รำลึก’วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก’พร้อมเชิดชูเกียรติ ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ

รำลึก'วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก'พร้อมเชิดชูเกียรติ ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ

รำลึก’วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก’พร้อมเชิดชูเกียรติ ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.24 น.

รำลึก ‘วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก ปี 2568’ พร้อมเชิดชูเกียรติเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ ปกป้อง รักษาทรัพยากรธรรมชาติ

จากกรณีที่สมาพันธ์ผู้พิทักษ์ป่าระหว่างประเทศ หรือ IRF มีการก่อตั้งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้พิทักษ์ป่า  หลังจากนั้นในการประชุมพิทักษ์ป่าโลก เมื่อปี 2549 ได้มีมติกำหนดให้วันที่ 31 กรกฎาคม ของทุกปีเป็น “วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก” หรือ World Ranger Day เพื่อรำลึกถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแล ปกป้องรักษาทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงยกย่องเชิดชูเกียรติเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ที่มุ่งมั่นเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนนั้น

เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)  กล่าวว่า พื้นที่ป่าที่กว้างใหญ่และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีจำนวนน้อย โดยปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า รวมทั้งสิ้น จำนวน 19,511 ราย ประกอบด้วย กรม ทช. จำนวน 538 ราย แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ จำนวน 292 คน และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพยากรทะเล จำนวน 246 คน กรม อส. จำนวน 16,701 ราย และ กรม ปม. จำนวน 2,272 ราย จึงมอบหมายและกำชับให้ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) และกรมป่าไม้ (ปม.) หาแนวทางในการดูแลและจัดหาสวัสดิการต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจและมั่นคงในการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและรักษาทะเลทุกคนที่เสียสละร่างกาย ชีวิตและจิตวิญญาณเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยไว้ให้คนรุ่นหลัง  

ด้าน ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริหารจัดการดูแล อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จากความร่วมมือในทุกภาคส่วนที่ช่วยกันปกป้อง ดูแล พิทักษ์ รักษา และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งผลให้ประเทศไทยมีผืนป่าชายเลนที่สมบูรณ์กว่า 1.74 ล้านไร่ ครอบคลุม 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล และท้องทะเลไทยได้รับการดูแลรักษาให้คงความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทรัพยากรที่สำคัญเหล่านี้เป็นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ ภายใต้การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อสทล.) จำนวน 31,026 คน เป็นภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการพิทักษ์รักษาทะเล ให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ในวันนี้ กรม ทช. ได้นำเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านทะเล และป่าชายเลน เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 100 นาย เป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานภาคสนามครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัดในความรับผิดชอบของ ทช.

อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวอีกว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและพร้อมสนับสนุนในการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล ที่เปรียบเสมือนแนวหน้าในการปกป้องดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติอันล้ำค่าของชาติ ปฏิบัติงานลาดตระเวน เฝ้าระวังติดตามป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ทรัพยากรป่าชายเลนและการลักลอบตัดไม้ ควบคุมการทำประมงผิดกฎหมาย และการล่า ค้า ครอบครอง นำเข้าส่งออกสัตว์ทะเล และการปกป้องท้องทะเลไทย ที่ทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง และเสียสละ เพื่อรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันทรงคุณค่านี้ อีกทั้งการให้บริการแก่ประชาชน การให้ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ จิตสำนึก ปลูกฝังให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่เข้ามาใช้บริการในพื้นที่อีกด้วย  ดังนั้น กรมฯจึงได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการปฏิบัติงานให้เป็นระบบ มีมาตรฐาน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของน้ำมันเรือ และลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในการเข้าปะทะกับผู้ที่กระทำผิดเกี่ยวกับการป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติเนื่องจากความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากนี้ กรม ทช.ยังใช้แนวทางการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือที่เรียกว่า “SMART Patrol” ทั้งในทางทะเล ป่าชายเลนและชายฝั่ง ที่ทางกรมฯ ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าประเทศไทย นำระบบดังกล่าวฯ มาใช้ในรูปแบบการดำเนินงานโดยใช้ระบบ SMART ในการลาดตระเวน ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างแผนการลาดตระเวนผ่าน web Application การลาดตระเวนตามแผนผ่าน Mobile Application และผ่านอากาศยานไร้คนขับแบบอัตโนมัติ การตรวจสอบ ติดตามการปฏิบัติงานตามแผน และการออกรายงานผลการลาดตระเวน ผ่านระบบบริหารจัดการลาดตระเวนป่าชายเลนเชิงคุณภาพ ปัจจุบันในปี 2568 มีการลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามทางป่าชายเลนและชายฝั่ง จำนวน 1,500 ครั้ง ดำเนินคดีไปแล้ว 28 คดี ยึดพื้นที่ไปแล้ว 175 ไร่ รวมถึงการลาดตระเวนเชิงคุณภาพทางทะเล จำนวน 126 ครั้ง ดำเนินคดีแล้ว จำนวน 37 คดี นอกจากนี้ ได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า มีการนำรถปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ UAV Mobile operation พร้อมทั้งอุปกรณ์ภาคสนาม รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อช่วยในด้านการสำรวจสัตว์ทะเลหายาก ศึกษา วิจัย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย สำหรับพื้นที่คุ้มครองทางทะเลมีเป้าหมายการใช้ปฏิบัติงานใน 10 พื้นที่ ได้แก่ หมู่เกาะมัน จังหวัดระยอง เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี หมู่เกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช หมู่เกาะไข่ จังหวัดพังงา ชายฝั่งจังหวัดตรัง พื้นที่คุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก อ่าวไทยตอนบนจังหวัดสมุทรสาคร เกาะโลซิน จังหวัดปัตตานี และหมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต

อธิบดีกรมทะเล กล่าวต่อว่า ในส่วนของ ทช. มีสวัสดิการในการช่วยเหลือ และสนับสนุนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล ซึ่งเป็นทั้งผู้ที่เสียสละ ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ กรมฯ ได้จัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” และได้รับการสนับสนุนจาก “มูลนิธิผู้พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล” เพื่อดูแลและเป็นขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ฯ และครอบครัว โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน ทางกรม ทช. ได้ให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติงานด้านการป้องกันรักษาป่าและทะเล 5 ราย เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจำนวน 2 ราย เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทะเล 2 ราย และบุคคลภายนอกที่ช่วยเหลือภารกิจกรมฯ จำนวน 1 ราย รวมวงเงิน 150,000 บาท สุดท้ายนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขอเชิญชวนประชาชน ชุมชนชายฝั่ง และหน่วยงานทุกภาคส่วนได้ร่วมกันปกป้อง คุ้มครอง ดูแล พิทักษ์ รักษา ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้มีความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้ สามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านทะเลชายฝั่ง ป่าชายเลน รวมถึงสัตว์ทะเลหายากได้ตลอดที่ สายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล โทร. 1362 

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย! โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บชายแดน

'ในหลวง-พระราชินี'ทรงห่วงใย! โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บชายแดน

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย! โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บชายแดน

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

‘ในหลวง’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ เยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย     

30 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ  ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ สิบเอก ภาณุพงษ์  แสนวิชัย  สิบเอก สุขสันต์  เพียงสุวรรณ์ และจ่าสิบเอก อร่ามกุล  สิงหามาตย์  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัย์

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

‘รัฐบาล’เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. ประดับพระฉายาลักษณ์ 1-31 ส.ค.68

'รัฐบาล'เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. ประดับพระฉายาลักษณ์ 1-31 ส.ค.68

‘รัฐบาล’เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. ประดับพระฉายาลักษณ์ 1-31 ส.ค.68

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

รัฐบาล เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. “พิธีทางศาสนา-จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล-กิจกรรมจิตอาสา” เชิญชวนทุกภาคส่วนประดับพระฉายาลักษณ์ 1-31 ส.ค.68 

30 กรกฎาคม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในนามรัฐบาลดำเนินการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ดังนี้

1. การจัดพิธีทางศาสนา  จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เวลา 07.30 น. ในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 โดยส่วนกลางจัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง พระสงฆ์ จำนวน 194 รูป มีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีพร้อมภริยา ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม และในต่างประเทศสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม และการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาให้วัดทุกวัดในประเทศไทยจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล ในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 สำหรับวัดไทยในต่างประเทศให้พิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวว่า 2. จัดพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในวันอังคารที่  12 สิงหาคม 2568 เวลา 17.30 น. และเวลา 19.19 น. ตามลำดับ โดยส่วนกลางจัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีพร้อมภริยา ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม และในต่างประเทศสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวว่า 3. จัดพิธีเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มของหน่วยงานที่ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม  ณ ท้องสนามหลวง เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น. ณ บริเวณประตูพระวรุณอยู่เจน สวนจิตรลดา โดยกระทรวงกลาโหมเป็นหัวหน้าคณะเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ออกรับเครื่องราชสักการะและพานพุ่ม และ4. จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศลเฉลิมพระเกียรติฯ ในเดือนสิงหาคม 2568 ตามความเหมาะสม  

ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแสดงความจงรักภักดี และร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติในโอกาสดังกล่าว รวมทั้งขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเครื่องราชสักการะ จัดตกแต่งสถานที่ โดยประดับพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดับธงชาติไทย และธงอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. และประดับผ้าระบายสีฟ้าร่วมกับผ้าระบายสีขาว ตามอาคารสถานที่ของหน่วยงานและบ้านเรือน ระหว่างวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2568 จัดทำคำถวายพระพรชัยมงคลเผยแพร่ทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ของหน่วยงาน และจัดลงนามถวายพระพรชัยมงคลภายในหน่วยงานหรือทางเว็บไซต์ โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 15 สิงหาคม 2568

‘ผู้ว่าฯโคราช’เชิญแจกันดอกไม้ มอบสิ่งของพระราชทานแก่ทหารบาดเจ็บ

'ผู้ว่าฯโคราช'เชิญแจกันดอกไม้ มอบสิ่งของพระราชทานแก่ทหารบาดเจ็บ

‘ผู้ว่าฯโคราช’เชิญแจกันดอกไม้ มอบสิ่งของพระราชทานแก่ทหารบาดเจ็บ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.33 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญแจกันดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบให้แก่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ปะทะกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบำรุงขวัญกำลังใจ

30 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญแจกันดอกไม้ และตระกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบให้กับทหาร 4 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บในการปกป้องอธิปไตยของชาติ จากเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบำรุงขวัญกำลังใจ

โดยทหารที่ได้รับบาดเจ็บประกอบด้วย พลทหาร นิเวศน์ เอมอ่อน, พลทหาร ณัฐพงษ์ ศรีวิลัย, สิบเอก ทศพล หาญสงคราม และพลทหาร กนก ปาระมี ยังความปลาบปลื้ม และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้.

012

‘ผู้ว่าฯบุรีรัมย์’เชิญสิ่งของพระราชทานมอบทหารบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

'ผู้ว่าฯบุรีรัมย์'เชิญสิ่งของพระราชทานมอบทหารบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

‘ผู้ว่าฯบุรีรัมย์’เชิญสิ่งของพระราชทานมอบทหารบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบทหารบาดเจ็บเหตุสู้รบ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยทหารที่ได้บาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวแดน ไทย-กัมพูชา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ 

30 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญแจกันดอกไม้และกระเช้าสิ่งของพระราชทานไปมอบเป็นขวัญกำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชา ที่ฐานปฏิบัติการช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่ 

ส.อ.ภาณุพงษ์ แสนวิชัย อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ ถูกกระสุนตามร่างหลายจุดอาการสาหัส ,ส.อ.สุขสันต์ เพียงสุวรรณ์ อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธาชนี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขมับซ้ายและแขนขวา และ จ.ส.อ.อร่ามกุล  สิงหามาตย์ อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ ถูกกระสุนที่ต้นขาขวา

ซึ่งทหารทั้ง 3 นาย สังกัดกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่อาคารความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีคณะแพทย์ พยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด การได้รับสิ่งของพระราชทานในครั้งนี่ ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้

จากเหตุปะทะระหว่างทหารไทย – กัมพูชา ตามแนวชายแดน บริเวณช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์  ช่วงค่ำคืนวันที่ 28 ก ค.68 ก่อนถึงกำหนดหยุดยิง มีทหาร ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย และเสียชีวิต 1 นาย ซึ่งทางมณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์ได้ทำพิธีส่งศพไปบำเพ็ญกุศลที่ภูมิลำเนา จังหวัดหนองคาย อย่างสมเกียรติแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้.

012

ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมนานาชาติ ‘IACS 2025’ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัย สร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ

ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมนานาชาติ ‘IACS 2025’ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัย สร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ

ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมนานาชาติ ‘IACS 2025’ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัย สร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และศูนย์วิจัยภูมิสังคมและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานาชาติ “วัฒนธรรมศึกษาระหว่างเอเชีย 2025” (Inter-Asia Cultural Studies Conference 2025) ภายใต้แนวคิด “การเชื่อมโยงทางภูมิสังคม : การเดินทางอย่างต่อเนื่องของการค้นคว้าเชิงวิพากษ์” (Geo-Social Connection:The Continuing Journey of Critical Inquiry) ณ โรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช โดยในพิธีเปิดการประชุมได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด รองอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ มี นายเอกชัย สุนทร ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช Dr.Andy Chih-ming Wang, Chair of IACS Society ร่วมต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม

ผศ.ดร.สิริพร สมบูรณ์บูรณะ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดประชุมนานาชาติ IACS 2025 กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ เครือข่าย Inter-Asia Cultural Studies Society มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเป็นเวทีสำหรับนักวิชาการ นักวิจัย และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ในสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ จากนานาประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการวิจัย ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 20 ประเทศทั่วเอเชีย รวมถึงยุโรป อเมริกา และออสเตรเลียเดินทางมาเข้าร่วมกว่า 450 คน

โดยกิจกรรมของการประชุมนานาชาติ IACS 2025 ประกอบด้วย การปาฐกถาพิเศษจากนักวิชาการชั้นนำของเอเชีย เวทีเสวนาหลากหลายประเด็น อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างเอเชีย สื่อสารมวลชน ปัญหาการย้ายถิ่น LGBT+ และพลวัตทางสังคมในเอเชีย การนำเสนอผลงานวิชาการประมาณ 400 กว่าเรื่อง การจัดนิทรรศการจากศิลปินชื่อดัง นิทรรศภาพถ่ายชุดลิกอร์-ลังกา กิจกรรมแนะนำหนังสือและพบผู้แต่งหนังสือ การฉายภาพยนตร์ Documentory Film เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ รวมถึงการสู้รบในชายแดนไทยพม่าที่เคยฉายในเทศกาลหนังนานาชาติรวมถึงกิจกรรมเรียนรู้เชิงพื้นที่และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในนครศรีธรรมราชอีกด้วย

​มมส เปิดห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสริมแกร่งบัณฑิตยุคดิจิทัล

​มมส เปิดห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสริมแกร่งบัณฑิตยุคดิจิทัล

​มมส เปิดห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสริมแกร่งบัณฑิตยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดพิธีเปิด ห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Laboratory) อย่างเป็นทางการ โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี ณ ห้อง IT-106 ชั้น 1 คณะวิทยาการสารสนเทศ

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ กล่าวว่า ห้องปฏิบัติการแห่งนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ และวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับนิสิตในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น

“ห้องปฏิบัติการนี้จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่หลักในการบูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับสถานการณ์จำลองด้าน Cybersecurity เช่น การรับมือภัยคุกคาม การวิเคราะห์ช่องโหว่ของระบบ การเจาะระบบอย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรม และการเรียนรู้ระบบป้องกันในระดับองค์กร ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพของนิสิตให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสายงานได้อย่างมั่นใจ” รศ.ดร.จันทิมา กล่าวและว่า นอกจากนี้ คณะยังมีแผนที่จะพัฒนาห้องปฏิบัติการแห่งนี้ ให้เป็นศูนย์กลางในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรวิจัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบเปิดกว้างและสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างยั่งยืนต่อไป

มจพ. เดินหน้าขับเคลื่อนมหา’ลัยสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDGs 17 ประการ ยกระดับสู่เวทีโลก

มจพ. เดินหน้าขับเคลื่อนมหา’ลัยสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDGs 17 ประการ ยกระดับสู่เวทีโลก

มจพ. เดินหน้าขับเคลื่อนมหา’ลัยสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDGs 17 ประการ ยกระดับสู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดกิจกรรม “ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDGs 17 ประการ” ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ ภายใต้พันธกิจในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมหาวิทยาลัยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ อันสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ UNESCO กิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ผศ.ปรีชา อ่องอารี ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีและรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร, รศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนากิจการมหาวิทยาลัยเพื่อความยั่งยืน เข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางการดำเนินงานที่สอดรับกับกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.มาลินี ศรีอริยนันท์ และ ผศ.ดร.พีรพงษ์ พรวงศ์ทอง เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการข้อมูล THE Impact Rankings พร้อมแนวทางการดำเนินกิจกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้ง 17 เป้าหมาย อาทิ การขจัดความยากจน การศึกษาที่เท่าเทียม การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน พลังงานสะอาด การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

ศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ.  กล่าวว่า มจพ. มุ่งมั่นส่งเสริมให้ทุกส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยบูรณาการแนวคิดเรื่องความยั่งยืนเข้าสู่ภารกิจหลัก ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน งานวิจัย การบริหารจัดการองค์กร การบริการวิชาการแก่สังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตามตัวชี้วัดของ Times Higher Education Impact Rankings อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยให้มีบทบาทสำคัญในเวทีอุดมศึกษาโลกด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ มจพ. ในการสร้างระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ การพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย รวมไปถึงแผนในการจัดการศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้และกิจกรรม SDG แก่นักศึกษาทั่วทั้งมหาวิทยาลัย  ตามวิสัยทัศน์ของการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน” ที่พร้อมร่วมสร้างอนาคตที่ดีให้กับสังคม ประเทศชาติ และโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ม.เกษตรฯ ระดมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย -กัมพูชา

ม.เกษตรฯ ระดมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย -กัมพูชา

ม.เกษตรฯ ระดมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย -กัมพูชา

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์  ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนช่วยเหลือทหาร เจ้าหน้าที่ ประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดน ไทย -กัมพูชา โดยการระดมทุนขอรับบริจาคเงินเพื่อนำไปจัดซื้อสิ่งของจำเป็น รวมถึงเครื่องบริโภค อุปโภค ยา และเวชภัณฑ์สำหรับการรักษาพยาบาล เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยผู้บริจาคสามารถนำใบเสร็จรับเงินไปลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า

สามารถบริจาคเงินผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ ผ่านทางธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บัญชีมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขที่บัญชี 374-1-14129-2  และหรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) บัญชีมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขที่บัญชี 235-204389-5 ส่งสำเนาสลิปโอนเงินที่ email : kufound@gmail.com หรือ ทางไลน์ ID 086-087-5904 หรือติดต่อเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯคุณประวีร์รัชย์ เลาหบูรณะกิจ Praveeruch Laohaburanakij โทรศัพท์ : 086-087-5904 นอกจากนี้ ยังสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดจากโปสเตอร์ ลดหย่อนได้ 1 เท่า ส่งตรงถึงกรมสรรพากร โดยไม่ต้องออกใบเสร็จ

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานตะกร้าสิ่งของ แก่ครอบครัวทหารเสียชีวิต

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานตะกร้าสิ่งของ แก่ครอบครัวทหารเสียชีวิต

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานตะกร้าสิ่งของ แก่ครอบครัวทหารเสียชีวิต

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.51 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบให้แก่ครอบครัวทหารกล้าที่เสียชีวิต จากเหตุปะทะกันของทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

29 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญตระกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบให้แก่ครอบครัว พลทหาร ญาณพัฒน์ โคตรสาขา ทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 ที่บ้านเลขที่ 60/252 หมู่ 10 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต

พลทหารญาณพัฒน์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดฝ่ายตรงข้าม ในเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทย และทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ณ พื้นที่ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ และต่อมาได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 โดยกำหนดพระราชทานเพลิงศพ พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา จะมีขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถานวัดสุทธจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา.

012