ครอบครัวชินวัตรน้ำตาซึม ทักษิณพ้นโทษ รอคำสั่งปลดกำไลEM

ครอบครัวชินวัตรน้ำตาซึม ทักษิณพ้นโทษ รอคำสั่งปลดกำไลEM

ครอบครัวชินวัตรน้ำตาซึม ทักษิณพ้นโทษ รอคำสั่งปลดกำไลEM

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ครอบครัวชินวัตรน้ำตาซึม ทักษิณพ้นโทษ รอคำสั่งปลดกำไลEM พท.เล็งขอคำปรึกษา

รมว.ยุติธรรม ยัน “ทักษิณ” มีชื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษ พ้นโทษทันที รอขั้นตอนปลดกำไล EM ด้านพินทองทาน้ำตาคลอ เผยพ่อเตรียมเดินสายทำบุญ ขณะที่แกนนำเพื่อไทย ยกเป็นผู้มีประสบการณ์-ความรู้ พร้อมขอคำปรึกษาบางเรื่อง

เมื่อเวลา 06.30น. วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ท้องสนามหลวง พล.ต.ท.รุทธพล นวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีรายชื่อของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ว่า เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนที่มีข้อสงสัยว่านายทักษิณ ยังเหลือโทษอีก 1 เดือน 10 วัน ขณะที่บางส่วนบอกว่าพ้นโทษแล้วข้อสรุปเป็นอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตามกฏหมายให้พ้นโทษเลย เพราะเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี ตามมาตรา 8

เมื่อถามย้ำว่าสามารถปลดกำไร EM ได้เลยใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ปลดได้เลย หลังจากนี้จะยังมีขั้นตอนของคณะกรรมการอีกชั้นหนึ่งในการพิจารณา โดยจะมีคณะกรรมการแยกส่วนกันไปแต่ละจังหวัด ส่วนรายละเอียดจะประชุมตนยังไม่ทราบว่าแต่ละจังหวัดมีรายละเอียดอย่างไร หรือประชุมเมื่อใด แต่ยืนยันว่ามีรายชื่อของนายทักษิณ แน่นอน

แต่ในกรณีเรื่องการปลดกำไล EM ภายหลังพ้นโทษนั้น นายทักษิณ ยังจำเป็นต้องรอกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 21 ซึ่งระบุไว้ว่า “ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ ผู้พิพากษาศาลแห่งท้องที่ หรือตุลาการศาลทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน และพนักงานอัยการแห่งท้องที่หรืออัยการทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน รวม 3 คน เป็นคณะกรรมการ มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อความสะดวกแก่ศาลแห่งท้องที่นั้นพิจารณาออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือออกคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี

และอดีตนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับเอกสารใบบริสุทธิ์ หรือใบสุทธิ ให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งใบบริสุทธิ์ถือเป็นเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นได้รับการปล่อยตัวถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งยังใช้ในการปลดรายชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรที่มีผลต่อการเดินทางไปต่างประเทศอีกด้วย ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 21 และได้รับใบบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีจึงจะได้รับการนัดหมายประสานงานเข้าพบเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรับการปลดกำไล EM คืนสู่อิสรภาพ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ว่า รับทราบจากข่าวแล้ว ก็ขอแสดงความยินดีกับท่าน ซึ่งวันนี้เป็นวันมงคลเราไม่พูดเรื่องอื่น

ประเด็นดังกล่าว นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสมาชิกและแกนนำพรรคทุกคนก็มีความรู้สึกยินดีที่นายทักษิณได้รับพระมหากรุณาธิคุณพ้นโทษในครั้งนี้

เมื่อถามว่าหลังนายทักษิณ พ้นโทษแล้วมีโอกาสจะให้คำปรึกษากับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า นายทักษิณมีความผูกพันกับพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค เพราะฉะนั้นโอกาสที่สมาชิกจะพบกับนายทักษิณก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถือเป็นเรื่องปกติ

เมื่อถามย้ำว่า นายทักษิณจะมาให้คำแนะนำ กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนมองว่านายทักษิณคงไม่มายุ่งตรงนี้ เพราะพรรคมีโครงสร้างของพรรค มีกรรมการบริหารพรรคที่ขับเคลื่อนอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่าในฐานะเลขาธิการพรรคโอกาสที่จะขอคำแนะนำหรือปรึกษากับนายทักษิณบ้างหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า นายทักษิณมีประสบการณ์และมีความรู้ และเคยเป็นอดีตผู้นำประเทศ เป็นบุคคลสำคัญการได้รับคำแนะนำจากนายทักษิณ ตนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หากมีโอกาสตนก็ยินดีที่จะไปปรึกษานายทักษิณในบางเรื่อง

ด้าน นางสาวพินทองทา ชินวัตร ลูกสาวของนายทักษิณ กล่าว ว่ารู้สึกดีใจกับคุณพ่อ ดีใจกับครอบครัวของเราและครอบครัวอื่นๆ ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งภายในครอบครัวก็มีการพูดคุยกัน แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก แค่พูดคุยกันว่าดีใจกับครอบครัวของเรา

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีการนัดกันภายในครอบครัวเพื่อไปพักผ่อนที่ไหนหรือไม่ นายณัฐพงศ์ กล่าวว่ายังไม่มีกำหนดการอะไรเลย แต่ก็ถือว่าวันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี

ส่วนจะมีทำบุญอะไรหรือไม่นั้น นางสาวพินทองทา กล่าวว่า ในครอบครัวก็มีการทำบุญกันเรื่อยๆอยู่แล้ว และหลังจากนี้คงจะไปไหนมาไหนกันสะดวกมากขึ้น แต่ยังไม่ได้วางแผนเรื่องการเดินสายทำบุญ ก็คงทำในสิ่งดีๆ แต่ตอนนี้รู้สึกตื้นตัน พูดไม่ออก

เมื่อถามว่าทางทนายได้มีการแจ้งขั้นตอนหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ นางสาวพินทองทากล่าวว่า คาดว่าจะต้องรอเรื่องอย่างเป็นทางการก่อน

นางสาวพินทองทายังกล่าวด้วยว่าภายในครอบครัวได้มีการพูดคุยกัน รวมถึงกับนางสาวแพทองธารด้วย ครอบครัวเราก็ดีใจ เพราะผ่านมาช่วงหนึ่งแล้ว ช่วงนี้ก็นิ่งๆ แต่ก็รู้สึกดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น รู้สึกปลาบปลื้มกับสิ่งที่ได้รับอิสระ คุณพ่อก็สบายขึ้น แค่นี้ก็เป็นที่สุดของลูกๆกับครอบครัวแล้ว

เมื่อถามว่าการใช้ชีวิตประจำวันช่วงนี้ นายทักษิณอยู่กับหลานๆใช่หรือไม่ นางสาวพินทองทากล่าวว่าคุณพ่ออยู่บ้าน ช่วงนี้เงียบสงบดี แต่หลานเข้าไปหาหนาแน่น ก่อนจะย้ำว่า บอกได้เลยว่าหนาแน่น 7 คน

60/40กระฉูดทั่วไทย ทะลุ4.5พันล. ร้านค้ายอดพุ่งเท่าตัว นายกฯปลื้มเดินตลาด

60/40กระฉูดทั่วไทย ทะลุ4.5พันล. ร้านค้ายอดพุ่งเท่าตัว นายกฯปลื้มเดินตลาด

60/40กระฉูดทั่วไทย ทะลุ4.5พันล. ร้านค้ายอดพุ่งเท่าตัว นายกฯปลื้มเดินตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

60/40กระฉูดทั่วไทย ทะลุ4.5พันล. ร้านค้ายอดพุ่งเท่าตัว นายกฯปลื้มเดินตลาด ถูกใจชาวบ้านให้ทำต่อ เตือนพวกหัวหมอขี้ฉ้อ แลกเป็นเงินสดเจอคุก

นายกฯเดินตลาดศรีย่านเช็คกระแสไทยช่วยไทยพลัส ปลื้มเห็นของจริง ประชาชนช้อปกระจาย พร้อมขอให้ทำต่อเนื่องอย่าเพิ่งหยุด ขณะที่ยอดใช้จ่ายพุ่งทะลุ 4,500 ล้านบาท แล้ว ด้านโฆษกรัฐบาลเตือนร้านหัวหมอฉวยโอกาสแลกเป็นเงินสดเข้าข่ายฉ้อโกงโทษหนักจำคุกสูงสุด 3 ปี สั่งเปิดสายด่วนรับแจ้งเบาะแส ด้านแม่ค้าลูกชิ้นยืนกินยิ้มแก้มปริยอดขายกระฉูดเท่าตัว“เอกนิติ”ย้ำเกณฑ์บัตรคนจนรอบใหม่ ต้องเป็นคนเดือดร้อนที่สุด

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะการตัดสิทธิผู้ที่บุตรนำชื่อไปลดหย่อนภาษี ว่า จริงๆ เป็นเกณฑ์ที่เราต้องการตรวจบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในวันนี้มีข้อเรียกร้อง ว่า อาจจะมีคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังก็ได้ไปดูทุกกระบวนการ ซึ่งจะมีเกณฑ์หลายอย่างที่จะมาคำนึงถึงคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง

“ผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการจะต้องเป็นผู้ที่เดือดร้อนที่สุดถึงจะเรียกว่ากลุ่มบัตรสวัสดิการเพราะฉะนั้นเกณฑ์ต่างๆ กระทรวงการคลังได้แถลงไปแล้ว”นายเอกนิติ กล่าว

ยืนยันสิทธิบัตรคนจน4-21มิ.ย.

ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือผู้มีความจำเป็นตัวจริงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลเดิมที่ไม่ได้ถูกทบทวนมานานหลายปี ด้วยเกรงว่าจะมีความสับสนในเรื่องการลงทะเบียน จึงขอย้ำว่า ขอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ฯ อยู่แล้ว ทำการยืนยันสิทธิตั้งแต่ 4 – 21 มิถุนายน และจะมีการประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ 17 กรกฎาคม 2569

ทั้งนี้ ควบคู่กันไป กระทรวงมหาดไทย กทม เมืองพัทยา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจผู้ตกหล่นจากครั้งก่อน และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามสิทธิให้เข้าถึงการดูแลจากโครงการฯ

เช็คช่องทางการยืนยันตัวตน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า สำหรับช่องทางยืนยันสิทธิเพื่อรอการพิจารณาตามเกณฑ์ใหม่ มีดังนี้ แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)

และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ตรวจสอบหลักเกณฑ์ใหม่

สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่และคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ 1.คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน 1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป 2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตัดสิทธิพ่อแม่มีชื่อลดหย่อนภาษี

พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้ ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000บาทต่อปีขึ้นไป ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร

รายได้ต้องไม่เกินหนึ่งแสนต่อปี

3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี 4) ไม่มีบัตรเครดิต 5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท 6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี

7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้ ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา

กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่ กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่ และ 8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

นายกฯเดินตลาดเช็คกระแส

วันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ย่านศรีย่าน เพื่อพบปะประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โดยมีการไลฟ์สดผ่าน Facebook ส่วนตัว

ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อผลไม้จากร้านประจำ โดยจ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก่อนจะแวะทักทายประชาชนและเข้าไปเลือกซื้อสินค้าในร้านขายของชำ โดยเลือกซื้อเงาะกระป๋อง ระหว่างนั้นมีประชาชนเข้ามาทักทาย พร้อมกล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส ใช้งานได้ดีมาก สะท้อนให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยมีประชาชนทุกเพศทุกวัยมาขอถ่ายภาพร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง

ซื้อทุเรียนแจกวินมอเตอร์ไซค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้เดินข้ามถนนไปยังร้านจิว ลูกชิ้นปลาเยาวราช ซึ่งเป็นร้านที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมถ่ายภาพทำท่าพลัส ร่วมกับเจ้าของร้าน ก่อนแวะร้านจำหน่ายเครื่องครัว เลือกซื้อช้อนสเตนเลสตราม้าลาย จำนวน 2 กล่อง และกล่องใส่รองเท้า โดยชำระเป็นเงินสด

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อน้ำจากร้านกาแฟภายในพื้นที่ โดยสั่งเมนูนมชมพู และซื้อทุเรียน แจกวินมอเตอร์ไซค์ แวะพูดคุยทักทายผู้ประกอบการและประชาชนที่มาใช้บริการอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก โดยมีประชาชนขอถ่ายภาพและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

ลงมาเห็นของจริงแล้วปลื้ม

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินตลาดว่า ตนไปศรีย่านประจำอยู่แล้วไปรับประทานอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ไปทานอยู่หน้าตลาดศรีย่านพอดีเห็นประชาชนมาจับจ่ายใช้สอย โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส เห็นความคึกคักมากพอสมควร ได้สอบถามทั้งคนซื้อคนขายเขาพึงพอใจ

เมื่อถามว่าเห็นกระแสแล้วน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่จะช่วยประชาชนในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย เราเน้นช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ เมื่อได้ดูของจริงเห็นว่าไม่ใช่แค่ซื้อก๋วยเตี๋ยวซื้อข้าวซื้อผลไม้ ร้านของชำ ร้านสะดวกซื้อต่างๆที่ไม่ได้เป็นห้างก็มีคนเข้าไปเข้าไปใช้สิทธิ์ ทั้งไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อได้ถามไปเขาก็พึงพอใจ

ชาวบ้านบอกขออย่าให้หยุด

เมื่อถามว่ามีเสียงสะท้อนขออะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขออย่าให้หยุด ตนจึงบอกไปว่าถ้าโครงการได้รับการตอบรับที่ดี อย่างที่บอกเป็นการช่วยกันทำให้เม็ดเงินเข้าไป มีการไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เราก็ต้องหาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่ออกมาในรูปแบบเดิมรัฐบาลมีหน้าที่ต้องหาโปรแกรมดีๆหาโครงการดีๆมาให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่คนลงทะเบียนไม่ครบ 30 ล้านสิทธิ์ที่เตรียมไว้ เงินส่วนนี้ก็จะนำไปให้ประโยชน์อย่างอื่นหากมีสิ่งจำเป็นเร่งด่วนภายใต้กฎเกณฑ์ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเรากู้ตามจำนวนที่ใช้

พร้อมรับฟังปรับเกณฑ์บัตรคนจน

เมื่อถามว่าหลักเกณฑ์ใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีแล้วพ่อแม่ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการ ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าหลักเกณฑ์เข้มเกินไป นายอนุทิน กล่าวว่า ปัญหาต่างๆก็ต้องมีบ้าง เรื่องโครงการเหล่านี้ เรายังประโยชน์ให้กับประชาชน ก็อาจมีคนพอใจ ไม่พอใจ เราก็ไปรวบรวมสำรวจความถึงพอใจตรงไหนที่ประชาชนไม่พอใจที่เกิดจากที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเข็มขัดสั้นคาดไม่ถึง เราก็จะไปปรับปรุงแก้ไขเพราะเราไม่ได้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่ ก็จะมีอะไรที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อถามย้ำว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์นี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันดำเนินการไปแล้ว

โยนขุนคลังมาตอบรายละเอียด

เมื่อถามว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคตหลังฟังเสียงสะท้อนแล้วจะปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่ตนไปเดินก็เจอเป็นร้อยคน ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและไทยช่วยไทยพลัสก็ไม่เห็นมีใครบ่น

เมื่อถามว่าคนที่ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมอาจรู้สึกว่าจะเสียสิทธิ์เพราะหลักเกณฑ์เข้มขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เขาพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงให้สิทธิเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

เมื่อถามว่าผู้มีสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13 ล้านคน จากหลักเกณฑ์ใหม่จะทำให้ผู้มีสิทธิ์มากขึ้นหรือน้อยลง นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวให้นายเอกนิติ มาตอบรายละเอียด ตนให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย แต่คนที่จะนำข้อมูลต่างๆมาตัดสินใจคือกระทรวงการคลัง ก็ต้องให้เขาเสนอมา

ไทยช่วยไทยยอดทะลุ4.5พันล.

ทางด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ว่า ประชาชนยังคงใช้จ่ายอย่างคึกคักต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 4,542.08 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 14,402,305 คน และมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายสำเร็จจำนวน 792,045 ร้านค้า

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า มากไปกว่านั้น ยังมีเรื่องการให้บริการระบบขนส่งมวลชนที่ร่วมโครงการฯ แต่ประชาชนไม่ค่อยทราบ นั่นคือ สามารถใช้กับ รถไฟฟ้า 8 สาย ได้แก่ MRT สายสีม่วง MRT สายสีน้ำเงิน MRT สายสีชมพู MRT สายสีเหลือง BTS สายสีเขียว BTS สายสีทอง รถไฟฟ้าสายสีแดง Airport Rail Link รวมถึง รถโดยสารประจำทาง ขสมก. เรือด่วนเจ้าพระยา และรถโดยสาร บขส.

เตือนห้ามแลกเป็นเงินสดเด็ดขาด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงการใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่า ต้องเป็นการซื้อสินค้าและบริการจริงตามมูลค่าที่ชำระ ห้ามร้านค้าทอนเงินสดหรือแลกคืนเป็นเงินสดทุกกรณี หากตรวจพบการกระทำผิด ร้านค้าจะถูกระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการ และเรียกคืนเงินสนับสนุนจากภาครัฐ

“ฝากขอความร่วมมือจากประชาชน และผู้ประกอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มาตรการประคับประคองค่าครองชีพเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ เป็นการไทยช่วยไทย ตามวัตถุประสงค์โครงการ”น.ส.รัชดา กล่าวย้ำ

ชี้เข้าข่ายฉ้อโกงโทษหนักคุก3ปี

เช่นเดียวกับ น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตือนร้านค้าและประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ห้ามนำสิทธิจากโครงการไปแลกเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริงพร้อมเน้นย้ำว่า การนำสิทธิจากโครงการไปแลกเงินสด เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์โครงการและผิดกฎหมาย มีบทลงโทษทั้งผู้รับแลกและผู้ใช้ ความผิดฐาน ฉ้อโกง เป็นการเจตนาหลอกลวงผู้อื่น ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341

ขู่ตัดสิทธิ์ทันที-เอาเงินคืนรัฐ

“รัฐบาลสั่งการให้ติดตามตรวจสอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างใกล้ชิด หากพบทำความผิดจริงจะระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านดังกล่าว พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้ารับสิทธิ์อื่นๆ ในโครงการของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนรัฐ นอกจากนี้ ผู้ที่โพสข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด จะถูกส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ” น.ส.พลอยทะเล ระบุ

เปิดสายด่วน1569รับแจ้งเบาะเส

ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1569 กระทรวงการคลัง โทร 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1559 ตลอด 24 ชั่วโมง

ปชป.ได้ทีแซะแรงกู้มาแจก

ทางด้านนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว มีข้อความว่า”กู้เงินมาแจก แล้วมาทวงบุญคุณว่าเป็นผลงาน แต่ไม่บอกว่านี้คือหนี้สินประเทศ ที่ลูกหลานเราในอนาคต ต้องรับผิดชอบ” โดยหลังจากข้อความถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆทั้งเห็นด้วยกับนายชัยชนะ และตำหนิว่า ยุคปชป.ก็เคยกู้มาแจกเหมือนกัน

ลูกชิ้นยืนกินคึกคักยอดขายพุ่ง

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ของรัฐบาล ปรากฏว่า ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า มีร้านลูกชิ้นยืนกิน ที่เป็นอาหารอัตลักษณ์เด่นของ จ.บุรีรัมย์ ตั้งแผงเรียงรายอยู่กว่า 10 ร้านค้า ล้วนได้มีการติดตั้งป้ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40

พบว่าได้มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งในและต่างจังหวัด ที่ส่วนใหญ่จะเลือกใช้บริการผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสทยอยเดินทางเข้ามาเลือกซื้อลูกชิ้นยืนกิน เพื่อนำไปเป็นของขวัญของฝาก และนำไปรับประทานที่บ้าน รวมถึงยืนกินหน้าร้านกันอย่างคึกคัก โดยรายได้เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 60-90 % ต่อวัน อีกทั้ง พ่อค้าแม่ค้าต่างเรียกร้องให้รัฐบาล จัดให้มีโครงการช่วยเหลือประชาชน ในลักษณะแบบนี้อีก

ชาวบ้านถูกใจช่วยแบ่งเบาภาระ

นายสาธิต หนองภักดี อายุ 43 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด ที่เดินทางมาเที่ยวบุรีรัมย์ในช่วงวันหยุด และกำลังเดินทางกลับ จ.ร้อยเอ็ด บอกว่า ตั้งใจจะซื้อลูกชิ้นยืนกินของดีบุรีรัมย์นำไปฝากแม่ยายที่ร้อยเอ็ด โดยใช้จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งในตอนแรกก็รู้สึกงงว่าจะใช้อย่างไร เนื่องจากตนเพิ่งได้ใช้เป็นครั้งแรก พอกดสแกนจ่ายค่าลูกชิ้น 90 บาท เท่ากับว่ารัฐจ่ายให้ 50 กว่าบาท และตัวเราเองจ่ายเพียง 36 กว่าบาท ก็ถือว่าเป็นโครงการที่ดี สามารถช่วยเหลือและแบ่งเขาภาระของประชาชนได้เป็นอย่างดี

แม่ค้าปลื้มยอดขายกระฉูด60%

ด้าน น.ส.ศิริพร วัฒนะ อายุ 37 ปี ร้านป้าแหว๋ว ลูกชิ้นยืนกินสถานีรถไฟบุรีรัมย์ บอกว่า ภายหลังเริ่มเปิดใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ทำให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้นกว่า 60% จากห้วงปกติที่ค่อนข้างเงียบเหงาในช่วงนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เนื่องจากประชนกล้าที่จะออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น แต่ก็จะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง สำหรับลูกค้าบางรายที่ยังไม่ได้เติมเงินเข้าในระบบวอลเลต รวมถึงเกี่ยวกับปัญหาที่ตั้ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้ใช้สิทธิ์ในพื้นที่ต่างจังหวัดมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ยากเพียงเปิดปิดระบบที่ตั้ง จีพีเอส.ใหม่ก็สามารถใช้ได้ตามปกติ

ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

ขณะที่ น.ส.ญานิศา วิชัยรัมย์ อายุ 19 ปี ร้านลูกชิ้นยายภา ลูกชิ้นยืนกินสถานีรถไฟบุรีรัมย์ บอกว่า หลังจากเริ่มมีการใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะร้านลูกชิ้นยืนกินได้มากถึง 80-90% ต่อวัน จากวันปกติ เนื่องจากพบว่ามีประชาชน สนใจมาเลือกซื้อลูกชิ้นกันเพิ่มมากขึ้น ส่วนอัตราการขายลูกชิ้นทุกร้านยังคงขายในราคาเท่าเดิมคือ ลูกชิ้นที่ทอดแล้วไม้ละ 5 บาท และที่สำหรับนำกลับบ้านไปทอดเอง ก็จะมีเป็นชุดๆละ 60 บาท กับชุดละ 100 บาท

‘ชัชชาติ’โต้ซื้อขายเก้าอี้ ท้ายื่นปปช. ยืนยันไม่มี‘ระบบอากง’ ปชป.เปิดเวที17-18มิ.ย.

'ชัชชาติ'โต้ซื้อขายเก้าอี้ ท้ายื่นปปช. ยืนยันไม่มี‘ระบบอากง’ ปชป.เปิดเวที17-18มิ.ย.

‘ชัชชาติ’โต้ซื้อขายเก้าอี้ ท้ายื่นปปช. ยืนยันไม่มี‘ระบบอากง’ ปชป.เปิดเวที17-18มิ.ย.

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชัชชาติ’โต้ซื้อขายเก้าอี้ ท้ายื่นปปช. ยืนยันไม่มี‘ระบบอากง’ ปชป.เปิดเวที17-18มิ.ย.

ศึกชิงผู้ว่าฯกทม.เริ่มเดือด “ชัชชาติ”ออกโรงโต้กลับสส.พรรคเศรษฐกิจ ขู่แฉซื้อขายตำแหน่งผอ.เขต ท้าถ้ามีหลักฐานยื่นป.ป.ช.ได้เลย พร้อมยืนยันไม่มีระบบอากง ด้าน“อนุชา-อภิสิทธิ์”ลุยหาเสียงซอยลือชา ชูพัฒนาทางเท้า-เพิ่มพื้นที่สาธารณประโยชน์ คาดเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ 17-18 มิ.ย.นี้ ขณะที่เพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอยแก้ส่วย

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่สยามสแควร์ เขตปทุมวัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 9 เปิดตัวป้ายหาเสียงแบบใหม่ ติดหน้าประตูลิฟต์ พร้อมโชว์ไอเดียป้ายหาเสียง ผลงานศิลปะบนจอ LED บิลบอร์ด ประเดิมสัปดาห์แรกผลงาน 3D Art จากศิลปินดัง เจ้าของเพจ Uninspired by Current Event

‘ชัชชาติ’เปิดป้ายหาเสียงแบบใหม่

นายชัชชาติกล่าวถึงแนวคิดป้ายศิลปะว่า เกิดจากคำถามที่ว่าทำไมป้ายหาเสียงจะต้องน่าเบื่อและรกรุงรัง จึงเป็นไอเดียในการเปลี่ยนป้ายหาเสียงให้เป็นผลงานศิลปะโดยให้เมืองเป็นเสมือนแกลเลอร่ีจัดแสดงผลงานศิลปะที่เชื่อมโยงกับนโยบายของตน แทนที่จะมีเพียงภาพใบหน้าและหมายเลขผู้สมัคร

“ถ้าเราดูแต่ละผลงานที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นมา จะเห็นว่ามีการแฝงนโยบายของเราทั้ง 250+ นโยบายเข้าไปด้วย มีครบถ้วนทั้งเรื่องขยะ หมาแมว การศึกษา การปลูกต้นไม้ และลานกีฬา ผมเชื่อว่าป้ายศิลปะเหล่านี้สามารถสื่อสารนโยบายได้ดีกว่าป้ายธรรมดาเสียอีก เพราะรูปเดียวสามารถสะท้อนได้หลายสิบนโยบาย อีกทั้งยังทำให้เมืองมีสีสันและสวยงามมากขึ้น” นายชัชชาติ ย้ำ

ลั่นร่างเดิมแต่ความคิดใหม่ทุกนาที

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า สำหรับการเช่าพื้นที่จอ LED บิลบอร์ดขนาดใหญ่นั้น ใช้งบประมาณน้อยมาก เป็นการเช่าเวลาเพียงรอบละ 15 วินาที หมุนเวียนกันไป โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ในกรอบที่กำหนดและได้รายงานต่อ กกต.อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนการใช้ผลงานศิลปะแทนภาพใบหน้าจะทำให้คนกรุงเทพฯ จดจำผู้สมัครได้น้อยลงหรือไม่นายชัชชาติบอกว่าไม่กังวล เพราะเป้าหมายหลักคือการทำให้เมืองมีความสวยงามและรื่นรมย์

“มีคนบอกว่าผู้ว่าฯคนเดิมก็จะได้ของเดิมๆ ผมบอกเลยว่าไม่ใช่ ร่างกายอาจจะเป็นของเดิมที่เก่าลงไปทุกวินาที แต่จิตใจและความคิดเราใหม่ขึ้นทุกวินาที นี่คือหัวใจในการบริหารที่จะต้องมีสิ่งใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงออก ส่วนเรื่องการจดจำหมายเลข เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ทราบอยู่แล้ว แต่สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่ได้
ออกมานอกบ้านบ่อยนัก เราก็ยังมีป้ายหาเสียงรูปแบบปกติเสริมในพื้นที่ชุมชน”

ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า นอกจากจอLEDแล้วยังมีการใช้พื้นที่หน้าประตูลิฟต์เพื่อสื่อสารแนวคิดการทำงาน ผ่านข้อความ“เอ้า…เปิด!”ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากตอนที่ไปพิธีเปิดสะพานถนนพรานนก-พุทธมณฑลตัดใหม่ เพื่อสื่อถึงรูปแบบการทำงานในอนาคตของ กทม.ที่ต้องลดพิธีรีตองเยิ่นเย้อ ยึดประโยชน์ที่ประชาชนต้องได้รับเป็นที่ตั้งและใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ แคมเปญนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบาย“City as Canvas”ที่ต้องการเปิดพื้นที่สาธารณะในเมือง เช่น สถานี BRT,ศาลารอรถเมล์, สะพานลอย หรือ Street Furniture ให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้สร้างสรรค์ผลงาน โดยในอนาคตกทม.จะมีโครงการOpen Call เปิดรับศิลปิน นักออกแบบและนักศึกษา เข้ามาร่วมออกแบบเมืองโดย กทม. จะสนับสนุนด้านการผลิต การติดตั้ง และการดูแลความปลอดภัย

‘ชัชชาติ’สวน‘คริส’ท้ายื่นปปช.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่ากทม.ในฐานะอดีตผู้ว่ากทม.กล่าวถึงกรณีที่นายคริส โปตระนันทน์ พรรคเศรษฐกิจเตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่ามีการซื้อขายตำแหน่งระดับผู้อำนวยการเขต(ผอ.เขต) สูงถึง 4 ล้านบาทนั้นว่าไม่กังวลต่อการแถลงข่าวที่จะมีขึ้น โดยขอให้นายคริสนำหลักฐานมาเปิดเผยให้เกิดความชัดเจน และมองว่า ตนเองก็คุ้นเคยกับทีมงานนี้เป็นอย่างดี และที่ผ่านมาในสภากทม. ก็มีการพูดคุยกับสมาชิกบางคนตลอด ถึงขั้นเคยชวนตนเองไปร่วมทำทีมด้วยกัน

“เอาเลยเอาเลย แจ้งมาเลย แต่พูดก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเองนะ ถ้ามีหลักฐานจริง ผมไม่รอดมาถึงปัจจุบันนี้หรอก ถ้าเกิดมีข้อมูลชัดเจน ก็ขอให้ไปแจ้งป.ป.ช.เลย อย่ามาแต่พูดอย่างเดียว”

ข้องใจ‘ทำไมเพิ่งพูดช่วงเลือกตั้ง’

นายชัชชาติ ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการออกมาเปิดประเด็นในช่วงเวลานี้โดยเห็นว่า ถ้ามีข้อมูลจริงๆ ก็ไม่ต้องมาพูดตอนนี้ ควรพูดตั้งแต่สมัยที่ทำงาน เพราะช่วงที่ทำงานอยู่ในสภากทม. ก็พูดคุยกันตลอด ดังนั้น การออกมาพูดในช่วงเวลานี้ อาจจะมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงหรือเปล่า

“เรื่องซื้อขายตำแหน่ง เราไม่ทำอยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นจุดแห่งความหายนะเลย ถ้ามีคนที่ไปรับเงิน ไปแอบอ้างชื่อผม ถ้ามีก็บอกชื่อมาเลย จะได้ไปจัดการให้ถูกต้อง”

ชี้มั่นใจแจ้งความจับ-ปัดระบบอากง

นายชัชชาติ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าตนเองตั้งทีมงานที่ทุจริต ที่ซื้อขายตำแหน่งมาอยู่ในทีม จะได้ผลงานที่ดีได้อย่างไร เพราะต้องไม่ลืมว่า เจ้านายของเรา คือประชาชน

“ถ้าเกิดพวกนี้เข้ามาทุจริต มันก็ต้องไปทุจริตต่อ สุดท้ายนโยบาย เราก็ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างแน่นอน มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะทำ อนาคตเรา มันไม่ใช่มีแค่นี้ อนาคตเราอีกตั้งไกล ถ้าคุณคริสมั่นใจ ผมว่าก็แถลงมา แล้วก็ไปแจ้งความจับเลย”

ส่วนข้อกล่าวอ้างเรื่องระบบอากงว่าอยู่เบื้องหลังการโยกย้ายไม่เป็นธรรมนั้นนายชัชชาติ ยืนยันว่า ไม่มี ซึ่งคำว่าระบบอากง เป็นคำที่ตั้งขึ้นมาเอง และบุคคลที่นายคริสกล่าวอ้างถึงก็เพิ่งจะพูดคุยกับสมาชิกของพรรคเศรษฐกิจ และที่ผ่านมา ก็คุยกันตลอด ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอใกล้จะเลือกตั้งจึงเกิดมีปัญหาขึ้นมา

ยินดีถูกตรวจสอบ-ใครพูดรับผิดชอบ

นายชัชชาติย้ำถึงนโยบายเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายว่าต้องการเน้นคนที่เก่งที่มีความสามารถ ซึ่งผลงานของกทม. ที่สะท้อนออกมา ก็คือผลงานของทีมงาน และของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้ง

“ผมยินดี พร้อมยอมรับการตรวจสอบทุกอย่าง ไม่มีปัญหา แต่ผมก็อยากเตือนผู้ที่ร้องว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการเลือกตั้ง การให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับผู้สมัครมีผลความผิดทางอาญา เพราะฉะนั้นใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งผมก็ให้ทีมกฎหมายคอยดูอยู่ตลอด” นายชัชชาติกล่าว

ปัดไม่เคยตั้ง‘สุรพล’นั่งปธ.บอร์ดKT

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังชี้แจงข้อเท็จจริงหลังมีกระแสอ้างว่าเป็นผู้แต่งตั้งศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT.)ว่าตนไม่เคยแต่งตั้งและไม่เคยตั้งอาจารย์สุรพลเป็นตำแหน่งอะไรเลย มีเพียงการแต่งตั้งอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธานบอร์ด KTเพราะท่านเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพ เช่นเดียวกับตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชของอาจารย์สุรพลก็เป็นการแต่งตั้งในสมัยอื่นก่อนที่ตนเองจะเข้ามาบริหารงาน

‘อนุชา-อภิสิทธิ์’หาเสียงซอยลือชา

เวลา 07.00 น.ที่ซอยพหลโยธิน 1(ซอยลือชา) เขตพญาไท นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคและนายอนุชาญ กวางทอง ผู้สมัคร ส.ก. เขตพญาไท เบอร์ 7 ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนในพื้นที่

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นายอนุชาเดินทักทายพี่น้องประชาชน พ่อค้าแม่ค้าวินมอเตอร์ไซค์ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ขอถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง ซึ่งนายอนุชาและผู้บริหารพรรคร่วมกันใส่บาตรพระขอพรในพื้นที่อีกด้วย

ย้ำเตรียมจัดปราศรัยใหญ่17-18มิ ย

โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลตอบรับดีขึ้นโดยลำดับ แม้ตอนแรกอาจจะไม่มาก แต่ตอนนี้หลังจากลงพื้นที่ทำให้การรับรู้และการตอบรับดีขึ้น แต่เราต้องทำกันอย่างหนัก เบื้องต้นวันที่ 17 มิ.ย. หรือ 18 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ เราจะมีการปราศรัยใหญ่เพื่อนำเสนอนโยบายต่างๆ ให้ครบถ้วนและเก็บเกี่ยวประเด็นของการลงพื้นที่เพื่อถ่ายทอดให้พี่น้องประชาชนรับทราบ

“เรายืนยันว่ากรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้ เพราะ5เรื่องหลักที่คุณอนุชา นำเสนอเป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนต้องการ แต่การแก้ไขสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยคนที่มีทักษะการบริหารความสามารถในการบริหารงานและมีประสบการณ์ทางการเมืองด้วย”นายอภิสิทธิ์กล่าว

ชูเพิ่มพื้นที่สาธารณะประโยชน์

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายหนึ่งที่เราต้องการผลักดันคือการใช้พื้นที่เพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุดและกทม.ต้องทราบอยู่แล้วทำให้เราสามารถนำมาวางแผน และนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์สูงสุด ในอดีตภาษีที่ดินยังไม่เก็บภาษีเต็มที่ เจ้าของที่ดินใช้ประโยชน์ทำการเกษตรเพื่อไม่ให้เสียภาษีอัตราที่สูงแต่ ในมุมมองของเราพื้นที่เหล่านั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์สาธารณะได้และกทม.สามารถจูงใจในเรื่องของการลดภาษีได้ ซึ่งสามารถนำมาเป็นพื้นที่ของศิลปะและเกี่ยวข้องกับสวนสาธารณะ

ลั่นลุยแก้ปัญหาพัฒนาทางเท้า

ด้านนายอนุชากล่าวว่าในพื้นที่เขตพญาไท ปัญหาแรกคือทางเท้าซอยค่อนข้างที่จะแคบเรื่องของมอเตอร์ไซค์รถยนต์สัญจรปกติอยู่แล้วส่วนคนเดินฟุตบาทยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เมื่อถามชาวบ้านบอกว่าใช้เวลาเป็นปีก็ยังไม่เสร็จเราต้องเข้ามาเพื่อให้ทุกท่านมีความมั่นใจหากเรามีโอกาสได้ทำงาน ถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ปล่อยให้ปัญหาเกิดเราขึ้นจะนำเรื่องไปพูดคุยในสภากทม.และพูดคุยกับผู้ว่าฯกทม.โดยตรงทำให้การแก้ไขปัญหารวดเร็วขึ้น

“จากที่เดินพบปะประชาชนให้การตอบรับเราเป็นอย่างดี การที่ประชาธิปัตย์ส่งทั้งผู้ว่าฯและส.ก.ทุกเขตและมีผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ด้วย เริ่มมั่นใจว่าสิ่งที่ได้รับไม่ใช่แค่เพียงส.ก.รับทราบปัญหาแล้วไปทำอะไรต่อไม่ได้ แต่เราในทุกระดับสามารถนำไปต่อยอดและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นด้วย” นายอนุชา กล่าว

ขึ้นรถแห่หาเสียงซอยอารีย์

ต่อมานายอนุชา พร้อมด้วยผู้บริหารพรรคได้ขึ้นรถแห่หาเสียงขอคะแนนบนถนนพหลโยธินและมาเดินหาเสียงต่อที่ซอยอารีย์ โดยมีพ่อค้าแม่ ประชาชนให้การต้อนรับคึกคัก

จากนั้น นายอนุชาและผู้บริหารได้เดินทางต่อมายังพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569 ณ ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ณ ลานหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘ดร.โจ’นำหาเสียงลุยซอยราม53

วันเดียวกัน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย อธิการ ถิรวิริยพล ผู้สมัคร ส.ก.เขตวังทองหลาง เบอร์ 2 พรรคประชาชน ลงพื้นที่ซอยรามคำแหง 53 เขตวังทองหลาง เพื่อหาเสียงและนำเสนอนโยบาย ค้าขายง่าย ให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยนายชัยวัฒน์กล่าวว่าตนได้ลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อรับฟังปัญหาการสัญจรทั้งทางถนนและทางเท้าของประชาชน รวมถึงปัญหาการค้าขายในพื้นที่ โดยพบว่าการใช้พื้นที่สาธารณะภายในซอยรามคำแหง 53 มีปัญหาสำคัญได้แก่รถจอดกีดขวางการจราจร และการตั้งหาบเร่แผงลอยริมถนนซึ่งส่งผลกระทบต่อการสัญจรทั้งบนถนนและทางเท้าของประชาชนในพื้นที่

เพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอยแก้ส่วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยบนทางเท้าเพื่อคืนพื้นที่ให้แก่ประชาชนซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการสัญจรให้กับคนกรุงเทพฯ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ค้าจำนวนหนึ่งยังต้องการพื้นที่จำหน่ายสินค้าในบริเวณที่ไม่ใช่จุดผ่อนผัน จึงเกิดการลักลอบค้าขาย และนำไปสู่ปัญหาระบบส่วย พรรคประชาชนจึงตั้งใจออกแบบนโยบายที่สร้างจุดสมดุลระหว่างผู้สัญจรและผู้ค้าขาย เพื่อให้นโยบายที่ออกมาตอบโจทย์คนกรุงเทพฯทุกกลุ่ม นโยบายการเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย เพื่อให้คนกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงอาหารราคาถูกได้ง่ายขึ้น โดยกรุงเทพมหานครจะสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ริมทางรถไฟ พื้นที่เอกชนที่เจ้าของยินยอมเข้าร่วมโครงการ หรืออาคารและตึกแถวที่ถูกปล่อยร้าง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่ค้าขายและฟื้นฟูเศรษฐกิจในย่านต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังเสนอการใช้มาตรการจูงใจภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือการให้สิทธิประโยชน์ด้านผังเมือง เพื่อสนับสนุนการจัดตั้ง Food Court ราคาย่อมเยาในย่านต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ให้เพิ่มมากขึ้น

ภท.มีมติถอนชื่อหนุนร่างรธน.พท.หวั่นขัดรธน.

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังจากการประชุมพรรคภูมิใจไทย ว่าในที่ประชุมได้พูดคุยกันเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยมีมติว่า สมาชิกพรรค ภูมิใจไทยที่ไปร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคร่วมรัฐบาล คือร่างของพรรคเพื่อไทยนั้น เรามีความจำเป็นจะต้องทำเรื่องถอนการลงชื่อ สืบเนื่องจากเกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นายกฯ-ภริยา นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ พระราชินี

นายกฯ-ภริยา นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ พระราชินี

นายกฯ-ภริยา นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ พระราชินี

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.44 น.

นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 20.00 น. ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 โดยมีประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญพร้อมคู่สมรส คณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงพิธีท้องสนามหลวง ขึ้นสู่เวที นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ทำวันทยหัตถ์หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แล้ววางพานพุ่มทอง พานพุ่มเงิน จากนั้นนายกรัฐมนตรีถวายธูปเทียนแพ จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวนำถวายพระพรชัยมงคลหน้าพระฉายาลักษณ์ฯ ความว่า

“เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าทั้งที่ได้มาพร้อมกันอยู่ ณ บริเวณมณฑลพิธีแห่งนี้ และที่อยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ตลอดจนทั่วโลก มีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยพร้อมเพรียงกัน ในวันนี้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ ด้วยพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์มีความสุขสวัสดิ์ ทรงสืบสานพระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งด้านการสาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์ และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ราษฎรสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินเพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการในพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยทรงตระหนักถึงประโยชน์สุขของราษฎรทั้งมวล นอกจากนี้ ยังทรงส่งเสริมผ้าไทยและหัตถศิลป์พื้นถิ่น ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยอันวิจิตรในโอกาสต่างๆ อันเป็นการเชิดชูภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศ น้ำพระราชหฤทัยและพระราชจริยวัตรอันงดงามยิ่งนี้ ได้ส่งเสริมพระเกียรติคุณแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้เป็นที่ประจักษ์แก่อาณาประชาราษฎร์โดยทั่วกัน

ในศุภวาระอันเป็นมหามงคลนี้ ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระราชานุญาตนำพสกนิกรทั้งหลายถวายพระพรชัยมงคล ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ด้วยความจงรักภักดี ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญพร้อมจตุรพิธพรชัย พระเกียรติคุณเกริกไกรแผ่ไพศาล ทรงพระเกษมสำราญ สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนาน เทอญ” 

จากนั้น ดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกรัฐมนตรี และภริยา รับมอบโคมเทียนและร่วมร้องเพลงสดุดีจอมราชา ต่อจากนั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวนำว่า “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี
 

สีหศักดิ์ ร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD MCM ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส

สีหศักดิ์ ร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD MCM ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส

สีหศักดิ์ ร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD MCM ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.36 น.

“สีหศักดิ์” ร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD MCM ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส 

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระดับรัฐมนตรี (Organisation for Economic Co-operation and Development Ministerial Council Meeting: OECD MCM) ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity” 

การประชุมครั้งนี้มุ่งหารือแนวทางการกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาระบบการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 

การเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ของไทย เป็นโอกาสในการหารือและแลกเปลี่ยนในประเด็นระดับโลก ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ OECD ประเทศสมาชิก และหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2571 
 

ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย หวั่นเนื้อหาขัดคำวินิจฉัยศาล รธน.

ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย หวั่นเนื้อหาขัดคำวินิจฉัยศาล รธน.

ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย หวั่นเนื้อหาขัดคำวินิจฉัยศาล รธน.

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.17 น.

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย  น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังจากการประชุมพรรคภูมิใจไทย ว่าในที่ประชุมได้พูดคุยกันเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยมีมติว่า สมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ไปร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคร่วมรัฐบาล คือร่างของพรรคเพื่อไทยนั้น เรามีความจำเป็นจะต้องทำเรื่องถอนการลงชื่อ สืบเนื่องจากเกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

แนวหน้าวาทะเด็ด : 4 มิถุนายน 2569

แนวหน้าวาทะเด็ด : 4 มิถุนายน 2569

แนวหน้าวาทะเด็ด : 4 มิถุนายน 2569

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.59 น.


“ประเทศไทยจะไม่แข่งขันกันด้วยวาทกรรม แต่จะยึดข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเป็นหลัก เพราะความไว้วางใจเกิดจากการกระทำ ไม่ใช่เพียงถ้อยคำ”
                                                       พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี
                                         ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ’ องมนตรี เป็น กรรมการพระคลังข้างที่

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ' องมนตรี  เป็น กรรมการพระคลังข้างที่

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ’ องมนตรี เป็น กรรมการพระคลังข้างที่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งสำนักงานพระคลังข้างที่ ที่ 35/2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการพระคลังข้างที่

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรี เป็น กรรมการพระคลังข้างที่

สั่ง ณ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล

ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่

‘อนุชา’บุกชุมชนวัดมะกอก ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

‘อนุชา’บุกชุมชนวัดมะกอก ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

‘อนุชา’บุกชุมชนวัดมะกอก ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

‘อนุชา’ ลุยหาเสียงชุมชนวัดมะกอกบอก กระแสดีวันดีคืน ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่สวนพญาไทภิรมย์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอนุชาญ กวางทอง ผู้สมัคร ส.ก. เขตพญาไท เบอร์ 7 ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชน ชุมชนวัดมะกอก บริเวณใต้ทางด่วน โดยเดินหาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน ร้านค้า ขอคะแนน ซึ่งระหว่างเดินนายอนุชา ได้พบกับกองขยะที่อยู่ริมถนนและในชุมชน 

โดยนายอนุชา กล่าวว่า หนึ่งนโยบายที่เราทำคือเรื่องความสะอาด หนึ่งในนั้นคือเรื่องขยะ การจัดเก็บเป็นสิ่งที่สำคัญ การเอามาวางไว้ถนนใจกลางเมืองแบบนี้ เราน่าจะหาการเก็บได้ดีกว่านี้ เพราะเวลาเดินผ่านสิ่งแรกที่เห็นคือเรื่องทัศนียภาพความสวยงามส่วนที่สอง คือ เรื่องของกลิ่น เพราะหากทิ้งไว้ค้างคืนหรือฝนตกลงมา น้ำก็ไหลลงท่อระบายน้ำ ทำให้เกิดกลิ่น ต้องหาภาชนะหรือถังมีฝาปิด ให้กลิ่นหรือน้ำเอาไปข้างใน

นายอนุชา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการจัดเก็บขยะการนำขยะเหล่านี้ไปเผา เพื่อเป็นพลังงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการฝังกลบและในอนาคตพยายามให้คนแยกขยะ ต้องสามารถที่จะทำได้โดยการสร้างแรงจูงใจ โดยการลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เมื่อแยกขยะแล้วจัดเก็บให้มากขึ้นบ่อยขึ้น และพูดให้ชัดว่าแต่ละวันจะจัดเก็บขยะอะไร เรื่องของขยะสามารถทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากนั้น นายอนุชา ได้ขึ้นรถแห่หาเสียงต่อไปยังชุมชนอุทัยรัตน์ ในซอยประดิพัทธ์ 15 เดินหาเสียงแบบเคาะประตู ขอคะแนนให้เลือกผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งผู้ว่าฯและส.ก. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ลงพื้นที่ทำให้เห็นว่าจะมีต้องปรับปรุงบางส่วน เวลาลงชุมชนเห็นเรื่องความสะอาด เพราะเมื่อฝนตกมีน้ำท่วม ไม่สามารถที่จะระบายได้ เป็นประเด็นปัญหาที่เราคิดว่าต้องแก้ไขและมีพี่น้องประชาชนร้องเรียนด้วย บางที่ไม่ใช่แค่ 1-2 วัน และเมื่ออุดตันทำให้น้ำเสีย เรื่องความสะอาด เรื่องของขยะเราไม่ได้เก็บไว้อยู่ในถัง แต่เอามาวางทิ้งไว้ริมทาง ทำให้เกิดกลิ่น น้ำเสีย ทำให้เกิดเชื้อโรคต่างๆ 

ส่วนเรื่องของเศรษฐกิจ เราลงพื้นที่ได้เห็นพื้นที่จำนวนมาก กรุงเทพฯจะมาช่วยเสริมให้เป็นพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ให้ช่วยขายของ อย่างเขตพญาไท ก็จะมีที่ว่างที่ไม่ใช้ประโยชน์ แต่ค่อนข้างที่จะทรุดโทรมและมืดอันตราย สิ่งที่ประชาธิปัตย์นำเสนอคือการนำที่ว่างเปล่ามาทำให้เกิดประโยชน์ แม้กทม.จะไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ก็ต้องมีการเจรจากันกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ ส่วนพื้นที่ใต้ทางด่วนสามารถนำมาเป็นลานกีฬาได้

นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องการเดินทางของประชาชน การเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้า ค่อนข้างไกล เดินทางลำบาก ต้องไปวินมอเตอร์ไซค์บางครั้งฝนตกก็ลำบาก เราคงต้องบริหารจัดการในเรื่องของเส้นทางที่เป็นเส้นเลือดฝอย นำพี่น้องจากหมู่บ้านซอยเล็กๆไปสู่ขนส่งสาธารณะเพื่อที่จะสามารถจอดรถ และมอเตอร์ไซค์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ

“ส่วนกระแสการตอบรับในตัวผม ของพี่น้องประชาชนในกทม. เรียกว่าดีวันดีคืน ผมยังไม่เข้าไปแนะนำตัว เขาก็ให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่นเดินเข้ามาก็จำได้แล้วว่าผู้สมัครมาจากพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์อะไร นโยบายของเรามีอะไร แบะประชาชนเห็นด้วยในเรื่องที่เราเสนอนโยบาย ทั้ง 5 เพราะตรงใจและพร้อมยินดีที่จะสนับสนุนและจะไปบอกเพื่อน บอกญาติ ว่าให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าผู้ว่าฯและส.ก.ประชาธิปัตย์ เข้าไปทำงาน เดินหน้าทำงานทันที” นายอนุชา กล่าว 

อนุทิน ขอ ปชช. อย่ากังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เมิน กังฟู แฉบ่อนโยงนักการเมือง

อนุทิน ขอ ปชช. อย่ากังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร  เมิน กังฟู แฉบ่อนโยงนักการเมือง

อนุทิน ขอ ปชช. อย่ากังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เมิน กังฟู แฉบ่อนโยงนักการเมือง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.57 น.

นายกฯ ขอ ปชช.ไม่ต้องกังวล เหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เย้ย “กังฟู” แฉบ่อนเอี่ยวนักการเมือง เรื่องมั่นคงของจริงไม่มีใครไลฟ์บอกน่าส่งไปศรีธัญญา 

เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ที่เกิดเหตุยั่วยุกันเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ยังควบคุมได้ไม่มีอะไรต้องกังวลใช่หรือไม่ว่า ประชาชนยังสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ ทั้งฝ่ายความมั่นคงและกองทัพยืนยันว่า จะดูแลแนวเขตของประเทศไทยอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องของการเจรจาอะไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระทรวงการต่างประเทศ เราไม่มีความเดือดร้อนอะไร เรายังไม่มีการเจรจาเรื่องเขตแดน จากการที่เราได้มีการยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไป ขอให้เชื่อว่ารัฐบาลได้ไตร่ตรอง หารือ และประเมินสถานการณ์แล้ว การตัดสินใจของรัฐบาลอยู่บนพื้นฐานที่จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็ง มีประโยชน์ และไม่ก่อความเดือดร้อนใดๆ ให้กับคนในประเทศของเรา 

เมื่อถามย้ำว่า กรณีเกิดเหตุการณ์ยั่วยุในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างนี้ทุกวันเขาถึงเรียกว่าการยั่วยุ มันเป็นองค์ประกอบของการที่เรายังไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีได้ เราต้องมีความอดทน เราเหนือกว่า เราต้องนิ่ง เราต้องอดทนให้ดีกว่า ก็ต้องขอชมเชยพี่น้องทหารที่ใช้ความอดทนอย่างเต็มที่ต่อการยั่วยุ เราไม่เคยเป็นฝ่ายยั่วยุ เราเป็นฝ่ายที่นิ่งต่อสถานการณ์ก็ทําให้ประเทศของเรา มีความเข้มแข็งเป็นที่ยําเกรง 

เมื่อถามว่า ประชาชนในพื้นที่มีความกังวลกับเรื่องนี้พอสมควร นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องกังวล ทุกอย่างในวันนี้เมื่อเทียบกับเมื่อปีที่แล้วช่วงเดือนเดียวกัน ตนว่าปัญหาห่างกันเยอะ วันนี้ความสงบเกิดขึ้น แนวชายแดนมีความสงบถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ถือว่าคําถามนี้ไม่สะท้อนกับความเป็นจริง 

เมื่อถามย้ําว่า ประชาชนตามแนวชายแดนจะมั่นใจได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่เราลงนามในข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 68 ก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่จะต้องวิตกกังวลใดๆ 

เมื่อถามอีกว่า ก่อนการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 68 นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีกาสิโน ที่ช่องสะงำเกี่ยวข้องกับนักการเมืองไทย นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก จะไปฟังทุกคนอย่างนี้ไม่ได้ รัฐบาลก็มีการข่าวของรัฐบาล มีแผนป้องกันแนวชายแดน ป้องกันประเทศของรัฐบาล กองทัพก็มีความเข้มแข็ง อาวุธยุทโธปกรณ์ไม่มีขาดตกบกพร่อง ไม่มีคําว่าแสนยานุภาพลดด้อยถอยลง รัฐบาลดูแค่นี้ เรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องยิบย่อยที่กุกันขึ้นมา ตราบใดที่ยังไม่เกิดขึ้นในดินแดนของเราใครจะไปเดือดร้อน สิ่งที่เขาทําอยู่ฝั่งนั้น พวกสแกมเมอร์กองทัพของเราก็จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ผู้ที่เดือดร้อนก็ถูกส่งกลับ ผู้ที่กระทําความผิดก็ถูกดําเนินคดี ถูกยึดทรัพย์มากมายตั้ง 3-4 หมื่นล้านบาทซึ่งเกิดภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ท่ามกลางคําว่าไม่มีผลงาน ท่ามกลางคําว่าไม่ได้ทําอะไร ถ้าไปฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ไม่ต้องทํางานกันพอดี 

เมื่อถามว่า จะต้องมีการตรวจสอบผู้ที่ออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะมีการระบุว่าเกี่ยวข้องกับนักการเมือง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องตรวจสอบ เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยข่าวกรอง ซึ่งเขามีศักยภาพดีกว่าคนที่ออกมาไลฟ์สด  ของจริงเขาไม่ไลฟ์สดกันหรอก เรื่องความมั่นคงไม่มีใครเขาออกมาพูด คนที่ออกมาพูด ออกมาไลฟ์ มาปั่นป่วนต่างๆ พวกนี้ที่จริงก็เป็นภัยสังคม 

เมื่อถามว่า เหมือนว่าเป็นการเรียกยอดไลฟ์ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่รู้เขา” พร้อมหัวเราะ ก่อนกล่าวต่อว่า ” ต้องส่งไปแถวโรงพยาบาลศรีธัญญา “