มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน  Nonthaburi Asia Youth Cup 2025 ที่มีการจัดขึ้นในวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2568 จำนวน 200,000 บาท โดยมีนายสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งมีทีมเยาวชนมาร่วมการแข่งขันจากหลากหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ณ สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรี

คุณสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025 ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ณ สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรี โดยมีนางสาวกษมา รัตนสุวรรณ์ ประธานสโมสร อินเตอร์ ไทเกอร์ เอฟซี และคณะจัดงาน NONTHABURI ASIA YOUTH CUP 2025 ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนักกีฬาตัวแทนเยาวชนที่จะลงแข่งขันฟุตบอล โดยการแข่งขันรายการนี้เป็นรายการแข่งขันฟุตบอล 11 คน ในรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี โดยมีทีมเยาวชน จากประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน เช่น ประเทศจีน, ประเทศเกาหลี, ประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศสิงคโปร์

ซึ่งการสนับสนุนในครั้งนี้ นายสรสินธุ ไตรจักรภพ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเปิดเวทีแสดงความสามารถ ให้นักฟุตบอลเยาวชนไทย  ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การแข่งขัน พัฒนาความสามารถจากการฝึกซ้อม เพื่อนำทักษะการฝึกฝนไปต่อยอด ให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสลงแข่งขันในสนามอื่นต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมา ทางมูลนิธิศรีเทพไทยไม่เพียงสนับสนุนแค่กีฬาฟุตบอลเยาวชนเท่านั้น ยังให้ความสำคัญในกีฬาผู้พิการที่หลายคนมองข้าม โดยได้ฃสนับสนุนการแข่งขันกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์ ผ่านสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อส่งเสริมผู้พิการทางการได้ยินไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ ในวันที่ 20-26 สิงหาคม 2568 ณ กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้พิการทางการได้ยิน จะได้มีเวทีไปแสดงศักยภาพในการแข่งขันระดับนานาชาติ ซึ่งสอดรับกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิศรีเทพไทย ที่เราอยากยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนและคนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจากสังคม ด้วยการกระจายโอกาสให้กับทุกคนที่มีความสามารถแต่ยังขาดแรงสนับสนุน  

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘สิบโทต่อพงษ์ พันดวง’ ทหารกล้าพลีชีพ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘สิบโทต่อพงษ์ พันดวง’ ทหารกล้าพลีชีพ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘สิบโทต่อพงษ์ พันดวง’ ทหารกล้าพลีชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.44 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง ทหารผู้กล้าซึ่งเสียชีวิตจากเหตุปะทะระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรี วิชิต มักการุณ  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 27 เป็นประธานประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพแก่ สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 จากการปกป้องผืนแผ่นดินไทย ณ สมรภูมิช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี 

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เป็นผู้วางพวงมาลาพระราชทานหน้าหีบศพ และอัญเชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบให้กับครอบครัว สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจที่ต้องสูญเสียบุตรชายและสามี จากการทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติอย่างกล้าหาญ โดยมีนายสมหวัง พันดวง บิดาเป็นตัวแทนครอบครัวเข้ารับพระราชทาน ซึ่งต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ วัดกำแมด (สุริโยกำแมด) ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ประกาศความสำเร็จ! เปิดโรงงานผลิต ‘ยารักษามะเร็ง’ แห่งแรกของไทย

'ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์'ประกาศความสำเร็จ! เปิดโรงงานผลิต 'ยารักษามะเร็ง' แห่งแรกของไทย

‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ประกาศความสำเร็จ! เปิดโรงงานผลิต ‘ยารักษามะเร็ง’ แห่งแรกของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 09.33 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกาศความสำเร็จในการเปิดดำเนินงาน โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ณ พระตำหนักพิมานมาศ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นับเป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสูงสุดด้านการผลิตยาจาก GMDP PIC/s ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก หนึ่งในนวัตกรรมการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “ยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า” หรือ Targeted Therapy ซึ่งเป็นการใช้ยาที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งสามารถทำลาย หรือยับยั้งเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดการทำลายเซลล์ปกติในร่างกาย เป็นการลดผลข้างเคียงจากการรักษาแบบดั้งเดิม เช่น เคมีบำบัด นอกจากนี้ยังสามารถสามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างรวดเร็วตามลักษณะการดำเนินโรคของผู้ป่วยแต่ละราย

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์กว้างไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ขาดโอกาสเข้าถึงเภสัชภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ทรงจัดตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ณ พระตําหนักพิมานมาศ อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในปี พ.ศ. 2563 เพื่อให้เป็นโรงงานต้นแบบผลิตเภสัชภัณฑ์ที่จะเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถการวิจัยและการพัฒนาเภสัชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ต่อเนื่องสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยา GMDP PIC/s ตามมาตรฐานสากลและมีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรมซึ่งมีความสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาต่อยอดเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศไทยซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และเสริมสร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรในด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่ประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงวางพระนโยบายการวิจัย และผลิตยารักษาโรคมะเร็งอย่างรอบคอบ ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ด้วยแนวพระนโยบายที่กว้างขวางนี้จึงเกิดการวิจัยที่หลากหลาย และครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งในทุกรูปแบบ โดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine Kinase Inhibitors) เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด ให้ผลการรักษาดี มีอาการข้างเคียงต่ำ เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา

ตลอดการดำเนินโครงการทรงมีพระวิริยะอุสาหะ และใส่พระทัยติดตามความก้าวหน้าของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้วยพระองค์เอง โดยทรงร่วมในกระบวนการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ และทรงร่วมปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ณ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ทรงใช้พระสติปัญญาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลนำคณะทำงานของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริเพื่อการพัฒนามาตรฐานเภสัชกรรมอย่างยั่งยืนเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้มีคุณภาพเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล โดยทรงปฏฺิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์ และทรงวิเคราะห์หาปริมาณสารปนเปื้อน ความชื้นในวัตถุดิบด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีฟิสิกส์ชั้นสูง นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป เช่น พฤติกรรมการปลดปล่อยตัวยาสำคัญ มิติความแข็ง ความกร่อนของเม็ดยาเม็ด เป็นต้น

ผลจากการทรงงานด้านเภสัชกรรมด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และพระปณิธานอันแน่วแน่ตลอดหลายปี เกิดเป็นคุณูปการสำคัญต่อวงการสาธารณสุข คือ ยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย “อิมครานิบ 100 / IMCRANIB 100″ โดยประกอบด้วยตัวยาสำคัญอิมาทินิบ (IMATINIB) 100 มิลลิกรัม โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 และพร้อมสำหรับการนำไปใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็ง

“ยาอิมครานิบ” มีคุณสมบัติยับยั่งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซีนไคเนสอย่างจำเพาะเจาะจง เป็นการทำลายเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำช่วยให้การควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์ มะเร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST) มะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP) โดยจะได้นำมาให้บริการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง และเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนชาวไทยสามารถเข้าถึงการรักษาและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ความสำเร็จนี้นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนคนไทยให้พ้นจากทุกข์ภัยของโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะความชำนาญด้านการพัฒนาตำรับ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การทดสอบทางเภสัชวิทยา และการขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งให้แก่บุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เป็นการยกระดับความสามารถด้านเภสัชอุตสาหการและเทคโนโลยีเภสัชกรรมและบุคลากรทางด้านนี้ของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการผลิตและการวิจัยยารักษาโรคมะเร็งตำรับอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป สร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศในระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

อนึ่ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์โดยภายใต้โครงการ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” ได้มีความสำเร็จภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในการพัฒนาเซลล์ต้นแบบ พัฒนากระบวนการผลิต และผลิตยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้ากลุ่มชีววัตถุตัวแรกของประเทศไทยคือยา “ทราสทูซูแมบ” (Trastuzumab) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในวันเดียวกันเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ในชื่อ “HERDARA” ด้วย โดยการพัฒนายาชีววัตถุตัวดังกล่าวเกิดขึ้นโดยนักวิจัยไทยทั้งหมดตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม่อาศัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศเลย ความสำเร็จนี้จะเป็นพื้นฐานในการพัฒนายาชีววัตถุตัวใหม่ ๆ ต่อไปในอนาคต
 

‘ในหลวง’พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-พวงมาลา ‘จ.ส.อ.ธีระยุทธ’ สละชีพเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา

'ในหลวง'พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-พวงมาลา 'จ.ส.อ.ธีระยุทธ' สละชีพเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา

‘ในหลวง’พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-พวงมาลา ‘จ.ส.อ.ธีระยุทธ’ สละชีพเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.04 น.

‘ในหลวง’ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพพวงมาลา  และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษแก่ กำลังพลที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรม ราชานุเคราะห์ด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เป็นกรณีพิเศษ พระราชทานพวงมาลา  และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษแก่ กำลังพลที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา  พร้อมกับทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรม  ราชานุเคราะห์ด้วย

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568  เวลา 16.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  นายจำลักษ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย  เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ จ่าสิบเอก ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย  ซึ่งเสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา   โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดป่าเนินนิมิตอำเภอโพนพิสัย  จังหวัดหนองคาย

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้า น้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทร กิติคุณ และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย  เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย 

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายจำลักษ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย  เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ญาติของ จ่าสิบเอก ธีระยุทธ  สีจุ้ยจ้าย  กำลังพลที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมในการพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษด้วย  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของราษฎรที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างหาที่สุดมิได้ 
 

‘สลัมยิม’จากที่เก่าสู่บ้านใหม่ เปลี่ยนภาพจำ‘คนคลองเตย’ ใช้‘กีฬามวย’สร้างโอกาสเยาวชน

‘สลัมยิม’จากที่เก่าสู่บ้านใหม่  เปลี่ยนภาพจำ‘คนคลองเตย’ ใช้‘กีฬามวย’สร้างโอกาสเยาวชน

‘สลัมยิม’จากที่เก่าสู่บ้านใหม่ เปลี่ยนภาพจำ‘คนคลองเตย’ ใช้‘กีฬามวย’สร้างโอกาสเยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ถ้าเราไม่เริ่มเลย โปรเจกท์นี้ยิมนี้ ค่ายนี้ ไม่มีวันเกิดแน่นอน ถ้าเรายังห่วงว่าต้องไปของบเขามาทำ หรือรอคนมาสนับสนุนคงไม่ได้ทำแน่นอน ผมก็ว่าทำด้วยใจรัก ทำไปก่อน ใครมาสนับสนุนถือว่าเป็นโชคดีของผม – ของค่าย”

อดิศร ทองสุกใส หรือที่หลายคนรู้จักในฉายา “ตั้ม สลัม” เคยกล่าวกับผู้สื่อข่าวไว้เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 10 มี.ค. 2567 ถึงความมุ่งมั่นในการทำค่ายมวย “สลัมยิม” ค่ายมวยที่ต่อยอดมาจากกิจกรรม “คลองเตย สตรีท (Khlong Toei Street)” สังเวียนมวยข้างถนนซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนที่ต้องการ “วัดพลัง” แทนที่จะไปตีรันฟันแทงมีเรื่องมีราวภายนอกให้เดือดร้อนทั้งตนเองและผู้อื่น ได้มา “ปลดปล่อย” ระบายกันภายใต้กฎกติกาและมาตรการดูแลความปลอดภัย

ผ่านไปราว 1 ปีกับอีก 4 เดือนโดยประมาณ (นับจากรายงาน “จาก‘คลองเตยสตรีท’ถึง‘สลัมยิม’ ใช้‘กีฬามวย’เปลี่ยนภาพจำ‘ชุมชนแออัด’” เผยแพร่ใน นสพ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 มี.ค. 2567) ผู้สื่อข่าวได้ทราบว่าสลัมยิมมีการเปลี่ยนพื้นที่ฝึกซ้อม แต่ก็มีเสียงตอบรับที่ดีขึ้นตามลำดับ ทำให้เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 26 ก.ค. 2568 จึงตัดสินใจเดินทางจากเดินทางจากสำนักงานย่านหลักสี่ ไปพบกับคุณตั้มที่ค่ายสลัมยิมแห่งใหม่ เพื่อดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

แต่ก็ต้องบอกว่า “หากไม่ใช่คนในพื้นที่หรือเดินทางมาในย่านคลองเตยเป็นประจำก็อาจหลงทางได้” เนื่องด้วยเป็นถนนที่อยู่ใต้เครือข่ายทางด่วนซึ่งต้องสังเกตซอยหรือแยกที่เป็นจุดเลี้ยวให้ดีเพราะหากเลยไปก็จะต้องเสียเวลาพอสมควรในการย้อนกลับมาเข้าเส้นทางที่ถูกต้อง อย่างกรณีของผู้สื่อข่าวที่กว่าจะเจอทางเข้าสลัมยิม กว่าจะไปถึงก็เวลาล่วงเข้าเกือบหนึ่งทุ่ม ซึ่งโชคดีที่ยังพบเห็นมีคนมาซ้อมมวยอยู่บ้าง

“ตอนนี้ก็ย้ายมาเป็นสถานที่ใหม่แล้ว เพราะที่เก่าหมดสัญญาไป อุปกรณ์ก็ยังขาด ตอนนี้ที่มีคือขาดเวที แต่อย่างอื่นก็พอมี อุปกรณ์เก่าก็เริ่มขาดบ้าง แต่ก็มีเด็กในชุมชนที่ใหม่เข้ามาซ้อมเข้ามาฝึก ก็ยังมีฐานนักเรียนเก่าเข้ามาเรียนเหมือนเดิม เราก็ยังสอนฟรีเหมือนเดิม ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่เก่าคือค่ายมวย 96 ปีนัง ห่างจากที่นี่ประมาณ 1 – 2 กิโลเมตร ไม่ไกลกันมาก” อดิศร หรือตั้ม สลัม กล่าวถึงที่ตั้งของค่ายสลัมยิมแห่งใหม่

คุณตั้ม เล่าต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมคลองเตยสตรีท ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผลตอบรับออกมาเป็นไปในทางที่ดี เนื่องด้วยได้จัดในสถานที่ใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากประธานและกรรมการชุมชน และเมื่อจัดขึ้นก็มีชาวบ้านมาร่วมชม – ร่วมเชียร์ ขณะที่ค่ายสลัมยิม ได้รับการสนับสนุนน้ำดื่ม รวมถึงได้รับความสนใจเข้ามาออกกำลังกายของคนในชุมชน โดยแรงบันดาลใจของการก่อตั้งค่ายสลัมยิม มาจากการที่ตนเองเคยไปชกมวยในสังเวียนข้างถนน ประกอบกับชื่นชอบกีฬามวยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ซึ่งเมื่อได้จัดรายการมวยข้างถนน (คลองเตยสตรีท) ไปสักระยะหนึ่ง ก็เห็นเด็กๆ อยากเป็นนักมวยอาชีพและต้องการพื้นที่ฝึกซ้อม จึงเกิดแนวคิดว่าน่าจะก่อตั้งค่ายมวยขึ้น ทั้งเพื่อการออกกำลังกายและสำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดไปสู่การเป็นนักกีฬา โดยขณะนี้ สลัมยิม (Slum Gym) ได้จดทะเบียนเป็นค่ายมวยอย่างเป็นทางการ กับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แล้ว 

“ทำไมต้องเป็นสลัมยิม?” คำถามนี้คุณตั้มตอบว่า “เพราะตรงตัว” ค่ายนี้เริ่มต้นจากศูนย์ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยาก “เปลี่ยนภาพลักษณ์ของย่านคลองเตย” ที่คนภายนอกมองในแง่ลบ “ทำให้คำว่าสลัมถูกมองในมุมดีๆ ขึ้นบ้าง” นั่นคือมีกีฬามวยเพิ่มเข้ามา หากวันหนึ่งหากมีนักชกจากค่ายมวยแห่งนี้ไปสร้างชื่อเสียง อย่างที่เห็นว่าผู้ที่เข้ามาฝึกซ้อมส่วนใหญ่ก็เป็นคนในชุมชน แต่ก็มีผู้สนใจจากภายนอก เช่น ยานนาวา พระโขนง อุดมสุข เข้ามาด้วยเช่นกัน

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นคือ “มีการสอนมวยสากลด้วย” จากเดิมที่มีแต่มวยไทยอย่างเดียว แต่ยังคงยึดมั่นจุดยืนเดิมคือ “ไม่เสียค่าใช้จ่าย” ซึ่งคุณตั้มเล่าว่า คนที่มาเป็นเทรนเนอร์หรือผู้ฝึกสอน มีทั้งอดีตนักมวยที่เข้ามาช่วยเพราะเห็นความตั้งใจจริงในการทำค่ายมวย รวมถึงส่งนักมวยไทยในค่ายไปเรียนมวยสากลเพิ่มเติมเพื่อให้นำทักษะกลับมาถ่ายทอด ทั้งนี้ นับตั้งแต่จดทะเบียนเป็นค่ายมวย มีนักมวยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 6 คน ส่งชกตามเวทีต่างๆ เช่น ราชดำเนิน พัทยา นนทบุรี

และการที่มีสื่อมวลชนให้ความสนใจเข้ามาทำข่าว (เช่น สำนักข่าวกีฬา Mainstand , นสพ.แนวหน้า) ก็ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อนึ่ง นับตั้งแต่เริ่มกิจกรรมคลองเตยสตรีท ต่อเนื่องมาจากถึงการก่อตั้งค่ายมวยสลัมยิม ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี เช่น “ส.ก.ต่าย” สุชัย พงษ์เพียรชอบ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตคลองเตย มอบเงินทุนมาสำหรับจัดกิจกรรมมวยบ้าง ซื้ออุปกรณ์ฝึกซ้อมบ้าง   

“อุปกรณ์รอบแรกเลยเราได้ซื้อมาก่อน เอาทุนตัวเองซื้อมาก่อนส่วนหนึ่ง พอไปสักพักอุปกรณ์ไม่พอ ก็ทำเรื่องขอบริษัท Twins ทางบริษัทก็ได้มาสนับสนุนเมื่อปีก่อน สนับสนุนอุปกรณ์ แต่มันใช้การเกือบทุกวัน มันก็มีฉีกขาดหลุดลุ่ยบ้าง ตอนนี้เวทีไม่มีแล้ว ก็อยากให้คนที่มีกำลังทรัพย์หรือมีจิตรักกีฬา หรือสนับสนุนคนในสลัมเข้ามาช่วย” คุณตั้ม ระบุ 

หลังพูดคุยกับคุณตั้มเป็นที่ได้ประเด็นแล้ว ผู้ก่อตั้งสลัมยิม ยกตัวอย่างวัยรุ่นหนุ่มคนหนึ่งพร้อมกับบอกว่านี่คือคนที่มาซ้อมมวยกับสลัมยิมได้ต่อเนื่องประมาณ 1 ปีแล้ว รัฐนนท์ กิจแสวง หนุ่มวัย 17 ปี ซึ่งกำลังซ้อมล่อเป้าออกอาวุธแม่ไม้มวยไทย ซึ่งผู้สื่อข่าวได้รอจนเจ้าตัวซ้อมเสร็จแล้วจึงมีโอกาสได้พูดคุย ได้ความว่า ตนเองเป็นคนในพื้นที่ รู้จักค่ายสลัมยิมจากการเห็นในเฟซบุ๊ก เข้ามาซ้อมตั้งแต่ค่ายยังตั้งอยู่ที่เดิม (96 ปีนัง) ส่วนคำถามว่าจะชกมวยอาชีพหรือไม่ ก็กำลังคิดดูอยู่

ขณะที่ สุทธิพงษ์ วิทยาดิลก ชายวัย 30 ปี ที่อาสาเข้ามาเป็นเทรนเนอร์มวยในค่ายสลัมยิม กล่าวว่า ตนเองรู้จักกับ อดิศร ทองสุกใส หรือตั้ม สลัม หากนับจนถึงปีนี้ (2568) ก็เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ติดตามกิจกรรมชกมวยคลองเตยสตรีท และได้เข้าร่วมชกในการจัดมวยเวทีนี้ในครั้งที่ 10 กระทั่งต่อเนื่องมาจนถึงการตั้งค่ายมวยสลัมยิม ได้เห็นความตั้งใจของคุณตั้มที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีกิจกรรมทำและมีรายได้

“ผมว่าก็ OK นะ มีคนสนับสนุนเยอะอยู่ ตอนนี้ต้องการการสนับสนุนพวกนวมอีกหน่อย แล้วก็น้ำดื่ม เวทีก็สำคัญ เพราะถ้าซ้อมบนเวทีก็จะอีกแบบหนึ่ง มันจะดีกว่า ตอนนี้ก็มีพวกๆ กันที่เขาต่อยมา 40 – 50 ไฟต์” สุทธิพงษ์ กล่าว

สำหรับค่ายมวยสลัมยิมแห่งใหม่ หากค้นหาในแผนที่ Google Map ให้ใช้คำว่า “สลัมยิม (Slum Gym)” ตั้งอยู่ที่ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110 บนถนนเชื้อเพลิง ใต้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร โดยเส้นทางที่ง่ายที่สุดในการเดินทาง คือมาจาก ถ.พระราม 4 (ขาเข้า , มุ่งหน้าสาทร – สีลม) เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.เชื้อเพลิง บริเวณแยกทางรถไฟ – ด่านเก็บเงินทางด่วนพระรามที่สี่ จากนั้นเมื่อเจอสี่แยกแรกให้เลี้ยวซ้าย ข้ามทางรถไฟแล้วไปตามโค้งที่บังคับไปทางด้านขวา จนเมื่อเห็นจุดทางลอดใต้ทางด่วน ให้สังเกตด้านซ้ายจะมีประตูลูกกรง ซึ่งเป็นที่ตั้งของลานกีฬาชุมชนริมทางรถไฟสายท่าเรือ โดยสลัมยิมจะอยู่ด้านในสุดของพื้นที่ดังกล่าว!!!

                                                                                           บัญชา จันทร์สมบูรณ์ (เรื่อง/ภาพ) 

รำลึก’วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก’พร้อมเชิดชูเกียรติ ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ

รำลึก'วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก'พร้อมเชิดชูเกียรติ ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ

รำลึก’วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก’พร้อมเชิดชูเกียรติ ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.24 น.

รำลึก ‘วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก ปี 2568’ พร้อมเชิดชูเกียรติเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ ปกป้อง รักษาทรัพยากรธรรมชาติ

จากกรณีที่สมาพันธ์ผู้พิทักษ์ป่าระหว่างประเทศ หรือ IRF มีการก่อตั้งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้พิทักษ์ป่า  หลังจากนั้นในการประชุมพิทักษ์ป่าโลก เมื่อปี 2549 ได้มีมติกำหนดให้วันที่ 31 กรกฎาคม ของทุกปีเป็น “วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก” หรือ World Ranger Day เพื่อรำลึกถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแล ปกป้องรักษาทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงยกย่องเชิดชูเกียรติเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ที่มุ่งมั่นเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนนั้น

เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)  กล่าวว่า พื้นที่ป่าที่กว้างใหญ่และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีจำนวนน้อย โดยปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า รวมทั้งสิ้น จำนวน 19,511 ราย ประกอบด้วย กรม ทช. จำนวน 538 ราย แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ จำนวน 292 คน และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพยากรทะเล จำนวน 246 คน กรม อส. จำนวน 16,701 ราย และ กรม ปม. จำนวน 2,272 ราย จึงมอบหมายและกำชับให้ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) และกรมป่าไม้ (ปม.) หาแนวทางในการดูแลและจัดหาสวัสดิการต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจและมั่นคงในการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและรักษาทะเลทุกคนที่เสียสละร่างกาย ชีวิตและจิตวิญญาณเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยไว้ให้คนรุ่นหลัง  

ด้าน ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริหารจัดการดูแล อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จากความร่วมมือในทุกภาคส่วนที่ช่วยกันปกป้อง ดูแล พิทักษ์ รักษา และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งผลให้ประเทศไทยมีผืนป่าชายเลนที่สมบูรณ์กว่า 1.74 ล้านไร่ ครอบคลุม 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล และท้องทะเลไทยได้รับการดูแลรักษาให้คงความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทรัพยากรที่สำคัญเหล่านี้เป็นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ ภายใต้การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อสทล.) จำนวน 31,026 คน เป็นภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการพิทักษ์รักษาทะเล ให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ในวันนี้ กรม ทช. ได้นำเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านทะเล และป่าชายเลน เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 100 นาย เป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานภาคสนามครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัดในความรับผิดชอบของ ทช.

อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวอีกว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและพร้อมสนับสนุนในการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล ที่เปรียบเสมือนแนวหน้าในการปกป้องดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติอันล้ำค่าของชาติ ปฏิบัติงานลาดตระเวน เฝ้าระวังติดตามป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ทรัพยากรป่าชายเลนและการลักลอบตัดไม้ ควบคุมการทำประมงผิดกฎหมาย และการล่า ค้า ครอบครอง นำเข้าส่งออกสัตว์ทะเล และการปกป้องท้องทะเลไทย ที่ทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง และเสียสละ เพื่อรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันทรงคุณค่านี้ อีกทั้งการให้บริการแก่ประชาชน การให้ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ จิตสำนึก ปลูกฝังให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่เข้ามาใช้บริการในพื้นที่อีกด้วย  ดังนั้น กรมฯจึงได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการปฏิบัติงานให้เป็นระบบ มีมาตรฐาน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของน้ำมันเรือ และลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในการเข้าปะทะกับผู้ที่กระทำผิดเกี่ยวกับการป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติเนื่องจากความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากนี้ กรม ทช.ยังใช้แนวทางการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือที่เรียกว่า “SMART Patrol” ทั้งในทางทะเล ป่าชายเลนและชายฝั่ง ที่ทางกรมฯ ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าประเทศไทย นำระบบดังกล่าวฯ มาใช้ในรูปแบบการดำเนินงานโดยใช้ระบบ SMART ในการลาดตระเวน ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างแผนการลาดตระเวนผ่าน web Application การลาดตระเวนตามแผนผ่าน Mobile Application และผ่านอากาศยานไร้คนขับแบบอัตโนมัติ การตรวจสอบ ติดตามการปฏิบัติงานตามแผน และการออกรายงานผลการลาดตระเวน ผ่านระบบบริหารจัดการลาดตระเวนป่าชายเลนเชิงคุณภาพ ปัจจุบันในปี 2568 มีการลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามทางป่าชายเลนและชายฝั่ง จำนวน 1,500 ครั้ง ดำเนินคดีไปแล้ว 28 คดี ยึดพื้นที่ไปแล้ว 175 ไร่ รวมถึงการลาดตระเวนเชิงคุณภาพทางทะเล จำนวน 126 ครั้ง ดำเนินคดีแล้ว จำนวน 37 คดี นอกจากนี้ ได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า มีการนำรถปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ UAV Mobile operation พร้อมทั้งอุปกรณ์ภาคสนาม รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อช่วยในด้านการสำรวจสัตว์ทะเลหายาก ศึกษา วิจัย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย สำหรับพื้นที่คุ้มครองทางทะเลมีเป้าหมายการใช้ปฏิบัติงานใน 10 พื้นที่ ได้แก่ หมู่เกาะมัน จังหวัดระยอง เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี หมู่เกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช หมู่เกาะไข่ จังหวัดพังงา ชายฝั่งจังหวัดตรัง พื้นที่คุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก อ่าวไทยตอนบนจังหวัดสมุทรสาคร เกาะโลซิน จังหวัดปัตตานี และหมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต

อธิบดีกรมทะเล กล่าวต่อว่า ในส่วนของ ทช. มีสวัสดิการในการช่วยเหลือ และสนับสนุนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล ซึ่งเป็นทั้งผู้ที่เสียสละ ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ กรมฯ ได้จัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” และได้รับการสนับสนุนจาก “มูลนิธิผู้พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล” เพื่อดูแลและเป็นขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ฯ และครอบครัว โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน ทางกรม ทช. ได้ให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติงานด้านการป้องกันรักษาป่าและทะเล 5 ราย เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจำนวน 2 ราย เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทะเล 2 ราย และบุคคลภายนอกที่ช่วยเหลือภารกิจกรมฯ จำนวน 1 ราย รวมวงเงิน 150,000 บาท สุดท้ายนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขอเชิญชวนประชาชน ชุมชนชายฝั่ง และหน่วยงานทุกภาคส่วนได้ร่วมกันปกป้อง คุ้มครอง ดูแล พิทักษ์ รักษา ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้มีความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้ สามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านทะเลชายฝั่ง ป่าชายเลน รวมถึงสัตว์ทะเลหายากได้ตลอดที่ สายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล โทร. 1362 

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย! โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บชายแดน

'ในหลวง-พระราชินี'ทรงห่วงใย! โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บชายแดน

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย! โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บชายแดน

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

‘ในหลวง’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ เยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย     

30 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ  ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ สิบเอก ภาณุพงษ์  แสนวิชัย  สิบเอก สุขสันต์  เพียงสุวรรณ์ และจ่าสิบเอก อร่ามกุล  สิงหามาตย์  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัย์

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

‘รัฐบาล’เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. ประดับพระฉายาลักษณ์ 1-31 ส.ค.68

'รัฐบาล'เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. ประดับพระฉายาลักษณ์ 1-31 ส.ค.68

‘รัฐบาล’เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. ประดับพระฉายาลักษณ์ 1-31 ส.ค.68

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

รัฐบาล เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. “พิธีทางศาสนา-จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล-กิจกรรมจิตอาสา” เชิญชวนทุกภาคส่วนประดับพระฉายาลักษณ์ 1-31 ส.ค.68 

30 กรกฎาคม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในนามรัฐบาลดำเนินการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ดังนี้

1. การจัดพิธีทางศาสนา  จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เวลา 07.30 น. ในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 โดยส่วนกลางจัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง พระสงฆ์ จำนวน 194 รูป มีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีพร้อมภริยา ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม และในต่างประเทศสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม และการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาให้วัดทุกวัดในประเทศไทยจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล ในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 สำหรับวัดไทยในต่างประเทศให้พิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวว่า 2. จัดพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในวันอังคารที่  12 สิงหาคม 2568 เวลา 17.30 น. และเวลา 19.19 น. ตามลำดับ โดยส่วนกลางจัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีพร้อมภริยา ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม และในต่างประเทศสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวว่า 3. จัดพิธีเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มของหน่วยงานที่ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม  ณ ท้องสนามหลวง เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น. ณ บริเวณประตูพระวรุณอยู่เจน สวนจิตรลดา โดยกระทรวงกลาโหมเป็นหัวหน้าคณะเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ออกรับเครื่องราชสักการะและพานพุ่ม และ4. จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศลเฉลิมพระเกียรติฯ ในเดือนสิงหาคม 2568 ตามความเหมาะสม  

ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแสดงความจงรักภักดี และร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติในโอกาสดังกล่าว รวมทั้งขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเครื่องราชสักการะ จัดตกแต่งสถานที่ โดยประดับพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดับธงชาติไทย และธงอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. และประดับผ้าระบายสีฟ้าร่วมกับผ้าระบายสีขาว ตามอาคารสถานที่ของหน่วยงานและบ้านเรือน ระหว่างวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2568 จัดทำคำถวายพระพรชัยมงคลเผยแพร่ทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ของหน่วยงาน และจัดลงนามถวายพระพรชัยมงคลภายในหน่วยงานหรือทางเว็บไซต์ โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 15 สิงหาคม 2568

‘ผู้ว่าฯโคราช’เชิญแจกันดอกไม้ มอบสิ่งของพระราชทานแก่ทหารบาดเจ็บ

'ผู้ว่าฯโคราช'เชิญแจกันดอกไม้ มอบสิ่งของพระราชทานแก่ทหารบาดเจ็บ

‘ผู้ว่าฯโคราช’เชิญแจกันดอกไม้ มอบสิ่งของพระราชทานแก่ทหารบาดเจ็บ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.33 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญแจกันดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบให้แก่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ปะทะกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบำรุงขวัญกำลังใจ

30 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญแจกันดอกไม้ และตระกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบให้กับทหาร 4 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บในการปกป้องอธิปไตยของชาติ จากเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบำรุงขวัญกำลังใจ

โดยทหารที่ได้รับบาดเจ็บประกอบด้วย พลทหาร นิเวศน์ เอมอ่อน, พลทหาร ณัฐพงษ์ ศรีวิลัย, สิบเอก ทศพล หาญสงคราม และพลทหาร กนก ปาระมี ยังความปลาบปลื้ม และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้.

012

‘ผู้ว่าฯบุรีรัมย์’เชิญสิ่งของพระราชทานมอบทหารบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

'ผู้ว่าฯบุรีรัมย์'เชิญสิ่งของพระราชทานมอบทหารบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

‘ผู้ว่าฯบุรีรัมย์’เชิญสิ่งของพระราชทานมอบทหารบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบทหารบาดเจ็บเหตุสู้รบ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยทหารที่ได้บาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวแดน ไทย-กัมพูชา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ 

30 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญแจกันดอกไม้และกระเช้าสิ่งของพระราชทานไปมอบเป็นขวัญกำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชา ที่ฐานปฏิบัติการช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่ 

ส.อ.ภาณุพงษ์ แสนวิชัย อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ ถูกกระสุนตามร่างหลายจุดอาการสาหัส ,ส.อ.สุขสันต์ เพียงสุวรรณ์ อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธาชนี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขมับซ้ายและแขนขวา และ จ.ส.อ.อร่ามกุล  สิงหามาตย์ อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ ถูกกระสุนที่ต้นขาขวา

ซึ่งทหารทั้ง 3 นาย สังกัดกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่อาคารความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีคณะแพทย์ พยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด การได้รับสิ่งของพระราชทานในครั้งนี่ ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้

จากเหตุปะทะระหว่างทหารไทย – กัมพูชา ตามแนวชายแดน บริเวณช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์  ช่วงค่ำคืนวันที่ 28 ก ค.68 ก่อนถึงกำหนดหยุดยิง มีทหาร ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย และเสียชีวิต 1 นาย ซึ่งทางมณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์ได้ทำพิธีส่งศพไปบำเพ็ญกุศลที่ภูมิลำเนา จังหวัดหนองคาย อย่างสมเกียรติแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้.

012