ไปลำพูน ต้องแวะครัววันดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/409204

ไปลำพูน ต้องแวะครัววันดี

โดย…คาเอรุ ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ไปเที่ยว จ.ลำพูน ทั้งที หลังขี่จักรยานชมเมืองตามธรรมเนียม ก็ต้องจัดอาหารพื้นเมืองรสชาติแบบหละปูนแท้ๆ กันสักหน่อย

จังหวัดเล็กๆ ใกล้เชียงใหม่ ร้านอาหารพื้นเมืองแบบต้อนรับแขกได้ จะว่าไปก็มีไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ถามคนท้องถิ่นแนะนำร้าน “ครัววันดี” อยู่บนถนนลำพูน-สันป่าตอง ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่ สามารถปั่นจักรยานไปชิมต่อได้เลย

 

ชื่อครัววันดีนึกว่าเป็นชื่อเจ้าของร้าน แต่กลับไม่ใช่ หากตั้งให้มีความหมายตามความเชื่อของคนทางเหนือว่า วันไหนๆ ก็เป็นวันดี ไม่มีวันเสีย ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 2537 นู่นแน่ะ ดำเนินงานโดย ศรีจันทร์ ญาณรังษี หรือเจ๊ไพ คนลำพูนโดยกำเนิด เพราะฉะนั้นร้านนี้คงต้องเสิร์ฟอาหารเมืองรสชาติแบบลำพูนแท้ๆ แน่นอนเลย

เปิดเมนูมาน่ากินไปหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลาบ คั่ว แกง หมก แอบ น้ำพริกหลากหลาย อยากลองนู่นนี่นั่นมากมายไปหมด แต่คนมาจากกรุงเทพฯ จะสั่งเมนูเอ็กโซติกเกินไปจะกินไม่ได้เหลือเสียของกันเปล่าๆ ว่าแล้วก็จิ้มสั่งเมนูง่ายๆ แต่ได้รสชาติเหนือแน่นอน อย่างออร์เดิร์ฟเมืองที่มาพร้อมน้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ไส้อั่ว แหนมหมู พร้อมผักเคียงต้ม ทั้งถั่วฝักยาว ฟักทอง และกะหล่ำปลี

 

มาถึงเมนูโปรดของคนเขียน ไปร้านอาหารเหนือต้องสั่งทุกครั้ง ได้แก่ ตำขนุน ที่ครัววันดีเสิร์ฟมาในพอร์ชั่นแบบน้ำพริก พร้อมผักเคียงและแคบหมู รสชาติจัดจ้านกำลังดีตำแบบแห้งๆ ไม่แฉะ ใครเผ็ดยังไม่สะใจก็หยิบพริกแห้งขึ้นมาเคี้ยวเพิ่มความเผ็ดร้อนได้

ที่ไม่อยากให้พลาดของร้านนี้คือ น้ำพริกข่า อร่อยล้ำดีแบบมีเทกซ์เจอร์ เมนูนี้มาพร้อมเห็ดถอบหรือเห็ดนางฟ้าต้ม รสชาติเข้าคู่กันสุดๆ อร่อยจนอยากห่อกลับบ้านมาซะหลายๆ ถุง

 

มาถึงจานแกง ไม่รู้จะสั่งอะไรดี เพราะมันน่ากินไปหมด มีทั้งต้มยำ ต้มส้ม แกงอ่อม ฯลฯ ในที่สุดก็ลองสั่งแกงคั่วเห็ดถอบ เพราะหาเห็ดกินยาก รสชาติแซบนัวสมใจ

เปิดเมนูแนะนำยังมี แกงผักหวานไข่มดแดง แกงขนุน คั่วแค่ปลาช่อน ตำมะเขือยาว แกงฮังเลลำไย แอบหมูปิ้ง แกงตูนกุ้งฝอย แกงเห็ดหล่มหมกไข่มดแดง

 

แต่ละอย่างสามารถสั่งได้ว่าต้องการความเผ็ดประมาณไหน แต่ถ้าใครสามารถกินเผ็ดได้ ก็ลองสั่งรสชาติแบบที่เขาเสิร์ฟในร้านมาลองจะได้ชิมรสที่แท้จริงของอาหารเมืองลำพูน

หากจะให้ชัวร์ก็สั่งปีกไก่ เอ็นไก่ หรือปลาทอดสมุนไพร ไม่ก็กุ้งฝอยทอดมาไว้กินแก้เผ็ดด้วยก็ดี

 

ร้านครัววันดี มีพื้นที่กว้างขวาง บรรยากาศแบบรับประทานอาหารกลางสวนที่บ้าน อาหารสั่งได้เร็ว เสิร์ฟไว มีบ่อน้ำจัดสวยงามแกล้มเป็นอาหารตาที่ด้านใน นอกจากนี้ยังมีห้องจัดเลี้ยงไว้รองรับการประชุมสัมมนาด้วย (ไม่ใช่ธรรมดา) ใครติดโซเชียลเน็ตเวิร์ก เขามีไว-ไฟให้ใช้ฟรีแบบไม่ต้องง้อพาสเวิร์ดด้วยนะจ๊ะ

ครัววันดี เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-21.00 น. โทรถามทางหรืออยากจะจับจองอะไรพิเศษ ได้ที่เบอร์ 053-000-116 หรือ 08-1883-6215

http://khruawandeelamphun.com/

 

จับคู่รสชาติ ไฮบอล & อาหาร เพิ่มดีกรีความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 17:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/409096

จับคู่รสชาติ ไฮบอล & อาหาร เพิ่มดีกรีความอร่อย

โดย…สืบสิน

ใหม่กับการเฉลิมฉลองเป็นของคู่กัน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ต่างถูกคัดสรรมาเพิ่มดีกรีให้การเฉลิมฉลอง และหนึ่งในนั้นก็คือ ไฮบอล ซึ่งจับคู่มากับเมนูโปรด

คำว่า ไฮบอล (Highball) นี้เริ่มเรียกกันคุ้นหูมาตั้งแต่ในศตวรรษที่ 19 เพื่อใช้เรียกชื่อเครื่องดื่มจำพวก วิสกี้ ที่เสิร์ฟด้วยแก้วทรงสูง หรือเรียกว่า “บอล” ใช้แรกเริ่มในบาร์ของสมาคมสโมสรกอล์ฟ ณ ประเทศอังกฤษ ไม่นานนัก “The Highball” ก็กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในปี 1950 นับแต่นั้นมา

 

ในช่วงนั้น ประเทศญี่ที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม ต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยส่วนใหญ่ เครื่องดื่มประเภท วิสกี้ นั้นจะคิดว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับกลุ่มผู้ใหญ่และสูงวัย ซึ่งคนรุ่นใหม่หรือนักดื่มทั่วไปจึงหาหนทางอื่นที่จะเพลิดเพลินไปกับรสชาติ ของ วิสกี้ โดยที่สามารถดื่มคู่กับอาหารได้

 

ในญี่ปุ่น Highball ค่อนข้างได้รับนิยมอย่างสูง ที่เห็นเป็นประจำก็คือ Suntory ขวดกระดองเต่า (Suntory kakubin) ผสมโซดา แล้วก็อาจจะใส่ผลไม้สายซิตรัส อย่างเลมอนหรือส้ม

 

แล้ว Highball นี่เอง ถือเป็นการปฏิวัติวงการเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมหลักๆ ก็คือ วิสกี้ โซดา และเสิร์ฟด้วยแก้วขนาดใหญ่พร้อมน้ำแข็ง และด้วยสูตรที่ทำได้ง่ายแถมยังมีรสชาติที่กลมกล่อม ทำให้ Highball นี้กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นถึงขนาดที่ว่าสามารถหาซื้อได้ในรูปแบบกระป๋องตามร้านสะดวกซื้อ

ในปัจจุบัน เครื่องดื่มที่ปฏิวัติวงการเครื่องดื่มทั่วโลกนี้ ได้ตอบโจทย์แก่นักดื่มชาวไทย สำหรับคนที่อยากจะเปิดประสบการณ์ใหม่ โดยดื่มจับคู่กับอาหารเมนูโปรดปราน

 

 

 

พอถึงช่วงปลายปีผู้คนนักสำราญทั้งหลายมักมองหาร้านดีๆ บรรยากาศชิลๆ ไว้นั่งเมาท์กับเพื่อนฝูงทบทวนเรื่องราวต่างๆ

หลายคนคงนึกถึงบรรยากาศลานเบียร์ ซึ่งหลายคนก็คงคาดหวังว่าจะได้สัมผัสกับอากาศหนาวบ้าง แต่เรื่องมันเศร้าที่ปีนี้ฤดูหนาวบ้านเราขอวีซ่าไม่ผ่านพวกเราเลยอดสัมผัสอากาศเย็นๆ กันไป แต่ไม่เป็นไรถึงอากาศจะไม่หนาวเราก็หาที่บรรยากาศดีๆ สำหรับกินดื่มทดแทนไปก่อนได้

 

พูดถึงบรรยากาศและเครื่องดื่มดีๆ สักแก้วก็อย่าลืมมองหา Highball กันนะครับ ง่ายๆ เลยก็คือวิสกี้ ผสมโซดา แล้วมีเลมอนใส่ลงไป 1 ซีก จบ นี่คือแบบเบสิก แต่ที่ Black Highball Garden เขามีให้เลือกหลายแบบมาก ลืมบอกไปที่ Black Highball garden เขารวมเอา 3 ร้านเด็ดมาไว้บริการทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งในแต่ละร้านก็จะเลือกเมนูเด็ดมาให้เราได้กินกัน พร้อมกับเครื่องดื่ม highball

 

 

เมนู ที่แนะนำและเป็น Signature เลยก็คือ “Black Highball” มีส่วนผสมของวิสกี้ Johnnie Walker Black Label ผสมด้วยโซดาและเปลือกส้ม ความหอมของวิสกี้ ผสมกับกลิ่นเปลือกส้มทำให้แก้วนี้ดื่มง่าย

แก้วที่ 2 เป็น Black Dog Highball จาก 1881 by Water Library ข้างบนจะมีเปลือกส้มที่ลนไฟ มีความซ่าของ Ginger ale เป็นส่วนประกอบ

แก้วที่ 3 คือ Black Forrest Highball จาก Hyde & Seek Peek-a-Boo ใครที่ชอบรสชาติ แบบค็อกเทลแก้วนี้น่าจะถูกใจเพราะผสมผลไม้ แก้วนี้ไม่ผสมโซดา แต่ใช้เป็น Sparkling Water แทน

และแก้วสุดท้าย Passionata จาก 1881 by Water Library รสชาติเปรี้ยวนิดๆ มีส่วนผสมมะนาวและ Passion Fruit Syrup

 

เครื่องดื่มพร้อมทีนี้ก็เป็นคิวของอาหาร เมนูแรกจากร้าน Hyde & Seek Peek-a-Boo คือ Smoked Salmon & Prawn Pizza Tortilla แป้งตอติญ่ากรอบราดหน้าด้วยปลาแซลมอนรมควันและกุ้งลวกเสิร์ฟคู่กับซอส โหระพา แป้งตอติญ่าบางกรอบ บนผักและแซลมอน ได้กลิ่นของซอสโหระพาอ่อน

เมนูต่อมา Crispy Chicken Wings ปีกไก่ทอดเคลือบด้วยซอสพีกกะบูสูตรลับเฉพาะกับหอมเจียวและผักดอง ปีกไก่ทอดรสชาดหวานจากซอส กินคู่กับหอมเจียว ตัดความหวานแก้เลี่ยนด้วยผักดอง ตบท้ายด้วย Highball เข้ากันดีชะมัด

อีกเมนูจากร้าน 1881 by Water Library เป็น Siam Chicken Praline เนื้อไก่สับผสมกับเครื่องเทศไทยเสิร์ฟพร้อมกับซอสซัลซ่า มาในรูปแบบเสียบไม้คล้ายๆ ลูกชิ้น คลุกเคล้ามาในเครื่องเทศรสชาติกลมกล่ม เผ็ดนิดๆ แต่อร่อยได้ใจ

 

ตบท้ายด้วยเมนูใหญ่เบิ้มมากจากร้าน Tales of Gold Mine นั่นคือ BBQ Pork Baby Back Ribs ซี่โครงหมูบาร์บีคิว หมูเนื้อนุ่ม แล้วซอสบาร์บีคิวก็กลมกล่อมกำลังดี ใครชอบซี่โครงหมูบาร์บีคิวต้องห้ามพลาดเมนูนี้

นอกจากเครื่องดื่มดี อาหารอร่อยแล้วที่นี่เขายังมีดนตรีสดให้เราได้ฟังด้วย ไปลองเปิดประสบการณ์ใหม่กับ “Black Highball Garden” ณ Groove @ Central World

 

โจ๊กลุงหน่อง ขวัญใจคนรายได้น้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 17:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/409094

โจ๊กลุงหน่อง ขวัญใจคนรายได้น้อย

โดย…เสถียร ท้วมจันทร์

ทุกๆ เช้าบรรดาผู้ปกครองที่เดินทางมาส่งบุตรหลานมาเรียนหนังสือต้องแวะเข้าแถวซื้อ “โจ๊กลุงหน่อง” ที่เปิดขายบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านดอนโพ หมู่ 6 ต.สนามชัย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กินให้อิ่มท้องก่อนเข้าห้องเรียน เพราะนอกจากรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว ยังราคาถูกจนกลายเป็นขวัญใจนักเรียนและชาวบ้านที่มีรายได้น้อย

ราชันย์ ฝ้ายตระกูล หรือลุงหน่อง เล่าให้ฟังอย่างยิ้มแย้มว่า ครอบครัวเปิดขายโจ๊กบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านดอนโพมาแล้วกว่า 8 ปี เริ่มต้นสาเหตุที่เปิดร้านโจ๊กมาจากการที่มาส่งลูกที่โรงเรียนบ้านดอนโพเป็นประจำในช่วงเช้า ก่อนที่จะไปขายของตามตลาดนัด ซึ่งมีผู้ปกครองที่พาลูกมาเรียนหนังสือบางคนบ่นให้ฟังว่าลูกหลานยังไม่ได้กินข้าวเช้า เพราะไม่สามารถทำอาหารเช้าให้ทันก่อนมาโรงเรียน โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานตั้งแต่ช่วงเช้า จึงไม่มีเวลาเตรียมอาหาร บวกกับก่อนหน้านี้มักมีเด็กเป็นลมที่โรงเรียนอยู่บ่อยๆ จึงเกิดความคิดที่จะขายโจ๊ก เพื่อที่เด็กจะได้กินอาหารเช้าอิ่มท้องกันทุกคนก่อนเข้าห้องเรียน

 

“ผมและครอบครัวมาเปิดร้านขายโจ๊กก็ไม่ได้คิดจะมาหากำไร คิดแค่ว่าอยากให้เด็กได้มีอาหารเช้าทานอิ่มท้องก่อนเข้าเรียนหนังสือ และที่ขายราคาถูกก็เพราะผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่มีรายได้น้อย เด็กบางคนไม่มีเงินก็ให้กินฟรี ก็ถือว่าช่วยเหลือกันจุนเจือกัน เพราะเด็กส่วนใหญ่เป็นลูกๆ หลานๆ กันทั้งนั้น เชื่ออย่างหนึ่งครับว่าคนทำดีต้องได้รับผลดีตอบแทนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

ราชันย์ เล่าต่อว่า สมัยเป็นเด็กก็เคยเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านดอนโพ ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ขายโจ๊กราคาถูกเพราะสำนึกรักบ้านเกิด แต่ช่วงหนึ่งครอบครัวก็คิดจะเลิกขายเพราะเหนื่อยมาก ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามาเปิดร้านขายที่โรงเรียน ส่วนช่วงเย็นต้องไปขายไก่ทอดที่ตลาดนัด แต่ก็มีผู้ปกครองหลายคนที่พยายามให้กำลังใจ และขอร้องให้ขายต่อไป จึงคิดว่าจะขายอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่สามารถขายได้ โดยเปิดร้านขายตั้งแต่เวลา 06.30–08.00 น. โจ๊กราคา 5 บาท พิเศษ 10 บาท ใส่ไข่เพิ่ม 5 บาท และไก่ทอดชิ้นละ 5 บาท

 

รุ่งทิพย์ เนียมอินทร์ ชาวบ้านดอนโพ จ.สุพรรณบุรี บอกว่า ลูกสาวชอบกินโจ๊กร้านนี้มาก ต้องพาลูกสาวมากินประจำทุกเช้า ราคาก็ถูก แถมยังอร่อยอีกด้วย

ปัจจุบันโจ๊กลุงหน่องไม่เพียงเป็นขวัญใจนักเรียนของโรงเรียนบ้านดอนโพเท่านั้น ยังเป็นร้านที่ผู้ปกครองและชาวบ้านฝากท้องก่อนไปทำงาน

 

อร่อยเป็นกันเอง @ลิตเติ้ล ซันไชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/409091

อร่อยเป็นกันเอง @ลิตเติ้ล ซันไชน์

โดย…พาแลง

คาเฟ่น้องใหม่ขนาดกะทัดรัดบนถนนวิทยุชื่อ ลิตเติ้ล ซันไชน์ (Little Sunshine Cafe) เชิญชวนเราด้วยโทนสีขาวที่ดูสะอาดอบอุ่นสบายตา ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง กระจกใสด้านนอกทำให้เห็นรายละเอียดการตกแต่งในร้านที่จัดไว้อย่างน่ารัก แสดงถึงความใส่ใจของเจ้าของ ตั้งแต่การออกแบบ เลือกโทนสีไปจนกระทั่งข้าวของเฟอร์นิเจอร์ซึ่งเลือกเป็นไม้ทั้งหมด

ร้านลิตเติ้ล ซันไชน์ เกิดจากความฝันและความรักในการทำอาหารของป๋วย เจ้าของร้านที่ร่ำเรียนเป็นนักกำหนดอาหาร (Dietitian) จากอเมริกาและได้เรียนทำอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มเติมที่นิวยอร์ก และเรียนทำขนมที่ Le Cordon Bleu Dusit จนในที่สุดออกจากงานประจำมาเปิดร้านของตัวเอง

 

นอกจากความใส่ใจรายละเอียดการตกแต่งแล้ว ความโดดเด่นของอาหารและขนมร้านนี้ก็คือการนำความรู้ของนักกำหนดอาหารและประสบการณ์จากการเดินทางมาเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพลูกค้า บวกกับการสร้างสรรค์รสชาติอาหารที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่ละเมนูจึงมีครบทุกรสชาติที่ถูกปากคนไทยและเข้ากันได้ดีกับลิ้นลูกค้าต่างชาติ ทำให้ทุกเที่ยงวันที่นั่งจะเต็มทุกโต๊ะ

ประเดิมจานแรก พาสต้าไข่สามอย่างผัดมาในซอสรสเผ็ดเบาๆ โรยหน้าด้วยไข่ปลาเมนไทโกะ ไข่กุ้ง และไข่ออนเซ็น บีบมะนาวเพื่อตัดรสเค็มและมันของไข่ปลา เคี้ยวแล้วได้รสสัมผัสของไข่ปลาบวกความความหนึบของเส้นพาสต้า เมนูขายดีที่พลาดไม่ได้ต่อมาคือ ข้าวผัดแจ่วปลาแซลมอน เสิร์ฟคู่กับสมุนไพรแจ่ว ทั้งสะระแหน่ หอมแดง ผักชีฝรั่ง ใช้แซลมอนสดมาย่าง จานเดียวครบเครื่อง นอกจากสองเมนูอาหารคาว แต่ละวันยังมีเมนูพิเศษให้เลือกทาน เช่น พาสต้าครีมแซลมอน ข้าวซี่โครงหมูตุ๋น สปาเกตตี้น้ำพริกอ่อง และอีกหลายเมนูที่ต้องไปลอง

ส่วนขนมจะเป็นแบบโฮมเมด อบสดใหม่เวียนกันมาให้ชิมไม่ซ้ำ แต่ซิกเนเจอร์ของร้านต้องยกให้ Salted Caramel Butterscotch Blondies ที่หนึบหนับด้วยรสเค็ม มัน หอม หวาน ลองทานคู่กับชาร้อนหรือลาเต้ร้อนกลิ่นหอมๆ ลายสวยๆ เข้ากันดีนักแล ยังไม่นับขนมพิเศษในแต่ละวัน เช่น Banana Foster Cake with Ice Cream เค้กกล้วยหอมเนื้อนุ่มหวานน้อย เสิร์ฟคู่กับไอศกรีม หรือ Scones ที่หอมเนยตามแบบสูตรพิเศษของร้าน สำหรับเครื่องดื่ม แนะนำ Little Sunshine Soda สดชื่นเพราะผสมเนื้อเสาวรส รวมๆ แล้วเป็นมื้อที่เรียบง่ายและอิ่มอร่อยที่ต้องมาซ้ำ

ลิตเติ้ล ซันไชน์ คาเฟ่ อยู่ชั้น 1 สุทธวงษ์เพลส ในซอย 1 ถนนวิทยุ เปิดบริการจันทร์-เสาร์ 09.00-16.00 น. อัพเดทเมนูพิเศษแต่ละวันได้ที่เฟซบุ๊ก: Little-Sunshine-Cafe อินสตาแกรม : Littlesunshine.cafe และโทรจองได้ที่ 08-1725-7897

 

หม่ำซันเดย์บรันช์ปังๆ รับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 16:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/409087

หม่ำซันเดย์บรันช์ปังๆ รับปีใหม่

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

มื้อ “บรันช์” (Brunch) คือการ “สนธิ” ภาษาฝรั่ง จากคำว่า “เบรกฟาสต์” (Breakfast) กับ “ลันช์” (Lunch) เข้าด้วยกัน เป็นอาหารที่นำมื้อเช้าและมื้อเที่ยงมาเสิร์ฟรวมกัน ส่วนใหญ่จะนิยมไปรับประทานมื้อสายๆ จนถึงบ่ายๆ นี้กันในวันอาทิตย์ โดยมักจะเริ่มต้นราวๆ 11.30 น. ไปจนถึงบ่าย 3 บ่าย 4 กันเลยทีเดียว

การรับประทานมื้อบรันช์มีมานานพอๆ กับวัฒนธรรมการรับประทานดินเนอร์แบบหรูหรา อย่าง แกรนด์ดินเนอร์ ในวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งการไปร่วมรับประทานดินเนอร์อันเคร่งครัด ทำให้บรรดาผู้ดีทั้งหลายชักจะเริ่มอึดอัดตัวเอง เนื่องเพราะมัวแต่ต้องสนอกสนใจเรื่องของการแต่งกายให้เหมาะสม ทั้งต้องวางตัวให้ถูกกาลเทศะ จนกระทั่งแทบไม่อาจรับรู้รสเลิศของอาหารระดับสูงเหล่านั้น

 

ชนชั้นกลางในอังกฤษคือผู้บุกเบิกมื้อบรันช์ขึ้น ด้วยความรู้สึกว่า ไม่ใช่เพียงผู้ลากมากดีและบรรดาขุนนางที่มีฐานะสูงเท่านั้น จึงจะมีโอกาสได้รับประทานอาหารและเครื่องดื่มดีๆ ที่มีให้เลือกหลากหลาย ในช่วงรอยต่อของศตวรรษที่ 19 และ 20 ในกลุ่มคนธรรมดาๆ แต่พอมีสตุ้งสตางค์ในการจับจ่าย เริ่มหันมาใส่ใจในการรับประทานที่มีรสนิยม รวมทั้งอาหารดีๆ มีคุณภาพ มีให้เลือกหลากหลาย

 

บรันช์ในอังกฤษ เริ่มครั้งแรกในปาร์ตี้มื้อกลางวันเพื่อฉลองวันแม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงความรักที่มีต่อแม่แล้ว พวกกลุ่มชนชั้นกลางยังต้องการแสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลผู้ดีเท่านั้นหรอกจึงจะมีของดีรับประทานอร่อย โดยในปี 1895 พันช์ นิตยสารชื่อดัง กล่าวถึง บรันช์ ไว้ว่า… ถ้าคุณเป็นคนทันสมัยจริง ก็ต้องไม่พลาดการจัดหรือออกไปบรันช์…

 

สำหรับในสหรัฐ วัฒนธรรมบรันช์เริ่มต้นขึ้นราวๆ ทศวรรษที่ 1930 ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย เวลานั้นเสรีภาพของหญิงชายเป็นที่พูดถึงกันมาก หญิงสาวสามารถนุ่งกระโปรงสั้น หรือแม้แต่สวมกางเกงได้เฉกเช่นผู้ชาย การเปิดตัวออกไปพบปะกันในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่นิยมในกลุ่มหนุ่มสาว โดยเฉพาะในบรรดาสาวไฮโซทั้งหลายในยุคนั้น สถานที่รับประทานบรันช์ คือสถานที่ไปโชว์ความเก๋ไก๋และสไตล์ของตัวเอง

ตอนนี้เรามาอัพเดทซันเดย์บรันช์ปังๆ ล่าสุดกันดีกว่า…

แชมเปญซันเดย์บรันช์ (Champagne Sunday Brunch) หรือบุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นตำนานของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ปรับโฉมใหม่ เพิ่ม Billecart-Salmon Champagne แชมเปญระดับพรีเมียม และไวน์ที่คัดสรรอย่างดี ระหว่างเวลา 11.30-15.00 น.

 

เมนูอาหารจานเด่นจากห้องอาหารต่างๆ ของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารทะเลสด ทั้งหอยนางรม ตับห่าน ไข่ปลา และสเต๊ก จากห้องอาหารเมดิสัน ซูชิ ซาชิมิ จากห้องอาหารญี่ปุ่นชินทาโร่ อาหารไทยรสจัดจ้าน จากห้องอาหารไทย เดอะ สไปซ์ มาร์เก็ต และพิซซ่า พาสต้า ตำรับอิตาเลียน จากห้องอาหารอิตาเลียนบิสคอตติ รวมทั้งโคลด์คัท ชีส ที่ห้องป๊อปอัพ ชาคูทารี

ปิดท้ายด้วยขนมหวานนานาชนิด ราคา 3,450 บาท++ ต่อท่าน หรือ 2,490 บาท++ บาทต่อท่าน (ไม่รวมแอลกอฮอล์) เด็กอายุระหว่าง 6-12 ปี ราคา 1,250 บาท++ ต่อท่าน เด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี อิ่มอร่อยได้ฟรี สามารถเลือกที่นั่งรับประทานอาหารทั้งในห้องอาหารเมดิสัน เดอะ สไปซ์ มาร์เก็ต หรือ อควา บาร์ ตามความชื่นชอบ (โทร. 02-126-8866 หรืออีเมล dining.asia@anantara.com)

โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ นำเสนอประสบการณ์การรับประทาน ซันเดย์ แอท เดอะ เพน มื้อสายวันอาทิตย์ระดับเวิลด์คลาส ที่นำเสนอไม่เพียงแค่ความโก้หรู เป็นส่วนตัว

เริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง แฮมระดับพรีเมียม ชีสนานาชนิด ตับบด แซลมอนออร์แกนิกรมควัน ขนมปังตำรับฝรั่งเศส พร้อมผลไม้สด และโยเกิร์ต จัดเป็นสำรับเสิร์ฟถึงโต๊ะ ซุ้มอาหารจานเด่นจากแต่ละห้องอาหาร เช่น เป็ดปักกิ่งจากห้องอาหารเหม่ยเจียง ซุปข้นล็อบสเตอร์ ซีซ่าสลัด ตับห่าน และพาสต้า จากห้องอาหารริเวอร์คาเฟ่แอนด์เทอเรซ  รวมถึงซุ้มอาหารทะเลสดๆ อย่าง หอยนางรมหลากหลายชนิด กุ้งลายเสือ ล็อบสเตอร์ และปูอลาสกา อาหารจานหลัก เชฟจะปรุงสดจานต่อจานเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ เช่น บอสตัน ล็อบสเตอร์ เบเนดิกต์ หอยเชลล์ญี่ปุ่นราดซอสซุปข้นล็อบสเตอร์ เบอร์เกอร์เนื้อวางุ เสิร์ฟพร้อมตับห่าน และหอมแดงผัดในน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล ฯลฯ

 

ปิดท้ายมื้อด้วยขนมหวานที่สร้างสรรค์จากช็อกโกแลตระดับพรีเมียม พร้อมเครื่องดื่มนานาชนิด ราคา 2,200 บาท++ ต่อท่าน หรือ 3,200 บาท++ ต่อท่าน พร้อมแชมเปญ Louis Roederer สำหรับ 2 ท่าน หรือ 5,300 บาท++ ต่อท่าน พร้อมแชมเปญ Louis Roederer Cristal สำหรับ 2 ท่าน (โทร. 02-861-2888 หรือ diningpbk@peninsula.com)

มื้อบรันช์ ยาวๆ ไป @ บราสเซอรี ยูโรป้า โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ยังปัง! อยู่ เชฟคาร์โล วาเลนเซียโน รองหัวหน้าพ่อครัวบริหาร แนะนำเมนูใหม่สำหรับบุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อกลางวันวันอาทิตย์ (Sunday Longest Lunch) ที่เปิดโอกาสให้เพลิดเพลินกับคุณภาพอาหารระดับพรีเมียมในบรรยากาศสบายๆ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ยาวไปจนถึงเวลา 17.00 น. นู่นเลย ราคาเริ่มต้นที่ 2,200 บาท++ ต่อท่าน (อาหารพร้อมเครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์) ราคา 3,150 บาท++ต่อท่าน (อาหารพร้อมแชมเปญ Louis Roederer และเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์) และ 1,200 บาท++ ต่อท่าน สำหรับเด็กอายุระหว่าง 6-12 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี รับประทานฟรี เมื่อมาพร้อมผู้ใหญ่ (โทร. 02-162-9000 หรือ dining.siambangkok@kempinski.com)

แชมเปญบรันช์วันอาทิตย์ ชมวิวกรุงเทพมหานคร ณ ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ พบบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลสดสุดอลังการ พลาดไม่ได้กับหอยนางรมตัวโตหลายสายพันธุ์

 

บรรดาเชฟจะคอยให้บริการเข็นอาหาร ทั้งสลัดบาร์ และสปาเกตตี้ซอสต่างๆ รวมถึง หอยแมลงภู่ผัดซอสไวน์ขาวเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ เช่นเดียวกับอาหารจานหลักที่มีให้คุณเลือกสั่งได้อีกไม่จำกัด อาทิ ราวิโอลี่สอดไส้กุ้งมังกรโนวาสโกเทีย, ปลาโดเว่อร์โซลอบเนยราดซอสเมอร์เนีย ฯลฯ ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานสุดคลาสสิก เค้กโฮมเมดแสนอร่อย ราสเบอรี่ซูเฟล่อบใหม่ๆ ช็อกโกแลตชั้นเยี่ยม ตามด้วยกาแฟแก้วโปรด

แชมเปญบรันช์ Perrier-Jouet ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน ตั้งแต่เวลา 11.30-15.00 น. ราคา 3,955 บาท++ ต่อท่าน (โทร. 02-100-6255 หรือ diningcgcw@chr.co.th)

ห้องอาหารวัวล่า! โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพฯ สุขุมวิท อิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อสายวันอาทิตย์ พร้อมเพลิดเพลินกับแชมเปญ Moet-Chandon และเมนูอาหารหลากเมนู ทั้งอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ไทย ญี่ปุ่น เมนูเพื่อสุขภาพ อาหารทะเลสดใหม่นำเข้า และอาหารนานาชาติ อีกทั้ง เมนูซิกเนเจอร์ที่ปรุงโดยเชฟจากสูตรลับต้นตำรับก้นครัวคุณยาย (grandmother’s kitchen) ในราคา 4,750 บาทถ้วนต่อท่าน สำหรับแชมเปญบรันช์ หรือ 2,200 บาทถ้วนต่อท่าน สำหรับบุฟเฟ่ต์รวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เด็กอายุ 6-12 ปี ลดราคา 50% และเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี รับประทานฟรี ทุกวันอาทิตย์ เวลา 12.00-15.00 น. (โทร. 02-126-9999 ต่อ 3304 หรือ h5213-fb9@sofitel.com)

 

โฮคิทเช่น รสชาติตำรับฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 16:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/409086

โฮคิทเช่น รสชาติตำรับฮ่องกง

โดย…วิศิษฐ์ แถมเงิน

มี 2 สาขา “พระราม 3” และ “เหม่งจ๋าย” เสิร์ฟความอร่อยแก่คนที่ชื่นชอบอาหารจีนฮ่องกง สูตรเชฟดังระดับตำนาน “โฮ กว๊อก ฮิง” การันตีด้วยอายุ 14 ปี และ 12 ปี ที่เปิดให้บริการ (ตามลำดับสาขา)

ที่พระราม 3 อยู่สุดซอยพระราม 3 ซอย 52 (ถนนพระราม 3) ติดริมน้ำเจ้าพระยา มองเห็นฝั่งบางกระเจ้าใกล้แค่สายตา ส่วนบรรยากาศร้าน นั่งสบายใน 3 โซน โอเพ่นแอร์ ห้องกระจกติดแอร์ (ติดริมน้ำทั้งสองโซน) และห้องวีไอพี (ไม่ติดริมน้ำ)

วัตถุดิบทะเลสดใหม่ ว่ายน้ำตัวเป็นๆ ชอบแบบไหน เชิญเลือกสรรตามใจ อาทิ “ปูอลาสกา” “กุ้งมังกร 7 สี” “ปลาเก๋า” “ปลาตัวเป่า” ฯลฯ ทอด ผัด นึ่ง ซาชิมิ หม้อไฟ ทำได้ตามสูตรเชฟโฮ

เหล่านี้ถ้ามั่นใจว่าได้กินชัวร์ๆ รบกวนจองล่วงหน้า ไม่งั้นไปถึงเกิดลูกค้าล้น ก็อาจอดหมดสิทธิ เสียดายแย่ โดยสามารถสั่งได้ทั้งอะลาคาร์ต หรือเป็นเซต เซตใหญ่ เซตเล็ก

 

สั่งเมนูทะเลเรียบร้อย ระหว่างรออย่าให้ท้องร้อง จานเด็ดที่ทุกคนต้องลองลิ้ม “ติ่มซำ” แนะนำให้ไปช่วงกลางวัน ราคาลดกระหน่ำ 50% ไม่อิ่มห้ามเลิก “ซาลาเปาไส้ไหล” อันนี้ควรค่า ขนาดพอเหมาะ กินร้อน อร่อยมากกกก

“ผัดผักบุ้งซอสกะปิฮ่องกง” ผักบุ้งไทย ฉีกเป็นฝอย ผัดกับซอสกะปิที่เชฟโฮคิดค้น กุ้งแห้งนิดหน่อย แค่นี้ก็อร่อยล้ำแล้วล่ะ รสชาติเหมือนจะธรรมดา แต่ว่ามีอะไรให้ค้นหา เค็มๆ มันๆ และหอมกะปิ กินเล่นๆ หรือข้าวสวย ก็ตามแต่ชอบ ความกรอบผักบุ้งฉีกนี่ชนะเลิศ ซอสกะปิซึมเข้าเนื้อ

“ข้าวผัดโฮคิทเช่น” หนึ่งจานที่สั่งมาแชร์กันได้ เป็นข้าวผัดที่ผัดได้แห้ง เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมหม่ำ หรือจะบีบมะนาวลงไปและพริกน้ำปลาอีกเล็กน้อย แค่นี้รสชาติอร่อยก็เป็นไหนๆ เครื่องเคราไม่ต้องพูดถึง เยอะแยะไปหมด เป็ดย่าง กุนเชียง หมูแดง กุ้งสด ไข่เค็ม เม็ดเก๋ากี้ และสารพัดผักสีสัน

“หอยเชลล์ผัดซอสเอ็กซ์โอ” จานนี้เต็มปากเต็มคำกับหอยเชลล์สดๆ จากออสเตรเลีย หวานฉ่ำ นุ่มลิ้น เมื่อนำมาผัดกับซอสเอ็กซ์โอ ความอร่อยก็ยิ่งเป็นดับเบิ้ล คำเดียวและชิ้นเดียว คงไม่พอหรอก (เชื่อสิ) แกล้มด้วยบร็อกโคลี่ที่วางข้างจาน กรอบและหวานไม่ต่างกัน ขอคารวะเชฟโฮ

เปิดบริการทุกวัน ทั้งสองสาขา 11.00-14.30 น. และ 17.00-22.30 น. สำรองโต๊ะ สาขาพระราม 3 โทร. 02-294-5500 สาขาเหม่งจ๋าย (ถนนประชาอุทิศ) โทร. 02-934-7723

 

ส้มตำป้านง วัดปริวาส แซ่บจริง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/409084

ส้มตำป้านง วัดปริวาส แซ่บจริง!

โดย…แมงโก้หวาน

ถ้าพูดถึงวัดปริวาส ถนนพระราม 3 คนจะนึกถึงหลวงพ่อวงษ์ อดีตเกจิชื่อดัง และเครื่องรางสุดขลังของท่านคือ “เสือ” หรือที่เซียนพระเรียก “เสือหลวงพ่อวงษ์” นั่นเอง แต่ถ้าเรื่องอาหารก็ต้องส้มตำป้านง “อนงค์ ขำตระกูล” ร้านส้มตำริมน้ำเจ้าพระยา รสเด็ดอย่าบอกใคร ไปถึงร้านต้องสั่ง ขายดีมาก เอาเป็นว่าเจ้าของตำแทบไม่ได้พักตั้งแต่ 11 โมงครึ่งถึงเที่ยงครึ่งซึ่งเป็นช่วงพีกสุดๆ ของทุกวัน ส่วนใหญ่ลูกค้าจะโทรมาจองโต๊ะล่วงหน้า เต็มแล้วเต็มเลย เรียกว่าถ้าใครจะมารับประทานในช่วงเวลานี้ต้องจองก่อน

ทุกเมนูส้มตำแซ่บจริง อร่อยจัง รสชาติออกเปรี้ยวหวานได้ใจเพราะชิมมาแล้ว โดยเฉพาะส้มตำปูปลาร้ารสเด็ดขอบอก ทางร้านจะใช้น้ำปลาร้าของทางภาคอีสาน (ปลาหลากหลาย) กับปลาร้าภาคกลาง (ส่วนใหญ่ปลากระดี่) มาต้มรวมกันซึ่งจะได้น้ำปลาร้าที่อร่อย ส่วนมะละกอคัดสรรอย่างดีโดยใช้มะละกอดำเนินสะดวกที่เส้นกรอบเวลาเคี้ยวดังกรุบๆ ส่วนปูไม่ใช้ปูดองแต่ใช้ปูนาเอาไปทอดกรอบออกเหลืองๆ ชวนกินมาก ราคาไม่แพงแค่ 30 บาท ก็แซ่บได้

 

ว่าแต่อาหารประเภทตำมีถึง 12 รายการ นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ อีก 13 เมนูให้เลือก เช่น ยำปูม้า น้ำตก ตับหวาน คอหมูย่าง ต้มแซ่บกระดูกอ่อน ไก่ทอด เป็นต้น ร้านเด็ดขนาดนี้จึงต้องมาบอกกัน เพราะกินคนเดียวไม่มีความสุขหรอก (ฮ่า)

ว่าแต่ร้านเปิดวันอังคารถึงวันอาทิตย์ หยุดวันจันทร์ เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ไม่เปิดให้จองโต๊ะเพราะลูกค้ามากินตลอด ส่วนใครมาช้าอาจอดเพราะบ่ายสองร้านปิดแล้ว ไปลองชิมดู ลองโทรไปก่อนได้ที่ 08-0049-1975, 08-1340-6074

 

ยำส้มโอ อร่อยชื่นใจไม่อ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/408953

ยำส้มโอ อร่อยชื่นใจไม่อ้วน

โดย…อณุสรา ทองอุไร

เข้าสู่เดือนแรกของปีนี้ แม้จะเพิ่งเดือน ม.ค แต่อากาศก็ไม่ได้เย็นชื่นใจแบบที่ควรจะเป็น ยังคงเหงื่อไหลไคลย้อยร้อนระอุไม่ต่างกับเดือน เม.ย.เลยทีเดียว เมื่ออากาศร้อนๆ เช่นนี้ ต้องหาอาหารการกินที่ช่วยดับร้อนสักหน่อยให้ชื่นใจ เผื่อคุณผู้อ่านนึกอยากจะหาเมนูที่หารับประทานยาก อร่อย ให้ความสดชื่น แถมยังเป็นอาหารที่ไม่ทำลายสุขภาพเพราะมีผลไม้เป็นส่วนประกอบหลัก เป็นเมนูที่ไม่ได้หรูหราราคาแพงอะไร แต่ก็ไม่ใช่เมนูที่จะหารับประทานได้ง่ายๆ อีกทั้งหากไม่มีฝีมือจริงๆ ก็ยากที่จะทำได้อร่อยกลมกล่อมถูกปากจริงๆ นะจะบอกให้

แต่ที่จะมาแนะนำกันคราวนี้ถือว่าเป็นเมนูสตรีทฟู้ดส์ ที่อยู่ในโรงแรมแต่รสชาติโดดเด่นโดนใจมิใช่น้อย จะนำไปเป็นของฝากญาติผู้ใหญ่ เพื่อนฝูง เพื่อนเจ้านายต่างชาติมั่นใจได้ว่าไม่ทำให้ผิดหวัง ไปชิมมาแล้วรับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวัง แถมที่โรงแรมอินดิโก้ ถนนวิทยุ (02-207-4999) นี่ยังมีภาชนะใส่ให้ดูดีน่าใช้น่ารับประทานจริงๆ เอาไปบรรณาการแก่ผู้ใดคงถูกใจผู้รับอย่างแน่นอน

เชฟจิมมี่-จำลอง ปิวไธสงค์ บอกว่า เรื่องรสชาติต้องให้ได้แบบดั้งเดิมสมัยคุณย่าคุณยายมาปรุงให้รับประทานกันเลย นอกจากรสชาติอร่อยกลมกล่อมแล้วหน้าตาของยำที่ออกมาต้องดูดีเชิญชวนให้มาชิมด้วย เริ่มจากเลือกส้มโอเนื้อขาวจาก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม แท้ๆ มาเป็นองค์ประกอบหลักเพราะเนื้อจะแห้งไม่เละ ยำออกมาจะดูแห้ง รสชาติจะไม่หวานมากเหมือนส้มโอสีชมพูเนื้อจะเละน้ำเยอะ ยำออกมาจะแฉะ ไม่น่ารับประทาน

ส่วนน้ำยำนั้นใช้น้ำมะขามและน้ำตาลปี๊บ นำมาเคี่ยวให้ออกเหนียว เติมซีอิ๊วขาวลงไป ชิมรสให้เปรี้ยวนิด เค็มหน่อย หวานน้อย แล้วใส่ส่วนเครื่องปรุงก็จะมีมะพร้าวคั่วใหม่หอม หัวหอมไทยเจียว กระเทียมเจียว กุ้งแห้งป่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วแห้งกรอบแล้วมาตำ ใบมะกรูดซอยละเอียด ใบสะระแหน่ฉีก เพิ่มความน่ารับประทานด้วยการใส่กุ้งสดลวกหรือไก่ต้มฉีก โรยหน้าลงไปหลังจากยำเสร็จ

“แต่ถ้าเป็นมังสวิรัติก็ไม่ต้องใส่ เป็นอาหารที่ดีกับสุขภาพไขมันต่ำ ไม่มีเนื้อสัตว์ หากชอบผักก็หาผักสดมาแนมด้วยก็ได้แล้วแต่ชอบ หากชอบเผ็ดก็โรยพริกป่นลงไปได้ พริกขี้หนูสดจะไม่เข้ากันนะ”

 

กินคลีนแบบไทยๆ ใส่ใจสุขภาพแบบไม่แพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2559 เวลา 12:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/408749

กินคลีนแบบไทยๆ ใส่ใจสุขภาพแบบไม่แพง

โดย…พริบพันดาว ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การกินคลีนเพื่อสุขภาพ แน่นอนก็ต้องหมายถึงอาหารคลีนกำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนเมือง เพราะเทรนด์รักษารูปร่างและสัดส่วน รวมถึงร่างกายที่แข็งแรงและพลังชีวิตที่เข้มแข็งของวัยรุ่นหนุ่มสาวคนเมืองที่มีชีวิตเร่งร้อนกำลังมา

การกินคลีนแบ่งด้วยกัน 3 แบบตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน คือ 1.กินคลีนเพื่อสุขภาพ 2.กินคลีนเพื่อลดหุ่นและน้ำหนักเพื่อกำจัดกำจัดไขมัน และ 3.กินคลีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ดูฟิตและเฟิร์ม ซึ่งทั้งหมดมีหลักการเดียวกัน แต่แตกต่างกันในรายละเอียด

หลักการของการกินคลีนก็คือการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทั้งแตกต่างและหลากหลาย จัดสัดส่วนปริมาณอาหารเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อหาอาหารต่างๆ เอาใจใส่ในวัตถุดิบที่ปลอดภัย ส่วนผสม และวิธีการปรุง ต้องมีวินัยในการควบคุมพลังงานและสารอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายของแต่ละคน โดยมีข้อปฏิบัติขั้นพื้นฐาน หลีกเลี่ยงการทานอาหารสำเร็จรูป กึ่งสำเร็จรูป และแช่แข็งทุกชนิด

อย่างที่ว่าการกินคลีนมีคอนเซ็ปต์หรือแนวคิดมาจากตะวันตก เพราะฉะนั้นสูตรและวัตถุดิบจึงไม่ค่อยเหมาะกับชาวเอเชียเท่าไหร่นัก ที่สำคัญคือบรรดาพืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ และน้ำมัน ล้วนเป็นอาหารนำเข้าที่ไม่ใช่พืชประจำท้องถิ่น

เพราะฉะนั้น การกินคลีนแบบไทยๆ หรือกินคลีนวิถีไทย หมายถึงอาหารไทยที่คลีน จึงเป็นทางเลือกที่ไม่น่ามองข้าม และทำอย่างไรให้ตอบโจทย์อย่างเหมาะสมกับคนไทยยุคปัจจุบัน

เอกลักษณ์อาหารไทย

จากผลการสำรวจ 50 อาหารที่อร่อยที่สุดในโลกในหลายต่อหลายปี โดยซีเอ็นเอ็น ปรากฏว่าอาหารไทยติดหลายอันดับ ได้แก่ ส้มตำ น้ำตกหมู ต้มยำกุ้ง และแกงมัสมั่น ขนาด บิล เกตส์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ยังได้เผยถึงความประทับใจที่มีต่ออาหารไทย เนื่องจากอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ฉบับเสริมการเรียนรู้ อธิบายถึงอาหารไทยว่าโดยทั่วไป คนไทยมักจะกินอาหารเป็นสำรับ ประกอบด้วยข้าวเป็นจานหลัก แล้วมีกับข้าวอีก 2-3 อย่าง แต่หากอยู่ในช่วงเร่งรีบก็อาจจะตักกับข้าวทุกอย่างใส่ในจานเดียว ที่เรียกว่า “ข้าวราดแกง” อาหารไทยมีหลายประเภท เช่น อาหารคาว อาหารหวาน อาหารว่าง (ของกินเล่น) นอกจากนี้ยังมีอาหารตามท้องถิ่น อาหารตามฤดูกาล และอาหารตามเทศกาลอีกด้วย

อาหารไทยที่โดดเด่นคืออาหารตามฤดูกาลที่นิยมทำกินเป็นพิเศษในฤดูนั้นๆ ซึ่งมักจะสอดคล้องกับสภาพอากาศ ปัจจุบันอาหารไทยร่วมสมัยแบ่งออกเป็น อาหารไทยโบราณ อาหารประจำภาค อาหารแบบชาววัง และอาหารไทยร่วมสมัย

อาหารไทยหนึ่งมื้อจะประกอบด้วยการผสมผสานอาหารหลายๆ ประเภทในมื้อเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแกง น้ำแกง กับข้าวประเภทผัด น้ำพริก เครื่องจิ้มผักสด และยำประเภทต่างๆ ซึ่งรสชาติอาหารเหล่านี้จะมีทั้งเผ็ดร้อนและกลมกล่อมผสมผสานกัน

กินคลีนวิถีไทย

อาหารไทยได้รวบรวมสุดยอดศิลปะการปรุงอาหารของชาวเอเชียตะวันออก เป็นศิลปะการปรุงอาหารไทยมีต้นกำเนิดจากการผสมผสานของศิลปะการปรุงอาหารที่หลากหลาย มีการประยุกต์โดยใช้สมุนไพรพื้นเมืองที่สมบูรณ์ภายในประเทศ ด้วยรูปลักษณ์อาหารน่ารับประทาน ขณะที่ใช้เนื้อสัตว์ปรุงอาหารในปริมาณจำกัด และเน้นคุณค่าของสมุนไพรและผักสดต่างๆ ทำให้อาหารไทยอร่อยทั้งรสชาติ สารอาหารครบถ้วนและดีต่อสุขภาพ

สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้สัมภาษณ์แบบชี้ชัดว่า การกินอาหารแบบไทยๆ หรือวิถีไทยล้วนเป็นอาหารคลีน โดยเฉพาะอาหารไทยในยุคก่อนที่มาจากผักพื้นบ้านที่ปลูกเองและสัตว์ที่จับจากแหล่งธรรมชาติหรือเลี้ยงเอง

“อาหารไทยประเภทต้ม แกง น้ำพริก ยำ อบ และนึ่ง หรือพวกส้มตำเป็นอาหารคลีนได้หมดเลย แต่ต้องมีสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ ยกตัวอย่างแกงเลียง ซึ่งเป็นอาหารคลีนได้ด้วยตัวมันเอง แต่ถ้าใส่กะปิจนเค็มปี๋ ใส่ผงชูรส หรือบางทียุคนี้เอาหมูสามชั้นใส่ในแกงเลียงกันแล้ว เพี้ยนและประหลาดมาก แกงเลียงถ้วยนั้นก็ไม่ใช่อาหารคลีน ส้มตำก็เป็นคลีนได้ ถ้าจานนั้นไม่ใส่ปลาร้าเยอะมาก แล้วก็เค็มปี๋ ผงชูรสใส่เยอะหมดเลย ส้มตำกินกับปลาเผา กินกับไก่ก็ต้องเป็นไก่ที่เลาะเอาหนังออก”

สง่า ยังบอกว่าน้ำพริกเป็นอาหารคลีนได้เกือบทั้งหมดเลย เพราะเวลากินน้ำพริกก็ต้องกินกับผักสด ผักลวก หรือผักต้ม

“ขอเตือนว่าการกินคลีนนั้น อย่าได้ไปหลงใหลได้ปลื้มกับสูตรของฝรั่งต่างชาติ ไปกินอโวคาโด ไปกินผักวอเตอร์เครส และอีกหลายต่อหลายผักที่ไม่ใช่พืชท้องถิ่น ซึ่งมีราคาแพงมากๆ จานละหลายร้อยบาท เราสามารถทำอาหารคลีนกินเองได้ที่บ้าน โดยไม่ต้องอาศัยไปฝากท้องกับแม่ค้านอกบ้าน เริ่มจากครัวตัวเองได้เลย”

นอกจากนี้ สง่า ยังย้ำว่า อาหารคลีนไม่ใช่อาหารออร์แกนิกหรืออินทรีย์ เพราะพอพูดคำว่าออร์แกนิกปุ๊บ ก็จะกลายเป็นแค่อาหารปลอดภัย อาหารไม่มีสารปนเปื้อนไป เพราะออร์แกนิกเป็นเพียงหนึ่งในคุณสมบัติของอาหารคลีน และคุณสมบัติของอาหารคลีนก็คือ

1.อาหารคลีนคืออาหารที่ได้มาจากธรรมชาติ ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งแต่น้อย เน้นการปรุงแต่งไม่เยอะ

“อาหารอะไรก็แล้วแต่ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งมาก เก็บไว้นานๆ แล้วเอามากิน อยู่ในรูปการแช่แข็งและถนอมอาหาร อาหารเหล่านั้นไม่ใช่อาหารคลีน อาหารคลีนต้องเป็นอาหารสดๆ ใหม่ๆ” สง่าพูดย้ำ

2.อาหารคลีนจะต้องมีรสธรรมชาติ ไม่หวานจัด มันจัด และเค็มจัดจนเกินไป

“อาหารคลีนต้องปรุงแต่งไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจืดชืดสนิท การที่บอกว่าเป็นอาหารคลีนแล้วใส่ผงชูรสลงไป อย่างนั้นก็ไม่ใช่อาหารคลีนเหมือนกัน”

3.อาหารคลีนต้องเป็นอาหารที่มีครบ 5 หมู่

“อย่าไปคิดว่าอาหารคลีนคือการกินผัก กินมังสวิรัติ อาหารคลีนต้องกินคาร์โบไฮเดรตที่เป็นพวกข้าว โดยเฉพาะข้าวกล้อง อาหารคลีนถ้านำมากินกับข้าวที่ขัดสีจนขาว นั่นไม่ใช่อาหารคลีน ถ้าเป็นคาร์โบไฮเดรตแบบไทยๆ แล้วต้องเป็นข้าวกล้อง จานไหนที่บอกว่าเป็นอาหารคลีนราคาแพง 120 บาทบ้าง 200 บาทบ้าง แล้วใช้ข้าวขาว อาหารคลีนจานนั้นโกหก เพราะว่าข้าวขาวเป็นข้าวที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งขัดสี ซึ่งมันไม่ใช่คุณสมบัติของอาหารคลีน

“อาหารคลีนกินโปรตีนได้ แต่เป็นโปรตีนที่เน้นว่าจะต้องมาจากปลา หรือเป็นไข่ เป็นถั่วเมล็ดแห้ง อยากเน้นโปรตีนที่มาจากพืช ถามว่ากินเนื้อหมูเนื้อวัวเนื้อไก่ได้ไหม? …กินได้ แต่ให้กินน้อยลงถึงน้อยที่สุด เป็นเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน แน่นอนที่สุดขาดผักไม่ได้ ถ้าไม่มีผักแสดงว่าอาหารจานนั้นไม่ใช่อาหารคลีน การกินคลีนควรจะมีผลไม้ กินตามอาหารมือหลักไปด้วย และสุดท้ายอาหารคลีนจะต้องมีไขมันขนาดพอดีและไม่มากจนเกินไป”

4.อาหารคลีนต้องเป็นอาหารที่สะอาดและปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อน

“เพราะฉะนั้นอาหารคลีนจึงมักจะใช้ผักที่ออร์แกนิก ซึ่งจะเห็นว่าออร์แกนิกเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด อย่าลืมว่ากินคลีนอย่างเดียวสุขภาพไม่ดีหรอก ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แล้วสลัดความเครียดออกจากตัวเองให้เร็วที่สุด เพราะฉะนั้นการกินคลีนถ้าจะเริ่มกินในปีใหม่นี้เพื่อเป็นของขวัญให้กับตัวเอง ให้หันมากินคลีนแบบไทยๆ หมั่นสนใจออกกำลังกาย สุขภาพคุณก็จะดี” สง่าปิดท้ายถึงการกินอาหารคลีนแบบไทย

เมนูอาหารคลีนแบบไทยๆ

คนเมืองรุ่นใหม่หันมาสนใจอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น แต่การจะทำอาหารคลีนกินเองทุกวันคงเป็นเรื่องยากไม่น้อยกับชีวิตในสังคมเมืองที่ต้องแข่งขันกับเวลา ยิ่งเป็นอาหารไทยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ธนิสร ฤกษนันทน์ ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “ครัวแบบคลีน ทุกคนทำได้” ไว้ว่า เมนูอาหารคลีนที่ทำได้ง่ายและดีต่อสุขภาพ และปริมาณพลังงานในแต่ละมื้อที่ร่างกายที่ต้องการในแต่ละวัน คือ ผู้หญิงต้องการ 1,600 แคลอรี และผู้ชายไม่เกิน 2,000 แคลอรี

“การทำอาหารกินเองต้องเริ่มจากการเลือกวัตถุดิบที่สะอาด ปลอดภัยไร้สารพิษ วิธีการปรุงสะอาด และที่สำคัญคือ เครื่องปรุง ซึ่งก่อนซื้อทุกครั้งควรดูฉลากโภชนาการโดยละเอียด และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่โซเดียมต่ำ หากกินโซเดียมมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ น้ำมันควรเลือกให้ตรงกับวิธีการปรุงอาหาร อย่างน้ำมันถั่วเหลือง มีจุดอิ่มตัวต่ำเหมาะกับการผัด น้ำมันปาล์มมีจุดอิ่มตัวสูง เหมาะกับการทอด ส่วนน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่มีจุดอิ่มตัวต่ำมาก เหมาะกับการปรุงอาหารทุกประเภท”

ธนิสร แนะนำให้ประกอบอาหารเองกินเองที่บ้าน เพราะสามารถควบคุมเมนูอาหารได้ อาหารคลีนแบบไทยที่ทำง่ายๆ ที่ธนิสรยกมาเป็นตัวอย่างคือ “ยำเห็ดสามสี” ที่มีรสชาติจัดจ้านแบบไทย ที่ประกอบไปด้วย เห็ด 3 ชนิด (ตามชอบ) เช่น เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง เป็นต้น และยังมีหอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย หอมหัวแดง ต้นหอม เป็นส่วนประกอบ พยายามหลีกเลี่ยงเครื่องปรุงรสที่ให้พลังงานสูง และหันมาใช้แบบคลีน เช่น น้ำมันมะกอกแทนน้ำมันพืชหรือปาล์ม และน้ำตาลทรายแดงแทนน้ำตาลทรายขาว เป็นต้น

“เมนูนี้มีคุณค่าสารอาหารมาก และมีพลังงานรวมเพียง 142.6 กิโลแคลอรี เหมาะกับผู้หญิงที่อยากลดน้ำหนักและสุขภาพดีควบคู่กันไปด้วย”

อีกเมนูหนึ่งที่คือ “ข้าวต้มปลาไรซ์เบอร์รี่” ที่มีวัตถุดิบเป็น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปลากะพง ขิงซอย ขึ้นฉ่าย กระเทียมเจียว น้ำซุปจากกระดูกปลา

“เป็นเมนูที่มีคุณค่าทางอาหารสูงจากข้าว ปลา มีการปรุงแต่งน้อย เพราะได้รสชาติจากน้ำซุปกระดูกปลา และยังย่อยง่ายอีกด้วย”

การกินคลีนเป็นการกินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ ซึ่งคืออาหารที่ให้ประโยชน์ได้ในสภาพธรรมชาติของมัน ไม่ต้องผ่านกระบวนการดัดแปลง แต่งสี แต่งกลิ่น ปรุงรส หรือทำให้มีสารอาหารครบถ้วน อาหารคลีนแทบจะไม่ผ่านการปรุงแต่ง หรือเป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาน้อยมากจนแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไร เรียกได้ว่าคงความธรรมชาติและสารอาหารตั้งต้นเอาไว้ในอาหารให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อมาปรุงเป็นอาหารไทยจึงได้รสชาติที่สดใหม่อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนกับอาหารไทยในแบบโบราณที่ปรุงสดใหม่จากวัตถุดิบข้างบ้านไร้สารพิษ

การกินคลีนด้วยการปรุงเป็นอาหารไทยเป็นตัวเลือกใหม่สำหรับคนยุคนี้ ที่อยากใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง ปลอดจากโรคภัย แถมถูกปากและอร่อยด้วยความสดใหม่อย่างเป็นธรรมชาติแท้ของอาหาร

 

Festive Holiday

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2559 เวลา 13:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/408066

Festive Holiday

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ : cookool studio

ฉบับแรกประจำปี 2559 ขอใช้พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้กล่าวสวัสดีปีใหม่แก่คุณผู้อ่าน Heart Eat ทุกท่านทั้งขาประจำและขาจร พรใดคงไม่ประเสริฐเท่ากับสุขภาพที่แข็งแรง และความรักใคร่ในหมู่มวลมนุษย์โลก ที่จะทำให้อาหารจานไหนๆ ก็อร่อยถูกปากไปหมด

Heart Eat ฉบับนี้ยังคงยึดพื้นที่ในช่วงเวลาแห่งความสุข นำเอาสูตรขนมที่เหมาะสำหรับช่วงเทศกาล ทั้งทำกินเองที่บ้านหรือจะนำไปเป็นของขวัญแบบฉบับโฮมเมด โดยมากในช่วงเวลาเฉลิมฉลองแบบนี้ ในซีกโลกตะวันตกที่ย้อนกลับไปเป็นร้อยปีได้ เขามี “Tradition” หรือแบบแผนของการเฉลิมฉลองด้วยขนมที่มีเกร็ดน่ารักน่ารู้ที่น่าสนใจ เราคงอาจสงสัยกันว่าทำไมขนมในช่วงคริสต์มาสของฝรั่งถึงหวานนัก? คำตอบแรกเลยคือ สมัยนั้นน้ำตาลเป็นสิ่งของหายาก ต้องมาจากอีกทวีปหนึ่งโดยขนส่งมาทางเรือ ราคาของน้ำตาลทรายสูงนัก เลยทำให้บ้านไหนที่มีขนมหวานไว้เลี้ยงแขก แจกญาติในช่วงเทศกาล ถือว่าเป็น “ไฮโซ สวยและรวยมาก” อย่างภาษาปัจจุบัน ดังนั้นขนมในช่วงคริสต์มาสถึงได้ค่อนหนักไปทางหวานๆ เคลือบน้ำตาล น้ำเชื่อม ยังมักเพิ่มเติมผลไม้ที่แช่อิ่มด้วยน้ำตาลลงไปในส่วนผสม หรืออาจตกแต่งไว้ด้านนอก ที่ไม่เพียงแค่ “โชว์ฐานะ” เท่านั้น ยังช่วยให้ขนมเก็บไว้ได้นานขึ้นอีกด้วย

นอกจากความแพงของน้ำตาลแล้ว เหล่าเครื่องเทศต่างๆ จากซีกโลกตะวันออก ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องแสดงความฟู่ฟ่าทางฐานะการเงินของเจ้าของงานเลี้ยงในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลเฉลิมฉลอง เพราะพวกเครื่องเทศ ไม่ว่าจะเป็นอบเชย กระวาน กานพลู ล้วนแล้วแต่มาจากฝั่งเอเชีย ตะวันออกกลางและอินเดีย การนำเอาเครื่องเทศมาเติมแต่งในขนมหวาน แน่นอนว่าเกิดขึ้นหลังจากการแลกเปลี่ยนสินค้าจากซีกโลกตะวันออกไปยังตะวันตกอีกเช่นกัน อาหาร เครื่องปรุง เครื่องเทศจากโลกตะวันออก ถือเป็นเครื่องบ่งบอกความร่ำรวยในยุคที่การเดินเรือเป็นทางเดียวที่จะขนส่งสินค้าได้รวดเร็วข้ามโลกที่สุด อย่าเปรียบเทียบกับตอนนี้เพราะคุณผู้อ่านอาจไม่เห็นภาพ ตัวอย่างง่ายๆ เลยว่า โต๊ะอาหาร Feast ใหญ่ๆ ในยุโรปในช่วงเวลาหนึ่งเน้นการตกแต่ง Center Piece ด้วยสับปะรด เพราะหายากและมาจากแอฟริกาเท่านั้น นี่คือหนึ่งในตัวอย่าง

พวกขนมในคริสต์มาสหรือปีใหม่ จึงมีส่วนผสมของเครื่องเทศ และเน้นความหวานหอมของน้ำตาลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เวลาจะรับประทานอาจทำให้เจือจางอีกนิดด้วยการเสิร์ฟกับครีม จนเป็นที่มาว่าเพลงคริสต์มาสของเด็กๆ อย่างเพลง Christmas Pudding จึงมีท่อนหนึ่งที่บอกว่าก่อนกินต้องราดครีมจนทั่ว เห็นไหมว่าวัฒนธรรมการกินยังเรียนรู้ได้จากเพลงอีกด้วย

ฉบับนี้ผู้เขียนจึงอยากนำเอาไอเดียการกิน Christmas Pudding ในแบบสมัยใหม่ ที่ใช้สูตร Fruit Cake เข้ามา เอ่ยถึง Fruit Cake เขาว่ากันว่า ฟรุตเค้กถ้าไม่ชอบไปเลย ก็คือเกลียดไปเลย คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งกลัวเพราะสูตรนี้เราใช้หลักการของ Light Fruit Cake ที่เนื้อนุ่มเบา ไม่หนักหวาน และเลือกแต่ผลไม้ที่ชอบแต่งเติมลงมาใส่ สำหรับ Heavy Fruit Cake ที่หลายคนกลัวนั้นจะราดและเคลือบด้วยน้ำเชื่อม ผลไม้อาจจะเยอะแยะจนหนักหวานและแคลอรี สูตรนี้ตรงกันข้ามกับที่ว่ามาทั้งหมด ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาทำแจกญาติชิมไปบ้าง ได้รับคำชมว่ารับประทานกับกาแฟหรือชาในตอนเช้าแสนจะเข้ากัน ยิ่งกินยิ่งมันหยุดไม่ได้ จากส่วนผสมที่หวานน้อยๆ ตัดสูตรน้ำตาลจากเดิมของฝรั่งไปกว่าครึ่งก็ยังอร่อยอยู่ เคล็ดลับมีเพียงนิดนึงคือ ต้องใช้เนยที่ไม่เย็นและไม่เหลวจนเกินไป พร้อมกับไข่ที่อุณหภูมิห้อง หลักการเดียวกับบัตเตอร์เค้กทั่วๆไป อย่าลืมว่าลูกเกดที่เลือกใช้คุณผู้อ่านสามารถลดความหวานได้โดยเลือกยี่ห้อที่ปราศจากน้ำตาล และนำมาแช่น้ำอุ่นสักครั้งหนึ่งล้างเอาความหวานรอบหนึ่งออกไป ก่อนจะแช่ให้นุ่มนิ่มด้วยเหล้ารัมดีๆ ถ้าไม่ชอบเหล้ารัมไม่ต้องกังวล ลองเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำแอปเปิ้ลก็ให้ผลดีไม่ต่างจากเหล้ารัมเลย

สูตรนี้ทำแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นได้สบายๆ หลายวัน เวลาจะรับประทานเพียงแค่นำมาอุ่นในไมโครเวฟ หรือจะเป็นเตาติ๊ง แบบเตาอบขนาดเล็กก็ได้ไม่ผิดหวัง

Cookool Black Raisin & Rum Cake

เนยจืด 120 กรัม

น้ำตาลทรายขาว ½ ถ้วย

น้ำตาลทรายแดง แบบสีเข้ม ½ ถ้วย

ไข่ไก่ 3 ฟอง

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย + ¼ ถ้วย

เกลือป่น ½ ช้อนชา

อบเชยป่น ½ ช้อนชา

ลูกเกดสีอ่อน ½ ถ้วย

ลูกเกดสีเข้ม ½ ถ้วย

เหล้ารัม ¼ ถ้วย

น้ำสะอาด ½ ถ้วย

วิธีทำ

• คืนก่อนหน้าที่จะทำขนม ผสมน้ำสะอาด เหล้าและลูกเกดทั้งสองชนิดลงในชาม นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 นาทีเพื่อให้ร้อน พักไว้สักครู่แล้วนำเข้าตู้เย็น หมักลูกเกดไว้อย่างน้อย 1 คืน เมื่อถึงเวลาทำเค้กให้นำออกมาพักไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 2 ชั่วโมง พร้อมไข่ไก่ด้วยเลย

• เริ่มทำเค้ก โดยร่อนแป้ง เกลือ และอบเชยเข้าด้วยกัน พักไว้

• หั่นเนยจืดในโถตี แล้วพักไว้ที่อุณหภูมิห้อง สำหรับสูตรนี้จำเป็นต้องให้เนย ไข่ไก่ และลูกเกดมีอุณหภูมิใกล้เคียงกัน

• เตรียมพิมพ์และเตาอบ โดยทาเนยลงในพิมพ์ หากพิมพ์มีก้นที่กว้าง แนะนำให้ปูกระดาษไขรองก้นพิมพ์ แล้วทาเนยร่อนแป้งบางๆ เพื่อให้ขนมร่อนออกจากพิมพ์ได้โดยง่าย อุ่นเตาอบไว้ที่ 170 องศา

• “ครีม” หรือตีเนยกับน้ำตาลทั้งสองชนิดให้เบาฟู ที่ความเร็วค่อนข้างสูง ใช้เวลาประมาณ 5-8 นาที

• ค่อยๆ เติมไข่ไก่ลงไปทีละน้อยจนหมด ปาดขอบโถและตีต่อไปจนเนียนเข้ากัน

• เติมแป้งที่ร่อนแล้วลงไป ตีให้พอเข้ากัน จากนั้นเติมลูกเกดพร้อมน้ำที่แช่ลูกเกดลงไป ตะล่อมให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียว

• เทลงพิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าอบทันทีที่ 170 องศาอบเค้กโดยใช้เวลาประมาณ 50-60 นาที ขึ้นอยู่กับความกว้างและขนาดของพิมพ์ วิธีสังเกตคือ เนื้อเค้กจะหดจากพิมพ์เล็กน้อย ใช้ไม้แหลมจิ้มลงกึ่งกลางพิมพ์ เพื่อดูว่ามีเศษเค้กแฉะๆ ติดขึ้นมาหรือไม่ นำออกมาพักบนตะแกรงรอให้อุ่นๆ แล้วคว่ำออกจากพิมพ์

• รอให้เย็นสนิท ตกแต่งตามชอบ

• วิธีเสิร์ฟ : หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีเสิร์ฟ อุ่นในไมโครเวฟประมาณ 10-15 วินาที เสิร์ฟกับวิปครีมเย็นๆ