มาเติมสุข @ มามา คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567411

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

มาเติมสุข @ มามา คาเฟ่

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

มามา คาเฟ่ (Mama Cafe) ร้านกาแฟสไตล์ลอฟต์ ที่หนุ่มอารมณ์ขันอย่าง โกกิ-นครินทร์ ฉัตรจรัสแสง นักออกแบบผลิตภัณฑ์ ร่วมกับพี่น้อง มานั่งคุยกันว่าอยากมีรายได้เพิ่มจากงานประจำ นั้นเรามาทำอะไรกันดีกว่า เลยเป็นที่มาของร้านกาแฟชื่อร้านมามา คาเฟ่ ถึงวันนี้เปิดมาแล้ว 3 สาขา และนี่เป็นสาขาล่าสุดที่พวกเขาสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาแกร่งขึ้น และโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

จุดเด่นของร้านคือเน้นเสิร์ฟเครื่องดื่มคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ที่สำคัญกาแฟของร้านนี้จะคั่วเองเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ให้รสชาติที่ไม่เข้มจนเกินไป ไม่อ่อนจนเกินไป และให้รสชาติกำลังดี เรียกว่าให้ประทับใจตั้งแต่คำแรกที่สัมผัส แม้กระทั่งชาเขียวอย่างมัทฉะทางร้านก็เบลนด์เองโดยใช้วัตถุดิบพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่นมที่ใช้ชงกาแฟทางร้านก็มิกซ์ขึ้นเอง ให้รสชาติหวานมัน และหอม โดยไม่ต้องอาศัยครีมเทียมเลยสักนิด

ด้วยความที่เป็นนักออกแบบหนุ่มโกกิจึงตกแต่งร้านที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเขาที่เด่นชัดมากยิ่งขึ้น โดยตัวร้านจะเน้นสีดำขลับ เรียบง่าย แฝงถึงความเท่ มีกลิ่นอายของญี่ปุ่นอยู่กลายๆ ด้วยงานไม้และเหล็กที่สอดผสานกันอย่างลงตัว สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แสนสบาย มีทั้งโซนในร้านแอร์เย็นฉ่ำ และส่วนด้านนอกที่มีบริการอาหารอย่างก๋วยเตี๋ยวไก่สูตรอาม่าที่ทำกินเองที่บ้าน คุณภาพคับชามจริงๆ เชียวครับ

เมนูของทางร้านมีหลากหลายทั้ง กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มาพร้อมความตั้งใจ ผสานกับไอเดียดีๆ มีสไตล์ของตัวเองในราคาเบาๆ ชนิดที่คาดไม่ถึงกันทีเดียว

มาถึงร้านนี้ทั้งทีแนะนำให้ชิม Black Cocoa โกโก้เข้มข้นมากๆ คั่วจนมีกลิ่นหอม ตัดกับสัมผัสเบาๆ ของนมด้านล่าง เมื่อเทโกโก้ราดลงไปด้านบนจนได้ความสวยงามน่าดื่มยิ่งนัก

สำหรับใครที่ชอบความแปลกใหม่ต้องลองนี่เลย Ovalcano หรือโอวัลตินภูเขาไฟ โอวัลตินชงเข้มข้น ด้านบนท็อปด้วยโกโก้ครั้นช์กรุบกรอบ มีสัมผัสให้เคี้ยวได้เพลินๆ ซึ่งเขาการันตีว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้านจริงๆ

ส่วนคอกาแฟต้อง Cappuccino ที่ทางร้านคั่วเมล็ดกาแฟเอง เป็นสูตรเฉพาะที่ให้รสชาติกลางๆ และยิ่งได้นมที่ทางร้านมิกซ์นมสูตรเฉพาะขึ้นมาเอง ยิ่งให้ความหอมมัน โดยไม่ต้องอาศัยครีมเทียม เหมาะกับคนไทย

แถมล่าสุดยังเพิ่มเมนูขนมน่ารักๆ มาช่วยเติมความสดชื่น อย่าง น้อยหน่านมสด ที่เป็นเกล็ดน้ำแข็งผสมเนื้อผลไม้อย่างน้อยหน่าราดด้วยนมสด หวานอ่อนๆ ช่วยดับกระหายยามบ่ายได้ดีชะมัด

ในอนาคตอันใกล้ทางร้านนี้ยังจะมีการปลูกผักออร์แกนิก ในเรือนกระจกที่ปลอดสารพิษ และนำมาเสนอในเมนูอาหารจานเดียว และน้ำผักสุขภาพ ให้ลูกค้าได้ลิ้มลองกันอีกด้วยนะครับ

มามา คาเฟ่ ตั้งอยู่ที่แมกซ์แวลู ซอยนวมินทร์ 74 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-21.00 น. โทร. 08-9795-9449 

ร้านเจโกพงษ์เมืองตรัง เปิด 24 ชั่วโมง เอาใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567419

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

ร้านเจโกพงษ์เมืองตรัง เปิด 24 ชั่วโมง เอาใจลูกค้า

เรื่อง/ภาพ เมธี เมืองแก้ว

ในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจปีนี้ทางร้านอาหารเจกลางเมืองตรัง เปิดขายตลอด 24 ชั่วโมงรวม 10 วัน เพื่อหวังเอาใจลูกค้าทุกสาขาอาชีพ ทั้งที่ทำงานกลางวันและกลางคืน แถมยังมีเมนูอีกกว่า 50 รายการ

สมศักดิ์ เอียดศรี เจ้าของ ร้านเจโกพงษ์ ตั้งอยู่เลขที่ 49-51 ถนนพัทลุง ต.ทับเที่ยง ในเขตเทศบาลนครตรัง กล่าวว่า ร้านแห่งนี้จำหน่ายอาหารเจตลอดทั้งปีมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินเจเมืองตรัง รวม 10 วัน ของทุกปี ทางร้านจะเปิดขายอาหารเจตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้คนงานสลับสับเปลี่ยนกันเกือบ 30 คน เพื่อหวังเอาใจลูกค้าทุกสาขาอาชีพ ทั้งที่ทำงานกลางวันและกลางคืน ให้มีอาหารเจรับประทานในราคาที่สบายกระเป๋า

นอกจากนั้น ยังมีเมนูกับข้าวให้เลือกกว่า 50 รายการ ไม่รวมข้าวมันไก่เจ ข้าวหน้าเป็ดเจ ก๋วยเตี๋ยวเรือเจ ของทอด และอื่นๆ อีกกว่า 20 รายการ ในราคาเริ่มต้นที่จานละ 25-40 บาท พร้อมน้ำแข็งฟรี ทำให้ช่วงนี้มีประชาชนมาใช้บริการกันอย่างเนืองแน่น จนต้องแจกบัตรคิวเพื่อความเรียบร้อย ยกเว้นคนกินที่ร้าน สามารถสั่งรับประทานได้เลย โดยไม่ต้องหยิบบัตรคิว

ภายในร้านยังมีป้ายบอกประโยชน์ หรือสรรพคุณของพืชผักแต่ละชนิดที่รับประทาน รวมทั้งพืชผักที่ห้ามรับประทาน ตลอดจนผลบุญของการถือศีลกินผัก อีกทั้งร้านนี้จะไม่ใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าขาประจำที่แวะเวียนมาอุดหนุนตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงเที่ยงถึงค่ำ 

เสพศิลป์แห่งค็อกเทล ที่ กา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567421

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

เสพศิลป์แห่งค็อกเทล ที่ กา

เรื่อง คุณมัลล์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คาคืนนี้จะพาไปเปิดประสบการณ์ใหม่กับค็อกเทลสุดครีเอทที่ร้าน “กา” (Gaa) ทุกแก้วเป็นซิกเนเจอร์รังสรรค์จากอินสไปเรชั่นที่ได้จากวัตถุดิบท้องถิ่นในประเทศไทย

ร้านกา เป็นอาคารปูนเก่า รีโนเวตจนกลายเป็นบ้านที่มีความโมเดิร์นผสมวินเทจ ยังคงกลิ่นอายของตัวตึกเดิมไว้ เช่น เหล็ก ปูนเผยให้เห็นโครงสร้างแบบอินดัสเทรียล

ร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ ไดนิ่งรูมและโซนบาร์ การตกแต่งโซนบาร์มีโต๊ะขนาดใหญ่ตรงกลางห้อง รองรับได้ 8-10 ที่นั่ง สำหรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ หรือจะแชร์ที่นั่งกันก็เป็นการสร้างมิตรในอีกรูปแบบหนึ่ง

ตามผนัง 2 ด้าน มีโต๊ะสำหรับ 2-4 ที่นั่ง ผนังอีกด้านหนึ่งเป็นกระจกใสมองเห็นบรรยากาศด้านนอก เรียกว่าทุกโต๊ะถูกออกแบบเพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกค้ามากๆ

ที่สะดุดตา คือ ภาพจิตรกรรมผู้หญิงขนาดใหญ่ เสมือนสัญลักษณ์นำเสนอเรื่องราวผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน

สร้างบรรยากาศด้วยแสงเล่นระดับแสงสีกับผนังที่ยังเผยพื้นผิวขรุขระ ให้เห็นถึงความเก่าเติมความใหม่ด้วยการทาสีขาวชมพูตัวแทนของผู้หญิง มีเสน่ห์ชวนหลงใหล มีความละเอียดอ่อนแต่ไม่ได้อ่อนหวานไปเสียทีเดียวเพราะคุมโทนบรรยากาศร้านด้วยสีเอิร์ธโทนของเฟอร์นิเจอร์ ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตา

ในส่วนของอาหารถูกครีเอทโดย “การิมา อโรร่า” (Garima Arora) เชฟหญิงเชื้อสายอินเดีย ที่รวบรวมความรู้และประสบการณ์ปรุงอาหาร ที่สั่งสมมาจากการทำงานในร้านอาหารชั้นนำทั่วโลกมาสู่ร้านกา และประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศไทย เพื่อรังสรรค์เป็นเมนูอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดในโลก

อาหารในแบบฉบับกา เมนูมี 2 คอร์ส คือ อาหาร 10 และ 14 อย่าง จับคู่อาหารกับน้ำผลไม้ ไวน์ และคอมบูชา เป็นอาหารสไตล์โมเดิร์น อีเคล็กติก (Modern Eclectic) นำวัตถุดิบชั้นดีภายในประเทศมาปรุงและประยุกต์ด้วยเทคนิคทั้งแบบคลาสสิกและแบบร่วมสมัย

ค็อกเทลก็ถูกครีเอทจากวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศไทย และนำมาหมักดองบ่มกลั่นกรอง เรียกว่ากว่าจะได้ค็อกเทลแต่ละสูตรต้องผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอน เบื้องหลังราวกับห้องทดลองวิทยาศาสตร์

“ลิ้นจี่ สาเก” ไอเดียเริ่มจากอยากทำสาเกที่ไม่มีการกรอง (สาเกปกติจะใส) เพื่อโชว์เทกซ์เจอร์ของส่วนผสม สูตรนี้นำผลลิ้นจี่ไปหมัก 2-3 วัน พอได้น้ำแล้วจัดเสิร์ฟเป็นค็อกเทลเลย

น้ำออกสีขุ่นจากเนื้อลิ้นจี่ยุ่ยละเอียด ได้รสหวานเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมเฉพาะของลิ้นจี่อย่างชัดเจน มีความซ่านิดๆ จากการหมักที่ทำปฏิกิริยากับยีสต์ แก้วนี้หากดื่มก่อนรับประทานอาหาร สามารถเป็นตัวเรียกน้ำย่อยได้ด้วย อารมณ์คล้ายคอมบูชา แต่มีแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการหมัก

“สไปซี่ มาการิต้า” สีชมพูได้มาจากน้ำแตงโม ทางร้านคิดค้นสูตรตั้งชื่อว่า “วอเทอร์เมลอน อุเมะ” ตกแต่งท็อปแก้วด้วยเกลือกับพริกให้อารมณ์ไทยๆ เหมือนพริกเกลือ

ไอเดียแก้วนี้ นำน้ำแตงโมหมักกับโยเกิร์ตเวย์ ประมาณ 3 วัน จะมีรสเปรี้ยวนิดหนึ่งเติมน้ำผึ้งและเกลือลงไปเพื่อให้รสชาติที่เรียกว่า อุเมะ (เวลาดื่มจะได้รสชาติเหมือนอุเมะชู)เมื่อได้ส่วนของวอเทอร์เมลอน อุเมะ ก่อนเสิร์ฟนำมาผสมกับ เตกีลา ไซรัป น้ำมะนาวสด

แก้วนี้เหมาะมากกับบรรยากาศเมืองไทยที่ร้อนเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนแรกทางร้านทำวอเทอร์เมลอน อุเมะ เพื่อเป็นเวลคัมดริงก์ แต่รสชาติเหมาะกับการแพริ่งกับพอร์กกริลล์จึงเป็นจูซแพริ่งได้ แต่ถ้าอยากได้รสชาติแอลกอฮอล์ก็สั่งเป็นค็อกเทล

ในการครีเอทการทำอาหารหรือเครื่องดื่มทีมเชฟของกาจะใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าที่สุดและสกัดเอาสิ่งที่ดีที่สุดมาชูเป็นจุดเด่น พยายามทิ้งวัตถุดิบให้น้อยที่สุด และไม่ว่าจะประยุกต์ออกมาเป็นแบบไหน ไม่ใช่แค่ไอเดียเลิศ หน้าตาหรู หากรสชาติและคุณประโยชน์ต้องสำคัญที่สุด

ค็อกเทลซิกเนเจอร์ทุกสูตรที่รังสรรค์ขึ้นมา จึงมั่นใจได้เลยว่ารสชาติเลิศ ไม่ได้ดีแค่ไอเดีย

ร้าน กา ตั้งอยู่ถนนหลังสวน (ตรงข้ามซอยหลังสวน 3) เปิดทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น.(ปิดรับออร์เดอร์ เวลา 22.00 น.) โทร.09-1419-2424 

พบกองทัพอาหารเจ ที่อีทไทย และฟู้ดลอฟท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567414

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:25 น.

พบกองทัพอาหารเจ ที่อีทไทย และฟู้ดลอฟท์

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

เทศกาลกินเจปีนี้ ห้างเซ็นทรัล ชวนมาอิ่มบุญอิ่มใจกับเทศกาลอาหารเจ ที่จะทำให้คุณอิ่มท้อง อิ่มบุญ และอิ่มใจ กับหลากหลายเมนูเจร้านดัง ที่อีทไทย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี และฟู้ดลอฟท์ เซ็นทรัลชิดลม ตั้งแต่วันนี้-17 ต.ค.

เริ่มที่ อีทไทย (Eathai) ชวนอิ่มบุญอิ่มใจกับกองทัพอาหารเจในงาน “Vegetarian Delight” ที่ยกร้านอาหารเจชื่อดังมาพร้อมเสิร์ฟมากมาย อาทิ แชมป์บ๊ะจ่าง ร้านบ๊ะจ่างชื่อดังกว่า 40 ปี อัดแน่นด้วยข้าวเหนียวเต็มคำ คัดสรรแต่วัตถุดิบที่มีคุณภาพ หรือจะเป็นสายก๋วยเตี๋ยวก็ต้องผัดหมี่ซั่วเจ ผัดหมี่เหลือง และราดหน้า จาก เคี้ยงเอ็มไพร์

ขาดไม่ได้กับทีเด็ดอย่าง ครัวเจ๊ง้อ กับเมนู ซาลาเปาเห็ดหอม ที่ขึ้นชื่อเรื่องของความ หอม นุ่ม ของแป้งซาลาเปานึ่งร้อนๆ พร้อมส่วนผสมสูตรพิเศษของเจ๊ง้อ หรือจะเป็นร้านดังอย่าง ก๊ำหล่ง กับเมนูขายดีอันดับ 1 อย่าง เห็ดสวรรค์เจ ที่ใช้เห็ดสวรรค์สดนำมาทอดกรอบ คลุกเคล้าด้วยซอสสูตรพิเศษรสชาติกลมกล่อม

นอกจากนี้ สายอาหารฟิวชั่นก็ห้ามพลาดกับร้านเวียต คอนเซ็ปต์ (Viet Concept) อาหารเจสไตล์เวียดนาม อาทิ เฝอเจ เต้าหู้ย่างใบชะพลู และเมนูแหนมเนืองเจ หนานุ่ม กินคู่กับผักสด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเจสูตรเด็ด นอกจากนี้ยังมีของกินเล่นจาก ร้านคุณเชิญ อย่าง เห็ดสะเต๊ะ เสิร์ฟพร้อมอาจาด ขนมปังปิ้ง และน้ำจิ้มถั่วสะเต๊ะ ตัดอาหารคาวด้วยของหวานอย่าง โบ๊กเกี้ย บางลำพู สูตรต้นฉบับจากเมืองจีน

พร้อมทั้งร้านอาหารชื่อดังอีกมากมาย ทั้ง ครัวชาววัง ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ และ อาม่าข้าวอบธัญพืช ที่เตรียมยกเมนูอาหารเจมาให้ได้อิ่มบุญอิ่มใจกันแบบเป็นกองทัพ

มาต่อกันที่ ฟู้ดลอฟท์ สาขาห้างเซ็นทรัลชิดลม ที่ยกขบวนอาหารเจนานาชาติมาให้อร่อยรับบุญกันถึงที่ อาทิ อาหารเจสไตล์จีนจากร้านทิดบิต เทรเชอร์ (Tidbit Treasure) กับเมนู ราดหน้าคะน้าฮ่องกงเจ ข้าวผัดหนำเลี้ยบเจ และผัดหมี่เจ

อร่อยกันต่อกับอาหารเจสไตล์เกาหลีจาก ร้านโคเรียน บาย โอ้ กิมจิ (Korean by Oh Kimchi) กับเมนูข้าวผัดกิมจิ ข้าวยำเกาหลี และผัดวุ้นเส้นเกาหลีเจที่พิถีพิถันการปรุงทุกขั้นตอน หรือจะอร่อยกับอาหารเจเวียดนามจาก

ร้านเวียดนามมิส บาย ดาว เวียน (Vietnamese by Dao Vien) กับเมนูเปาะเปี๊ยะสดเวียดนาม ข้าวเกรียบปากหม้อเจและขนมจีนเวียดนาม จัดเต็มกับผัดสดๆ ที่สายเฮลตี้ไม่ควรพลาด

ถัดมากับเมนูเจสไตล์อินเดีย จากร้านอินเดียน บาย อินด์ สไปซ์ (Indian by Ind Spice) กับเมนูเต้าหู้ย่าง ที่หมักด้วยเครื่องเทศแน่นๆ เต็มๆ คำ และสำหรับใครที่ยังไม่เคยลองอาหารเจสไตล์เลบานอน เชิญมา ลิ้มลองความอร่อยจาก ร้านเบรุต เรสเทอรองต์ (Beirut Restaurant) กับเมนูแนะนำ ใบองุ่นห่อข้าว ฟาลาเฟล ตาบูเล่ และโมตาเบล ที่มีทั้งแบบเสิร์ฟแยก และเป็นเซต ที่ยกมาเสิร์ฟให้ถึงที่

ร้านรสโอชา ร.ศ. 199 ที่โซน Guest Gourmet Corner ทางร้านยกขบวนอาหารเจมาให้ได้สัมผัสความอร่อยมากมาย อาทิ ผัดหมี่กระเฉดเจสูตรต้นตำรับจากอ่างทอง ผัดกับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ต่อมาเป็นเมนูของทอดเจที่ไม่ควรพลาดอย่าง เต้าหู้ทอด เผือกทอด เห็ดหย็องและเห็ดทอดงา รับประกันความอร่อยแน่นอน!

เชิญมาอร่อยอิ่มบุญครบได้ทั้งคาวหวานได้ที่ อีทไทย ชั้น LG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5995 และฟู้ดลอฟท์ ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม โทร. 02-793-7070 ได้ตั้งแต่วันนี้-17 ต.ค. พร้อมบริการเดลิเวอรี่ส่งถึงบ้านคุณ! 

รุ่งทิวา ชุ่มมงคล ‘รสไทย’ ในแบบ ‘นิวนอร์ดิก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567384

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

รุ่งทิวา ชุ่มมงคล ‘รสไทย’ ในแบบ ‘นิวนอร์ดิก’

เรื่อง ปอย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เส้นทางเชฟหญิงร่างเล็ก บุคลิกคล่องแคล่ว “เชฟเฟ” รุ่งทิวา ชุ่มมงคล Chef de Cuisine ห้องอาหารฟรอนต์รูม โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย เผยประสบการณ์ที่สะสมนับนิ้วก็ล่วงเข้าสู่ 10 ปีได้แล้ว เส้นทางในครัวเริ่มต้นขึ้นแบบผกผัน เมื่อไปใช้ชีวิตคู่แต่งงานกับชาวเดนมาร์ก จากช่างเสริมสวยในเมืองไทย กลายเป็นเชฟฝีมือฉมังในต่างแดน ที่กรุงโคเปนเฮเกน เริ่มงานจากผู้ช่วยเชฟ ล้าง-หั่นผัก ทำน้ำสลัด และตำแหน่งเล็กๆ นี้เองที่ทำให้ได้ค้นพบความรักในการทำอาหารโดยไม่รู้ตัว

ก้าวต่อไปต้องถือว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญมาก เชฟเฟ ตัดสินใจไปสมัครงานกับเชฟระดับมิชลิน เชฟวาซิม ฮาลลัล ซึ่งขอยกให้เป็น “ครู” คนแรก ผู้ปูพื้นฐานการทำอาหารในสไตล์ New Nordic Cuisine ให้กับเชฟหญิงไทยร่างเล็ก จนก้าวแกร่งมาถึงวันนี้

“เชฟวาซิม เป็นชาวเลบานอนเติบโตในเดนมาร์ก การเป็นมุสลิมทำให้เขามีทัศนคติมองผู้หญิง ไม่สามารถทำงานได้ดีเท่าผู้ชาย เฟตัวเล็กด้วยค่ะ สูงแค่ 155 ซม. ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าจะสู้งานครัวที่หนักหนาได้ไหวมาก แต่เราใจสู้ค่ะ ขอทดลองทำงานฟรีๆ โดยไม่รับค่าตอบแทน แล้วทำให้เชฟเห็นว่า เราขยัน ทำงานเร็ว เขาก็เลยรับเราทำงานประจำ แล้วบอกด้วยค่ะว่า ‘…เธอคือผู้หญิงคนแรก และคนสุดท้ายที่ฉันจะรับให้ทำงานด้วย’”

อาหารนอร์ดิกเป็นอาหารแนวสมัยใหม่ เชฟวาซิม คือหนึ่งในผู้ร่วมคิดค้น และร่วมผลักดันกับเชฟชาวเดนมาร์กอีกหลายๆ คน สร้างสรรค์ให้อาหารสัญชาตินี้มีความโมเดิร์น ดูน่าสนใจขึ้นมา ให้ไม่แพ้อาหารยุโรปอื่นๆ

เฟเริ่มต้นโดยทำอาหารสตาร์ทเตอร์ แล้วที่ไม่ชอบเอาเลย ก็คือเชฟวาซิม ส่งเราไปแผนกดีเสิร์ท รับหน้าที่ทำขนมหวาน ไม่ชอบทำงานตรงนี้ เพราะเป็นงานที่กดดันมากค่ะ เราสื่อสารภาษาเดนิชไม่ได้ก็แย่อยู่แล้วนะคะ ยังต้องแบกรับความยากในการทำขนมอบ ที่สูตรต้องเป๊ะ ใช้ความชำนาญ และแม่นยำสูงทุกขั้นตอน ผิดพลาดไม่ได้เลย แค่ตวงน้ำตาลผิดนิดเดียว ก็ต้องเททิ้งอย่างเดียวเลยค่ะ ก็ทำไปร้องไห้ไป

เชฟวาซิม บอกประโยคที่จำได้จน วันนี้เลยค่ะว่า “…เธอจำไว้เลยว่า ฉันสอนให้ทำได้ตั้งแต่สตาร์ทเตอร์ เมนคอร์ส ไปจนจบที่ขนมหวานได้ครบ เชฟที่ทำได้ครบแบบนี้ หายากมาก…” เชฟวาซิม ดุและโมโหร้ายมาก เรียนไปตะโกนไป เขวี้ยงตั้งแต่กระทะไปจนดอกไม้ใส่เราได้ทุกอย่างเลยค่ะ กว่าจะได้วิชาก็ต้องเสียน้ำตาไปมากมาย

หากวันนี้เล่าได้พร้อมเสียงหัวเราะแล้ว เชฟเฟ บอกพื้นฐานเรียนการทำอาหารยุโรปกับเชฟท่านนี้ ทำไปพร้อมกับเรียนที่สถาบันทำอาหารของรัฐบาลเดนมาร์ก Aarhus tech Danmark และทำงานไปด้วยที่ Frederikshavn & Varna สำเร็จหลักสูตรได้วิชาครัว และได้ภาษาเก่งขึ้นแล้ว จึงได้ย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครั้งใหม่ อีก 2 ปีกว่า ที่ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ สไตล์บราสเซอรี (Brasserie) ซึ่งเป็นอาหารฝรั่งเศสแนวสมัยใหม่ ได้ความรู้เพิ่ม พร้อมจะก้าวสู่โลกเชฟมืออาชีพไม่รู้จบ

“การทำอาหารฝรั่งเศสคือพื้นฐานอาหารยุโรปที่ดีมากค่ะ เป็นช่วงที่ได้ทำงานกับเชฟดังๆ หลายคน เช่น เชฟเควิน เฟลิ่ง ในร้านอาหารสไตล์ไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลิน 3 ดาว เชฟท่านนี้ใจดี สอนเราด้วยความใจเย็นมาก เฟเรียนรู้จากเชฟเควิน การทำงานคุณภาพไม่จำเป็นต้องใช้อารมณ์ ไม่ต้องตะโกนใส่กันงานก็สำเร็จได้

เป็นช่วงเรียนรู้ในวงการอาหาร ที่ได้ทำงานกับเชฟดังระดับโลกอีกหลายท่าน เชฟเรเน่ เรดเชปี สอนการถนอมอาหารการหมัก ดอง ในแบบสแกนดิเนเวีย

จากนั้นก็ได้กลับมาทำอาหารสไตล์นิว นอร์ดิก เฟรับหน้าที่เป็นเฮดเชฟในโรงแรมบนเกาะออร์แกนิก การใช้ชีวิตต่างแดนคือการเก็บประสบการณ์แท้จริงค่ะ ก่อนกลับมาเมืองไทย เฟทำงานเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟที่โรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่ที่กรุงโคเปนเฮเกน การตัดสินใจกลับเมืองไทยด้วยข้อเสนอที่น่าสนใจมากค่ะ”

เชฟเฟ กล่าวถึงข้อเสนอจากโรงแรมน้องใหม่ในย่านราชดำริ หรูระดับ 6 ดาว โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ต้องการเชฟมากฝีมือ ร่วมครีเอทห้องอาหารแนวใหม่ ซึ่งไม่เคยมีในกรุงเทพฯ สร้างมาตรฐานคำว่าลักซ์ชัวรี่ในทวีปเอเชีย

รูปแบบห้องอาหารฟรอนต์รูม ได้แรงบันดาลใจจากการปรุงอาหารไทย วัฒนธรรมดั้งเดิมแบบเอเชีย นำมาผสมผสานกับการปรุงในวิธีแบบนอร์ดิก ที่เน้นปรุงด้วยวิธีอาหารง่ายๆ ไม่ปรุงแต่งรสมาก เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติตามฤดูกาล เสิร์ฟในแบบทั้งเซตเมนู พร้อมพร้อมจูสแพริ่ง ไวน์แพริ่ง และอะลาคาร์ต

“กลับเมืองไทย คือการกลับมาทำอาหารที่เราวาดฝันไว้ค่ะ ซึ่งตอนอยู่โคเปนเฮเกน เราแทบไม่ได้ทำเลย หน้าที่เชฟใหญ่ต้องดูแลตั้งแต่พนักงาน คุมบัญชีค่าใช้จ่ายจิปาถะ ดูภาพรวมความเรียบร้อยของห้องอาหาร จนแทบไม่ได้เข้าครัว เฟชอบทำอาหารค่ะ (บอกพลางยิ้ม) เรามีความสุขที่คนกินชื่นชมอาหารของเรา

สไตล์การทำอาหาร เฟชอบการตั้งโจทย์แปลกๆ แล้วมีความฝันอยากปรุงอาหารจานนั้น ออกมาให้ไม่เหมือนใคร โจทย์ใหม่คราวนี้ ก็คืออยากทำซุปแกงจืดของแม่ ทุกวันแม่ต้องมีแกงจืด ไม่ว่าจะเป็นแกงจืดแตงกวา แกงจืดฟัก หรือปลาหมึกยัดไส้ เฟทำแกงจืดของแม่ ออกมาในสไตล์อาหารสแกนดิเนเวีย

อาหารสะท้อนความตั้งใจค่ะการกลับมาทำอาหารไทยผสมนอร์ดิก อย่างเช่นจานเรียกน้ำย่อยจานนี้ บีตรูตอบ เฟจะวาดรูปก่อนค่ะ ว่าเราอยากให้หน้าตาอาหารออกมาสวยแบบนี้ เป็นการนำเสนอรสชาติ และหน้าตาอาหารแปลกใหม่ อยากให้คนไทยได้ลิ้มลองกันค่ะ” 

กาแฟ + ซูเปอร์ฟู้ด เมนูสุขภาพยังคงมาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567381

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

กาแฟ + ซูเปอร์ฟู้ด เมนูสุขภาพยังคงมาแรง

โดย…เรื่อง คาเอรุ

เคยเขียนถึง “ชากาแฟ” หรือ Cascara ที่นำเอาผลเชอร์รี่ของกาแฟมาตากแห้งแล้วชงดื่มเหมือนชา ที่คาเอรุเคยชิมที่เมืองลำพูน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันในอังกฤษจากผลสำรวจของเทย์เลอร์ส ออฟ แฮร์โรเกท (Taylors of Harrogate) บริษัท ชา-กาแฟ ชื่อดังของอังกฤษ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ตอนนี้กลายเป็นเครื่องดื่มใหม่ 1 ใน 3 เครื่องดื่มล่าสุดของสตาร์บัคส์เมืองไทยไปแล้ว

เจ้า “ชากาแฟ” หรือ Cascara นั้น จัดเป็นซูเปอร์ฟู้ดชนิดหนึ่ง โดยเครื่องดื่มใหม่ของสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) นั้น เอาใจทั้งคอกาแฟเข้มตัวจริง และสายกาแฟผสมช็อกโกแลต ยังมาพร้อมเมนูสุขภาพจากซูเปอร์ฟู้ดให้เข้ากันอีกด้วย

3 เครื่องดื่มใหม่คือ แฟลตไวท์ (Flat White) คาสคาร่า โคลด์ โฟม โคลด์บริว (Cascara Cold Foam Cold Brew) และดูโอ้ โกโก้ มอคค่า (Duo Cocoa Mocha) โดย 2 เครื่องดื่มที่เน้นความเข้มข้นของกาแฟโดยเฉพาะ เพื่อคอกาแฟเข้มตัวจริง และอีกหนึ่งเมนูที่มีการเติมความสนุกให้กับเครื่องดื่มด้วยส่วนผสมของช็อกโกแลตลงไป

เริ่มด้วย “แฟลตไวท์” เครื่องดื่มเอสเปรสโซ่ ที่ทำจากช็อตริสเทรตโต้ (Ristretto) ที่ให้รสเข้มและหวาน เมนูหลักใหม่ของสตาร์บัคส์ เสิร์ฟพร้อมฟองนมเนียนนุ่มละมุน และจุดวงกลมสีขาวที่ด้านบนของเครื่องดื่มอันเป็นสัญลักษณ์ของแฟลตไวท์ เหมาะสำหรับคนรักกาแฟลาเต้ที่มองหารสชาติใหม่ๆ และความเข้มข้นด้วยสูตรเฉพาะของสตาร์บัคส์

ย้อนเล่าเรื่อง ริสเทรตโต้ หรือ Espresso Ristretto สักนิด ชื่ออาจไม่เคยคุ้นในบ้านเรานัก แต่สำหรับคอกาแฟอาจจะรู้จักกันบ้าง คาเอรุเคยเล่าไว้ในเรื่องเครื่องดื่มสูตรเอสเปรสโซ่ กับคนที่เอสเปรสโซ่ธรรมดายังเข้มข้นไม่สมใจ ริสเทรตโต้ เป็นกาแฟที่เข้มข้นที่สุดในบรรดากาแฟทั้งหมด

ริสเทรตโต้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ช็อตสั้นของเอสเปรสโซ่” โดยมีส่วนประกอบของกาแฟเท่าๆ กับเอสเปรสโซ่ แต่ว่าใช้น้ำน้อยกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งต่างจากการนำกาแฟเอสเปรสโซ่มาแบ่งเป็น 2 แก้ว หากเกิดมาจากกระบวนการชงที่ลดปริมาณน้ำให้เหลือแค่ 16-20 มล. ซึ่งแม้จะได้รสชาติที่เข้มข้นกว่าเอสเปรสโซ่ ทว่าปริมาณกาเฟอีนกลับน้อยกว่า

มาถึง “คาสคาร่า โคลด์ โฟม โคลด์บริว” กาแฟสกัดเย็นท็อปด้านบนด้วยฟองนมที่ทำจากนมพร่องมันเนย เพิ่มความหอมหวานด้วยน้ำเชื่อมคาสคาร่า ที่ทำจากเปลือกของผลเชอร์รี่เมล็ดกาแฟ และน้ำตาลทรายแดง และเมเปิ้ลที่โรยบนฟองนม รสชาติบางเบาแต่เข้มข้นถึงใจ

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งเมนูกาแฟใหม่แสนสนุกอย่าง ดูโอ้ โกโก้ มอคค่า ซึ่งเป็นการผสมผสานของดาร์กและไวท์ช็อกโกแลต เข้ากันกับช็อตเอสเปรสโซ่เข้มข้น ท็อปด้วยวิปครีม ซอสมอคค่าและโกโก้นิบส์ หรือเปลือกผลโกโก้เคลือบช็อกโกแลต เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกาแฟผสมช็อกโกแลต

สำหรับคาเอรุไม่ดื่มกาแฟใส่นม แล้วก็ติดใจรสชาติของคาสคาร่าที่เคยได้ลองลิ้มชิมรสมาครั้งหนึ่งที่ จ.ลำพูน จึงเลือกดื่ม คาสคาร่า โคลด์ โฟม โคลด์บริว ที่ดื่มแล้วได้ความสดชื่น ผสานกับความหวานเล็กๆ ที่ไม่มากเกินไป

ได้ยินว่าปกติ คาสคาร่า นั้น นิยมดื่มกันในโบลิเวีย และในประเทศตะวันออกกลางหลายแห่ง มานานนับศตวรรษแล้ว ว่ากันว่า แม้รสชาติจะออกแนวชิลๆ เคลียร์ๆ ชุ่มคอแบบนั้น แต่ก็มีกาเฟอีนอยู่พอสมควร ซึ่งคาสคาร่าถือเป็นซูเปอร์ฟู้ด เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) สูง แถมยังมีใยอาหารอีกด้วย

สำหรับสตาร์บัคส์ ได้เปิดตัวเมนูเครื่องดื่ม 3 ชนิดที่ว่า พร้อมเมนูอาหารสุดพิเศษ ที่มีส่วนผสมจากซูเปอร์ฟู้ด และอาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจ มาพร้อมกันด้วย อย่าง Healthy Bistro Box การผสมผสานของสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ อย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ คีนัว อกไก่ไร้หนัง ฟักทอง แครอต และบร็อกโคลี่ เพิ่มรสชาติเข้มข้นด้วยน้ำสลัดบัลซามิกสูตรเฉพาะ

Acai Mixed Berry อาซาอิปั่นผสมมิกซ์เบอร์รี่และน้ำผึ้ง ท็อปด้วยกราโนล่ากรุบกรอบ เม็ดเจีย (Chia seed) และผลบลูเบอร์รี่ อุดมด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระจากสุดยอดอาหารอย่างอาซาอิเบอร์รี่

Nicoise Salad นิซวสสลัด สลัดแบบฝรั่งเศสที่มีวัตถุดิบอย่าง ผักคอส ไข่ต้ม มันฝรั่ง มะกอกดำ ถั่วแขก และทูน่า ราดด้วยน้ำสลัดวินิเกรทแบบใส มอบความสดชื่นรับเช้าวันใหม่ได้อย่างลงตัว Duo Club Sandwich ขนมปัง 2 สีจากส่วนผสมของข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ให้สีม่วงและแครอตผสมปาปริก้า ที่ให้สีส้มประกอบกันเป็นแซนด์วิชสอดไส้ด้วยไข่ เบคอน มะเขือเทศ ผักโรเมนและมายองเนส

Roasted Chicken & Egg Spinach Riceberry Bread ขนมปังจากแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่สอดไส้ด้วยไก่อบ ไข่ต้มและผักโขมผัด ปิดท้ายด้วย Pumpkin Muffin มัฟฟินฟักทองเนื้อนุ่มรสชาติหอมหวานจากเนื้อฟักทองและแป้งสูตรพิเศษ อร่อยยิ่งขึ้นด้วยเมล็ดฟักทองอบและวอลนัตกรุบกรอบที่อยู่ด้านใน เป็นทางเลือกเพิ่มขึ้นสำหรับคนรักสุขภาพ 

อร่อยได้ใจ ราชาลูกชิ้น เท็กซัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567379

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

อร่อยได้ใจ ราชาลูกชิ้น เท็กซัส

เรื่อง/ภาพ พี่เวส

ใครที่ผ่านไปผ่านมาตลาดโต้รุ่งโชคชัย 4 ลาดพร้าว รับรองว่าต้องคุ้นเคยกับร้านนี้เป็นอย่างดี “ราชาลูกชิ้น เท็กซัส” ร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีทีเด็ดอยู่ที่ลูกชิ้นโดยเปิดขายมาได้เกือบจะ 40 ปีแล้ว

จากจุดเริ่มต้นที่เปิดขายเพียงก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อน้ำใส ที่ทำลูกชิ้นเองไม่ผสมแป้งแต่อย่างใด เคี้ยวหนึบหนับดีชะมัด แถมยังขายดิบขายดีจนเป็นร้านประจำของคนชอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำใส โดยเริ่มขายตั้งแต่เวลาบ่าย 3 โมง ยาวไปจนถึง 5 ทุ่ม

มาถึงวันนี้ร้านได้ขยับขยายเอาใจคนชอบกินเส้น ด้วยการเปิดขายทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และก๋วยเตี๋ยวหมู ทั้งน้ำข้นและน้ำใส ทีเด็ดยังอยู่ที่ลูกชิ้นทั้งลูกชิ้นเนื้อสูตรดั้งเดิม และลูกชิ้นหมูล้วนที่อร่อยไม่แพ้กัน แถมยังเพิ่มระยะเวลาขายให้อร่อยกันได้ทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้ายาวไปจนถึง 5 ทุ่ม เรียกว่าจะได้อิ่มอร่อยกันเกือบทั้งคืน

นอกจากนี้ ยังมีเกาเหลาที่สั่งได้ทั้ง เนื้อและหมู ทั้งน้ำข้น และน้ำใส อ้อ…เกือบลืมบอกไปว่าร้านนี้เขามีแค่เนื้อสดเท่านั้น ไม่มีเนื้อเปื่อย หรือนานาเครื่องในให้สั่งกันนะครับ แต่แค่นี้ก็อร่อยแล้ว

อีกอย่างแม้ลูกชิ้นจะไม่ได้ทำเองเหมือนแต่ก่อน แต่ก็สั่งมาจากร้านดังย่านเยาวราชซึ่งเป็นสูตรที่ใกล้เคียงกับสูตรเดิม ซึ่งอร่อยได้ใจเหมือนกัน

ว่างๆ ก็ลองแวะไปชิมกันดูนะครับ ร้านตั้งอยู่ตรงตลาดโต้รุ่ง โชคชัย 4 ลาดพร้าว เปิดขายตั้งแต่เวลา 06.30-23.00 น. (หยุดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สิ้นเดือน) 

ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ ร้านอาหารสุดหรูคู่ทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567377

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ ร้านอาหารสุดหรูคู่ทะเล

เรื่อง ภาดนุ ภาพ C&K

เมื่อมีโอกาสได้ไปเยือนแหลมพันวาของภูเก็ต นอกจากการชมวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลสีคราม และสูดอากาศสดชื่นริมทะเลแล้ว ตกเย็นก็ต้องมองหาร้านอาหารสุดหรูดินเนอร์สักหน่อย ถึงจะเป็นทริปพักผ่อนที่คุ้มค่า

ถ้าเช่นนั้นเราขอแนะนำ ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ (Top of The Reef Restaurant) ห้องอาหารฝรั่งเศส ที่ให้บริการอาหารมื้อค่ำสุดหรู ซึ่งป้ายของห้องอาหารเขียนบอกไว้เลยว่า “Please Dress Smart Casual” เพื่อบอกให้ลูกค้ารู้ว่า หากมารับประทานอาหารที่นี่ ต้องแต่งตัวสุภาพเรียบร้อยและดูดีนะ

ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ เปิดให้บริการมา 30 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี 2531) โดยเปิดพร้อมๆ กับโรงแรมเคปพันวา ตัวห้องอาหารตั้งอยู่บนยอดเขาเหนือแนวปะการังของแหลมพันวา ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นเรียบหรู มีทั้งโซนอินดอร์และเอาต์ดอร์ ด้านในเน้นโทนสีขาวประดับด้วยภาพวาดสีสดใส ส่วนด้านนอกเน้นความร่มรื่นของไม้ประดับ ให้อารมณ์เหมือนกำลังนั่งอยู่ในสวน สามารถนั่งชมวิวทะเลอันดามันได้อย่างชัดเจน

อัสรี พันธุ์ฉลาด ผู้จัดการห้องอาหาร บอกว่า ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ มีเมนูให้อิ่มอร่อยมากมาย อาหารที่เสิร์ฟจะเป็นสไตล์ฝรั่งเศส ที่นำอาหารทะเลมาเป็นวัตถุดิบในเมนู ลูกค้าสามารถเข้ามารับบริการได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.30-23.00 น. รวมทั้งสามารถมานั่งชิม ชิล ฟังเสียงเปียโนเล่นสดได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. (ยกเว้นวันอังคาร)

จานแรกที่แนะนำคือ Lobster Medallions with Asparagus & Tomatoes, Curry Cream Sauce จานนี้หน้าตาสวยงามน่ากินมาก กุ้งล็อบสเตอร์หั่นชิ้นมาพอดีคำจัดวางเรียงรอบๆ หน่อไม้ฝรั่ง เสิร์ฟพร้อมครีมซอสสูตรพิเศษ

ต่อด้วย Rib Eye Steak With Red Wine Sauce ริบอายสเต๊กคือเนื้อระหว่างสันในและสันนอก เป็นเนื้อเกรดเอนำเข้าจากออสเตรเลียชิ้นโตๆ ราดด้วยซอสไวน์แดงตกแต่งด้วยมันฝรั่ง บร็อกโคลี่ และแครอตต้มผัดเนย เนื้อนุ่ม ไม่เหนียว น่าลิ้มลอง

ถัดมาคือ Grilled Fillet Of Lamb With Onion Sauce เนื้อแกะที่นำไปกริลแล้วนำมาสไลซ์ จัดวางมาพร้อมเครื่องเคียงอย่างมันฝรั่ง บร็อกโคลี่ และแครอตต้มผัดเนยเนื้อด้านในกริลแบบมีเดียมแรร์สีออกแดงเรื่อๆ บ่งบอกถึงความสดของเนื้อ ตัดกับซอสหัวหอมสีขาวครีม ทำให้เนื้อดูน่ากินมากยิ่งขึ้น ไม่ได้สวยแค่หน้าตา แต่รสชาติยังอร่อยนุ่มลิ้นด้วย

อีกหนึ่งเมนูที่คนรักอาหารทะเลไม่ควรพลาด Saute Tiger Prawns With Sweet Basil Sauce กุ้งลายเสือขนาดใหญ่ นำมาผัดขลุกขลิกกับซอสเบซิล หอม อร่อยจนหยุดไม่อยู่

ปิดท้ายด้วยของหวานที่ไม่ควรพลาด Pineapple Alaska นอกจากหน้าตาที่ชวนชิมแล้ว วิธีการทำก็พิถีพิถัน โดยการนำสับปะรดภูเก็ตมาผ่าซีก คว้านเนื้อสับปะรดมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้ววางลงไป ตามด้วยไอศกรีมวานิลลา ตีไข่ขาวโปะด้านบน โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่ง แล้วนำไปอบด้วยความร้อนสูง ชิมแล้วได้รสหวานจากเนื้อไอศกรีมและไอซิ่ง ตัดกับรสอมเปรี้ยวของเนื้อสับปะรด อร่อยมาก

นอกจากเมนูที่แนะนำแล้ว ยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย อ้อ! ขอบอกนิดนึงว่า กุ้งมังกรที่ห้องอาหารเลือกใช้ในเมนูนั้น ต้องมีน้ำหนัก 7 ขีดตามมาตรฐานทุกตัวเชียวละ (ราคาอาหารเริ่มที่ 220 บาท++)

ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ อยู่ด้านในสุดของโรงแรมเคปพันวาภูเก็ต เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.30-23.00 น. โทร. 076-391-123 หรือ http://www.capepanwa.com

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เต้าหู้พะโล้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567382

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เต้าหู้พะโล้

เรื่อง : สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ : cookool studio

ฉบับนี้อยู่ในช่วงเทศกาลกินเจพอดี จึงอยากชวนมาพุ้ยข้าวต้มกันด้วยอาหารเจที่ทำได้ง่ายที่บ้าน ผู้เขียนเพิ่งได้มีโอกาสไป จ.ตรัง มาในช่วงวันแรกๆ ของการกินเจ เห็นผู้คนที่จะเข้าสู่ช่วงการรับประทานเจนั้นเขาจะเริ่มต้นด้วยการเข้าไปสักการะศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองตรัง สวมเสื้อคอจีนและกางเกงขาก๊วยสีขาวเข้าไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสมือนเป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์พร้อมเข้าสู่การกินเจ ทำให้เข้าใจเลยว่ามีผลต่อความมุ่งมั่นของแต่ละบุคคลที่ปฏิญาณตนงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ ยิ่งไปพร้อมกันหลายๆ คน ยิ่งเสริมความมุ่งมั่นแรงใจให้ครองตน “ไม่หลุดเจ” ได้เป็นอย่างดี เข้าใจถึงประเพณีที่คนโบราณคิดขึ้นมาเพื่อเป็นกุศโลบายในการทำบุญใหญ่ในครั้งนี้

จริงๆ ผู้เขียนไม่เคยกินเจเลย เพราะอยู่ในครอบครัวใหญ่อาจทำให้การเตรียมอาหารนั้นยุ่งยากด้วยเพราะคนอื่นๆ ในบ้านไม่ได้รับประทานเจกัน แต่ถ้าเห็นอาหารเจ อาหารมังสวิรัติ ผู้เขียนมักจะรับประทานเป็นมื้อๆ ไปเพื่อความสะดวกและสบายใจ

สมัยเด็กๆ การกินเจน่าเบื่อและยากกว่าปัจจุบันมากในความคิดของผู้เขียน เพราะกับข้าวจะซ้ำๆ ด้วยความที่โลกหมุนเร็วขึ้น เทคโนโลยีของอาหารก้าวหน้าขึ้นพอๆ กับเทคโนโลยีด้านอื่นๆ เราจึงเห็นอาหารเจที่ทำขึ้นมาอย่างแปลกแหวกแนวขึ้น ทั้งกุ้งเจ เป็ดเจ ลูกชิ้นเจ อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ที่อาจจะทำให้เกิดความบันเทิงกระเพาะมากขึ้นในช่วงกินเจ เช่นวันก่อนได้ชิมเป็ดย่างเจถึงกับตะลึง ว่าคล้ายอกเป็ดอยู่พอสมควร คิดว่าทำจาก หมี่กึง หรือกลูเตนที่เป็นโปรตีนจากแป้งสาลีเอามาขึ้นรูป แต่งสีและกลิ่นรมควันนิดๆ เพื่อให้คล้ายเป็ดย่าง เกือบหลอกผู้เขียนได้แล้วเชียว

แต่ถ้าคนที่รับประทานเจอย่างเคร่งครัด เขาจะไม่สนใจของเทียมที่ทำขึ้นมาในช่วงเจเลย เรียกว่าไม่ให้เอ่ยชื่อเนื้อสัตว์ในมื้อนั้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งแหล่งโปรตีนหลักๆ คือ โปรตีนจากถั่วเหลืองอย่างเต้าหู้ชนิดต่างๆ โปรตีนจากแป้งสาลีที่บอกไปแล้วว่าคือหมี่กึง และโปรตีนเกษตรจากกากถั่วเหลืองแปรรูป เขากินแค่นี้กันจริงๆ แล้วแถมด้วยผักอีกนานาชนิด

ฉบับนี้ผู้เขียนขอเกาะกระแสอาหารเจด้วยสูตรเต้าหู้พะโล้ ที่ผู้เขียนดัดแปลงมาจากสูตรเต้าหู้พะโล้ในก๋วยเตี๋ยวหลอดสูตรประจำของตัวเอง ปกติสูตรนั้นมีทั้งกระเทียม ผักชีซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของต้องห้ามในช่วงกินเจ แม้ว่าจะเป็นพืชผักก็ตาม ด้วยเพราะผักทั้งสองชนิดนี้มีกลิ่นแรง ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนถือว่ามีคุณสมบัติในการกระตุ้นร่างกาย จึงขอให้ละเว้นในช่วงกินเจ ผู้ใหญ่มักจะบอกเสมอว่ากินไม่ได้ กินแล้วจะเหนื่อยในช่วงกินเจ อันนี้คงเป็นความเชื่อที่สืบต่อมา ผู้เขียนเลือกใช้เป็นหัวไชโป๊สับละเอียดและก้านขึ้นฉ่ายเพื่อเพิ่มความหอมและรสชาติให้กับน้ำพะโล้ ซึ่งค้นหาข้อมูลมาแล้วว่าขึ้นฉ่ายแม้ว่าจะมีกลิ่นแต่ไม่มีฤทธิ์กระตุ้นร่างกาย จึงถือว่าเป็นอาหารเจ

ปกติเต้าหู้พะโลใน “ชอ” หรืออาหารปกตินั้นต้องเพิ่มความหอมในน้ำพะโล้ด้วยปลาหมึกแห้งแช่น้ำหรืออาจจะเติมกุ้งแห้งลงไปด้วย แน่นอนว่าเราต้องตัดทิ้งทั้งหมด จึงเลือกเป็นเห็ดหอมแช่น้ำเอาไปผัดให้เหลืองจะช่วยเพิ่มความหอมละมุนให้เต้าหู้พะโล้ได้เป็นอย่างดี และแน่นอนน้ำแช่เห็ดหอมนี่ขาดไม่ได้นำมาตุ๋นเต้าหู้จะทำให้ได้รสดีขึ้นกว่าใช้น้ำเปล่า

เครื่องปรุงอื่นๆ ถือเป็นมาตรฐานที่ทุกบ้านต้องมี ความอร่อยต้องยกให้ผัดอย่างใจเย็น คลุกเคล้าให้ผงพะโล้และพริกไทยขาวไม่ปร่า เคี่ยวให้น้ำตาลปี๊บหอมไปพร้อมๆ กับเครื่องผัดก่อนเติมเต้าหู้และน้ำแช่เห็ดหอม ตุ๋นที่ความร้อนกำลังพอเหมาะ อย่าให้เดือดแรงมิเช่นนั้นเต้าหู้จะแหลกได้

ส่วนเต้าหู้ เป็นองค์ประกอบหลักที่เป็นส่วนสำคัญให้ความอร่อย เลือกเต้าหู้ขาวแบบแข็งปานกลางจะได้เนื้อสัมผัสที่ตรงใจผู้เขียนที่สุด เต้าหู้แผ่นแบบแข็งเกินไปจะทำให้ตุ๋นแล้วกระด้าง เหมาะสำหรับนำไปพะโล้เพื่อใช้เป็นไส้เปาะเปี๊ยะสด สำหรับสูตรนี้เหมาะสำหรับรับประทานกับข้าวต้ม แนะนำให้เลือกเต้าหู้แผ่นแข็งปานกลางจะตุ๋นออกมาได้อร่อยที่สุด สำหรับเต้าหู้แบบอ่อนใช้ไม่ได้เลยกับสูตรนี้ เวลาไปตลาดให้มองหาเต้าหู้ห่อใบตองแบบนั้นจะอร่อยที่สุด 

เมนูลูกผสม กิมจิ+อีสาน ผสานความแซ่บนัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567380

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 11:22 น.

เมนูลูกผสม กิมจิ+อีสาน ผสานความแซ่บนัว

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

อาหารเกาหลีขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารสุขภาพ ที่ให้รสชาติที่กลมกล่อม ในขณะที่อาหารอีสานสร้างชื่อในเรื่องของความแซ่บนัว และยังได้กลิ่นอายของวัตถุดิบพื้นถิ่น เมื่อนำเมนูทั้งสองมาอยู่ร่วมกันจนกลายเป็นมิติใหม่แห่งวงการอาหารที่คุณต้องลิ้มลอง

หลังจากประสบความสำเร็จจาก อันยองปูดอง สูตรปูดองจากเกาหลีที่ใช้ซีอิ๊วดองแทนน้ำปลา ได้รับการยอมรับจากโลกโซเชียลอย่างล้นหลามเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้ จุ๋ย-จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา หลานสาวคนเก่งของนักชิมรุ่นเก๋าอย่าง ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา และเพื่อนร่วมหุ้น ต่อยอดด้วยการเปิดเป็นร้านอาหารฟิวชั่นสไตล์อีสาน-เกาหลี ที่มีเมนูส่วนใหญ่รสชาติจัดจ้านแบบภาคอีสานของบ้านเรา ผสมผสานกับเอกลักษณ์อาหารเกาหลีที่อร่อย แปลกใหม่ ทว่าคุ้นเคยและลงตัว

“ต้องย้อนกลับไปที่อันยองปูดองเลยค่ะ ที่มันเริ่มมาจากเพื่อนซื้อปูดองจากเกาหลีมาให้หุ้นส่วนในร้านลองชิม เราว่าก็อร่อยนะ แต่มันยังไม่สุด จนกระทั่งวันหนึ่งได้ดูซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง You Who Came from the Stars แล้วมีฉากที่นางเอกกินปูดอง เห็นแล้วฟิน เราก็เลยลองเอามาขายดูบ้าง จนได้รับเสียงตอบรับอย่างไม่น่าเชื่อ เราก็เลยมานั่งคุยกันว่าเราน่าจะเปิดร้านขายกัน ก็เลยเป็นที่มาของร้านนี้ค่ะ”

จากนั้นพวกเธอก็ลองผิดลองถูกกับอาหารเกาหลี มาผสมผสานกับความจัดจ้านของอาหารอีสานในบ้านเราอยู่ 1 ปีเต็มๆ จนได้อาหารฟิวชั่นสไตล์อีสาน-เกาหลี ที่อร่อยแบบที่คนไทยที่ได้ลองแล้วชื่นชอบ ไม่เว้นแม้แต่ชาวเกาหลีที่แวะมาลิ้มลองก็ชื่นชอบไม่แพ้กัน

“หุ้นส่วนทุกคนเป็นคนชอบลองชิม ลองกินกันอยู่แล้ว เราลองกันอยู่นานเป็นปีที่คัดออกไปก็เยอะ เหลือไว้เพียงแค่ 7-8 เมนู เหตุที่เรานำอาหารเกาหลีมาร่วมกับอาหารอีสาน คือเราไม่อยากเปิดร้านอาหารที่เขามีขายกันอยู่แล้ว อีกอย่างคนไทยส่วนใหญ่ก็ชอบอาหารเกาหลี และอาหารอีสาน แล้วด้วยความแซ่บของอาหารมันก็เข้ากับทุกเมนู กินง่ายโดยไม่รู้สึกว่าแปลกอีกด้วยค่ะ

อาหารทั้งสองอย่างมีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีวัตถุดิบที่โดดเด่นทั้งสองอย่าง เวลาที่เรากินอาหารเกาหลี กลิ่นของเขาเราก็จะรู้เลยว่าเป็นอาหารเกาหลีแน่นอน อย่างอาหารอีสานก็เหมือนกัน โอ้ยยยย แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าเป็นอาหารอีสาน คือของแซ่บแน่นอน ตอนแรกก็คิดเหมือนกันว่ามันจะเข้ากันได้หรือ แต่ปรากฏว่ามันได้รสชาติที่ถูกปากคนไทย แม้แต่คนเกาหลีที่มาลองก็ชอบเหมือนกันค่ะ”

เริ่มต้นเมนูแรกอันเป็นการกระตุ้นน้ำย่อยด้วย ส้มตำกิมจิปูทะเลไข่ดอง เมนูยอดฮิตของคนไทยมาผสมผสานกับเอกลักษณ์ความเป็นเกาหลี เริ่มด้วยการนำมะละกอและแครอตตำกับกิมจิเกาหลี ซึ่งให้รสชาติเปรี้ยวและสามารถใช้แทนมะนาวได้ เสิร์ฟมาพร้อมกับปูทะเลไข่ดอง ที่ดองด้วยสูตรต้นตำรับจากประเทศเกาหลี โดยคัดสรรปูทะเลของไทยตัวใหญ่เนื้อแน่นนำมาดองพร้อมกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของปลาร้า แซ่บนัวถึงใจ

อย่าลืมเรียกหาเมนูหนักท้องขึ้นมาหน่อย อย่าง ข้าวผัดกิมจิกระทะร้อน ข้าวผัดสไตล์เกาหลีกับซอสสูตรเฉพาะของทางร้านพร้อมกับใส่กิมจิของเกาหลี ท็อปปิ้งด้วยหมูส้มที่ผ่านกรรมวิธีการทำแบบอีสาน พร้อมด้วยไข่ และสาหร่ายเกาหลี เวลาเสิร์ฟจะเพิ่มความหอมด้วยการใส่เนยลงไปในก้นชาม และเพื่อให้ได้รสชาติต้องคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน จะได้ความอร่อยที่กลมกล่อม พร้อมได้กลิ่นหอมของเนยซึ่งนอกจากหมูส้มคุโรบูตะ ยังมีหน้าโคขุนแดดเดียว หน้าปลาสลิด และหน้าปูนิ่มทอดให้เลือกลิ้มลองกันอีกด้วย

ต่อด้วย ยำมะม่วงสับปะรดกิมจิกุ้งสด มะม่วงแก้วขมิ้นนำมาสับ ปรุงรสด้วยน้ำยำรสแซ่บ พร้อมด้วยสับปะรดที่มาเพิ่มความหวาน และกิมจิที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แล้วยังมีกุ้งแช่น้ำปลามาร่วม นำมาคลุกเคล้าจนเข้ากัน อร่อยได้โดยไม่ต้องสงสัย

ตบท้ายด้วย ลาบมาม่าเกาหลี เส้นมาม่าของเกาหลี ที่จะมีเส้นใหญ่ และนุ่มลิ้น นำมาลวกแล้วปรุงรสด้วยลาบหมูแบบอีสานที่ให้รสชาติจัดจ้าน ได้กลิ่นหอมของสะระแหน่ และข้าวคั่ว ที่สุด เป็นการปิดท้ายมื้อที่สุดพิเศษเชียวละครับ

ร้านโซล จู ปูดอง โครงการเจ อเวนิว ทองหล่อ 15 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา11.00-22.00 น. โทร.09-0959-6565