ซัยยิดซูลกิฟลี ไซห์ฮามิ เชฟรุ่นใหม่ใส่ใจทุกรายละเอียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565044

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ซัยยิดซูลกิฟลี ไซห์ฮามิ เชฟรุ่นใหม่ใส่ใจทุกรายละเอียด

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ครั้งแรกที่มีโอกาสได้ชมฝีมือการปรุงอาหารของเชฟไทยมุสลิม บอกได้คำเดียวว่าทึ่งกับอาหารที่เชฟได้รังสรรค์ออกมาอย่างประณีตบรรจง ด้วยสีสันหน้าตาเมนูรู้สึกได้เลยว่าเจริญตาเจริญใจและน่ากินขนาดไหน แต่ก่อนไปรู้จักเมนูสุดครีเอทีฟของเชฟ มาทำความรู้จักเชฟหนุ่มไฟแรงคนนี้สักหน่อย

ซัยยิดซูลกิฟลี ไซห์ฮามิ หรือ เชฟยิส เป็นเชฟไทยมุสลิมเชื้อสายปากีสถาน วัย 29 ปี เรียนจบด้านการทำอาหารจาก Sydney TAFE College ประเทศออสเตรเลีย จากนั้นทำงานในโรงแรม ภัตตาหาร และร้านอาหารฮาลาลหลายแห่งที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 5 ปี ก่อนจะเดินทางกลับเมืองไทย และได้ร่วมงานกับโรงแรม อัล มีรอซ (Al Meroz) โรงแรมฮาลาลระดับ 4 ดาว ที่รามคำแหง ซอย 5

“หลังจากเรียนจบ ม.6 ผมได้เดินทางไปซิดนีย์ เพราะมีญาติอยู่ที่นั่น เพื่อไปเรียนปรับภาษาอังกฤษที่สถาบัน Sydney TAFE College เป็นเวลา 1 ปี โดยช่วงที่เรียนภาษานั้นได้ทำงานพาร์ตไทม์เป็นลูกมือช่วยงานครัวในร้านอาหารไปด้วย ทำให้เกิดความชอบในการทำอาหารขึ้นมา

พอเรียนภาษาครบ 1 ปี ก็เลือกเรียนทำอาหารหลักสูตร 2 ปีครึ่ง เรียนอาหารนานาชาติทั้งอาหารยุโรปและอาหรับ หลังเรียนจบก็ได้ทำงานต่อที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 5 ปี ในห้องอาหารโรงแรมและร้านอาหารหลายแห่ง ทั้งร้านอาหารอิตาเลียน ร้านอาหารอาราเบียน หรืออาหรับ และร้านอาหารไทย เพื่อต้องการเรียนรู้และหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการทำอาหารให้มีความหลากหลาย

สำหรับผมถนัดอาหารยุโรป เช่น อาหารฝรั่งเศส อิตาเลียน และอาหารอาราเบียน ส่วนอาหารไทยก็ทำได้แต่ไม่ค่อยได้ทำ โดยเฉพาะอาหารสไตล์อาราเบียนนั้นความน่าสนใจของมันอยู่ที่เครื่องเทศและวัตถุดิบหลากหลาย กรรมวิธีการปรุงก็มีความพิเศษแตกต่างและน่าทึ่งเสมอ”

เชฟยิสเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ออสเตรเลียนานถึง 8 ปี ก็คิดว่าเป็นเวลาสมควรที่จะกลับบ้าน ปี 2559 จึงเดินทางกลับประเทศไทย และเป็นความโชคดีที่ตอนนั้นโรงแรมอัล มีรอซ ซึ่งมีความเป็นเลิศทางด้านอาหารอาหรับและนานาชาติกำลังจะเปิดให้บริการ เขาจึงมาสมัครเป็นหนึ่งในทีมเชฟของโรงแรม

“ที่ผ่านมาผมมีประสบการณ์ทำงานในโรงแรมและร้านอาหารฮาลาลมาตลอด ตั้งแต่อยู่ออสเตรเลีย ดังนั้นการได้ทำงานที่อัล มีรอซ จึงรู้สึกถูกจริตผมมาก ยิ่งทำยิ่งสนุก อีกอย่างอาหารของโรงแรมก็เป็นอาหารในสไตล์ที่ผมถนัด ซึ่งผมสามารถรังสรรค์เมนูได้อย่างเต็มที่”

ปัจจุบันเขาเป็นชูส์เชฟประจำห้องอาหารดีวาน (Divan) ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติที่มีทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ตะวันออกกลาง และห้องอาหารบารากัต (Barakat) ห้องอาหารที่ผสมผสานความงามสไตล์อาราเบียนและเมดิเตอร์เรเนียนเข้าด้วยกัน บรรยากาศสุดหรูทั้งโดดเด่นด้วยการนำเสนออาหารในรูปแบบอาร์ติชานฟู้ด (Artisan Food) คือ ปรุงแต่งอย่างละเมียดละไมประหนึ่งงานศิลปะ บริการแบบครัวเปิด ทำให้ได้สัมผัสกลิ่นหอมของอาหารที่เย้ายวนใจ ปลุกรสสัมผัสให้รู้สึกเจริญอาหาร

“ทุกจานก่อนนำเสิร์ฟ ผมจะสร้างสรรค์ด้วยความละเมียดละไมและใส่ใจทุกรายละเอียดเสมอ และไม่ลืมที่จะสร้างอรรถรสในการรับประทานอาหารของลูกค้าให้เอร็ดอร่อยมากยิ่งขึ้น ด้วยการพรีเซนต์เมนูอาหารให้ลูกค้าได้รู้ถึงที่มา แนวคิด ตลอดจนวัตถุดิบและกรรมวิธีการปรุง ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าอีกทางหนึ่ง”

สำหรับเมนูประจำห้องอาหารบารากัต ที่เชฟยิสอยากนำเสนอ ก็คือ “ข้าวหมกล็อบสเตอร์” (Maine Lobster Biryani) ซึ่งถือว่าแตกต่างร้านทั่วไป ที่มักจะเสิร์ฟข้าวหมกไก่ หรือข้าวหมกแพะ แต่ที่บารากัตเป็นข้าวหมกเครื่องเทศรสชาติพิเศษ ที่นำข้าวบาสมาติข้าวชั้นเยี่ยมจากอินเดีย ลักษณะเม็ดเรียวยาว ร่วน มีความนุ่มอร่อย มาปรุงแต่งเป็นอาหารจานเด็ด เสิร์ฟพร้อมกับผักดอง โยเกิร์ต ซอสมินต์ และหอมเจียว ถือเป็นสุดยอดเมนูที่อร่อยและมีความลงตัวในทุกเครื่องเคียง

อยากรู้ว่าอร่อยแค่ไหนต้องไปชิมด้วยตัวเอง แต่ถ้าอยากทำเองเชฟก็มีสูตรมาฝาก 

ฟู้ดลอฟท์ ชวนลิ้มรสอาหารไทยดั้งเดิม ‘ร้านบ้านคุณย่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565048

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 14:30 น.

ฟู้ดลอฟท์ ชวนลิ้มรสอาหารไทยดั้งเดิม ‘ร้านบ้านคุณย่า’

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

ฟู้ดลอฟท์ (FoodLoft) ห้างเซ็นทรัลชิดลม ชวนลิ้มลองความอร่อยตลอดเดือน ก.ย.นี้ กับอาหารไทยสูตรดั้งเดิมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากร้าน “บ้านคุณย่า”

ครบเครื่องความอร่อยที่ต้องลอง ทั้ง “ไก่ย่างบางตาล” ที่ใครๆ ต่างรู้จักกันในนาม “ไก่ย่างรถไฟ” หมักด้วยสูตรลับเฉพาะของบ้านคุณย่า ทำให้เนื้อไก่นุ่มหอมด้วยเครื่องเทศน่ารับประทาน

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอร่อยสูตรดั้งเดิมที่ไม่ควรพลาด “ห่อหมกทะเลย่าง” ที่คุณย่านำเนื้อปลาอินทรีสดๆ จากทะเลส่งตรงมาจาก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำเนื้อปลามาโขลกให้เข้ากับเครื่องแกงสูตรลับของร้านบ้านคุณย่า ห่อด้วยใบตองแล้วนำมาย่างด้วยเตาถ่าน ส่งกลิ่นหอมน่ารับประทาน

ห้ามพลาดกับอาหารไทยขึ้นชื่ออย่าง “ต้มยำกุ้งน้ำข้น” ที่ครั้งนี้คุณย่าดัดแปลงให้กลายเป็นเมนู “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้งน้ำข้น” น้ำต้มยำข้นๆ รสชาติจัดจ้าน หอมด้วยน้ำมะนาวสด มาพร้อมกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ รับประทานคู่กับเส้นก๋วยเตี๋ยวนุ่มๆ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ห้ามพลาด!

ตบท้ายด้วย “แจงลอน” หรือ ปลาจับไม้ เมนูรับประทานเล่น ที่มีส่วนผสมเนื้อปลานำมาผสมกับเครื่องสมุนไพร ปรุงรสด้วยเครื่องแกง และนำมาย่างจนหอมน่ารับประทาน

พบกับความอร่อยอีกหลากหลายเมนูจากร้าน “บ้านคุณย่า” ได้แล้ววันนี้-30 ก.ย. ที่ โซน Guest Gourmet Corner, FoodLoft ฟู้ดลอฟท์ ชั้น 7 เซ็นทรัลชิดลม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและบริการเดลิเวอรี่โทร. 02-793-7070 

ลิขิตไก่ย่าง ต้นตำรับความอร่อย 60 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565037

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

ลิขิตไก่ย่าง ต้นตำรับความอร่อย 60 ปี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

พูดถึงร้านไก่ย่างอร่อยและขึ้นชื่อในอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ “ลิขิตไก่ย่าง” ซึ่งอยู่ข้างสนามมวยราชดำเนิน ย่อมเป็นที่รู้จักของผู้คนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวและแฟนมวยเวทีราชดำเนิน ที่มักจะมานั่งกินที่ร้านก่อนเข้าไปดูมวยและหลังมวยเลิก ซึ่งร้านเปิดขายมานานร่วม 60 ปี

ปัจจุบันลิขิตไก่ย่าง ได้ย้ายจากที่ตั้งร้านเดิมมาอยู่ตรงถนนพะเนียง แขวงวัดโสมนัสวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ด้านหลังเวทีมวยราชดำเนิน ห่างจากที่ตั้งร้านเดิมประมาณ 100 เมตร พร้อมขึ้นป้ายสีเหลืองขนาดใหญ่ ตัวหนังสือสีแดงติดหน้าร้านว่า “ลิขิตไก่ย่างเจ้าเก่า สนามมวยราชดำเนิน 52 ปีของความอร่อย ต้นตำรับอาหารอีสาน ไทย จีน ฝรั่ง” โดยมี “เลิศชาย ปัณทุราสัญญ์” เจ้าของร้าน บริหารกิจการร่วมกับภรรยามาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากลิขิตไก่ย่าง สาขาสนามมวยราชดำเนินนี้แล้วยังมีลิขิตไก่ย่างอีก 2 ร้าน ร้านหนึ่งอยู่ในซอยวัดลาดปลาดุก ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี อีกร้านหนึ่งอยู่พุทธมณฑลสาย 4 โดยเจ้าของก็เป็นพี่น้องของเลิศชายปัณทุราสัญญ์ แต่บริหารกิจการแยกต่างหากไม่เกี่ยวกัน ทว่า ไก่ย่างยังเป็นเจ้าตำรับเดียวเจ้าตำรับเดิม

เลิศชายเล่าความเป็นมาของลิขิตไก่ย่างให้ฟังว่า เจ้าของผู้บุกเบิกเปิดร้านก็คือคุณพ่อของเขา (ลิขิต สัมมาขันธ์) เริ่มจากขายกาแฟและอาหารควบคู่กันมาก่อน ต่อมาในปี 2500 ก็เริ่มขายไก่ย่างและอาหารหลากหลายมากขึ้น ทั้งอาหารไทย อาหารอีสาน อาหารจีนและอาหารฝรั่งมาถึงปัจจุบันเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า

“ไก่ย่างเริ่มแรกขายตัวละ 8 บาท แล้วขึ้นราคาทีละ 2 บาท เป็น 10 บาท 12 14 16 18 20 22 จนมาถึง 70 บาท แล้วขึ้นทีละ 10 บาท เป็น 80 90 100 ทุกวันนี้ตัวหนึ่งขาย 190 บาท มีทั้งไก่บ้านและไก่เนื้อ ราคาเดียวกันเพื่อตัดปัญหาความยุ่งยากเวลาเก็บเงินลูกค้า แต่ในความเป็นจริงไก่บ้านจะต้องแพงกว่าไก่เนื้อ แต่เราเลือกขายในราคาเท่ากัน” เลิศชายกล่าว

อาหารของลิขิตไก่ย่างมีความโดดเด่นในเรื่องรสชาติความอร่อย ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง และโดยเฉพาะอาหารอีสาน เช่น ลาบ ส้มตำ น้ำตก ซุปหน่อไม้ ต้มแซ่บกระดูกหมูอ่อน ฯลฯ เมนูที่ลูกค้าไม่ควรพลาดมาร้านแล้วต้องสั่งก็คือไก่ย่าง รสชาติเด็ดมาก เนื้อนุ่มฉ่ำหวาน กลิ่นหอมฉุยด้วยสมุนไพรที่ใช้หมักทั้งที่ใช้สมุนไพรในการหมักไม่กี่อย่าง

“ไก่ย่างผมเป็นคนหมักเอง ลูกน้องเป็นคนย่างสูตรในการหมักมีแค่รากผักชี กระเทียม พริกไทย ซีอิ๊วขาวเท่านั้น ไม่ได้ใส่อะไรเยอะเลย แต่รสชาติอร่อยอย่างที่ลูกค้าชม ผมกล้าพูดได้เลยว่ามันอยู่ที่เทคนิคเฉพาะตัว ถ้าให้คนอื่นหมักทำด้วยสูตรเดียวกันอาจจะไม่อร่อยก็ได้ เพราะฉะนั้น เวลาหมักไก่ผมจึงต้องหมักเองทำเอง เพราะผมต้องรักษามาตรฐานความอร่อยนี้ไว้กับร้าน”

เจ้าของร้านวัย 63 ยังบอกเล่าการกินไก่ย่างของลิขิตไก่ย่างให้อร่อยว่า สำหรับไก่บ้านควรกินเวลาย่างเสร็จใหม่ๆ รับรองว่าจะได้กินไก่ที่อร่อยที่สุด เนื้อไก่จะนุ่ม เวลาเคี้ยวลิ้นจะสัมผัสได้ถึงความฉ่ำของน้ำที่ออกจากเนื้อไก่ที่หอมอร่อยจากการหมักที่ถึงเครื่องสมุนไพร แต่ถ้าชอบเนื้อแห้งต้องพักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เนื้อไก่จะแข็งตัวแต่ไม่แข็งกระด้าง เนื้อจะมีความหนึบนุ่ม ส่วนไก่เนื้อนั้น เนื้อไก่จะนุ่มและรสชาติอร่อยไม่เปลี่ยนแปลง”

นอกจากรสชาติอาหารที่อร่อยถูกปากลูกค้าแล้ว จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของร้านก็คือการบริการ ใครที่เข้ามาในร้านเชื่อว่าต้องประทับใจในบริการของเจ้าของร้านที่จะคอยทักทายสวัสดีและต้อนรับลูกค้าด้วยไมตรีจิต เวลาลูกค้าเดินทางกลับก็กล่าวขอบคุณทุกคน

“ผมว่าการบริการสำคัญมาก ทุกครั้งที่เห็นลูกค้ากำลังเดินเข้ามาในร้านผมจะต้องกล่าวต้อนรับเชิญลูกค้าทุกคนเสมอ แล้วเวลาที่ลูกค้านั่งรับประทานอาหารก็จะไปคอยเทคแคร์ใกล้ๆ ถ้าลูกค้ากินเสร็จกำลังจะเดินออกจากร้านผมก็จะเดินไปกล่าวขอบคุณ ผมถือว่าลูกค้าเป็นผู้มีอุปการคุณซึ่งเราอยู่ได้ก็เพราะลูกค้า” เจ้าของร้านกล่าว

อยากกินไก่ย่างรสเด็ดและอาหารอร่อยๆ ลองไปชิมได้ที่ร้านลิขิตไก่ย่าง สาขาเวทีมวยราชดำเนิน ถนนพะเนียง ซึ่งทางร้านมีบริการรับจัดเลี้ยงทั้งในและนอกสถานที่ด้วย ติดต่อได้ที่ โทร. 02-281-1094, 08-9813-3967 

ลูกชิ้นปลานายโส่ย ปลุกตำนานลูกชิ้นเด้งดึ๋ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/565038

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ลูกชิ้นปลานายโส่ย ปลุกตำนานลูกชิ้นเด้งดึ๋ง

เรื่อง/ภาพ พี่เวส

สาวกคนรักลูกชิ้นปลาไม่ควรพลาดร้านนี้อย่างยิ่ง “ลูกชิ้นปลานายโส่ย” เพราะร้านนี้เขามีทีเด็ดอยู่ที่ลูกชิ้นปลาเด้งดึ๋ง ปราศจากกลิ่นคาวใดๆ มากวนใจ

เปิดสาขาแรกแถวย่านปากซอยนวมินทร์ 79 มาได้ 27 ปีแล้ว ก่อนที่จะขยับขยายสาขามาเปิดที่ปากซอยลาดพร้าว 101 มาได้ 20 ปี หนุ่ม “จิว” ทายาทเจ้าของร้าน เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่าเริ่มจากที่บ้านชอบกินก๋วยเตี๋ยวปลา จึงเริ่มต้นทำลูกชิ้นโดยหาสูตรอย่างไรก็ได้ให้ลูกชิ้นปลานั้นไม่เหม็นคาว ก่อนจะเปิดร้านขายเอาใจคอลูกชิ้นปลาที่ครองใจกันมาอย่างยาวนาน

หนุ่มจิวเล่าต่ออีกว่า ที่ร้านจะทำลูกชิ้นเอง โดยจะเลือกทำจากปลาทะเล 3 ชนิด ได้แก่ ปลาหางเหลือง ปลาดาบลาว และก็ปลาอินทรี นำมาผสมรวมกันโดยไม่ได้ผสมแป้งแต่อย่างใด นำมาซึ่งลูกชิ้นปลา เส้นปลา ฮื่อก้วย และก็เกี๊ยวปลา ที่ปราศจากกลิ่นคาว ทำให้ร้านนี้มีลูกค้าประจำมากขึ้นทุกวัน

จุดเด่นของร้านนี้อย่างที่บอกว่า อยู่ที่ลูกชิ้นปลาเด้งดึ๋ง นอกจากนี้ก็ยังมีเส้นปลา ฮื่อก้วยปลาที่อร่อยไม่แพ้กัน ที่สำคัญยังสดใหม่ทุกวัน ก๋วยเตี๋ยวปลาของที่นี่ก็น้ำใส ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความใสนั้นกลับมีรสชาติจับใจ และมีเครื่องเคราอย่าง ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง หมูสับหมัก เกี๊ยวปลา ลูกชิ้นกุ้งแค่นี้ก็อร่อยเหลือหลายแล้วล่ะครับ

นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้ว ทางร้านก็มีหมูสะเต๊ะ และเปาะเปี๊ยะสดสูตรของทางร้านที่อร่อยไม่แพ้กันเอาไว้รองรับอีกด้วย ที่สำคัญทางร้านยังจำหน่ายลูกชิ้นปลาเกี๊ยวปลา และเส้นปลา ให้ลูกค้าที่ต้องการอีกด้วยนะครับ

ร้านลูกชิ้นปลานายโส่ย สาขาลาดพร้าวซอย 101 จากปากซอยเข้ามาไม่ถึง 100 เมตร จะสังเกตเห็นเซเว่นอีเลฟเว่นทางซ้ายมือ แค่นี้ก็จะเจอร้านแล้วเปิดบริการตั้งแต่เวลา 09.30-21.00 น. โทร. 02-378-1557 และ 09-7245-7988 

ขับรถเที่ยว ฮอกไกโด (12)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/564471

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 13:57 น.

ขับรถเที่ยว ฮอกไกโด (12)

หลังอาหารเที่ยงแบบง่ายๆ แต่อร่อย เราขับรถต่อไปยัง Ryugetsu Sweetpia Garden สำนักงานใหญ่ของบริษัทผลิตขนมชื่อดังอีกแห่งของฮอกไกโด ที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นชื่อ แต่อาจเคยหยิบขนมติดไม้ติดมือมาแล้วบ้างก็ได้

ขนมเด่นของที่นี่คือ Sanpouroku เค้กขอนไม้ หรือ Buamkuchen ที่ตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดพอดีคำ สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่คือ การใช้ขนมเป็นสื่อสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว ขนมที่ผลิตใช้วัตถุดิบในโทกาจิและฮอกไกโดเป็นหลัก พนักงานผลิตขนมด้วยความใส่ใจเพราะเข้าใจในวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จ ลองนึกภาพพนักงานบริษัทที่ทำงานโดยไร้จุดหมายและขาดความใส่ใจ งานที่ออกมาจึงขาดคุณภาพ ที่สำคัญคือขาดจิตวิญญาณ แต่ที่นี่พนักงานทุกคนทุ่มเทการทำงานด้วยใจ ต้องการทำขนมอร่อยในราคาไม่แพง เพื่อให้ทุกคนในครอบครัว สามารถซื้อขนมกลับไปฝากคนที่บ้านและนั่งทานกันได้อย่างพร้อมหน้า

เอาจริงๆ ผมยังไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้ในบ้านเรา มันเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่มีพลังมาก หลายบริษัทในญี่ปุ่นมีแนวคิดในการทำธุรกิจที่ง่ายๆ แบบนี้แหละครับ ไม่ต้องคิดเปลี่ยนแปลงโลกด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แค่ทำให้ผู้บริโภคมีความสุขก็เปลี่ยนแปลงโลกจากภายในใจได้แล้วครับ และด้วยคอนเซ็ปต์

นี้เองที่ทำให้ร้าน Ryugetsu ได้รับรางวัล Excellent Company Award จากรัฐบาลท้องถิ่นของฮอกไกโดในปี 2005 และเป็นหมุดหมายที่บรรดาสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของชาติมหาอำนาจแวะมาชิมตอนจัดงาน G8 Summit เมื่อปี 2008 ด้วย

ใน Sweetpia มีทั้งส่วนขายของ ส่วนนั่งทานในร้าน และส่วนที่แสดงให้เห็นกระบวนการผลิต เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบทุกสัมผัส โดยเฉพาะการมีพื้นที่ให้สั่งขนมในร้านทาน ทำให้เรามีโอกาสซื้อมาชิมก่อนตัดสินใจซื้อกลับไปฝาก และที่น่ารักมากคือ การคิดถึงเด็กที่มีเงินไม่มากพอจะซื้อทั้งกล่องในราคาหลายร้อยเยน จึงมีการแยกขายในราคาชิ้นละร้อยกว่าเยน สมประโยชน์กันทุกฝ่าย ผมเองก็ใช้วิธีเดียวกันคือซื้อขนมที่ออกใหม่บางตัวมาลองชิม ตัวไหนเด่นเป็นพิเศษก็ซื้อชิม ชิมไปชิมมาซื้อกลับเป็นสิบกล่อง แต่ก็ยังถือว่าน้อยเพราะขนมของร้าน Ryugetsu นี้มีมากกว่า 300 อย่าง ผลิตขนมหวานมา 100 กว่าปีเลยมีขนมเยอะมาก ใครเบื่อพวก Shiroikoibiti ช็อกโกแลต Royce หรือเค้ก LeTao ลองมาซื้อเค้กขอนไม้ของ Ryugetsu กลับไปฝากเพื่อนฝูงหรือคนทางบ้านดู จะได้รู้ว่าของอร่อยและราคาไม่แพงก็มีนะครับ

ก่อนออกจากร้านเหลือบไปเห็นป้าย Soft cream rally อีกแล้ว เลยปรึกษากับคุณมินาโกะว่าอยากหาร้านไอติมอร่อยๆ ที่อยู่ระหว่างทางก่อนคืนรถจะมีบ้างมั้ย จำได้ว่าระหว่างทางมีเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งชื่อ Shintoku ผมเคยไปมาเมื่อหลายปีก่อน เมืองนี้มีราเมงอร่อย มีโซบะเด่น และมีฟาร์มโคนมด้วย ผมเคยสุ่มไปขอดูฟาร์มโคนมแต่สุดท้ายไม่ได้ดูเพราะไปผิดเวลา เคยไปตามล่าหาซื้อขนมปังแต่ร้านดันเปิดขายเพียงแค่ 3 วันต่อสัปดาห์ และเกือบจะถูกหมาของที่ร้านกัดมาแล้วเพราะดุ่ยๆ เข้าไปโดยไม่รู้เรื่อง มีที่พักน่ารักหลายแห่ง แต่ไม่เคยรู้ว่ามีไอติมอร่อย เลยรีบชักชวนคุณมินาโกะไปโดยพลัน

เรามาถึงเมืองชินโทคุภายในหนึ่งชั่วโมง จุดหมายปลายทางคือ Kyodogakusha ฟาร์มที่ประสมรวมของปศุสัตว์อย่างวัวนม หมู แกะ ไก่ หรือกระทั่งฟาร์มน้ำผึ้งก็มี และเกษตรที่มีทั้งผักและผลไม้ อย่างเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ข้าว ข้าวโพด มันเทศ ฟักทอง มีกิจกรรมบันเทิงเช่นขี่ม้า ทำชีส รีดนม ไว้บริการด้วย เหมาะสำหรับครอบครัวที่จะพาเด็กๆ มาสนุกสนานกับกิจกรรมทางการเกษตร โดยมีคาเฟ่ Mintaru เป็นเสมือน Information center และไอติมที่ผมตามหาก็อยู่ในคาเฟ่แห่งนี้ จุดเด่นของที่นี่คือ บริการอาหารที่ใช้ผลผลิตจากในฟาร์ม อาหารก็มีพวกพาสต้า พิซซ่า สลัด ซึ่งส่วนใหญ่จะมีชีสเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย และมีอีก 2 เมนูสำหรับคนรักชีสเป็นพิเศษคือ มันเทศและขนมปังที่ราดด้วยราเคล็ตต์ชีสเยิ้มๆ เห็นเคาน์เตอร์ข้างๆ มีเครื่องละลายชีสวางอยู่ดูน่าสนใจมาก นี่ถ้าไม่ได้อิ่มข้าวหน้าหมูย่างมาคงต้องลอง

แต่ภารกิจสำคัญในวันนี้ไม่ใช่การมาเที่ยวเล่นหรือชิมชีส แต่คือการตามล่าหาไอติมอร่อย เราจึงพุ่งเป้าไปที่ Soft Serve Ice cream หรือที่หลายคนเรียกซอฟต์ครีมนั่นแหละ แล้วเจ้าซอฟต์ครีมกับไอศกรีมมันต่างกันอย่างไร จำได้ว่าเคยอธิบายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน วันนี้เอาแบบสั้นๆ คือ ไอศกรีมเย็นจัดกว่าและมีอากาศในเนื้อน้อยกว่าซอฟต์ครีม และเนื่องจากที่นี่เป็นฟาร์มที่โดดเด่นเรื่องนมและชีส ซอฟต์ครีมของ Mintaru จึงเข้มข้นหวานมันกว่าของที่อื่น แอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า นอกจากจะใช้นมสดที่ผลิตจากในฟาร์ม ซึ่งรักษาคุณภาพของนมไว้ได้อย่างสมบูรณ์เพราะไม่ต้องขนส่งแล้ว ยังแอบเติมหางชีสที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้มากขึ้น เป็นหนึ่งในสุดยอดซอฟต์เสิร์ฟไอศกรีมที่เคยกินมาจริงๆ แอบกระซิบว่า อร่อยกว่าเจ้าดังที่ระยะหลังคนไทยชอบไปกินและมีการนำเข้ามาเปิดในเมืองไทยเสียอีก

และแล้วก็มาถึงช่วงสุดท้ายของการเดินทาง เรามุ่งหน้าไปยังเมืองชิโตเสะเพื่อคืนรถ กระบวนการคืนรถก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก ขับรถไปยังสาขาของบริษัทเช่ารถที่เราระบุไว้ต้องแต่ตอนเช่า จากนั้นก็นำของลงจากรถให้หมด แล้วไปทำเรื่องที่เคาน์เตอร์คืนรถ ถ้าไม่มีอะไรเสียหายก็เป็นอันเรียบร้อย อ้อ! อย่าลืมเติมน้ำมันให้เต็มก่อนคืนรถด้วยนะครับ แต่บางแห่งเค้าก็มีปั๊มน้ำมันในศูนย์เช่าเลย กรณีนี้ทางบริษัทก็จะเติมน้ำมันแล้วมาคิดเงินกับเราก็สะดวกดี เมื่อเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อย ทางบริษัทรถเช่าทุกแห่งจะมีบริการรถรับส่งไปยังสนามบินชิโตเสะ ผมจองที่พักไว้ที่นั่นก็สะดวกมาก หลังจากเช็กอินเรียบร้อยที่โรงแรมก็ออกมาเดินหาซื้อของฝากเพิ่มเติม เป็นข้อดีอีกอย่างของการนอนโรงแรมในสนามบิน เพราะนอกจากตอนเช้าจะไม่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 แล้ว ยังสามารถซื้อขนมของฝากได้มากเท่าที่ต้องการ และจัดเก็บทุกอย่างลงกระเป๋าให้เรียบร้อย วันรุ่งขึ้นไปเช็กอินอย่างเดียวสบายตัวดี อีกอย่างที่ต้องทำเมื่อมานอนที่นี่ก็คือ การนั่งละเลียดกินราเมงรสกุ้งของร้าน Ichigen โดยไม่ต้องยืนต่อคิวนานๆ เพราะค่ำๆ คนน้อย เป็นมื้อปิดท้ายทริปขับรถที่ฮอกไกโดรอบนี้อย่างมีความสุขและสมบูรณ์แบบครับ

วัดกษัตราธิราช วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/564429

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 09:49 น.

วัดกษัตราธิราช วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง

โดย สืบสิน ภาพ : กรกิจ ดิษฐาน

วัดกษัตราธิราชวรวิหาร อาจเป็นอีกวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยรู้จัก หรือไม่ก็มองข้ามกันไป แต่สำหรับคนอยุธยาแล้วนั้น วัดนี้มีความผูกพันกันมาอย่างช้านาน

วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อ.พระนครศรีอยุธยา นอกเกาะเมืองทางด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามกับวังหลัง หรือวังสวนหลวง เดิมชื่อ “วัดกษัตรา” หรือ “วัดกษัตราราม”

วัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่จะสร้างขึ้นเมื่อใดและใครเป็นผู้สร้าง ไม่ปราฏหลักฐานแน่ชัด ขณะที่ชื่อของวัดชวนให้ท่านผู้รู้ส่วนมากสันนิษฐานว่า คงจะเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ครั้งกรุงศรีอยุธยาพระองค์ใดพระองค์หนึ่งทรงสร้างหรือทรงบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้น ดังนั้นวัดนี้จึงมีชื่อว่าวัดกระษัตรา หรือวัดกระษัตราราม ซึ่งหมายความว่าเป็นวัดของพระมหากษัตริย์ หรือวัดของพระเจ้าแผ่นดิน

ส่วนตำบลที่ตั้งวัดมีชื่อว่า “บ้านป้อม” นั้นก็เป็นชื่อที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงโปรดให้สร้างป้อมไว้ที่นอกพระนครด้านตะวันตก อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก มีชื่อว่า “ป้อมจำปาพล” บริเวณที่ตั้งป้อมอยู่เหนือวัดท่าการ้องขึ้นไป ตรงข้ามปากคลองวัดภูเขาทอง ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังมีซากป้อมปรากฏอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย และวัดที่ตั้งอยู่ในบริเวณป้อมนั้นก็ยังเรียกชื่อว่า “วัดป้อม” อยู่ถึง 2 วัดด้วยกัน คือ วัดป้อมใหญ่ และวัดป้อมน้อย (วัดป้อมเหนือ วัดป้อมใต้ ก็เรียก) ปัจจุบันเป็นวัดป้อมใหญ่

บริเวณด้านหลังวัดกษัตราธิราชมีทุ่งกว้างอยู่แห่งหนึ่ง เรียกกันมาแต่โบราณว่า “ทุ่งประเชต” มีวัดวรเชษฐตั้งอยู่ที่ชายทุ่งนี้ ในคำให้การชาวกรุงเก่าว่า เมื่อมังมหานรธายกเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา มาตั้งค่ายล้อมกรุงที่ตำบลต่างๆ 8 แห่งทางทิศตะวันตกที่ตั้งวัดนี้ นอกจากนั้นเคยปรากฏว่าพม่าได้ยึดเอาที่นี่เป็นที่มั่นตั้งกองทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง ดังปรากฏเรื่องราวอยู่ในพระราชพงศาวดาร

เมื่อครั้งในอดีต วัดกษัตราธิราชถูกข้าศึกทำลายอย่างยับเยินเมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2310 หรือก่อนหน้านั้น เนื่องจากที่ตั้งวัดอยู่ไม่ไกลกับวัดท่าการ้อง วัดลอดช่อง และวัดวรเชษฐ ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งค่ายของพม่ามากนัก ผู้คนจึงพากันอพยพหลบหนีภัยสงคราม แม้พระสงฆ์ก็คงจะอยู่ไม่ได้ วัดจึงต้องร้างไปในที่สุด และคงจะตกเป็นวัดร้างมาเป็นเวลาหลายปี

เมื่อครั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) กรมพระราชบวรสถานภิมุข (กรมพระราชวังหลัง) ได้บูรณะวัดกษัตรา และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดกษัตราธิราช”

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (เกศ) ต้นราชสกุลอิศรางกูร ได้ปฏิสังขรณ์พระอารามในปี 2349 ให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษา เป็นพระอารามหลวงลำดับที่ 9 จ.พระนครศรีอยุธยา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกวัดกษัตราธิราชเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2520

สถานที่สำคัญภายในวัดนี้ คือ พระประธานในพระอุโบสถที่มีแท่นฐานผ้าทิพย์ปูนปั้น ฝีมือประณีตงดงาม ใบเสมาของพระอุโบสถเป็นใบเสมาคู่แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง

นอกจากนี้ ภายในพระอุโบสถยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธกษัตราธิราช มีขนาดองค์พระสูง 2.99 เมตร ฐานกว้าง 2.09 เมตร ตั้งอยู่บนฐานชุกชี ในลักษณะประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย ใบหน้าลักษณะรูปสี่เหลี่ยม เม็ดพระศกมีขนาดเล็ก เหนือจากพระอุษณีษะ คือ เกตุมาลาทำเป็นรัศมีเปลว องค์พระครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา ชายจีวรยาวจรดพระนาภีปลายแยกออกเป็นเขี้ยวตะขาบ

ต่อมามีการลงรักปิดทองประดับอย่างงดงาม ส่วนกลางฐานชุกชี ทำเป็นผ้าทิพย์ปั้นเป็นลายประเภทราชวัติ ประดับประจำยาม ปั้นเป็นลายก้านขดมีการออกลายเป็นสัตว์หิมพานต์ ด้านล่างปั้นเป็นลายกรวยเชิง ลักษณะคล้ายกับผ้าทิพย์

สำหรับพระอุโบสถมีขนาด 9 ห้อง กว้าง 22 เมตร ยาว 46 เมตร ผนังก่ออิฐเจาะช่องแสงแบบเสาลูกมะหวด ด้านหน้าพระอุโบสถมีบันไดขึ้น 2 ทาง ช่องกลางก่อเป็นซุ้มบัญชร ช่องหน้าต่าง ด้านหลังมีมุขเด็จ ทำเป็นบันไดขึ้น 3 ทาง ที่ประตูกลางของมุขเด็จ ด้านหลังก่อเป็นซุ้มกั้นห้องประดิษฐานพระพุทธปฏิมา ปางปาลิไลยก์

ส่วนหลังคาพระอุโบสถช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ประกอบด้วยเครื่องไม้หลังคามุงด้วยกระเบื้องกาบู หรือกระเบื้องกาบกล้วยดินเผา หน้าบันทั้ง 2 ด้าน จำหลักลายดอกพุดตาน มีสาหร่ายรวงผึ้งคั่นสลับระหว่างเสา ลงรักปิดทองประดับกระจก มีคันทวยรองรับระหว่างชายคา ที่แกะสลักอย่างงดงาม สืบทอดรูปแบบมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

ภายในพระอุโบสถยังเป็นเสากลมมีบัวที่หัวเสาเป็นแบบดอกบัวตูมจำนวน 6 คู่ รองรับเครื่องบน เพดานเขียนลายทองเป็นลายราชวัติ ดอกกลมและพุ่มข้าวบิณฑ์ สลับกันเป็นระยะบนพื้นสีแดง เพดานสลับไม้ลงรักปิดทอง พื้นภายในพระอุโบสถปูด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลีที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานแด่พระครูวินยานุวัติคุณ (ทรง ธัมมสิริโชติ) อดีตเจ้าอาวาส เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา หลังจากการก่อสร้างพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร 

อู้หยวน ชวนหลงใหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/564365

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 14:13 น.

อู้หยวน ชวนหลงใหล

มณฑลเจียงซี มณฑลน่าสนใจที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก แต่สำหรับชาวจีนแล้ว นี่คือปลายทางที่คนส่วนใหญ่อยากเดินทางมา วันนี้เรามาทำความรู้จักกับอู้หยวน อำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งของเมืองซ่างเหลา ซึ่งอยู่ในมณฑลเจียงซี

คนจีนรู้จักชื่ออู้หยวนในฐานะ “เมืองชนบทที่สวยที่สุด” มีหมู่บ้านโบราณกว่า 50 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ใช้ชีวิตสบายๆ ริมสายน้ำ ในพื้นที่สีเขียวที่โอบล้อมด้วยภูเขา

ความห่างไกลเมือง และข้อจำกัดเรื่องการเดินทางเข้าถึงในสมัยก่อน ช่วยปกป้องให้อู้หยวนยังคงรักษาธรรมชาติและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ได้

แม้ว่าปัจจุบันการเดินทางมาที่อู้หยวนจะสะดวกสบายขึ้นมาก และการพัฒนาก็เข้าถึงทุกหมู่บ้าน แต่โชคดีที่ผู้คนได้เรียนรู้แล้วว่า พวกเขาโหยหาและยังต้องการให้มีหมู่บ้านที่มีบรรยากาศแบบนี้อยู่ต่อไป

ดังนั้น อู้หยวนจึงยังคงความบริสุทธิ์อยู่ได้ ภายใต้กระแสการพัฒนาสมัยใหม่ของจีน

ประเทศจีนในศตวรรษที่ 20 ต้องยอมรับว่านี่คือหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีมากที่สุดในโลก เพราะทางด้านเศรษฐกิจ นี่คือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี ก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีอะไรที่จีนทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นยานอวกาศ, Super computer ที่เร็วที่สุดในโลก รถไฟ Hi speed ที่เร็วที่สุดในโลก ก็ของจีนทั้งนั้น

และเมื่อพูดถึงการพัฒนาทางสังคม ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้ไปเมืองไหนของจีนก็แทบไม่มีเมืองไหนเลยที่ไม่มีการก่อสร้าง ไม่มีการขยายตัวของชุมชนเมือง เรียกได้ว่า ถ้าจะมองหาภาพของการพัฒนาในประเทศจีน เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย ไปที่ไหนมุมไหนก็จะเห็นการพัฒนาอย่างชัดเจน

แต่สิ่งที่เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ คือสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตชนบท วิถีแบบดั้งเดิม สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ คนเมืองก็โหยหาสิ่งเหล่านั้น กลายเป็นว่า คนมองหาเมืองชนบทสวยๆ บรรยากาศดีๆ ที่จะได้มีโอกาสมาสัมผัสกับธรรมชาติ ได้มาเรียนรู้วิถีชนบท ได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์ และนี่แหละ คือที่มาที่ทำให้อำเภอแห่งนี้เป็นอำเภอที่คนอยากมามากที่สุด

ช่วงเวลาที่คนจีนนิยมมาเที่ยวอู้หยวนมากที่สุด ก็คือช่วงประมาณปลายเดือน มี.ค.ไปจนถึงปลายเดือน เม.ย. เพราะช่วงนั้น ดอกคาโนล่า สีเหลืองๆ จะบานทั่วทั้งหุบเขา เป็นภาพที่สวยงามที่สุด

การมาเที่ยวช่วงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะเต็ม แล้วก็แน่นไปหมด บ้านทุกบ้านจะถูกแชร์ไปเป็นที่พัก ถนนแทบจะเคลื่อนตัวไม่ได้ ผู้คนมุ่งมาที่นี่ ดังนั้น ใครที่จะมาเที่ยวช่วงนั้น ก็ต้องวางแผนดีๆ

หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องมาอีกช่วงหนึ่ง คือช่วงประมาณเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ที่อยู่ตามภูเขาก็จะเริ่มเปลี่ยนสี เป็นสีเหลือง สีแดง สีส้ม ก็จะสวยไปอีกแบบ แน่นอนว่าคนก็จะแน่นอีกเหมือนเดิม

แต่หากมาที่นี่ช่วงหน้าร้อนก็จะสะดวกหน่อย เพราะช่วงนั้นชาวจีนก็อาจจะมาเที่ยวที่นี่น้อยลง แต่ภาพที่เห็นก็จะเป็นภาพแบบเขียวชอุ่ม มีทุ่งนาขั้นบันได ท้องฟ้าสีคราม แล้วก็น้ำใสๆ เป็นภาพที่สวยงามไปอีกแบบเช่นกัน

ตอนนี้เรามาที่หมู่บ้านเจียงเวิน (Jiangwan) A beautiful village in your dream หมู่บ้านที่สวยงามในฝัน หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีทัศนียภาพ มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เปรียบได้เหมือนดั่งไข่มุกที่ส่องประกายของอู้หยวน แบบนี้พลาดไม่ได้ ต้องเข้าไปดู

หมู่บ้านเจียงเวิน มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง อาคารเก่าแก่หลายหลังได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

สมัยก่อนมีการเปรียบเปรยว่า หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านหนังสือ เพราะมีคนเก่งๆ หลายคนได้เป็นกวีและขุนนาง ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่า ทำไมบ้านเก่าแก่ในหมู่บ้านนี้ ถึงมีพื้นที่ใหญ่โต และมีห้องรับแขกที่กว้างขวาง

บ้านบางหลัง ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ บางหลังก็ยังมีลูกหลานอาศัยอยู่ ในขณะที่บางหลังก็ปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้า ร้านอาหาร

พื้นที่ที่กว้างขวาง บวกกับตรอกซอกซอยที่มากมาย ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นเพลินๆ ได้ทั้งวัน

ที่นี่ไม่ได้มีแค่วิถีชาวบ้านเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่ยังมีความสดชื่นจากป่าไม้เขียวๆ จากทะเลสาบ ลำธาร แล้วก็น้ำตกอีกด้วย

บริเวณนี้ชื่อ หุบมังกร มาจากรูปทรงของน้ำตกที่ดูเหมือนมังกรหยกที่ทะยานลงมาจากฟ้า แล้วเลื้อยไหลไปตามธารน้ำที่คดเคี้ยว ดูคล้ายมังกรตัวโตๆ ในขณะที่กลุ่มหินก้อนกลมมนที่เรียงรายไปตามสายน้ำ ก็ดูคล้ายกับเกล็ดมังกร

เสียงสายน้ำไหล ดังกึกก้องท่ามกลางหุบเขา ยิ่งทำให้น้ำตกดูทรงพลังยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าน่ากลัว หรือมีอันตราย

เพราะความรู้สึกปลอดโปร่ง เย็นสบาย เกิดขึ้นกับเราทันทีที่เดินเข้ามาที่นี่

เสน่ห์ของอำเภออู้หยวน ไม่ได้มีอยู่แค่ธรรมชาติ และวิถีชนบทเท่านั้น แต่ยังมีสถานที่เก่าแก่อีกหลายแห่ง ซึ่งกลายเป็นสิ่งมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ประเทศจีนกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

ในอู้หยวนนั้นมีสถานที่เก่าแก่อยู่หลายแห่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี บางสถานที่อายุเป็นพันๆ ปี แต่ก็ยังอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน และหนึ่งในนั้นก็คือสะพานแห่งนี้ Rainbow bridge หรือว่าสะพานสายรุ้ง ซึ่งมีอายุเก่าแก่เกือบ 900 ปี แต่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้

ที่ตั้งชื่อว่าสะพาน Rainbow bridgeเพราะว่า อยากจะสื่อความหวังดีไปยังผู้คนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง แล้วคนท้องถิ่นเขาบอกว่า ถ้ามาถึงที่อู้หยวนแล้ว ได้ข้ามสะพาน Rainbow bridge ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วก็มีแต่โชคลาภ

สะพานอายุร่วม 900 ปีแห่งนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของสถานที่เก่าแก่ ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เวลาที่อู้หยวน อาจจะหมุนช้ากว่าโลกภายนอก

ความคงทนของสะพาน สะท้อนถึงความชาญฉลาดของผู้ออกแบบในสมัยนั้น เพราะไม่เพียงแต่ใช้งานได้จริง แต่ยังออกแบบได้สอดคล้องกับหลักวิศวกรรมสมัยใหม่ ในเรื่องการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมอีกด้วย

นักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้เวลาอยู่ที่นี่อย่างเพลิดเพลินด้วยการลงเล่นน้ำ ในแม่น้ำที่ไหลเย็นท่ามกลางธรรมชาติที่ร่มรื่น

มีตำนานเล่าว่า สะพานนี้มีจุดเริ่มต้นจากพระสงฆ์และคนเก่งๆ ของหมู่บ้านคนหนึ่ง ร่วมกันวางแผนจะสร้างสะพานดีๆ สำหรับชุมชนของพวกเขา พระสงฆ์รูปนั้นได้เดินทางออกจากหมู่บ้านไป 3 ปี เพื่อระดมทุน ในขณะที่คนเก่งของหมู่บ้าน ช่วยกันทยอยก่อสร้างควบคู่กันไป

ใช้เวลากว่า 4 ปี ในวันที่สะพานก็เกือบเสร็จสมบูรณ์ก็ปรากฏสายรุ้งทอดข้ามแม่น้ำ และสะท้อนเป็นเงาที่สวยงามมาก ชาวบ้านเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ดี จึงตั้งชื่อว่า “สะพานสายรุ้ง”

ฝั่งนี้มีสะพานสายรุ้ง อีกฝั่งก็มีวัดก้อนเมฆ เดินต่อไปทางนี้อีก 180 เมตร เป็นวัดเก่าแก่ อายุกว่า 800 ปีเช่นกัน

12 กิโลเมตร จากตัวอำเภออู้หยวน มีทางยกระดับของรถไฟความเร็วสูง พาดผ่านหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ที่ชื่อว่า หลี่เคิน

ในอู้หยวน มีหมู่บ้านโบราณอยู่หลายแห่งด้วยกัน ซึ่งมีความเก่าแก่ และสวยงามไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีที่ไหนมีเสน่ห์ไปกว่าที่นี่ ที่หมู่บ้านหลี่เคิน เพราะว่าที่นี่ยังมีบ้านเรือนโบราณที่คนอาศัย ใช้ชีวิตอยู่จริง กลางแม่น้ำ มีคลองเล็กๆ ซึ่งผู้คนยังใช้ชีวิต ยังพึ่งพาสายน้ำแห่งนี้ จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นหมู่บ้านที่ดูสวยงาม และมีชีวิตชีวา ที่ทุกคนจะต้องมาเยือน

หมู่บ้านหลี่เคิน ล้อมรอบไปด้วยภูเขาและแม่น้ำ มีอาคารเก่าแก่สมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง มีบ้านเรือนทรงโบราณตั้งอยู่ริมคลองเล็กๆ ที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน มีสะพานข้ามคลองแทบทุกระยะ ผู้คนยังอาศัยน้ำในลำคลองไว้ใช้ และก็ช่วยกันดูแลความสะอาดเป็นอย่างดี

อาคารส่วนใหญ่ถูกปรับปรุงให้อยู่ในสภาพใหม่ และสะอาดสะอ้าน แต่ยังคงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ มีโคมไฟสีแดง ห้อยเป็นสายอยู่หน้าบ้านแทบทุกหลัง และจะส่องแสงสว่างไสวในเวลากลางคืน

มีเรือไม้ลำเล็กๆ จอดเทียบท่าไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว

มีเรื่องเล่ากันเล่น สนุกๆ ว่า การตามหาบ้านสกุลหลี่ในหมู่บ้านนี้ เป็นเรื่องที่แสนจะง่าย แต่การจะเข้าให้ถูกบ้านนั้น เป็นเรื่องยากมาก นั่นก็เพราะว่า คนแถวนี้ แซ่หลี่กันแทบทุกบ้าน

อาคารที่อยู่ริมคลองแถวนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาคารที่ก่ออิฐฉาบปูนประมาณ 2 ชั้น 3 ชั้น หรือว่าบางที่ก็เพิ่มขึ้นไปถึง 5 ชั้นก็มี โดยลักษณะโครงสร้างหลังคายังเป็นแบบโบราณ บางบ้านก็จะปรับปรุงจากโครงสร้างของบ้านเดิม จึงมีกลิ่นอายของบ้านเก่าอยู่ด้วย

ชาวบ้านบอกว่า ที่อยู่ริมคลองบริเวณนี้ร้อยละ 80 เป็นคนแซ่หลี่ทั้งนั้นเลย นี่คือที่มาของชื่อหมู่บ้านหลี่เคิน

ความร่มรื่นของธรรมชาติรอบๆ หมู่บ้าน บวกกับอาคารบ้านเรือนสุดคลาสสิก ในบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ทำให้หมู่บ้านหลี่เคินเป็นสถานที่ที่เหมาะกับคนที่ชอบการพักผ่อนแบบสบายๆ และเหมาะกับศิลปินที่ต้องการแรงบันดาลใจ ซึ่งก็รวมถึงเด็กๆ นักเรียนที่มานั่งวาดรูปนี้ด้วยเช่นกัน

ตอนค่ำความมืดของช่วงเวลากลางคืน ทำให้แสงจากโคมไฟ ดูเด่นขึ้นมา และเงาสะท้อนในน้ำ ก็ยิ่งทำให้ภาพของบ้านเรือนทรงโบราณ ริมน้ำแลดูมีสีสันยิ่งขึ้น

บรรยากาศที่เย็นสบายยิ่งขึ้น ก็ชวนให้คนอยากออกมาเดินเล่นเช่นกัน

จะสังเกตได้ว่ามีน้อยคนนัก ที่จะยอมเดินผ่านไปเฉยๆ โดยที่ไม่ถ่ายรูปบรรยากาศสวยๆ แบบนี้เก็บไว้

การพัฒนาทางวัตถุอย่างรวดเร็วในสังคมเมือง ทำให้ผู้คนจำเป็นต้องเอาพื้นที่ไปสร้างตึกสูง เพื่ออยู่กันอย่างแออัดและแก่งแย่งแข่งขัน ธรรมชาติชานเมือง และวิถีชนบท กลายเป็นบรรยากาศที่คนเมืองโหยหา เพื่อชดเชยความรู้สึกที่ขาดหายไป

โชคดีที่ยังมีอู้หยวน ซึ่งเป็นที่ที่หลายคนเลือกเดินทางมาเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตนเอง ก่อนที่จะต้องกลับไปทำมาหากินต่อในเมืองใหญ่ต่อไป

‘จุฬาภรณ์พัฒนา 9’ บ้านลึกแต่ไม่ลับริมป่าฮาลาบาลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/564333

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

‘จุฬาภรณ์พัฒนา 9’ บ้านลึกแต่ไม่ลับริมป่าฮาลาบาลา

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

คนที่ยินชื่อป่าฮาลาบาลาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ คนที่อยากมามากแต่ยังไม่เคยมา กับคนที่อยากมามากแต่กลัวเกินกว่าจะมา

ชื่อเสียงของป่าแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ สมบูรณ์เพราะอยู่ห่างไกลจากมนุษย์ที่เรียกว่านักท่องเที่ยว และอยู่ห่างไกลจากนักท่องเที่ยว เพราะผืนป่ากินพื้นที่ 2 จังหวัดคือ ยะลาและนราธิวาส ซึ่งเป็น 2 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่คนยังตั้งคำถามเรื่องการท่องเที่ยว

ป่าฮาลาบาลา จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคำถาม ซึ่งมีหนทางหาคำตอบเพียงทางเดียวคือ มาท่องเที่ยว โดยอาจเริ่มต้นที่หมู่บ้านท่องเที่ยวใกล้ป่าฮาลาบาลาอย่าง “บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9” หรือ บ้าน 9 ใน ต.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา

บ้าน 9 เปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2533 เริ่มแรกนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวจีนมาเลเซียที่มาศึกษาประวัติศาสตร์ของ “พรรคคอมมิวนิสต์มลายา” ซึ่งหากใครสนใจแต่ฮาลาบาลาต้องสนใจประวัติศาสตร์ เพราะมีเส้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผืนป่าฮาลาบาลาโดยตรง

“หลิงปิง” ชนะ แซ่อู๋ ไกด์ท้องถิ่นวัย 22 ปี ชวนให้ถอดรองเท้าเข้าไปยังอาคารสีบานเย็น ป้ายด้านบนทำให้ทราบว่าที่นี่คือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ซึ่งก็คือประวัติศาสตร์ของชาวบ้านที่นี่

“พ่อแม่ของผม และชาวบ้านคนอื่นๆ เป็นชาวจีนมาเลเซีย เคยอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์มลายา” ดินแดนมลายาในอดีตคือประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน

“จากนั้นพอได้สัญชาติไทยก็กลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และตั้งเป็นหมู่บ้านเมื่อ 29 ปีที่แล้ว โดยหมู่บ้านของเราตั้งอยู่สุดถนนของเขื่อนบางลาง ติดกับชายป่าฮาลาบาลา ผู้นำของเราเลือกพื้นที่ชายป่าฮาลาบาลาก็เพื่อเป็นทางหนีทีไล่หากเกิดสงครามขึ้นอีก ก็จะได้หลบหนีเข้าป่าทันที”

สงครามที่ชายหนุ่มกล่าวถึง คือ สงครามโลกครั้งที่ 2 หลิงปิง เล่าประวัติศาสตร์จากภาพถ่ายในพิพิธภัณฑ์ว่า ดินแดนมลายูเคยถูกญี่ปุ่นรุกรานจนเกิดเป็นการต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น โดยอังกฤษได้ยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือชาวมลายูในการต่อสู้ จากนั้นเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวมลายูคิดว่าตัวเองจะได้อิสรภาพคืน แต่กลับกลายเป็นว่า ถูกอังกฤษเข้ามาปกครองแทน

ชาวมลายูเรียกการกระทำนี้ว่า “อังกฤษหักหลัง” คนจำนวนหนึ่งจึงเกิดการรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับชาวอังกฤษทวงคืนเอกราชภายใต้แกนนำของ “ท่านผู้นำเฉินผิง” และสุดท้ายกลุ่มคนเหล่านั้นก็ถูกประณามว่าเป็น “พรรคคอมมิวนิสต์มลายา”

ขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลมาเลเซียก็มีความเกรงกลัวว่ากลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาจะเข้ามาแทรกแซงการปกครอง จึงมีการเจรจาขึ้นครั้งแรกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยรัฐบาลมาเลเซียยื่นเงื่อนไขว่า กลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาต้องมอบตัวท่านผู้นำเฉินผิงและต้องถูกจำคุก แต่ด้านพรรคคอมมิวนิสต์มลายาไม่ตกลง การเจรจาจึงล้มเหลว

หลังจากการเจรจาล้มเหลว รัฐบาลมาเลเซียได้สั่งปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์มลายาครั้งใหญ่ ทำให้แนวร่วมพรรคต้องอพยพหนีตายไปตามชายแดนไทย-มาเลเซีย นั่นคือ เบตง ซึ่งเบตงเป็นที่อยู่อาศัยของชาวจีนจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาส่วนใหญ่เป็นชนชาติจีนจึงสื่อสารกันได้

ต่อมากลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาได้กระจายตัวเป็นกลุ่มๆ อาศัยอยู่ในป่าฮาลาบาลา และเริ่มระดมพลทหารเพิ่มในเขตแดนไทย โดยส่วนใหญ่คนไทยที่สมัครเข้าพรรคจะเป็นคนยากจนและเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา จึงตัดสินใจเข้าไปอยู่ค่ายในป่าซึ่งมีอาหารให้กิน มีที่ให้อยู่ มีหมอรักษา และมีโรงเรียนให้ความรู้ ปัจจุบันคนไทยที่เข้าร่วมพรรคสามารถพูดภาษาจีนกลางได้จนเป็นประโยชน์แก่ตัวเองในปัจจุบัน

เมื่อเกิดการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาในไทย ทำให้รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจเกิดเป็นการปะทะระหว่างทหารไทยกับกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาช่วงหนึ่ง กระทั่งเกิดการเจรจาและเซ็นสันติภาพที่ภูเก็ตในปี 2532 โดยมีข้อสรุปว่า รัฐบาลไทยจะให้ที่อยู่และที่ทำกินแก่กลุ่มคอมมิวนิสต์มลายา และกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาจะนำอาวุธสงครามไปทำลายหรือฝังไว้ในป่าด้วยตัวเอง เพื่อเป็นนัยว่า พรรคไม่ได้ยอมแพ้ต่อรัฐบาลไทยแต่อย่างใด และถือเป็นการยุติสงครามอย่างมีเกียรติ

กลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาถูกเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ได้รับสัญชาติไทย บัตรประชาชน บ้านหนึ่งหลัง และพื้นที่ทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้าน 9 ในฐานะคนไทย หลังจากต้องไลัดถิ่นจากบ้านเกิดและต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดมานานกว่า 30 ปี

ฟังไกด์หนุ่มเล่าแล้วเห็นภาพเป็นฉากๆ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกจริงผ่านภาพถ่ายและข้าวของเครื่องใช้ในพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นปืนโค้งงอที่ถูกเผาจนไหม้เกรียม ซึ่งเป็นวิธีทำลายอาวุธตัวเองโดยกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายา เตียงคนไข้ อุปกรณ์ทำฟัน เครื่องบันทึกภาพ อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องผลิตปืน และเครื่องผลิตระเบิด ทั้งหมดถูกขนออกมาจากป่าฮาลาบาลาเพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังเรียนรู้

หมู่บ้านที่มีประวัติศาสตร์เดียวกันคือ บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10, 11 และ 12 ซึ่งก็คือกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาที่ไปตั้งค่ายอยู่ในป่าแล้วออกมาตั้งเป็นหมู่บ้านหลังการเซ็นสันติภาพที่ภูเก็ต โดยบ้าน 10 ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเบตง จ.ยะลา บ้าน 11 ตั้งอยู่ที่ อ.กาบัง จ.ยะลา และบ้าน 12 ตั้งอยู่ที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ซึ่งอยู่ใกล้กับอีกด้านของป่าฮาลาบาลาแต่ในพื้นที่นั้นจะเรียกว่า ป่าบาลาฮาลา

ฮาลา แปลว่า กลุ่มคนหรือทหารที่ตั้งชื่อตัวเองว่ากลุ่มฮาลา ส่วน บาลา แปลว่า การอพยพเคลื่อนย้ายเปลี่ยนถิ่นฐาน ทว่าฮาลาบาลาในปัจจุบันคือ ป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา ประกอบด้วย ผืนป่า 2 ผืน คือ ป่าฮาลา ในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และป่าบาลา ในพื้นที่ อ.แว้ง และ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส โดยในปี 2539 มีการประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าร่วมกัน

“เรามีป่าที่สมบูรณ์มากอยู่ใกล้บ้าน ป่าฮาลาบาลาเลยเป็นเหมือนตลาดให้คนในหมู่บ้านได้เข้าไปหาอาหาร และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้าน โดยหลังจากเปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเราก็มีจุดขายเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีป่า มีน้ำตก มีนกเงือก รวมถึงมีวิถีชีวิตของชาวจีนมาเลเซียให้เรียนรู้ทั้งอาหารการกิน สมุนไพรจีน และการฝังเข็มซึ่งเป็นศาสตร์ของชาวจีนที่อากงอาม่ายังทำเป็น” หลิงปิงกล่าวเพิ่มเติม

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติละแวกบ้าน 9 ถูกค้นพบจากการบอกเล่าของลุงป้าน้าอาที่เคยอยู่ในค่ายคอมมิวนิสต์มลายาอย่าง น้ำตกฮาลาซะห์ น้ำตกสูงใหญ่กลางป่า หากเดินจากหมู่บ้านจะมีระยะทางราว 4 กม. โดยเป็นทางปูนครึ่งทาง จากนั้นเป็นทางดินราบ และเป็นทางเดินในป่าทึบอีก 100 เมตร ระหว่างทางอาจเจอทากตัวเรียวคอยทักทาย แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะสามารถป้องกันได้ด้วยถุงกันทากและชโลมน้ำผสมยาเส้น

น้ำตกฮาลาซะห์ช่วงปลายฝนเช่นนี้มีน้ำน้อย แต่ก็ไหลเอื่อยพอได้ยินเสียงน้ำกระทบหิน โดยรอบน้ำตกถูกรายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบ หลิงปิงชี้ให้ดูต้นใบไม้สีทองหรือต้นย่านดาโอ๊ะ ที่พบเฉพาะในยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นสีทองเหลืองโดดขึ้นมาจากป่าช่างสวยงาม

จากนั้นระหว่างเดินกลับจากน้ำตกสู่หมู่บ้านสามารถแวะไปชมผืนป่าฮาลาบาลาได้ที่ หาดกระทิง หมุดหมายใหม่ที่ทางชุมชนเพิ่งตั้งชื่อให้ มีลักษณะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก และจะกลายเป็นพื้นราบสีเขียวขนาดใหญ่ในช่วงน้ำลดเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ มีกระทิงลงมาแทะเล็มอยู่บ้างจึงถูกเรียกว่า หาดกระทิง โดยช่วงเช้าจะเห็นสายหมอกเคลื่อนตัวเหนือแนวป่า (แต่อากาศไม่หนาว) ส่วนเบื้องล่างเป็นลำธารเสมือนภาพวาดโดยจิตรกร

“เราสร้างเส้นทางท่องเที่ยวตามต้นทุนที่มี นั่นคือ ธรรมชาติ โดยมีคนในชุมชนเป็นคนพาเที่ยว” หลิงปิงกล่าวทิ้งท้าย

ส่วนภายในบ้านจะได้เห็นวิถีชีวิตของการปลูกยางพารา และการทำเกษตรพอเพียงตามรั้วบ้าน มีสะตอ มังคุด ลองกอง ให้สอยกิน ส่วนที่พักมีให้ใช้ชีวิตทั้งแบบโฮมสเตย์และรีสอร์ทชุมชน เป็นห้องพักไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่มีน้ำอุ่นและห้องน้ำส่วนตัว และเรื่องอาหารการกินทุกมื้อจะฝากท้องไว้กับปลายจวักของกลุ่มแม่บ้าน

จากอดีตถึงปัจจุบันชาวบ้านจุฬาภรณ์ฯ 9ล้วนใช้ชีวิตใกล้ชิดกับป่าฮาลาบาลา จากที่เคยใช้ป่าเป็นค่ายหลบภัย วันนี้ได้กลายเป็นสวนหลังบ้านขนาดใหญ่ที่ยังหล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านเช่นเดิม

การท่องเที่ยวในบ้าน 9 ทำให้นักท่องเที่ยวได้สวมบทบาทเป็น Wood Ranger ตามแคมเปญ “Once as a tourist มาเป็น…ด้วยกันสักวันหนึ่ง” แคมเปญที่กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชุมชนผ่านอาชีพหรือไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ ที่จะช่วยให้จดจำความรู้สึกของการใช้ชีวิตตามวิถีชุมชน และเข้าใจการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นแคมเปญภายใต้โครงการ Amazing Thailand Unseal Local ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

รู้ก็ช่าง ไม่รู้ก็ช่าง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่อง‘กาแฟ’ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/564226

  • วันที่ 14 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

รู้ก็ช่าง ไม่รู้ก็ช่าง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่อง‘กาแฟ’ (1)

เรื่อง คาเอรุ ภาพ อีพีเอ, เอเอฟพี

บางคนรู้แล้ว หลายคนยังไม่รู้ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ “กาแฟ” เหล่านี้ อย่างเช่น คนเลี้ยงแกะ เป็นผู้ค้นพบกาแฟตั้งแต่ปี ค.ศ. 800 หรือในศตวรรษที่ 9 เพราะแกะที่เขาเลี้ยงไปกินผลเบอร์รี่อย่างหนึ่งเข้า แล้วพวกมันก็ “เริงร่า” ผิดปกติ พอเขานำมาให้พระในท้องถิ่น ซึ่งนำมาต้มดื่ม ก็ปรากฏว่า นอนไม่หลับไปทั้งคืน

แล้วเรื่องที่ว่า กาแฟ เป็นสินค้าที่มีการซื้อขายกันเป็นอันดับ 2 ของโลกล่ะ รู้กันหรือยัง? ในโลกนี้มีเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟอยู่กว่า 250 ล้านราย ใน 50 ประเทศทั่วโลก การซื้อขายกาแฟนั้นเป็นที่ 2 รองจากการซื้อขายน้ำมันเท่านั้น อีกหน่อยต้องขึ้นเป็นอันดับหนึ่งแน่ เพราะคนเราเลิกใช้น้ำมัน!

เอสเปรสโซ่ในภาษาอิตาเลียน หมายความว่า “สิ่งที่ถูกบังคับให้ออกมา” เป็นการบรรยายถึงวิธีการบริวเอสเปรสโซ่ได้เป็นอย่างดี ก็คือการบังคับให้น้ำเดือดๆ ให้ผ่านออกมาจากผงกาแฟที่อัดตัวแน่นให้ได้นั่นเอง

กาแฟเป็นอาหารชนิดแรกที่ผ่านกระบวนการฟรีซดราย ซึ่งเป็นการถนอมอาหารให้สดใหม่ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยผ่านเครื่องที่ทำให้อุณหภูมิลดฮวบลงไปที่ -40 องศาฟาเรนไฮต์ โดยทำมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

สำหรับเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่ต้องรู้ว่า กาแฟมี 2 สายพันธุ์ในโลก คือ อราบิกา กับ โรบัสต้า โดย 70% ในท้องตลาดเป็นอราบิกา ขณะที่ประเทศที่ผลิตกาแฟเป็นอันดับ 1 คือ บราซิล ซึ่งผลิตมากกว่าประเทศที่ผลิตอันดับ 2 และ 3 (อย่างโคลอมเบียและเวียดนาม) กว่าเท่าตัว โดยสหรัฐอเมริกาที่มีการเสพและซื้อขายกาแฟมากที่สุดในโลกนั้น มีแหล่งผลิตกาแฟขายได้อยู่ที่เดียว คือ ฮาวาย เป็นกาแฟแสนอร่อยเสียด้วย ชื่อว่า โคน่า คอฟฟี่ มีกลิ่นรสของช็อกโกแลตแบบเน้นๆ

กาแฟ จริงๆ แล้วจัดเป็นผลไม้ (ตระกูลเบอร์รี่) โดยตัวของมันเองสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารเพิ่มพลังงานได้ ขณะที่ส่วนเมล็ดเท่านั้นที่นำมาคั่ว เพื่อชงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม อย่างกาแฟ

กาแฟที่แพงที่สุดในโลกคือ กาแฟชะมด ราคาปอนด์ละ 600 ดอลลาร์สหรัฐ ว่ากันว่า เจ้าชะมด หรือภาษาท้องถิ่นสุมาตราเรียกว่า ลูวัค ชอบกินผลเบอร์รี่กาแฟเข้าไป แต่กระเพาะของมันไม่มีความสามารถในการย่อยเมล็ดกาแฟ จึงขับถ่ายออกมาหลังจากที่มีการหมักบ่มอยู่ในกระเพาะอาหาร ทำให้ได้รสชาติที่แสนนุ่มนวล

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะแบนการขายและเสพกาแฟอยู่เนืองๆ อย่างเช่นที่เมกกะ ในปี 1511 ที่ผู้นำขณะนั้นเชื่อว่ามันกระตุ้นความคิดเห็นที่รุนแรง ส่วนในศตวรรษที่ 16 ที่อิตาลีก็พยายามแบนกาแฟ เพราะเชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มของซาตาน อย่างไรก็ตามพระสันตะปาปาคลีเมนต์ ที่ 7 ทรงรักการดื่มกาแฟมาก ทำให้กาแฟรอดพ้นจากข้อครหามาได้

ยังมีที่จักรวรรดิออตโตมัน พระเจ้ามูรัดที่ 6 หลังจากขึ้นครองราชย์ในปี 1623 พระองค์ได้ร่างกฎการลงโทษสำหรับผู้ริอาจดื่มกาแฟขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีข้อหนึ่งคือ ให้โยนลงไปในทะเล

ขณะที่รัฐบาลสวีเดน ปี 1746 ประกาศว่า กาแฟเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมทั้งสิ่งละอันพันละน้อยทุกอย่างที่เกี่ยวกับกาแฟด้วย ตั้งแต่ ถ้วยกาแฟ จานรองแก้ว ช้อนคนกาแฟ ฯลฯ ก่อนที่พระเจ้าเฟรเดอริค เดอะ เกรท แห่งอาณาจักรปรัสเซีย จะมาล้มล้างในปี 1777 โดยบอกว่า กฎหมายนั้นควรมาควบคุมเครื่องดื่มเบียร์มากกว่ากาแฟ

สัปดาห์หน้ามา รู้ก็ช่าง ไม่รู้ก็ช่างกันต่อ. 

สุธิชา เดชผฉัง งานครัวต้องใส่ใจในทุกเรื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/564228

  • วันที่ 14 ก.ย. 2561 เวลา 17:15 น.

สุธิชา เดชผฉัง งานครัวต้องใส่ใจในทุกเรื่อง

เรื่อง ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เชฟไทยโชว์ฝีมือตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้ง จากการแข่งขัน “Ootoya Oversea Kitchen Contest” ครั้งที่ 8 ที่เมืองยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น “เชฟตี๋” สุธิชา เดชผฉัง เชฟประจำร้านโอโตยะ สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ เชฟตัวแทนแบรนด์โอโตยะประเทศไทย สามารถคว้าแชมป์รางวัลชนะเลิศ สุดยอดเชฟของโอโตยะจากหลายประเทศทั่วโลก

นับเป็นความสำเร็จ 2 ปีซ้อน ของเชฟโอโตยะจากเมืองไทย ได้พิสูจน์ฝีมือในการปรุงอาหารรสชาติยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาฝึกอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบัน

“เชฟตี๋” สุธิชา กล่าวถึงการแข่งขันที่น่าภูมิใจ โอโตยะเน้นในเรื่องรสชาติ พิถีพิถันคุณภาพอาหาร เน้นตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การปรุงสดใหม่ทุกๆ จานก่อนเสิร์ฟ และเน้นพัฒนาการบริการดี และรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้แปรจากการทำงานขึ้นเวทีแข่งขันโชว์ได้อย่างมืออาชีพ

“ในปีที่แล้วรุ่นพี่เชฟโอโตยะจากเมืองไทย ก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศไปได้ครับ ส่วนผมได้อันดับที่ 2 ของประเทศไทย ปีนั้นก็ได้ไปแข่งขันที่ญี่ปุ่นด้วยครับ คนที่แข่งได้อันดับที่ 1 และ 2 จะได้ไปแข่งที่ญี่ปุ่น แต่ผมก็ไม่ได้รับรางวัลใดๆ กลับมา ครั้งนั้นเรายังไม่มีประสบการณ์เลย ขึ้นเวทีแข่งขันตื่นเต้นมาก หยิบจับวัตถุดิบอะไรก็มือไม้สั่นไปหมด สมองตื้อคิดอะไรไม่ออกเลยครับ (บอกพลางหัวเราะ)

โอโตยะมี 44 สาขา ปีนี้ผมแข่งชนะที่ 1 ในประเทศ จึงได้เป็นตัวแทนเชฟไทย ประสบการณ์คือเรื่องสำคัญมากกับการแข่งขัน เราได้ตรงนี้จากการทำงานในครัว ความเชี่ยวชาญก็เพิ่มขึ้นตามอายุงานนะครับ ไปประกวดปีนี้เรารู้หมดแล้วครับ ควรทำอะไร เรียงลำดับ 1-2-3

ปีนี้การแข่งมีโจทย์ให้ปรุงอาหาร 4 อย่าง คือ โซบะเย็น ไก่ย่างถ่านใส่ซอสเบซิล และข้าวหน้าไก่โอยาโกะ และหมูทอดทงคัตซึ ผมยกตัวอย่างจานสุดท้าย ต้องใช้ความแม่นยำ ทุกอย่างต้องได้มาตรฐานของยี่ห้อโอโตยะทั่วโลก ตั้งแต่การชั่งตวงวัตถุดิบปรุงอาหาร เช่น การตักข้าวต้องให้ได้ในปริมาณ 180 กรัม ข้าวถ้วยใหญ่ต้องตักให้แม่นยำตามมาตรฐานเพิ่ม หรือลดได้ไม่เกิน 10 กรัม ข้าวถ้วยเล็ก 100 กรัม กะหล่ำปลี 60 กรัม บวกหรือลบได้ไม่เกิน 5 กรัม

ผมฝึกตักข้าวไทย แล้วพอไปเจอข้าวญี่ปุ่นที่น้ำหนักไม่เหมือนกัน ข้าวญี่ปุ่นเหนียว น้ำหนักเยอะ ข้าวไทยเหนียวน้อยกว่า เบากว่า เรื่องเหล่านี้ต้องเรียนรู้ ปรับตัวให้ได้เร็วที่สุด

ผมตักข้าวกับกะหล่ำปลีได้เป๊ะครับ (บอกพลางยิ้ม) ส่วนข้าวถ้วยใหญ่ตักได้ 182 กรัม ความแม่นยำมาจากการฝึกฝนครับ ก่อนไปต้องฝึกซ้อมหลายๆ รอบ จึงจะได้เกณฑ์ตามมาตรฐาน การทำอาหารในร้านอาหาร ต้องเร่งกับเวลา ระยะเวลาจึงเป็นเกณฑ์ในการตัดสินอีก 1 ข้อ ผมทำเวลาได้ 10 นาที 32 วินาที เวลาเร็วที่สุด รสชาติดี และจัดจานสวยตรงตามมาตรฐาน ผมทำอาหารที่ร้านอย่างเช่นหมูทอดใช้เวลา 4 นาที สะเด็ดน้ำมันอีก 2 นาที การเสิร์ฟอาหารภายใน 15 นาทีหลังการสั่งคือเกณฑ์ของร้านที่เชฟต้องฝึกฝน ต้องใส่ใจ ให้ได้เวลาเป๊ะครับบนเวทีแข่งขันก็เฉือนกันด้วยเวลาไม่กี่นาที”

เชฟตี๋ เล่าถึงการแข่งขันครั้งที่คว้ารางวัลให้ภาคภูมิใจ อีกโจทย์ที่นับว่าหินคือการแยกว่าน้ำสต๊อกแต่ละชนิด

“น้ำสต๊อกหลายอย่างเลยครับ เช่น ปลาดาชิ อูมามิ อิวาชิ คอมบุ ซึ่งมีสีขาวใสทั้งหมด และรสชาติใกล้เคียงกันมาก แต่เราก็ต้องแยกให้ออกครับว่าชนิดไหน คือน้ำสต๊อกจากวัตถุดิบอะไร การชิมต้องใช้ประสาทสัมผัส ทั้งชิม และดมกลิ่น ญี่ปุ่นเป็นเจ้าแห่งรายละเอียดตัวจริงครับ”

ประสบการณ์สะสมจากการทำงานของจริง สู่เวทีการแข่งขัน เชฟตี๋ บอกว่าความตื่นเต้นที่ได้กระทบไหล่ ประชันฝีมือเชฟร้านโอโตยะจากทั่วโลกมาประลองฝีมือกัน เช่น สหรัฐ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์

“รางวัลมาจากเราถูกฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนักครับ พนักงานของโอโตยะทุกคนที่เข้ามาเริ่มงานที่นี่ ตั้งแต่เรื่องของมาตรฐานการทำงานในทุกๆ แผนกที่อยู่ในครัว เริ่มตั้งแต่การเตรียมของ การจัดเก็บวัตถุดิบ การหั่น การผัด และการย่าง เน้นย้ำในเรื่องของการพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ โดยพนักงานคนไหนที่มีทักษะและมีพัฒนาการที่ดีก็จะได้รับการผลักดันให้ขึ้นเป็นลีดเดอร์ของร้าน

ผมทำงานที่โอโตยะ 5 ปีแล้วครับ เริ่มงานตอนนั้นวัยรุ่นอายุ 18 ปี ทำงานตำแหน่งล้างจาน วันแรกก็อยากลาออกแล้วครับ (หัวเราะ) งานหนักเหน็ดเหนื่อยมาก แต่ก็มีรุ่นพี่คอยให้กำลังใจ ให้สู้ บอกเดี๋ยวหมุนงานให้อยู่ฝ่ายหั่นผักลองทำดูบ้าง ผมชอบการทำอาหารอยู่แล้ว ก็เริ่มสนุก ผักสลัด เช่น คิงคอส ผักกาดขาว ต้องหั่นให้ได้ความยาว 4 ซม. บร็อกโคลี่ ฟักทอง หั่นให้ได้น้ำหนัก 10 กรัม อาทิตย์ต่อมาก็ได้เลื่อนไปอยู่เตาร้อน ฐานแรกคือ เตาทอด ไปสู่เตาย่าง ซึ่งไม่ยากเลยเพราะผมแอบมองอยู่แล้วครับในตอนที่ผมทำงานเตาทอด อยากทำเตาย่างดูบ้าง (หัวเราะ) ทำอยู่ครึ่งเดือน ก็เลื่อนไปสู่เตาที่ยากที่สุดคือ เตาผัด

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ฝึกไประหว่างทำงาน ตั้งแต่ทอดหมูให้ดังโกะ (ขนมปังป่น) เกาะเยอะๆ อาหารหน้าตาสวยด้วย ต้องอร่อยด้วย วางไก่ทอดบนจานโดยไม่ให้ยุบตัวลง หรือทำโซบะเย็นโดยเอาน้ำออกได้ทั้งหมด

อีกหน้าที่เชฟประจำร้าน นอกจากรับหน้าที่ปรุงอาหารให้ได้รสชาติมาตรฐานโอโตยะ ที่เหมือนกันทั่วโลกแล้ว เชฟยังต้องดูแลร้านทั้งเรื่องการบริการให้ลูกค้า ดูแลทีมงานน้องๆ พนักงานเสิร์ฟให้พูดต้อนรับ ‘อิรัชชัยมาเสะ’ อย่างกระตือรือร้น ผมชอบบรรยากาศการทำงานในร้าน ที่เน้นหัวใจของทีมงาน ที่ทำอย่างใส่ใจลูกค้าในทุกๆ อย่างครับ ส่วนเชฟนอกจากงานในครัวก็ต้องต้อนรับ พูดคุย แนะนำอาหารให้แก่ลูกค้าได้ลองลิ้มรสชาติอาหารจานดั้งเดิม และจานใหม่ๆ ในเมนู อย่างในช่วงนี้มีเมนู ‘บูตะชาบูนาเบะ’ ซุปหมูสไลซ์ติดมัน ต้มกับผักกาดขาว ฟักทอง กินช่วงนี้ในฤดูฝนอุ่นๆ คล่องคอดีครับ เสิร์ฟคู่กับปลาคัทสึโอะ และซอสเมนซูยุ ก็มีความอร่อยที่หลากหลาย”

ทุกอย่างในการทำงาน ตั้งแต่เรียนรู้เทคนิคต่างๆ นำไปถึงเรื่องการรังสรรค์เมนูใหม่ๆ เพื่อรักษามาตรฐานของแบรนด์ดังอาหารญี่ปุ่น เพื่อส่งต่อคุณภาพไปสู่ผู้บริโภค ด้วยความใส่ใจในรสอาหาร ให้บริการด้วยคุณภาพดีที่สุด คือหัวใจในการทำงานของเชฟหนุ่มรุ่นใหม่ฝีมือเยี่ยมคนนี้