Mensooree Okinawa (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566800

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 12:18 น.

Mensooree Okinawa (3)

สัปดาห์นี้เรายังอยู่กันที่โอกินาว่า วันนี้จะพาทุกท่านไปเยี่ยมชมแลนด์มาร์คอันดับหนึ่งของเกาะโอกินาว่า ตั้งอยู่บริเวณ Ocean Expo Park ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดงาน Expo 75 นิทรรศการด้านความก้าวหน้านานาชาติ ที่จัดขึ้นในปี 1976 เพื่อรำลึกถึงการส่งมอบโอกินาว่าคืนให้กับประเทศญี่ปุ่นในปี 1972 หลังจากที่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเข้ามาควบคุมดูแลหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผู้เข้าร่วมงานจาก 37 ประเทศ โดยภายในงานมีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสมุทรศาสตร์ สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล และวัฒนธรรมของหมู่เกาะต่างๆ ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้คำขวัญการจัดงานว่า The sea we would like to see และหลังจากจบงาน Expo แล้ว ก็ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนที่นี่สักเท่าไร ทางการโอกินาว่าจึงตัดสินใจสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งใหม่ เพื่อหวังจะช่วยฟื้นฟูพื้นที่พร้อมกับเฉลิมฉลองการครบรอบ 30 ปีของการคืนอธิปไตยโอกินาว่ากลับสู่ประเทศญี่ปุ่นด้วย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ปี 2002 ประกอบไปด้วยโซนต่างๆ มากมาย การจะเที่ยวให้ครบทุกแห่งต้องใช้เวลาเกือบทั้งวัน แต่เรามีเวลาไม่มาก เลยเลือกเก็บเฉพาะตัวไฮไลต์เด่นๆ

หากหยิบยกสถานที่เที่ยวในโอกินาว่าขึ้นมา หนึ่งในไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวต้องไปเยือนคือ Okinawa Churaumi Aquarium หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชูระอุมิ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณสถานที่จัดงานเอ็กซ์โปเดิม ขออธิบายความหมายของชื่อสถานที่แห่งนี้กันสักหน่อย คำว่า ชูระ Chura เป็นภาษาถิ่นของโอกินาว่าหมายถึง ความใสสะอาด บวกกับ อุมิ Umi ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ทะเล รวมกันเป็น ทะเลที่ใสสะอาด อย่างที่เราเห็นมาตลอดทางนั่นเอง สิ่งที่ทำให้ Churaumi Aquarium ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ก็มาจากภาพที่คุ้นตาคือบริเวณ Kuroshio Sea หรือตู้ปลาขนาดใหญ่ ความจุ 7,500 ลูกบาศก์เมตร ความลึก 10 เมตร ครองตำแหน่งตู้ปลาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และเคยเป็นอันดับหนึ่งของโลกมาระยะหนึ่ง ก่อนจะหล่นมาอยู่ลำดับ 3 ในปัจจุบัน เพราะโดน Georgia Aquarium และ Dubai Mall Aqaurium แซงหน้าไปไกลหลายขุม พระเอกของที่นี่คือ ฉลามวาฬและกระเบนราหู ที่แหวกว่ายอวดสายตาแก่นักท่องเที่ยว เป็นโชคดีของเราที่ไปเที่ยวตอนจังหวะเวลาให้อาหารฉลามวาฬกันพอดี จึงได้เก็บภาพหายากมาฝากทุกท่าน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกของผมที่เห็นฉลามวาฬกินอาหารเหมือนกัน เดินเล่นด้านในชมโลกใต้น้ำกันจนเต็มอิ่ม ก็ได้เวลาไปชมโชว์ปลาโลมาที่ OKI-CHAN Theater ซึ่งอยู่ติดริมทะเล เรารีบไปจับจองหาที่นั่งมุมมองดีๆ ถึงเวลาก็มีเหล่าโลมาแสนรู้ออกมาโชว์ความฉลาดและน่ารัก อย่างกระโดดลอดห่วง ว่ายน้ำส่งของ โชว์ลีลาประกอบเพลง เรียกเสียงตบมือจากเหล่านักท่องเที่ยวได้ตลอดการแสดง เจ้าหน้าที่ที่มาดูแลพวกเราให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า OKI-CHAN Theater มาจากโลมาตัวหนึ่งชื่อ OKI-Chan ที่เปิดการแสดงตั้งแต่รอบแรกของการโชว์ และยังคงแสดงอยู่จนถึงปัจจุบัน

พอชมการแสดงจบก็ได้เวลาอาหารพอดี อาหารมื้อนี้ขอลิ้มรสเมนูพื้นเมืองที่มีชื่อว่า Chanpuru ที่มาคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ซึ่งเมนู Chanpuru พวกนี้มีความหมายว่า ผสมรวมกัน ในภาษาอินโดนีเซีย อย่างที่เล่าให้ฟังในตอนที่แล้ว โอกินาว่าเป็นสถานีการค้ากลางมหาสมุทรแปซิฟิก จึงได้รับวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศรวมทั้งแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน เมนูนี้เชื่อว่าคนไทยต้องคุ้นหน้าคุ้นตาและคุ้นลิ้นอย่างแน่นอน เพราะหน้าตามันคือผัดผักรวมกับเต้าหู้ดีๆ นี่เอง เนื่องจากส่วนผสมหลักของอาหารจานนี้จะเป็นผักชนิดใดก็ได้นำไปผัดกับเต้าหู้และเนื้อสัตว์ และเมนู Chanpuru ที่ขึ้นชื่อที่สุดของโอกินาว่าก็คือ Goya Chanpuru หรือมะระผัดเต้าหู้ แต่สำหรับมื้อนี้สายตาแอบเหลือบไปเห็นชื่อเมนู Fuu Chanpuru คืออะไรหว่า! เดาไม่ออกเลย ซึ่งแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่มากับเราก็ไม่รู้จัก เอาล่ะสิ! ถ้าเป็นพวกผักแปลกๆ มานี่แย่เลย แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ต้องลองชิมทุกอย่าง คำแรกให้สัมผัสและรสชาติเหมือนฟองเต้าหู้มาก ลองสืบค้นกับอากู๋ดูก็พบว่า Fuu เป็นโปรตีนแห้งชนิดหนึ่งซึ่งผลิตจากธัญพืช คงคล้ายๆ กับโปรตีนในอาหารเจของบ้านเรากระมัง ระหว่างทานไปสะดุดตากับขวดเครื่องปรุงรสที่เจ้าหน้าที่กำลังเหยาะใส่ชามโซบะ มีลักษณะเป็นน้ำใสๆ และพริกสีแดงลอยอยู่เต็มขวดคล้าย น้ำปลาพริก หรือน้ำส้มพริกดอง แต่ได้กลิ่นชวนเมาโชยมาคงไม่น่าใช่ สอบถามได้ความว่าเครื่องปรุงรสชนิดนี้คือ Koregusu ทำจากพริกโอกินาว่าดองกับเหล้า Awamori เป็นหนึ่งในเครื่องปรุงยอดนิยมของโอกินาว่านิยมใส่ในโอกินาว่าโซบะ เพื่อเพิ่มรสเผ็ดจัดจ้าน ด้วยความอยากรู้เลยขอลองชิมสักนิด บอกได้คำเดียวว่า เผ็ดจริง ไม่เคยคิดเลยว่าพริกในญี่ปุ่นจะเผ็ดขนาดนี้ แต่ที่มากกว่าความเผ็ดก็คือกลิ่นเหล้านี่แหละ กลิ่นเข้มข้นจนจินตนาการได้ว่าถ้าใส่ไปเยอะต้องมีเมากันแน่

อิ่มกันแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังสถานที่สุดท้ายของวันนี้ เราแวะไปที่Mihama American Village ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหาด Chatan มองเห็นชัดเจนแต่ไกล เพราะตรงทางเข้ามีชิงช้าสวรรค์ตัวใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่า สามารถขึ้นไปนั่งชมวิวกันได้ ที่นี่เป็นแหล่งรวมความบันเทิงขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของเกาะโอกินาว่า ภายในหมู่บ้านมีลักษณะคล้ายศูนย์การค้ากลางแจ้ง ประกอบด้วยร้านค้า ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารสไตล์อเมริกัน ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ลานโบว์ลิ่ง และโรงแรมที่พักภายใต้บรรยากาศแบบอเมริกัน จนลืมไปเลยว่ากำลังเที่ยวอยู่ในญี่ปุ่น อันที่จริงโอกินาว่าก็ดูไม่ญี่ปุ่นอยู่แล้วแต่ที่นี่ยิ่งดูไม่ใช่ญี่ปุ่นมากกว่าอีก สถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของทหารอเมริกัน เนื่องจากเกาะโอกินาว่าถูกใช้เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกัน จนถึงช่วงที่คืนเกาะโอกินาว่าให้กับญี่ปุ่น อเมริกาได้ถอนทหารกลับไปเยอะ พื้นที่แห่งนี้จึงถูกพัฒนาต่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและได้รับความนิยมจากทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ สุดทางด้านตะวันตกเป็นแนวระเบียงเลียบชายหาดชาตันมีร้านอาหารตั้งเรียงรายอยู่ไม่น้อย เหมาะสำหรับนั่งกินข้าวพร้อมชมบรรยากาศชายหาด หรือจะเดินเล่นถ่ายรูปยามพระอาทิตย์ตก ทั้งงดงามและโรแมนติกเป็นอย่างมาก จึงเป็นสถานที่นิยมสำหรับคู่รักมาออกเดทด้วยเช่นกัน

เดินเที่ยวชิลชิล @ รีนาเชนเต กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566775

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 10:03 น.

เดินเที่ยวชิลชิล @ รีนาเชนเต กรุงโรม

โดย มิยาโตะ

ชวนมาเดินเที่ยวห้างที่ไม่ธรรมดา รีนาเชนเต ณ กรุงโรม ต้นแบบของห้างสรรพสินค้าในฝัน ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความงดงามทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งที่มีมนต์เสน่ห์ เอกลักษณ์ของสโตร์และร้านค้า นอกจากนี้ยังรวบรวมคอลเลกชั่นชั้นนำของโลก ที่สุดของด้านแฟชั่น บิวตี้แคร์ ความสวยงาม ดีไซน์ และอาหาร

รีนาเชนเต กรุงโรม เปิดประตูต้อนรับนักช็อปไปเมื่อเกือบขวบปีที่ผ่านมา (วันที่ 12 ต.ค. 2560) เป็นแฟล็กชิปสโตร์ของ รีนาเชนเตแห่งที่ 2 บริเวณใจกลางกรุงโรม ต่อจากเมืองมิลาน ห้างสรรพสินค้าที่เติมเต็มประสบการณ์ช็อปปิ้งให้มีชีวิต และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักช็อปแห่งใหม่ ที่ครองใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก จะมุ่งมั่นมาช็อป หรือมุ่งมั่นมาเดินเที่ยวเล่นชิลชิล ก็ได้ทั้งนั้น

ห้างรีนาเชนเต แวดล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญของกรุงโรม ประเทศอิตาลี บนถนน เวีย เดล ตริโตเน (Via Del Tritone) แวดล้อมด้วยน้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain) น้ำพุที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก และปาซซา ดิ สปานยา (Piazza di Spagna) หรือย่านบันไดสเปน จัตุรัสอันเป็นที่ตั้งของบันไดที่กว้างและยาวที่สุดในทวีปยุโรป

ตัวห้างเองนั้น โดดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากทุกแห่ง อย่างเช่น ความเป็น “ตึกในตึก” หรือการสร้างอาคารคร่อมตัวอาคารเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง (Building Inside a Building) ที่เรียกว่า “พาลาเซ็ตโต้” (Palazzetto) เนื่องด้วยอาคารที่กอปรขึ้นเป็นห้างรีนาเชนเตนั้น มีลักษณะเป็น 3 อาคารเดิม 2 อาคารเป็นตึกที่อยู่อาศัยทั่วๆ ไป ซึ่งมีการทุบและออกแบบสร้างใหม่ ขณะที่อาคารที่ 3 เป็นปราสาทเก่าขนาดเล็กของขุนนางในอดีต อายุนับร้อยปี จึงเป็นสิ่งที่ทางห้างต้องการอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้เข้ากับบ้านเมืองที่สวยงามและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ จึงคงสภาพอาคารเก่าแก่ไว้ แล้วสร้างตึกใหม่มาครอบให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน

ตัวโถงอาคารมีแสงสว่างจากธรรมชาติส่องกระทบทุกชั้นอย่างทั่วถึง ด้านฟาซาด (Facade) ที่เป็นองค์ประกอบของอาคาร (เปลือกหุ้มอาคาร) ออกแบบโดย วินเซนต์ ฟาน ดุยเซน ประกอบด้วยกระจกสี่เหลี่ยม 96 แผ่น และ 7 ดิสเพลย์วินโดว์ โดยเฟรมของดิสเพลย์เป็นสีบรอนซ์วาว ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความร่วมสมัย (Contemporary) รวมประวัติศาสตร์ดั้งเดิมและความทันสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล บริเวณรูฟท็อป (Rooftop) ชั้น 6 ของห้าง ยังมองเห็นสุนทรียภาพของวิวทิวทัศน์สถาปัตยกรรมรอบกรุงโรมได้อย่างสวยงาม ถือเป็นทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ไม่เพียงปราสาทเก่าแก่ที่ห้างรีนาเชนเตอนุรักษ์เอาไว้ ในบรรดา 7 ชั้นของห้าง ซึ่งแต่ละชั้นถูกออกแบบให้เกิดความแตกต่างในความเป็นห้างหนึ่งเดียว โดยนักออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่แตกต่างกัน ณ บริเวณชั้นใต้ดิน (Basement) ออกแบบโดย 1+1=1 architects – เคลาดิโอ ซิลเวสตริน และจูเลียนา ซัลมาโซ โดยระหว่างกำลังก่อสร้าง ทางห้างได้ขุดพบ อควา เวอร์โก้ (Aqua Virgo Aqueduct) สะพานส่งน้ำสมัยโบราณของโรม อายุ 2,000 ปี ที่ยังใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน

อควา เวอร์โก้ ในอดีตใช้ส่งน้ำไปยังน้ำพุกรานโดเซ (Grandiose) ใจกลางกรุงโรม รวมทั้งน้ำพุเทรวี่ ที่เลื่องลือ ซึ่งห้างรีนาเชนเตได้เก็บรักษาสะพานส่งน้ำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของห้าง พร้อมทั้งจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวร บอกเล่าถึงที่มาของสะพานส่งน้ำ ให้ลูกค้าสามารถนั่งจิบกาแฟที่บาร์เดลล่า รีนา คาเฟ่ด้านข้างๆ พร้อมชมวิวของสะพานส่งน้ำโบราณไปด้วยอย่างผ่อนคลาย

ในชั้นนี้ยังเป็นที่ตั้งของดีไซน์ซูเปอร์มาร์เก็ต แหล่งรวมนวัตกรรม และแบรนด์ที่ทันสมัยเกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน ทั้งโต๊ะอาหาร ห้องครัว ผ้า เครื่องหนัง กระเป๋า ภาพถ่าย การจัดแสงไฟ และอุปกรณ์เทคโนโลยี ท่ามกลางบรรยากาศสีพาสเทล และจัดแสดงสินค้าได้อย่างโดดเด่นสวยงาม นอกจากนี้ ยังมีจุดบริการลูกค้า จุดบริการคืนภาษี (Tax Refund) สำหรับนักท่องเที่ยว และ Exhibition Area โซนจัดแสดงนิทรรศการเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย

ขึ้นบันไดเลื่อนมายังชั้นล่าง (Ground Floor) เป็นที่ตั้งของแผนกจิวเวลรี่ นาฬิกา แว่นกันแดด เครื่องประดับสตรี ออกแบบโดยวินเซนต์ ฟาน ดุยเซน ที่จัดแสดงความเลอค่าของจิวเวลรี่ เครื่องประดับที่หรูหรา และแว่นตา ด้วยการจัดพื้นที่ แสง และเงา ได้อย่างคลาสสิกเหนือกาลเวลา เสมือนเป็นรางวัลหรือประสบการณ์อันเลอค่าของนักช็อป บรรดาแอกเซสซอรี่แบรนด์ดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น ปราดา กุชชี่ ชาแนล หรือจะเป็น หลุยส์วิตตอง ที่มาสร้างช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟบริเวณปราสาทเก่าอายุร้อยปีที่ชั้นนี้ ยังได้รับการคัดสรร “ลิมิเต็ด เอดิชั่น” (Limited Edition)มาเป็นพิเศษ หลายชิ้นมีขายอยู่เพียงแห่งเดียว หรือ 1 ใน 5 แห่งในโลกเท่านั้น

ต่อเนื่องมาถึงชั้น 1 ออกแบบโดยวินเซนต์ ฟาน ดุยเซน ในคอนเซ็ปต์ “ความสวยงามที่ไร้ที่สิ้นสุด” เป็นที่ตั้งของแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำ เทรนด์ความงามล่าสุดของบิวตี้แคร์ และน้ำหอมสุดพิเศษ รวมถึงเมกอัพที่เป็นที่โปรดปรานของเหล่าซูเปอร์สตาร์ ที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น อย่างเช่น ช็อปเครื่องสำอางของแบรนด์รองเท้าชื่อดังจากฝรั่งเศส คริสติยอง ลูบูแต็ง ก็เป็นช็อป 1 ใน 5 ของโลกเท่านั้น หลายคนในโลกนี้ยังไม่เคยรู้ว่า แบรนด์นี้มีเครื่องสำอางสุดเก๋ที่ขายเกลี้ยงแทบทุกรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ด้วยซ้ำ!

เดินเรื่อยๆ มาถึงชั้น 2 ออกแบบโดย Universal Design Studio รวบรวมคอลเลกชั่นสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ทั้งรองเท้า ชุดยีนส์ หรือแอกเซสซอรี่ของผู้ชาย การออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นผู้ชายในสมัยยุคศตวรรษที่ 20 ของกรุงโรม ซึ่งในส่วนของดิสเพลย์สินค้าออกแบบโดย ฟรังโก อัลบินี สถาปนิกคนเดียวกับที่ออกแบบดิสเพลย์สินค้าที่ รีนาเชนเต มิลาน นั่นเอง

ในส่วนของชั้น 3 ยังเป็นชั้นของสุภาพบุรุษ ออกแบบโดย RetailDesign – เปาโล ลุคเชตตา ให้เป็นพื้นที่สำหรับผู้ชายที่มีสไตล์ พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งแบ่งเป็นห้องต่างๆ เหมือนช็อปอินช็อป เป็นแหล่งรวมแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของผู้ชาย บริเวณตรงกลางเป็นพื้นที่ลอฟต์สำหรับเสื้อผ้าแนวสมาร์ทแคชวล ตกแต่งด้วยฉากกั้นและกราฟฟิกที่ให้บรรยากาศของกรุงโรม มีการจัดแสดงโซนรองเท้ากีฬาอย่างน่าสนใจ พร้อมตกแต่งส่วนเชื่อมต่อ Palazzetto อย่างหรูหรา ให้หนุ่มๆ แวะช็อปชุดชั้นในและบีชแวร์อย่างเป็นส่วนตัว

ตามมาด้วยอีก 2 ชั้นของสุภาพสตรี โดยที่ชั้น 4 เป็นที่ตั้งของแผนกเสื้อผ้าสตรี แบรนด์ลักซ์ชัวรี่ และรองเท้าดีไซเนอร์ ออกแบบโดย อินเดีย มาดาวี เน้นความสง่างามเหนือกาลเวลา การออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากกรุงโรม สถานที่แห่งความทรงจำที่สวยสง่าข้ามกาลเวลา การจัดแบ่งพื้นที่ถูกจัดสรรอย่างลงตัว Palazzetto ตึกในตึกของชั้นนี้ จัดให้เป็นบริเวณโซนรองเท้า โดดเด่นด้วยผิวสัมผัสที่หลากหลายของดิสเพลย์

ขณะที่ชั้น 5 เป็นสินค้าสำหรับผู้หญิง เสื้อผ้าสไตล์โมเดิร์นและร่วมสมัย บาร์เดนิม และรองเท้ากีฬา ออกแบบโดย CLS Architetti เน้นจิตวิญญาณแห่งความร่วมสมัย นำเสนอความคิดสร้างสรรค์รูปแบบ “คอนเทนเนอร์” ชวนให้นึกถึงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของกรุงโรม ประกอบด้วยลายเส้นที่เรียบง่าย และเพดานที่ได้แรงบันดาลใจจากมหาวิหารแพนธีออน โครงสร้างเหล็กที่เป็นดิสเพลย์สินค้าให้ความรู้สึกร่วมสมัย เติมความน่าสนใจให้กับสินค้าหลากแบรนด์ พร้อมสะท้อนความเป็นแฟชั่นนิสต้าสำหรับวันสบายๆ

ชั้น 6 และชั้น 7 ของรีนาเชนเต กรุงโรม เป็นที่ตั้งของศูนย์อาหาร ร้านอาหารชั้นนำ ฟู้ดฮอลล์ ฟู้ดมาร์เก็ต คาเฟ่ เลานจ์บาร์ ระเบียงสำหรับชมวิว ออกแบบโดย Lifschutz Davidson Sandilands ถือเป็นจุดที่สูงที่สุดของกรุงโรมเมื่อเทียบกับอาคารในบริเวณเดียวกัน ทำให้สามารถชมวิวได้แบบ 180 องศา มองเห็นได้ทั้งมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ส โบสถ์ซานตานเดรีย เดลลเล ฟราตเต วิลลาบอร์เกเซ เห็นไปถึงภูเขามอนเตมาริโอ รวมทั้งกรุงวาติกัน เลยทีเดียว

รีนาเชนเต กรุงโรม เปิดบริการเวลา 09.30-23.00 น. จะช็อปได้เป็นกอบเป็นกำ หรือมาเดินช็อปแบบวินโดว์ช็อปปิ้งก็คุ้ม

‘บ้านศาลาดิน’ สร้างสุขสู่ชุมชนด้วยนวัตวิถี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566696

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 13:19 น.

‘บ้านศาลาดิน’ สร้างสุขสู่ชุมชนด้วยนวัตวิถี

นาทีนี้ใครๆ ก็เริ่มรู้จัก “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” ที่ดำเนินการโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ภายใต้งบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืนกันมากขึ้น นั่นเพราะการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกันถึง 3,273 ชุมชนหมู่บ้านทั่วประเทศ ด้วยการนำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP และดึงเสน่ห์วิถีชีวิตมาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชน เพื่อก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และนำพาไปสู่การสร้างความสุขอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชนนั่นเอง

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2546 คงต้องยอมรับว่า OTOP หรือโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยเป็นอย่างมาก สินค้า OTOP ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีรูปแบบที่หลากหลายด้วยการสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่มากยิ่งขึ้น และด้วยความเชื่อว่าเอกลักษณ์และเสน่ห์ของวิถีชีวิตไทย สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นมูลค่าได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเกิดเป็นโครงการ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” ขึ้น โดยเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ด้วยนวัตกรรม บวกกับการส่งเสริมการรักษาอัตลักษณ์วิถีชีวิตชุมชนให้คงอยู่อย่างมีคุณค่า

หนึ่งในชุมชนที่มีการพัฒนาเป็นไปตามแนวทางของ OTOP นวัตวิถี ได้อย่างโดดเด่นจนได้รับคัดเลือกให้เป็น “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีต้นแบบ” ซึ่งมีทั้งหมด 50 ชุมชน นั่นคือ “บ้านศาลาดิน” ชุมชนริมคลองมหาสวัสดิ์ ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

คลองมหาสวัสดิ์เป็นคลองที่ขุดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อขุดคลองเสร็จ มีการสร้างศาลาริมคลองไว้ 7 ศาลา หนึ่งในนั้นมีชื่อว่า “ศาลาดิน” จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านทุกวันนี้ และการท่องเที่ยวโดยชุมชนของที่นี่เริ่มจาก กิจกรรมล่องเรือชมสวน

บริเวณจุดขึ้นลงเรือของกิจกรรมล่องเรือ หากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะมีตลาดนัดขายสินค้า OTOP และสินค้าพื้นเมืองหลากชนิด ทำให้กลายเป็นหนึ่งในปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม ของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

การล่องเรือชมวิถีชีวิตคนริมคลอง ชมนาบัว และสวนกล้วยไม้ เป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนบ้านศาลาดิน เพราะจะได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพสองฝั่งคลอง และจุดแวะจุดแรกก็คือ “นาบัว”

คนที่นี่เล่าให้ฟังว่า “นาบัว” เป็นอาชีพที่ทำกันมานานแล้ว และจุดเด่นของกิจกรรมนี้ก็คือ สามารถทดลองเก็บบัวด้วยตัวเอง และนอกจากจะได้เห็นบรรยากาศอันงดงามแล้ว ยังได้ความรู้ควบคู่กันไปด้วย เพราะว่าคนที่คอยดูแลนักท่องเที่ยว จะเป็นผู้มีความรู้และมีประสบการณ์โดยตรงกับอาชีพและวิถีชีวิตของคนที่นี่ นอกจากจะได้รู้กรรมวิธีการทำนาบัวแล้ว เราจึงได้รู้อีกว่าหน้าร้อนดอกบัวจะดกมาก ทำให้ขายได้ราคาต่ำกว่าในช่วงหน้าฝนซึ่งบัวจะเสียหายมากและมีผลผลิตน้อยจึงขายได้ราคาดีกว่าช่วงหน้าร้อน

ต่อจาก “นาบัว” จุดแวะต่อไปคือ “บ้านฟักข้าว” ซี่งมีจุดเด่นอยู่ 2 เรื่องคือ ฟัง “แหล่ฟักข้าว” กับเจ้าของบ้าน และ “ชิมฟักข้าว” กันแบบสดๆ แน่นอนว่าผลสีส้มแสดตรงหน้าใครเห็นก็ต้องอยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ที่สำคัญเจ้าฟักข้าวที่ว่านี้ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำฟักข้าว สบู่ฟักข้าว หรือแม้กระทั่ง ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟน้ำฟักข้าวได้อีกด้วย

แม้ว่าจะเป็นธุรกิจหลักของเจ้าบ้าน แต่ดูเหมือนว่าที่บ้านฟักข้าวแห่งนี้พร้อมที่จะแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ให้แก่ทุกคนที่สนใจ หรืออยากนำไปลองทำที่บ้าน ด้วยความเชื่อเรื่องการแบ่งปัน มากกว่าการแข่งขันซึ่งเป็นเรื่องที่มักจะพบเห็นได้จากชุมชนท่องเที่ยวที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาพัฒนาชุมชนของตนเอง นั่นก็เพราะว่าเขาเรียนรู้จากที่อื่นมาพัฒนาตนเอง จึงพร้อมจะแบ่งปันสิ่งที่เคยได้รับให้แก่คนอื่นๆ เช่นกัน ใครได้มาเยี่ยมเยือนจึงมักจะพกพาเอาความอิ่มเอมใจกับประสบการณ์เหล่านี้กลับไปนั่นเอง

หลังจากได้เรียนรู้ประสบการณ์จาก “บ้านศาลาดิน” ทำให้เราค้นพบว่า ความพิเศษของกิจกรรมในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี คืออัตลักษณ์หรือเรื่องราวเฉพาะตัวของแต่ละชุมชน แม้จะคล้ายกันแต่ไม่มีที่ไหนเหมือนกัน เพราะกิจกรรมและสินค้าต่างๆ เกิดขึ้นจากการผสมผสานด้วยการนำทรัพยากรและวิถีชีวิตที่มีอยู่เดิมของผู้คนมาสร้างสรรค์เป็นประสบการณ์ให้แก่ผู้มาเยือน

ตัวอย่างที่บ้านศาลาดิน นอกจากจะได้เรียนรู้วิถีเกษตร กิจกรรมทางน้ำ และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ OTOP แล้ว ยังมีการนำชมสวนกล้วยไม้ อีกหนึ่งอาชีพของคนที่นี่ และเช่นเคยแม้ว่ากล้วยไม้ที่นี่จะไม่ได้สวยงามหรือพิเศษกว่าที่อื่นๆ แต่กลับมีคนมาเยี่ยมชมอยู่ไม่ขาด นั่นเพราะส่วนหนึ่งอาจเป็นด้วยอัธยาศัยไมตรีของเจ้าบ้านที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พร้อมจะเปิดบ้านต้อนรับอย่างยินดี

กิจกรรมปิดท้ายที่ใครต่อใครพากันมาลองแล้วต้องติดใจ นั่นคือการนั่งรถอีแต๋นเที่ยวชมสวนผลไม้ นอกจากเจ้าของสวนจะสร้างความเพลิดเพลินด้วยลีลาการขับรถอีแต๋นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ยังให้ความรู้แก่ผู้มาเยือนอีกด้วย เช่นว่า ในสวนผลไม้ไม่จำเป็นต้องปลูกทุกอย่างที่กินผลได้ มีการปลูกต้นทองหลางไว้บังร่มให้ต้นส้ม เพราะต้นทองหลางเป็นไม้ใหญ่เจอน้ำท่วมก็ไม่ตายอีกต่างหาก

หลังจากนั้นก็ได้เวลานั่งชิลชิมผลไม้สดๆ จากสวน พูดคุยกันแบบกันเอง แม้ว่าผลไม้ต่างๆ จะหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป แต่ประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้รับนั้น ต้องบอกว่าพิเศษแบบหาที่ไหนไม่ได้แน่นอน ยิ่งได้รู้ว่า “บ้านศาลาดิน” เป็น 1 ใน 50 “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีต้นแบบ” ของกรมการพัฒนาชุมชนด้วยแล้ว ทำให้นึกอยากไปเยี่ยมชุมชนอื่นๆ ขึ้นมาเลยทีเดียว

แฟนรายการโลก 360 องศา อย่าลืมติดตามชมจุดหมายใหม่ในสัปดาห์หน้า หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศา ชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel และพบกับรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

ถอดรูปนางงาม ‘สงขลา’ คนแก่แต่ยังเก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566668

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 11:31 น.

ถอดรูปนางงาม ‘สงขลา’ คนแก่แต่ยังเก๋

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ภายใต้ภาพเมืองเก่าสงขลาที่กำลังตื่น ยังมีภาพในอดีตที่เก่าแก่กว่าอยู่อีกฟากของโรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ซึ่งเวลานี้คนท้องถิ่นกำลังผลักดันให้เป็นเมืองมรดกโลก

สืบสกุล ศรีสุข ผู้อำนวยการภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม หนึ่งในหัวหอกที่กำลังขับเคลื่อนสงขลาสู่เมืองมรดกโลก บรรยายให้ฟังว่า บริเวณที่ต้องการยกให้เป็นมรดกโลกไม่ใช่ย่านเมืองเก่าสงขลา “แต่เป็นฝั่งนู้น”

ตอนนี้เขายืนอยู่ด้านหลังโรงสีแดงและกำลังชี้ไปยังแผ่นดินฝั่งตรงข้าม โดยมีทะเลสาบสงขลากั้นกลางไว้

“ฝั่งนู้นเป็นฝั่งเมืองเก่ายุคสมัยที่มุสลิมและจีนปกครองเมืองสงขลา เมื่อย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สงขลาจะมีอายุมากกว่า 2,000 ปี โดยในอดีตเส้นทางคมนาคมของโลกจากยุโรปจะผ่านอินเดีย และก่อนที่จะไปถึงเมืองจีนต้องผ่านเมืองท่าสำคัญ 3 เมือง คือ เมืองปีนังและมะละกาทางฝั่งตะวันตก สองเมืองนี้เป็นมรดกโลกแล้ว และอีกเมืองคือ สงขลาอยู่ทางฝั่งตะวันออก ถ้าไทยผลักดันให้สงขลาเป็นมรดกโลกก็จะสร้างความน่าสนใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเชื่อมโยงมาไทยด้วย”

เมืองสงขลาถูกปกครองมา 3 ยุค เริ่มต้นตั้งแต่ ยุคมุสลิมหรือยุคเขาแดง ปกครองโดยสุลต่านสุไลมาน และครองเมืองนาน 3 เจ้าพระยา ยุคต่อมาคือ ยุคจีนหรือยุคแหลมสม พระเจ้าตากสินมหาราชทรงแต่งตั้งให้ชาวจีนเป็นผู้ปกครอง และครองเมืองนาน 8 เจ้าพระยา และยุคสุดท้าย คือ ยุคไทยหรือยุคบ่อยาง ปกครองโดยคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน เกิดเป็นเส้นทาง 3 วัฒนธรรม มุสลิม จีน ไทย และเชื่อมโยง 3 เมืองเก่ามีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่น่าผลักดันสู่เมืองมรดกโลก

“ยุคแรกที่สุลต่านปกครองเกิดขึ้นเมื่อ 370 กว่าปีที่แล้ว ภายในเมืองนั้นจะเต็มไปด้วยป้อมปราการหรือป้อมปืนเรียงรายไปตามทางเดินบันได 700 กว่าขั้น มีอุโมงค์ต้นไม้หนาทึบ และยอดบนสุดมีเจดีย์ทั้งแบบมุสลิม จีน และพุทธ อยู่ใกล้กัน และยังมีกำแพงเมืองเก่าและคูคลองรอบเมือง จนได้ชื่อว่า เป็นเมืองแห่งป้อมปราการแห่งเอเชียอาคเนย์

จากนั้นยุคจีนปกครอง คนจีนผู้นั้นกลายเป็นต้นตระกูล ณ สงขลา และมีลูกหลานครองเมืองถึง 8 เจ้าพระยา สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในยุคจีน คือ ร่องรอยสถาปัตยกรรมของจีน ทั้งกำแพงแบบจีน เก๋งจีน ประตูจีนวัดจีน ปัจจุบันยังคงมีอยู่เต็มเมือง แต่ตอนนี้สภาพเมืองเก่ากลายเป็นป่าไปแล้ว

หลังจากนั้น เมื่อรัชกาลที่ 3 เห็นว่าเมืองขยายต่อไม่ได้ เพราะหน้าเมืองติดทะเลสาบ หลังเมืองติดภูเขา จึงทรงให้ย้ายเมืองข้ามมาตั้งเมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง จากนั้นพระองค์ได้สร้างกำแพงเมืองล้อมรอบ และอพยพชาวบ้านสามวัฒนธรรมให้มาอยู่ในกำแพงเดียวกันเป็นร้อยปีจนถึงปัจจุบัน โดยให้พี่น้องมุสลิมอยู่บริเวณบ้านบน พี่น้องชาวพุทธอยู่แถววัดมัชฌิมาวาส พี่น้องชาวจีนอยู่แถวศาลเจ้า กลายเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมแต่อยู่อาศัยแบบพี่น้องกัน เป็นความสวยงามอย่างลึกซึ้งของสงขลาที่ไม่มีเมืองไหนอื่นเทียบได้ และสวยกว่าเมืองไหนๆ เพราะมีทุกวัฒนธรรม” ผู้อำนวยการภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม กล่าวต่อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อ 4 ปีที่แล้วเมืองเก่าสงขลาเกือบกลายเป็นเมืองร้าง เพราะเสียสภาพการเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ทำให้ลูกหลานย้ายไปทำงานต่างเมือง แต่วันนี้สงขลาได้ฟื้นคืนชีพต้องยกเครดิตกึ่งหนึ่งให้ รังษี รัตนปราการ ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ที่กลับบ้านเกิดมาตอนอายุ 80 ปี และเป็นตัวตั้งตัวตีเปลี่ยนสงขลาเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

สิ่งแรกที่ทำ คือ จัดตั้งภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม และเริ่มวาดภาพสตรีทอาร์ตตามกำแพงบ้านร้างก่อนที่มันจะเป็นจุดเช็กพอยต์ของนักท่องเที่ยว

“แต่ก่อนวาดง่ายเพราะมีบ้านร้างเต็มเมืองไปหมด แต่พอเมืองตื่นขึ้นมา ลูกหลานกลับมาบูรณะบ้านทำให้สตรีทอาร์ตชิ้นแรกถูกลบทิ้งไป หลังจากนั้นสตรีทอาร์ตชิ้นใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอีกเต็มเมือง” สืบสกุล กล่าวเพิ่มเติม

เมื่อตอนนี้เมืองเก่ายุคบ่อยางเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนมาเลเซียแล้ว ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะเกิดการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปอีก 2 ยุคที่เหลือ ซึ่งมีท่าเรือหางยาวรับ-ส่งข้ามไปยังบ้านเขาแดงและบ้านแหลมสม คนละ 20 บาท ให้คำมั่นกับผู้อำนวยการสืบสกุล แล้วว่าครั้งหน้ามาใหม่จะรบกวนท่านเป็นไกด์พาเที่ยวอีก 2 เมือง ก่อนที่เมืองเหล่านั้นจะกลายเป็นเมืองร้างอย่างที่เมืองยุคบ่อยางเกือบจะเป็น

สำหรับวันนี้รถรางมารอรับแล้วที่หน้าโรงสีแดงอายุ 105 ปี พร้อม “อ๋อย” ไกด์ท้องถิ่นรับหน้าที่บรรยายต่อ รถราง (ที่ไม่มีราง) แล่นไปยังถนนสายแรก ถนนนครใน สองข้างทางมีบ้านเรือนสถาปัตยกรรมแบบจีนร่วมสมัย ทรงชิโนโปรตุกีส ทรงชิโนยูโรเปียน ให้เห็นอยู่ทั่วไป

ดูแล้วมีความคล้ายคลึงกับถนนถลาง จ.ภูเก็ต ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ เหมือนเมืองปีนัง มะละกา ประเทศมาเลเซีย และเหมือนเมืองเว้ ดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งความหลากหลายของสถาปัตยกรรมเกิดขึ้นเพราะความหลากหลายของผู้สร้าง จากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการค้าในฐานะที่สงขลาเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่และเป็นท่าเรือน้ำลึก ทำให้มีทั้งชาวฮอลันดา ชาวโปรตุเกส และชาวจีนเข้ามาทำการค้าขาย

บนถนนนครในมีสิ่งที่น่าสนใจ เช่น พิพิธภัณฑ์บ้านนครใน เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในสงขลา โดยได้ปรับปรุงบ้านส่วนตัวทรงชิโนโปรตุกีสให้เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวย่านเมืองเก่าสงขลา ตามตรอกซอกซอยมีสตรีทอาร์ต 20 จุด

นอกจากนี้ ถนนนครในยังมีของกินเพียบทั้งข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวเกรียบปลา น้ำบูดู น้ำไตปลา ร้านสุกี้ ร้านก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บเป็ด อาหารตามสั่ง ข้าวมันไก่ รวมถึงร้านนวดแผนไทย

และมีตึกที่น่าสนใจอย่าง ตึกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นฐานบัญชาการของกองทัพญี่ปุ่นที่ใช้เวลาบุกยึดสงขลาเพียง 1 ชั่วโมง เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่มาเลเซีย จากนั้นตึกดังกล่าวถูกทิ้งระเบิดทำให้เหลือตึกแค่ครึ่งเดียว

ถนนอีกสายคือ ถนนพัทลุง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า บ้านบน เป็นย่านของชาวไทยมุสลิม มีร้านอาหารให้ชิมเช่นกัน ทั้งแกงแพะ ซุปหางวัว ข้าวมันแกงไก่ ขนมไข่ใส่เนย และร้านอาหารใต้ ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญคือ มัสยิดเก่าแก่อายุ 171 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานโคมไฟให้โต๊ะอิหม่ามในสมัยนั้น เพื่อนำไปประดับด้านในมัสยิด

ถัดไปคือ ถนนนางงาม ถนนที่มีร้านอาหารและร้านขนมมากที่สุดในย่านเมืองเก่า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายขนมบอก สืบทอดมาเป็นรุ่นที่ 3 เก่าแก่เป็นร้อยปี ขนมลูกโดน โรตี ไก่กอและ ข้าวสตูหมู ซาลาเปาลูกใหญ่ ไอศกรีมไข่แข็ง ผัดไทยหอยทอดใบตอง ข้าวเหนียวมะม่วง กวยจั๊บเจ๊น้อย ก๋วยเตี๋ยวเรือ ก๋วยเตี๋ยวหางหมู ติ่มซำ ก๋วยเตี๋ยวภูเก็ต ร้านน้ำชานางงาม และร้านขนมไทยที่เรียงต่อกัน 5 ร้าน คือ แม่ฉวี สอง-แสน ต้นรัก จงดี และกุลประคอง ร้านเหล่านี้ขายขนมทองเอก ทองม้วน ฝอยทอง ข้าวฟ่างกวน และสัมปันนี

นอกจากนี้ ถนนนางงามยังมีโรงแรมบ้านในนคร ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งด้านในศาลเจ้ามีร้านก๋วยเตี๋ยวใต้โรงงิ้วและโรงเรียนสงขลาวิทยามูลนิธิ เป็นโรงเรียนระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา สอน 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน สำหรับเสาหลักเมืองมี 2 เสา คือ เสาหลักเมืองไม้ชัยพฤกษ์ที่รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชทานเมื่อ 176 ปีที่แล้ว จากนั้นรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานเสาหลักเมืองปูน ปัจจุบันตั้งอยู่เคียงข้างกัน

จากนั้นตรงสุดหัวถนนนางงามเป็นที่ตั้งของวัดยางทอง วัดเก่าแก่ภายในเขตนครสงขลา ภายในวัดมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ เป็นบ่อน้ำจืดให้ชาวบ้านและคนสัญจรไปมาได้ใช้ ใกล้กับบ่อน้ำมีต้นยางทองขนาดใหญ่ คนจึงนำคำว่า บ่อ และยาง มาผสมกันกลายเป็นตำบลบ่อยางในปัจจุบัน

รถรางยังแล่นไปถึง ถนนจะนะ ถนนที่จะปิดเป็นถนนคนเดินทุกวันศุกร์และเสาร์ เวลา 16.00-22.00 น. ริมถนนมีกำแพงเมืองสงขลาอายุ 182 ปี สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 ในครั้งที่ย้ายเมืองมาจากฝั่งเขาแหลมสนมายังฝั่งบ่อยาง เดิมด้านหลังกำแพงเป็นเรือนจำจังหวัดสงขลา แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นอาคารที่พักให้เช่า

บนถนนจะนะ ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา อาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมยุโรป เดิมเป็นที่พักของพระยาสุนทรานุรักษ์ หรือ เนตร์ ณ สงขลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาในเวลานั้น จากนั้นได้กลายเป็นที่พำนักของต้นตระกูล ณ สงขลา และกลายเป็นศาลากลางจังหวัดก่อนจะถูกทิ้งร้างไป กระทั่งถึงปี 2516 กรมศิลปากรได้เข้ามาทำนุบำรุงและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานก่อนเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา

ติดกันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ บ้านเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย ด้านในยังมีสิ่งของเครื่องใช้ของท่าน ซึ่งหลังที่เห็นอยู่นี้เป็นการจำลองขึ้นมาใหม่จากหลังเดิมเป็นเรือนไทยทรงปั้นหยา เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.00 น. แต่วันศุกร์-เสาร์จะเปิดถึง 22.00 น. เพราะถนนหน้าบ้านจะเปลี่ยนเป็นถนนคนเดิน

เมื่อมุ่งหน้าไปสู่ ถนนเลียบชายหาด อ๋อย บรรยายต่อไปว่า กำลังขับผ่านสนามกีฬาติณสูลานนท์ เป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่สุดของภาคใต้ และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากสนามราชมังคลากีฬาสถาน รองรับได้เกือบ 5 หมื่นคน ส่วนชายหาดที่เห็นยาว 9 กม. แบ่งเป็น 4 ชายหาด สามารถนำเสื่อมานั่งนอนตรงไหนก็ได้ไม่เสียเงิน และชายหาดจะไปสิ้นสุดที่ปลายแหลมสมิหลาตรงที่มีนางเงือกทอง สัญลักษณ์ประจำจังหวัดสงขลา นางเงือกนั่งผ่านร้อนผ่านหนาวมานานถึง 52 ปี มีความเชื่อว่า ใครที่มาลูบนมนางเงือกทองจะได้กลับมาเที่ยวสงขลาหรือมีคู่ครองเป็นคนสงขลา

“สงขลามีสองทะเลคือ ทะเลสาบสงขลาและทะเลอ่าวไทย สองเขาคือ เขาน้อยและเขาตังกวน สองเกาะคือ เกาะหนูและเกาะแมว สองคลองคือ คลองขวางและคลองสำโรง และสามน้ำคือน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย” ไกด์สรุปสมญานาม

จากถนนเลียบหาด รถรางได้เคลื่อนต่อไปยัง ถนนไทรบุรี ถนนที่มีวัดมากที่สุดในย่านเมืองเก่าจำนวน 8 แห่ง (เขตนครสงขลามี 18 วัด) ยกตัวอย่างตั้งแต่หัวถนนที่วัดแจ้งสร้างขึ้นสมัยกรุงธนบุรี วัดดอนรักอายุ 200 กว่าปี วัดเลียบอายุ 267 ปี ภายในมีพระพุทธสิหิงค์ที่จำลองแบบมาจากสทิงพระ วัดดอนแย้ อายุ 367 ปี และวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร (วัดกลาง) อายุ 427 ปี ภายในอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังทศชาติชาดกที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุดในไทย ซึ่งถนนสายนี้รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตัดขึ้นเพื่อใช้สัญจรจากสงขลาไปยังรัฐเคดาห์ รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย

สุดท้ายต้องบอกลาไกด์คนสวยหน้าวัดกลาง โดยจากตรงนั้นหรือไม่ว่าจากตรงไหนก็สามารถเดินเชื่อมโยงไปยังถนนอื่นได้เป็นบล็อกๆ เพลิดเพลินไปกับสตรีทอาร์ตที่แอบซ่อนอยู่ตามตรอกเล็กๆ แวะจิบชาชิมกาแฟตามคาเฟ่ที่ลูกหลานกลับมาเปิด จนสร้างบรรยากาศสงขลาฮิปสเตอร์ และตะลอนกินร้านละนิดละหน่อยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กินเสร็จก็เดินย่อยก่อนแล้วค่อยกินใหม่

ปล่อยให้หนึ่งวันนั้นเป็นวันแห่งการกิน เสพงานศิลป์ และชื่นชมบ้านเรือน ซึ่งเป็นหนทางสัมผัสอดีตและซึมซับวัฒนธรรมผ่านอาหาร วิถีชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่น ผ่านภาพวาดที่พยายามขยายความทรงจำ และผ่านความเป็นจริงของความเปลี่ยนแปลง

น่าชื่นใจที่เมืองเก่าสงขลาเวลานี้ ตื่นแบบไม่ตื่นตูม ทำให้เห็นบ้านเรือนเก่าถูกอนุรักษ์ในบทบาทใหม่ที่เหมาะกับสภาวะปัจจุบัน แต่ต่อจากนี้ไปต้องจับตาดูว่าอีก 2 เมืองเก่าจะถูกปลุกจากการหลับใหลในรูปแบบใด และสงขลาจะก้าวไปสู่เมืองมรดกโลกได้หรือไม่? คงต้องดูกันไปยาวๆ

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เห็ดหูหนูผัดไข่กับพริกหนุ่มดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566578

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เห็ดหูหนูผัดไข่กับพริกหนุ่มดอง

เรื่อง สวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ไอเย็นลมหนาวแอบมาเยี่ยมบ้างในบางวัน เหลียวดูปฏิทิน นี่ก็ย่างเข้าสู่เดือนที่สิบของปีแล้ว จึงรู้สึกไม่แปลกใจที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นลมหนาวโชยมาจางๆ ใกล้หน้าหนาวแบบนี้ แถมยังทำต้นฉบับเกี่ยวกับข้าวต้มกุ๊ย ทำให้คิดถึงร้านข้าวต้มร้านหนึ่งใน จ.เชียงราย ผู้เขียนรู้จักร้านนี้จากคุณลุงคนขับรถตู้ที่ไปรับจากสนามบิน ช่วงที่ไปเชียงรายปีนั้นอากาศเย็นเอาการ จึงอยากรับประทานอะไรร้อนๆ ช่วงค่ำวันนั้น เมื่อบอกไปดังนั้นแล้ว คุณลุงจึงพามาที่ร้านข้าวต้มมีนา แวบแรกที่มาจอดหน้าร้าน ต้องตกใจที่เห็นร้านเนืองแน่นไปด้วยลูกค้าตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ โชคดีที่รอโต๊ะไม่นาน

วิธีการเสิร์ฟและสั่งอาหารของร้านนี้คือ กับข้าวบางอย่างจะมีอยู่แล้ว เราสามารถไปเลือกๆ จากที่มีอยู่ได้เลย เช่น หมูกรอบ กุนเชียง ของทอดที่เขาทยอยทอดใส่จาน หรือจะเป็นพวกน้ำแกง ไข่ตุ๋นที่มีอยู่แล้วในรังถึงที่นึ่งควันฉุย ถ้าเป็นยำสั่งที่โต๊ะแล้วทางร้านจะยำเป็นชามโตๆ ตักใส่จานแล้วเสิร์ฟตามโต๊ะที่สั่ง อร่อยเด็ดๆ ต้องยำหมูยอของร้านมีนา ถ้าช่วงคนไม่เยอะมากจะเห็นพนักงานถือถาดอาหารมาตามโต๊ะ เราสามารถเลือกหยิบมาลงที่โต๊ะได้เลย แต่ถ้าคนเยอะจนทำอาหารไม่ทัน ลูกค้าจะต้องนั่งรอจนกว่าพนักงานจะมารับออร์เดอร์หรือเอาอาหารที่สั่งไว้มาเสิร์ฟ เรียกว่าต้องดูตาม้าตาเรือให้ดี

กับข้าวข้าวต้มกุ๊ยของร้านมีนานั้นอร่อยเกือบทุกอย่าง ยิ่งอากาศเย็นๆ ยิ่งพุ้ยข้าวต้มกับข้าวได้อร่อยยิ่งขึ้น แถมบรรยากาศที่คนเยอะๆ มันยิ่งกินสนุก เพราะเสมือนว่าเพื่อนรักนักกินมารวมตัวกันที่ร้านมีนาแห่งนี้ สมาชิกในโต๊ะเคี้ยวหมูกรอบจิ้มซีอิ๊วแล้ว เกือบลุกขึ้นปรบมือลั่นร้าน เพราะอร่อยเด็ดขาดในสไตล์หมูกรอบที่ชอบหนังกรอบสัมพันธ์กับเนื้อทุกคำ

ระหว่างรอหมูกรอบที่สั่งไปเพิ่ม น้องคนเสิร์ฟเริ่มเอาอาหารจานผัดที่เขาจะผัดทีละกระทะใหญ่ๆ ใส่จานมาครั้งละหลายๆ ใบมาให้เลือกหยิบตามโต๊ะ มีมะเขือยาวผัดโหระพาบ้าง หอยลายผัดบ้าง โต๊ะเราสมาชิกเยอะ สนุกสนานกับการช็อปปิ้งของกินที่มาเสิร์ฟบนโต๊ะมากๆ เหลียวชะเง้อคอยดูว่าครั้งนี้จะเป็นอะไร เราชักงงเพราะนึกไม่ออกว่าพ่อครัวค่อยๆ ตัก “ของดำๆ” จากกระทะใส่จานนั้นคืออะไร พอน้องคนเสิร์ฟ หรือ Food Runner ของเรา ถือถาดมีอะไรสักอย่างดำๆ ในจานมาใกล้ๆ ก็ถึงบางอ้อว่ามันคือ เห็ดหูหนูผัดไข่ บางคนในโต๊ะร้องไม่อยากชิม ผู้เขียนเองก็เฉยๆ แต่ด้วยความหิวรอจานต่อไปก็ขาดตอนในการตักอาหารเข้าปาก จึงหยิบมา 1 จานจากถาดอย่างเสียมิได้

ผลคือเมื่อตักเห็ดหูหนูดำที่ผัดไข่มาในสัดส่วนที่ไข่เยอะกว่าเห็ดเข้าปากไป ตาโตด้วยความอร่อยจนสมาชิกคนอื่นในโต๊ะต้องทดลองตักคนละคำสองคำเข้าปาก ระหว่างที่เคี้ยวเรามองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น คิดว่าใครเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมดปากก่อนน่าจะต้องพูดคำว่า “อร่อย” ออกมาแน่นอน แล้วก็เป็นจริงดังคาด

เห็ดหูหนูที่หลายคนไม่ชอบและไม่อยากกิน ถ้าไม่บังคับหรืออยู่บนโต๊ะอยู่แล้วก็คงไม่ชิมแน่ๆ แต่ร้านข้าวต้มมีนาเขาผัดมาอย่างกลมกล่อมแบบไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน เล่นเอาคนที่ไม่ชอบเห็ดหูหนูดำยังต้องบอกว่าอร่อยจริงๆ รสชาติเค็ม หวาน ที่ผสานกันกับไข่ ต้นหอม น่าจะมีกระเทียมนิดหน่อยในน้ำมันเจียวทุกอย่างที่เคลือบอยู่บนเห็ดหูหนูมันช่างลงตัว เข้ากับข้าวต้ม หรือจะกินคู่กับเบียร์เย็นๆ เป็นกับแกล้มก็เข้ากัน ที่สำคัญเขามีพริกหนุ่มย่างดองน้ำส้มมาด้วย ช่วยตัดรสชาติความหวาน เค็ม มัน ในจานเห็ดหูหนูผัดไข่ได้เป็นอย่างดี

ผู้เขียนจึงอยากเอาไอเดียเห็ดหูหนูผัดไข่มาใส่ไว้ใน “ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม” ของเราไว้ วัตถุดิบที่อาจถูกมองข้ามเวลาไปตลาดอย่างเห็ดหูหนู เวลานำมาปรุงเป็นอาหารอย่างคนรู้วิธี เขาทำได้อร่อยจริงๆ ร้านมีนาเขาใช้เป็นเห็ดหูหนูดำแห้งแช่น้ำ เนื้อสัมผัสจะมีความหนึบมากกว่าแบบสดสักหน่อย หาซื้อเอาไว้ติดบ้าน แช่น้ำแล้วนำมาทำกับข้าวได้หลากหลาย รวมถึงเมนูนี้ได้ ส่วนใครหาเห็ดหูหนูสดได้สามารถนำมาผัดไข่ได้เช่นกัน

ความแตกต่างระหว่างของสดและของแห้งอยู่ที่เนื้อสัมผัสและความเข้มข้นที่ผัดออกมาแล้ว เห็ดหูหนูแห้งจะมีริ้วที่โอบอุ้มเอารสชาติของเครื่องปรุงได้มากกว่าจะได้รสเข้มข้น แต่ถ้าชอบเนื้อนุ่ม กรอบเด้ง แนะนำเป็นเห็ดหูหนูสด

ผู้เขียนทดลองทำพริกหนุ่มย่างดองน้ำส้มเอาไว้รับประทานคู่กับเห็ดหูหนูผัดไข่ด้วย กรรมวิธีไม่ยากเย็นอะไร ย่างได้ด้วยกระทะบนเตาแก๊ส หรือจะติดเตาถ่านย่างพริกเอาไว้เยอะๆ ดองใส่ขวดไว้กินคู่ได้กับอาหารหลายจาน

เห็ดหูหนูผัดไข่

ส่วนผสม

เห็ดหูหนูสด หรือเห็ดหูหนูแห้ง แช่น้ำจนนิ่ม 2 ขีด

ไข่ไก่ 2 ฟอง

กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

ต้นหอมซอย 1 ซม. 1 ต้น

ผักชีสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

• ทำความสะอาดเห็ดหูหนู สะเด็ดน้ำให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กพอดีคำ

• ในกระทะเติมน้ำมันพืช เจียวกระเทียมให้หอม เติมต้นหอมซอยส่วนสีขาวๆ ลงไปด้วยจะช่วยทำให้หอมยิ่งขึ้น

• ใส่เห็ดหูหนูลงไปผัด เติมไข่ไก่ลงไป รอให้ไข่ไก่เริ่มสุกจึงค่อยๆ ผัดและยีให้สุกเคลือบเห็ดหูหนู

• ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย น้ำตาลทราย ซอสและซีอิ๊ว

• โรยต้นหอมแล้วตักใส่จาน

ส่วนผสมพริกหนุ่มดอง

พริกหนุ่ม 3-4 เม็ด

น้ำส้มสายชู ครึ่งถ้วย

วิธีทำ

• ย่างพริกหนุ่มให้เกรียมที่ไฟแรงๆ

• หั่นพริกหนุ่มเป็นท่อนๆ ใส่ขวดโหลแล้วเติมน้ำส้มสายชูลงไป

เมนูเลิศรส ไทย จีน ญี่ปุ่น @ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566577

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

เมนูเลิศรส ไทย จีน ญี่ปุ่น @ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง

เรื่อง/ภาพ พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

การทำธุรกิจร้านอาหาร มีเคล็ดลับความสำเร็จไม่เพียงแค่การใส่ใจรูปแบบหรือสไตล์ของร้านให้มีความโดดเด่นเท่านั้น แต่นักชิมยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและรสชาติของอาหารอย่างมาก หากร้านไหนอร่อยถูกใจจะแชร์ผ่านสังคมเครือข่ายออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงมัดใจลูกค้า สิ่งนี้เองเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านอาหารโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง รามอินทรา ใส่ใจปรุงอาหารคุณภาพระดับพรีเมียมเสิร์ฟลูกค้า

สำหรับความอร่อยวันนี้ จะแนะนำเมนูใหม่ที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว เริ่มต้นจากซี่โครงหมูย่างเวียนนา เลือกเอาส่วนเนื้อนุ่มลิ้นขนาดพอเหมาะยาว 1 ฟุต หมักด้วยเครื่องเทศสูตรลับเฉพาะจากกรุงเวียนนา ออสเตรีย นำมาย่างบนเตาถ่าน ราดด้วยซอสบาบีคิวรสจัดจ้าน เมื่อรับประทานพร้อมกับเครื่องเคียง อย่าง ข้าวโพดย่าง เฟรนช์ฟรายส์ และพริกหยวกดอง ได้รสอารมณ์ที่ละมุนละไมและเข้ากันเป็นอย่างดี

ถั่วหวานผัดกะปิกับสองเกลอ คัดถั่วหวานสดกรอบมาผัดกับกะปิชั้นดีสูตรโรงเบียร์ เพิ่มอรรถรสด้วยกุ้งเสียบจากภูเก็ตและหมูกระจกจากลำปาง สุดๆ ไปเลย จานนี้ต้องบอกว่าเหมาะกับคนที่ชอบรับประทานกุ้งผัดกะปิสะตอ ให้อารมณ์เดียวกัน แต่ไม่ต้องกังวลใจกับเรื่องกลิ่น ขาหมูผัดเผ็ด จานนี้ต้องบอกว่ามีฟิลลิ่งเดียวกันกับ หมูป่าผัดเผ็ด แต่มีทีเด็ดอยู่ที่พริกแกงรสชาติจัดจ้าน อร่อยจนต้องขอข้าวเพิ่ม

ยำปลาแซลมอนแบบไทย หวานรสปลาแซลมอนสดส่งตรงจากนอร์เวย์ เข้ากันได้ดีกับน้ำยำรสชาติไทย บวกด้วยสมุนไพรอย่างตะไคร้ใบมะกรูด ช่วยระบายลมในท้อง ที่ขาดไม่ได้เมนูยอดนิยม ขาหมูทอดตะวันแดง จิ้มจุ่มทะเล ส้มตำไหลบัว ปลาช่อนนึ่งจิ้มแจ่ว เกาเหลาเย็นตาโฟทรงเครื่อง ไส้กรอกเยอรมัน ออร์เดิร์ฟส้มตำ กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา เป็นต้น

เรียกได้ว่า หากมาพร้อมกันทั้งครอบครัวที่นี่พร้อมเสิร์ฟอาหาร ไทย จีน ญี่ปุ่น ยุโรป โดยเฉพาะร้านอาหารญี่ปุ่น Yuyake Sushi Bar (พระอาทิเตย์ยามเย็น) ต้นตำรับแท้ๆ ที่นำเข้าวัตถุดิบเกรดพรีเมียมจากฮอกไกโด ปลาแซลมอนจากนอร์เวย์ ดูแลโดยเชฟอาหารญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์มายาวนาน สอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่เบอร์ 02-944-5131-2 

เชฟยามาชิตะ บินตรงจากญี่ปุ่น โชว์เมนูฤดูใบไม้ร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566574

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

เชฟยามาชิตะ บินตรงจากญี่ปุ่น โชว์เมนูฤดูใบไม้ร่วง

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

ณ ห้องอาหารทาคูมิ โรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดาอาหารญี่ปุ่น นับว่าเป็นอาหารที่มีความพิถีพิถัน เพราะเน้นความสำคัญมากกว่าเรื่องรสชาติของอาหาร ด้วยหลักการที่ว่า การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ต้องสัมผัสได้ถึงความสวยงาม ละเมียดละไม ทั้งทางสายตา ทางปาก และกลิ่น อีกทั้งต้องให้คุณค่าทางโภชนาการแก่ร่างกาย เพื่อตอบโจทย์ความสุขและสมดุลของการใช้ชีวิต ชาวญี่ปุ่นจึงมีความเชื่อว่าการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมและสอดคล้องกับฤดูกาล คือการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ซึ่งนับว่าเป็นศิลปะของการดำเนินชีวิตอย่างหนึ่ง

ประเทศญี่ปุ่นมีสภาพภูมิอากาศ แบ่งออกเป็น 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) ฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.) และ ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) ในแต่ละฤดูที่สภาพอากาศต่างกัน ส่งผลให้ พืชผัก เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเลที่เติบโตและหาได้ในแต่ละฤดูนั้นมีความแตกต่างกันทั้งรสชาติ สารอาหาร คุณภาพ รวมถึงความสดใหม่ ในเมนูอาหารจานเด็ดของญี่ปุ่นโดยทั่วไปจึงเห็นได้ว่ามีหลายๆ เมนูที่เป็นเมนูยอดนิยมเฉพาะฤดูกาล หรือหารับประทานได้เฉพาะในบางฤดูเท่านั้น

ระหว่างเดือน ก.ย.-พ.ย. ตรงกับฤดูใบไม้ร่วงในประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศของทั้งประเทศจะถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของใบไม้ที่กำลังผลัดใบ และเป็นฤดูที่มีอาหารหลากหลายชนิดที่มีรสชาติถูกปากคนญี่ปุ่น จนมีคำกล่าวว่า “ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เจริญอาหารมากขึ้น”

วัตถุดิบที่หาง่าย และรสชาติอร่อยในฤดูใบไม้ร่วง เช่น ปลาคาสึโอะ ซึ่งจะรสชาติดีเป็นพิเศษเพราะสมบูรณ์ด้วยไขมัน เห็ดมัตสึตาเกะ ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ มีกลิ่นหอม และหากินได้ยาก เพราะจะเติบโตให้เก็บได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น เกาลัด เป็นที่นิยมนำมาปรุงอาหารกันมาก เพราะในฤดูนี้เกาลัดจะหวานมันและหอมเป็นพิเศษ ฯลฯ

วันนี้-7 ต.ค. ห้องอาหารญี่ปุ่น ทาคูมิ โรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา (ชื่อเดิม โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ) ได้จัดเทศกาลอาหารญี่ปุ่นต้อนรับฤดูใบไม้ร่วง โดยเชิญมาสเตอร์เชฟ ยามาชิตะ ชูอิจิ (Yamashita Shuichi) ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการปรุงอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับ จากโรงแรมสวิสโฮเต็ล นันไก โอซากา ประเทศญี่ปุ่น มาแสดงฝีมือการปรุงอาหาร ที่นิยมรับประทานกันในฤดูใบไม้ร่วง ทั้งแบบ อะลาคาร์ต บุฟเฟ่ต์

เมนูเด่นๆ ได้แก่ เห็ดชิเมจิและกลีบดอกเบญจมาศ แซลมอนในซอสโทสะ เห็ดมัตสึตาเกะย่างและปลาคามาซึ (นำเข้าจาญี่ปุ่น) อกเป็ดในซอสต้นหอม ข้าวอบเกาลัด

บุฟเฟ่ต์ มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. ท่านละ 990 บาท++ บุฟเฟ่ต์ มื้อเย็น เวลา 18.00-22.30 น. ท่านละ 1,090 บาท++ สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ โทร. 02-694-2222 ต่อ 1560 หรืออีเมล: fb.bangkok@swissotel.com 

ช่วงเวลาดีๆ ที่ ฟรอนต์รูม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566573

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ช่วงเวลาดีๆ ที่ ฟรอนต์รูม

เรื่อง ฟร็อกกีลิเชียส ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสทอเรีย แบ็งค็อก โรงแรมสุดหรูย่านใจกลางเมืองราชประสงค์ พร้อมร้านอาหารเข้าตาน่านั่งหลายห้องด้วยกัน แต่ที่วางไว้ให้เป็นซิกเนเจอร์ที่ต้องไปก่อนที่แรกๆ ต้องเป็น ห้องอาหารฟรอนต์รูม (Front Room) ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารคอนเซ็ปต์ใหม่ซึ่งไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร อย่างอาหารที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนอร์ดิกควิซีน (Nordic-Inspired Cuisine)

ด้วยความที่เชฟประจำห้องอาหาร อย่าง เชฟรุ่งทิวา ชุ่มมงคล หรือเชฟเฟ ผ่านประสบการณ์การทำงานกว่าสิบปีในร้านอาหารระดับมิชลิน สตาร์ หลายแห่งในยุโรป โดยเฉพาะในแถบสแกนดิเนเวีย ที่เกิดควิซีนอาหารแนวใหม่ อย่างนอร์ดิกควิซีน ที่กำลังได้รับความนิยมในโลกของอาหาร จึงต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในการรับประทานให้ชาวไทย ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง

สำหรับชื่อห้องอาหารฟรอนต์รูม ไม่ได้ตั้งขึ้นมาง่ายๆ เพียงเพราะห้องอาหารนี้อยู่ที่ด้านหน้าสุดของโรงแรมเท่านั้น หากห้องด้านหน้านั้น มักเป็นห้องที่ทุกคนเข้ามาแล้วมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกัน โทนการตกแต่งสีเป็นสีเทาปนสีเขียวมะนาวอมมัสตาร์ด ทำให้นึกถึงสีของเครื่องปรุงหลายชนิดของไทย ไฮไลต์ของห้องอาหารนี้คือโคมไฟขนาดใหญ่กลางห้อง สร้างโดยได้แรงบันดาลใจจากการลอยโคม งานลอยกระทง เพิ่มเสน่ห์แห่งความเป็นไทยในห้องอาหารแห่งนี้

อาหารที่นี่ เสิร์ฟเป็นเซตเมนู 7 คอร์ส และ 10 คอร์ส พร้อมจูส (น้ำผลไม้) หรือไวน์แพริ่ง ตามแต่จะถนัดรับประทานแบบไหน นอกจากนี้ ยังมีแบบอะลาคาร์ตให้เลือกสั่งได้อีกด้วย ขณะที่คนรับประทานอาหารวีแกน ก็มีทั้งเซตเมนูแบบเดียวกันที่ปราศจากเนื้อสัตว์ให้เลือกด้วย

สำหรับการมารับประทานที่ฟรอนต์รูมครั้งแรก ขอแนะนำให้ชิมเซตเมนู 10 คอร์ส จะได้เห็นภาพรวมของร้านอาหารนอร์ดิก-อินสไปรด์ หนึ่งเดียวในเมืองไทยร้านนี้ เริ่มความประทับใจกันตั้งแต่ผ้าเย็นกลิ่นมะลิ ที่สัมผัสได้ถึงความไท้ย-ไทย ก่อนเข้าสู่เมนูเบิกลิ้น อย่าง Velcommen ที่ประกอบด้วย Croustades-Pomelo-Shrimp ประมาณยำส้มโอใส่มาในกระทงทองที่บางกรอบมากๆ ตามมาด้วย Fish Cracker-Sweet Sour Gel ทอดมันที่มาในรูปแบบเส้นกรอบๆ เคี้ยวเพลินๆ Salmon-Beetroot หน้าตาเหมือนขนมเมอร์แรงรูปเห็ด รสชาติหวานๆ เค็มๆ กลมกล่อม Pumpkin Leaf Chips เสิร์ฟมาเป็นรูปใบไม้บางกรอบสุดเก๋ เป็นฟักทองบดโรยด้วยใบไทม์ ปิดท้ายด้วย ทาโก้ชิ้นจิ๋ว Sweet Potato-Peanut

อาหารที่นี่ทีเด็ดเยอะมาก ตั้งแต่ขนมปังซาวร์โด ทำจากข้าวเหนียวดำจากเชียงราย กินกับเนยโซยา ที่หมักไว้กับสมุนไพรต่างๆ เป็นเวลากว่า 2 เดือน กินคู่กับคอร์สต่อไปที่เชฟเรียกว่า Asia Pacific เป็น Seabass-Coconut-Broccoli ปลากะพงหมักกับสมุนไพรต่างๆ ถึง 2 เดือน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเปรี้ยวหวานจากสับปะรด สมุนไพรต่างๆ และเพิร์ลมะพร้าว

มาถึงจานเด็ดสุดๆ ของเชฟรุ่งทิวา Baking Beetroot (Beetroot-Pickled Papaya-Caviar-Beetroot Sauce) ที่แสดงความเป็นนอร์ดิกอย่างสูง และเป็นการเล่นกับหลายๆ รสสัมผัสของบีตรูต ต่อกันด้วย Mom’s Soup Memories ที่มีส่วนประกอบของ Squid-Chicken Broth-Gourd-Garlic Oil ที่เชฟนำความทรงจำวันเด็กซึ่งแม่ชอบทำซุปให้กินทุกวันมาเป็นแรงบันดาลใจ น้ำซุปรสกลมกล่อม เข้ากันอย่างนวลเนียนกับเส้นปลาหมึกแสนละเอียด กินแล้วไม่อยากให้หมด

คอร์สต่อมา Blue of the Sea (Crab-Celery Crudite-Celery-Yellow Curry) แกงปูในรูปแบบเก๋ๆ เสิร์ฟมาในกระบอกแครกเกอร์บางกรอบสุดๆ ก่อนจะมาถึงจานเด็ดอีกจาน Raised in Chiang Rai, Cook in Bangkok ที่มี Chicken-Lemongrass-Cress-Black Rice Puree ไก่อบหอมสมุนไพรสุดๆ ที่ใช้ไก่ฟรีแลนซ์จากแม่จัน เชียงราย เสิร์ฟมากับพูเรข้าวดำ อร่อยไม่รู้ลืม

มาถึงเมนคอร์ส เป็น The King of Beef ที่ใช้เนื้อ Wagyu Striploin-Tail-Morel-Fumet เนื้อวางุสุกขนาดมีเดียมแรร์ ราดน้ำสต๊อกปลาและหางวัว เสิร์ฟพร้อมเห็ดมอเรล

แล้วก็มาเริ่มล้างปากกันที่ของหวานจานที่ 1 เป็นไอศกรีมแอสพารากัสรสชาติตรึงใจ Sparrow Grass (Asparagus-Caramelized Asparagus-Dill) เสิร์ฟมาพร้อมแอสพารากัสผัดและไอซิ่งผักชีลาว ฟังดูอาจแปลกๆ หน่อยแต่อร่อยมาก ตามด้วยของหวานจานที่ 2 Green on Ice (Basil-White Chocolate Mousse-Mango) ไอศกรีมโหระพา เสิร์ฟพร้อมมูสไวท์ช็อกโกแลต เจลลี่มะม่วง และแครกเกอร์งาดำรูปลายกนก

ปิดท้ายเซตเมนู 10 คอร์ส ด้วย Sweet Bites เปอตีต์ฟัวร์ที่ไม่มีใครเหมือน เสิร์ฟมาเป็นกล่องให้เลือกชิมตามชอบ มีทั้งช็อกโกแลตรสขิง เมอร์แรงทุเรียน เจลลี่ส้มซ่าคลุกพริกเกลือ ฯลฯ (เซตเมนู 10 คอร์ส ราคา 3,200 บาท++ 7 คอร์ส ราคา 2,500 บาท++ ไวน์แพริ่ง ราคา 2,100 บาท++ จูสแพริ่ง ราคา 600 บาท++)

ห้องอาหารฟรอนต์รูม บริการเฉพาะมื้อดินเนอร์ ทุกวัน เวลา 17.30-22.30 น. สำรองที่นั่ง โทร. 02-846-8888 

Buon Caffe! ไปอิตาลีไม่ดื่มกาแฟจะทำอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566572

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

Buon Caffe! ไปอิตาลีไม่ดื่มกาแฟจะทำอะไร

เรื่อง/ภาพ คาเอรุ

กาแฟมาถึงอิตาลีในทศวรรษที่ 1500 ก่อนจะพัฒนามาเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็งตามแบบชาวอิตาเลียน มาที่นี่กินกาแฟตรงไหนก็อร่อย ขนาดในมื้ออาหารเช้าง่อยๆ ของโรงแรม ยังมีดีที่กาแฟไม่ให้เสียชื่อความเป็นอิตาเลียนผู้เอกอุในด้านนี้

แม้จะมีวัฒนธรรมกาแฟเข้มแข็งแล ะแตกต่างจากบ้านเรา แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป อิตาลีต้องพึ่งพาเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวทำให้ “คอฟฟี่บาร์” ของอิตาลีไม่น่ากลัวอีกต่อไป ไม่ต้องไปสั่งอะไรเป๊ะๆ เพราะกลัวถูกค้อนหรือสะบัดบ๊อบใส่ไม่มีแล้วล่ะ

โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่าง โรม มิลาน ฟลอเรนซ์ มีกาแฟสารพัดจะเสิร์ฟนอกจากเอสเปรสโซ่ เมนูหลักของชาวท้องถิ่น จะสั่งกาแฟใส่นม ทั้งลาเต้ คาปูชิโน่ แมคเคียโต หลังเวลา 11 โมงเช้าก็ย่อมได้ กาแฟเย็นก็มีให้สั่ง ทั้งอเมริกาโน่เย็น โคลด์บริว ที่บางร้านความพยายามไม่มาก ก็อาจจะแยกน้ำแข็งมาในถ้วยต่างหาก เหมือนทำกาแฟเย็นๆ ไม่ลง อะไรประมาณนั้น

ใครจะไปอิตาลี มาเรียนภาษาเอาไว้เก๋ๆ เพื่อสั่งกาแฟกัน เริ่มที่ บวนจอร์โน่ (Buongiorno!) สวัสดียามเช้า เราควรสั่งกาแฟพร้อมขนมแพสตรี้ต่างๆ ช่วงเช้าๆ ก่อน 11 โมง อิตาลีเน้นกาแฟใส่นม อย่างคาปูชิโน่ (กาแฟเอสเปรสโซ่ นมร้อน และฟองนม ปริมาณเท่าๆ กัน) ลาเต้ (กาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ส่วน นมร้อน 2 ส่วน และฟองนมอีก 1 ส่วน) หรือลาเต้แมคเคียโต (นมร้อน 1 แก้ว ที่ใส่กาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ช็อต)

เพรนดาโม อุง คาเฟ่ (Prendiamo un Caffe!) ไปกินกาแฟกันเถอะ! ประโยคนี้พูดชวนได้ตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ชาวอิตาเลียนแท้ๆ ก็จะหมายถึง ไปดื่มเอสเปรสโซ่กัน ไม่ว่าจะเป็น เอสเปรสโซ่ (Espresso) ที่หมายถึงกาแฟ 1 ช็อต หรือคาเฟ่่ ดอปโป (Caffe Doppio) ที่หมายถึงเอสเปรสโซ่ 2 ช็อตก็ตาม แต่เราเป็นนักท่องเที่ยวจะดื่มอะไรก็ได้ (อิอิ)

เวลาผ่านมาจากยุคกลางถึงยุคสหัสวรรษ แวดวงกาแฟในอิตาลีก็หลากหลายขึ้นมาก อย่างเช่น คาเฟ่แมคเคียโต (Caffe Macchiato) ที่เกิดขึ้นมาสำหรับคนนิยมดื่มกาแฟอ่อนๆ ชอบดื่มนมพร้อมกับมีรสชาติของกาแฟมาผสม คาเฟ่ กอร์เรตโต (Caffe Corretto) ที่ภาษาอังกฤษก็คือคำว่า Corrected Coffee หมายถึงกาแฟเอสเปรสโซ่ที่เติมแอลกอฮอล์เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นกรัปปาหรือซัมบูกา

คาเฟ่ อเมริกาโน่ (Caffe Americano) เมนูที่เราคุ้นเคยกันในสหรัฐ ที่ทำให้กาแฟอิตาเลียนเจือจางลงด้วยน้ำร้อน ขณะที่ คาเฟ่ ลุงโก (Caffe Lungo) คล้ายๆ อเมริกาโน่แต่เข้มข้นกว่า ด้วยการปล่อยน้ำร้อนจากหัวต้มเอสเปรสโซ่ให้นานขึ้น จนได้ปริมาณน้ำกาแฟมากกว่าเอสเปรสโซ่ 2-3 เท่า

แม้เราจะเป็นนักท่องเที่ยวที่จะสั่งอะไรก็ได้ แต่สำหรับคอกาแฟ ก็อยากให้ลองกาแฟประจำท้องถิ่นที่ไปสักหน่อย ที่อิตาลีนั้นมีกาแฟที่แตกต่างกันถึง 20 ท้องถิ่นให้เลือกทดลอง อย่างเช่น ถ้าไปทางเหนือควรต้องสั่ง คาเฟ่ อนิสเซตเต (Caffe Anisette) เอสเปรสโซ่ใส่โปยกั๊ก หอมซาบซ่า ขณะที่หากลงไปทางใต้ถึงเกาะซิซิลี ควรลอง คาเฟ่ ดุง ปาร์รินู (Caffe d’un Parrinu) กาแฟที่มีกลิ่นอายอาราบิกด้วยการผสานกลิ่นรสของกานพลู ซินนามอน และผงโกโก้

อัล บันโก (Al Banco) ชาวอิตาเลียนนิยมดื่มกาแฟที่บาร์ หรือเรียกเต็มๆ ว่า เอสเปรสโซ่บาร์ ที่แม้ว่าจะสั่งแค่กาแฟถ้วยจิ๋วๆ แต่ก็ยังนั่งๆ ยืนๆ เมาท์กับเพื่อนๆ คอกาแฟได้อย่างไม่ผิดกติกา

มารยาทการไปดื่มกาแฟที่เอสเปรสโซ่บาร์ ก็คือ สั่งกาแฟที่ต้องการและจ่ายเงินให้เสร็จก่อน ค่อยมาชิตแชต ทอดหุ่ยดื่มกาแฟกันได้อย่างเย็นใจ ที่นี่เขาจ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวงค่ะ (ฮ่าๆๆ)

กินลมชมสะพาน 16 ปีแห่งความหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566569

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

กินลมชมสะพาน 16 ปีแห่งความหลัง

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความอร่อยและวิวดีที่มาเป็นแพ็กคู่ และกลายเป็นของคู่กันมาอย่างยาวนานกว่า 16 ปีที่ผ่านมา ก็คือ ร้านกินลมชมสะพาน ร้านอาหารเก่าแก่ริมสายแม่น้ำเจ้าพระยา ที่คงคอนเซ็ปต์วิวริมน้ำและอาหารอร่อย โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่วิวแม่น้ำอันมีสะพานพระราม 8 เป็นแบ็กกราวด์นั้น งดงามจับใจ

ยลนภัส ลลิตนันทพันธุ์ ผู้จัดการร้านกินลมชมสะพาน เล่าให้ฟังว่า ร้านก่อตั้งในปี 2545 ในเครือบัดดี้กรุ๊ป ด้วยคอนเซ็ปต์อาหารไทยซีฟู้ดริมน้ำ ลูกค้าได้กินอาหารอร่อยควบคู่กับการดื่มด่ำชมความงามของสะพานขนาบน้ำ ได้แก่ สะพานพระราม 8 ยามค่ำที่ขนาบคู่กับแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง

อาหารจานเด็ดที่ถือเป็นซิกเนเจอร์อันดับ 1 คือ กุ้งแม่น้ำเผา โดยไม่ต้องไปไกลถึงแหล่ง จ.พระนครศรีอยุธยา ก็เพราะว่ากุ้งจากแหล่งถูกส่งตรงมาที่ร้านทุกวัน จึงเป็นอะไรที่เด้งเป็นเด้ง มันเป็นมัน เยิ้มเป็นเยิ้ม รับรองถูกใจคนชอบ (กิน) กุ้ง เสิร์ฟร้อนๆ เผาๆ

ที่ต้องชมคือ ความสดของกุ้ง เนื้อกรอบหวานอร่อย เด้งเป็นเด้ง มันย่องและเยิ้มอย่างที่ว่า นอกจากนี้ คือความใหญ่ของกุ้ง (ชนิด 4 ตัวโล หรือชนิด 2 ตัวโล ก็มีให้กิน) กุ้งตัวใหญ่มาก เนื้อหวานจับใจ อร่อยเพราะความสดนั่นเอง อีกต้องแซ่บร้องไม่แพ้กันก็คือ น้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดขาด ซี้ดซ้าดถึงทรวงและถึงไหนๆ อร่อยสุดขั้วจริงๆ

“พริกขี้หนูสวนแท้ มะนาวแท้ รากผักชี กระเทียม กระหน่ำลงไป น้ำจิ้มของเราทำวันต่อวัน ลูกค้าบางคนติดใจน้ำจิ้มมาก ขอแต่น้ำจิ้มกลับบ้านก็เคยมาแล้ว” ยลนภัสเล่า

จานถัดมาคือ แกงส้มชะอมกุ้ง น้ำแกงส้มซดแบบลืมตาย อร่อยด้วยรสชาติแบบแกงส้มไทยแท้แต่โบราณ ที่ไม่หวานจนเกินไป แต่เปรี้ยวหวานเค็มกำลังดี ชะอมจัดเต็ม (ไข่แทบไม่มี) ถ้าชอบแนวนี้ก็เชิญมาซดได้ที่นี่ อีกจานที่อร่อยล้ำๆ ไม่แพ้กัน ได้แก่ น้ำพริกไข่ปูที่เน้นไข่ปูล้วนๆ มันๆ รสไม่เผ็ดมาก แกล้มกินกับผักสดและข่าอ่อน อร่อยที่สุด

ที่นี่เป็นร้านอาหารแนวครอบครัว จานที่เด็กๆ ชอบรับประทานกันมากก็มีอยู่หลายจาน แต่จานที่ต้องสั่ง ได้แก่ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดผงกะหรี่ หอยแมลงภู่ตัวโตใหญ่ยักษ์ ที่คัดไซส์พิเศษ รสชาติออกเค็มและมัน หอมไข่และผงกะหรี่อ่อนๆ ไม่กินไม่ได้ทีเดียว

สำหรับเมนูที่ยกมาปิดท้ายเป็นปลาทับทิมทอดตะไคร้ โอ้โห อร่อยมาก ปลาทับทิมแล่เป็นชิ้นหนา ทอดในน้ำมันท่วม กรอบนอกนุ่มในกำลังดี ด้านบนท็อปด้วยตะไคร้และสมุนไพรทอดกรอบโรยหน้า กินกับน้ำจิ้มแบบซอสพริกก็ได้ หรือจะยักย้ายมาจิ้มกับซีฟู้ดก็ดี อร่อยลงตัว

นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกหลายเมนูอร่อยที่อยู่คู่ครัวกันมาเก่าแก่ ใครมาเป็นถามมีปลากะพงทอดน้ำปลา ต้มยำกุ้ง รวมมิตรทะเลเผา เป็นต้น อิ่มแล้วยังไม่อิ่ม ถ้าท้องยังพอมีพื้นที่เหลือก็ต้องยกให้จานนี้ ของหวานมีข้าวเหนียวมะม่วง

กินลมชมสะพาน เปิดทุกวันไม่มีหยุด ตั้งแต่ 11.00-24.00 น. มีวงดนตรีสดขับกล่อมให้ความสุขตั้งแต่ 18.00 น.เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีเรือให้บริการ (บุฟเฟ่ต์) จองล่วงหน้าในราคาที่ตกลงกันได้ หรือจัดกรุ๊ปก็ได้เช่นกัน สนใจโทร. 02-628-8382-3 และ 08-1893-5552 หรือเข้าไปดูที่แฟนเฟจ : กินลมชมสะพาน

กินให้อร่อยและชมวิวให้มีความสุข นี่คือคอนเซ็ปต์ที่จัดวางไว้แต่แรก รวมทั้งแม่ครัวคนแรกก็ยังประจำอยู่ที่นี่ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 16 ปีแล้วที่กินลมชมสะพานอย่างไม่รู้เบื่อ ยั่งยืนมาและจะยาวนานตลอดไป