ทองสมิทธ์ ก๋วยเตี๋ยวเรือรสเด็ด อร่อยจนต้องมาซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565821

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 15:30 น.

ทองสมิทธ์ ก๋วยเตี๋ยวเรือรสเด็ด อร่อยจนต้องมาซ้ำ

เรื่อง ยู่ยู้ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คิดถึงก๋วยเตี๋ยวเรือรสจัดจ้าน หลายคนคงมีร้านในใจให้แวะไปเช็กอิน แต่ถ้ากำลังเดินช็อปปิ้งเพลินๆ อยู่ในห้างหรูอย่าง เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ก็ไม่ต้องคิดเยอะ แค่กดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 5 ก็จะได้พบกับทองสมิทธ์ (Thong Smith) ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือระดับพรีเมียมแสนอร่อยที่พร้อมเสิร์ฟเมนูจัดจ้าน

“ทองสมิทธ์” ชวนสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยการออกแบบร้านให้ยังคงคอนเซ็ปต์ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือในแบบที่หลายคนคุ้นเคย แต่เพิ่มความพรีเมียมด้วยการนำสีทองเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการแต่งร้านที่สะท้อนถึงความเป็นไทย และใช้ไม้เข้ามาเป็นส่วนประกอบเพื่อให้ดูอบอุ่น น่านั่ง

เมื่อเข้ามาแล้ว ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเมนูโปรดได้ตามใจ มีทั้งเมนูก๋วยเตี๋ยวหมูและเนื้อคุณภาพดีที่โดดเด่นด้วยรสชาติน้ำซุปเข้มข้นให้เลือกทั้งเมนูแห้งและน้ำ เลือกระดับความจัดจ้านได้ตามรสนิยม แถมยังมีเมนูของกินเล่นมากมายเพื่อให้มื้อนี้ไม่ธรรมดา

ซิกเนเจอร์ท้าให้ลอง คือ น้ำตกวากิวทองสมิทธ์ เมนูก๋วยเตี๋ยวน้ำตกที่ปรุงรสชาติมาให้แล้ว ถ้าจะให้ดี แนะนำให้ชิมก่อนปรุงเพิ่ม ความพิเศษของเมนูนี้คือ เป็นการรวมตัวของวากิวออสเตรเลียสไลซ์ ลูกชิ้นเนื้อ เนื้อตุ๋น และเอ็น ที่ตุ๋นจนเข้าเนื้อกับเครื่องยาจีนสูตรพิเศษที่ทางร้านคิดค้นขึ้นเอง ถ้ายังไม่จุใจ ยังมีแซ่บแห้งวากิวริบอาย แซ่บแห้งเนื้อสด

ถัดมาคือ ข้าวต้มแห้งเนื้อตุ๋น เมนูนี้เกิดจากแพสชั่นของเจ้าของร้านที่ดันไปติดใจเมนูข้าวต้มแห้งที่ภูเก็ต เลยได้ไอเดียมาสร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษของทองสมิทธ์ ซึ่งชูพระเอกของร้านอย่างเนื้อและเอ็นที่ตุ๋นได้ที่มาเป็นไฮไลต์ เพิ่มรสสัมผัสด้วยกระเทียมเจียวหอมๆ และกากหมู เข้ากันได้ดีจนใครได้ชิมอาจเผลอกินหมดชามไม่รู้ตัว

ส่วนใครที่ไม่กินเนื้อ แนะนำเมนูแซ่บแห้งหมูตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวหมูแห้งปรุงด้วยพริกสูตรพิเศษของทางร้าน เข้ากันได้ดีกับตัวเส้นที่เหนียวนุ่ม ลงตัวกับหมูหมัก ลูกชิ้นหมู หมูตุ๋น โรยด้วยกระเทียม และกากหมูเจียวที่ทำกันสดใหม่ทุกวัน หรือจะลองน้ำตกหมูสด น้ำตกหมูตุ๋นก็น่าสนใจ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเมนูก๋วยเตี๋ยวเมนูไหน ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเพิ่มเครื่องได้ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นหมู หมูสด ตับหมู ผักบุ้งลวก ฯลฯ

ลองเมนูจานหลักแล้ว อย่ามองข้ามเมนูของกินเล่นอย่างเกี๊ยวทอดที่รูปร่างอวบอ้วนน่ากิน เพราะไส้อัดแน่นด้วยเนื้อหมูและกุ้งสับ ทอดจนออกสีเหลืองทอง จะกินเล่นเพลินๆ ก็หยุดไม่อยู่ หรือ จะกินคู่กับก๋วยเตี๋ยวก็ได้รสชาติ ถัดจากเมนูของทอด ต้องลองเมนูลูกชิ้นปิ้ง มีทั้งหมูและเนื้อ นอกจากรสชาติของลูกชิ้นที่ลืมไม่ลงแล้ว น้ำจิ้มสุดพิเศษของทางร้านก็บอกเลยว่าไม่ธรรมดา

ปิดท้ายด้วยเมนูเครื่องดื่ม ทางร้านมีเมนูน้ำสมุนไพรให้เลือกมากมาย ทั้งลำไย กระเจี๊ยบพุทราจีน เก๊กฮวย และใบเตยแสนชื่นใจ ไว้ดับร้อนคลายเหนื่อย รวมถึงเมนูของหวานอย่างเฉาก๊วยน้ำเชื่อมลำไย ลอดช่องน้ำกะทิช่วยล้างปาก แต่ถ้าจะให้ฟินสมกับมากินก๋วยเตี๋ยวเรือ อย่าลืมเรียกน้ำย่อยด้วยขนมถ้วยที่ตั้งอยู่บนโต๊ะจะเลือกกินก่อน หรือรอไว้ล้างปากตอนหลังอาหารก็ได้

“ทองสมิทธ์” พร้อมให้บริการความอร่อยแล้วที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-160-5794 

ปิกโกโล อาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565817

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ปิกโกโล อาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ปิกโกโล-Piccolo แปลว่า บ้านเล็กๆ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี ดังนั้นจะเห็นว่าภายในห้องอาหารจะถูกตกแต่งด้วยบรรยากาศอบอุ่นเหมือนรับประทานอาหารอยู่ในบ้าน แต่ยังคงกลิ่นอายความเป็นอิตาเลียนไว้ครบถ้วน และรองรับลูกค้าได้จำนวน 60 ที่นั่ง ตามสไตล์การตกแต่งของบ้านชนบทขนาดเล็กในประเทศอิตาลี

ปิกโกโล อยู่ในโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง เปิดมา 27 ปีแล้ว อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดตอนนั้น ที่ใครมาถึงต้องสั่ง ได้แก่ Spaghetti Phuket Lobster, Pizza แบบอิตาเลียนแท้ๆ แป้งบางกรอบ ชีสคุณภาพดี และใช้ซอสมะเขือเทศสดและน้ำมันมะกอกชั้นดี แป้งพาสต้าทุกตัวของห้องอาหารที่ทำเองทั้งหมด เรียกว่าใส่หัวใจลงในเมนูทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็น แป้ง Lasagne, Cannelloni, Gnocchi, Raviovli และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเนื้อต้องไม่พลาด สำหรับเมนูเนื้อสันในย่างน้ำมันมะกอก หรือซี่โครงแกะย่างกับมินต์ซอสสด ที่ให้รสหวานอมเปรี้ยว และหอมมินต์สด ที่ใครได้รับประทานเป็นต้องติดใจ พร้อมกับได้จัด Wine Cellar ที่มีให้เลือกได้ตามใจชอบ

ตามด้วยของหวานรายการธรรมดาที่ไม่ธรรมดา อย่างแพนเค้กยัดไส้ด้วยไอศกรีมวานิลลา ราดด้วยเหล้ารสกาแฟ (Tia Maria) และโรยด้วยถั่วอัลมอนด์ หรือจะเป็นทีรามิสุหรือของหวานประเภท Flambé’ ก็มีให้บริการ ปิดท้ายด้วยกาแฟหลากรส ไม่ว่าจะเป็น Espresso, Cappuccino หรือ แม้แต่ Irish Coffee ก็มีให้บริการ นอกจากนั้นห้องอาหารปิกโกโล ยังได้รับเลือกให้เป็นห้องอาหารอิตาเลี่ยนที่ให้บริการในโรงแรมที่ดีที่สุด (Grand Slam Award) โดยได้ทั้ง 3 ด้าน คือ อาหาร บริการ และบรรยากาศที่เป็นเลิศ จากผู้ถือบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส จากทั่วโลกเป็นผู้โหวตให้

หลังจากการปิดชั่วคราวในช่วงที่มีการปรับปรุงรูปโฉมโรงแรม ปิกโกโลได้กลับมาสร้างตำนานบทใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายของมนต์เสน่ห์ของบ้านในชนบทสไตล์อิตาเลียน พร้อมคงเมนูอันเลื่องชื่อดั้งเดิมไว้ และเพิ่มเมนูใหม่ให้ถูกปากผู้บริโภคที่ไม่คุ้นชินกับเมนูอิตาเลียนดั้งเดิมนัก ซึ่งเวลา 19.30 น.เป็นต้นไป มีบทเพลงไพเราะจากนักร้องและนักเปียโนบรรเลงบทเพลงขับกล่อม ให้เป็นมื้อค่ำสุดพิเศษสำหรับทุกท่าน

สำหรับเมนูเด็ดที่ภูมิใจนำเสนอในวันนี้ คือ 6 รายการเป็นเซตพิเศษที่จะเป็นโปรโมชั่นของเดือน ต.ค.คือ สลัดอกเป็ดรมควันเสิร์ฟพร้อมซอสราสพ์เบอร์รี่ เนื้อเป็ดเนียนนุ่มหอมกรุ่นชุ่มซอสสีแดงมาคู่กับผักสลัดสดกรอบพร้อมซอสรสเปรี้ยวนิดหวานหน่อย ตามด้วยซุปเห็ดทรัฟเฟิล รสชาติเข้มข้นนวลเนียนมีกลิ่นหอมของเห็ดทรัฟเฟิล พร้อมเนื้อเห็ดเพิ่มสัมผัสลิ้นเวลาเคี้ยวหนึบๆ ต่อด้วยจานที่ 3 คือ หอยเชลล์อบมอซซาเรลล่าชีส หอยตัวใหญ่หนาเนื้อแน่นเต็มปากเต็มคำราดซอสครีมหอมหวานมัน

อีกจานที่ถือเป็นไฮไลต์จานเด็ด ก็คือ ตับห่านบนหอยเชลล์ ตับชิ้นใหญ่สุกกำลังดี หวานปนขมติดปลายลิ้นเล็กน้อย เสิร์ฟคู่กับหอยเชลล์อวบอ้วนและผักสดอย่างหน่อไม้ฝรั่งและมินิแครอตรสหวานกรอบเข้ากันดีกับตับอ่อนนุ่ม ต่อด้วยสปาเกตตีทะเลกับซอสมะเขือเทศรสจัด เส้นสปาเกตตีจะกรุบกริบไม่นิ่มจนเกินไป พร้อมกุ้งเนื้อหวานเด้งและหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวโต

ขาดไม่ได้กับพิซซ่าพาร์มาแฮม แป้งพิชซ่าแผ่นบางกรอบแบบไลต์ๆ ไม่หนักแน่นด้วยชีสมากมาย ตบท้ายด้วยเนื้อสันในซอสไวน์แดง เสิร์ฟพร้อมซุปมันกลมและผัดผักรวม ถ้าไม่ชอบรับประทานเนื้อสามารถเปลี่ยนเป็นสเต๊กปลาหิมะแทนกันได้ ตบท้ายของหวานด้วยทิรามิซุชิ้นใหญ่เบาๆ กับบลูเบอร์รี่สดและราสพ์เบอร์รี่หวานมันตัดเปรี้ยว และน้ำผลไม้อัญชันผสมมะม่วงหาวมะนาวโห่ รสเปรี้ยวอมหวานชื่นใจ

โทร.02-281-3088 เปิดทุกวัน เวลา 11.00-14.00 น.และ 18.00-22.00 น. ถ้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ 10 คนขึ้นไป จองล่วงหน้าหรือขอใช้ห้องพิเศษได้ ดูเว็บไซต์ http://www.royalprincesslarnluang.com

ธันวา แสงธูป ฝันอยู่ไกล แต่ไม่เกินไปถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565825

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 14:30 น.

ธันวา แสงธูป ฝันอยู่ไกล แต่ไม่เกินไปถึง

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

น้อยคนนักจะรู้ว่าเบื้องหลังผู้รังสรรค์เมนูแพนเค้กเด้งดึง นุ่มฟู ไม่แพ้สูตรต้นตำรับที่พาให้ใครหลายคนติดใจ จนยอมไปต่อแถวหน้าร้านแกรม (Gram) แพนเค้กสไตล์ญี่ปุ่น ต้นตำรับจากโอซากา ที่เพิ่งเปิดให้บริการความอร่อยในไทย คือ โฟร์-ธันวา แสงธูป เชฟหนุ่มผู้หลงใหลในดินแดนอาทิตย์อุทัย จนมุ่งมั่นเอาดีทางภาษาไม่พอ ยังต่อยอดไปสู่ศาสตร์การทำขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น

“ผมเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ตอนแรกตั้งใจว่าเรียนจบไปก็คงเป็นล่าม แต่พอปี 4 ได้มีโอกาสไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น เลยทำให้เส้นทางชีวิตเปลี่ยน เพราะผมเลือกนำค่าขนมที่ได้จากการเป็นนักเรียนทุนไปลงเรียนทำขนมที่ญี่ปุ่น”

ตลอดเวลาของการเป็นตัวแทนนักศึกษาไทยไปเรียนที่ญี่ปุ่น นอกจากโฟร์จะต้องตั้งใจเรียนเพื่อทำเกรดให้ได้ตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยเมจิแล้ว เขายังต้องอาศัยความพยายามเป็นสองเท่าเพื่อพิชิตหลักสูตรทำขนมที่ลงเรียนไว้แบบรวบรัดให้จบภายในปีครึ่ง

“ตอนที่ไปญี่ปุ่น ผมได้ไปเรียนคณะสื่อสารมวลชน ถึงภาษาญี่ปุ่นผมตอนอยู่เมืองไทยจะอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แต่พอมาเรียนในสาขาที่ผมไม่มีความรู้พื้นฐาน ก็เหนื่อยพอตัว แต่ก็ต้องพยายามครับ เพราะว่าทุนที่ไปบังคับว่าต้องได้เกรด B+ขึ้นไป ไม่อย่างนั้นต้องกลับมาเรียนซ้ำที่เมืองไทย ทำให้ยิ่งเรียนจบช้า ตอนนั้นสิ่งที่ทำได้คือ พยายามไม่เครียด เรียนให้เต็มที่ มีเวลาว่างผมก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า แต่ไปหาความรู้เพิ่มด้วยการลงเรียนทำขนมญี่ปุ่น อย่างน้อยกลับมาเมืองไทยจะได้มีความรู้ด้านอื่นติดตัวกลับมาด้วย”

ฟังมาถึงตรงนี้ คำถามที่ป๊อปอัพขึ้นในใจคือ ทำไมต้องเรียนทำขนม ซึ่งดูน่าจะขัดกับความชอบของหนุ่มๆ ทั่วไป คำถามนี้ทำเอาโฟร์คลี่ยิ้มก่อนตอบว่า “ผมเป็นลูกคนเดียว ที่บ้านมีลูกพี่ลูกน้องเยอะ ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชายไม่ชอบเข้าครัว แต่ผมเองตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ก็เข้าครัวช่วยป้าทำอาหารอยู่บ่อยๆ หลายๆ คนก็ชมว่า ฝีมือใช้ได้ เลยทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนนั้น เริ่มจากเมนูง่ายๆ อย่างผัดกะเพรา ไข่ตุ๋น จนพอเห็นว่าเริ่มทำอาหารคาวได้แล้ว เลยขยับมาลองของหวานบ้าง จำได้ว่าตอนอยู่ปี 2 ก็เริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเอง หาสูตร แล้วก็ค่อยๆ ทยอยซื้ออุปกรณ์มาลองทำ”

จากความสนใจ ค่อยๆ ผันแปรสู่ความชอบและกลายเป็นความรักในที่สุดนี้เอง ทำให้เมื่อได้โอกาสมาเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตถึงญี่ปุ่น โฟร์จึงไม่ปล่อยให้เวลาในชีวิตเสียเปล่า เขาไปลงเรียนหลักสูตรทำเค้กและขนมปังที่สถาบันสอนทำขนมโดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น ซึ่งโฟร์เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า คล้ายๆ หลักสูตรกอร์ดอง เบลอ บ้านเรา ซึ่งเมื่อเรียนจบจะได้รับโล่และประกาศนียบัตร

“จริงๆ หลักสูตรที่ผมไปเรียน ต้องใช้เวลาเรียน 3 ปีจบ แต่ผมเรียนแบบเร่งรัด บีบให้จบภายในปีครึ่ง คือ ถ้าวันไหนว่าง ผมเรียนตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม ตอนที่ไปเรียนภาษาไม่ใช่ปัญหา จะมีพวกศัพท์เฉพาะที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันที่ต้องไปเรียนเพิ่มเติม เพื่อนๆ ร่วมชั้นของผมส่วนใหญ่เป็นวัยใกล้ๆ กัน จะมีกลุ่มแม่บ้านบ้าง ซึ่งตอนแรกเขาก็แปลกใจที่เห็นเราเป็นนักศึกษาต่างชาติมาเรียนทำขนม” โฟร์บอกเล่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนเล่าต่อว่า

“ตอนแรกที่ไปลงเรียน ผมคิดว่ากะเรียนเล่นๆ พอไปๆ มาๆ จากเดิมที่ชอบทำเค้กไม่ชอบทำขนมปัง แต่มีเพื่อนญี่ปุ่นเอาขนมปังญี่ปุ่นมาให้ชิม ปรากฏว่าผมชิมแล้วอร่อยมาก เลยไปลงเรียนทำขนมปังบ้าง เรียนไปเรียนมาจากระดับพื้นฐาน กลายเป็นจบระดับแอดวานซ์ ซึ่งหมายความว่าหากในอนาคตทางสถาบันมีเมนูอะไรใหม่ๆ ผมสามารถนำสูตรไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะเขาเชื่อว่า เรามีความรู้พื้นฐานที่จะสามารถเรียนรู้ด้วยได้เองแล้ว”

ใครจะคิดว่าเส้นทางชีวิตสายใหม่ที่โฟร์สร้างขึ้นด้วยสองมือ จะพาให้วันนี้เขากลายเป็นเชฟหนุ่มไฟแรงแห่งร้านแกรม ร้านขนมที่ใครๆ ก็อยากมาเช็กอิน

“ก่อนจะมาเป็นเชฟที่นี่ ผมเคยเป็นเทรนเนอร์อยู่ที่โรงเรียนสอนทำอาหารเอบีซีอยู่ปีครึ่ง จนรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเห็นว่าแกรมเปิดรับเชฟ เลยแนะนำให้ผมมาสมัครและได้เป็นส่วนหนึ่งของแกรมตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว หน้าที่ของผมช่วงแรกๆ คือ เป็นล่ามติดต่อประสานงานเป็นที่ปรึกษาให้กับเชฟทางญี่ปุ่น เพื่อจัดหาวัตถุดิบสำหรับทำแพนเค้กที่ได้รสชาติใกล้เคียงกับญี่ปุ่นที่สุด พอร้านเปิด ตอนนี้ผมมีหน้าที่ดูแลครัว ฝึกสตาฟฟ์และควบคุมคุณภาพขนมให้ใกล้เคียงกับออริจินัลที่สุด”

ตลอดเวลาที่ได้เข้ามาสวมบทเชฟขนมเต็มตัว โฟร์ยกให้แกรมเป็นโรงเรียนอีกแห่งที่ทำให้เขาได้เรียนรู้หลายอย่างภายในเวลาอันสั้น

“มาทำงานที่นี่ทำให้ได้อัพเลเวลเร็วมากครับ แต่ถ้าถามว่าอะไรคือความฝันของผมจริงๆ ผมไม่ได้อยากเป็นเจ้าของร้านขนม แต่ผมอยากเปิดโรงเรียนสอนทำขนมครับ ผมคิดชื่อโรงเรียนของผมไว้แล้วครับ ชื่อ ‘สปริงเคิล’ หมายถึง ตัวตกแต่งน้ำตาลบนหน้าคัพเค้ก เหตุผลที่ผมอยากเปิดโรงเรียนสอนทำขนม ไม่ใช่แค่สอนวิธีทำขนม แต่ผมอยากถ่ายทอดประสบการณ์กระบวนการคิดที่ผมได้รับมา

มองย้อนกลับไป โฟร์ย้ำว่า เขาไม่เคยคิดเสียดายเงินที่นำไปใช้เรียนทำขนม “ผมคิดว่ามันคุ้มมาก ถ้ามีโอกาสย้อนเวลากลับไป ผมก็จะเลือกเส้นทางนี้ นอกจากจะได้ความรู้ ผมยังได้เพื่อนใหม่ๆ เพราะตอนที่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเมจิ ผมโชคร้ายเข้าไปเรียนตอนเทอม 2 ซึ่งทุกคนมีเพื่อนหมดแล้ว ยิ่งเราเป็นนักศึกษาต่างชาติก็ยิ่งหาเพื่อนยากขึ้นไปอีก ผิดกับตอนมาเรียนทำขนมเลย เหมือนผมได้เติมเต็มส่วนที่ขาด ได้เจอเพื่อนที่ชอบเหมือนกันคุยภาษาเดียวกัน”

ไม่น่าเชื่อว่าจากเด็กชายที่เข้าครัวทำอาหารเพราะญาติคนอื่นไม่อยากเข้าครัว กระทั่งได้ไปเรียนญี่ปุ่น และค่อยๆ เข้าไปในโลกของขนม วันนี้เขาจะมีธงในใจที่แน่วแน่ว่า อนาคตต้องการอะไร

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะมาถึงวันนี้ แม่ผมเองยังตกใจ จากงานอดิเรกวันนั้นกลายมาเป็นอาชีพวันนี้ ผมอาจจะโชคดี ที่รู้ตัวว่าตัวเองชอบอะไร แล้วแค่เดินไปให้สุดทาง” โฟร์ทิ้งท้าย 

สเต๊กอิตาเลียนออริจินัล ต้องที่ โบเดกา แอนด์ กริลล์ ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565828

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 13:30 น.

สเต๊กอิตาเลียนออริจินัล ต้องที่ โบเดกา แอนด์ กริลล์ ภูเก็ต

เรื่อง/ภาพ อชัถยา ชื่นนิรันดร์

ปัจจุบันการหาเนื้อสเต๊กชั้นดีมารับประทานไม่ใช่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป เพราะมีห้องอาหารเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองมากมาย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลกอย่าง จ.ภูเก็ต โดยหนึ่ง ในนั้นอยากแนะนำ โบเดกา แอนด์ กริลล์ (Bodega&Grill) ซึ่งเป็นห้องอาหารสไตล์อิตาเลียนแบบออริจินัล ปรุงอาหารเสิร์ฟความอร่อย โดยเชฟชาวอิตาลีและชาวสเปน

วันดี ภัทร์รวี รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด โรงแรมอังสนา ลากูน่า ภูเก็ต บอกว่า หากลูกค้าอยากรับประทานอาหารอิตาเลียนต้นตำรับแท้ ต้องมาที่ โบเดกา แอนด์ กริลล์ ถือเป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน ที่เน้นบริการเนื้อสเต๊กที่ขึ้นชื่อนำเข้าจากต่างประเทศ และอาหารอิตาเลียนแบบออริจินัล กำลังเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มลูกค้าทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เมื่อเดินทางมาพักในภูเก็ต ส่วนใหญ่จะแวะเวียนมารับประทานอาหารอิตาเลียนภายในโรงแรมแห่งนี้

นอกจากจะได้ลิ้มลองความอร่อยของอาหารแล้วยังมีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพให้เลือกตามที่ท่านต้องการ ภายใต้บรรยากาศความอบอุ่นในการบริการของพนักงานบริการ และภายในห้องอาหารแห่งนี้ มีการออกแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย เสริมบรรยากาศการรับประทานอาหารได้เป็นอย่างดี

เมนูอาหารจานเด็ด สเต๊กเนื้อวัวระดับพรีเมียม นำเข้าจากออสเตรเลีย ย่างบนเตาถ่านร้อนๆ ทำให้มีกลิ่นถ่านอ่อนๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการย่างเนื้อบนเตาถ่าน รวมถึงการหมักสูตรลับเฉพาะของร้าน ทำให้เนื้อมีรสชาติหวานนุ่มละมุนลิ้นกำลังดี เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง และออร์เดิร์ฟ ในราคาท่านละ 1,250 บาท หรือจะเลือกเป็นของหวานทานปิดท้ายแทนออร์เดิร์ฟก็ได้เช่นกัน พิเศษสุดทุกวันศุกร์โปรโมชั่นสเต๊กเนื้อวัวนำเข้าเกรดพรีเมียมราคาพิเศษตลอดช่วงไฮซีซั่นนี้

โบเดกา แอนด์ กริลล์ เปิดอยู่ภายในโรงแรมอังสนา ลากูน่า ภูเก็ต เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น. ราคาเริ่มต้นเซตละ 1,250 บาท สำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ โทรศัพท์ 076-358-500 ต่อ โบเดกา แอนด์ กริลล์ หรืออีเมลFBResrvation-Lagugaphuket@angsana.com 

เตี๋ยวเรือเนื้อน้ำตกยกให้ แสนบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565818

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 12:45 น.

เตี๋ยวเรือเนื้อน้ำตกยกให้ แสนบุญ

เรื่อง แมงโก้หวาน

ผ่านไปแถวสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพญาไท หากเกิดท้องร้องหิวขึ้นมา ขอแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ “แสนบุญ” ซึ่งมีสร้อยต่อท้ายเก๋ๆ ว่า “เตี๋ยวเรือเนื้อน้ำตก” อยู่ใต้บีทีเอสพญาไท ถ้ามาจากสถานีบีทีเอสราชเทวี ร้านจะอยู่ตรงหัวมุมก่อนข้ามทางรถไฟ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวร้านเดียวอยู่ตรงนั้นและมีป้ายหน้าร้านชัดเจน หาไม่ยาก

ถึงร้านจะดูคับแคบ แต่เวลานั่งในร้านไม่ได้รู้สึกอึดอัด ข้างในร้านทาสีเขียวอ่อนดูเบาตา มีโต๊ะเก้าอี้ให้บริการ 4 โต๊ะ สะอาดสะอ้านนั่งสบายก้น บนโต๊ะเครื่องปรุงมีฝาชีครอบ สั่งก๋วยเตี๋ยวมากิน พัดลมเป่าเย็นๆ ดูทีวีจอยักษ์เพลินๆ อีกอย่างนั่งไปรู้สึกว่าไม่มีแมลงวันบินกวนใจ ไปกินมาแล้ว รู้สึกอย่างนั้นจริง

ตรงมุมปรุงก๋วยเตี๋ยวสะอาด วัตถุดิบหลักอย่างเนื้อและเนื้อหมูถูกหยิบวางลงบนน้ำแข็งในภาชนะตะกร้าเพื่อรักษาความสดของเนื้ออยู่ตลอดเวลาและมีพลาสติกใสปกคลุมเนื้อป้องกันฝุ่นละอองเกาะ เสียอย่างเดียวตรงจุดปรุงก๋วยเตี๋ยวไม่มีเรือเป็นสัญลักษณ์ ถ้ามีเรือก็จะชูให้เห็นเอกลักษณ์ร้าน พอถามเจ้าของร้าน “เจี๊ยบ” ศิริพร เขียวพุฒ ได้คำตอบว่าสั่งให้ช่างทำเรืออยู่

ว่าแล้วก็สั่งก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อน้ำตกเมนูเด็ดของร้าน เจาะจงเนื้อสดและเส้นเล็ก เพราะคนสั่งเส้นไม่ใหญ่พอ (ฮ่า) ราคาธรรมดาตามประสาคนธรรมดา 40 บาท ไม่ขาดใจ ได้ลูกชิ้น 2 ลูก ลูกชิ้นเนื้อๆ ไม่มีแป้ง เวลาเคี้ยวเสียงกรุบๆ อร่อย ส่วนเส้นก็เหนียวนุ่ม ตับ 2-3 ชิ้น ก่อนส่งเข้าปากคิดว่าน่าจะแข็งกระด้าง แต่พอเคี้ยวเท่านั้นแหละ เฮ้ย…ของเขานุ่มจริง

สิ่งที่ทำให้ติดใจ คือ ผ้าขี้ริ้ว อยากให้เจ้าของใส่เยอะๆ หน่อย ชอบมาก อร่อยดี รู้สึกว่าน้อยไปหน่อย หรือว่าเพราะไม่ได้สั่งพิเศษ (ฮ่า) แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือเนื้อ ต้องบอกว่านุ่มมาก ทราบว่าเจ้าของเอาไปหมักก่อนด้วยสูตรของร้านซึ่งจะมีใบเตยบดรวมอยู่ด้วยเพื่อให้เนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมของใบเตย…ก็แปลกแตกต่างดี

ปิดท้ายด้วยน้ำซุป ก๋วยเตี๋ยวจะอร่อยหรือไม่อร่อย ก็อยู่ที่น้ำซุปนี่แหละ รสกลมกล่อมดี ยิ่งเป็นน้ำตกก็ยิ่งเพิ่มความเข้มข้น คนที่ไม่ชอบจัดจ้านกินได้เลย ส่วนที่ชอบจัดก็ปรุงได้ตามใจชอบ นอกจากก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อน้ำตกแล้ว ยังมีก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวหมูสด เกาเหลา ธรรมดา 40 พิเศษ 50 บาท

ลองหาโอกาสไปชิมดู หรือถ้าไปแถวนั้นก็ลองจัดสักชาม ร้านเปิดแต่เช้าไปจนถึง 6 โมงเย็น หยุดวันเสาร์ ติดต่อสอบถามได้ที่โทร.09-2525-3740, 09-5815-0585 

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม ผัดวุ้นเส้น เกี้ยมฉ่าย เห็ดหูหนู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565812

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม ผัดวุ้นเส้น เกี้ยมฉ่าย เห็ดหูหนู

เรื่อง สวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

“ผัดโป๊ยเซียน” ขึ้นชื่อมาแบบนี้คุณผู้อ่านที่อายุต่ำกว่า 35 ปี อาจไม่เคยได้ยินมาก่อน ถ้าคุณอายุมากกว่า 35 และมีเชื้อสายจีน หรือเคยไปร่วมกินโต๊ะจีนราคาย่อมเยา น่าจะพอคุ้นหูอาหารจานนี้บ้าง งานมงคลทั้งงานวันเกิด งานแต่งงาน ต้องมีเมนูผัดโป๊ยเซียน ผัดแปดเซียน มาเป็นกับข้าวปิดท้าย เพราะอาหารจานใหญ่ที่เต็มไปด้วยเครื่องเคราที่ทุกส่วนผสมถูกเติมแต่งความหมายอย่างเป็นมงคล แถมชื่อยังเสมือนว่ามีเหล่าเทพมาร่วมแสดงความยินดี

ตอนเด็กๆ ไม่ชอบเลย เพราะเมนูโป๊ยเซียนนี้มีผักเยอะแยะ แถมยังมีเห็ดหูหนูสีดำๆ ดูน่ากลัว ไม่เห็นน่ากินตรงไหน ทำไมอาอี๊ อาอึ้ม ชอบกินกันจัง แถมหลายคนยังบอกว่ากินแล้วอิ่มไม่อ้วนดี น่าจะเป็นเพราะมีส่วนผสมอย่างวุ้นเส้นแน่เลย ที่สำคัญคือ ร้านที่จัดโต๊ะจีนนี่แหละที่ประหยัดต้นทุน เพราะเครื่องของผัดโป๊ยเซียนไม่ได้มีสนนราคาต้นทุนที่แพงอะไร ถือเป็นเมนู “Fill-up” ให้โต๊ะจีนแน่นขนัดไปด้วยอาหาร

จะว่าไปแล้ว ผัดโป๊ยเซียน ก็คือผัดวุ้นเส้นดีๆ ที่ใส่เครื่องเยอะถึง 8 อย่าง เครื่องเคราในผัดโป๊ยเซียนมีแบบใส่เครื่องในและแบบไม่ใส่เครื่องใน บางบ้านผัดโป๊ยเซียนเหมือนเป็นที่นิยมกินในช่วงวันตรุษจีน เพราะสามารถใช้เครื่องไหว้มาผัดได้ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าจริงๆ แล้วผัดโป๊ยเซียนคล้ายกับแกงโฮะอยู่นิดๆ

สำหรับในฉบับนี้ ผู้เขียนขอนำเอากลิ่นอายของผัดโป๊ยเซียนที่คุ้นเคยในวัยเด็กมาประยุกต์เป็นเมนูผัดวุ้นเส้นที่เลือกเอามาเฉพาะส่วนผสมที่ตัวเองชอบ แน่นอนว่ายืนพื้นต้องมีวุ้นเส้น ผลลัพธ์ความนุ่มของเส้นที่ต้องการอยู่ที่การเลือกเส้นให้เหมาะ ถ้าใช้เป็นวุ้นเส้นสด สะดวก ไม่ต้องแช่น้ำ ตัดถุงบรรจุแล้วโยนลงกระทะได้เลย จะได้วุ้นเส้นที่ผัดแล้วนุ่มมากๆ ถ้าผัดไม่เก่งอาจจะเละติดกันเป็นก้อนๆ อยู่ที่ฝีมือด้วยในระดับหนึ่ง โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบเส้นนิ่ม เลยมักจะซื้อวุ้นเส้นสดมาใช้ แต่ต้องเลือกยี่ห้อให้ดี เพราะบางยี่ห้อก็เละง่ายกว่า ถ้าชอบวุ้นเส้นที่ผัดออกมาแล้วเหนียวนุ่มเป็นเส้น อาจจะต้องเลือกเป็นวุ้นเส้นแห้งที่นำมาแช่น้ำจนนุ่มแล้วค่อยนำลงไปผัด เส้นจะร่วนไม่ติดกันเหมือนวุ้นเส้นสด

ส่วนผสมถัดมาที่ผู้เขียนชอบนำมาผัดกับวุ้นเส้นเพื่อเป็น “กับข้าว” กินคู่ข้าวต้มนั้น คือ เกี้ยมฉ่าย ชอบในรสชาติที่เข้มข้นที่จะช่วยให้ผัดวุ้นเส้นของเรามีทั้งรสเค็ม หวาน เปรี้ยว ในแต่ละคำ เรียกได้ว่าครบรส ผู้เขียนได้ไอเดียจากร้านอาหารจีนสไตล์ยูนนาน เสฉวนที่เขานิยมใส่ผักกาดดองหั่นเส้นยาวๆ ลงในผัดผัก หรือซุปต่างๆ เสริมรสชาติได้ดี

ผู้เขียนเลือกเห็ดหูหนูที่ตอนเด็กไม่ชอบ แต่พอเริ่มอายุเยอะ เริ่มรู้สึกว่าเห็ดหูหนูมีเนื้อสัมผัสที่แปลก ช่วยให้เกิดความกรุบๆ ในแต่ละคำที่เคี้ยว ที่สำคัญแคลอรีต่ำมากๆ ให้เส้นใยสูงทำให้อิ่มโดยไม่อ้วน พออายุเริ่มเข้าวัยอากิ๋มก็เลยเริ่มชอบเห็ดหูหนูเหมือนที่ตอนเด็กๆ เห็นพวกอากิ๋ม อาอึ้ม เขาชอบกินกัน เห็ดหูหนูมีทั้งแบบสดที่จะนุ่มดึ๋ง ส่วนแบบแห้งเก็บได้เป็นวัตถุดิบติดครัว จะใช้เมื่อไหร่ก็เอามาแช่น้ำให้นุ่มทั่วทั้งชิ้นก่อนตัดเป็นชิ้นๆ ลงไปปรุง เห็ดหูหนูดำแห้งจะมีความเหนียวหนึบมากกว่า สีจะเข้มกว่า ผู้เขียนว่าแบบแห้งผัดแบบรสจัดๆ จะเข้าเนื้อดี เพราะเห็ดหูหนูแห้งจะมีริ้วหยักที่เยอะกว่า จึงดักเอารสชาติไว้ที่ผิวสัมผัสของเห็ดได้ดีเวลาผัด

นอกนั้นก็เป็นเรื่องของเครื่องปรุงมาตรฐานที่ทุกบ้านต้องมี ทั้งน้ำมันหอย ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย ซึ่งมีขายอยู่หลายยี่ห้อ แนะนำให้คุณผู้อ่านลองปรับให้ถูกปากจากมาตรฐานเครื่องปรุงพวกนี้ ลดเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนยี่ห้อจนถูกใจ เพราะผู้เขียนบอกเลยว่า แต่ละยี่ห้อของซอสปรุงรสและน้ำมันหอยมีความเข้มข้น รสชาติ กลิ่นรสที่ต่างกันออกไป ง่ายๆ เลยอย่างน้ำมันหอยที่บ้านจะชอบใช้ยี่ห้อที่เข้มข้นของฮ่องกง ทำให้ผัดอะไรแล้วหอมอร่อยกว่าน้ำมันหอยแบบจางๆ ถ้ากับข้าวที่บ้านยังไม่เป๊ะ อาจจะเลือกปรับจากชนิดซอสก็ช่วยได้เยอะ

เนื้อสัตว์ที่เข้ากับวุ้นเส้นผัดเกี้ยมฉ่าย เลือกได้เป็นกุ้ง หมู หรือไก่ ก็อร่อยคล้ายๆ กัน เพื่อให้สีสันดูสวยผู้เขียนเลยเลือกเป็นกุ้งสดจะได้มีสีแดงๆ น่ากิน ผัดวุ้นเส้นจานนี้ปรุงให้ครบรส อยากจะเพิ่มพริกชี้ฟ้าลงไปผัดให้ดูเผ็ดขึ้นก็ได้ เชื่อว่ากับข้าวจานนี้ช่วยให้ข้าวต้มชืดๆ กลายเป็นมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ 

เช็กอินเมืองสามอ่าว สวยงามและได้ความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565309

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 18:50 น.

เช็กอินเมืองสามอ่าว สวยงามและได้ความรู้

เรื่อง กั๊ตจัง

เวลาคนภาคกลางจะเที่ยวเส้นทางสายภาคใต้ คนมักจะนึกถึง หัวหิน และชะอำ แต่หากคุณต้องการแหล่งท่องเที่ยวริมทะเลที่ให้ทั้งความสงบเป็นส่วนตัว และยังได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางการทหารด้วยแล้ว อ่าวมะนาว คือชื่อแรกที่เราอยากจะแนะนำในวันนี้ เพราะมีทั้งทะเลสวย แหล่งท่องเที่ยวทางศาสนา วัฒนธรรม ตลาด และพิพิธภัณฑ์

ปัจจุบันอ่าวมะนาวอยู่ในพื้นที่การดูแลของกองทัพอากาศ สังกัดกองบินที่ 5 อยู่ห่างจาก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 5 กม. ภายในพื้นที่มีบ้านพักและร้านค้าสวัสดิการของกองทัพอากาศ ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าที่เข้าพักและรู้จักที่นี่จะเป็นครอบครัวของทหารอากาศ เพราะเป็นหนึ่งในสวัสดิการของทหารอากาศที่จะได้ลดราคาที่พักสำหรับพาครอบครัวมาพักผ่อน

ในขณะที่บุคคลภายนอกก็สามารถขับรถเข้ามาเที่ยวที่นี่ได้เช่นกันแต่อาจจะไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะมีข้อห้ามเนื่องจากเป็นสถานที่ทางราชการ อย่างเช่น

พื้นที่การถ่ายภาพจะจำกัดอยู่แค่บริเวณที่พักและพื้นที่ริมทะเลเท่านั้น ไม่สามารถถ่ายรูปเล่นในบริเวณที่พักทหาร สนามบิน และเขตทำงานของทหารอากาศได้ รวมทั้งห้ามกระทำการใดก็ตามที่เป็นการส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น หรือกระทำการใดๆ อันเป็นที่รำคาญแก่ผู้อื่น อ่าวมะนาวจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนที่ต้องการความสงบริมทะเลเป็นที่สุด

ที่สำคัญอ่าวมะนาวแห่งนี้ยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการเป็นยุทธภูมิในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นฝั่งที่อุทยานประวัติศาสตร์กองบินที่ 5 ซึ่งเราแนะนำให้แวะเวียนไปอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ได้บันทึกเรื่องราวสงครามในครั้งนั้นอย่างชัดเจน ถึงแม้เราจะรู้กันดีว่าฝ่ายไทยพ่ายแพ้ เพราะมีจำนวนน้อยกว่า ประกอบกับมีจารชนชาวญี่ปุ่นลอบเข้ามาศึกษาพื้นที่ประเทศไทยก่อนหน้านี้หลายปีโดยที่ชาวบ้านไม่รู้

แต่ด้วยใจสู้และการวางกลยุทธ์ของผู้บังคับบัญชาก็สามารถต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นไม่ให้ยึดพื้นที่กองบินน้อยที่ 5 ได้โดยสมบูรณ์ โดยตรึงกำลังไว้ที่เขาล้อมหมวก และแกล้งใช้กลอุบายส่งเสียงโห่ร้องดีใจว่ามีกองหนุนมาช่วย ทำให้ทหารญี่ปุ่นไม่กล้าบุกโดยพลการ แม้จะมีจดหมายจากรัฐบาลให้ยอมเปิดทางแก่ทหารญี่ปุ่น ผู้บังคับบัญชาเกรงว่าจะเป็นกลอุบายแกล้งให้ยอมแพ้ จึงสั่งตรึงกำลังไว้เช่นเดิม จนมีตัวแทนจากรัฐบาลเดินทางมาด้วยตัวเองการสู้รบจึงจบสิ้น

พบทหารไทยเสียชีวิต 46 นาย ส่วนทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตจำนวนมากกว่า 200 นาย นับเป็นการยกพลขึ้นบกที่ยากที่สุดสมรภูมิหนึ่งของญี่ปุ่นในประเทศไทย เพราะตลอดแนวพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา กองทัพญี่ปุ่นสามารถยึดอย่างง่ายดาย แต่ที่อ่าวมะนาวแห่งนี้ด้วยกำลังทหารไม่ถึง 100 นาย

แต่สามารถต้านกองทัพญี่ปุ่นที่มีทั้งกองกำลังและเครื่องบินจำนวนมากไว้ได้ ไหนๆ ก็มาเที่ยวที่นี่แล้ว มาแวะชมอุทยานประวัติศาสตร์กองบิน 5 และอนุสาวรีย์วีรชน 8 ธ.ค. 2484 เป็นสถานที่เพื่อให้อนุชนของไทยมีจิตสำนึกและรักใคร่สามัคคี

ส่วนพื้นที่เขาล้อมหมวกที่ทหารอากาศไทยนั้น บริเวณที่เชิงเขาจะมีศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก จารึกหน้าศาลบอกว่า ท่านย้ายถิ่นฐานจากจีนแผ่นดินใหญ่มาในสมัยอยุธยา และสร้างคุณงามความดีให้แก่ท้องถิ่นจนกระทั่งเสียชีวิตเมื่ออายุ 97 ปี ชาวเมืองประจวบฯ ต่างเคารพและศรัทธาว่าท่านผู้นี้ได้กลายเป็นดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลปกป้องชาวเมืองประจวบฯ ให้อยู่ดีมีสุข

หากต้องการเดินทางขึ้นไปยอดเขาต้องทำการลงทะเบียนขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่เสียก่อน เสื้อผ้าเราแนะนำให้ใส่ชุดที่มีความคล่องตัวเพราะเป็นเขาที่เดินหรือปีนขึ้นได้ยากที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะเป็นเขาหินปูน ทางเดินสูงชัน ต้องไต่เชือกประคองตัวขึ้นไป

เราแนะนำให้มาในวันธรรมดาตอนเช้า ในช่วงฤดูหนาว จะได้ไม่เหนื่อยกับการปีนเขามากนัก หลายคนที่ฟิตร่างกายมาเป็นอย่างดี ยังออกอาการหอบอย่างเห็นได้ชัด แต่หากได้ขึ้นมาถึงยอดเขาแล้วเราจะเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมทหารญี่ปุ่นถึงยึดอ่าวมะนาวได้อย่างยากเย็นนัก เพราะนอกจากจะเห็นความเคลื่อนไหวในพื้นที่ข้างล่างได้ชัดเจนทุกอย่างแล้ว ถึงยึดด้านล่างได้ก็บุกขึ้นไปด้านบนยอดเขาได้ยาก

ขนาดมีเชือกมีทางทำให้ยังขึ้นได้ยากเลย แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้วเราจะเห็นได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีชัยภูมิที่ดี เพราะมองเห็นเกือบทั้ง 3 อ่าว วิวทะเลสุดสายตา มองเห็นทั้งวิวเมืองและอ่าวทั้งหมดของจังหวัด มองกลับมาด้านหลังจะเห็นเทือกเขาตะนาวศรีที่ขั้นกลางระหว่างพื้นที่ประเทศไทยและเมียนมา ซึ่งเป็นเส้นทางบุกสำคัญเพื่อให้ญี่ปุ่นยึดครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดไว้ได้

ถ้าหากติดใจกับการขึ้นเขาชมวิว อีกเขาหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน ก็คือ เขาช่องกระจก ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เพราะตั้งอยู่นอกพื้นที่เขตทหาร การเดินขึ้นก็ง่ายกว่า แค่ 400 ขั้นเท่านั้นเอง การมาเที่ยวที่นี่ให้ระวังเรื่องเจ้าถิ่น คือ ลิงจะคอยขออาหารหรือแย่งของจากนักท่องเที่ยว เมื่อถึงด้านบนเราจะพบกับรอยพระพุทธบาทจำลองและพระเจดีย์ ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ สำหรับรอยพระพุทธบาทที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และวิวที่สวยจนทำให้ความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะมองเห็นวิวได้ถึง 5 อ่าวเลยทีเดียว คือ อ่าวประจวบฯ อ่าวน้อย อ่าวคั่นกระได อ่าวมะนาว และอ่าวคลองวาฬ

สุดท้าย หากมีเวลาเราแนะนำให้ขับรถลงใต้ไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อเดินทางไปที่พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ อันซีนไทยแลนด์ ที่มีความงดงามดั่งวิมานบนสรวงสวรรค์ สร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ

พระมหาธาตุเจดีย์แห่งนี้เป็นอาคารสูง 5 ชั้น ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำทั้ง 4 ทิศ มีจิตรกรรมฝาผนังประเพณีของชาวบ้านในแต่ละภาค ภาพพระราชพิธี วาดไว้อย่างประณีต ไฮไลต์อยู่ที่ พระพุทธลีลากาญจนบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางลีลาศิลปะสุโขทัยอันงดงาม บริเวณหน้าต่างยังประดับช่องแสงด้วยกระจกสี อย่างที่เรียกว่า สเตนกลาส เป็นภาพในเรื่องพระมหาชนก

ที่ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แต่จะเปิดให้ประชาชนได้เขามานมัสการได้เฉพาะช่วงเทศกาลวิสาขบูชา 3 วัน คือ ขึ้น 14 ค่ำ, ขึ้น 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 6

โดยปกติสำหรับการขับรถลงภาคใต้ จ.ประจวบฯ มักจะเป็นแค่ทางผ่าน ที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะขับผ่านจังหวัดนี้ได้ แต่ที่จริงแล้วเมืองสามอ่าวแห่งนี้มีดีกว่าที่คิดไว้เยอะ

เมืองเพนียด โบราณสถานแห่งจันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565297

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 16:55 น.

เมืองเพนียด โบราณสถานแห่งจันทบุรี

เรื่อง สมาน สุดโต

พื้นที่เมืองเพนียด เมืองโบราณอายุ 1,200 ปี อยู่ห่างจากวัดทองทั่ว 400 เมตร ที่ เมธาดล วิจักขณะ รองอธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยข้าราชการกลุ่มเผยแพร่ นำสื่อมวลชนชม ตามโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติที่ จ.จันทบุรี วันที่ 17 ส.ค. 2561 นั้น ทำให้สันนิษฐานว่าจันทบุรีน่าจะมีอายุถึงปลายสมัยฟูนัน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นชุมชนที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม ศิลปะ ศาสนา จากขอมโบราณ ซึ่งปรากฏหลักฐานในหนังสือฝรั่งเศส ชื่อ “แคมโบช” (Le Cambodge) เขียนโดยมองสิเออร์

เอเตียนน์ เอโมนิออร์ (Etienne Aymonier) พ.ศ. 2444 ว่ามีบาทหลวงพบศิลาจารึก ภาษาสันสกฤตที่ ต.เขาสระบาป ในศิลาจารึกมีข้อความว่า เมื่อพันปีล่วงมาแล้วมีเมืองๆ หนึ่งชื่อว่า “ควนคราบุรี “ เป็นเมืองที่มีอาณาเขตกว้างขวาง ตั้งอยู่บริเวณบ้านเพนียด บ้านสระบาป ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง เมืองเพนียด หรือเมืองกาไว เป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่เชิงเขาสระบาปติดลำน้ำสาขาซึ่งไหลออกสู่ทะเลอ่าวไทย ลักษณะผังเมืองคล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคันดินล้อมรอบ มีพื้นที่ 1,600 ไร่ กำหนดอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12-18

ทำไมจึงชื่อเพนียด สันนิษฐานว่าเรียกตามความเข้าใจของชาวบ้านว่าเป็นเพนียดคล้องช้าง  ซึ่ง จิราพร กิ่งทัพหลวง หัวหน้ากลุ่มโบราณคดีสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ว่า กรมศิลป์เข้ามาสำรวจพื้นที่ 30 ปีมาแล้ว หลังจากตรวจอย่างละเอียดทั้งภายนอกและภายใน มีข้อสรุปเมื่อ พ.ศ. 2544 ว่าที่นี่น่าจะเป็นมากกว่าเพนียดคล้องช้าง โดยสันนิษฐานคำว่าเพนียดนั้นอาจมาจากภาษาเขมรว่า ประณีต แปลว่าแนวกั้นน้ำก็ได้ หรือแนวคันดิน เพื่อประโยชน์ในการชลประทาน

ทั้งนี้ ดูจากแนวศิลาแลง 2 ฝั่ง ตรงกลางลึกขังน้ำได้ ขุดเจาะลงไปพบทรายเสริมศิลาแลง ยิ่งขุดลึกลงไปก็จะพบตาน้ำ เจอกระเบื้องกาบกล้วยเชิงชาย ด้านหลังบริเวณนี้ห่างไปไม่กี่กิโลเมตรคือเขาสระบาป มีถ้ำชื่อว่าถ้ำพระนารายณ์

ส่วนหนึ่งบริเวณเมืองเพนียดที่รอการขุดค้น

อย่างไรก็ตาม จิราพร ว่า อมรา ศรีสุชาติ อดีตนักโบราณคดีทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร เสนอแนวคิดว่า ที่ตรงนี้เป็นสระน้ำ เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆ

ส่วนข้อมูลจาก : คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จ.จันทบุรี กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2544 ว่าชุมชนโบราณย่านนี้ เป็นชุมชนใหญ่ หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการตั้งถิ่นฐานนั้น อยู่แถวบริเวณวัดทองทั่วและพื้นที่บริเวณใกล้เคียง ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง จ.จันทบุรี ภูมิประเทศเป็นที่ราบหน้าเขาสระบาปที่มีลำน้ำคลองนารายณ์ไหลลงมาจากเขาสระบาปทางตอนเหนือ ผ่านไปออกสู่แม่น้ำจันทบุรีทางตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณที่พบแหล่งโบราณสถานมี 4 แห่ง คือ 1.เนินโบราณสถานวัดเพนียด (ร้าง) 2.โบราณสถานเพนียด3.เนินโบราณสถานใกล้วัดทองทั่ว 4.เนินโบราณสถานวัดสมภาร (ร้าง)

จากภาพถ่ายทางอากาศพบว่าตัวเมืองมีผังเมืองเกือบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แนวถนนสุขุมวิทพาดผ่านในแนวเฉียง เนินโบราณสถานที่เก่าที่สุดตามหลักฐานที่พบคือ จารึก ทับหลัง เสาประดับ กรอบประตู เคยเป็นที่ตั้งของวัดเพนียด ที่ปัจจุบันเหลือเพียงเนินขนาดใหญ่ฐานล่างก่อด้วยอิฐ ลึกจากพื้นดินปัจจุบันลงไปประมาณ 4 เมตร เนินดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

นอกจากนี้ ยังปรากฏร่องรอยของแนวศิลาแลงยาวประมาณ 15 เมตร ทำให้สันนิษฐานได้ว่า บริเวณนี้คงมีชุมชนอยู่อย่างหนาแน่นพอสมควรในราวพุทธศตวรรษที่ 11

เมื่อมีการขยายชุมชนออกไปพร้อมกับสภาพทางการเมืองที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขอมโบราณตั้งแต่สมัยแคว้นเจนละ เป็นต้นมา ปรากฏว่าสอดคล้องกับหลักฐานทางสถาปัตยกรรม ซึ่งได้แก่ ทับหลังแบบถาลาบริวัตและทับหลังแบบสมโบร์ไพรกุก ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ทับหลังแบบไพรกเมง ราวพุทธศตวรรษที่ 13 เสาประดับกรอบประตูในศิลปะขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร จารึก 2 หลัก กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 ภาชนะดินเผาเป็นกระปุกทรงลูกจัน รูปแบบอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ไหเท้าช้าง ซึ่งเป็นที่นิยมมากในพุทธศตวรรษที่ 17-18 เป็นต้นมา (บางส่วนจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วัดทองทั่ว)

หลักฐานที่หลงเหลืออยู่อย่างชัดเจนก็คือโบราณสถานเพนียด ซึ่งใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุในการก่อสร้างทั้งหมด ซึ่งเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่สำคัญในศิลปะขอมแบบบายน ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ดังเช่น ปราสาทเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี เป็นต้น

แม้ว่ากรมศิลป์ จะมีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองเพนียดมานาน จนกระทั่งขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 แล้วก็ตาม แต่ไม่มีโอกาสเข้าไปขุดค้น เพราะเอกชนที่ถือครองที่ดินไม่ยินยอม จนกระทั่ง นพรัตน์ หนูสิทธิ์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธาน เทศบาลตำบลพลับพลานารายณ์ อ.เมือง จ.จันทบุรี และประธาน อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมของกรมศิลปากร (อส.มศ.) ประสานงานให้ จึงได้เข้ามาสำรวจดังภาพที่เห็นปัจจุบัน

(ซ้ายสุด) ร.อ.บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้นน้ำ ส่วนสุภาพสตรีทั้งหลายในกลุ่มเป็นทั้งเจ้าของที่ดิน และผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่ให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์โบราณสถาน ส่วนสตรีคนขวาสุดนั้นเป็นผู้สื่อข่าวจากกรุงเทพฯ

ชมทะเลหมอก-ชิมไก่เบตง เที่ยวยะลาไม่น่ากลัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565255

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 10:35 น.

ชมทะเลหมอก-ชิมไก่เบตง เที่ยวยะลาไม่น่ากลัว

ยะลาเมืองชายแดนใต้สุดของประเทศ โดยเฉพาะ อ.เบตง เมืองชายแดนติดกับมาเลเซียที่กำลังได้รับการพัฒนาขนานใหญ่เพื่อเป็นเมืองท่องเที่ยว จากภูมิประเทศที่สวยงาม วัฒนธรรมที่หลากหลายทั้งพุทธ มลายูมุสลิม และจีน ทำให้เบตงเป็นเมืองชายแดนที่เปี่ยมเสน่ห์

เบตงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติ ศาสตร์ และวัฒนธรรมอยู่หลายแห่ง อาทิ บ่อน้ำร้อนเบตง สวนดอกไม้เมืองหนาวหรือสถานที่ในเมือง เช่น หอนาฬิกาเมืองเบตง วัดกวนอิม และยังมีตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เที่ยวเบตงต้องมาเดินชมหอนาฬิกาคู่บ้านคู่เมือง หอนาฬิกาแห่งนี้สร้างเป็นสัญลักษณ์จุดศูนย์กลางของเมือง ด้วยหินอ่อนขาวนวล

หอนาฬิกาเมืองเบตง

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย ระยะทางประมาณ 268 เมตร กว้าง 9 เมตร สูง 7 เมตร ผิวจราจรคู่กว้าง 7 เมตร ทางเท้าเดินกว้างข้างละ 1 เมตร เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2544

อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจุดซึ่งเป็นที่นิยม อาทิ สวนไม้ดอกเมืองหนาว เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ จัดแสดงดอกไม้นานาพรรณ และทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ทะเลหมอกสุดสวยของภาคใต้ และสวยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย นักท่องเที่ยวจะได้เห็นหมอกที่จับตัวกันเป็นชั้นหนา เต็มผืนฟ้า ล่องลอยอยู่ตรงหน้าของผู้ที่เดินทางมาสัมผัส และที่สำคัญสามารถมองเห็นได้ตลอดทั้งปี

สวนดอกไม้เมืองหนาว

จุดชมวิวไฮไลต์ของที่นี่อีกหนึ่งแห่ง คือ บริเวณยอดเขาฆูนุงซีลีปัต (ฆูนุงสาลี) ที่ต้องเดินป่าขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อชมทะเลหมอกในมุมมองกว้าง 360 องศาแบบอันซีน ปัจจุบันจุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวงได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวที่มาเยือนนั้นมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะมาเลเซีย ช่วงเวลาในการเดินทางขึ้นไปชมทะเลหมอกนั้นควรเดินทางขึ้นไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น โดยช่วง 9 โมงเช้าทะเลหมอกก็จะค่อยๆ จางหายไป

ยอดเขาฆูนุงซีลีปัต (ฆูนุงสาลี)

จุดเด่นที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างหนึ่งของเบตง คือ อาหาร เพราะเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารทั้งไทย จีน และมลายูเข้าไว้ด้วยกัน อย่าง นาซิดาแฆ อาหารมลายู ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวผัดรวมกันราดด้วยแกง ส่วนตำรับจีนก็คงไม่พ้นเมนูขึ้นชื่ออย่างไก่เบตง ไก่ต้มเนื้อนุ่ม ราดด้วยซีอิ๊วเบตงและน้ำมันงา อร่อยจนหยุดไม่ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญหากไปช่วงฤดูผลไม้ เบตงยังมากด้วยทุเรียนและลองกองรสชาติดีเยี่ยม รวมทั้งส้มโชกุนที่ขึ้นชื่อ

เมืองยะลาเป็นเมืองที่เปี่ยมเสน่ห์ รอคอยนักท่องเที่ยวมาเยือน โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวอย่าง อ.เบตง ซึ่งได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ที่สำคัญอีกไม่นานนักเบตงจะเปิดใช้สนามบินพาณิชย์แห่งใหม่อย่างเป็นทางการ

เสน่ห์เจียงซี ธรรมชาติในม่านหมอก และชีวิตย้อนยุคแบบเรียบง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565183

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 14:08 น.

เสน่ห์เจียงซี ธรรมชาติในม่านหมอก และชีวิตย้อนยุคแบบเรียบง่าย

เมื่อพูดถึงมณฑลเจียงซี เชื่อว่าคนไทยหลายคนอาจยังไม่รู้จัก แท้จริงแล้วมณฑลนี้เป็นมณฑลที่มีความน่าสนใจ ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ และสถานที่ท่องเที่ยว เพราะนี่คือมณฑลที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของกองทัพแดงที่ยิ่งใหญ่ของจีน เป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องลายครามที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของจีน หมู่บ้านชนบทที่มีชื่อเสียงและสวยงามที่สุดของประเทศก็อยู่ที่มณฑลนี้ แถมยังมีอุทยานแห่งชาติ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อีกมากมาย

ที่สำคัญการเดินทางมาจากเมืองไทยมาที่มณฑลแห่งนี้ เพียงแค่ 3 ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว

วันนี้เราจะนำเอาประสบการณ์การเดินทางทั้งหมดในมณฑลนี้ มาสรุปให้อ่านกันแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ  พร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจจะเดินทางมาท่องเที่ยวด้วยตัวเอง

ก่อนที่เราจะมาทำสารคดีที่หนานชาง มีคนบอกกับเราว่า “จะไปทำไมที่หนานชาง…ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

แต่จากประสบการณ์ตรงของเรา ณ เวลานี้ เรามั่นใจมากที่จะบอกกับทุกคนว่า “หนานชาง มีดีจริง และเป็นอีกหนึ่งเมืองของจีนที่น่ามาเที่ยวมากๆ!!!”

เถิงหวางเก๋อ เป็นสถานที่ที่เราได้ไปแล้ว ไม่รู้สึกผิดหวังเลย

ถ้าใครได้มาถึงหนานชางแล้ว ควรไปเที่ยวเถิงหวางเก๋อตอนเช้าๆ  เพราะอากาศจะไม่ร้อนมาก และพื้นที่โดยรวมทั้งหมดก็ค่อนข้างกว้าง อาจใช้เวลามากสักหน่อย ถ้าใครพอมีเวลา จะเดินเที่ยวที่นี่ทั้งวันก็ยังได้

ตอนเย็นๆ ก็แนะนำให้มาเดินเล่นที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ อย่างเช่น พื้นที่ที่มีชื่อว่า “จัตุรัสชิวสุ่ย”

ก่อนกลับเข้าที่พักเราขอแนะนำให้ขึ้นไปบนสะพานปายี  โดยกะเวลาให้ไปถึงที่นั่นก่อน 2 ทุ่ม เพราะจะมองเห็นแสงไฟที่ประดับเถิงหวางเก๋อได้ชัดเจนและสวยงามอย่างยิ่ง

นอกจากจะเห็นแสงไฟจากเถิงหวางเก๋อแล้ว ยังจะได้เห็นแสงไฟที่ประดับบนกลุ่มอาคารริมน้ำที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือ ระบบแสงสีของทุกอาคารเชื่อมต่อเป็นภาพเดียวกันได้ด้วย ทำให้กลุ่มอาคารริมน้ำทั้งหมดเป็นคล้ายกับจอโปรเจกเตอร์จอใหญ่ๆ เลยทีเดียว ถ้าตรงกับช่วงงานเทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญด้วยแล้ว ที่นี่ก็จะอลังการยิ่งขึ้นไปอีก

ก่อนกลับลงจากสะพาน อย่าลืมถ่ายรูปสะพานปายีแห่งนี้ไว้ด้วย เพราะว่าที่นี่เป็นสะพานแขวนแห่งแรกของมณฑลเจียงซี

จินถ่าอี้ เป็นอีกหนึ่งย่าน ที่แนะนำว่าคุ้มค่ากับการไปเดินเที่ยว

แม้ว่าจะไม่สามารถขึ้นไปบนหอสูงที่ชื่อว่า หอเสินจิน ได้ แต่เราก็สามารถอิ่มใจกับการไหว้พระพันองค์ และเพลิดเพลินกับการเดินเที่ยวพื้นที่สวนโดยรอบได้

ถนนคนเดินด้านข้างก็น่าสนใจ แต่จากประสบการณ์การเดินทางของพวกเรา ทำให้ทราบว่า ถ้าจะไปเดินช็อปปิ้ง หรือว่าไปหาของกินอร่อยๆ บนถนนเส้นนั้น ควรไปตอนกลางคืน ถึงจะมีสีสันและมีชีวิตชีวามากกว่ากลางวัน

ถ้าท่านใดอยากลองไปเที่ยวปลายทางใหม่ๆ ของจีน ที่เดินทางไปง่าย​ ราคาประหยัด และผู้คนไม่พลุกพล่าน ไม่ต้องเผชิญกับสภาพการจราจรที่หนาแน่น ก็ลองไปเที่ยวที่หนานชางดู ไปสัก 2-3 วัน ก็เที่ยวได้คุ้มแล้ว

ทะเลสาบผอหยาง ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.06 แสนตารางกิโลเมตร  นอกเหนือจากการเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของมณฑลเจียงซีแล้ว ที่นี่ยังถูกขนานนามว่าเป็นสรวงสวรรค์ของนกอพยพอีกด้วย เพราะว่าในช่วงฤดูหนาว จะมีฝูงนกกระเรียนจากไซบีเรียบินมาหากินที่ทะเลสาบแห่งนี้ แล้วก็จะเป็นช่วงที่สวยที่สุด มีนักท่องเที่ยวมาที่นี่จำนวนมาก

การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติหลูซาน แนะนำให้มาเที่ยวในช่วงต้นฤดูหนาวเพราะจะเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีพอดี เป็นช่วงที่อุทยานมีความสวยงามที่สุดอีกเช่นกัน

อุทยานแห่งชาติหลูซาน ตั้งอยู่ในเมืองจิ่วเจียง ออกจากตัวเมืองหนานชางไปทางเหนือประมาณ 128 กิโลเมตร ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย ก็จ้างรถจากหนานชางไปเลยก็ได้ แต่ค่าโดยสารก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 400 หยวน  ถ้าจะประหยัดหน่อย ก็นั่งรถไฟหรือรถบัสจากหนานชางไปลงที่จิ่วเจียง ซึ่งค่าโดยสารคนละ 20-50 หยวน เท่านั้น ใช้เวลาเดินทางไม่เกินชั่วโมงครึ่ง จากนั้นก็ต่อรถบัสเข้าไปในอุทยาน

เส้นทางที่คดเคี้ยวไปตามแนวไหล่เขา ทำให้ต้องใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมง กว่าจะไปถึงที่หมู่บ้านกู๋หลิ่ง ซึ่งเป็นใจกลางเขตอุทยาน และเป็นที่ตั้งของที่พักส่วนใหญ่ เสน่ห์ของหลูซาน อยู่ที่การเป็นเมืองในม่านหมอก มีความร่มรื่น และอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ซึ่งนั่นทำให้หลูซานเป็นอุทยานแห่งชาติที่สามารถเที่ยวได้ทั้งปีจริงๆ ไม่ว่าจะมาฤดูไหนก็จะได้เห็นภาพที่สวยงามแตกต่างกันไป แต่ก็จะไม่เงียบเหงา เพราะไม่เคยมีช่วงไหนเลยที่หลูซานจะไร้นักท่องเที่ยว

ที่พักในเขตอุทยานหลูซานนั้นก็มีมากมายหลายที่ ส่วนราคาก็มีตั้งแต่คืนละ 100 หยวน ไปจนถึง 1 หมื่นหยวน เลยทีเดียว ถ้าเป็นช่วงตั้งแต่เดือน พ.ย.ไปจนถึงเดือน ก.พ. ราคาอาจพุ่งสูงขึ้นกว่านี้ และส่วนใหญ่ก็จะเต็มทุกที่ เพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาที่นี่

ภายในเขตอุทยานแห่งชาติหลูซานนั้นกว้างใหญ่มาก ถ้าใครวางแผนที่จะมาเที่ยวให้ครบทุกที่ ภายในเวลาจำกัด คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ทั้งหมดอยู่ 12 แห่งด้วยกัน แต่ละแห่งตั้งอยู่ห่างกันพอสมควร และรถโดยสารมักจะไปส่งได้แค่ปากทางเข้าสถานที่เหล่านั้น ส่วน

ที่เหลือนักท่องเที่ยวต้องเดินต่อไปเอง

น้ำตกสามชั้น หรือซานเตี๋ยฉวน เป็นสถานที่ที่เรารู้สึกว่าสวยงามและก็คุ้มค่าที่สุดในการเดินเท้ากว่าหนึ่งชั่วโมง เพื่อไปให้ถึง แต่แน่นอนว่าเส้นทางนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ดังนั้นใครอยากไปให้ถึงจุดหมายนั้นก็ต้องเตรียมทั้งแรงกาย แรงใจ และเผื่อเวลาไว้สักหน่อย เพราะลำพังการเดินไปและเดินกลับ ก็ใช้เวลาเกือบครึ่งวัน ยิ่งถ้าใครไปถึงแล้ว บังเอิญไปต้องมนต์สะกดของน้ำตก แล้วอยากใช้เวลาที่นั่นนานๆ ก็เท่ากับว่า วันนั้นทั้งวันไปเที่ยวน้ำตกได้ที่เดียว

อีกอย่างหนึ่งที่เราไม่อยากให้พลาดก็คือบรรยากาศค่ำๆ ของตัวเมืองกู๋หลิ่ง เพราะว่ามีความสวยงาม และมีชีวิตชีวาแบบไม่วุ่นวายอีกด้วย

กิจกรรมที่อาจจะไม่ได้สนุกที่สุดสำหรับบางคน แต่เราเชื่อว่าน่าจะมีความโรแมนติก สำหรับคู่รักหลายๆ คู่ที่อยากทำด้วยกัน นั่นก็คือ การจูงมือกันไปนั่งดูหนังรักโรแมนติก ในโรงภาพยนตร์ที่พิเศษที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นี่คือโรงภาพยนตร์แห่งเดียวของเขตอุทยานแห่งชาติหลูซาน Romance in Lushan Cinema เป็นโรงภาพยนตร์ ที่เปิดบริการทุกวัน ฉายหนังวันละ 3 รอบ ฉายมา 30 กว่าปีแล้ว แต่ที่เจ๋งกว่านั้น คือฉายอยู่เรื่องเดียว ชื่อเรื่องแปลเป็นภาษาไทยว่า “ความรักแห่งหลูซาน” โรแมนติกมาก

อำเภออู้หยวน เป็นเมืองชนบทที่สวยงาม และมีชื่อเสียงที่สุดของจีน

ระยะทางจากหนานชางมาถึงอู้หยวนก็ประมาณ 300 กิโลเมตร ถ้าจะจ้างรถแท็กซี่ไป ก็ต้องเผื่อใจไว้สำหรับค่าโดยสารที่อาจจะสูงเกือบ 1,000 หยวน

แต่ถ้านั่งรถไฟ ก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง พร้อมกับค่าโดยสาร 150-250 หยวน

ส่วนรถบัสก็จะประหยัดเงินที่สุด คือเสียค่าโดยสาร 60-70 หยวน แต่จะต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 5 ชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว

ที่สะพานสายรุ้งก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่เหมือนจะธรรมดาๆ แต่พอได้ไปที่นั่นแล้ว ก็เป็นอันต้องเพลิดเพลินกับบรรยากาศ และวิถีชีวิตของผู้คน

ถ้าใครมีเวลาจำกัดในการมาเที่ยวอู้หยวน เราขอแนะนำให้ตรงมาที่หมู่บ้านหลี่เคิน เพราะถ้าได้มาที่นี่แล้ว จะรู้สึกว่าไม่ผิดหวังกับการเดินทางมาไกลแสนไกลเลย

แม้ว่าในอำเภออู้หยวน จะมีหมู่บ้านโบราณแบบนี้กว่า 50 หมู่บ้าน แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน ว่าไม่มีที่ไหนที่จะสวยงาม และเดินเล่นได้เพลินเท่ากับที่หมู่บ้านหลี่เคินแห่งนี้เลย

หมู่บ้านเล็กๆ ในอ้อมกอดของขุนเขา มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน แนวบ้านเรือนเก่าแก่ ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ความเก่าแก่ของที่นี่ ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงการเดินไปชมโบราณสถาน แต่กลับทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนยุคไปในหนังจีนโบราณ ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะความมีชีวิตชีวาที่เรียบง่ายของที่นี่ก็เป็นได้

และแสงจากโคมสีแดงที่ห้อยเรียงกันเป็นพวง ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลองตลอดเวลา

ก่อนจะเดินทางกลับ เราก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่เลย ที่ยังไม่ได้ถ่ายรูปให้ครบทุกซอกทุกมุม เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ดูมีเสน่ห์ไปหมด

ดังนั้น หากสนใจเที่ยวประเทศจีนแบบสัมผัสธรรมชาติผสมผสานกับวัฒนธรรมย้อนยุค ต้องไม่พลาดมณฑลเจียงซี คุ้มค่ากับการเดินทางอย่างแน่นอน

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในรายการ โลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ