พิมศิริ พิมพิสุทธิ์ ฉันตกหลุมรักเบเกอรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566571

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

พิมศิริ พิมพิสุทธิ์ ฉันตกหลุมรักเบเกอรี่

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เชฟสาวหน้าตาดี พิมศิริ พิมพิสุทธิ์ หรือ ต้อง วัย 31 ปี ชอบทำขนมมาตั้งแต่เด็กๆ และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่เธอก็ได้ค้นพบว่า ตัวเองตกหลุมรักการทำเบเกอรี่เป็นอันมาก ปัจจุบันเธอได้ทำเบเกอรี่แบบเดลิเวอรี่แบรนด์ตัวเองที่ชื่อว่า Pimpisut Patisserie อย่างจริงจัง จนกลายเป็นอาชีพที่เธอรัก ทำแล้วมีความสุข แถมยังสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างดี

“เดิมทีแล้วต้องเรียนจบปริญญาตรี สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พอจบก็ได้เข้าไปทำงานในฝ่ายการตลาดของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สีโดยทำอยู่ 1 ปี จากนั้นก็มีโอกาสได้รู้จักกับ เชฟวิลแมน ลีออง ซึ่งเป็นเชฟใหญ่ของโรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ แล้วเชฟบอกว่ากำลังต้องการคนรุ่นใหม่เข้าไปเรียนรู้การทำเบเกอรี่ในแผนกครัวของโรงแรมพอดี ต้องก็รู้สึกสนใจ เชฟก็เลยให้โอกาสได้เข้าไปทำงานเป็นพนักงานแบบรายวัน ทั้งที่ตอนนั้นต้องยังไม่ได้เรียนทำเบเกอรี่อย่างจริงจัง อาศัยแค่ความชอบของตัวเองเท่านั้น

เมื่อเข้าไปทำงานที่โรงแรมได้สักพัก ต้องก็ฝึกทำเบเกอรี่ตั้งแต่เบสิกเลย เวลาใครทำอะไรก็จะคอยสังเกตและคอยเป็นลูกมือช่วยเหลือพวกเขา กว่าจะได้ลงมือทำขนมจริงๆ ก็ใช้เวลาหลายเดือน ขนมที่ได้ทำนั้นเริ่มจาก คุกกี้ ชีสเค้ก มูสเค้ก และอื่นๆ เรียกว่าค่อยๆ เรียนรู้เคล็ดลับในการทำเบเกอรี่อยู่หนึ่งปีเต็ม ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ ที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้”

ต้องเล่าว่า ระหว่างทำงานที่โรงแรม สวิสโฮเต็ลฯ เชฟวิลแมนก็ได้ชักชวนให้เธอไปแข่งทำขนมในรายการ Battle of the Chef 2011 ที่มาเลเซีย แม้ครั้งนั้นจะไม่ได้รางวัลติดมือกลับมา แต่อย่างน้อยก็ได้ประกาศนียบัตรจากงานและได้ประสบการณ์ในการแข่งขัน หลังจากนั้นเธอก็ไปแข่งทำขนมในรายการ Hot Dessert Free Style Cooking โดยทำเมนูแอปเปิ้ลพาย จนสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ (เหรียญเงิน) มาครองได้

“หลังจากหาประสบการณ์ในแผนกเบเกอรี่ของโรงแรมแล้ว ต้องก็รู้สึกว่าอยากเรียนรู้การทำเบเกอรี่เพิ่มเติมให้มากกว่านี้ วันหนึ่งต้องก็ปรึกษาคุณแม่ ว่าอยากจะเรียนคอร์สทำ เบเกอรี่ที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี เมื่อคุณแม่เห็นด้วย ต้องก็ลาออกจากงานโรงแรมเพื่อมุ่งมั่นเรียนทำเบเกอรี่อย่างเต็มที่

ช่วงที่ลงคอร์สทำเบเกอรี่ก็เริ่มต้นเรียนใหม่ตั้งแต่ระดับเบสิก แล้วค่อยๆ ไล่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นเวลาทั้งหมด 9 เดือน กระทั่งเรียนจบและได้ประกาศนียบัตร (เป็นนักเรียนที่เรียนดีเป็นอันดับ 2 ของชั้นปี) วันหนึ่งเชฟวิลแมนคนเดิม ปัจจุบันนี้เขาคือผู้ก่อตั้ง Thailand Culinary Academy ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่มักจะส่งเด็กไทยไปแข่งขันทำอาหารและขนมในหลายๆ ประเทศ ก็มาชักชวนให้ต้องไปแข่งทำขนมในรายการ Afternoon Tea Dessert และรายการ Three-Tier Wedding Cake ในงาน FHC Shanghai China 2013 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งเป็นการแข่งทำขนมสำหรับอาฟเตอร์นูนทีและทำเค้กแต่งงาน ก็โชคดีว่าได้รางวัลรองชนะเลิศ (เหรียญเงิน) มาทั้งสองรายการเลยค่ะ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากๆ

หลังจากแข่งทำขนมกลับมา ต้องก็คิดว่าตัวเองน่าจะลองทำเบเกอรี่ขายแบบออนไลน์น่าจะดี ถ้ามีลูกค้าสั่งขนมมา เราก็จะไปส่งให้ถึงที่เลย พอตัดสินใจได้ต้องก็ซื้อเตาอบขนาดเล็กในราคาไม่แพงมากนักมาอบขนมก่อน โดยโพสต์รูปขนมแล้วขายผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมในช่วงปลายปี 2013 ขนมชนิดแรกที่ขายก็คือ มาการง จริงๆ แล้วตอนนั้นต้องยังไม่ได้ทำเอง แต่ไปรับมาจากเชฟที่โรงแรมก่อน ช่วงนั้นมาการงฮิตมาก ประกอบกับมีญาติสั่งไปในงานแต่งงาน พอคนเห็นและได้ชิมก็อยากลองสั่งบ้าง เดือนแรกนี่โชคดีมากเลยค่ะ เพราะมีลูกค้าสั่งมาการงเข้ามาเยอะมาก รวมรายได้เดือนแรกแล้วได้เงินเป็นแสนบาทเลยละ”

ต้องบอกว่า ต่อมาเธอก็เริ่มทำเค้กเองบ้าง โดยมีทั้งเค้กหน้านิ่ม เค้กครีมสด ชีสเค้ก และคัพเค้กหลายๆ รสชาติ โดยขายปอนด์ละ 400-800 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดของเค้ก พอลงโซเชียลมีเดียไป คนที่สั่งไปชิมก็เริ่มแนะนำต่อเพื่อนๆ จึงเริ่มมีคนสั่งเข้ามาเรื่อยๆ และมีร้านกาแฟมาสั่งเค้กไปขายในร้านของเขาด้วย

“ลูกค้าโดยทั่วไปมักจะสั่งเค้กอย่างน้อย 1 ปอนด์เป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ถ้าเป็นคัพเค้กหรือแซนด์วิชที่ใช้ในช่วงคอฟฟี่เบรก บางครั้งลูกค้าอาจสั่งมากถึง 200-300 ชิ้นเลยละ เค้กที่ขายดีก็คือ เค้กมะพร้าวครีมสด และเค้กส้ม ช่วงแรกๆ ที่รับออร์เดอร์ลูกค้ามาเยอะๆ ก็จะวุ่นหน่อยค่ะ เพราะเราไม่ได้เตรียมวัตถุดิบไว้ จึงต้องวิ่งไปซื้อกันใหม่ทุกครั้ง แต่ช่วงหลังมานี้เราใช้วิธีซื้อวัตถุดิบ เช่น แป้ง เนย ครีม และช็อกโกแลต มาเตรียมไว้เลยค่ะ

ตั้งแต่ขายเบเกอรี่ออนไลน์มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เกือบ 5 ปีได้แล้วค่ะ ตอนนี้นอกจากลูกค้าวัยทำงานซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ๆ อย่าง เอสซีจี ธนาคารออมสิน ปตท. และ ททท.แล้ว ยังมีลูกค้ารายย่อยๆ เพิ่มขึ้นด้วย ก็มีคุณแม่นี่แหละที่คอยช่วย ทั้งช่วยจัดเรียงขนมและช่วยซื้อวัตถุดิบให้ รายได้ตอนนี้เรียกว่าสามารถอยู่ได้เลยค่ะ อย่างเตาอบเครื่องใหญ่ที่เห็นนี้ ต้องก็รวบรวมเงินที่ได้จากการขายขนมไปซื้อมาเองเลยนะ (ยิ้ม) ทุกวันนี้จึงรู้สึกภูมิใจและรักการทำเบเกอรี่มากๆ”

ต้องเสริมว่า ในอนาคตเธอแพลนว่าอยากจะเปิดคอร์สสอนทำเบเกอรี่แบบตัวต่อตัว เมื่อบ้านหลังใหม่ปลูกเสร็จเรียบร้อย เนื่องจากได้ทำเป็นสตูดิโอสำหรับสอนและทำเบเกอรี่ไว้โดยเฉพาะ และอาจจะรับทำแคตเทอริ่งและสแน็กบ็อกซ์โดยให้คุณย่าคุณยายหรือผู้สูงอายุที่อยู่ใกล้ๆ บ้านมาช่วยบรรจุกล่องให้ พวกท่านจะได้ทำงานเพลินๆ แบบไม่เหนื่อยนัก และจะได้ไม่เหงาด้วย

“ต้องคิดว่าทุกวันนี้ได้เลือกอาชีพที่ทำให้ตัวเองมีความสุขแล้วล่ะค่ะ แม้ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ก็พอทำให้เราอยู่ได้ เมื่อลูกค้าสั่งขนมมา ถ้าไม่ติดธุระสำคัญจริงๆ ต้องจะเป็นคนไปส่งเบเกอรี่ให้ลูกค้าเองเกือบทุกรายเลยละ เพราะถือว่าเป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ถ้าส่งระยะใกล้ๆ จะไม่คิดค่าส่ง แต่ถ้าระยะทาง 15 กม.ขึ้นไป จะคิดค่าส่ง 200 บาท อีกสิ่งที่ต้องอยากทำก็คือ เปิดร้านเบเกอรี่เล็กๆ สักร้านหนึ่ง ซึ่งอาจจะเปิดควบคู่ไปกับสตูดิโอสอนทำขนมเลย แต่อย่างไรขอดูความพร้อมอีกทีนึงค่ะ

ทุกวันนี้ต้องก็ยังคงอัพเดทความรู้ในเรื่องการทำเบเกอรี่เพิ่มเติมอยู่เสมอ ทั้งไปเรียนปั้นน้ำตาล และอื่นๆ รวมทั้งเรียนแกะสลักผักผลไม้ (หัวเราะ) พูดง่ายๆ ว่าเราชอบเรียนและชอบหาความรู้ไปเรื่อยๆ เพราะความรู้หรือเคล็ดลับบางอย่างสามารถนำมาปรับใช้กับการทำเบเกอรี่ของเราได้เช่นกัน”…FB/IG : pimpisut.pastry และ Line : @pimpisut.pastry 

ก๋วยจั๊บ เฮียตั๋วเท๊า เจ้าเก่าเยาวราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566568

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ก๋วยจั๊บ เฮียตั๋วเท๊า เจ้าเก่าเยาวราช

เรื่อง/ภาพ ชายโย

เมื่อพูดถึงร้านอาหารในเยาวราชนั้นมีหลายร้านที่ติดป้ายเจ้าเก่าเยาวราช ดังนั้นเวลาตามหาร้านอาหารในเยาวราชอาจจะต้องจำชื่อเจ้าของร้านเพิ่มเช่น ร้านกวยจั๊บเจ้าเก่าเยาวราชเฮียตั๋วเท๊า ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่อยู่คู่ย่านการค้าเยาวราช-สำเพ็ง แห่งนี้มาตลอด

การเดินทางมารับประทานอาหารที่ร้านก๋วยจั๊บเฮียตั๋วเท๊า ให้ปักหมุดเดินทางมาที่ศาลเจ้ากวนอู เยาวราช ร้านจะอยู่ทางขวามือติดกับร้านศิลป์ฟ้าการแว่น หรือเดินหาซอยเยาวราช 11 ร้านอยู่ติดกับตลาดสำเพ็งพอดี

มาร้านนี้เราแนะนำให้สั่งเมนูเด่นอย่างกวยจั๊บ เริ่มต้นราคา 50 บาทและพิเศษ 80 บาท มีทั้งน้ำข้นและน้ำใสให้เลือกรับประทาน

เมนูข้างเคียงก็จะมีข้าวหมูกรอบ เกาเหลาเลือดหมู และกวยจั๊บแบบใช้เส้นเซี่ยงไฮ้ กวยจั๊บของร้านนี้รสชาติออกทางจัดจ้านพริกไทยป่น น้ำซุปหอมรสชาติกลมกล่อมกำลังดี ให้เครื่องมาค่อนข้างเยอะ กระเพาะหมู หมูกรอบ เครื่องใน เลือดหมู ใส่มาแบบจัดเต็มปริมาณอาจจะเท่ากับเส้นที่ใส่มาก็ว่าได้ ลองคิดว่าชามพิเศษ 80 บาท น่าจะรับประทานได้ 2 คน

เด่นที่สุดในชามนี้นอกจากน้ำกวยจั๊บแล้วก็น่าจะเป็นหมูกรอบ ซึ่งทำออกมาได้กรอบนานขนาดอยู่ในน้ำหลายนาทีตักขึ้นมารับประทานก็ยังรู้สึกได้ถึงความกรอบอยู่ ลูกค้าต่างติดใจในรสสัมผัสของหมูกรอบร้านนี้ด้วยกันทุกคน

อีกเมนูแนะนำ ข้าวหมูกรอบกับน้ำราดสูตรทางร้านก็ได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบเพราะหมูกรอบของร้านนี้จัดว่า เด็ดจริงๆ ลูกค้ายืนรอรับประทานตลอดตั้งแต่เปิดร้าน และอย่าลืมปิดท้ายมื้อด้วยน้ำส้มคั้นปั่นอร่อยชื่นใจและช่วยลดดีกรีความเผ็ดร้อนได้เป็นอย่างดี สนใจโทรสอบถามเส้นทางได้ที่ 08-9440-5712 ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น. หรือจนกว่าของจะหมด 

ย้อนรอยความอร่อย จากนิวยอร์กถึงกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566575

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

ย้อนรอยความอร่อย จากนิวยอร์กถึงกรุงเทพฯ

เรื่อง : เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลายคนรู้จักชื่อ “ดีน แอนด์ เดลูก้า” ผ่านภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์ปี 1990 เรื่อง Felicity เพราะนางเอกของเรื่อง เฟลิซิตี้ สาวสวยผมลอนทำงานพาร์ตไทม์ที่คอฟฟี่ช็อปแห่งนี้ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยในนิวยอร์ก สำหรับผู้เขียนยังมีซีรี่ส์ Will and Grace อีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งทำให้รู้จักร้านนี้มากขึ้นไปอีก เพราะ วิลล์ ทรูแมน พระเอกของเรื่องไปร้านนี้บ่อยครั้ง

ดีน แอนด์ เดลูก้า เป็นแบรนด์ร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดัง ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในย่านโซโห มหานครนิวยอร์ก ในปี 1977 โดย โจเอล ดีน, จอร์จิโอ เดลูก้า และ แจ็ก เซกลิก ให้บริการอาหารที่คัดสรรจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งยังโดดเด่นด้วยกาแฟ และมีเครื่องใช้ในครัวจำหน่ายด้วย ในเมืองไทย ดีน แอนด์ เดลูก้า เปิดครั้งแรกเมื่อ 8 ปีที่แล้ว กลายเป็นร้านที่ให้ “ฟีล” เหมือนยกนิวยอร์กมาไว้ที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะด้วยบรรยากาศ อาหาร ฯลฯ และเพื่อฉลองครบรอบ 8 ปีในประเทศไทย รวมทั้งครบรอบ 41 ปี ของการก่อตั้งแบรนด์ ทาง ดีน แอนด์ เดลูก้า จึงจัดอาหารประจำเทศกาลให้ทุกคนย้อนเวลา “แฟลชแบ็ก” ไปเอร็ดอร่อย และ “ฟีล” ความเป็นนิวยอร์กกับ 8 เมนูยอดนิยมอีกครั้ง

นิวยอร์กเป็นมหานครที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาอยู่รวมกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบร้อยสีพันอย่าง รวมถึงเรื่องอาหารการกินด้วย เช่นเดียวกันกับเมนูสไตล์ “นิวยอร์เกอร์” ซึ่ง “แบงค็อกเกี้ยน” จะได้ลองลิ้ม ณ ดีน แอนด์ เดลูก้า เริ่มต้นกันที่ “เดอะ ดีน แพนเค้ก” แป้งแผ่นแบนๆ ที่เรียกว่า แพนเค้ก ซึ่งทำจากแป้งผสมกับนม เนย ไข่ น้ำตาล ฯลฯ ก่อนนำไปทอดด้วยน้ำมันหรือเนยให้สุกในกระทะนุ่มฟู ยิ่งอร่อยถ้ารับประทานตอนร้อนๆ จะรับประทานเปล่าๆ หรือราดไซรัป หรือจะนำไปสร้างสรรค์เมนูสวยงามเอร็ดอร่อยทั้งของคาวและของหวาน จากที่เป็นมื้อเช้าก็กลายเป็นเมนูที่ได้ทุกที่ทุกเวลา สำหรับแพนเค้กของดีน แอนด์ เดลูก้า จัดเป็นเมนูขนมหวานสุดคลาสสิกและมีเอกลักษณ์ อร่อยด้วยสตรอเบอร์รี่และกล้วยที่รสชาติเข้ากัน ราดด้วยวิปครีม ไซรัปเมเปิ้ล และโรยไอซิ่ง

สำหรับสลัดที่เรียกกันว่า “แครบ หลุยส์” นี้บางครั้งก็เรียกกันว่า “ราชาแห่งสลัด” เป็นสลัดที่มีเนื้อปูเป็นส่วนผสมสำคัญ สูตรอาหารนี้เกิดครั้งแรกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 กำเนิดที่ทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐ ชื่อ หลุยส์ นั้นมี 2 ข้อสันนิษฐานคือ เป็นชื่อของ หลุยส์ คูทาร์ด เชฟของภัตตาคารที่เสิร์ฟสลัดขาปู หรืออาจจะมาจากชื่อ หลุยส์ ดาเวนพอร์ต นักธุรกิจโรงแรมชาวอเมริกัน ซึ่งเสิร์ฟสลัดปูที่ร้านอาหารในโรงแรม ใครอยากลองบ้างก็ต้องแวะไปที่ ดีน แอนด์ เดลูก้า โดยสลัดปูของร้านนี้มีผักสดนานาชนิดอย่างเช่น ผักกาดขาว หน่อไม้ฝรั่ง ขึ้นฉ่าย แตงกวาญี่ปุ่น และมะเขือเทศเชอร์รี่ เสิร์ฟพร้อมกับไข่ต้ม และเนื้อปู ราดด้วยซอสครีมคอกเทล

สลัดอีกสักจาน “นิซัวซ์สลัด” ดั้งเดิมมาจากเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส สูตรออริจินัลนั้นจะเป็นสลัดมะเขือเทศ ไข่ต้ม แองโชวี และแน่นอนว่า ต้องมี มะกอกนิซัวซ์ อันเป็นที่มาของชื่อเป็นวัตถุดิบสำคัญ สำหรับมะกอกนิซัวซ์นี้ต้องเป็นมะกอกจากทางใต้ของฝรั่งเศส นำไปบ่มจนมีสีดำด้วยกรรมวิธีเฉพาะจากสูตรดั้งเดิม นิซัวซ์สลัดถูกสร้างสรรค์ดัดแปลงออกมามากมาย เชฟชื่อดังของโลกต่างก็ชื่นชมว่าเป็นสุดยอดความอร่อยของสลัด ด้วยมีส่วนผสมที่ดีและลงตัว สำหรับ นิซัวซ์สลัด สูตรของ ดีน แอนด์ เดลูก้า มีปลาทูน่านำไปจี่ในกระทะให้พอสุก คลุกเคล้ากับพริกไทยให้มีเนื้อสัมผัสกรุบกรอบตอนรับประทาน รวมทั้งผักกาดแก้ว ถั่วฝรั่งเศส มะเขือเทศ หอมแดง มันฝรั่ง พริกหยวก มะกอกดำ ไข่ต้ม แอนโชวี่ และซอสไวน์ขาว

เมื่อเอ่ยถึง “มีตโลฟ” ใครๆ ก็นึกถึงอาหารที่ปรุงจากเนื้อบดผสมวัตถุดิบต่างๆ ทำเป็นก้อนแล้วอบหรือรมควัน เป็นอาหารจานคุ้นเคยของอเมริกันชน มีความเป็นมายาวนาน สืบค้นได้ถึงศตวรรษที่ 5 เป็นตำรับอาหารของโรมัน เผยแพร่ไปสู่หลายประเทศทั้งเยอรมนี สแกนดิเนเวียน เบลเยียม ฯลฯ ต่างก็มีสูตรมีตโลฟของตัวเอง โดยชาวเยอรมันได้นำไปเผยแพร่ที่อเมริกาตั้งแต่ยุคโคโลเนียล เป็นอาหารซึ่งทำให้ชาวอเมริกันผ่านยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่มาได้ โดยผสมเนื้อบดกับอาหารอื่นๆ เท่าที่มี แล้วใส่เครื่องเทศปรุงรสเข้าไป ก็อิ่มได้ ก่อนจะเป็นหนึ่งในคอมฟอร์ตฟู้ดและอาหารสุดโปรดอันดับต้นๆ ของชาวอเมริกัน มีตโลฟตำรับอเมริกันจะมีซอสหรือเครื่องเคียงสำหรับชูรสเสิร์ฟมาด้วย สำหรับสูตรของ ดีน แอนด์ เดลูก้า จะผสมความเป็นไทยเข้ามาด้วย โดยปรุงจากเนื้อวัวไทยวากิว หอมแดง กระเทียม ครีมชีส โรสแมรี เกล็ดขนมปังและไข่ จากนั้นนำไปอบ เสิร์ฟพร้อมกับมันบดและสลัดผัก

ลำดับถัดมาคือ “ไก่ย่างสไปซี่พิริพิริ” สำหรับไก่พิริพิรินี้เป็นสูตรไก่รสเผ็ดของชาวอัฟริกันและโปรตุเกส กำเนิดขึ้นในแองโกลาและโมซัมบิก ตั้งแต่สมัยที่ชาวโปรตุเกสเข้าไปตั้งถิ่นฐานพร้อมกับนำพริกชิลี (เรียกว่า พิริพิริ ในภาษาสวาฮีลี) ไปเผยแพร่ด้วย ก่อนจะกลายเป็นเมนูไก่ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ไก่ย่างสไปซี่พิริพิริของที่นี่นำไก่รมควันอบสมุนไพร โดยใช้อกไก่ที่หมักกับมะนาวและผักชี จากนั้นเสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์และสลัดผัก

อีกหนึ่งเมนูไก่ คือ “ไก่แมกซิกันเอนชิลาด้า” อาหารชาวเม็กซิกันซึ่งส่งออกไปได้รับความนิยมในโลกส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างอเมริกา เมื่อเห็นคำว่า เอนชิลาด้า แล้วก็รับรองได้ว่า เผ็ด เพราะคำนี้ แปลว่า เติมพริกหรือตกแต่งด้วยพริก คำนี้บอกว่า อาหารจากนี้คือ การนำแผ่นแป้งตอร์ติยามาห่อไส้เนื้อ ราดด้านนอกด้วยซอสมะเขือเทศหรือซอสพริก อาหารจานนี้มีมาแต่โบร่ำโบราณของเม็กซิโก ซึ่งคนรับประทานตอร์ติยาหรือแผ่นแป้งที่ทำจากข้าวโพดเป็นหนึ่งในอาหารหลัก ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มนำแผ่นแป้งนี้มาห่อ ม้วน หรือยัดไส้ด้วยอาหารต่างๆ สำหรับที่ดีน แอนด์ เดลูก้า แผ่นแป้งห่อด้วยเนื้ออกไก่ ซึ่งหมักด้วยซอสพริกเม็กซิโก ผสมพริกหยวก และหัวหอม ราดด้วยชีส เสิร์ฟพร้อมกับซอสรสเด็ดสไตล์เม็กซิกัน ซอสซัลซา และซอสซาวร์ครีม

อีกหนึ่งอาหารห่อด้วยแป้งจากเม็กซิโกคือ ทาโก้ ซึ่งเป็นเมนูของเม็กซิโกที่มีมาตั้งแต่ก่อนสเปนจะเข้าไปมีอิทธิพลในภูมิภาคนั้น ดั้งเดิมต้องใช้เนื้อปลา เพราะว่าต้นกำเนิดเมนูนั้นมาจากชุมชนชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ ทะเลสาบ ก่อนจะไปแพร่ขยายในดินแดนอื่น โดยเฉพาะที่สหรัฐ สำหรับ ดีน แอนด์ เดลูก้า เสิร์ฟ “ทาโก้ปลาคอด” ทำจาก ปลาคอดทอด กะหล่ำปลีซอย ซอสเผ็ดที่เรียกว่า ซอสเรมูลาด ห่อด้วยแผ่นแป้ง เสิร์ฟคู่กับซัลซาและมะนาว

หลังจากอิ่มเอมของคาวแล้วก็มี ไอศกรีมนิวยอร์กซันเด มีให้เลือกทั้ง ช็อกโกแลต ร็อกกี้ โร้ด ซันเด, สตรอเบอร์รี่ ครัมเบิ้ล ซันเด และ บานาน่า นัตตี้ คาราเมล ซันเด ให้เลือกตามชอบ

8 เมนูของ ดีน แอนด์ เดลูก้า นี้ ทำให้ผู้ชิมได้ย้อนเวลา “แฟลชแบ็ก” ไปเอร็ดอร่อย และ “ฟีล” ความเป็นนิวยอร์กกันอีกครั้งที่กรุงเทพฯ 

Mensooree Okinawa (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566042

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 12:46 น.

Mensooree Okinawa (2)

จากเกาะโคริ เราออกเดินทางกันต่อไปยังอุทยานทางทะเลบูเสะนะ Busena Marine Park ที่อยู่ในเมืองนาโกะเช่นกัน ตัวอุทยานทอดยาวจากชายหาดบูเสะนะไปสุดยังปลายแหลม รถบัสของเรามาถึงยังบริเวณลานจอดรถของโรงแรม Busena Terrace ที่นี่เป็นความภาคภูมิใจของคนโอกินาวา เพราะเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ G8 Kyushu Okinawa Summit ในปี ค.ศ. 2000 ลงจากรถเราเดินตามคุณไกด์ไปยังบริเวณป้ายรอรถบัสที่อยู่บนถนนเส้นเล็กหลังโรงแรมเลียบชายหาดบูเสะนะ เพื่อขึ้นรถไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ เป็นรถบัสตกแต่งให้เหมือนรถรางที่ทางการท่องเที่ยวบูเสะนะจัดเตรียมไว้บริการนักท่องเที่ยว สามารถขึ้นได้ฟรีไม่คิดค่าใช้จ่าย มีออกทุก 20 นาที จอดรับส่งยังจุดท่องเที่ยวทั้งหมด 4 ป้าย

บริการตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงราว 5 โมงเย็น ระหว่างที่รถเคลื่อนตัวออกไปยังจุดหมายแรก มองชมวิวทั้งสองฝั่งของถนนแล้วไม่คิดว่านี่คือญี่ปุ่น เพราะอากาศร้อนและมีแนวต้นปาล์มเรียงรายตามแนวชายหาดสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีฟ้ามรกตใสแจ๋ว ถ่ายรูปลงโซเชียลอาจมีคนคิดว่าเป็นถนนเลียบชายหาดที่ไหนสักแห่งในแคลิฟอร์เนียก็ได้ นั่งรถกินลมชมวิวเพลินๆ กันแป๊บเดียวก็สุดทาง อันเป็นที่ตั้งของ The underwater observatory หรือหอสังเกตการณ์ใต้น้ำแห่งเดียวของโอกินาวา จากป้ายรถมองเห็นสะพานเชื่อมอาคารที่ทอดยาวไปในทะเล ระหว่างที่เดินข้ามสะพานมองลงไปน้ำทะเลใสแจ๋วเห็นปลาแหวกว่ายในน้ำอย่างชัดเจน ต้องรอต่อแถวกันนิดนึงที่หน้าประตู เนื่องจากช่วงที่เราไปนั้นเป็นช่วงวันหยุดหน้าร้อนของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวก็จะเยอะหน่อย ใครเบื่อระหว่างยืนรอก็มีตู้หยอดเหรียญซื้ออาหารให้ปลาไปพลางๆ พักเดียวก็ถึงคิวพวกเราที่พร้อมจะลงไปผจญภัยยังโลกใต้ท้องทะเลกันแล้ว ทางลงเป็นบันไดวนลงไปเจอกับโถงสังเกตการณ์ใต้ทะเล มีลักษณะทรงกลมสามารถเดินได้โดยรอบ มีหน้าต่างให้ชมวิว 24 บาน มองเห็นปลาหลากสีหลายพันธุ์ รวมทั้งพืชทะเลและปะการังที่สมบูรณ์ ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งเรือดำน้ำชมวิวเลย หลังจากชมจนอิ่มหนำแล้วก็ได้เวลากลับขึ้นมายังด้านบน นอกจากหอสังเกตการณ์แล้ว ที่นี่ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตคือ เรือท้องกระจกให้นั่งชมความงามของท้องทะเลได้ด้วย แต่เนื่องจากแถวยาวไปสักหน่อย จึงต้องตัดใจไว้มาลองในคราวหน้า

พวกเรากลับมายังจุดจอดรถบัส เพื่อขึ้นรถไปยังจุดชมวิวอีกแห่งที่ใครมาโอกินาวาแล้วไม่ได้มาเช็กอินถือว่าพลาด ที่นี่คือ Manzamo หรือผาหินมันซะ ลานทุ่งหญ้าเขียวขจีบนหน้าผาที่สามารถมองเห็นความงดงามของน้ำทะเลสีฟ้าใสไกลสุดตา มีเส้นทางเดินวนรอบหน้าผาหินที่สายโฟโต้ต้องปลื้มมาก เพราะไม่ว่าจะหยุดยืนอยู่ตรงจุดไหนก็ได้ภาพงามทุกจุด ทั่วบริเวณหน้าผาเต็มไปด้วยเหล่ากลุ่มหินสีดำสลับเทาและพืชพันธุ์ไม้พุ่มเล็กอายุเก่าแก่ จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเขตพันธุ์ไม้เก่าแก่ของจังหวัดโอกินาวา จังหวะเวลาที่เรามาก็เหมาะมากคือช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน สัมผัสกับสายลมเอื่อยๆ เสียงคลื่นกระทบผา และอาทิตย์กำลังลับฟ้า ทั่วทั้งบริเวณทุ่งหญ้าและผาหินถูกอาบด้วยแสงสีทอง เป็นบรรยากาศที่โรแมนติกสุดๆ ดื่มด่ำกับธรรมชาติอันงดงามจนมารู้ตัวกันอีกทีก็หมดเวลาต้องกลับไปที่รถบัสใหญ่กันแล้ว ระหว่างทางกลับเข้าเมืองนาฮะ รถบัสแวะจอดที่สุดท้ายคือร้านของฝากชื่อดัง Okashi Goten Onna Village ขุมทรัพย์แห่งขนมนมเนย ของที่ระลึก และของฝากชื่อดังของโอกินาวา ทางเข้าเป็นซุ้มประตูสีแดงกระเดียดไปทางจีนมากกว่าญี่ปุ่น เป็นการบ่งบอกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเกาะแห่งนี้ เรื่องช็อปปิ้งนี่ไม่มีชาติไหนยอมใคร พอรถจอดปุ๊บทุกคนก็กระจัดกระจายไปตามความชอบ

แต่สำหรับนักนิยมขนมหวานอย่างเราขอสำรวจเก็บข้อมูลก่อน ขนมจากที่นี่ส่วนใหญ่ทำมาจากมันม่วงวัตถุดิบท้องถิ่นขึ้นชื่อของโอกินาวา แต่ทำไมถึงต้องเป็นมันม่วง ทำไมไม่เป็นผลไม้หรือพืชผักชนิดอื่นล่ะ สอบถามคุณไกด์ได้ใจความว่า เนื่องจากภูมิประเทศและสภาพดินของโอกินาวาเป็นดินโปร่งไม่อุ้มน้ำ แถมยังเป็นแนวผ่านของพายุทำให้ปลูกอะไรยาก แต่มันม่วงมีภูมิต้านทานต่อสภาวะอากาศแบบนี้สูง จึงปลูกกันอย่างแพร่หลาย จนในที่สุดปริมาณผลผลิตก็ล้นตลาด (เหมือนสับปะรดในตอนที่แล้ว) จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการแปรรูป และคิดค้นผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นบรรดาขนมนมเนยจากมันม่วงอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ มันม่วงของโอกินาวาเรียกว่า Beni Imo แปลตรงตัวว่า มันสีม่วง แต่ที่น่าสนใจคือมันม่วงไม่ใช่พืชท้องถิ่นดั้งเดิมของโอกินาวา แล้วมันเข้ามาสู่เกาะโดดเดี่ยวกลางทะเลได้อย่างไร จากการสืบค้นได้ข้อมูลว่า เบนิอิโมะ ได้ถูกนำเข้ามายังเกาะโอกินาวาจากจังหวัดฝูเจี้ยนที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ. 1605 และปลูกกันอย่างแพร่หลายในที่สุด มันม่วงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ตอกย้ำถึงความเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าของโอกินาวา ด้วยภูมิประเทศที่อยู่กลางทะเลอันห่างไกล จึงเป็นจุดที่เรือบรรทุกสินค้าจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องผ่านมาแวะเติมเสบียงและน้ำจืด จึงเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้าที่โดดเด่นกลางทะเลแถบนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ ซึ่งอันที่จริงแล้วคือการหยุดความสัมพันธ์กับฝรั่ง แต่ยังค้าขายกับจีนและประเทศในแถบเอเชีย เพราะไม่มีความขัดแย้งด้านศาสนา โอกินาวาจึงยิ่งโดดเด่น เพราะเส้นทางการเดินเรือจากจีนตอนใต้มายังญี่ปุ่นต้องผ่านเกาะโอกินาวาเสมอ ทำให้สถานีการค้าแห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากจีนมากกว่าญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคนั้นนั่นเอง

กลับมาที่ร้านของฝาก ในบรรดาขนมที่ทำจากมันม่วงทั้งหมด Beni Imo Tart เป็นขนมมหานิยมที่ขายดีที่สุด ใครมาเที่ยวแล้วไม่ได้ซื้อกลับบ้าน เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ที่นี่นอกจากจะมีแบบสำเร็จรูปแล้ว ยังมี Nama Beni Imo Tart ทาร์ตแบบทำกันสดๆ โชว์ให้ดูด้วย ใครสนใจแบบสดใหม่ก็หาซื้อกันได้ที่นี่ แต่อายุการเก็บรักษาต่ำกว่าแบบสำเร็จรูป จะเลือกแบบไหนตัดสินใจกันเองนะครับ

แอบส่องนวัตวิถี เที่ยวชมของดีเมืองสุรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565940

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 13:26 น.

แอบส่องนวัตวิถี  เที่ยวชมของดีเมืองสุรินทร์

กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดทำโครงการ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจฐานรากและเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม โดยการนำนวัตกรรมมาผสมผสานกับวิถีชีวิตในการผลิตสินค้าท้องถิ่นหรือผลิตภัณฑ์โอท็อป ภายใต้แนวคิด ร่วมสุข ร่วมวิถี ร่วมสมัย (Happiness Oriented) พร้อมกับผนวกการท่องเที่ยวของชุมชนเข้าไป

ที่ผ่านมาพัฒนาการของโอท็อปที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานรากนั้นแบ่งออกเป็น 3 ช่วงประกอบด้วย ช่วงแรกปี 2546-2556 เป็นช่วงหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์-พออยู่ พอกิน ช่วงที่ 2 ระหว่างปี 2557-2560 เป็นช่วงหลากเสน่ห์ หลายผลิตภัณฑ์-อยู่ดี กินดี และปี 2561 เป็นช่วงนวัตวิถี ร่วมสุข ร่วมวิถี ร่วมสมัย-มั่งมี ศรีสุข

โดยใช้ชุมชนเป็นตัวตั้งเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนท่องเที่ยวระดับหมู่บ้าน และช่วยกันยกระดับสินค้าโดยนำนวัตกรรมมาผสมผสานกับวิถีของชุมชนอย่างน้อย 1 หมู่บ้านต่อสินค้า 10 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้ชุมชนมีรายได้และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งหนึ่งในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่เราจะพาไปเปิดประสบการณ์ในครั้งนี้ ก็คือ ชุมชนเลี้ยงช้างใน จ.สุรินทร์ จังหวัดที่มีช้างมากที่สุดในประเทศไทย

บางคนบอกว่า อยากเห็นช้าง ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเดินทางมาไกลถึง จ.สุรินทร์ ไปที่สวนสัตว์เขาดิน ไปที่ซาฟารีเวิลด์ หรือไปที่พัทยา ก็มีช้างให้ดู แต่การไปสถานที่เหล่านั้น จะมีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถพบได้ ก็คือเรื่องราวความผูกพันวิถีชีวิตของคนกับช้าง ดังนั้นเราจึงเดินทางมาที่ จ.สุรินทร์ มาที่ อ.ท่าตูม อำเภอที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุด เป็นพื้นที่ที่ช้างอยู่คู่กับคนมาหลายชั่วอายุคนแล้ว มีช้างแทบทุกบ้าน แถมแต่ละบ้านไม่ได้มีแค่เชือกเดียวเท่านั้น เรียกได้ว่า ถ้าจะตามหาช้าง ง่ายกว่าตามหาสุนัขเสียด้วยซ้ำ

เราเดินทางมาที่บ้านตากลาง ใน อ.ท่าตูม ที่นี่เขาว่ากันว่าเป็นหมู่บ้านช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะในสมัยโบราณ ชาวบ้านที่นี่จะมีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ฝึกหัดช้าง และเลี้ยงช้าง ชาวบ้านบอกว่า ปกติแล้ว เราจะเห็นช้างออกมาเดินให้เห็นมากกว่านี้ แต่ว่าวันนี้ที่วัดมีงานใหญ่ ช้างหลายๆ เชือกจึงไปร่วมงานกันที่วัด

วัดป่าอาเจียง เป็นวัดป่าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใน อ.ท่าตูม สถานที่แห่งนี้แหละที่เราจะเห็นเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนกับช้าง แล้วก็หมู่บ้านรอบๆ วัด เป็นหมู่บ้านของชุมชนชาวกวยหรือชาวกูย ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ที่มีความเชี่ยวชาญในการคล้องช้างในสมัยโบราณ จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังคงมีธรรมเนียมปฏิบัติ มีวิถีชีวิตที่มีความผูกพันกันอยู่ระหว่างคนกับช้าง

วันนี้ที่วัดป่าอาเจียง จัดงานสำคัญหลายๆ อย่างขึ้นพร้อมกัน คือมีการอุปสมบทหมู่ที่จะแห่นาคบนหลังช้าง และมีงานเปิดตัวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีของดี จ.สุรินทร์ ดังนั้นจึงมีทั้งคนและช้างมาที่วัดนี้เป็นจำนวนมาก และยังมีการจัดพิธีกรรมแบบโบราณ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชุมชน และเพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมให้คนภายนอกได้รับรู้อีกด้วย

ปัจจุบันนี้ แม้ว่ากฎหมายจะไม่อนุญาตให้เข้าไปคล้องช้างป่าได้เหมือนเดิมแล้ว แต่ด้วยความที่คนที่นี่เขามีความพยายามอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเอาไว้ ดังนั้น คนที่เป็นหมอช้างก็ยังได้รับการเคารพนับถือจากชาวบ้าน พิธีกรรมบางอย่างก็มีการพยายามนำกลับมาทำให้มีคุณค่า นำมาทำใหม่เพื่อเป็นการสื่อสารให้คนภายนอกได้รับรู้ ดังเช่น พิธีเซ่นไหว้ศาลปะกำ ซึ่งเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของชาวช้าง

การเดินทางมาที่นี่เราจะไม่ได้เห็นแค่วิถีชีวิตของชุมชนชาวกูย หรือชาวกวยเท่านั้น เพราะครั้งนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษ ที่มีงานเปิดตัวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีของ จ.สุรินทร์ ซึ่ง อภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวในช่วงเปิดงานไว้ว่า

“เราต้องการให้เกิดความยั่งยืน…เอาเรื่องราวเกี่ยวกับช้างมาสร้างสตอรี่…ทำให้นักท่องเที่ยวมาแล้วติดใจอยากมาเที่ยวครั้งที่สอง ที่สามและบอกต่อ… รายได้ก็จะหมุนเวียนอยู่ในหมู่บ้านท่าน ทุกคนก็จะมีความสุข ลูกหลานที่ไปทำงานในเมืองก็จะกลับมา เพราะว่าสามารถประกอบอาชีพในหมู่บ้านในชุมชนท่านได้…”

ดังนั้น แนวคิดของ OTOP นวัตวิถี เป็นเหมือนกับการเปลี่ยนจากที่ชาวบ้านเคยผลิตสินค้าออกไปขาย ให้เขาเอาวิถีชีวิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ออกมาเป็นบริการ ความท้าทายนี้จะเปลี่ยนวิธีคิดของคนได้อย่างไร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

“การเปลี่ยนคนค่อนข้างทำได้ยาก แต่เราต้องทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำอันแรกคือ ทำเวทีประชาคมก่อน ให้ชาวบ้านเข้าใจโครงการ พอทำเวทีประชาคมเสร็จ ก็จะได้ปัญหาและความต้องการ ของพี่น้องประชาชนว่าต้องการทำอะไร

“เราเอา OTOP เป็นตัวตั้ง เนื่องจากว่า OTOP ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก เพราะขณะนี้ ยอดขาย OTOP ทั้งประเทศมา 153,000 กว่าล้านแล้ว ถือว่าเป็นตัวที่มีพลัง เพราะฉะนั้น พอเราตั้งต้นจาก OTOP ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นชินอยู่ เราก็บอกว่าโอเคนะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นหน้าที่ชาวบ้านคือ อันที่หนึ่ง ท่านต้องคุยกันให้จบว่าหมู่บ้านท่านมีเสน่ห์อะไร ดึงเสน่ห์ออกมา เพราะเสน่ห์นี้ พอนักท่องเที่ยวเข้ามา เขาจะรู้ว่า โอ้ว อันนี้แจ๋ว เช่น หมู่บ้านที่เราสัมภาษณ์ เขามีเรื่องช้าง มีช้างมากที่สุดในประเทศไทย 200 กว่าเชือกคือเสน่ห์ซึ่งที่ไหนก็ไม่มี

“ฝรั่งมาเมืองไทยปีละ 35 ล้านคน แล้วก็ไทยเที่ยวไทย เกิน 60 ล้านคน เพราะฉะนั้น มีลูกค้าที่ยังไม่รู้จะไปไหน 100 ล้านคน ใน 100 ล้านคน สมมติว่าเราเอานวัตกรรมเข้ามา เราทำ Application บอกเขาว่า ถ้าไปเมืองหลักแล้ว ลงมาเมืองรอง 55 จังหวัด พอเมืองรอง ลงมาที่ อ.เมือง แต่ไม่รู้จะไปไหนต่อ เราจะทำ Application ที่บอกว่า ถ้าท่านเอาโทรศัพท์ขึ้นมา เช็กอิน กดไปก็จะบอกว่า 3 กิโลมีอะไร 5 กิโล 7 กิโลมีอะไร เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทไหน มีอาหารการกินอะไร มีวัฒนธรรมประเพณีอะไรน่าสนใจ

“ขณะนี้ นักท่องเที่ยวมหาศาลกำลังจะหาที่เที่ยว ชุมชนไหนที่สามารถลุกขึ้นมาสู้ เป็นชุมชนเข้มแข็ง พัฒนาชุมชนของตนเองให้นักท่องเที่ยวประทับใจ สร้างเสน่ห์ แล้วก็พัฒนาสินค้า เพื่อจะขายของให้นักท่องเที่ยว สิ่งนี้ก็จะสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชน เพราะฉะนั้นในชุมชน เศรษฐกิจก็จะหมุนเวียนอยู่อย่างนี้

“ขณะนี้กระแสตื่นตัวมาก จะเห็นชาวบ้านพูดถึงนวัตวิถีกันมาก เริ่มเข้าใจว่า เอ๊ะ เราก็ทำได้นะ ทำไมเราไม่ทำ ที่ผ่านมาเรามีของดีในหมู่บ้านเต็มไปหมดเลย แต่เราไม่รู้จะบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งในปัจจุบันภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคมต่างๆ เข้ามาบูรณาการร่วมกันทำแล้ว”

เมื่อเราได้เข้าไปทักทายพูดคุยกับตัวแทนชุมชนที่มาร่วมงานกัน แต่ละชุมชนก็จะมองเสน่ห์ของตัวเองแตกต่างกันไป ดังนี้

เสน่ห์ที่ไม่เหมือนที่อื่นของชุมชนแข้ด่อน

“ของเราจะมีอาหารอร่อย เพราะว่าใน จ.สุรินทร์ ถ้าไปแถบ อ.รัตนบุรี จะต้องมาทานข้าวที่บ้านแข้ด่อน เพราะมีปลา มีหนองน้ำ แล้วก็จะมีอาหารตามเทศกาล จะมีเห็ด มีไข่มดแดง จะมีโฮมสเตย์ให้พัก แล้วเรากำลังพัฒนาฝายที่หาปลา พัฒนาให้มีเรือ ตอนนี้ก็กำลังทำแพ ทำเรืออยู่

“มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวล่องเรือ ทานอาหาร แล้วก็พักโฮมสเตย์ อยู่กับชุมชน มีปลูกผักบ้าง มีซ้อมมวย แม้ว่าจะเป็นค่ายมวยเล็กๆ แต่ว่าการต้อนรับ ความเป็นชุมชน ความมีเสน่ห์จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา

“มีการอบรมเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นยุวมัคคุเทศก์ มีการใช้ Social media โดยให้เด็กรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม”

เสน่ห์ของชุมชนโคกสะอาด

“บ้านโคกสะอาด ส่วนที่มีเหมือนกันกับที่อื่นๆ คือการทอผ้าไหม แต่ส่วนที่ชุมชนอื่นน่าจะไม่ค่อยมี ก็คือการเลี้ยงจิ้งหรีด แล้วก็แปรรูปจิ้งหรีด การตำจิ้งหรีด

“มีการให้ความรู้ว่า การเลี้ยงจิ้งหรีดมีกระบวนการอย่างนี้ จิ้งหรีดไม่ใช่สัตว์สกปรก สะอาด กินได้ มีคุณค่าทางโภชนาการ เรามีโรงเลี้ยง โรงเรือน ตั้งแต่เพาะ จนถึงเก็บ จนถึงจับส่ง มีคนทำโฮมสเตย์ มีคนทำแปรรูป นักท่องเที่ยวก็ได้กินอาหารแปรรูปที่เราทำขาย”

เสน่ห์ของชุมชนหม่อนไหมพัฒนา

“บ้านเราเป็นชุมชนชาวส่วย หรือว่าเรียกภาษาเราก็คือว่า กวย เอกลักษณ์ของเราก็มีเป็นผ้าลูกแก้วย้อมมะเกลือ การมาที่หมู่บ้าน นอกจากจะมาดูการทอผ้าไหม ซึ่งก็จะคล้ายๆ กันในหลายๆ ที่แล้ว แต่สิ่งที่จะเห็นเป็นของแถม คือได้มาดูความเป็นอยู่

“แม้ว่าจะมีทอผ้าไหมเหมือนกัน แต่ว่าเสน่ห์ที่แตกต่างกัน คือเป็นผ้าไหม ซึ่งผูกกับวัฒนธรรมของชาติพันธุ์กวย, ชาติพันธุ์ส่วย หรือกูยก็ตาม ซึ่งหมู่บ้านอื่นอาจจะทำได้ไม่เหมือน หรือทำได้ไม่ดีเท่า”

ที่บ้านขุนไชยทอง เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่จะมีโอกาสได้เห็นความผูกพันในวิถีชีวิตระหว่างคนกับช้าง แล้วก็ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของหมู่บ้านนี้ก็คือว่า คนที่นี่อยู่ร่วมกับช้างโดยที่ไม่ต้องใช้วิธีบังคับช้างด้วยตะขอ เขาใช้ใจในการบังคับช้าง เพื่อให้ได้มีโอกาสได้เห็นภาพเหล่านั้น และได้มีโอกาสสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนที่นี่ เราจึงจะพักกันที่นี่ โฮมสเตย์ช้างขุนไชยทอง

การต้อนรับอย่างอบอุ่น และให้เกียรติ บวกกับอาหารเย็นอร่อยๆ เป็นสิ่งแรกที่สร้างความประทับใจให้เรา และการได้นอนโฮมสเตย์ และตื่นมาใส่บาตรแต่เช้า ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เราหาไม่ได้ที่บ้าน

นอกเหนือจากนั้นนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ ก็ยังได้มีโอกาสดูด้วยว่าวิธีการในการดูแลช้าง แบบไร้โซ่ ไร้ตะขอ เขาทำกันอย่างไร

ควาญช้างให้ความรู้มาว่า เขาใช้อาหารล่อ เช่น ใบไผ่ ไม่ได้บังคับแต่เรียกมา แต่ไม่ได้มาแบบทันใจทันที ต้องค่อยๆ ตะล่อม ตะล่อมเอา ช้างทุกเชือกสามารถเอามาปล่อยแบบนี้ได้ โดยต้องค่อยๆ ฝึก

เมื่อได้สอบถามกับควาญช้าง ก็ได้เกร็ดต่างๆ เพิ่มเติมดังนี้

“ปัจจุบันนี้ ต้องมีเงินประมาณ 2 ล้านบาท ถึงจะเป็นเจ้าของช้างได้หนึ่งเชือก เพราะถ้าเลี้ยงเขา แล้วให้ซื้ออาหารอย่างเดียว วันละเป็นพันบาท เดือนหนึ่งก็ 3 หมื่น ช้างกินเยอะ ถ้ามีช้างเราต้องขยัน หาวิถีทางที่ให้เขาอยู่ได้ ต้องดูแลให้เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว เหมือนลูกเหมือนหลาน

“วิธีการดูช้างว่าช้างสวย ให้ดูที่ลักษณะเล็บ 18 เล็บ คือขาหน้าข้างละ 4 ขา หลังข้างละ 5 ซึ่งช้างบางเชือกอาจจะไม่มี 18 เล็บก็ได้ ต่อมาคือต้องดูหู ต้องหูใหญ่ แต่ไม่สูง คือถ้าสูงไป ประสาทสัมผัสจะเร็ว ควบคุมยาก ถ้าหูเล็กไป ก็ดื้อ ไม่ค่อยเชื่อฟัง อีกอย่างก็คือ ให้ดูลักษณะส่วนหาง ถ้าหางคดไม่ค่อยดี จะวิ่ง เราคงเคยได้ยินสุภาษิตเก่าบอกว่า ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ คือต้องให้หางเหยียดสวยงาม ถ้าสั้นไปก็ไม่ดี ต้องให้พอดี

“ช้างก็เหมือนคน คนเราอาบน้ำทุกวัน ช้างก็ต้องอาบน้ำทุกวันเหมือนกัน การนำช้างไปทับ สมมติเรามีช้างเพศเมีย ไปให้เพศผู้ทับครั้งหนึ่ง ก็จะมีค่าใช้จ่าย 1 หมื่นบาท เป็นค่าแรงให้ช้างเพศผู้ และถ้าติดขึ้นมา มีค่าใช้จ่ายเป็นแสนบาท โดยจ่ายตอนลูกคลอดออกมา และถ้าลูกที่คลอดออกมา เป็นเพศผู้กับเพศเมีย ราคาจะต่างกัน ถ้าเป็นเพศเมียราคาก็จะสูงขึ้นไปอีก”

จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในการเลี้ยงช้าง ดูแลช้าง ถ้าจะพูดกันตามตรงในสมัยก่อน คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเอาช้างออกไปเร่หาเงิน เพราะว่า เขาก็ต้องหาเงินมาซื้ออาหาร หารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ว่าพอมีโครงการพาช้างคืนถิ่น ก็ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ แล้วก็หน่วยงานต่างๆ ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็จะยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดิม ว่าพาช้างกลับมาที่บ้าน แล้วช้างจะกินจะอยู่อย่างไร เจ้าของบ้านจะกินจะอยู่อย่างไร

การพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวก็จะช่วยได้ส่วนหนึ่ง ก็คือนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ได้มาเห็นความสำคัญของช้าง มาเห็นวิถีชีวิต แล้วก็อาจจะมีโอกาสในการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือรายได้ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาทำกิจกรรมที่นี่ สุดท้ายก็วนกลับมาที่ช้าง

การเดินทางมาเที่ยว จ.สุรินทร์ ถิ่นช้างในครั้งนี้ ก็ยิ่งเห็นชัดว่า วิถีชีวิตแบบไทย ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว ขนาดเราเป็นคนไทยด้วยกัน ได้มาเห็น ได้มามีประสบการณ์แบบนี้ ยังประทับใจ แล้วถ้าชาวต่างชาติที่มาจากประเทศที่ไม่มีทุ่งนา ไม่มีผ้าไหม ไม่มีช้าง เขาจะตื่นเต้นและประทับใจขนาดไหน !

เรื่องราวของคนกับช้างใน อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เป็นแค่หนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า บางครั้งชีวิตประจำวันของเรา หรือวัฒนธรรมบางอย่างที่เราคุ้นเคย และมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่กลับมีคุณค่า กลับมีความพิเศษ สำหรับผู้ได้มาเยือน สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้มาเห็น กลายเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับบริการ ให้กับการท่องเที่ยว

นี่แหละคือตัวอย่าง คือต้นแบบของสิ่งที่เรียกว่า นวัตวิถี คือการเอาวิถีชีวิตมาปรับประยุกต์เพื่อให้เกิดเป็นมูลค่า เพื่อให้เกิดเป็นสินค้าและบริการ และถ้าอีกหลายๆ ชุมชนของประเทศไทยสามารถทำได้แบบนี้ เชื่อเหลือเกินว่าความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะดีขึ้น เพราะว่าคนไม่ต้องออกไปทำมาหากินต่างถิ่น วัฒนธรรม และวิถีชีวิตก็ยังสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน

ตลาดวังหลัง แหล่งช็อปใกล้สถานีตากสิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565925

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 11:41 น.

ตลาดวังหลัง แหล่งช็อปใกล้สถานีตากสิน

โดย กั๊ตจัง

ไม่ว่าใครที่ได้มีโอกาสมาใช้บริการที่โรงพยาบาลศิริราช ย่อมไม่พลาดที่จะไปเดินเที่ยวชมตลาดวังหลัง ย่านการค้าสุดคลาสสิก ที่มีทั้งสินค้าและร้านอาหารอร่อยมากมาย

ตลาดวังหลังไม่ได้อยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าเสียทีเดียว แต่หากคุณต้องการมาเที่ยวและต้องการการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วต้องนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีสะพานตากสิน จากนั้นต่อเรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่าเรือสาทรมาขึ้นที่ท่าวังหลัง ก็จะเข้าสู่พื้นที่ตลาดที่เต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คนพลุกพล่าน

บรรยากาศในตลาดแห่งนี้ไม่ต่างจากการเดินเที่ยวเล่นย่านคลองถม สำเพ็งเยาวราช แต่ต่างกันตรงที่ใกล้โรงพยาบาลเราจึงได้เห็นผู้สูงอายุที่มาเดินเที่ยวหลังพบแพทย์ รวมทั้งมีบรรดานักศึกษาแพทย์ พยาบาล และคุณหมอมาเดินเล่นกันเยอะสักหน่อย ถ้าเป็นช่วงเย็นก็จะเห็นนักศึกษาธรรมศาสตร์นั่งเรือข้ามฟากมาเที่ยวเล่นซื้อเสื้อผ้าชุดนักศึกษา

สินค้าที่วางขายก็มีตั้งแต่ของใช้ส่วนตัวไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า จนถึงแกดเจ็ตรุ่นใหม่ๆ แถมราคายังสามารถต่อรองกันได้ ส่วนร้านค้าร้านอาหารที่มีชื่อเสียงก็มีหลายร้าน เช่น ร้านเบเกอรี่ขนมปังวังหลัง มากันแบบไส้ทะลักทะล้น แนะนำไส้ลูกเกด และไส้หมูหย็องอร่อยจนลืมไปเลยว่ายังอ้วนอยู่

ลองหอยทอดที่ร้านตี๋ชวนชิม หอยทอดสูตรเด็ด น้ำจิ้มแซ่บ แป้งทอดจนกรอบเคล้าความนุ่มของหอย ติดอกติดใจกันเกือบทุกคน

อีกร้านที่อยู่คู่กับตลาดมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ก็คือ ร้านข้าวแกงป้าสินธุ์ ร้านข้าวแกงรสชาติแบบแกงไทย กินง่ายอร่อยดีถ้าโชคดีบางวันอาจมีเมนูพิเศษเป็นอาหารไทยโบราณที่หารับประทานยาก

ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่ที่ไม่ใหญ่โตมากนักข้างโรงพยาบาล จะกลายเป็นแหล่งช็อปปิ้งขึ้นชื่อของเมืองกรุงไปได้ หากย้อนความเป็นมาก็น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยที่มีการสร้างโรงพยาบาลศิริราช เพราะก่อนหน้านี้ตามประวัติที่นี่เคยเป็นหนึ่งในพื้นที่ในการดูแลของพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือวังหลัง ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ซึ่งทรงเป็นกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ในรัชกาลที่ 1

วังหลัง ก็เรียกชื่อตามตำแหน่งที่ตั้งของวังโดยยึดวังหลวงเป็นหลัก วังหลังก็จะอยู่ด้านหลังของวังหลวงโดยมีเจ้านายฝ่ายในเป็นผู้ดูแล เรียกว่าเป็นตำแหน่งวังหลัง ตามข้อมูลที่ได้จากราชบัณฑิตยสถาน ตำแหน่งวังหลังจะมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เป็นตำแหน่งรองจากกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ถือศักดินา 1.5 หมื่นไร่

มีหน้าที่ในการเสด็จไปปฏิบัติราชการสงครามแทนพระองค์ หรือตามพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ หรือถ้าพระมหากษัตริย์และกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จฯ ในราชการสงคราม กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขก็จะทรงทำหน้าที่รักษาพระนครให้เรียบร้อยแทนพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ก็ปฏิบัติงานตามแต่จะมีรับสั่ง

มีการสถาปนาตำแหน่งนี้ครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา และสืบต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ เป็น กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ซึ่งเป็นพระองค์เดียวในสมัยรัตนโกสินทร์และเป็นพระองค์สุดท้าย

ต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขเสด็จทิวงคตแล้ว ก็ไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้อีกเลย ทำให้วังหลังรกร้างลงไปจนกระทั่งปี 2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลเพื่อพระราชทานให้เป็นสถานที่รักษาแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน จึงนำวังหลังซึ่งเป็นสถานที่รกร้างมาสร้างเป็นสถานพยาบาลรักษาผู้ป่วย ในชื่อโรงพยาบาลศิริราช

แต่ชาวบ้านสมัยก่อนนิยมเรียกว่า โรงพยาบาลวังหลัง ตามชื่อที่ตั้ง จากนั้นก็ได้มีการเวนคืนที่ดินบางส่วนเพื่อขยายพื้นที่โรงพยาบาลสำหรับรองรับประชาชนที่เดินทางเข้ามารักษากันมากขึ้น

ในช่วงเวลาเดียวกันพื้นที่ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็เริ่มพัฒนาให้เป็นอาคารพาณิชย์และตลาดเพื่อรองรับความต้องการของผู้คนที่สัญจรกันมากขึ้น จนกลายเป็นตลาดวังหลังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตลาดวังหลังเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวก็คือบรรยากาศโดยรอบที่อยู่ในย่านกรุงเก่า ผสานยุคใหม่ มีวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม  อีกทั้งยังสามารถนั่งเรือไปเที่ยวจุดแลนด์มาร์คอื่นๆ ของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดอรุณฯ และปิดท้ายด้วยร้านอาหารกลางคืนริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็สามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว

ตลาดวังหลังจึงเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ไม่ควรพลาดหากได้เที่ยวย่านนี้ 

สำรวจคุกฮ่องกง สืบค้นร่องรอยชีวิตใน ‘ต่ายกู๋น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565918

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 10:49 น.

สำรวจคุกฮ่องกง สืบค้นร่องรอยชีวิตใน ‘ต่ายกู๋น’

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

เกาะฮ่องกงไม่ได้เป็นสวรรค์ของนักช็อปอีกต่อไป เพราะมีแม่เหล็กตัวใหม่ดึงดูดผู้หลงใหลศิลปะให้ไปรวมตัวกันที่ “ต่ายกู๋น” (Tai Kwun) อาณาจักรของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เคยถูกทิ้งร้าง แต่ต่อมาได้ถูกบูรณะและเปลี่ยนโฉมให้เป็นศูนย์กลางทางศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรม

เปิดเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนฮ่องกงหรือใครก็ตามที่สนใจเข้าไปเสพงานศิลป์และหาความรู้ได้ฟรี โดยมีมุมทางประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหา เพราะที่นี่เคยเป็น “คุก” ขนาดใหญ่ในฮ่องกง

ต่ายกู๋น คือ ชื่อภาษาจีนกวางตุ้งที่ใช้เรียก อาณาบริเวณของสถานีตำรวจกลาง (Central Police Station Compound) หากกางแผนที่ดูจะนับอาคารภายในรั้วเดียวกันได้ทั้งหมด 16 หลัง

ปี 2538 ฮ่องกงได้ประกาศให้ 3 อาคารในต่ายกู๋นเป็นอนุสรณ์สถาน ได้แก่ สถานีตำรวจกลาง (Central Police Station) สำนักงานคณะผู้พิพากษากลาง (Central Magistracy) และเรือนจำวิกตอเรีย (Victoria Prison)

อาคารหลังแรกที่ถูกสร้างในอาณาจักรต่ายกู๋นคือ บ้านคณะผู้พิพากษากลางและคุก สร้างขึ้นเมื่อปี 2384 หรือ 177 ปีก่อน จากนั้นระหว่างปี 2405-2407 เป็นช่วงที่มีชาวจีนแผ่นดินใหญ่อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาตั้งรกรากในฮ่องกง ส่งผลให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปัญหาสังคมที่พุ่งพรวดจนต้องจัดระเบียบและตั้งกฎเกณฑ์ในการควบคุมพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย นำไปสู่การก่อตั้งสถานีตำรวจกลาง สำนักงานคณะผู้พิพากษากลาง เรือนจำวิกตอเรีย และอีกหลายอาคารซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาคารห้องขัง

จากนั้นเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา เรือนจำวิกตอเรียถูกเลิกใช้งานอย่างถาวร และ 2 ปีหลังจากนั้นรัฐบาลฮ่องกงได้ร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ฮ่องกง จ็อกกี้คลับ เข้ามาอนุรักษ์และบูรณะต่ายกู๋นให้ฟื้นคืนชีวิต ซึ่งครั้งนี้ได้เปลี่ยนความมืดมิดของสถานที่ที่มีแต่ความหดหู่ ให้กลายเป็นความสว่างของเมือง โดยการเป็นศูนย์กลางของศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรม เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา รวมระยะเวลาบูรณะกว่า 10 ปี จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ทุกอาคาร

“เอสเธอร์” เจ้าหน้าที่จากต่ายกู๋น กางแผนที่ให้เห็นภาพรวมของอาณาจักร พร้อมอธิบายหน้าที่ของแต่ละอาคารโดยเริ่มจาก สถานีตำรวจกลาง สถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียลสมัยอังกฤษปกครอง ปัจจุบันถูกใช้เป็นอาคารนิทรรศการ ร้านค้า และคาเฟ่ ถัดมาคือ อาคารเก็บอาวุธที่ถูกเปลี่ยนเป็นร้านอาหาร

จากนั้นอาคารที่อยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจกลางคือ หอพักตำรวจ (Barrack Block) เป็นอาคาร 4 ชั้น มีขอบหน้าต่างทรงโค้งแบบตะวันตก ปัจจุบันถูกใช้เป็นแกลเลอรี่และร้านค้า ข้างๆ กับหอพักคือ สำนักงานคณะผู้พิพากษากลาง ซึ่งยังบูรณะไม่เสร็จสิ้น

เช่นเดียวกับอาคารที่พักของสารวัตรและจ่าอีก 3 อาคารที่ยังปิดเพื่อซ่อมแซม โดยกลุ่มอาคารเหล่านี้ตั้งอยู่รอบพื้นที่โล่งที่ใช้เพื่อสวนสนาม ซึ่งปัจจุบันได้ปลูกต้นไม้เพิ่มเติมและวางเก้าอี้ให้ผู้คนมานั่งพัก ตระหนักถึงความแตกต่างของ “พื้นที่ชีวิต” ระหว่างอดีตและปัจจุบัน ระหว่างอดีตหอพักเตี้ย 4 ชั้น กับตึกสูงระฟ้าที่ต้องแหงนมอง

จากนั้นความซับซ้อนของอาคารเรือนจำจะอยู่ด้านหลังหอพักตำรวจเป็นต้นไป เอสเธอร์กล่าวว่า คนส่วนใหญ่ที่มาต่ายกู๋นจะมุ่งหน้ามาดูคุกและเรือนจำเป็นอย่างแรก โดยผ่านทางเดินที่เรียกว่า ต่ายกู๋นเลน เดินตัดผ่านหอพักผ่านรั้วลวดหนามซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่หวงห้ามและอันตราย ไปยังตะรางเรียงเป็นตับ ถูกปิดกั้นด้วยประตูเหล็กหนักอึ้ง

เรือนจำมีทั้งสิ้น 6 อาคาร จำนวนห้องขังมีมากมายเกินนับ หนึ่งในนั้นเคยจองจำ “โฮจิมินห์” ผู้นำชาวเวียดนามที่ได้หลบหนีการรุกรานของฝรั่งเศสจากเวียดนามมายังฮ่องกงในปี 2473 จากนั้นได้ถูกจับกุมตัวโดยตำรวจฮ่องกงในปี 2474 ส่วนระยะเวลาที่ถูกจับกุมในเรือนจำวิกตอเรียไม่ได้ระบุชัด คาดว่าน่าจะถูกกุมขังนานประมาณ 2-3 ปี ภายในอาคารบี (B Hall) ซึ่งปัจจุบันถูกแปรเปลี่ยนเป็นนิทรรศการบอกเล่าชีวิตของนักโทษ

โฮจิมินห์ได้เขียนบันทึกขณะอยู่ในคุกว่า นักโทษจะได้รับอนุญาตให้ออกมาสูดอากาศนอกห้องขังวันละ 15 นาที โดยภาพที่เขาเห็นคือ ถูกโอบล้อมด้วยกำแพงคุกและผนังตึกจนทำให้รู้สึกเหมือนกำลังก้าวเดินอยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของบ่อน้ำ

นอกจากเรือนจำ ยังมีอาคารที่พักของผู้คุม อาคารอาบน้ำ ลานออกกำลังกายของนักโทษ ซึ่งปัจจุบันถูกใช้เป็นลานแสดงงานศิลป์กลางแจ้ง และลานซักผ้าหน้าตาเหมือนบันได (Laundry Steps) ซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นที่นั่งชมภาพยนตร์ โดยปีนี้ได้ร่วมมือกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง ฉายหนังแอนิเมชั่นสั้นและยาวให้ชมฟรีทุกวันอาทิตย์ไปจนถึงเดือน พ.ย. 2561

นอกจากนี้ ในต่ายกู๋นยังมีอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ 2 อาคาร ไม่ต้องสังเกตก็เห็นเด่นชัดว่าอาคารไหน เพราะความโมเดิร์นตั้งแต่ภายนอก หลังหนึ่งเป็นโรงละคร ส่วนอีกหลังเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัย งานที่กำลังจัดแสดงอยู่เป็นของ เฉา เฟย (Cao Fei) ศิลปินรุ่นใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เพิ่งมีโอกาสจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในฮ่องกง โดยเธอได้สะท้อนความเป็นอยู่ของนักโทษผ่านภาพยนตร์สั้น งานปั้น และงานติดตั้งบนพื้นที่ 3 ชั้นของอาคาร

เอสเธอร์ กล่าวต่อว่า หากมาต๋ายกู๋นเพื่อถ่ายภาพก็จะได้ถ่ายสมใจ เพราะไม่ว่ามุมไหนก็ถ่ายได้ แม้แต่กำแพงว่างเปล่าก็ยังสวย แต่หากมาอย่างมีเป้าหมาย เช่น มาเพื่อชมงานศิลปะอาจต้องใช้เวลาครึ่งวัน หรือถ้ามาเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์แบบทุกซอกอาจต้องใช้เวลาทั้งวัน

ทางต่ายกู๋นได้จัดเส้นทางเล่าเรื่องไว้ 8 เส้นทาง พร้อมให้ตามรอยแล้ว 6 ทาง เช่น เส้นทางศึกษาเรื่องราวของสถานีตำรวจกลาง เส้นทางดูมื้ออาหารในคุก และเส้นทางคัดเลือกนักโทษ ส่วนอีก 2 เส้นทางที่ยังไม่เปิดคือ เส้นทางวิวัฒนาการของการพิพากษา และความรุ่งเรืองของศาล

แต่หากล้วงลึกไปถึงจิตวิญญาณของต่ายกู๋น แนะนำให้เดินลงไปยังชั้นล่างสุดของสถานีตำรวจกลาง เพื่อชมนิทรรศการร้อยโฉมหน้าของต่ายกู๋น (100 Faces of Tai Kwun) นิทรรศการที่ใช้เวลากว่า 3 ปีในการรวบรวมคำบอกเล่าของ ไคฟงหรือคนในท้องถิ่นจำนวน 100 คนที่เคยทำงานอยู่ในต่ายกู๋น หรือใช้ชีวิตอยู่รอบๆ ถึงความรู้สึกที่พวกเขามีต่อสถานที่แห่งนี้

เพื่อค้นหาจิตวิญญาณของสิ่งปลูกสร้างและความรู้สึกนึกคิดของคนใน “เซ็นทรัล” ซึ่งเป็นย่านธุรกิจสำคัญของฮ่องกงในปัจจุบัน นำเสนอออกมาผ่านวิดีโอสัมภาษณ์ ภาพวาด รูปถ่าย และงานติดตั้ง โดยสุดท้ายนิทรรศการนี้จะไม่ได้พาผู้ชมไปรู้จักคน 100 คน แต่จะทำให้ผู้ชมเป็นคนที่ 101 ที่รู้จักต่ายกู๋น

เอสเธอร์ บอกด้วยว่า นิทรรศการร้อยโฉมหน้าของต่ายกู๋นมีคนเข้าชมมากกว่า 2 แสนคนใน 3 เดือนแรกที่จัดแสดง ถ้านำตัวเลขนี้มาคิดเล่นๆ ว่า ต่ายกู๋นเปิดมานาน 5 เดือนก็น่าจะมีคนมาที่นี่แล้วกว่าครึ่งล้าน

หลังจากสำรวจต่ายกู๋นจนขาลาก ได้พาตัวเองไปนั่งพักกลางลานออกกำลังกาย ครั้งหนึ่งที่ตรงนี้เคยมีนักโทษเรียงแถวตอนลึกมาสันทนาการ และเคยมีนักโทษถูกเฆี่ยนตีข้างกำแพงสูงท่วมหัวที่ปิดกั้นอิสรภาพไม่ให้หลุดลอย

เมื่อได้หยุดนิ่งจึงทำให้คิดย้อนกลับไปถึงการเป็นคนลำดับที่ 101 ย้อนถามตัวเองว่ามีเรื่องราวอะไรอยากเล่าเกี่ยวกับต่ายกู๋น สูดลมหายใจเข้าฟอดใหญ่แล้วเงยหน้ามองพ้นกำแพงคุก สิ่งที่อยากเล่าน่าจะเป็นความไม่แน่ใจว่าชีวิตข้างนอกคือ “อิสรภาพ” อย่างที่โฮจิมินห์โหยหาหรือเปล่า? เพราะทุกวันนกพิราบบินออกไปหาอาหารแล้วกลับมาซุกตัวนอนในรังแออัด คลับคล้ายชีวิตหลังกำแพง

อาณาจักรต่ายกู๋น คือ กลุ่มสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียลที่หลงเหลืออยู่มากและสมบูรณ์ที่สุดในฮ่องกง ตอนนี้มันได้กลายเป็นพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ที่คนย่านเซ็นทรัลหายใจสะดวก เป็นสถานที่แฮงเอาต์ของคนรุ่นใหม่ (ที่มีรายได้สูง) และเป็นสถานที่ที่พลิกโฉมฮ่องกงในสายตานักท่องเที่ยว

ใครที่มาสัมผัสด้วยตัวเองอาจรู้สึกเหมือนกันว่า ในขณะเดียวกัน ที่แห่งนี้ก็ได้เปลี่ยนความคิดของนักท่องเที่ยวที่มีต่อฮ่องกง

Eat Drink Pink ปีที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565823

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

Eat Drink Pink ปีที่ 4

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

1 ต.ค.นี้ เตรียมพบกับงาน Eat Drink Pink ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 หนึ่งในกิจกรรมการกุศลด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เพื่อระดมทุนหารายได้สนับสนุนบ้านพิงพัก และมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ

ปีนี้ โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งอีกครั้งในการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนในสังคม ด้วยการนำความเป็นเลิศทางด้านอาหาร มาผสานกับความเห็นอกเห็นใจและความเอื้ออาทร เพื่อเป็นกุญแจสำคัญสำหรับกิจกรรมสนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม ร่วมมือกับร้านอาหารชั้นนำที่ได้รับรางวัลระดับมิชลินสตาร์ รางวัลร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย (Asia’s Best Restaurants) และร้านอาหารดาวรุ่งที่กำลังมาแรงและมีชื่อเสียง จัดงานออกร้านนำเสนออาหารเมนูสร้างสรรค์ เพื่อระดมทุนหารายได้มอบให้แก่มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างบ้านพิงพัก

ร้านอาหารมากกว่า 35 ร้าน เข้าร่วมงานการกุศลนี้ อาทิ ลัตเตอลิเยร์ เดอ โชเอล โรบูชง ชิม บาย สยามวิสดอม โบ-ลาน ฤดู ลา คาซา นอสตรา บังเกอร์ เลนซี่ อัคควา เรสเทอรองต์ บลูเอเลแฟนท์ ฯลฯ

วันจันทร์ที่ 1 ต.ค.นี้ แขกผู้มาร่วมงานจะได้ลิ้มรสอาหาร และเครื่องดื่มเมนูสร้างสรรค์ รังสรรค์ขึ้นโดยบรรดาเชฟและบาร์เทนเดอร์ที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ ซึ่งต่างพร้อมใจกันมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วยความเอื้ออาทรที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ร่วมกันนำเสนอความอร่อยด้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยรายได้จากการจัดงาน ซึ่งจะไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ จะสมทบรวมกับเงินบริจาคที่ได้จากกิจกรรมระดมทุนกิจกรรมอื่นๆ เพื่อบริจาคมอบให้แก่มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ซึ่ง Eat Drink Pink ปี 2015 รวมกับเงินบริจาคที่ได้จากกิจกรรมอื่นๆ สามารถระดมทุนได้ถึง 1.2 ล้านบาท ในขณะที่งาน Eat Drink Pink ปี 2017 สามารถระดมทุนได้เงินบริจาค 1 ล้านบาท

บ้านพิงพักมีกำหนดเปิดให้บริการและดูแลผู้ป่วยบางส่วนในเดือน ต.ค.นี้ โดยบ้านพิงพักถือกำเนิดขึ้น (Pink Park Village) เพื่อเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและศูนย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจร โดยปราศจากการแสวงหาผลกำไร ดำเนินงานโดยทีมแพทย์พยาบาล จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ เภสัชกร นักโภชนาการและอาสาสมัคร กล่าวได้ว่า หมู่บ้านพิงพัก เป็นที่พักพิงอย่างแท้จริงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม

รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “เราอยากเห็นบ้านพิงพักเป็นสถานที่แห่งความหวังและความเอื้ออาทร เป็นสถานที่ที่เป็น ‘ที่พึ่งของผู้หญิง’ อย่างแท้จริง บ้านพิงพัก (Pink Park Village) จะประกอบด้วย บ้านพักและสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) และบ้านพักฟื้นผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษา (Convalescence) ซึ่งเป็นผู้ยากไร้ นอกจากนี้ยังจะมีศูนย์กิจกรรมระหว่างวันสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทั่วไป และศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมสำหรับบุคคลทั่วไป โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างให้หมู่บ้านพิงพักเป็นผู้นำทางการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมในภูมิภาคนี้”

นอกเหนือจากการให้ความสนับสนุนการก่อสร้างบ้านพิงพัก รายได้จากการระดมทุนโดยโรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ได้ถูกนำไปใช้ในการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมโดยเฉพาะ ทำให้ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กลายเป็นศูนย์มะเร็งเต้านมที่มีความเป็นเลิศในการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมระดับแนวหน้าของโลก

งาน Eat Drink Pink กิจกรรมประจำปีของโรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ เพื่อระดมทุนหารายได้สนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม ที่ปีนี้จัด ณ ห้องสกุณตลา บอลรูม โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ในวันจันทร์ที่ 1 ต.ค. บัตรเข้าร่วมงาน ราคา 3,000 บาท/ท่าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และซื้อบัตรเข้าร่วมงาน Eat Drink Pink 2018 ได้ที่โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ โทร. 02-020-2888 หรืออีเมล : diningpbk@peninsula.com 

มากกว่าหัวหินที่เคยรู้จัก วานา นาวา สกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565819

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

มากกว่าหัวหินที่เคยรู้จัก วานา นาวา สกาย

เรื่อง : คีตะ pk_st@yahoo.com

ความประทับใจแรกที่ทำให้เราต้องร้อง “ว๊าว” คือ วิวอลังการของหัวหิน แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมกับการตกแต่งสถานที่อันงดงาม เครื่องดื่มเติมความสดชื่น และดนตรีสร้างสรรค์บรรยากาศ

นั่นเองทำให้ “วานา นาวา สกาย” เป็นจุดมุ่งหมายใหม่ สำหรับทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือชาวไทยที่เดินทางมาพักผ่อนที่เมืองชายทะเลสุดคูลอย่างหัวหิน

บนชั้นที่ 27 ของโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา หัวหิน ออกแบบโดยทีมดีไซเนอร์และนักสร้างสรรค์บาร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง แอชลีย์ ซัตตัน ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแมกกี้ ชูส์ ไอรอน แฟรี่ส์ ในกรุงเทพฯ และโอฟีเลีย ในฮ่องกง

ด้วยความตั้งใจที่จะนำเสนอมุมมองของหัวหินที่ไม่ซ้ำแบบใคร ด้วยมุมมอง 360 องศา จากสกายบาร์แห่งนี้สามารถมองเห็นน้ำ ฟ้า ทะเล ชายหาด ภูเขา และเมืองหัวหินแบบสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิวลอยฟ้าบนพื้นกระจกใสขนาด 60 ตารางเมตร บนความสูงเหนือพื้นดิน 110 เมตร ด้วยระเบียงกระจกใส (Sky Deck) ทำให้เหมือนเรากำลังเดินอยู่บนอากาศ

แอชลีย์ ซัตตัน ซึ่งเติบโตมากับอุตสาหกรรมทำฟาร์มไข่มุกและธุรกิจประมงในออสเตรเลียกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้าง วานา นาวา สกาย โดยนำรูปทรงหอยมุกมาใช้ เปรียบเสมือนตัวแทนของความสง่างามแห่งท้องทะเล ซึ่งปรากฏเป็นลวดลายในองค์ประกอบการตกแต่ง ความโค้งมนบนเพดานบริเวณโถงทางเดินทำให้นึกถึงเกลียวคลื่น ผนังบาร์ไม้ฉลุลวดลายเปลือกหอย วัสดุการตกแต่งเลือกอย่างละเอียดประณีต ไม่ว่าหินทรายจากเขมร ผ้าและหนังแท้นำเข้าจากยุโรป หินอ่อนสีขาวจากทิเบต ให้ความสวยงามและหรูหรา

คอค็อกเทลย่อมประทับใจกับเมนูเครื่องดื่ม ซึ่งสร้างสรรค์โดยผู้มีประสบการณ์และฝีมือ ซึ่งเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นผลไม้สดตามฤดูกาลและท้องถิ่น รวมถึงสมุนไพรและดอกไม้ ให้รสชาติ และมีกลิ่นอายของทะเล

โจเซฟ โบโรสกี้ มิกโซโลจิสต์ชื่อดังซึ่งร่วมออกแบบเครื่องดื่มกับทีมของ วานา นาวา สกาย เล่าถึงเครื่องดื่ม ไทย เออร์บัน ไอซ์ด ที ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ ดริงก์ของที่นี่ว่า เขาได้แนวคิดจากเครื่องดื่มโอเลี้ยงหรือชาดำเย็นสูตรโบราณแบบใส่ถุง ที่เคยมีขายในตลาดฉัตรไชย ตลาดเก่าแก่และมีชื่อเสียงของเมืองหัวหิน โดยนำมาเสนอใหม่ในแบบที่ทันสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นอดีตและสะท้อนเอกลักษณ์ในเรื่องการดื่มของคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี

ซิกเนเจอร์ดริงก์ของทางร้านจัดหมวดหมู่ในชื่อ คลาวด์ส ก็มีหลากหลายตัวให้เลือก ซึ่งเหมาะกับการดื่มบน “สกาย” อย่างเช่น อันดามันบิวตี้ เครื่องดื่มที่ผสมจากรัม ซึ่งหมักกับบลูเบอร์รี่และผิวเปลือกส้มผสมด้วยไข่ขาวได้ความหอมหวาน (และสีแดง) ด้วยกุหลาบและเกรนาดีนชบา มีรสผลไม้เปรี้ยวๆ จากมะนาว เติมหวานนิดด้วยน้ำผึ้ง ไธม์อินซันนี่ ผสมด้วยจินที่หมักด้วยดอกเบญจมาศและหญ้าฝรั่น เชกกับมะนาว ไซรัปเบซิลและไธม์ ไข่ขาว โซดา

ส่วน บอดี้ฮีท เป็นค็อกเทลที่มีรสเผ็ดร้อนตามชื่อ ผสมด้วยเตกีลาหมักขมิ้น เมล็ดกาแฟ ไลม์ ไซรัปน้ำพริก และไข่ชาว บอนด์จีเอ็นที เห็นชื่อก็รู้ว่าต้องมีจินและโทนิค (จีเอ็นที) เป็นส่วนประกอบ โดยจินนั้นหมักกับหญ้าฝรั่นและดอกเบญจมาศผสมกับโทนิคและขิงสด ซีมิสต์มาร์ตินี เป็นภาพสะท้อนของพระอาทิตย์ตกดินที่หัวหิน ผสมจากวอดก้าหมักดอกอัญชัน ไซรัปส้มโอ มะม่วงดิบ และน้ำส้มสายชูไวน์ขาว

นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มในหมวดทรอปิคอลที่ให้กลิ่นอายภูมิภาคเขตร้อน ในส่วนผสมอย่างเช่น ดอกอัญชัญใบมะกรูด น้ำอ้อย มะพร้าว สับปะรด เป็นต้น ขณะที่หมวดโซลิดเป็นค็อกเทลตำรับคลาสสิกอันเข้มข้น ส่วนสาวๆ หรือใครที่ไม่ถนัดแอลกอฮอล์ก็ต้องเลือกในหมวดอีซี ซึ่งเป็นม็อกเทลสดชื่อหอมหวานอย่างเช่น แครนเบอร์รีพาร์เลอร์โซดา คิวคัมเบอร์แอนด์เฮิร์บโซดา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีไวน์ เบียร์ ไซเดอร์ วิสกี้ ฯลฯ ให้เลือกสรรจะแวะไปช่วงบ่ายดื่มกาแฟหรือชาชมวิวก็ได้เครื่องดื่มเหล่านี้มีอาหารสไตล์อินเตอร์เนชั่นแนลทาปาสเสิร์ฟให้รับประทานคู่กัน พิเศษคือ สกายบรันช์ (Sky Brunch) มื้อบรันช์บนดาดฟ้า

สกายบาร์ระดับเวิลด์คลาสแห่งนี้ ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา หัวหิน เปิดทุกวันเวลา 11.00-23.45 น. โทร.032-809-999 หรือ http://www.vananavasky.com

วานา นาวา สกาย ได้เปลี่ยนอารมณ์และเพิ่มเสน่ห์ให้กับหัวหินอย่างคาดไม่ถึง กลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ต้องมา ด้วยความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ที่นี่เหมาะมากกับการพาใครสักคนมาสร้างช่วงเวลาอันน่าประทับใจ หรือชักชวนกลุ่มเพื่อนมาแฮงเอาต์ตื่นตากับวิว ชิลกับบรรยากาศ เอนจอยเครื่องดื่มอาหาร ทุกอย่างรวมกันทำให้ …อยากจะกลับมาเยือนอีกสักครั้ง 

ถ้ามาโรมจงดื่ม‘คาปูชิโน่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565826

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ถ้ามาโรมจงดื่ม‘คาปูชิโน่’

เรื่อง/ภาพ คาเอรุ

เครื่องดื่มในหมวดกาแฟเอสเปรสโซ่ จากศตวรรษที่ 17 ที่มีต้นกำเนิด ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลีโดยแท้ สำหรับ คาปูชิโน่ (Cappuccino) ซึ่งแต่ดั้งเดิมนั้น การเตรียมคาปูชิโน่ก็คือ มีส่วนผสมของเอสเปรสโซ่ 2 ช็อต ตามด้วยนมร้อน สตีมมิลค์ กับฟองนมในสัดส่วนเท่าๆ กัน

ทว่า ในเวลาต่อมา ก็มีคาปูชิโน่เกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ครีมมาแทนที่ของนมสด มีการเติมรสชาติของซินนามอน หรือผงช็อกโกแลตลงไป สำหรับใครที่แยกแยะคาปูชิโน่กับคอฟฟี่ลาเต้ (Caffe Latte) ไม่ถูกนั้น ดูง่ายๆ ก็คือ ขนาดของแก้วคาปูชิโน่จะเล็กกว่า ซึ่งเกิดมาจากปริมาณของนมและฟองนมนั่นเอง

คาปูชิโน่ ภาษาอิตาเลียนหมายถึง คาปูชินน้อยๆ โดยแรงบันดาลใจมาจากลักษณะของคณะภราดาน้อยกาปูชิน (Capuchin Friars) ด้วยสี 3 สี ที่ประกอบขึ้นเป็นภาพที่เราเห็นนักบวชนิกายนี้ ก็คือ สีขาว ดำ และน้ำตาลเข้ม โดยมีจุดเด่นเป็นหมวกสีขาว ซึ่งคาปูชิโน่แบบที่เราเห็นในปัจจุบันได้มีพัฒนาการมาไกลจากจุดเดิมอยู่มากโข

ขณะที่อีกที่มาก็ว่า คาปูชิโน่ ได้แรงบันดาลใจมาจากการดื่มกาแฟแบบชาวเวียนนา ที่มีกาแฟชื่อว่า คาปูซิเนอร์ (Kapuziner) ซึ่งหมายถึง กาแฟใส่วิปครีมและเครื่องเทศ โดยคาปูชิโน่แบบอิตาเลียนนั้น ออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อทศวรรษที่ 1930 ทางเมืองทริเอสเต ทางเหนือของอิตาลี ที่มีคาเฟ่สไตล์เวียนนามากมาย และคาปูชิโน่ ก็ฮิตมากในออสเตรีย โดยเฉพาะสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่นิยมดื่มกันมาก ก่อนจะโด่งดังไปทั่วโลกและกลายเป็นกาแฟที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดสูตรหนึ่งในตระกูลเอสเปรสโซ่ ขณะที่ คาปูซิเนอร์ ในเมนูกาแฟของออสเตรียก็ยังมีเสิร์ฟกันอยู่เหมือนเดิม

ปัจจุบัน คลาสสิกคาปูชิโน่ ก็ยังมีส่วนผสมของเอสเปรสโซ่ 2 ช็อต ตามด้วยนมร้อน สตีมมิลค์ กับฟองนมในสัดส่วนเท่าๆ กัน ส่วนมากจะชงผ่านเครื่องทำเอสเปรสโซ่ (ที่มีมาตั้งแต่การคิดค้นได้สำเร็จโดย ลุยจิ เบซเซรา ในปี 1901) โดยเริ่มจากการบริวเอสเปรสโซ่ 2 ช็อตลงไปก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเติมนมร้อนและฟองนมในปริมาณที่เท่าๆ กับกาแฟ 2 ช็อตนั้นลงไปตามลำดับ ส่วนใครจะสรรค์สร้างลวดลายที่เรียกว่า ลาเต้อาร์ต (Latte Art) ลงไปหรือไม่ก็สุดแล้วแต่

โดยทั่วไปแล้ว คาปูชิโน่ จะเสิร์ฟในถ้วยเล็กๆ มีหูจับ ปริมาณไม่เกิน 180 มล. รวมฟองนมหนานุ่ม ขณะที่ลาเต้จะมีปริมาณราว 200-300 มล. เสิร์ฟในแก้วทรงสูง มีหรือไม่มีหูจับก็ได้ ซึ่งถ้วยเล็กๆ แบบที่เสิร์ฟคาปูชิโน่นี้ เพิ่งได้รับการออกแบบมาในทศวรรษที่ 1950 คือปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมๆ กับกรรมวิธีนำให้นมร้อนด้วยการสตีม และการทำให้เกิดฟองนม — นี่นับว่าเป็นจุดกำเนิดของการทำกาแฟรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

ในอิตาลีและยุโรป คาปูชิโน่ มักจะเสิร์ฟในมื้ออาหารเช้าเท่านั้น พร้อมๆ กับเพสตรี้สักหนึ่งอย่าง คนอิตาลีมักจะไม่ดื่มคาปูชิโน่ในมื้ออื่นหลังจากอาหารเช้า เรียกว่าหลัง 11.00 น. จะไม่ดื่มกาแฟใส่นม เพราะรู้สึกว่าหนักท้องเกินไป และรู้สึกว่า (อาหาร) จะไม่ย่อยนั่นเอง