อภิสิทธิ์ อวยพร อนุทิน ตั้งหลักแก้ปัญหาชาติ ย้ำอย่าลอยแพประชาชน

อภิสิทธิ์ อวยพร อนุทิน ตั้งหลักแก้ปัญหาชาติ ย้ำอย่าลอยแพประชาชน

อภิสิทธิ์ อวยพร อนุทิน ตั้งหลักแก้ปัญหาชาติ ย้ำอย่าลอยแพประชาชน

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.57 น.

“อภิสิทธิ์”อวยพร “อนุทิน” ให้ตั้งหลักแก้ปัญหาชาติให้สำเร็จ พร้อมยึดประโยชน์ชาติ อย่าลอยแพความรับผิดชอบประชาชน พร้อมขอให้เร่ง กม.โอนงบประมาณ เคาะมาตรการลดผลกระทบวิกฤติพลังงาน

15 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเที่ยงเจอกัน ช่อง Watch dog  หมาเฝ้าบ้าน ตอนหนึ่งโดยเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยเร่งทำความชัดเจนต่อมาตรการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤติพลังงาน โดยหลังจากพ้นเทศกาลสงกรานต์ ต้องเร่งทำเื่องร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 โดยรวบรวมเงินทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหา และลดผลกระทบกับประชาชน โดยต้องทำให้ชัดเจนว่าแนวทางของรัฐบาลคืออะไร เพราะขณะนี้มีความสับสนว่า รัฐบาลเล็งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า ช่วยเหลือรายได้สำหรับผู้มีรายได้น้อยทั่วไป หรือคิดกึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งการทำแต่ละเรื่องนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  

นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอบคำถามถึงวิธีแก้ปัญหาของนายกฯ ที่ใช้วิธีการสั่งงานให้แต่ละกระทรวงทำว่า เป็นพรสวรรค์ของนายกฯ เพราะนายกฯ อาจติดรูปแบบบริหารภาคเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำผลตอบแทนให้ได้กำไรสูงสุดเพื่อให้ให้เจ้าของผู้ถือหุ้นได้รับสิ่งที่คาดหวัง ดังนั้นการแบ่งงานแบ่งหน้าที่กันไปทำเพื่อเป้าหมายเดียว แต่การบริหารประเทศข้อแรกคือ คนในสังคมเป้าหมายไม่ตรงกัน หากพูดว่าต้องการให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ซึ่งต้องเลือกตามสถาการณ์ เพื่อเฉลี่ยปัญหาหรือวิธีการแก้ปัญหาใหคนกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มต้องรับภาระเพิ่ม

“การแก้ปัญหาภาครัฐ ผู้นำต้องสร้างความเสถียร เช่น ที่เถียงกันว่าการคุมราคาพลังงาน รมว.พลังงงาน หรือ รมว.พาณิชน์ ใครมีอำนาจ ต่อให้มี รมว.พลังงาน และรมว.พาณิชย์ที่ต่างคนต่างเก่ง อาจเห็นไม่ตรงกัน ตีความกฎหมายไม่ตรง คนที่ต้องสร้างความชัดเจน คือ นายกฯ  แต่นายกฯพูดเรื่องแบบนี้น้อยมาก รวมถึงการสื่อสารบอกประชาชนว่าแนวทางรัฐบาลไปทิศทางแบบใดน้อยมาก หรืออย่างวันแถลงนโยบาย นายกฯ ไม่ตอบในเนื้อหา แต่เลือกโต้เถียงฝ่ายมากมากกว่า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ดูเหมือนนายกฯ ลอยตัว แต่ประชาชนถูกลอยแพ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  ประชาชนต้องการได้ความชัดเจน และมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม โดยต้องมองเห็นแผนในอนาคต ส่วนนายกฯ มองว่าลอยตัวแปลว่าไม่รับผิดชอบนั้นเป็นไปไม่ได้ 

“ทุกอย่างสั่งการรวดเร็ว แปลว่างานเสร็จ แต่วันนี้ผลลัพท์คืออะไร ต้องไปถามความเป็นอยู่ของประชาชน หากรัฐบาลบอกว่าทำงานเสร็จแล้ว ทุกคนตกใจแน่นอน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมัน เช่น การอุดหนนุนกองทุนน้ำมัน หรือ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ขัดในส่วนของกรณีให้หนี้กองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ต้องบอกให้ชัดเจนกับผู้ใช้น้ำมันหากราคาน้ำมันโลกลดลง ต้องใช้น้ำมันแพงไปอีกระยะหนึ่ง โดยไม่โยนกลับมาเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล ส่วนกรณีการขยายเพดานหนี้ เกิน 70% ในสาระตนมองว่าสามารถเกินได้  เพราะตามหลักสากลไม่ได้ตายตัวขนาดนั้น แต่หากจะขยายต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่าไม่ใช่จะขยายไปเรื่อยๆ และต้องทำแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวให้เห็นว่าจะมีการลดได้อย่างไร เช่น แผนปฏิรูปภาษี เป็นต้น

เมื่อถามถึงการประเมินอายุของรัฐบาล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เสียงในสภาไม่น่าห่วง แต่หากรัฐบาลจะอยู่ไม่ครบเทอม สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดและไปไว คือ  การแสวงหาประโยชน์ การทุจริต มีเรื่องอื้อฉาวที่สังครับไม่ได้  ขณะที่การบริหารโดยรวมนั้นขึ้นอยู่ว่าบริหารเป็นอย่างไร เพราะความเดือดร้อนที่เกิดในปัจจุบันเป็นปัจจัยภายนอก  เช่น ภาวะสงคราม ซึ่งคนเข้าใจ ไม่ใช่ว่า เมื่อน้ำมันแพงคิดจะล้มรัฐบาล โดยประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ อีกประเด็นคือ เรื่องการเมือง ต้องยอมรับว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่คิดเอา กระทรวงมหาดไทย ตอนนี้ก็ยังเป็นรัฐบาลอยู่ ซึ่งตนเป็นห่วงข้อแรก เพราะยังมีคดีความที่ไม่จบ และมีคนจับตาว่า ความมั่นใจที่สร้างระบบที่คุมทุกลไกไดไ้ และยังมาซ้ำเติมคนอื่น 

“ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผมขอให้กำลังใจประชาชน และขออวยพรนายกฯ ให้ตั้งหลักในการเป็นผู้นำแก้ปัญหาประเทศ มาถึงวันนี้ทุกคนอยากให้รัฐบาลประสบความสำเร็จ โดยยึดมั่นประโยชน์ส่วนรวม ซื่อสัตย์ สุจริตและอุตสาห์  รวมถึงตั้งหลักทำเพื่อประชาชนและด้วยความทุ่มเท” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์ จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

อภิสิทธิ์ จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

อภิสิทธิ์ จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

“อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลรื้อโครงสร้างพลังงาน-งัด “ภาษีลาภลอย” จัดการโรงกลั่น แนะนายกฯ เลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

15 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลโดยเน้นย้ำถึงความล่าช้าในการรับมือวิกฤตพลังงานและของแพง พร้อมเสนอแนะให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นำกลไกภาษีลาภลอยมาใช้ และแนะให้นายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศที่ยึดติดกับรูปแบบเอกชนมากเกินไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงานล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันรวดเร็วโดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า และมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาวงเงินเพียง 2 พันล้านบาทก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการที่มีความจำเป็นน้อยมาจัดระบบช่วยเหลือประชาชนและลดภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ ในส่วนของค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลควรใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) หรือค่าธรรมเนียมพิเศษเฉพาะกิจเพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้ ดีกว่าการใช้กฎหมายบีบลดราคาหน้าโรงกลั่นที่อาจสร้างปัญหาสภาพคล่องจนเกิดการชะลอการผลิต

 “เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวน สูตรการรับซื้อไฟฟ้าที่ผูกติดกับราคาก๊าซในตลาดโลก ทำให้เอกชนได้รับส่วนต่างกำไรสูงขึ้นตามราคาก๊าซที่แพงขึ้น ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่ได้สูงตามนั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังหลีกเลี่ยงที่จะให้ความชัดเจน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ที่กระทบถึงระดับครัวเรือนและภาคการผลิตโดยตรง ไม่ใช่วิกฤตหนี้ต่างประเทศ

ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องระวังไม่ใช้เครื่องมือที่ไปทุบเศรษฐกิจให้ฟุบเพื่อหวังกดเงินเฟ้อ และควรเลิกยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหอย่าง “คนละครึ่ง” แต่ควรนำงบประมาณไปทำมาตรการ “พุ่งเป้า” ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และภาคขนส่งที่กำลังแบกรับต้นทุนอย่างหนัก (เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ซึ่งจะตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุดกว่า

นายอภิสิทธิ์ ยังได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าปัญหาการทำงานแบบ “ยักแย่ยักยัน” ของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากการที่นายกฯ อาจติดอยู่กับรูปแบบการบริหารงานในภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเดียวคือกำไรสูงสุด จึงใช้วิธีแบ่งงานให้แต่ละฝ่ายไปจัดการแล้วจบ

แต่การบริหารประเทศ สังคมมีเป้าหมายที่หลากหลายและขัดแย้งกัน เมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างกระทรวง (เช่น พาณิชย์ กับ พลังงาน) ผู้นำประเทศต้องลงมาเป็นผู้หาข้อยุติและสร้างความชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยลอยตัว พร้อมแนะนำให้นายกฯ ออกมาสื่อสารทิศทางนโยบายกับประชาชนให้มากขึ้น แทนการตอบโต้ประเด็นทางการเมือง

สำหรับประเด็นการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ชี้แจงถึงกรณีการลาออกของอดีตรองหัวหน้าพรรค (นายวีระพงษ์) เพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยว่า เป็นการจากกันด้วยดีเพื่อให้การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปเดินหน้าได้โดยปราศจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวลือเรื่องความขัดแย้ง

ส่วนข้อวิเคราะห์เรื่องอายุขัยของรัฐบาลชุดนี้ นายอภิสิทธิ์มองว่า เสถียรภาพไม่ได้อยู่ที่เสียงในสภา แต่อยู่ที่ผลงานการบริหารจัดการความเดือดร้อนของประชาชน และปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลล้มได้เร็วที่สุดคือ “การทุจริตคอร์รัปชัน” รวมถึงความกังวลเรื่องคดีความต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ ซึ่งหากรัฐบาลประมาทหรือมั่นใจในอำนาจมากเกินไปก็อาจเป็นการซ้ำเติมตัวเองได้

นายกฯ มอบ นรสิงห์ปราบมาร ให้สื่อในวันสงกรานต์เสริมสิริมงคล

นายกฯ มอบ นรสิงห์ปราบมาร ให้สื่อในวันสงกรานต์เสริมสิริมงคล

นายกฯ มอบ นรสิงห์ปราบมาร ให้สื่อในวันสงกรานต์เสริมสิริมงคล

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

นายกฯ มอบ “นรสิงห์ปราบมาร” พร้อมแจกคาถาหลวงปู่มั่น แก่สื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ทำท่าอ้าปากปิดหู บอก “หูอื้อไม่ได้ยิน” หลังถูกถามปม “ชาดา” แจกตังค์ วันผู้สูงอายุ

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบประชุมทางไกล ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ได้ลงมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน แต่ก่อนที่จะเริ่มให้สัมภาษณ์นั้น นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสวันสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของไทย มอบ องค์นรสิงห์ปราบมาร ครบรอบ 66 ปีการสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้กับสื่อมวลชน พร้อมกับแจกคาถาบูชาสิ่งศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล 

โดยระบุว่า “นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” ขอให้สวด 9 จบ ซึ่งเป็นคาถาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง 

จากนั้นนายกฯ ระบุว่า ปีนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลจะไม่มีการจัดพิธีรดน้ำดำหัว เพราะจะเป็นการรบกวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในการจัดเตรียมงาน ก่อนจะพูดติดตลกว่า ตนเองยังไม่ถึงวัยที่จะให้รดน้ำดำหัว 

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี แจกเงินสดแก่ผู้สูงอายุเนื่องในวันผู้สูงอายุ นายอนุทิน เอามือมาปิดหูทั้งสองข้าง ทำท่าอ้าปาก และชี้ไปที่หู ก่อนจะบอกว่า ตอนเด็กๆแม่ด่า เราก็จะทำแบบนี้ บอกว่าหูอื้อไม่ได้ยิน

ทั้งนี้นายกฯ ยังทิ้งท้ายหลังให้สัมภาษณ์อีกว่า หลังจากนี้ยังจะคงให้สัมภาษณ์เพียงสัปดาห์ละครั้ง

อนุทิน เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ลั่นไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ต้องคุมความมั่นคง

อนุทิน เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ลั่นไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ต้องคุมความมั่นคง

อนุทิน เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ลั่นไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ต้องคุมความมั่นคง

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

“อนุทิน” ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด แม้ไทยไม่ขาดแคลนน้ำมัน แต่ต้องบริหารให้มีความมั่นคง พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” เร็วที่สุด แย้ม พลัสมากกว่าครั้งที่แล้ว หลัง “ศิริกัญญา” ออกมาค้าน บอกเข้าใจบทบาทฝ่ายค้าน เดินเครื่องสินค้าราคาถูกกระจายทุกอำเภอ

15 เมษายน 2569 เวลา 14.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่าหลังจากนี้ประเทศไทยยังต้องรับมืออย่างเคร่งครัดใช่หรือไม่ ว่ายังต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และบริหารจัดการเรื่องพลังงานด้วยความเข้มงวด และระมัดระวัง แม้ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องการขาดแคลนพลังงาน แต่ได้รับผลกระทบเรื่องของราคา

ทั้งนี้ ช่วงสงกรานต์ตนได้ติดตามสถานการณ์กับรมว.พลังงาน และการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่เขาต้องการ แต่ในส่วนของประเทศไทยยังควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ แต่จะประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์โลกขณะนี้เปลี่ยนชั่วข้ามคืนได้

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ตระหนักรับมือต่อสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งการใช้น้ำมันลดลงมาอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ใช้เกินกำลังการผลิตเหมือนช่วงที่มีความตื่นตระหนก และในช่วงต้นเดือนเมษายน การใช้น้ำมันดีเซลน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือ ทำให้เรามีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น และวิกฤตต่างๆคลี่คลาย ซึ่งเราต้องบริหารสถานการณ์ให้เกิดความมั่นคงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน คัดค้านนโยบายคนละครึ่ง เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนที่ท้วงติงก็ต้องทำหน้าที่ของเขา แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา และลดความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ เพราะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก รับรองว่าเรื่องที่รัฐบาลทำไม่ผิดกฎหมาย และไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการหรือรูปแบบคงไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันได้ ซึ่งการที่ฝ่ายค้านท้วงติงถือเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อถามว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะได้ช่วงไหน และประชาชนจะได้คนละเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เร็วที่สุด รัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เราทำงานมาโดยตลอด นโยบายต่างๆจะเร่งเป็นรูปธรรม อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสก็อาจจะเรียกเป็นนโยบายไทยช่วยไทย ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้วางรูปแบบไว้แล้ว น่าจะเป็นพลัสมากกว่าคนละครึ่งครั้งที่แล้ว มาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่ให้เกินหน่วยละ 3 บาท ที่ให้แก่ทุกกลุ่ม ส่วนใครใช้ ไฟเกินก็คิดราคาตามขั้นบันได รวมถึงมาตรการสินค้าไทยช่วยไทย ที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจะออกมามากขึ้น โดยใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ให้ห้างร้านมาวางสินค้าจำหน่ายแก่ประชาชนมากที่สุด

เมื่อถึงกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปประเทศโอมาน ได้กำชับเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่านเดินทางไปเจรจาเรื่องต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคนั้น โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 เม.ย.) นายสีหศักดิ์โทรมาหาตน เพื่อรายงานสถานการณ์ ซึ่งไทยได้รับการตอบรับจากประเทศตะวันออกกลางเป็นอย่างดี และนายสีหศักดิ์จะได้ไปเจรจาเรื่องของโลจิสติกส์ สินค้า และเงื่อนไขต่างๆที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย

อนุทิน ลงใต้ 17 เม.ย.นี้ ฮึ่มสั่งย้าย ขรก. ไร้ผลงาน ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพต้องเห็นผล

อนุทิน ลงใต้ 17 เม.ย.นี้ ฮึ่มสั่งย้าย ขรก. ไร้ผลงาน ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพต้องเห็นผล

อนุทิน ลงใต้ 17 เม.ย.นี้ ฮึ่มสั่งย้าย ขรก. ไร้ผลงาน ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพต้องเห็นผล

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.50 น.

อนุทิน เผยลงชายแดนภาคใต้ศุกร์นี้ หวังสร้างความมั่นใจปชช.พื้นที่ ประกาศกร้าวฟันแน่จนท.เกียร์ว่างไม่สนองนโยบายรัฐบาล ไม่สนซีไหน ลั่นนายกฯมีอำนาจ เผยให้กำลังใจ กมลศักดิ์ มาตลอด

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายน คาดหวังอย่างไรในการแก้ปัญหาว่า สิ่งแรกคือตนต้องไปทำให้เกิดความมั่นใจ ซึ่งเรามีปัญหามากพออยู่แล้วกับการสู้รบกับผู้ก่อความไม่สงบ การใช้อาวุธมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเองในลักษณะลอบสังหาร ลอบทำร้าย มันต้องไม่เกิดกับประเทศไทย ตนได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าจะต้องเร่งดำเนินคดีและจับตัวผู้กระทำความผิด มาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ซึ่งเขาก็ดำเนินการไประดับหนึ่งแล้ว

“อาวุธของเรา กำลังของเรา ต้องมีไว้สู้กับคนที่ไม่หวังดีกับประเทศไทย ไม่ใช่มาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ผมมีเงื่อนไขมีรูปแบบที่ได้กำชับไปยังฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตำรวจ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องมีการย้าย มีการเปลี่ยน วันนี้ไม่ใช่รัฐบาล 4 เดือนแล้ว วันนี้เป็นรัฐบาล 4 ปี ต้องแสดงผลงานต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติหรือไม่ จากเหตุคนร้ายยิงถล่มรถ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนให้กำลังใจนายกมลศักดิ์เสมอเจอที่สภาก็ให้กำลังใจกัน และไม่ได้ให้กำลังใจอย่างเดียวเห็นใจด้วย และตนไปครั้งนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมคนใดคนหนึ่ง แต่ลงไปเพื่อรับฟังสถานการณ์ต่างๆ เพราะยังมีสถานการณ์อื่นๆอีกมากมาย อย่างที่บอกไปวันนี้เราเป็นรัฐบาลที่สมบูรณ์ มาจากประชาชน และมีเสถียรภาพ ฉะนั้น เราลงไปเมื่อเราไปเห็นสภาพหน้างานความเป็นไปต่างๆ ก็จะได้สร้างนโยบายและบอกแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ที่ทุกฝ่ายจะต้องทำตามจะต้องปฏิบัติตาม

“งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า จะต้องวัด KPI หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้อง ตนประเมินเป็น ตนจะประเมินของตนนี่แหละ ไม่ต้องไปKPI ที่ไหน ทำงานมาขนาดนี้แล้ว ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้ ตนประเมินได้และมั่นใจว่าประเมินไม่ผิด

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด บอกไม่มีพูดคุยทางการทูต หากรื้อฟื้นต้องเริ่มต้นสานสัมพันธ์ใหม่

15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ เปิดเผยถึงกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้มีการเปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด ว่า ยังไม่ได้มีการนัดพูดคุยอะไรกัน และยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ รวมถึงยังไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องรายงาน พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิด

ส่วนกรณีที่กัมพูชาจะมีการประสานมา จะต้องผ่านทางการทูตใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตอนนี้การทูตยังไม่มี เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ซึ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มเป็นขั้นตอน ก่อนที่จะถึงจุดอื่นใดจะต้องมีการเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีมีการพูดคุยถึงจุดนั้น

ลุงป้อม เช็กเรตติ้งสงกรานต์ ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

ลุงป้อม เช็กเรตติ้งสงกรานต์ ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

ลุงป้อม เช็กเรตติ้งสงกรานต์ ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

“ลุงป้อม”เช็กเรตติ้งสงกรานต์ คนรุ่นใหม่แห่ทักทาย ขอถ่ายรูป ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศและใช้เวลาช่วงวันหยุดสงกรานต์ ณ One Bangkok โดยได้ทักทายประชาชนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นกันเอง

การใช้เวลาในวันหยุดครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เข้ามาทักทายและพูดคุยอย่างใกล้ชิด พร้อมขอถ่ายภาพร่วมอย่างต่อเนื่อง สร้างสีสันและรอยยิ้มตลอดการเยี่ยมชมพื้นที่ อีกทั้งยังได้ทดลองชิมร้าน “เกศเตี๋ยว” ก๋วยเตี๋ยวยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ ตามคำแนะนำของกลุ่มวัยรุ่นที่พบในพื้นที่

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “รู้สึกประหลาดใจและสนุกที่เห็นเด็กๆ รู้จัก และกล้าเข้ามาพูดคุย รวมถึงชวนถ่ายภาพอย่างเป็นกันเอง” พร้อมขอบคุณที่แนะนำร้านอาหารอร่อยให้ได้ลอง โดยระบุว่า นอกจากก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเนื้อแล้ว เมนูที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือกากหมู และข้าวกะเพราเนื้อสับไข่ดาว ก่อนตบท้ายด้วยเมนูตามคำแนะนำของ Gen Z ได้แก่ นมตุ๋น และปังปิ้ง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ได้ทดลองชิมอาหารตามเทรนด์ของคนรุ่นใหม่

– 006

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

ไทย-รัสเซีย

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้โพสต์อัปเดตความคืบหน้าเรื่องการหารือกับนายสุรียะ จึงรุ่งเรืองกิจ ด้านการเกษตรระหว่างรัสเซียและไทย ดังนี้

“ดมิทรีปาตรูเชฟ กล่าวว่า รัสเซียพร้อมที่จะส่งออกสินค้าไปยังตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น 

นายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้พบหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย

นายดมิทรี ปาตรูเชฟ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหพันธรัฐรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ ผมหวังว่าเราจะรักษาการติดต่อกันทั้งทางด้านการเมือง การค้า และเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ต่อไป ผมเชื่อว่าการที่เราได้มาพบกันในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน 

รองนายกรัฐมนตรีฯ ของรัสเซียได้ตั้งข้อสังเกตว่า มูลค่าการค้าขายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารระหว่างรัสเซีย-ไทย ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา และเขาได้แสดงความมั่นใจว่ารัสเซียพร้อมที่จะส่งออกสินค้าไปยังตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในการหารือครั้งนี้ได้มีประเด็นเรื่องการจัดหาปุ๋ยเคมีไปยังประเทศไทยอีกด้วย”

ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย

ขอขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพจากทางเพจเฟสบุ๊ค สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

15 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น.ที่ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของ นางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุม

โดย AZEC เป็นการประชุมที่ญี่ปุ่นริเริ่มขึ้นในปี 2565 เพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยการประชุมฯ ปีนี้มีผู้นำจากประเทศสมาชิก AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (energy resiliency) ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก

ในที่ประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้หลายประเทศจะมีมาตรการรับมือในทิศทางคล้ายคลึงกัน แต่มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาเซียนได้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะสานต่อในเวทีผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและเสริมความยืดหยุ่นในจุดที่สำคัญ

ในระยะสั้น นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นสำคัญ โดยมุ่งให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพจากผลกระทบของราคาพลังงานโลก

ในระยะยาว นายกรัฐมนตรีเห็นว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ประเทศไทยยินดีต่อบทบาทนำของญี่ปุ่น และสนับสนุนทั้งมาตรการระยะสั้นและแนวทางพัฒนา AZEC 2.0 โดย นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อรับมือวิกฤตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

15 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ วิกฤตซ้อนวิกฤต ของ จังหวัดแพร่ และภาคเหนือ : วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น ที่จะยังไม่หมดไปหลังเทศกาลสงกรานต์ ]

เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์และรับฟังปัญหาประชาชนที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับ Supachot Chaiyasat – ศุภโชติ ไชยสัจ (สส. บัญชีรายชื่อ) และ พิมไจ – ลักษณารีย์ ดวงตาดำ (สส. แพร่ เขต 3)

แม้ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็เข้าใจดีถึงความกังวลของประชาชนต่อ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่พี่น้องภาคเหนือกำลังเผชิญ และจะไม่หมดไปพร้อมกับเทศกาลสงกรานต์

วิกฤตที่หนึ่ง คือเรื่องวิกฤตพลังงาน ที่เริ่มลุกลามไปเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ

จากเสียงของประชาชนที่แพร่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลพอสมควรต่อการตัดสินใจเดินทางในช่วงสงกรานต์ (พื้นที่อื่นเป็นเช่นไร แชร์กันเข้ามาได้ครับ)

– เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน-ด่านตรวจสภาพรถ ใน อ.ลอง ให้ข้อมูลว่า 2-3 วันที่ผ่านมา สถิติการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ ลดลงเหลือ 1/4 หรือ 1/3 เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

– ตรงนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนที่งานประเพณีและจากตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนในวงเสวนา ที่เล่าว่าจำนวนคนที่เดินทางกลับมาที่บ้านที่แพร่ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

(- อย่างไรก็ตาม งานใหญ่ของจังหวัดแพร่จะจัดขึ้นวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งคงทำให้เราเห็นข้อมูลของจังหวัดได้เพิ่มเติม)

ทางพรรคประชาชน เราจะทำหน้าที่ต่อไปในการตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหนักขึ้นหลังสงกรานต์

– ในส่วนของปัญหา “น้ำมันแพง” เราจะตรวจสอบรัฐบาลต่อไปเกี่ยวกับแนวทางในการปรับโครงสร้างราคา รวมถึงกระทุ้งให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยากลุ่มเปราะบางต่างๆ ให้ครอบคลุมและได้สัดส่วนกับปัญหากว่ามาตรการที่เคาะออกมาในการประชุม ครม. 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

– ในส่วนของปัญหา “น้ำมันขาด” เรายังคงวางใจไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันที่ค้างอยู่ระหว่างขนส่งออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามแทบไม่เหลือแล้ว รวมถึงสถานการณ์สงครามที่ยังคงพลิกไปพลิกมาได้ทุกวัน – รัฐจึงมีความจำเป็นต้องจริงจังมากขึ้นกับการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน

– นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่ตามมา (เช่น เรื่อง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าโดยทั่วไป) ที่รัฐจำเป็นต้องนำหน้าปัญหาให้ได้

วิกฤตที่สอง คือเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่ประชาชนจับตาดูคือความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องท่าทีต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาจากชุดที่แล้ว

– รัฐบาลเหลือเวลาตามกรอบกฎหมายอีกแค่ประมาณ 1 เดือน (ก่อน 12 พ.ค.) เพื่อตัดสินใจว่าจะมีมติยืนยัน ให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อหรือไม่

– แม้ สส. จากหลายพรรค ได้ทวงถามรัฐบาลในประเด็นนี้ตลอดการอภิปรายคำแถลงนโยบายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เรากลับยังไม่ได้ยินคำตอบจาก นายกฯ หรือเห็นความชัดเจนจาก ครม. ชัดๆ นอกเหนือจากการมอบหมายให้ รมต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนและเสนอความเห็นต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เม.ย.

อย่างที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในการอภิปรายนโยบายก่อนเทศกาลสงกรานต์ ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเสี่ยงจะเผชิญกับสภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว + เงินเฟ้อสูง) ที่กระทบพี่น้องประชาชนทุกคน