จากเชฟสู่สมดุล วลิต สิทธิพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565159

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 11:57 น.

จากเชฟสู่สมดุล วลิต สิทธิพันธ์ 

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

คงต้องบอกว่านานมากแล้วกับการเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ของระบบอาหารสมดุล และการขับเคลื่อน Organic Tourism หรือการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์สู่การสร้างระบบอาหารสมดุล ภายใต้โครงการสามพรานโมเดล ที่โรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ อ.สามพราน จ.นครปฐม

วลิต สิทธิพันธ์ เชฟไทยหัวใจออร์แกนิกปัจจุบันในวัย 58 ปี ผู้มองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นชีวิตเชฟ ขณะเดียวกันก็บียอนด์ไปถึงชีวิตข้างหน้า บั้นปลายและฝั่งฝัน… ยังไงก็ออร์แกนิก

ตั้งใจจะเกษียณในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ก่อนจะพูดถึงชีวิตหลังการทำงาน เชฟวลิตเล่าให้ฟังก่อนถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ นั่นคือการเป็นพลังขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบห่วงโซ่อาหาร

เกษตรกรหวนสู่วิถีเกษตรกรรมธรรมชาติ ไม่พึ่งพาสารเคมี มีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัว มีความภาคภูมิใจ รวมถึงเป็นกำลังในการดูแลสิ่งแวดล้อม จุดที่ยืนคือส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ในฐานะเชฟโรงแรม เขาได้ทำอะไรมากกว่าที่เคยคิด

“คนสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ นอกจากเจ้าของกิจการโรงแรมร้านอาหารแล้วก็คือเชฟ”

เสียงดังฟังชัดเพราะกุมระบบและกระบวนการจัดซื้อทั้งหมด ภายใต้กรอบระบบอาหารสมดุล เชฟวลิตได้รับการสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนเมนูให้เป็นเมนูออร์แกนิก กำหนดสเปกวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ และเลือกจัดซื้อกับกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ งานหนักขึ้นและซับซ้อนขึ้น เนื่องจากต้องติดต่อกับเครือข่ายเกษตรกรด้วยตัวเอง

“ผมเปลี่ยนเมนูของโรงแรมฯ ให้เป็นเมนูอินทรีย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และลดการสั่งซื้อวัตถุดิบจากพ่อค้าคนกลางมาสั่งตรงจากเกษตรกร ปัจจุบันสามพรานริเวอร์ไซด์ทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์เครือข่ายสามพรานโมเดล และสามารถเพิ่มปริมาณวัตถุดิบในการปรุงอาหารอินทรีย์ ได้มากกว่า 70% ของเมนูทั้งหมด”

เริ่มชีวิตเชฟที่สามพรานตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันพูดได้เต็มปากว่าเป็นเชฟออร์แกนิกซึ่งก็พูดได้เต็มปากอีกเหมือนกันว่าไม่ง่าย แรกได้รับคำสั่งจากผู้บริหารให้ลงพื้นที่ไปดูแปลงเกษตรอินทรีย์ ก็ปาดเหงื่อเลย เพราะไม่คลิกและไม่อะไรต่ออะไรอีกหลายไม่ ต้องใช้เวลาหลายปี จึงปรับการทำงานได้ สำคัญต้องทำความเข้าใจกับลูกน้องในทีม การเปลี่ยนแปลงคือโจทย์ยาก แต่เมื่อเป้าหมายคือระบบอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทุกคนก็อดทน

“แต่ที่รู้สึกยากมากที่สุด คือการทำงานร่วมกับเกษตรกร เพราะพอมาทำงานร่วมกันจริงๆ มันมีเรื่องต้องปรับเยอะ เราไม่รู้เลยว่าเขาจะมีผักอะไรมาส่งบ้าง ทำให้คุมเมนูแต่ละวันไม่ได้ วันนี้มีเมนูแกงเลียง แต่เวลาส่งผัก ไม่มีข้าวโพดอ่อน เห็ดฟาง ฟักทอง ตำลึง บวบ สรุปคือทุกอย่างที่ต้องใส่ในแกงเลียง ไม่มีมาเลย”

ทางออกคือการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจ เชฟวลิต บอกว่า จับเข่านั่งวางแผนกันเลยว่า ในแต่ละช่วงเวลา เกษตรกรผลิตพืชชนิดใดบ้าง ส่งอะไรให้ได้บ้าง เกษตรกรทำให้ได้รู้จักผักพื้นบ้าน ได้รู้จักสรรพคุณ ได้พัฒนาเป็นไอเดียใหม่ในการปรุงอาหาร

“เมนูจัดเลี้ยงก็ใช้วิธีเดียวกัน งานเชฟทำด้วยความสุข และสนุกกับการออกแบบเมนูใหม่ๆ สนุกกับการไปเยี่ยมแปลงอินทรีย์ สนุกกับการได้เจอผักพื้นบ้านแปลกๆ ความสุขและความภูมิใจของเชฟก็คือ การได้ทำอาหารให้ผู้บริโภค สุขใจเมื่อเห็นคนกินอาหารของเราแล้วเขาได้สุขภาพที่ดีกลับไป

เราเองมีส่วนช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ทุกวันนี้เดินสายกลางกับทุกอย่างและทุกสิ่ง พอเพียงและเพียงพอฝึกตนและเตรียมตนก่อนล้างมือในอ่างล้างผักอินทรีย์

อีกสองปีจะเกษียณแล้ว จะวางมือแล้ว ไม่ได้วางแผนอะไรมากไปกว่าแค่ต้องการใช้ชีวิตให้มีความสุข ตั้งใจจะปลูกผักสวนครัวแบบออร์แกนิก เพื่อเก็บกินเอง ปลูกเองกินเอง ส่วนที่เหลือแบ่งปันเพื่อนบ้าน ชีวิตบั้นปลายยังไงก็ออร์แกนิกเพราะผูกพัน และรู้ถึงประโยชน์ของระบบห่วงโซ่อาหารปลอดภัย” 

โปรดขานรับ เสียงเพรียกของฮาลาบาลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565153

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 11:12 น.

โปรดขานรับ เสียงเพรียกของฮาลาบาลา

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

ประชากร 230 คนในบ้าน “จุฬาภรณ์พัฒนา 9” ต.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา ใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดป่าฮาลาบาลา มันคือสนามเด็กเล่น คือสวนหลังบ้าน คือเครื่องฟอกอากาศ คือเพื่อนยากที่อยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่รุ่นอาม่าอากง กระทั่งตอนนี้ป่าฮาลาบาลาคือ ต้นทุนของชุมชนที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา

วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวจุฬาภรณ์พัฒนา 9 เริ่มตั้งมาตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันมีสมาชิก 15 คน เป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่เชื่อว่า การท่องเที่ยวโดยชุมชนจะช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ และเชื่อว่าในบ้านเขามีของดีให้คนต่างถิ่นเข้ามาเรียนรู้ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่าง “ป่าฮาลาบาลา” ที่สามารถสร้างเป็นเส้นทางแบบไม่เหนื่อยนัก 2 วัน 1 คืน

เริ่มวันแรกกับการล่องเรือกลางเขื่อนบางลาง ตัวเขื่อนอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่วนพื้นที่ป่าอยู่ในการดูแลของอุทยานแห่งชาติฮาลาบาลาและกรมป่าไม้ ชาวบ้านจะขับเรือไปตกปลามาทำเป็นอาหาร ส่วนนักท่องเที่ยวก็จะโดยสารเรือนั้นไปกับชาวบ้าน ลำละ 4-5 คน เพื่อไปชมความสวยงามของผืนป่าและผืนน้ำ

เขื่อนบางลางสร้างมาแล้ว 37 ปี เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของภาคใต้ อ่างเก็บน้ำมีความจุ 1,420 ล้าน ลบ.ม. อำนวยประโยชน์ในด้านการชลประทานแก่พื้นที่เพาะปลูก 3.8 แสนไร่ ใน จ.ยะลาและปัตตานี น้ำที่ปล่อยออกมาสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละประมาณ 289 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และยังเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ช่วยเสริมอาชีพและรายได้แก่ราษฎรที่อาศัยอยู่ใกล้เขื่อน

ข้อมูลจาก กฟผ. ระบุด้วยว่า เนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนบางลางทำให้ราษฎรที่อาศัยอยู่ในบริเวณท้องที่ อ.บันนังสตา และ อ.ธารโต ประมาณ 1,100 ครอบครัว ต้องถูกน้ำท่วม จึงให้ความช่วยเหลือโดยจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สิน รวมทั้งจัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้แก่ราษฎรครอบครัวละ 20 ไร่ โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 2 ไร่ และที่เพาะปลูก 18 ไร่

ระหว่างล่องเรือจึงเห็นตอไม้เต็มไปหมด นั่นคือ พื้นที่ป่าเดิมที่ถูกน้ำท่วม ส่วนเกาะแก่งที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ก็คือ ยอดภูเขา การขับเรือในเขื่อนจึงต้องรู้ร่องน้ำ รู้เส้นทาง ส่วนผืนป่าฮาลาบาลาที่เห็นอยู่รอบเขื่อน หากสังเกตดีๆ อาจเจอเพื่อนอย่างฝูงลิงหางยาวตัวน้ำตาล เจ้านกอินทรีตาคมผู้โดดเดี่ยว และถ้าโชคดี

อาจเจอนกเงือกบินกลับรัง

“เอ” จรรยวรรธ สุธรรมา นักวิจัยอิสระด้านการจัดการท่องเที่ยวชุมชน และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Localism Thailand เล่าให้ฟังว่า นกเงือกในประเทศไทยมีทั้งหมด 13 ชนิด เฉพาะในป่าใต้เขตบูโดและฮาลาบาลาพบ 8 ชนิด ชนิดที่พบบ่อย ได้แก่ กรามช้างปากเรียบ หัวแรด นกกก (นกกาฮัง) กาเขา และหัวหงอก

“เย็นนี้เราอาจเจอกรามช้างปากเรียบกับหัวแรดบินกลับรัง” เขาพูดถึงกิจกรรมสุดท้ายที่จะให้ไปนั่งรอดูนกเงือก

“สำหรับผมแล้วนกเงือกเป็นสัตว์พิเศษของผืนป่า เขาเป็นนักกระจายพันธุ์พืชจากการกินผลไม้และขี้ออกมา ส่วนการทำรังของนกเงือกจะเลือกโพรงไม้สูงๆ เพราะจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัย หากตัวเมียมีลูกเขาจะอยู่ในโพรงตลอดเวลา แล้วให้ตัวผู้ออกไปหาอาหาร โดยตัวเมียจะสลัดขนทิ้งเพราะขนจะให้ความอบอุ่นแก่ลูก และยังเป็นการระบายความร้อนให้ตัวเขาเอง เพราะภายในโพรงอากาศจะอบอ้าว แต่แม้ว่าแม่นกเงือกจะเฝ้าลูกตลอดเวลาและเลือกโพรงไม้ที่อยู่สูงมากๆ ก็ยังไม่วายถูกมนุษย์ “ล้วงลูก” ไปขาย โดยเฉพาะในเขตป่าบูโดถือเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์นกเงือกมากที่สุด”

แต่ก่อนที่จะไปนั่งทอดน่องดูนกเงือก เรือได้ไปจอดเทียบท่าอยู่ใต้ผืนป่าซึ่งเป็นประตูทางเข้าสู่ “ต้นไม้ใหญ่” ต้องเดินเท้าเข้าป่าข้ามลำธารประมาณ 15 นาที โดยมีไกด์ท้องถิ่น “หลิงปิง” ชนะ แซ่อู๋ เป็นผู้นำเดิน ป่าฮาลาบาลาเป็นป่าดงดิบชื้นผืนสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดที่ยังเหลือในแผ่นดินขวานทอง ครอบคลุม 2 จังหวัดคือ 4 อำเภอในนราธิวาส และ 3 อำเภอในยะลา

ดังนั้น ป่าที่เห็นอยู่รอบเขื่อนบางลางเป็นเพียงแค่ชายขอบ ลองคิดถึงใจกลางป่าที่ไม่มีรอยเท้ามนุษย์คงมีแต่ความอุดมสมบูรณ์

แน่นอนว่าเส้นทางเดินป่าดิบชื้นจะร้อนเหนอะหนะ ดินแฉะชุ่ม และเป็นที่อยู่ของทาก เส้นทางไปโอบต้นไม้ใหญ่ก็เป็นประมาณนั้น แต่เพราะระหว่างทางสวยงามจนลืมคิดว่า ตัวเองรู้สึกอย่างไร? กระทั่งไปถึงจุดที่เรียกว่า ต้นไม้ใหญ่ (จริงๆ ระหว่างทางก็ผ่านต้นไม้ใหญ่มาหลายต้น) มันคือสมญานามของ “ต้นสมพง”

ทว่าสมพงต้นนี้ยิ่งใหญ่หลายคนโอบแต่ไม่งดงาม เพราะตัวหนังสือที่ถูกจารึกบนลำต้นจากคนมือบอนที่เขียนชื่อประจานความมักง่าย ทำลายความงาม ทำร้ายธรรมชาติ จนรู้สึกผิดหวังกับมนุษย์ และรู้สึกผิดต่อต้นสมพง สิ่งที่ทำได้คือ เข้าไปโอบกอดและขอโทษแทนทุกลายมือที่กรีดกินเนื้อ และภาวนาอย่าให้เจอคนใจร้ายและไร้วิจารณญาณเข้ามาเพิ่มบาดแผลอีกเลย

ความรู้สึกตอนเดินกลับกลับตาลปัตรจากขามา ความคิดทั้งหมดยังอยู่หน้าต้นไม้ เหมือนได้ยินเสียงร้องไห้แว่วออกมา

จากนั้นเสียงสตาร์ทเครื่องดังอีกครั้ง คราวนี้หัวเรือมุ่งหน้าสู่ฐาน ตชด. บนเนินเขาฝั่งตรงข้าม ไปเกยหาดทรายกว้างซึ่งเป็นจุดรอดูนกเงือก หลิงปิงบอกว่า คนที่มาที่นี่ 80 เปอร์เซ็นต์ได้เห็นนกเงือก แต่วันนั้นโชคไม่ดีกลายเป็นอีก 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่รู้สึกเสียเที่ยว เพราะการได้นั่งนิ่งๆ มองหมอก ฟังเสียงลม สูดกลิ่นป่า นั่นก็เพียงพอแล้ว

เรือแล่นกลับหมู่บ้าน คืนนี้นักท่องเที่ยวจะได้กินอาหารฝีมือชาวบ้านและนอนในรีสอร์ทชุมชน อาคารที่พักมี 3 หลัง รับได้ทั้งหมด 32 คน หรือสามารถเลือกนอนโฮมสเตย์อีก 2 หลังก็เป็นตัวเลือกที่จะได้ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากกว่าเดิม

ระหว่างมื้ออาหารได้พูดคุยกับ “เจ๊หงส์” โชติกา โศจิศิริกุล หรือ เสี่ยวหงส์ แซ่เหว่ย ประธานกลุ่มการท่องเที่ยวชุมชน บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 ถึงอดีตของผืนป่าฮาลาบาลาที่เคยถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายของการต่อสู้ระหว่างทหารไทยกับแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ซึ่งเจ๊หงส์เคยเป็นแนวร่วมมาก่อน

“พ่อแม่ของดิฉันเป็นคนจีนมาเลเซีย แต่ดิฉันเกิดอินโดนีเซีย จากนั้น 15 ปีต่อมาได้ไปอยู่เมืองจีน และอีก 10 ปีหลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่เมืองไทย ชีวิตของดิฉันไม่ค่อยหยุดอยู่กับที่เท่าไร ไม่ค่อยอยู่บนแผ่นดินไหนนานๆ แต่สุดท้ายได้มาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ได้สัญชาติไทย มีชีวิตเหมือนคนทั่วไป จนรู้สึกว่าเวลานี้ดิฉันเป็นคนไทยแล้ว”

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 29 ปีที่แล้ว เจ๊หงส์และสหายในค่ายอีกหลายคนตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ในไทย จัดตั้งเป็นหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 โดยปีแรกที่ออกจากป่าเธอไม่มีเงินติดตัวสักบาท แต่โชคดีที่รัฐบาลไทยจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ 15 ไร่พร้อมบ้าน 1 หลัง และให้สัญชาติไทยแก่ทุกคน

“ในสมัยก่อนไม่ว่าคอมมิวนิสต์ไปอยู่ที่ไหน ยกเว้นประเทศจีนที่เป็นคอมมิวนิสต์ ก็มักจะเป็นศัตรูกับประเทศนั้น อย่างเราไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือสิงคโปร์ ถ้าเขารู้ว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์ก็จะถูกจับและถูกกำจัด ในไทยก็เช่นกัน เราเคยต่อสู้กับทหารไทย เพราะต่างคนต่างมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน แต่สุดท้ายเราก็กลายเป็นมิตรกัน และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองไทย”

ถามเจ๊หงส์ถึงประสบการณ์ภายในค่ายว่าเป็นอย่างไร “สำหรับดิฉันแล้วมันเป็นประสบการณ์ที่ดี” เจ๊หงส์ตอบ

“เพราะความเป็นอยู่ภายในค่ายปลูกฝังให้ดิฉันมีจิตอาสา เพราะทุกคนในค่ายต้องใช้ชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อ พอมีอะไรต้องแบ่งปัน หรือเมื่อใครมีปัญหาก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือ และเป็นการช่วยเหลือโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน”

เธอกล่าวด้วยว่า “ในตอนแรกที่รัฐบาลไทยให้อดีตคอมมิวนิสต์มลายาสร้างบ้านอยู่ที่นี่ ความคิดแรกของดิฉันคือ เขาอยากให้เราอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ หรือแค่อยากคุมตัวเราไว้ เพราะดิฉันผ่านสงครามมา ดิฉันเคยเห็นคนที่ถูกหลอกให้อยู่เพื่อที่จะควบคุมเหมือนอยู่ในคุกที่ไม่มีอิสรเสรี แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ดิฉันก็ตัดสินใจอยู่ที่นี่ และในตอนนี้ดิฉันคิดว่าได้ตัดสินใจถูกแล้ว ไม่ผิดจริงๆ ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านก็พยายามที่จะเรียนภาษาไทยให้มากที่สุด จนถึงตอนนี้ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไทยแล้ว”

ถามต่อว่า ตอนนี้มีการท่องเที่ยวเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว เจ๊หงส์รู้สึกอย่างไร เธอตอบทันทีเลยว่า “ดีใจ” เพราะจะได้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของชุมชนผ่านการท่องเที่ยว

“นอกจากธรรมชาติรอบหมู่บ้าน สิ่งที่สำคัญกว่าคือประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยวก็สามารถเข้ามาสืบทอดประวัติศาสตร์ของเรา คนในชุมชนเองได้เล่าสืบต่อ และคนนอกชุมชนก็ได้รับรู้ ต่อไปนี้เราก็ต้องพัฒนาให้เด็กรุ่นใหม่รู้ว่าเราเป็นใคร เราผ่านอะไรมา เด็กยุคปัจจุบันที่ไม่เคยใช้ชีวิตในป่าก็จะเข้าใจรากเหง้าและประวัติศาสตร์ของตัวเอง และการท่องเที่ยวชุมชนยังเป็นรายได้เสริมของชุมชน เพราะการท่องเที่ยวต้องใช้คนจัดการเยอะ ทั้งดูแลอาหาร ที่พัก ที่เที่ยว รถยนต์ ล่องเรือ ดังนั้นทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์มาก เป็นรายได้เพิ่มเติมจากการทำสวนยางพารา ซึ่งเวลานี้ราคาไม่ดีเลย”

เจ๊หงส์กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ต้องสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้มีจิตอาสา และต้องเป็นจิตอาสาที่ดี เธอพยายามทำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้ให้ใหญ่ขึ้น โดยการชักชวนเด็กรุ่นใหม่ให้เข้ามา เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็จะอยู่ในสายตา และมีคนคอยชี้นำแนวทางที่ดีให้โตมาเป็นคนดีของสังคม

ส่วนการเดินทาง 2 วัน 1 คืน ยังไม่จบเพียงเท่านี้ และการเดินป่าก็ยังไม่จบอยู่แค่ 15 นาที เพราะรุ่งเช้าวันต่อมา หลิงปิงจะพาขึ้นไปชมทะเลหมอกบน “ผาหินโยก”

ทางขึ้นอยู่ริมถนนเข้าหมู่บ้าน ต้องให้คนท้องถิ่นชี้เป้าเท่านั้นถึงจะเห็น โดยเส้นทางเคยเป็นสวนยางพาราเก่า ปัจจุบันก็ยังเห็นมีถุงพลาสติกรองน้ำยางอยู่ แต่โดยรอบรกไปด้วยหญ้าและพื้นเขะขะไปด้วยถุงพลาสติก ยิ่งเสริมพลังความลื่นจากดินที่นุ่มลื่นอยู่แล้วให้ไถลง่ายกว่าเดิม โดยเป็นเส้นทางชันขึ้นอย่างเดียว ใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาทีถึงผาหินโยก

หลิงปิงเล่าว่า ทะเลหมอกมีทุกวันในตอนเช้า ถ้าคืนไหนฝนตกจะยิ่งอลังการและยิ่งลื่นกว่าเดิม ที่มาของชื่อผาหินโยกก็กล่าวตามหินก้อนใหญ่ที่อยู่บนหน้าผา เพราะมันสามารถโยกไหวได้หากถูกดันด้วยแรงที่มากพอ และหากยังมีแรงเดินไหวก็สามารถไต่หินไปยังจุดชมวิวอีกชั้น บนนั้นจะเห็นวิวกว้างกว่าเพราะเป็นยอดสูงสุด นั่งพักขา หายใจเข้าลึกๆ เก็บเกี่ยวอากาศบริสุทธิ์ ทอดหุ่ยมองทะเลหมอกบนยอดป่าฮาลาบาลา ทิ้งเวลาให้เดินไปอย่างช้าๆ จนได้ยินเสียงท้องร้องหาอาหารเช้าก็ค่อยเดินลง

ไกด์หนุ่มเล่าว่า เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยว 138 คน “ดูจำนวนอาจไม่เยอะ แต่เรารับเท่าที่เรารับไหว” เขากล่าว โดยร้อยละ 80 คือ คนกรุงเทพฯ และคนส่วนใหญ่มาเที่ยวแค่ 1 คืน ทางกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนจึงมีราคาสำหรับ 2 วัน 1 คืน แต่ในเร็วๆ นี้ จะขยายเส้นทางให้เป็น 3 วัน 2 คืน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตบ้าน 9 อย่างเต็มที่ และถ้าใครชอบเดินป่าก็จะได้รู้จักป่าฮาลาบาลามากกว่าเดิม

ยะลาเป็นจังหวัดเดียวในภาคใต้ที่ไม่มีอาณาเขตติดกับทะเล แต่ยะลามีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างป่าฮาลาบาลา และชุมชนท่องเที่ยวที่เข้มแข็งอย่าง บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 ซึ่งนอกจากจะมีผืนป่า ยังมีชาวบ้านที่สร้างความอบอุ่นจนไม่นึกว่าที่นี่เป็นที่อื่น นอกจากบ้านตัวเอง 

Mensooree Okinawa 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565239

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 10:40 น.

Mensooree Okinawa 1

เรื่อง พัฒนวีร์

ก่อนอื่นขอกล่าวทักทายทุกท่านด้วยคำว่า Haisai ที่แปลว่า สวัสดีครับ ในภาษาโอกินาวา ส่วนสุภาพสตรีจะใช้คำว่า Haitai หรือ สวัสดีค่ะ ที่เริ่มทักทายกันแบบนี้เพราะการเดินทางในครั้งนี้เราจะพาทุกท่านไปเที่ยวยังเกาะสวรรค์ทางใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น จุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สุดในหน้าร้อน ดินแดงแห่งชายหาดขาว ทะเลสีเขียวมรกต และท้องฟ้าสีคราม แถมด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอาณาจักรริวกิว ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ผสมประสานรวมความเป็นเอเชีย ญี่ปุ่น และตะวันตก ในยุคหลังสงครามโลกไว้ด้วยกัน ทำให้เกาะเล็กๆ แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยความน่าสนใจ ถ้าเช่นนั้นจะรอช้าอยู่ไย Mensooree!! ยินดีต้อนรับสู่โอกินาวาครับ

ทริปนี้เราเดินทางท่องเที่ยวในเกาะใหญ่ของโอกินาวาทั้งหมด 6 วัน ใช้การเดินทาง 2 รูปแบบ โดยในช่วง 4 วันแรก มีผู้ใหญ่ใจดี บริษัท Jumbo Tours เจ้าของ Hiphop Bus ในโอกินาวา ให้ไปถ่ายทำรายการ Japan Origin ที่จะนำเสนอการท่องเที่ยวแบบ One Day Bus Tour เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปเอง และอีก 2 วันหลัง เราเปลี่ยนไปเช่ารถขับกัน เริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงโอกินาวา เราใช้บริการของสายการบิน Peach Aviation ซึ่งเป็นสายเดียวที่บินตรง ใช้เวลาบินทั้งหมด 4 ชั่วโมง เราก็มาถึงสนามบิน Naha สนามบินหลักของเกาะโอกินาวาในเวลาเช้าตรู่ หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ก็เดินทางไปขึ้นรถบัสที่ Kenmin Hiroba ในเมืองนาฮะ เมืองหลักของเกาะโอกินาวา ยืนรอไม่นานรถบัสสีเขียวก็มาจอดเทียบ คุณไกด์ลงมาต้อนรับพวกเราด้วยภาษาอังกฤษที่ฟังง่ายกว่าคนญี่ปุ่นทั่วไป หลังนำสัมภาระเก็บใต้ท้องรถเรียบร้อยก็ขึ้นรถบัส มองไปมีแต่นักท่องเที่ยวหัวดำทั้งชาวญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และเวียดนาม พอรถออกคุณไกด์ก็แนะนำให้ทราบกันก่อนว่าจะไปไหนบ้าง ใช้ระยะเวลาเท่าไร หลังจากนั้นก็แจกสติ๊กเกอร์ติดเสื้อเพื่อแสดงตน และน้ำเปล่าคนละขวดแก้กระหาย พร้อมทั้งเครื่องแปลภาษาที่แนะนำรายระเอียดสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีภาษาไทยรวมอยู่ด้วย สะดวกมากๆ

รถบัสมุ่งขึ้นตอนเหนือของเกาะมาได้ราวหนึ่งชั่วโมง ก็มาถึงยังสถานที่แรก สวนสับปะรดนาโกะ Nago Pineapple Park ในเมืองนาโกะ ที่มีบรรยากาศแบบ Tropical คุณไกด์นัดหมายเวลาเรียบร้อยก่อนลงเที่ยว ข้อดีของการมากับบัสทัวร์ คือไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋ว คุณไกด์เตรียมไว้แจกให้เราตอนลงเรียบร้อย เดินเข้าไปในอาคารที่เป็นทางเข้าก็จะได้ยินเพลงภาษาญี่ปุ่นน่ารักๆ เปิดคลอรอต้อนรับนักท่องเที่ยว จุดแรกหลังผ่านประตูเข้ามาเป็นจุดขึ้นรถชมสวน โดยใช้รถกอล์ฟสีเหลืองสดมีสับปะรดประดับอยู่ด้านบน ใครที่ขับรถไม่เป็นไม่ต้องกังวลเพราะเป็นรถอัตโนมัติที่จะพาทุกท่านซอกแซกไปยังจุดต่างๆ สวนแห่งนี้ถูกสร้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดเล็ก

สวนสับปะรด

เนื่องจากสับปะรดที่เป็นพืชเศรษฐกิจของโอกินาวาเกิดภาวะล้นตลาด แถมมีการแข่งขันสับปะรดนำเข้าจากต่างประเทศอีกด้วย ในสถานการณ์แบบนี้การแข่งกันลดราคามีแต่สร้างความเสียหาย จึงใช้วิธีสร้างความน่าสนใจเพื่อส่งเสริมความรู้เรื่องสับปะรดท้องถิ่นให้มากขึ้น

เส้นทางของรถกอล์ฟพาเราไปพบหลากหลายพันธุ์ไม้ของป่าร้อนชื้น น้ำตกขนาดใหญ่ นั่งชมเพลินๆ ไปจนสุดทางจะเจอกับไร่สับปะรด รถกอล์ฟพาเราบุกเข้าสู่กลางไร่ จนเห็นต้นสับปะรดได้ในระยะใกล้ วิ่งไปจนสุดทางที่คาเฟ่น่ารักๆ มีของหวานที่ทำจากสับปะรดจำหน่าย ทั้งชูครีม เค้กสับปะรด แต่ที่นิยมที่สุด คือ ซอฟต์ครีมสับปะรดหวานอมเปรี้ยวแสนชื่นใจ จากคาเฟ่เราสามารถเดินออกไปถ่ายรูปกลางไร่สับปะรดได้ด้วย ภายในสวนยังมีร้านขายของฝากที่ทำจากสับปะรด อาทิ ไวน์ น้ำสับปะรด เค้ก ช็อกโกแลต สับปะรดอบแห้ง รวมทั้งสับปะรดสด แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ ถ่านที่ทำจากสับปะรด ช็อปปิ้งเสร็จก็รีบเดินกลับรถบัส เพราะถึงเวลานัดพอดี

ระหว่างเดินทางคุณไกด์ของเราได้หยิบเครื่องดนตรีลักษณะคุ้นตาขึ้นมาแนะนำว่า มันคือ Sanshin หรือพิณสามสาย เครื่องดนตรีพื้นเมืองของโอกินาวา ใครเคยฟังเพลง Nada Sou Sou ก็จะได้ยินเสียงเครื่องดนตรีชนิดนี้ในเพลงด้วย ฟังไกด์เล่าเพลินๆ ครู่เดียวรถบัสก็นำเรามายังสะพานโคริ Kouri Ohashi ที่มีความยาวถึง 1,960 เมตร เชื่อมเกาะใหญ่กับเกาะโคริเข้าด้วยกัน ระหว่างที่วิ่งข้ามสะพานคุณไกด์ได้เซอร์ไพรส์พวกเราด้วยการดีด Sanshin ประกอบการร้องเพลงพื้นเมืองขับกล่อมให้ฟัง ควบคู่ไปกับการชมทัศนียภาพของทะเลที่สวยงามจากสองฝั่งหน้าต่างรถบัสจนสุดทาง ก่อนจะมาจอดให้ลงบริเวณเชิงสะพานด้านเกาะโคริ เพื่อไปเดินเล่นและถ่ายภาพบริเวณหาดทรายสีขาว ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะให้นักท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมทางน้ำได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนอนอาบแดด ขี่เจ็ตสกี หรือเล่นน้ำ นอกจากความสวยงามของชายหาดและน้ำทะเลแล้ว

เกาะโคริแห่งนี้มียังเรื่องราวที่น่าสนใจมาก คือ สมัยก่อนเกาะแห่งนี้มีชื่อว่า เกาะคุอิ เป็นภาษาดั้งเดิมแปลว่า เกาะแห่งความรัก เนื่องจากตำนานของอดัมกับอีฟในแบบฉบับของโอกินาวาที่เล่าขานกันมาช้านาน เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนจะเกิดมนุษยชาติ เทพเจ้าได้ส่งเด็กชายหญิงคู่หนึ่งลงมาจากสวรรค์ โดยไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ และไม่ต้องออกหาอาหารใดๆ เพราะจะมีฝนโมจิที่เทพเจ้าบันดาลลงมาจากสวรรค์ให้ทุกวัน พวกเขาอาศัยอยู่อย่างมีความสุขเป็นเวลาหลายปี โดยกินเพียงโมจิที่ตกลงมาจากฟ้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปเด็กทั้งสองโตขึ้น จึงเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งโมจิไม่ตกลงมาจากสวรรค์จะทำเช่นไร พวกเขาจะอดตายหรือไม่ จึงคิดที่จะเก็บสะสมโมจิไว้กิน และทันทีที่ทั้งสองเริ่มสะสม โมจิก็ไม่ตกลงมาจากสวรรค์อีกเลย แม้ว่าทั้งคู่จะอ้อนวอนต่อเทพเจ้าเพียงใดก็ไม่ได้ผล เมื่อไม่มีทางเลือกพวกเขาจึงออกทะเลไปจับปลาและสัตว์น้ำเพื่อประทังชีพ และเริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตมากขึ้น อยู่มาวันหนึ่งทั้งสองได้พบเห็นพะยูนกำลังผสมพันธุ์ในทะเล จึงสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเพศจึงเกิดความอับอาย พวกเขาเลยหาเปลือกหอยและใบไม้มาปิดบังร่างกายเอาไว้ นอกจากนี้ก็ยังได้เรียนรู้ว่าพะยูนมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการผสมพันธุ์ ทำให้อดัมกับอีฟแห่งโอกินาวาเลียนแบบจนมีลูกหลานเพิ่มขึ้น และคนโอกินาวา ก็คือ ลูกหลานของทั้งคู่นั่นเอง

เพชรเม็ดงาม ที่‘ปลายด้ามขวาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565143

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 09:48 น.

เพชรเม็ดงาม ที่‘ปลายด้ามขวาน’

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

นับแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ “ค่ายปิเหล็ง” อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และตามด้วยเหตุปะทะที่มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี ในปี 2547 เรื่อยมาจนปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 15 ปี ที่เรายังคงได้รับข่าวสารสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อย่างต่อเนื่อง

แม้จะได้มีความพยายามทุ่มเททรัพยากรทั้งด้านงบประมาณ และบุคลากรด้านความมั่นคงลงไปจำนวนมาก แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่สามารถคืนความสงบให้กับพื้นที่ 3 จังหวัด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าข่าวคราวความไม่สงบดังกล่าว ได้นำพื้นที่และชาว 3 จังหวัดชายแดนออกไปไกลจากคนไทย คนจำนวนมากมองว่าปัตตานี ยะลา นราธิวาสเป็นพื้นที่อันตราย โดยไม่รู้เลยว่าความรู้สึกที่ห่างไกลและหวาดกลัวดังกล่าวได้บดบังสิ่งดีงามมากมายที่ซ่อนตัวที่สุดปลายด้ามขวานนั่น

ในช่วงเดือน ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้นำสื่อมวลชนคณะเล็กๆ เดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ผู้เขียนมีโอกาสร่วมคณะไปด้วย ซึ่งก่อนเดินทางไปต้องยอมรับว่ามีทัศนะที่ไม่ต่างจากคนไทยส่วนใหญ่ เพราะติดตามข่าวสารในพื้นที่ผ่านสื่อต่างๆ และไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ที่ดีมากนัก  แต่การไปสัมผัสบรรยากาศ พูดคุย เห็นวิถีชีวิตที่แตกต่างไปของทั้งวัฒนธรรม ศาสนาและผู้คนที่นี่แล้ว ได้ทำให้ทัศนะที่เปลี่ยนไปอย่างมาก  และตั้งใจแล้วว่าจะต้องหาโอกาสไปอีกแน่ทีเดียว

“ยะลา ทุเรียนซิตี้” ที่ อ.บันนังสตา

วันที่คณะเราเดินทางไปถึงนั้นตรงกับวันศุกร์ ซึ่งก็เป็นความรู้ใหม่ของเราอีกเช่นกันว่า ปกติวันศุกร์จะเป็นวันละหมาดใหญ่ประจำสัปดาห์ของชาวมุสลิม บรรยากาศตลอดสองข้างทางตั้งแต่สนามบินนราธิวาสออกไปถึงจุดที่จะไปดูงานที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา จึงดูคึกคักเป็นพิเศษ

เราได้รับการบอกเล่าก่อนจะลงพื้นที่ครั้งนี้ว่าโครงการที่ทางคณะไปติดตามนี้ เป็นความต่อเนื่องของการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ระยะที่ 1 ปี 2559-2563 ซึ่งในระยะแรกของการดำเนินการในพื้นที่ต้นแบบ 3 จังหวัด ทั้ง จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ปี 2559-2560 ได้เน้นไปที่การพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน เป้าหมายหลักคือการเรียกความศรัทธาและดึงคนในพื้นที่เข้ามาร่วมงานพัฒนา

โครงการต่อเนื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ เป็นการขยายผลไปสู่การเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนต่างๆ นั่นคือ โครงการ “ยะลา ทุเรียนซิตี้” ที่ อ.บันนังสตา โครงการนี้เกิดขึ้นจากการหยิบยกศักยภาพของพื้นที่ขึ้นมาพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม

เป็นที่ทราบกันดีว่าในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งมีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ อาชีพหลักของคนที่นี่คือการทำเกษตร ปลูกพืชไม้ผลและหนึ่งในพืชที่มีการปลูกมากที่สุดคือ ทุเรียน แต่เนื่องจากที่ผ่านมา ทุเรียนที่ยะลาจะเป็นการปลูกลักษณะที่เรียกว่าปลูกแล้วปล่อยตามมีตามเกิด ขาดการบำรุงรักษา ถึงเวลาออกลูกออกผลก็ขายกันแบบยกสวน ทำให้ได้ราคาไม่ดี

“ยะลา ทุเรียนซิตี้” เกิดขึ้นจากการร่วมกันทำงานของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ณัฏฐพล จิระสกุลไทย ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนา สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการส่งเสริมการปลูกทุเรียนคุณภาพ ทางคณะร่วมงานกับคนในพื้นที่มาตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีที่ผ่านมา

“ในระยะแรกเริ่มได้เลือกดำเนินการในพื้นที่ต้นแบบคือ ต.เนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา คัดเลือกเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งตอนแรกสมัครเข้าร่วมประมาณ 100 ราย แต่เมื่อทำความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขการทำงานร่วมกันแล้ว เหลือเกษตรกรร่วมในช่วงนำร่อง 22 ราย”

การดำเนินการจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความรู้กับชาวสวนผู้ร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งมาจากสำนักงานเกษตรจังหวัดยะลาที่สถาบันได้นำไปศึกษาดูงานด้านการปลูกทุเรียนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยว การแปรรูปและการตลาด ที่ จ.ระยอง และจันทบุรี รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เกษตรอำเภอแกลง และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำ

หลังจากดำเนินการมาได้ปีเศษช่วงเดือน ส.ค.ปีนี้เป็นรอบแรกที่กลุ่มผู้ร่วมโครงการเริ่มตัดทุเรียนคุณภาพออกสู่ตลาด มีเอกชนที่ร่วมโครงการรับซื้อชัดเจนไปขายทั้งในประเทศและส่งออก ได้ราคาที่ดีขึ้นเนื่องจากทุเรียนมีคุณภาพ

ภูรี สอรอโส๊ะ 1 ใน 57 อาสาพัฒนาหมู่บ้านปิดทองหลังพระ และหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า การเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องอาศัยความขยันและซื่อสัตย์

“เพราะต้องดูแลทุเรียนตั้งแต่ลำต้น บำรุงใบ ตัดแต่งดอก โยงกิ่ง ให้ปุ๋ย ทำความสะอาดบริเวณโคนต้น ระวังไม่ให้สัตว์ต่างๆ มารบกวนผลทุเรียน ต้องปีนขึ้นไปบนต้นทุเรียนซึ่งสูงกว่า 20 เมตรเพื่อไปพ่นสารชีวภัณฑ์ใส่ผลทุเรียน ให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี จากการดูแลทุเรียนให้ได้คุณภาพ ทำให้ปีนี้สามารถขายทุเรียนได้ราคา จากเดิมที่จะมีพ่อค้ามาต่อรองแบบเหมายกสวน ปีนี้ได้ราคากิโลกรัมละ 80 บาท”

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วทุเรียนที่ยะลานี้มีความพิเศษ หรือแตกต่างจากทุเรียนเมืองจันท์ หรือระยองที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปหรือไม่ ในเรื่องนี้ พิชิต พนังคสิริ ปลัดอำเภอบันนังสตา เล่าว่า ทุเรียนทางใต้ โดยเฉพาะที่ยะลานี้ส่วนใหญ่ปลูกบนภูเขา

“บนที่สูงตามภูมิประเทศ ซึ่งภูเขาโดยเฉพาะใน อ.บันนังสตา มีความอุดมสมบูรณ์ บางพื้นที่ยังมีการค้นพบแร่พลอย ทุเรียนที่นี่จะมีเนื้อที่แน่น รสหวานกำลังดี เทียบคุณภาพแล้วน่าจะแข่งกับทุเรียนภูเขาไฟที่ จ.ศรีสะเกษได้”

ปลัดอำเภอบันนังสตา กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ปลูกทุเรียนราว 3,000 ราย ภายใต้โครงการ “ยะลา ทุเรียนซิตี้” นี้ จะดึงเข้าร่วมโครงการ 1,200 ราย

เราได้รับการบอกเล่าจากคณะทำงานของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ว่า การนำองค์ความรู้ศาสตร์ต่างๆ รวมถึง “ศาสตร์พระราชา” เข้ามาพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชาว 3 จังหวัดชายแดนจะไม่มีเพียงเท่านี้ แต่จะขยายพื้นที่ออกไปไม่มุ่งจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน แต่ไปหยิบศักยภาพแต่ละพื้นที่มายกระดับให้ดีขึ้น

หลังจบภารกิจติดตามความสำเร็จที่บันนังสตาแล้ว คณะของเรามีโอกาสไปติดตามงานที่อยู่ในการดูแลของทางสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ อีกหลายแห่งใน จ.ยะลาและนราธิวาส ซึ่งจากการเดินทางไปแต่ละจุดนี้เอง ที่ทำให้ได้พบความสวยงามทั้งธรรมชาติ บรรยากาศ วัฒนธรรม ผู้คนที่ต่างจากภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่เราใช้ชีวิตอยู่

โอเค เบตง

ตลอดเส้นทางจาก อ.บันนังสตา ไป อ.เบตง ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมาย 410 ดูผู้คนที่ทยอยออกจากมัสยิดหลังการละหมาดใหญ่ในช่วงเย็นของวันศุกร์ ดูมีชีวิตชีวา เนื่องจากที่นี่คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม การแต่งกายต่างๆ เห็นแล้วจึงชวนให้รู้สึกเหมือนเราอยู่มาเลเซีย

แต่พิเศษกว่าคือเราพูดคุยกับผู้คนที่เราพบเห็นรู้เรื่อง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ แม้เขาจะเรียนปอเนาะ ใช้ภาษายาวีเป็นหลัก แต่เขาก็พูดไทยได้ ใบหน้าผู้คนที่ยิ้มแย้มทำให้ลืมข่าวร้ายๆ บนหน้าสื่อไปสิ้น

ที่เซอร์ไพรส์สุดของการเดินทาง เห็นจะเป็นวิวทิวทัศน์สองข้างทางตลอดระยะทางเกือบ 100 กม. ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเองเคยฟังเพื่อนฝูงเล่าให้ฟังอยู่หลายครั้งว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้นี่สวยมาก คราวนี้ได้มาเยือนเห็นของจริง ยอมรับว่าออกจะตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศโดยเฉพาะภาพของแนวเขาสันกาลาคีรีที่สลับซับซ้อนทอดตัวอวดสายตาผู้มาเยือน

อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่มีข่าวความไม่สงบให้เห็นบ่อยๆ จนผู้คนหวาดกลัว แถบนี้ต้องเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเลือกมาเยือนเป็นที่แรกๆ เป็นแน่

ตลอดเส้นทางถนน 2 เลน ค่อนข้างคดเคี้ยว ทั้งความชัน จำนวนโค้งน่าจะแข่งกับทางไป อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ได้สบายๆ ซึ่งจุดที่ต้องปักหมุดว่าเป็นไฮไลต์ ต้องจอดรถลงไปเก็บภาพให้จงได้คือ จุดสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนบางลาง อุทยานแห่งชาติบางลาง  กว่าถึงตัวเมืองเบตงเรียกว่าชมวิวกันเต็มอิ่ม

พอเข้าถึงโรงแรมเช็กอินเข้าที่พัก ได้เห็นทิวทัศน์ของเบตงจากบนห้อง ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเป็นอีกเมืองภูมิศาสตร์ ที่ตั้งสวยมากๆ ถ้าให้ถ่ายภาพแล้วให้โหวตกันเบตงคงได้ติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย

ตัวเมืองถูกโอบล้อมด้วยภูเขา และพื้นที่ของเบตงนี้กว่า 90% เป็นที่ชันเพราะตั้งอยู่ในภูเขา นั่นทำให้ที่นี่อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีทะเลหมอกให้ดูทุกเช้า จนหลายคนขนานนามที่นี่ว่า “บรรยากาศเมืองเหนือในภาคใต้” ส่วนทะเลหมอกที่มีชื่อเสียงที่สุดของเบตงคือ ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

เพราะอากาศเย็นตลอดทั้งปีทำให้ที่นี่มีสวนดอกไม้เมืองหนาว “สวนหมื่นบุปผา” ให้นักท่องเที่ยวไปชม และสถานที่ท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันคือ อุโมงค์ปิยะมิตร พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายา เหมาะมากสำคัญใครที่ชื่นชอบเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีสถานที่ให้เที่ยวอีกเช่น บ่อน้ำร้อนเบตง และน้ำตกอินทสร

แม้จะได้ใช้เวลาอยู่ในเบตง เมืองใต้สุดปลายด้ามขวานตามภาพแผนที่ประเทศไทยเพียงเวลาสั้นๆ คืนเดียว แต่ก็สัมผัสได้ว่าเบตงเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ นอกจากจะถูกจัดให้เป็น “เซฟโซน” ของ 3 จังหวัดชายแดนแล้วที่นี่ยังมีบรรยากาศที่เป็นพหุวัฒนธรรมสูง ผู้คนอยู่อย่างผสมผสานระหว่างพุทธ อิสลามและเป็นพื้นที่ที่ผู้คนในแถบชายแดนมาพบเจอกัน

ช่วงที่เราเดินทางไปนั้นในตัวเมืองเบตง ก็มีจัดกิจกรรมพบปะกันของนักขับบิ๊กไบค์จาก 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้บรรยากาศของเมืองคึกคักน่าดู

ขาจะกลับกรุงเทพฯ เราต้องกลับมาขึ้นเครื่องที่สนามบินนราธิวาส การเดินทางทางรถผ่านเส้นทางเดิมมายัง อ.บันนังสตา ธารโต และรามัน  ก่อนเข้าเขตนราธิวาสที่ยี่งอ ระหว่างทางจะผ่านอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโด เป็นอีกจุดที่มีความสวยงามเช่นกัน

สองศรัทธาแสนงดงาม

 

ก่อนเวลาขึ้นเครื่องกลับคณะเรามีเวลาอยู่พอสมควรเลยเลือกไปเยือนสถานที่สำคัญ 2 แห่งในนราธิวาส ที่แรกที่พวกเราเลือกไปก่อนคือ มัสยิดวาดิลฮูเซ็น หรือ “มัสยิด 300 ปี” ที่ตั้งอยู่บ้านตะโละมาเนาะอ.บาเจาะ ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เดินเข้าไปในเขตมัสยิด ซึ่งก็ค่อนข้างเกร็ง เกรงจะทำไม่ถูกธรรมเนียมของคนอิสลาม แต่พอเข้าไปแล้วกลับต่างไปจากที่คิด (มาก)

นอกจากจะได้ฟังประวัติศาสตร์และชมศิลปะอันน่าสนใจของมัสยิด เพราะที่นี่สร้างด้วยเครื่องไม้ดั้งเดิม เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของแหลมมลายู มัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานกันระหว่างมลายู ไทย และจีนต่างจากมัสยิดแห่งอื่นๆ จะมีสถาปัตยกรรมแบบตะวันออกกลาง ข้างในเก็บรักษาพระคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเขียนด้วยลายมือของวันฮุซเซน อัซซานาวี อิหม่ามคนแรกของมัสยิดแห่งนี้แล้ว ยังได้เห็นบรรยากาศการเรียนภาษามลายูของเด็กๆ เพราะที่นี่เป็นโรงเรียนสอนภาษามลายูสำหรับเด็กๆ ด้วย

จากการบอกเล่าของคุณครูบอกว่าเด็กทุกคนที่เป็นคนมุสลิมใน 3 จังหวัดจะต้องเรียน 7 วัน คือจันทร์-ศุกร์ เรียนในระบบสามัญทั่วไปตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ จะต้องมาเรียนภาษามลายู ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการอ่านพระคัมภีร์และการเรียนศาสนาในระดับสูงขึ้นไป

ทุกๆ หมู่บ้านจะมีโรงเรียนสอนภาษาแบบนี้และได้รับการอนุมัติหลักสูตรของทางการ เด็กๆ ที่เรียนพื้นฐานแล้วจึงจะสามารถไปเรียนชั้นสูงในโรงเรียนปอเนาะ หรือใครที่เก่งก็จะไปเรียนในตะวันออกกลางต่อไป แต่สำหรับใครที่ไม่สนใจเรียนทางศาสนาก็ไปเรียนในมหาวิทยาลัยในสาขาต่างๆ ที่ตนเองสนใจตามปกติทั่วไป  ซึ่งระหว่างที่มีการเรียนการสอน ที่นี่ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปดูการเรียนการสอนของเด็กๆ ได้ไม่ได้ปิดบังอะไร คุณครูเล่าว่าเด็กๆ ที่จบหลักสูตรพื้นฐาน (เทียบเท่าจบ ป.6) สามารถอ่านเขียนและสื่อสารภาษามลายูได้คล่องเหมือนคนมาเลเซีย

เรียกได้ว่าเราในฐานะคนนอกก็ตื่นเต้นที่เห็นบรรยากาศแบบนี้ และก็รับรู้ได้ว่าทั้งคุณครูและเด็กๆ ก็ตื่นเต้นที่มีคนภายนอกไปเยี่ยมพวกเขา

ออกจากมัสยิด 300 ปี มุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมืองนราธิวาสก่อนไปสนามบิน คณะเราได้แวะวัดเขากงมงคลมิ่งมิตรปฏิฐาราม พุทธอุทยาน จ.นราธิวาสเพื่อสักการะพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล เพื่อขอพรก่อนเดินทางกลับ

 

พระพุทธทักษิณมิ่งมงคลนับเป็นพระพุทธรูปที่ชาวใต้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนให้การสักการะ เพราะครั้งเริ่มสร้างเมื่อปี 2509 นั้น ก็เนื่องด้วยต้องการให้เป็นพระพุทธรูปประจำภาคใต้ทั้ง14 จังหวัด การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2512 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระอุระเบื้องซ้าย ในปี 2513 อันเป็นสิริมงคลสูงสุดนับแต่นั้น

กลับถึงกรุงเทพฯ พร้อมกับความรู้สึกว่า การเดินทางสั้นๆ เพียงไม่กี่วันในจังหวัดชายแดนใต้คราวนี้ ให้ความรู้สึกที่หลากหลาย และต่างไปจากที่เคยคิดและจินตนาการไว้มากมายนัก ใครหลายคนอาจจะยังกลัว แต่สำหรับคนที่ได้ไปสัมผัสที่นั่นมาแล้ว ต้องอยากกลับไปอีก ตัวผู้เขียนเองก็เช่นกัน

ไม่ได้เกินไปเลย ที่จะเรียกปลายด้ามขวานนั้นว่า “เพชรเม็ดงาม” ที่รอผู้คนเปิดใจ แล้วไปเยือน 

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม ยำไข่แดง บะเต็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565087

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม ยำไข่แดง บะเต็ง

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ในสัปดาห์ก่อนผู้เขียนย้อนกลับไปดูหนังเรื่อง Joy Luck Club ทำให้เห็นความยากลำบากของชาวจีนจำนวนมากต้องละถิ่นฐานไปหาที่ตั้งรกรากใหม่ ไหนจะสงคราม อะไรที่เข้ามาพร้อมๆ กันในทุกๆ ด้าน จึงไม่แปลกใจที่มีการไหลลงของประชากรลงมายังแผ่นดินด้านใต้ๆ อย่างช่วงที่ชาวจีนส่วนหนึ่งเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยเราก็เป็นจำนวนไม่น้อย บรรพบุรุษของผู้เขียนเองก็เช่นกัน

ด้วยความที่จีนเป็นประเทศที่ใหญ่ มีความหลากหลายของชาติพันธ์ุ และแน่นอนแม้ว่าเราๆ ท่านๆ อาจจะมีเชื้อสายจีนมาเหมือนๆ กัน เมื่อมาถึงเรื่องราวของอาหารเชื่อว่าแต่ละบ้านต่างมีสูตรใครก็สูตรใครที่อาจต่างกันออกไป ผู้เขียนชอบคุยกับหลายๆ คนที่รักเรื่องอาหาร ถามถึงสูตรของอาหารชนิดเดียวกันนี่แหละ พบว่าแต่ละบ้านอาจจะเรียกต่างกันออกไป วิธีทำหรือเคล็ดลับใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้เพิ่มจากอาหารจานเดิมๆ มันเป็นเสน่ห์ที่น่าค้นหาดีสำหรับอาหาร โดยเฉพาะอาหารจีนที่สืบทอดกันมาภายหลังจากการย้ายถิ่นฐานมา เพราะเครื่องปรุงวัตถุดิบอะไรก็ต่างกัน แถมคนที่เป็นเจ้าของสูตรก็ล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา ทำให้สูตรอาจเพี้ยนไปจากเดิม แต่ก็ยังเป็นความอร่อยที่คนในบ้านชื่นชอบ

อย่างบะเต็งที่ผู้เขียนเสนอไปในตอนที่แล้ว หมูเค็มที่ถือเป็นวิธีการถนอมอาหารเบื้องต้นให้หมูก้อนเล็กๆ กินได้นานขึ้น ทำให้เค็มขึ้นโดยใช้เกลือ ทำให้เก็บได้นานขึ้นโดยใช้น้ำมันจากหมูนี่แหละเป็นไขเคลือบ เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้มีกับข้าวไว้รับประทานในทุกๆ เวลา เพราะบะเต็งในหม้อนั้นจะอยู่ในครัว พร้อมให้สมาชิกคดข้าวหรือตักข้าวต้มมารับประทานได้ บะเต็งง่ายๆ แค่หมูสามชั้น เกลือ ซีอิ๊ว กลายเป็นว่าแต่ละบ้านมีกรรมวิธีการปรุงต่างกันออกไปเยอะแยะ ยังแถมด้วยสิ่งละอันพันละน้อยอีกมากมายที่ช่วยให้บะเต็งหอมอร่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรากผักชี กระเทียม พริกไทย อันนี้น่าจะได้ความเป็นไทยๆ เสริมเติมแต่งเข้าไป บางบ้านถ้ามาจากฟูเจี้ยน กวางตุ้ง อาจจะชอบกลิ่นหอมๆ ของปลาหมึกแห้ง กุ้งแห้ง ผัดผสมลงไป บางบ้านชอบสีอ่อนใส่แต่ซีอิ๊วขาว บางบ้านชอบเค็มๆ เข้มๆ หอมซีอิ๊วดำ บ้านไหนกินเป็นกับข้าวก็ใส่ยกล้อทั้งเห็ดหอม กุ้งแห้ง ปลาหมึก อย่างบ้านของผู้เขียนเองก็ชอบแบบยกล้อกัน บอกแล้วว่า บะเต็งจานเดียว มีตั้งไม่รู้กี่สูตร

ฉบับก่อนได้ให้สูตรบะเต็งไปแล้ว พร้อมแนะนำว่าบะเต็งไม่ใช่เป็นแค่เครื่องชูรสในข้าวต้มหรือกินคู่เป็นตัวประกอบในกับข้าวข้าวต้มขาวเท่านั้น แต่ยังเอาไปเพิ่มเติมแต่งในอาหารจานอื่นๆ ได้หลากหลาย ยำทะเลโรยข่าคั่วและบะเต็งเป็นหนึ่งในเมนูโปรดของผู้เขียน หรือจะเป็นแขนงกะหล่ำผัดบะเต็งก็อร่อย

ในฉบับนี้อยากเสนออีกสูตรที่ไม่ผิดหวังสำหรับทั้งกับแกล้มและกับข้าวในมือข้าวต้มขาว เอาบะเต็งยำกับไข่แดงของไข่เค็ม ยิ่งถ้ามีบะเต็งอยู่แล้วสูตรนี้ปรุงเสร็จพร้อมกินภายใน 15 นาที ยำบะเต็งไข่แดงเป็นเมนูเด็ดที่ผู้เขียนเคยไปกินที่ร้านข้าวต้มเหลาเหลาแถวพหลโยธิน ไข่แดงของเหลาเหลา เป็นไข่แดงเค็มสีสดดูน่ารับประทาน ถ้าไม่ค่อยชอบในความมันหนึบๆ อาจเลือกเป็นไข่เค็มและตักมาเฉพาะส่วนไข่แดงในไข่เค็มสดก็จะได้ความมันกำลังเหมาะ แถมยังหาซื้อได้ง่ายเป็นวัตถุดิบที่มีติดบ้าน

บะเต็งของเหลาเหลาจะออกหวานนิดๆ ส่วนบะเต็งสูตรที่ผู้เขียนเสนอไปฉบับก่อนจะเป็นสูตรเค็มนิดๆ

อยากให้เน้นน้ำยำเปรี้ยว เผ็ด หวานจะเข้ากันได้ดี

เครื่องยำจริงๆ เอาเป็นตามสะดวกตามชอบจะดีกว่า ไม่มีอะไรตายตัวขอให้ชอบอะไรใส่แบบนั้น ที่ควรมี คือ หอมใหญ่หรือหอมแดง ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน เพราะจะช่วยตัดเลี่ยนไข่เค็มได้ ผู้เขียนชอบใส่กระเทียมนิดๆ ลงในน้ำยำสูตรนี้เพราะมันหอมถูกใจเข้ากับบะเต็ง 

รู้ก็ช่าง ไม่รู้ก็ช่าง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่อง‘กาแฟ’ (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565042

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

รู้ก็ช่าง ไม่รู้ก็ช่าง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่อง‘กาแฟ’ (2)

เรื่อง : คาเอรุ ภาพ : เอเอฟพี

มา “รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้” เรื่องกาแฟกันต่อ…

เรื่องนี้มีคนพูดกันมาก ว่าเราจะดื่มกาแฟ “มากเกิ๊น” หรือ Overdose กาแฟได้หรือไม่ คำตอบก็คือ เป็นไปได้นะ แต่ต้องดื่มกันเป็นร้อยๆ แก้วทีเดียวหละ ถึงจะแตะระดับที่เรียกว่า “เป็นพิษ” (Lethal Dose) ได้น่ะ

แล้วก็ รู้หรือไม่? ชาวนิวยอร์กนี่ดื่มกาแฟเป็นน้ำ รวมปริมาณแล้วดื่มมากกว่าที่อื่นๆ ที่เหลือในสหรัฐถึง 7 เท่าตัวเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามถ้าจะพูดถึงชนชาติที่ดื่มกาแฟเฉลี่ยต่อคนมากที่สุดในโลก ต้องยกให้ชาวฟินแลนด์ ที่วันๆ หนึ่งดื่มกาแฟกันคนละอย่างน้อย 5 แก้ว/วัน

งานวิจัยเรื่องนี้ไม่ควรมองข้าม เป็นการทำวิจัยในผู้สูงอายุที่มีกาเฟอีนในเลือดสูง พบว่าพวกเขาห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ เบาหวาน 2 ประเภท และโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้งานวิจัยชิ้นหนึ่งยังพบว่า กาเฟอีนช่วยให้สตรีไม่เป็นโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

เชื่อมั้ยว่า กาแฟจะเย็นชืดช้าลง เมื่อมีการเติมครีมลงไป แม้ว่าจะเป็นการเติมครีมเย็นๆ ลงไปก็ยังจะเย็นช้ากว่ากาแฟดำตั้ง 20% แน่ะ แต่ก็นั่นแหละนะ เมื่อเราเติมนมหรือครีมลงไปจะทำให้เราได้รับกาเฟอีนน้อยลง เพราะว่าถูกไขมันของนมหรือครีมบล็อกการดูดซึมเอาไว้นั่นเอง

เคยมีการทำลายสถิติในการชงกาแฟลงกินเนสบุ๊ก โดยกาแฟถ้วยที่เคยชงกันใหญ่ที่สุดในโลกมีปริมาณ 3,700 แกลลอน ชงในปี 2014 ที่เกาหลีใต้ ขณะที่กาแฟเย็นก็เคยสร้างสถิติกันไว้ในปี 2010 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา วัดปริมาณได้ 1,500 แกลลอน แบบไม่รวมน้ำแข็ง

กาแฟนั้นได้รับการแนะนำสู่นิวอัมสเตอร์ดัม หรือปัจจุบันคือ นิวยอร์ก ในกลางทศวรรษที่ 1,600 โดยกาแฟไม่ได้รับความนิยมเอาเลยในช่วงนั้น จนกระทั่งอีก 2 ทศวรรษต่อมา ที่มีการจัดงานบอสตัน ที ปาร์ตี้ ในปี 1773 เพื่อเยียวยาพิษภัยจากสงครามกลางเมือง และความขัดแย้งต่างๆ ภายในสหรัฐ ซึ่งช่วยเพิ่มความนิยมในการจิบกาแฟของอเมริกันชน โดยเฉพาะชาวนิวยอร์กเกอร์ได้อักโข

แล้วรู้มั้ยว่า จอร์จ วอชิงตัน เป็นคนคิดค้น “กาแฟสำเร็จรูป (Instant Coffee) ได้เป็นผลสำเร็จคนแรก — ไม่… ไม่ใช่ จอร์จ วอชิงตัน คนที่เป็นประธานาธิบดีหรอกน่า แหม่…แต่เขาคือ นักเคมี จอร์จ คอนสแตนต์ วอชิงตัน ที่พยายามทำการทดลองทำกาแฟตากแห้งอยู่นาน ในที่สุดก็ออกมาเป็น เร้ด อี คอฟฟี่ กาแฟสำเร็จรูปยี่ห้อแรกของโลก

ไม่ว่าจะเป็นกาแฟอะไร กลิ่นของมันก็ช่างหอมยวนใจ (สำหรับคอกาแฟ) เชื่อมั้ยว่า เพียงแค่ได้กลิ่นกาแฟ ก็สามารถกระตุ้นให้เราตื่นได้แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้โม้แน่นอน เพราะมีการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ผลออกมาว่า เพียงให้สูดดมกลิ่นของกาแฟ แล้วลองวัดค่ากิจกรรมการตื่นของยีนบางตัวในสมอง ที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เราตื่นตัว ไม่หลับ ซึ่งเป็นกิจกรรมของสมองที่เกิดขึ้นเหมือนกับยามที่ได้ดื่มกาแฟเข้าไป เพียงแต่การดื่มจะทำให้เกิดกิจกรรมนี้ในสมองเร็วกว่าแค่ดมๆ ถึง 10 นาที

กาแฟคั่วเข้ม เห็นเข้มๆ ขมๆ นั้น จริงๆ แล้วมีกาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟที่คั่วอ่อนๆ ลงมาเสียอีกนะจะบอกให้ แม้ว่ารสชาติมันจะจี๊ดจ๊าดเข้มข้นปานนั้นก็ตาม ก็ด้วยเพราะการคั่วยิ่งนานก็ยิ่งเผาผลาญกาเฟอีนออกไปจากเมล็ดกาแฟนั่นเอง

ยังไม่จบเรื่องกาเฟอีน คอกาแฟรู้หรือเปล่า กาแฟดี-แคฟ (Decaf) ที่คนชอบสั่งเพราะกลัวนอนไม่หลับนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีกาเฟอีนนะ ในกาแฟดี-แคฟ ถ้วยขนาด 8 ออนซ์ ส่วนใหญ่จะมีกาเฟอีนอยู่ระหว่าง 2-12 มก. แต่ถ้าเทียบกับกาแฟทั่วๆ ไปในขนาดเดียวกันที่มีกาเฟอีน 95-200 มก. มันก็น้อยอยู่ล่ะนะ (ขณะที่โคล่าทั้งหลาย ขนาด 12 ออนซ์ มีกาเฟอีนราว 23-35 มก.)

ในสหรัฐ 80% ของอเมริกันชนเสพกาเฟอีนทุกๆ วัน จากข้อมูลขององค์การอาหารและยา (อย.) สหรัฐ ระบุว่า คนละราวๆ 200 มก./วัน หรือราวกาแฟ 2 แก้ว ขนาด 5 ออนซ์/คน โดยคนทำงานทั่วไปใช้จ่ายในการซื้อกาแฟ เฉลี่ยสัปดาห์ละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ/คน หรือราว 1,100 ดอลลาร์/ปี

ปิดท้ายด้วย ชื่อเรียกของกาแฟโดยดั้งเดิมนั้น คือ Qahwah มาจากภาษาเยเมน แปลว่า ไวน์!! ในตุรกีเรียก Kahveh ซึ่งความหมายไม่ต่างกัน จนกระทั่งชาวดัตช์เป็นชาติแรกที่เรียกว่า Koffie ทำให้เกิดภาษาอังกฤษ คำว่า Coffee ขึ้นมา 

โอววว… เต้าหู้ ช่างอร่อยได้ถึงเพียงนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565045

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

โอววว... เต้าหู้ ช่างอร่อยได้ถึงเพียงนี้

เรื่อง/ภาพ ปณิฏา สุวรรณปาล

พอบอกใครๆ ว่าได้ไปลิ้มลอง “โอมากาเสะเต้าหู้” ที่ร้าน มิฮาระ โตฟุเทน แบ็งค็อก (Mihara Tofuten Bangkok) คนที่ได้ยินล้วนทำตาโต โอ้โห… มันมีแต่เต้าหู้? คืออาหารวีแกน? แล้วมันจะอร่อยเหรอ?

อย่างนี้ต้องตอบไปทีละคำถาม ข้อแรก ในแต่ละเมนูมีเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ แต่ใช่ว่าจะมีแต่เต้าหู้เสียเมื่อไร เพราะมีทั้งปลา เนื้อวางุ หอยเม่น ฯลฯ เป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้สุดแสนจะหลากหลาย ทั้งของเหลว นิ่มมากหมักทิ้งไว้ข้ามคืน และอีกมาก ข้อที่สอง อย่างที่บอกมาว่า เต้าหู้เป็นส่วนประกอบที่คือตัวเอก แต่ร้านนี้ไม่ได้เสิร์ฟอาหารวีแกนเป็นหลัก

มาถึงเรื่องความอร่อย…ข้อนี้ต้องบอกว่าเป็นรสนิยมส่วนตัวใครตัวมัน แต่อย่างน้อยร้านนี้ก็การันตีได้ที่เจ้าของร้าน อย่างกากั้น อนันด์ เจ้าของร้านกากั้น (Gaggan) เจ้าของมิชลินสตาร์ 2 ดาว และเป็นอันดับหนึ่ง ในการจัดอันดับ Asia’s 50 best Restaurants ถึง 4 ปีซ้อนแถมพกด้วยหุ้นส่วนสายกิน อย่างแทน (I-Tan) บล็อกเกอร์ด้านอาหารชื่อดัง บิ๊ก-วเรศรา สมิตะสิริ เจ้าของร้านคั่วกลิ้งผักสด เชฟทาเคชิ เจ้าของร้านอาหาร La Maison de la Nature Goh (อันดับ 47 ใน Asia’s 50 Best 2018) และขาดไม่ได้เลย ก็คือ เจ้าของแบรนด์เต้าหู้ชื่อดังจากฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น อย่างตระกูลมิฮาระ

ทำไม “เต้าหู้” ถึงกลายมาเป็นเมนู “โอมากาเสะ” สิบกว่าคอร์สได้ มันมีหลากหลายขนาดนั้นเลยเหรอ ลองดูประวัติศาสตร์หลังจากที่เต้าหู้ (Tofu) ถือกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน (ราวปี 179-122 ก่อนคริสต์ศักราช) และได้รับการเผยแพร่สู่ญี่ปุ่น โดยผ่านทางพระนิกายเซ็น ที่รับประทานมังสวิรัติเพื่อเป็นแหล่งโปรตีน ในสมัยนารา (ค.ศ. 710-794)

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่พบว่ามีการถวายเต้าหู้เป็นอาหารพระ ปรากฏที่วัดคาสึกะ ปี 1183 และในสมัยเอโดะ ก็มีการออกหนังสือ Tofu Hyakuchin ที่รวบรวมเมนูที่ปรุงจากเต้าหู้เอาไว้ถึง 100 เมนูทีเดียว เรียกว่า แม้แต่เจ้าตำรับอย่างจีนยังอาจจะต้องอาย… เพราะฉะนั้น “โอมากาเสะเต้าหู้” นั้นเรียกว่า ดึงเอาเมนูเต้าหู้เพียง 10% เท่านั้นเอง จากที่เคยมีการคิดค้นและปรุงเอาไว้ในญี่ปุ่นนับจากสมัยเอโดะน่ะ

เรามาเข้าเรื่อง “โอมากาเสะเต้าหู้” หรือ Tofu Tasting กันเลยดีกว่า เริ่มกันที่เมนูเบาๆ อย่าง Tofu Milk หรือ น้ำเต้าหู้นั่นแหละ แต่ย่อมไม่ใช่น้ำเต้าหู้แบบชาวบ้านร้านตลาดแน่นอน เพราะเป็นน้ำเต้าหู้จากญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่มมิติการรับประทานน้ำเต้าหู้แบบไม่ธรรมดา ด้วยการเสิร์ฟพร้อมเจลลียูสุ วิธีกิน ก็ให้ดื่มน้ำเต้าหู้ก่อนครึ่งหนึ่ง แล้วกินเจลลี่ยูสุ ก่อนจะตบท้ายด้วยน้ำเต้าหู้ที่เหลือ

คอร์สต่อมาเป็น Tofu 3 ways ที่นำเสนอมาในรูปเบนโตะห่อผ้าลวดลายสวยงามฉบับญี่ปุ่น พอพนักงานคลี่ผ้าก็จะยื่นมาให้เรา แล้วบอกว่า นี่คือผ้ากันเปื้อนของคุณครับ (แจ๋วอ่ะ) ก่อนจะบรรจงจัดวางนำเสนออาหารแอปเปอไทเซอร์ในเบนโตะ ที่เชฟแนะนำให้เริ่มรับประทานจากเบนโตะกลาง อย่าง Yuki Tofu สุดแสนจะนุ่มนวลเนียน เสิร์ฟมาพร้อมเกลือโอกินาวาเทกซ์เจอร์เป็นปุยนุ่น (Okinawa snow salt) และฟินสุดๆ ก็คือ เมื่อราดด้วยน้ำมันเลมอนจากซาร์ดีเนีย ถัดมาที่เบนโตะซ้าย เป็น Yuba Millefeuilles ฟองเต้าหู้มาในรูปแบบของแผ่นมิลเฟยส์ซ้อนๆ กัน 6 ชั้น เสิร์ฟกับอูเมะพอนสึ ต้องตักกินให้ได้ในคำเดียว ปิดท้ายสวยๆ ด้วย Goma Tofu เป็นเต้าหู้ที่มีส่วนประกอบของงา เนื้อสัมผัสนุ่มหยุ่นแบบโมจิ

มาถึงคอร์สซุป Kino Tofu ที่ช่างเหมาะเหม็งมากสำหรับฤดูฝนบ้านเราในขณะนี้ ในซุปยังมี Edamame Fish Ball กับปูซูไว หรือ Snow Crab ของญี่ปุ่น ขณะที่เต้าหู้มาในรูปแบบเนื้อละเอียดนุ่มนิ่ม ละลายในปากสุดๆ

มาถึง Tofu Miso ที่นำเอาเต้าหู้ไปปั่นกับมิโสะ มาเป็นส่วนผสมในคอร์ส Free Style Gazpacho ซุปเย็นในรูปแบบเจลลี่ แต่งหน้าด้วยกุ้งคุรุมะจากคุมาโมโตะ และมะเขือเทศหวานจากซากะ

ไปต่อไปที่ Tofu Emulsion เต้าหู้เนื้อโฟมที่เสิร์ฟมาพร้อมปลาคินดาระคลุกเกลือโคจิ ปรุงรสด้วยอูเมะมิโสะ ต่อด้วยข้าวญี่ปุ่น Donburi ที่เสิร์ฟมาในเนื้อสัมผัสแบบพุดดิ้ง ข้าวต้มกับเต้าหู้นวลเนียนนุ่มละลายในปาก แต่งหน้าด้วยหอยอะบาโลนสไตล์สโลว์คุก

อีกจานไฮไลต์ Deep Fried Zaru Tofu ที่นำเต้าหู้ไปหมักบ่มในตะกร้อไม้ไผ่จนข้ามคืน ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของมิฮาระ โตฟุ เทน ในฟูกุโอกะเลยก่อนจะนำมาทอดให้กรอบนอกนุ่มใน แต่งหน้าด้วยไข่แซลมอนจากฮอกไกโด เสิร์ฟมาพร้อมซอสมิโสะดาชิ หรือมิโสะปลาแห้ง

มาที่ Chawanmushi หรือไข่ตุ๋นเต้าหู้ เพิ่มความเข้มข้นด้วยเห็ดชิตาเกะพูเร และหอยกาบฮามากูริจากเมืองชิบะ ตามมาติดๆ ด้วย Do It Yourself Maki ที่ให้เราห่อซูชิมากินตามสไตล์เราเอง โดยอาศัยเต้าหู้ Yuki Tofu แทนข้าวซูชิแต่งหน้าด้วยหอยเม่น ปรุงรสด้วยโชยุและวาซาบิตามชอบ

หลังจากให้ออกแรงปั้นมากิ เชฟก็ตบรางวัลด้วยการมาปรุงสุกี้ให้ตรงหน้า Sukiyaki Experience เมนูนี้ไม่ใช่สุกี้ธรรมดา เพราะเชฟได้แรงบันดาลใจจากซุปหัวหอมสไตล์ฝรั่งเศส จึงใช้น้ำซุปเนื้อแบบเดียวกันมาปรุงกับเนื้อวางุคาโกชิมา ระดับ A5 จากฮอกไกโด เสิร์ฟมาพร้อม Momen Tofu

จานไฮไลต์ของไฮไลต์ ต้องเป็น Somen in Signature Tofu Milk Dashi เส้นโซเมนในน้ำซุปเต้าหู้ดาชิ ซึ่งเป็นเมนูที่ทำให้หุ้นส่วนร้านทั้งหลายตัดสินใจนำเข้าร้านมิฮาระ โตฟุเทน มานำเสนอแก่ชาวกรุงเทพฯ โดยด่วน เสิร์ฟพร้อมกับของทอดและมากิจากฟองเต้าหู้ ต้องลองกินแบบยังไม่ต้องปรุงรสก่อน ค่อยเติมพริกปรุงรสเข้าไป ดูเหมือนไม่เผ็ด แต่เผ็ด แต่ก็เผ็ดแบบทนได้ จานนี้เสิร์ฟเก๋ๆ ในแพ็กเกจจิ้งเต้าหู้

ปิดท้ายด้วยขนมหวาน 3 สไตล์ เสิร์ฟมาในเบนโตะ 3 ชั้นเหมือนเดิม แต่คราวนี้ให้เริ่มกินจากซ้ายไปขวา Tofu Icecream ไอศกรีมเต้าหู้ที่มีส่วนผสมของพูเรผลไม้ประจำฤดูกาล กินแล้วแสนสดชื่น ต่อด้วย Tofu Blancmange เต้าหู้ขาวนวลเนียน แต่งหน้าด้วยแยมขิงราดด้วยเอสเปรสโซ่ช็อต รสชาติกลมกล่อมเหลือเชื่อ (ขอเพิ่มค่ะ)

ปิดท้ายด้วย Tofu Chocolate ช็อกโกแลตสไตล์ฮอกไกโด (ที่เราคุ้นเคยก็ยี่ห้อ รอยส์) ที่มีครีมเต้าหู้ 50% เป็นส่วนผสม มีด้วยกัน 4 รสชาติ คือ ช็อกโกแลต ชาเขียว รัมเรซิน และพิสตาชิโอ อร่อยสุดๆ โดยเฉพาะรสชาติสุดท้าย

สำหรับ “โอมากาเสะเต้าหู้” 12 คอร์ส 16 เมนู ราคา 4,900 บาท++ ร้านมิฮาระ โตฟุเทน แบ็งค็อก ตั้งอยู่ในซอยสาทร ซอย 7 (ซอยนราธิวาส 5) เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 18.00-23.30 น. โทร.08-3655-4245 รายละเอียดเพิ่มเติม ที่เฟซบุ๊ก Mihara.Tofuten.Bangkok 

ครัวเจ๊ปูอาหารป่า ส้มตำไทย-ไข่เจียวโรยจิ้งหรีดทอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565084

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 17:15 น.

ครัวเจ๊ปูอาหารป่า ส้มตำไทย-ไข่เจียวโรยจิ้งหรีดทอด

เรื่อง/ภาพ ปิยรัชต์ จงเจริญ

ท่ามกลางบรรยากาศร้านอาหารกลิ่นอายลูกทุ่งแนวบ้านๆ แบบเรียบง่าย บริการเป็นกันเองของ ครัวเจ๊ปูอาหารป่า ตั้งอยู่เลขที่ 103/3 หมู่ 8 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดลูกค้ามาอุดหนุนแน่นร้านทุกวันแล้วเมนูอาหารทุกชนิดอร่อยถูกปากแบบสุดแซ่บเวอร์

สินาภรณ์ ศิริบาล หรือ เจ๊ปู เจ้าของร้านอาหารครัวเจ๊ปูอาหารป่า กล่าวว่า สาเหตุที่เปิดร้านอาหารขึ้นมาเพราะเป็นคนชื่นชอบลิ้มชิมรสอาหารหลากหลายเมนูโดยเฉพาะอาหารป่า ประกอบกับฝีมือปรุงอาหารไม่เป็นสองรองใคร อีกทั้งยังได้รับแรงยุจากญาติมิตรเพื่อนฝูง จึงตัดสินใจเปิดร้านอาหาร ส่วนการตกแต่งร้านจะเน้นสไตล์ลูกทุ่งเป็นหลักเพราะไม่อยากให้ดูหรูหรามากเกินไป เกรงว่าลูกค้าจะมองว่าทางร้านขายอาหารราคาแพง

จากนั้นก็เลยเนรมิตร้านแบบฉบับบ้านๆ ให้ดูเข้าถึงความอร่อยได้ ในราคาที่ถูกและย่อมเยา จึงได้หารือกับสามีในการเปิดร้านอาหาร ณ จุดตรงนี้ ซึ่งการทำร้านอาหารก็จะคล้ายๆ แนวเดียวกัน คือ เมนูหลักก็คือ ทอด ยำ ต้ม นึ่ง ซึ่งจะเป็นเมนูเหล่านี้ไว้บริการลูกค้า

ต่อมาพลิกแพลงคิดค้นเมนูอาหารป่า เนื่องจากมีเพื่อนทำธุรกิจเกี่ยวกับการเลี้ยงจิ้งหรีดไข่ขายส่ง จึงปรุงเป็นเมนู “ยำจิ้งหรีดไข่ทอด” โดยมีจุดเด่นที่ถือว่าเป็นไฮไลต์เลยก็ว่าได้เพราะต้องปรุงแห้งไม่ให้มีน้ำมาก แค่พอขลุกขลิก ซึ่งตั้งทิ้งนั่งนานๆ เมนูนี้ก็ยังรักษาความกรุบกรอบอยู่ และยังเพิ่มเติมกับเมนู ลาบจิ้งหรีดทอด ส้มตำไทยโรยด้วยจิ้งหรีดทอด และอีกเมนู ที่นำเสนอ ก็คือ “ไข่เจียวจิ้งหรีดทอด” ที่หน้าตาคล้ายๆ กับ ไข่เจียวหมูสับ ซึ่งเป็นเมนูอาหารสุดโปรดของหลายๆ ท่าน

ร้านครัวเจ๊ปูอาหารป่า เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. สอบถามได้ที่ โทร. 09-2332-2236 

นั่งชิลริมทะเล @ ไอวี่ เลานจ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565046

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

นั่งชิลริมทะเล @ ไอวี่ เลานจ์

เรื่อง อีตติง อาร์ต ภาพ นครินทร์ วะหิม

หากมีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนริมทะเลชะอำ-หัวหิน แล้วกำลังมองหาสถานที่แฮงเอาต์ซึ่งเป็นทั้งที่ดินเนอร์และบาร์นั่งดื่มชิลๆ ริมทะเลรับลมเย็นๆอยู่ละก็ ขอแนะนำ ไอวี่ เลานจ์ (Ivy Lounge) ซึ่งเป็นทั้งบาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ ของโรงแรมเอซ ออฟ หัวหิน รีสอร์ท เพราะที่นี่สามารถตอบโจทย์สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดได้เป็นอย่างดี

จิตศักดิ์ หลิมภากรกุล กรุ๊ป ไดเรกเตอร์ ออฟ มาร์เก็ตติ้ง คอมมิวนิเคชั่นส์ ของโรงแรม บอกว่า ชื่อของไอวี่ เลานจ์ นั้นมาจากคำสแลงของวัยรุ่นต่างชาติที่ว่า This’s My Ivy ซึ่งหมายถึงผู้หญิงที่มีสีสัน มีชีวิตชีวาและชอบการแฮงเอาต์ นี่จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ในการตกแต่งร้านให้มีสีสันสวยงามด้วยมู้ดแอนด์โทนสไตล์คอนเทมโพลารี คูล ที่แฝงความเป็นผู้หญิงอยู่ในตัว โดยตัวร้านเน้นโทนสีน้ำเงิน ขาว และฟ้าเทอร์ควอยส์ ที่ดูสดใสได้อารมณ์ความเป็นทะเล โต๊ะและเก้าอี้ทำจากไม้ให้ความรู้สึกสบายๆ เวลาที่ได้มานั่ง

เมนูของที่นี่จะเน้นอาหารสไตล์อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งความพิเศษก็คือ แต่ละเมนูจะได้รับการสร้างสรรค์ให้รูปลักษณ์ออกมาดูสวยเก๋ไม่ซ้ำใคร ส่วนเรื่องรสชาตินั้นก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้หน้าตา เมนูที่ลูกค้านิยมสั่งจะมีทั้งอาหารไทยและอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งแต่ละเมนูล้วนใช้วัตถุดิบที่สดใหม่จากทะเลในท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด

เมนูซิกเนเจอร์ที่อยากแนะนำ เริ่มจาก “Surf & Turf” จานนี้เป็นขาแกะนิวซีแลนด์ย่างหอมกรุ่นกับกุ้งไทยตัวใหญ่ชุบแป้งทอดจนกรอบ เสิร์ฟคู่กับซอสมาโยและผักหลากชนิด กินแล้วได้ความอร่อยเข้ากัน

ต่อด้วย “Mixed Seafood Platter” ทะเลรวมย่าง เมนูนี้ประกอบด้วย กุ้งใหญ่ ปลา ปลาหมึก และหอยแมลงภู่ที่กริลล์มาจนหอม กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

มาที่ “Razor Clams Portuguese Style” ซุปหอยหลอดสไตล์โปรตุเกสเสิร์ฟมาแบบร้อนๆ มองดูคล้ายกับซุปมะเขือเทศ แต่จะมีรสสัมผัสของเนื้อหอยหลอดจึงได้ความแตกต่าง กินคู่กับขนมปังกระเทียม นับเป็นเมนูอร่อยฟินอีกหนึ่งเมนูเลยละ

“Zoodles” หรือพาสต้าซูกินี่ เมนูนี้จะใช้ซูกินี่สดหั่นเป็นเส้นยาวๆ แทนเส้นพาสต้า นำมาปรุงกับชีสพาร์เมซาน หอมแดง เบซิลและมะเขือเทศเชอร์รี่ กินแล้วให้ความสดชื่น ถือเป็นอาหารโลว์คาร์บที่เหมาะกับคนรักสุขภาพจริงๆ

“Phad Thai Soft Shell Crab” หรือผัดไทยปูนิ่ม เมนูนี้ใช้เส้นจันท์จึงให้ความเหนียวนุ่มเข้ากับซอสผัดไทยสูตรเฉพาะได้อย่างลงตัว ความพิเศษของเมนูนี้คือจะใช้ปูนิ่มแทนกุ้งสด แล้วยังใช้น้ำตาลโตนดจากท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสมซอสผัดไทยอีกด้วย

นอกจากเมนูต่างๆ ที่เกริ่นมาแล้ว ที่นี่ยังโดดเด่นในเรื่องพิซซ่าอิตาเลียนแป้งบางกรอบ และเมนูอื่นๆ อย่าง สลัดทูน่า สเต๊กเนื้อสันใน และสะเต๊ะรวมอีกด้วย ราคาอาหารเริ่มที่ 200-800 บาท

กลุ่มลูกค้าของไอวี่ เลานจ์ ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย 80% ส่วนในวันธรรมดาจะเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมาพักที่โรงแรมหรือผู้ที่มองหาร้านอาหารอร่อยในบรรยากาศดีๆ นั่นเอง

มาที่เครื่องดื่มบ้าง แก้วแรก “Coco Lime” เป็นม็อกเทลสีขาวสวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ มีส่วนผสมของน้ำมะพร้าว น้ำมะนาวและไซรัป ดื่มเพื่อความสดชื่นท้ายมื้ออาหาร

ต่อด้วยซิกเนเจอร์ ค็อกเทล “Pina Mojito” หรือโมฮิโต้สับปะรด แก้วนี้มีส่วนผสมของน้ำสับปะรด น้ำตาลสด รัม น้ำมะนาวเสิร์ฟมาในลูกสับปะรด ตกแต่งด้วยใบมินต์มะนาว และสับปะรดสด แก้วนี้ดีกรีไม่แรงมากนัก

ปิดท้ายด้วย “Spicy Mango Martini” มีส่วนผสมของมาร์ตินี่ ลิเคียวร์กลิ่นสไปซี่แมงโก้ไซรัป และแมงโก้พิวเร่ ตกแต่งด้วยพริกและมะนาวสดอย่างสวยงามเป็นอันครบถ้วน จากนั้นก็แค่นั่งรับลมชมทะเลยามค่ำคืนก็ได้ภาพที่สวยแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง

ไอวี่ เลานจ์ อยู่ที่โรงแรมเอซ ออฟ หัวหิน รีสอร์ท ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม กม.206 (เลยค่ายพระราม 6 ชะอำไป 1 กม.) เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น. โซนไอวี่ สกาย เลาจน์ ซึ่งอยู่ชั้นดาดฟ้าของร้าน เปิดตั้งแต่เวลา 17.00 น. โทร.032-421-777 FB/IG : aceofhuahinresort หรือ http://www.aceofhuahinresort.com

เดอะ แฮสส์ บิสโทร สวรรค์คนรักอโวคาโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565083

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

เดอะ แฮสส์ บิสโทร สวรรค์คนรักอโวคาโด

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เดอะ แฮสส์ (The Hass) คือชื่อสายพันธุ์ยอดนิยมของอโวคาโด ซึ่งส่วนใหญ่สายพันธุ์นี้จะมาจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยเป็นการผสมข้ามสายพันธุ์กันระหว่างอโวคาโดพันธุ์ Mexican กับ Guatemalan จนได้อโวคาโดพันธุ์ใหม่ที่ครองใจคนรักอโวคาโดทั่วโลก

เดอะ แฮสส์ บิสโทร (The Hass Bistro) คาเฟ่คอนเซ็ปต์สุดเก๋ที่นำอโวคาโดสายพันธุ์ เดอะ แฮสส์ มาเป็นธีมหลักของร้าน เปิดต้อนรับให้ทั้งสายเฮลตี้และสายฟู้ดดี้ทั้งหลายได้มาลองรับประทานเมนูใหม่ๆ ที่ครีเอทจากอโวคาโดกัน

แรงบันดาลใจของร้านนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ครอบครัวของเจ้าของร้านทำธุรกิจนำเข้าผลไม้รายใหญ่มานาน และสัมผัสได้ว่า 2-3 ปีหลังมานี้เทรนด์รักสุขภาพมาแรง และอโวคาโดก็เป็นผลไม้ที่ตอบโจทย์ผู้คนกลุ่มนี้ได้อย่างดี จึงเปิดร้านต้อนรับคนรักสุขภาพ และในกลุ่มคนที่รักอโวคาโดเป็นทุนเดิม เหนืออื่นใดอยากจะบอกใครต่อใครว่าอโวคาโดนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลายเมนูชนิดที่คาดไม่ถึงกันเชียวละครับ

บรรยากาศในร้านจะสัมผัสได้ถึงความสบายๆ และแสนอบอุ่น โดยแบ่งเป็น 2 ชั้น 2 โซน คือโซนร้านอาหาร และโซนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่มีอโวคาโดและผลไม้นำเข้ามาจำหน่ายให้ลูกค้าที่ต้องการอีกด้วย

สำหรับชั้นล่างจะเน้นตกแต่งให้ดูเรียบง่ายสบายตา เน้นใช้สีขาวและไม้เป็นหลัก เพิ่มต้นไม้สีเขียวตามมุมต่างๆ เพื่อความสบายตา

ขณะที่ชั้นลอยหรือชั้นที่ 2 ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวขึ้นมาอีกนิด เพราะมีทั้งมุมที่นั่งพื้นแสนสบาย และมุมที่นั่งสำหรับใครที่มากันเป็นกลุ่มแบบเต็มที่กันไปเลย

ประเดิมสุขภาพดีเมนูแรกกันเลยกับ อโวคาโด เบอร์เกอร์ เมนูนี้ใช้อโวคาโดแทนขนมปัง เสิร์ฟด้วยไก่แฮมเบิร์กปรุงรสและผักสลัด เสิร์ฟคู่กับเฟรนช์ฟรายส์ ซอสมะเขือเทศและซอสศรีราชา สัมผัสได้ถึงความนุ่มของอโวคาโดอย่างแท้จริง

ต่อด้วยสปาเกตตีซอสพอนสึ สปาเกตตีผัดพริกแห้ง ใส่เห็ดชิเมจิดำ-ขาว มะเขือเทศสีดา โรสแมรี่ และอโวคาโดกริลล์ อร่อยแบบเนียนๆ

หรือจะเป็น Spicy Salmon Salad สลัดยำแซลมอน ด้านล่างสุดเป็นผักสดคลุกน้ำยำรสแซ่บ ท็อปด้วยแซลมอนหั่นเต๋าเบิร์นไฟนิดๆ ล้อมด้วยอโวคาโดหั่นสไลซ์เป็นวงกลมสวยงาม ก่อนกินแนะนำให้บีบเลมอนลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ

เพิ่มความคล่องคอด้วย อโวคาโด มิลค์เชก อโวคาโดปั่น ผสมกับนมที่ทางร้านมิกซ์ขึ้นมาใหม่ ยิ่งดื่มยิ่งสดชื่น

ตบท้ายด้วยของหวานอย่าง อโวคาโดชีสเค้กที่ให้รสชาติออกเปรี้ยวนิดนึง มีแคร็กเกอร์ด้านล่างที่ให้ความกรอบเสิร์ฟคู่กับผลไม้นำเข้าตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นสตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และราดด้วยซอสที่มีส่วนผสมของอโวคาโด

เดอะ แฮสส์ บิสโทร สุขุมวิท 49 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. โทร.09-9192-9629