาดเจ็บ

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย พระราชทานดอกไม้ตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมทหารบาดเจ็บ

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย พระราชทานดอกไม้ตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมทหารบาดเจ็บ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.08 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ทรงพระราชทานดอกไม้และตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

3 สิงหาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

เมื่อ เวลา 07.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ จ่าสิบเอก พนมกร จันทะวงษ์ จ่าสิบเอก ศิวกร วาสันเที๊ยะ จ่าสิบเอก จุลพล หวังหล้า จ่าสิบโท โอฬาร สิงหาระโท พลทหาร ภีรพัฒน์ กุทอง ,พลทหาร จักริน ลุงกอ ,พลทหาร ณัฎฐพล เรียกจำรัส ,พลทหาร วีรทัศน์ สุขประเสริฐ ,พลทหาร สิทธิชัย เปี่ยมสุข และพลทหาร นครินทร์ โสตะวงษ์ กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้.

012

ทบ.จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารหาญ 5 นาย ปูนบำเหน็จ-ขอพระราชยศทหารเลื่อนขั้น อย่างสมเกียรติ

ทบ.จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารหาญ 5 นาย ปูนบำเหน็จ-ขอพระราชยศทหารเลื่อนขั้น อย่างสมเกียรติ

ทบ.จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารหาญ 5 นาย ปูนบำเหน็จ-ขอพระราชยศทหารเลื่อนขั้น อย่างสมเกียรติ

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.49 น.

ทบ.สดุดีทหารกล้า จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารหาญ 5 นาย พร้อมปูนบำเหน็จและขอพระราชยศทหารเลื่อนขั้น อย่างสมเกียรติ

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้กองทัพบกสูญเสียทหารกล้าที่สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ จำนวน 15 นาย ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศลและพระราชทานเพลิงศพแก่เหล่าทหารหาญ  โดยในวันนี้ (2 ส.ค.68) พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบให้คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบก ร่วมเป็นเกียรติในพิธีพระราชทานเพลิงศพของทหารหาญ จำนวน 5 นาย ดังนี้

พิธีพระราชเพลิงศพ จ.ส.อ.ธีระยุทธ์ สีจุ้ยจ้าย ตำแหน่งรองผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 กองพลทหารราบที่ 3 ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ (29 ก.ค.68) ณ วัดเนินนิมิต อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย โดยมี พล.ท.เกรียงไกร ปราสาฑสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก (2) เป็นประธานในพิธี โดยกองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จพิเศษ 9 ขั้น ขอพระราชทานยศทหารเป็น ” พลตรี” พร้อมมอบเงินพระราชทาน, สินไหมทดแทนภัยสงคราม, ประกันชีวิตกองทัพบก, เงินช่วยเหลือและบำเหน็จตกทอดให้กับทายาท รวม 3,569,461 บาท

พิธีพระราชทานเพลิงศพ ส.อ.อัมรินทร์ ผาสุก ตำแหน่งพลซุ่มยิง กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 กองพลทหารราบที่ 3 ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ (28 ก.ค.68) ณ วัดบูรพาราม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยมี พล.อ.นพนันต์ ชั้นประดับ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก (1) เป็นประธานในพิธี โดยกองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จพิเศษ 9 ขั้น ขอพระราชทานยศทหารเป็น”พันตรี” พร้อมมอบเงินพระราชทาน, สินไหมทดแทนภัยสงคราม, ประกันชีวิตกองทัพบก, เงินช่วยเหลือและบำเหน็จตกทอดให้กับทายาท รวม 2,629,538 บาท 

พิธีพระราชเพลิงศพ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง ตำแหน่งเสมียน กองร้อยสนับสนุนการรบ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่  16 กองพลทหารราบที่ 6 ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ (29 ก.ค.68) ณ วัดสุริโย (กำแมด) อ.กุดชุม จ.ยโสธร โดยมี พล.อ.ไกรภพ ไชยพันธุ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก (2) เป็นประธานในพิธีโดยกองทัพบกได้ดำเนินการมอบเงินพระราชทาน, สินไหมทดแทนภัยสงคราม, ประกันชีวิตกองทัพบก, เงินช่วยเหลือและบำเหน็จตกทอดให้กับทายาท รวม 2,238,905 บาท

พิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร สิรวิทย์ พิณโญสุข ตำแหน่งพลปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 กองพลทหารราบที่ 3 ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ (28 ก.ค.68) ณ วัดสายทอง อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น โดยมี พล.อ.เอกรัตน์ ช้างแก้ว ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก เป็นประธานในพิธี โดยกองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จพิเศษ 9 ขั้น ขอพระราชทานยศทหารเป็น “ ร้อยตรี” พร้อมมอบเงินพระราชทาน, สินไหมทดแทนภัยสงคราม, ประกันชีวิตกองทัพบก, เงินช่วยเหลือและบำเหน็จตกทอดให้กับทายาท รวม 2,083,750 บาท

พิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง ตำแหน่งพลประจำปืน ปตอ.2 พัน.2 กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ (29 ก.ค.68) ณ วัดบ้านยางโป่งสะเดา อ.ระหานทราย จ.บุรีรัมย์ โดยมี พล.อ.ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก เป็นประธานในพิธี โดยกองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จพิเศษ 7 ขั้น ขอพระราชทานยศทหารเป็น “สิบเอก“ พร้อมมอบเงินพระราชทาน, สินไหมทดแทนภัยสงคราม, ประกันชีวิตกองทัพบก, เงินช่วยเหลือและบำเหน็จตกทอดให้กับทายาทรวม 2,118,305 บาท

กองทัพบกขอสดุดี ทหารกล้าที่สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินเกิดด้วยชีวิต เป็นวีรบุรุษของชาติที่จะถูกจารึกไว้ในหัวใจของคนไทยตลอดไป ทั้งนี้ กองทัพบกจะดูแลสิทธิและสวัสดิการแก่ครอบครัวและทายาท เพื่อเชิดชูเกียรติแห่งความเสียสละอันยิ่งใหญ่อย่างดีที่สุด
 

มมส ยกเว้นค่าเทอมตลอดหลักสูตร มอบโอกาสทางการศึกษาให้ครอบครัวทหารผู้เสียสละเพื่อชาติ

มมส ยกเว้นค่าเทอมตลอดหลักสูตร มอบโอกาสทางการศึกษาให้ครอบครัวทหารผู้เสียสละเพื่อชาติ

มมส ยกเว้นค่าเทอมตลอดหลักสูตร มอบโอกาสทางการศึกษาให้ครอบครัวทหารผู้เสียสละเพื่อชาติ

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.30 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตระหนักถึงความสำคัญของการเสียสละเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ และเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและตอบแทนในความกล้าหาญของทหารหาญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย มหาวิทยาลัยจึงขอสนับสนุนด้านการศึกษาแก่ ครอบครัวผู้เสียสละ ประกอบด้วย บุตรและภรรยาของทหารผู้เสียชีวิต และบุตรของทหารผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะเป็นกำลังใจ และแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้เสียสละ จึงได้กำหนดแนวทางการสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างครอบคลุม โดยจะยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาตลอดหลักสูตร ให้แก่ผู้ที่ประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในทุกระดับการศึกษาของมหาวิทยาลัย ได้แก่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถมและมัธยม), ระดับปริญญาตรี, ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอก

การสนับสนุนด้านการศึกษาครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมและให้กำลังใจแก่ครอบครัวของผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในการเป็นสถาบันการศึกษา ที่ไม่เพียงแต่มุ่งผลิตบัณฑิตและการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ แต่ยังให้ความสำคัญกับการตอบแทนผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศอย่างแท้จริง

ผู้ที่เข้าเกณฑ์และประสงค์จะใช้สิทธิ์ดังกล่าว สามารถติดต่อและยื่นความจำนงได้ที่ ฝ่ายวิชาการ กองทะเบียนและประมวลผล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โทรศัพท์: 0-4371-9888, 0-4371-9889, 08-0323-7706, 06-3827-3667 วันและเวลาทำการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

-(016)

ชาวพิษณุโลก-นทท. ‘ร่วมตักบาตรยามเช้า’ สืบสานศรัทธาไทย-ส่งกำลังใจสู่ชายแดน

ชาวพิษณุโลก-นทท. ‘ร่วมตักบาตรยามเช้า’ สืบสานศรัทธาไทย-ส่งกำลังใจสู่ชายแดน

ชาวพิษณุโลก-นทท. ‘ร่วมตักบาตรยามเช้า’ สืบสานศรัทธาไทย-ส่งกำลังใจสู่ชายแดน

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

ชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยว ‘ตักบาตรยามเช้า’ พร้อมส่งผลบุญให้กับทหารกล้า 15 นาย และประชาชน 14 คนที่เสียชีวิตจากความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ทางวัดคัดแยกข้าวสารอาหารแห้งส่งมอบช่วยเหลือทหารและประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 2 สิงหาคม 2568 บรรยากาศยามเช้าที่บริเวณหน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ “วัดใหญ่” จังหวัดพิษณุโลก เต็มไปด้วยความสงบร่มเย็นและเปี่ยมด้วยศรัทธา เมื่อประชาชนชาวพิษณุโลกพร้อมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเมืองแมดริด ประเทศสเปนกว่า 100 คน ร่วมกิจกรรมใส่บาตรยามเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จัดกิจกรรมใส่บาตรเป็นประจำทุกวันเสาร์ เวลา 06.00 น. หน้าวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสืบสานประเพณี ทำบุญ ตักบาตรยามเช้าหน้าวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช  สะท้อนถึงพลังของความศรัทธา ความร่วมแรงร่วมใจ และการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าทางจิตใจ พร้อมเชื่อมโยงศาสนา วัฒนธรรม  สร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยวในจังหวัดพิษณุโลก

ซึ่งกิจกรรมวันนี้ นางศศิวัณย์ ศรีพรหม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำคณะนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมใส่บาตร ทำบุญเปิดโบสถ์ และสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชาวพุทธอย่างใกล้ชิด  โดยข้าวสารอาหารแห้ง ที่ประชาชนร่วมใส่บาตรในครั้งนี้ ยังได้ถูกแยกบางส่วนเพื่อนำไปช่วยเหลือทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทหารกล้า 15 นาย และประชาชน 14 คนที่เสียชีวิต

โดยทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ ได้นำสิ่งของข้าวสารอาหารแห้ง วัตถุมงคล พระผงพระพุทธชินราช ใบเสมา ส่งมาให้กับทหารที่อยู่ชายแดน อีก 500 องค์ ไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่  1 ส.ค.ที่ผ่านมา และในครั้งนี้จะนำไปส่งให้กับทหารแนวชายแดนในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ///-026

‘สุชาติ’นำทีม’ดร.นิยม’ กราบสมเด็จ 2 วัดเร่งสร้างความเข้าใจวัดทั่วประเทศ

'สุชาติ'นำทีม'ดร.นิยม' กราบสมเด็จ 2 วัดเร่งสร้างความเข้าใจวัดทั่วประเทศ

‘สุชาติ’นำทีม’ดร.นิยม’ กราบสมเด็จ 2 วัดเร่งสร้างความเข้าใจวัดทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

สุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ากราบขอคำปรึกษาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เร่งชี้แจงทุกวัดไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดตั้งไวยาวัจกรและกรรมการวัด

ในการประชุมครั้งที่ 19/2568 วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีสมเด็จพระธีรญาณมุนี ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุม มีมติสำคัญ คือการเห็นชอบเรื่อง ขอให้วัดทุกวัดแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด และนำระบบบัญชีวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งทำให้หลายๆ วัดทั่วประเทศเกิดความกังวลเรื่องการบริหารจัดการ และจัดหาบุคคลที่เหมาะสมในการทำหน้าที่ไวยาวัจกรและกรรมการวัดตามมติดังกล่าว และเกรงว่าหากไม่สามารถดำเนินการตามมติได้ อาจมีความผิดนั้น นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ากราบขอคำปรึกษาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ โดยพระผู้ใหญ่ทั้งสองท่านได้เมตตาให้คำแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเร่งรัดให้ทุกวัดดำเนินการจัดตั้งไวยาวัจกรและกรรมการวัด โดยให้พิจารณาตามเหตุปัจจัย ความพร้อมของวัด ชุมชน ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ไวยาวัจกรและกรรมการวัด โดยหากยังไม่สามารถจัดหาคนที่เหมาะสมได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดของเจ้าอาวาส โดยขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารให้เจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศเข้าใจหลักการดังกล่าว

คณะทีมงานร่วมเข้าพบและรับคำปรึกษาแนะนำจากพระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จทั้งสองท่าน ได้แก่ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.นิยม เวชกามา “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ , นางสาวนิภาภรณ์ เวชกามา เลขานุการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรัชพล สุวรรณโชติ คณะทำงาน ดร.มหานิยม.

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้พระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้พระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้พระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน นำไปมอบให้แก่กำลังพล ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์สู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

1 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

นำไปมอบแก่ พลทหาร กนกพล สิงห์พันดอน สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13พัน.1)ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี ที่ได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตย ในฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างเหตุการณ์สู้รบบริเวณนายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา และได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยมีคณะแพทย์ พยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  ยังความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพล หาที่สุดมิได้.

012

‘ลิณธิภรณ์’ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก

'ลิณธิภรณ์'ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก

‘ลิณธิภรณ์’ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 22.12 น.

“ลิณธิภรณ์”ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก เป็น”ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต-ผู้นำแห่งอนาคต-นักนวัตกรรม”

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมด้านการประเมินคุณภาพภายนอก พร้อมเยี่ยมชมโรงเรียนขยายโอกาส ที่สร้างโอกาสให้กับนักเรียน สู่การเป็น Learner Leader Innovator จากการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกมาปรับใช้ จัดโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.และเครือข่ายในพื้นที่ ที่โรงเรียนวัดกู่คำฯ จ.เชียงใหม่

รมช.ศธ.กล่าวถึงบทบาทของ “การประเมิน” ว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ช่วยให้เห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และสามารถวางแผนพัฒนาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาส ที่มักเจอกับข้อจำกัดหลายด้าน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน การประเมินที่ตรงกับบริบทจริง และ สมศ. จะต้องพัฒนาวิธีการประเมินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดภาระครูต่อไป

“โรงเรียนวัดกู่คำ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเคยมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร แต่สามารถใช้ผลการประเมินเป็นเครื่องมือวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และความเชื่อมั่นจากชุมชน  ซึ่งในส่วนของการประเมินไม่ต้องการให้เป็นแค่การให้คะแนน แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้โรงเรียนได้มองเห็นตัวเอง แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้จริง โดยมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ทุกโรงเรียนพัฒนาไปสู่เป้าหมาย “ผู้เรียนตลอดชีวิต ผู้นำแห่งอนาคต นักนวัตกรรม” (Learner, Leader, Innovator) ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลก” รมช.ลิณธิภรณ์ กล่าว

รมช.ศธ.กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการเห็นถึงผลของการประเมินที่เด็กได้รับประโยชน์ และยังสะท้อนจุดยืนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการทำให้ “ระบบการศึกษาไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ความเท่าเทียม และแรงบันดาลใจ”  โดยเน้นการสร้างคุณภาพจากรากฐาน พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

– 006

นอภ.หนองกุงศรี-นำชาวพุทธจัดพิธี ‘ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ’ พระครูสุตวารีพิทักษ์

นอภ.หนองกุงศรี-นำชาวพุทธจัดพิธี 'ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ' พระครูสุตวารีพิทักษ์

นอภ.หนองกุงศรี-นำชาวพุทธจัดพิธี ‘ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ’ พระครูสุตวารีพิทักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

นายอำเภอหนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ นำพุทธศาสนิกชนจัดพิธี ‘ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ’ พระครูสุตวารีพิทักษ์

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ วัดสว่างกุงศรี ตำบลหนองกุงศรี อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดพิธีฉลองสัญญาบัตรพัดยศสมณศักดิ์อย่างยิ่งใหญ่ โดยมี นายจารุวัตร ภูแก้ว นายอำเภอหนองกุงศรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีสำคัญครั้งนี้

ในพิธีมีการอ่านพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมณศักดิ์ โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบุญถม ฐานวโร ให้ดำรงตำแหน่ง พระครูสุตวารีพิทักษ์ เจ้าอาวาสวัดสว่างกุงศรี และเจ้าคณะตำบลหนองหิน

โดยพิธีในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย คณะสงฆ์จากวัดต่างๆ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน และพุทธศาสนิกชนชาวอำเภอหนองกุงศรี ที่มาร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานในพิธีสำคัญนี้

สำหรับ การได้รับพัดยศสมณศักดิ์ในครั้งนี้ เป็นการยกย่องพระคุณงามความดีและการปฏิบัติธรรมที่ดีเด่นของพระครูสุตวารีพิทักษ์ ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการประกอบพระกรณียกิจเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมต่อไป โดยพิธีเสร็จสิ้นลงด้วยความเป็นสิริมงคล และเป็นที่น่ายินดีของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนาครั้งนี้ ///-026