ดื่มฉลองแบบคนรักกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575239

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ดื่มฉลองแบบคนรักกาแฟ

เรื่อง คาเอรุ

สวัสดีปีใหม่ พลพรรคคนรักกาแฟทั้งหลาย ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการนำสิ่งที่เราชอบหลากหลายสิ่งมาผสมผสานเอาไว้ด้วยกันเพื่อเพิ่มความฟิน เมื่อเครื่องดื่มดีๆ มีกาแฟเติมเข้าไปด้วย มันก็จะอร่อยขึ้นไม่แพ้ชีสเบอร์เกอร์ที่เติมเบคอนเข้าไปอีกสักหน่อย

สำหรับปีใหม่นี้ ถ้าใครอยากฉลองด้วยค็อกเทลที่ผสมกาแฟเข้าไปด้วยก็มีทางเลือกมากมาย คลาสสิก ค็อกเทลกาแฟที่เรารู้จักกันดี อย่าง Black Russian ที่มีเบสเป็นวอดก้า ผสมเหล้ากาแฟคาห์ลัว เสิร์ฟแบบออนเดอะร็อกในแก้วคลาสสิก ขณะที่ใครชอบครีมเข้มข้นก็ยังมี White Russian ซึ่งส่วนผสมไม่แตกต่าง เพียงแค่เติมครีมหรือนมลงไปเท่านั้น

ขณะที่คลาสสิก ค็อกเทล ที่มีส่วนผสมของกาแฟซึ่งเลื่องชื่อไม่แพ้กัน ก็มี Irish Coffee ที่ไม่ได้ใช้เหล้ากาแฟ แต่เป็นกาแฟที่ชงสดๆ เติมด้วยไอริชวิสกี้ ไซรัปน้ำตาลทรายแดง วานิลลา ตบท้ายด้วยวิปครีม เสิร์ฟในแก้วไอริชคอฟฟี่แบบทรงสูง ดื่มร้อนๆ

ในตระกูลที่คล้ายๆ ไอริช คอฟฟี่ มีมากมาย เปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ประเทศพร้อมกับชื่อเสียงเรียงนามและส่วนผสมที่อาศัยแอลกอฮอล์ท้องถิ่นมาปรุงแทน อย่าง The French Connection หรือ Cafe Amore ที่ส่วนผสมคล้ายๆ ไอริชคอฟฟี่ แต่เปลี่ยนเหล้าเป็นคอนยักกับอมาเรตโตของฝรั่งเศส แต่งหน้าด้วยวิปครีมและอัลมอนด์

ขณะที่ Italian Coffee เปลี่ยนมาใช้เหล้าสเตรกา (Strega) ของอิตาลี ขณะที่ Kentucky Coffee ใส่กาแฟ เบอร์เบิ้น และคาห์ลัว Mexican Coffee นำเอาไอศกรีมวานิลลามาละลายในกาแฟร้อน คล้ายเมนูของหวานอัฟโฟกาโต เติมด้วยคาห์ลัวและเตกีลา ส่วน Bavarian Coffee มีส่วนผสมของเปปเปอร์มินต์ชแนปส์ และคาห์ลัว เติมเข้าไปในกาแฟ แต่งหน้าด้วยวิปครีม

ใครชอบเครื่องดื่มเย็นๆ นอกจาก Black Russian และ White Russian ที่นิยมกันมากก็อย่าง Espresso Martini ที่มีส่วนผสมอย่าง คาห์ลัว วอดก้า เอสเปรสโซ่ นำมาเชกกับน้ำแข็ง เสิร์ฟเย็นๆ ในแก้วมาร์ตินี แต่งหน้าด้วยเมล็ดกาแฟคั่ว

Iced Caramel Coffee Cocktail ที่มีส่วนผสมของกาแฟอเมริกาโน่เย็น และฟานโคค ดัตช์ คาราเมล วอดก้า เสิร์ฟออนเดอะร็อกในแก้วคลาสสิกค็อกเทล Espresso Summer ที่นำเอสเปรสโซ่มาเชกกับน้ำแข็ง เติมด้วยจินและน้ำส้ม ใส่ไซรัป เทใส่น้ำแข็งแต่งหน้าด้วยบลูเบอร์รี่

ยังมีค็อกเทลอีกมากที่รสชาติไปได้สวยกับกาแฟ คอฟฟี่ เลิฟเวอร์ อยากฉลองง่ายๆ ไม่ต้องแฟนซี แค่กาแฟเย็นผสมโทนิค ใส่จินไปนิดหน่อยก็ชนแก้วได้แล้ว 

เดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ 41 ปี ความอร่อยคู่สายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575232

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

เดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ 41 ปี ความอร่อยคู่สายน้ำ

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หยุดยาวปีใหม่นี้ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารบรรยากาศดีแถมเป็นร้านดังระดับตำนาน อย่ามองข้ามห้องอาหารเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ (The Riverside Terrace) บุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติและบาร์บีคิวริมน้ำบรรยากาศดี ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

หลายคนอาจไม่รู้ว่าเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่เก่าแก่ ที่สร้างตำนานความอร่อยมายาวนานตั้งแต่ปี 2520 บรรยากาศร้านชวนนั่ง ด้วยการออกแบบให้โปร่งโล่ง พร้อมรับสายลมเย็นที่โชยมาเบาๆ สามารถดื่มด่ำกับความงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา เต็มอิ่มกับสีสันยามค่ำคืนของมหานครได้อย่างไม่รู้เบื่อ

ย้อนกลับไปเมื่อ 41 ปีที่แล้ว แรกเริ่มเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ ถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับรับประทานอาหารเช้าของแขกโรงแรม จนกระทั่งต่อมาได้มีการขยับขยายให้เป็นพื้นที่ดินเนอร์ในตอนเย็น มีการรีโนเวตเล็กๆ น้อยๆ มาแล้วถึง 4 ครั้ง ก่อนจะรีโนเวตครั้งใหญ่ในเดือน มี.ค.ปีหน้า และจะเปิดตัวโฉมใหม่ประมาณเดือน ต.ค. 2562

จุดเด่นของเมนูบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติและบาร์บีคิวที่นี่ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเชฟโดมินิค บูเนียวด์ เชฟใหญ่ประจำโรงแรม คือ เน้นการคัดสรรวัตถุดิบชั้นดีและเลือกเฟ้นเมนูอาหารนานาชาติที่เลิศรสที่สุดมานำเสนอเมนูอาหารที่หลากหลายไล่เรียงตั้งแต่ซุ้มอาหารนานาชาติ มุมสลัดผักโครงการหลวง โซนซูชิ ซุ้มเมนูอร่อยๆจากเตาอบชาโคล กริลล์ (Charcoal Grill) เสิร์ฟเมนูบาร์บีคิวเนื้อและอาหารทะเลและโซนอาหารอินเดียให้เลือกชมและชิมอย่างจุใจ

เมื่ออิ่มจากอาหารจานหลักแล้ว ยังมีซุ้มขนมหวานนานาชนิดมากกว่า 20 รายการ พร้อมผลไม้ตามฤดูกาลให้เลือกอิ่มอร่อยอย่างไม่จำกัด

สำหรับแขกที่มาที่นี่ แนะนำว่าให้มาถึงตอนช่วงใกล้ๆ เปิดห้องอาหาร เพราะจะได้ทันเก็บบรรยากาศริมน้ำเจ้าพระยาช่วงใกล้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ซิกเนเจอร์เมนูที่พลาดไม่ได้ คือ กองทัพซูชิ ซาชิมิ ที่คุณภาพเยี่ยมโดนใจคนรักอาหารญี่ปุ่น ถัดมาที่โซนบาร์บีคิว รับประกันถูกใจทั้งคนรักหมู เนื้อ แกะ และล็อบสเตอร์ ถ้าสายเนื้อยังไม่จุใจ แนะนำสโลว์คุกบีฟ ริบ คัดเฉพาะเนื้อคุณภาพดีจากออสเตรเลียมาใช้วิธีสโลว์คุก ทำให้ยังคงรสชาติและความชุ่มฉ่ำของเนื้อไว้ได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจ คือ โซนอาหารสไตล์อินเดียเมนูแนะนำคือทันดูรี ไม่ว่าจะเป็นไก่หรือปลา รวมทั้งเคบับกุ้ง เมนูนี้เชฟยืนยันว่าอายุเกิน 30 ปี แต่ความอร่อยไม่เคยเปลี่ยน จุใจแล้วอย่าพลาดล้างปากด้วยเมนูของหวาน เมนูแนะนำ คือ เครปซูเซตขนมหวานสัญชาติฝรั่งเศส ตัวขนมประกอบด้วยเครปและเนยซูเซต ท็อปด้านบนด้วยซอสส้มหรือจะลองเมนูแอปเปิ้ลคริสป์ เมนูเครปแผ่นบางท็อปด้านบนด้วยแอปเปิ้ลแผ่นบาง และ น้ำตาล เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมรสวานิลลา นอกจากนี้ยังมีมาการง ขนมเค้ก และขนมไทยอย่างขนมครก ข้าวเหนียวมูนหน้าต่างๆ ให้เลือกอร่อยไม่รู้เบื่อ

เสน่ห์อีกอย่างของห้องอาหารเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ ที่เชฟโดมินิคแสนภาคภูมิใจ นอกจากบรรยากาศที่หาไม่ได้ที่ไหน เหมาะสำหรับจูงมือเพื่อนหรือครอบครัวมาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกัน แขกผู้เยือนยังจะได้รับบริการที่อบอุ่น อิ่มหนำกับอาหารแสนอร่อยจากรสมือเชฟที่รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นดี ซึ่งเป็นหัวใจของห้องอาหารมากว่า 40 ปี

ห้องอาหารเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ ตั้งอยู่ในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-23.00 น. ราคาสำหรับผู้ใหญ่ท่านละ 2,350++บาท (ราคาสุทธิ 2,766 บาท) ต่อท่าน ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ราคา 1650++ (ราคาสุทธิ 1,943 บาท) ต่อท่าน สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-659-9000 

ดอยแม่อูคอ 1 เดือนแสนสั้น แต่สุขนั้นยาวนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574812

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ดอยแม่อูคอ 1 เดือนแสนสั้น แต่สุขนั้นยาวนาน

เรื่อง/ภาพ โยโมทาโร่

ในหนึ่งปีจะมีเพียง 1 เดือนที่ทุ่งดอกบัวตองเบ่งบานทั้งภูเขาที่ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน แต่น่าเศร้าอย่างหนึ่งก็คือหลายคนมักจะพลาดช่วงเวลาที่จะได้เห็นทิวทัศน์สวยงามแบบนี้ ซึ่งมีเฉพาะเดือน พ.ย.-ธ.ค. อาจจะเป็นช่วงกลางเดือน พ.ย. หรือต้นเดือน ธ.ค. ดอกบัวตองถึงจะเริ่มบานเต็มภูเขาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ ขึ้นอยู่กับสภาพลมฟ้าอากาศในแต่ละปีว่าเป็นอย่างไร ก่อนจะร่วงโรยสู่พื้นดินและรอเวลาที่จะได้เติบโตเบ่งบานอวดโฉมชาวโลกให้เราได้เห็นอีกครั้ง

ทุ่งบัวตองที่ดอยแม่อูคอนั้นจัดว่าเป็นทุ่งบัวตองที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยประมาณ 1,000 ไร่ กินพื้นที่ยอดเขาประมาณ 3 ลูก เห็นจะได้การเดินทางไปดอยแม่อูคอนั้นสามารถไปได้หลายเส้นทางสามารถเดินทางได้จาก อ.เมือง จ.ตาก มุ่งหน้าสู่ขุนยาว หากมาทาง จ.เชียงใหม่ ใช้เส้นทางจาก อ.จอมทอง มุ่งหน้าสู่ดอยอินทนนท์และเลี้ยวซ้ายเข้า อ.แม่แจ่ม มุ่งหน้าสู่ อ.ขุนยวม

แต่เส้นทางนั้นเราบอกได้เลยว่าต้องใช้ฝีมือคนขับรถที่มีความชำนาญเส้นทางเขา รู้เทคนิคและการตัดสินใจที่ดี เรื่องพละกำลังของรถบอกได้เลยว่ารถรุ่นใหม่ๆ แม้กระทั่งรถอีโคคาร์ก็สามารถขึ้นเขาได้ เครื่องยนต์ซีซีสูงหน่อยก็ยิ่งขึ้นได้สบาย แต่ฝีมือการขับนั้นสำคัญกว่า แต่หากคุณสามารถขับผ่านเส้นทางภูเขาของ จ.แม่ฮ่องสอน นี้ไปได้ คุณจะพบกับทิวทัศน์ที่สวยงามรอคุณอยู่ ดอกบัวตองนับล้านๆ ดอก อวดความสดใสรับแสงตะวันและนักท่องเที่ยว

ราวกับทั้งภูเขาแห่งนี้คือถิ่นของเขาอย่าได้มีดอกไม้อื่นใดหลุดรอดเข้าไปจะถูกกลบกลืนจนแทบไม่ได้เติบโตกันเลยทีเดียว ข้อมูลจาก ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชพันธุ์ไม้ กล่าวถึงดอกบัวตองไว้อย่างน่าสนใจว่า “หลายคนคงจะเข้าใจว่าบัวตองคือ ทานตะวันชนิดหนึ่ง แต่ความจริงในแง่พฤกษศาสตร์ บัวตองกลับอยู่ในสกุลติโทเนีย (Tithonia) ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับทานตะวัน (Daisy Family : Asteraceae) ถิ่นกำเนิดของบัวตองอยู่ในเม็กซิโกและอเมริกากลางรวมทั้งอเมริกาใต้ เป็นพืชที่มีการแพร่กระจายพันธุ์ได้กว้างขวางมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เพราะมีการแพร่พันธุ์ไปทั่วโซนเขตร้อนของโลก (Pantropics) มักจะขึ้นหนาแน่นบนพื้นที่สูงตั้งแต่ 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไปจนถึงระดับเกือบ 2,000 เมตร

สันนิษฐานว่าเมล็ดพืชชนิดนี้น่าจะถูกนำเข้ามาโดยบาทหลวงในศาสนาคริสต์ ซึ่งเข้ามาเผยแผ่ศาสนาให้กับชนชาวเขาเผ่าต่างๆ ในภาคเหนือ อาจจะเพราะความสวยงามของดอกไม้ชนิดนี้ ทำให้ถูกใช้เป็นไม้ดอกประดับโบสถ์วิหารบนดอยก็เป็นได้

บัวตองเป็นพืชแห่งขุนเขาสูง ชอบอากาศหนาวเย็น จะเริ่มสร้างตาดอกตั้งแต่ช่วงปลายฤดูฝน และดอกจะพากันบานสะพรั่งตั้งแต่เดือน พ.ย. เรื่อยไปจนหมดสิ้นความหนาวเย็น และอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดที่มีจำนวนชั่วโมงเพิ่มมากขึ้นสู่ฤดูร้อน กลีบดอกสีเหลืองจะมีอายุอยู่ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์”

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะคิดว่า น่าจะส่งเสริมให้ปลูกดอกบัวตองให้บานเต็มพื้นที่ภูเขาอีกหลายๆ ลูก แต่ในแง่ระบบนิเวศแล้ว บัวตองเป็นพืชที่มีการแพร่พันธุ์ได้เร็วปรับตัวง่าย และเป็นภัยคุกคามแปลงพืชการเกษตร รวมทั้งพืชพันธุ์อื่นๆ ในป่าไม้ ความจริงข้อนี้ปรากฏชัดอยู่ที่ดอยแม่อูคออยู่แล้ว เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีต้นไม้ชนิดเดียวขึ้นบานทั้งภูเขา โดยไม่มีดอกไม้ชนิดอื่นขึ้นแทรก นั่นแสดงว่าดอกบัวตองของเราเห็นสวยๆ แบบนี้ก็ร้ายไม่เบาเลยทีเดียว

การเดินทางไปเที่ยวทุ่งบัวตองแม่อูคอ เราแนะนำให้เดินทาง 2 ช่วงเวลาก็คือ ตอนเช้าถึงยอดดอยตั้งแต่ 7-10 โมงเช้า วิวสวยอากาศดีมีโอกาสจะได้เห็นทะเลหมอก ถ่ายภาพแล้วมีโอกาสจะได้ฟ้าครามสดสวยตัดกับทุ่งบัวตองสีเหลืองอร่าม

อีกช่วงเวลาหนึ่งคือช่วงเย็นประมาณ 16.30-18.00 น. เพื่อชมพระอาทิตย์ตกลับฟ้าด้านหน้าจุดชมวิวพอดี ซึ่งทั้งสองช่วงเวลามีความงดงามและน่าประทับใจเป็นที่สุด

สำหรับการหาที่พักหากคุณเป็นสายลุยเราแนะนำให้พักบนยอดดอย จะมีที่พักห่างจากจุดชมวิวประมาณ 5 กิโลเมตร อยู่ริมเขา มีร้านค้าชาวบ้านตั้งสินค้าการเกษตรให้เลือกซื้อ ห้องน้ำเป็นแบบรวม ไฟฟ้ามีจำกัดเวลา แต่ข้อดีที่สุดคือ ตื่นเช้ามาจะได้เห็นวิวขุนเขาสวยงาม มีทะเลหมอก จิบกาแฟได้บรรยากาศสุดๆ

หากไม่พักข้างบนแล้วให้พักที่ตัว อ.ขุนยวม ที่พักสะอาด สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ดีพอสำหรับคนเมือง ตอนเช้าค่อยขึ้นไปเที่ยวดูทุ่งบัวตอง

หากมีเวลาเหลือเฟือลองขับรถเที่ยวน้ำตกแม่สุรินทร์ ซึ่งตั้งห่างจากทุ่งดอกบัวตองประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่สูงประมาณ 220 เมตร ไหลลงมาเป็นสายเดียว มีความสวยงามเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทางอุทยานก็เตรียมพื้นที่จุดชมวิวให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปไว้พร้อมสรรพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในการกำหนดพื้นที่ทางเดินศึกษาธรรมชาติ กำหนดจุดถ่ายภาพเตรียมความพร้อมทุกอย่างให้นักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายภาพได้มีมุมสวยๆ โดยไม่ต้องขวนขวายหามุมถ่ายภาพจนไปทำลายธรรมชาติและรบกวนสัตว์ป่าโดยไม่ได้ตั้งใจ

การมาเที่ยวที่ทุ่งบัวตองครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ระยะเวลาห่างกันประมาณ 20 ปี แต่ปัจจุบันดีกว่าสมัยก่อนหลายเท่า จากถนนลูกรังก็เป็นทางลาดยางอย่างดี มีจุดชมวิวสวยกว่าและแน่นอนว่า ทุ่งดอกบัวตองดูกว้างใหญ่อลังการกว่าเดิม และมีสถานที่ในโลกใบนี้ไม่กี่แห่งที่ภาพถ่ายที่ว่าสวยแค่ไหนก็สวยไม่เท่าเราไปดูด้วยตัวเองเหมือนทุ่งบัวตองแห่งนี้ 

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (7)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574780

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (7)

บริเวณรอบเกาะหลักโอกินาวายังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกมากมาย บ้างก็เป็นหมู่เกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องการดำน้ำและดูวาฬหลังค่อม อย่างหมู่เกาะ Kerama ที่สามารถนั่งเรือจากนาฮะไปได้ บ้างก็เป็นเกาะที่มีชายหาดสวย เหมาะสำหรับกิจกรรมดำน้ำต่างๆ อย่างเกาะ Ishigaki ที่สามารถนั่งเครื่องบินภายในประเทศไปได้ แต่ละเกาะรอบนอกโอกินาวาต่างก็มีจุดเด่นความสวยงามแตกต่างกันไป ส่วนเกาะที่เรากำลังจะไปนี้ สามารถนั่งเรือไปได้เช่นกัน แต่มีความพิเศษที่ไม่เหมือนกับเกาะอื่น เรื่องความงามอาจจะสู้เกาะอื่นไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องความขลังต้องยกให้เกาะนี้เป็นนัมเบอร์วัน

ไม่ไกลจากเกาะโอกินาวาตอนใต้ ออกไปทางด้านทิศตะวันออกของคาบสมุทรจิเนนประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเกาะที่ธรรมชาติงดงาม บรรยากาศเงียบสงบ บ้านเรือนยังคงสภาพดั้งเดิม ไม่มีแม้อาคารตึกสูง และว่ากันว่าเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกขนานนามว่า “เกาะแห่งเทพเจ้า“

เกาะ Kudaka เป็นเกาะขนาดเล็กที่มีความยาวไม่เกิน 8 กิโลเมตร สามารถปั่นจักรยานเที่ยวรอบเกาะได้ ตามตำนานเล่าขานว่า มีเทพเจ้าชื่อ Amamikiyo ถูกส่งมาจากสวรรค์เพื่อสร้างดินแดน ท่านได้สร้างเกาะ Kudaka โดยใช้ท่อนไม้ศักดิ์สิทธิ์ Shimagushina ที่นำมาจากสวรรค์ สร้างเป็นผืนดิน ต้นไม้ และหญ้า จึงนับว่าเกาะ Kudaka เป็นเกาะแห่งแรกที่เทพเจ้าสร้างขึ้น หลังจากนั้นจึงได้สร้างเกาะโอกินาวาขึ้น เกาะ Kudaka จึงถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้า ทั้งยังมีกฎระเบียบ เช่น ต้องระมัดระวังสำรวมทั้งกายวาจา ห้ามว่ายน้ำที่ชายหาด และห้ามเก็บก้อนหินหรือเปลือกหอยจากเกาะแห่งนี้

จากที่พักในตัวเมืองนาฮะ เราขับรถมายังท่าเรือ Azama เพื่อข้ามไปยังเกาะ Kudaka มีทั้งเรือด่วนใช้เวลา 15 นาที หรือเฟอร์รี่ใช้เวลา 25 นาที ซึ่งประเภทของเรือจะขึ้นอยู่กับรอบเวลา ท่าเรือ Azama เป็นท่าเรือขนาดเล็ก แต่ก็ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเช่น ร้านขนมเล็กๆ มีล็อกเกอร์ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เราซื้อตั๋วแบบไปกลับ โดยนั่งเรือด่วนรอบแรกสุดตอน 9 โมง และกลับรอบ 11 โมง เพราะกะจะไปแค่สำรวจนิดหน่อยเท่านั้น แล้วไปเที่ยวที่อื่นต่อ พอถึงเวลาก็จับจองที่นั่งตามอัธยาศัย บอกเลยว่าเป็นการนั่งเรือด่วนที่ด่วนสมชื่อจริงๆ ด่วนจริง! ลุ้นจริง! เสี่ยงจริง! อาจเพราะวันที่ไปลมค่อนข้างแรง คลื่นเลยค่อนข้างสูง แต่เรือก็ไม่ได้ลดความเร็วรุดหน้าวิ่งฝ่าปะทะคลื่นทะเลอย่างไม่หวั่น ปกติธรรมดาคลื่นอาจจะสงบกว่านี้เรืออาจจะวิ่งเร็วแบบชิลๆ ก็ได้ แต่ถ้าเจอแบบเรา และถ้าเป็นคนเมาเรืออยู่แล้ว แนะนำว่าพอขึ้นเรือปุ๊บให้สลบไปเลยดีกว่า เพราะถ้าฝืนงานนี้มีอ้วกแน่

ถึงแล้ว เกาะแห่งเทพเจ้า พอเดินมาจากท่าเรือจะมีร้านเช่าจักรยาน เท่าที่เห็นบริเวณนั้นมีร้านอาหารอยู่ 2 ร้าน ก่อนอื่นไปเช่าจักรยานก่อน ในราคา 2 ชั่วโมง 600 เยน และแนะนำว่าซื้อน้ำดื่มอะไรให้เรียบร้อย เพราะเส้นทางต่อจากนี้ไปไม่มีร้านค้า เราออกสตาร์ทมาพร้อมกับนักท่องเที่ยวที่นั่งเรือมาด้วยกัน ส่วนใหญ่เช่าจักรยาน แต่ก็เห็นมีบางกลุ่มที่ใช้รถตู้พาเที่ยว เราเริ่มปั่นมาเรื่อยๆ จากถนนปูนกลายเป็นถนนลูกรัง เส้นทางนี้บรรยากาศร่มรื่น ได้ร่มเงาจากต้นไม้ ประกอบกับอากาศที่ไม่ได้ร้อนอบอ้าว จึงทำให้ปั่นได้ชิลๆ เส้นทางการปั่นจะมีจุดชมวิวโดยมีป้ายบอกทางลงไปชายหาด ช่วงแรกๆ เราแวะทุกจุด ส่วนใหญ่แล้วจะต้องจอดจักรยานทิ้งไว้ด้านหน้าทางเข้า แล้วค่อยเดินลงไปชายหาด แต่ละชายหาดจะได้บรรยากาศแตกต่างกัน บ้างก็เป็นชายหาดที่มีโขดหินเต็มไปด้วยซากปะการัง บางที่ก็ต้องเดินเข้าไปในป่าแล้วทะลุออกมาเป็นชายหาด ซึ่งจะมีแมลงตัวเล็กๆ และยุง ถ้าใครแพ้ก็ต้องป้องกันเสียหน่อย ด้วยความที่ใช้เวลาสำรวจทุกจุด จึงเหลือแค่เราสองคนปั่นไปตามทางเท่านั้น ระหว่างข้างทางบรรยากาศเป็นป่าแต่ไม่ได้รกทึบน่ากลัว เป็นเส้นทางที่ไม่ใช่ละแวกที่อยู่อาศัย แต่ก็พอมีเห็นแปลงผักสวนอยู่บ้าง ปั่นไปชิลไปให้ความรู้สึกเหมือนปั่นจักรยานเล่นแถวต่างจังหวัด เหลือบมองนาฬิกาอีกที ก็ปาไป 10 โมงกว่าแล้ว ต้องทำเวลาหน่อย เพราะยังปั่นไม่ถึงจุดไฮไลต์ของเกาะเลย

ปั่นมาเรื่อยๆ ตามทางจนมาถึงสองข้างถนนที่เรียงรายไปด้วยต้นปาล์ม ถนนเป็นดินทรายมีก้อนหินเล็กๆ ตลอดทาง ท้องฟ้าสีสด ได้ต้นปาล์มสีเขียวที่เรียงแถวเป็นเส้นนำสายตาไปข้างหน้า เป็นทางที่สวยมาก แม้แดดจะร้อนไปเสียหน่อย สุดทางของถนนเป็นตำแหน่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ชื่อว่าแหลม Kaberu ว่ากันว่าเทพ Amamikiyo ได้จุติลงมาที่นี่ วิวดีเลย น้ำทะเลสีสวย ลมเย็นพาให้ใจสงบ ถ้าแดดอ่อนกว่านี้ก็คงได้นั่งกินลมชมวิวได้เรื่อยๆ แต่ไม่มีเวลาแล้วอีก 15 นาทีเรือกำลังจะออก ขากลับเราเลือกปั่นอีกเส้นทางหนึ่ง พวกเราต่างปั่นแบบไม่คิดชีวิต! ปั่นท้าแดด! ปั่นแบบใส่เกียร์หมา! ปั่นสุดแรงเกิด! ถ้าเราพลาดเรือรอบนี้ ต้องรอไปอีก 2 ชั่วโมงเชียวนะ

สุดท้ายก็มาถึงตรงเวลา แต่เรือกำลังขับออกไปแล้ว ก็ได้แต่นั่งหอบแฮกๆ มองเรือด่วนแล่นออกไป เรือรอบถัดไปจะมาถึงราวบ่ายโมง เราจึงไปกินข้าวเติมพลังพักให้หายเหนื่อย ร้านอาหารนี้อยู่ข้างๆ ร้านเช่าจักรยาน เมนูมีหลากหลาย มีทั้งซาชิมิสดๆ โซบะโอกินาวา และที่น่าสนใจคือ ซุปอิราบุ อาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของเกาะ หน้าตาเป็นเนื้อสีดำปล้องๆ มีลวดลายเป็นเกล็ด ใช่แล้ว เมนูนี้วัตถุดิบหลักทำมาจากงู…งูทะเล “Irabu” ที่เป็นวัตถุดิบส่งออกของที่นี่ อากาศร้อนๆ และเหนื่อยแบบนี้ เราต้องหาอะไรซดร้อนๆ ร่างกายจะได้สดชื่นขึ้น จึงสั่งอาหารท้องถิ่นของโอกินาวา โซบะโอกินาวา แหม…คิดว่าเราจะสั่งซุปอิราบุ ล่ะสิ ขอผ่านดีกว่า

ตอนนี้เป็นช่วงเที่ยงวัน คนเริ่มเต็มร้าน เห็นมีทัวร์ญี่ปุ่นเหมือนกันนะ ดูเหมือนจะมาพักที่นี่ เพราะเห็นมีกระเป๋าเดินทาง และมีคนดูแลเหมือนเป็นโฮสท์ท้องถิ่น น่าจะเป็นการเที่ยวแบบพักเกสต์เฮาส์กับคนท้องถิ่น ได้เวลาขึ้นเรือแล้ว รอบนี้เป็นเรือเฟอร์รี่ถึงช้าหน่อยแต่น่าจะชิล ดื่มด่ำวิวไปได้โดยไม่ต้องตื่นเต้นเร้าใจเหมือนตอนขามา กลุ่มทัวร์โบกมือลาโฮสท์ท้องถิ่น และมีบางครอบครัวมาร่ำลาลูกหลานเช่นกัน บางคนอาจจะเป็นคนที่นี่แล้วไปเรียนหรือทำงานที่เกาะหลัก ช่วงสุดสัปดาห์คงกลับมาบ้านเกิด บรรยากาศตอนนี้ดีมากเลย ท้องฟ้าสีสด น้ำทะเลสีเขียวมรกต เรือแล่นออกสู่ทะเล ภาพท่าเรือที่อยู่เบื้องหน้าค่อยๆ เล็กลง เล็กลงเรื่อยๆ จนลับหายไป

เกาะแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่เที่ยวยอดนิยม สำหรับนักท่องเที่ยวคงเลือกไปเที่ยวที่อื่นมากกว่า ดูแล้วเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ถ้ามองดีๆ การที่เราได้มาสัมผัสสถานที่ท้องถิ่น ที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งเพื่อเป็นสถานที่เที่ยวเต็มรูปแบบ มันทำให้เราได้เข้าถึง เข้าใจ และได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นนั้นๆ รวมถึงตำนานบนเกาะ ก็เป็นส่วนที่ทำให้เกาะนี้มีเรื่องราวที่น่าค้นหา เหมือนเราได้มาเที่ยวยังจุดกำเนิดของเกาะโอกินาวาจริงๆ แม้บนเกาะจะไม่มีที่เที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีเพียงสายลม ชายหาด ทะเล ธรรมชาติ และความเรียบง่ายเท่านั้น บางทีชีวิตคนเราก็ต้องการช่วงเวลาที่ใกล้ชิดธรรมชาติท่ามกลางความเงียบสงบ เพื่อผ่อนคลายและคิดทบทวนสิ่งต่างๆ บ้างเท่านั้นเอง

‘ทง ทง ทัวร์’เรื่องเล่ารอบรั้วศาลากลาง (City Renewal 9)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574779

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

‘ทง ทง ทัวร์’เรื่องเล่ารอบรั้วศาลากลาง (City Renewal 9)

หลังจากที่กรุงโซลได้เปิดอาคารศาลาว่าการกรุงโซลหลังใหม่ให้บริการประชาชนในปี 2012 อาคารนี้ก็เรียกความสนใจจากผู้คนนับล้านที่ผ่านไปมา มองจากภายนอกเป็นรูปทรงป่องๆ เหมือนคนชะโงกหน้า แปลกตาล้ำสมัย ผนวกกับโลเกชั่นใจกลางเมืองจึงเตะตาเตะใจผู้ที่พบเห็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนต่างชาติอย่างเรา แม้นอยากจะเข้าไปดูก็คงลังเลว่าเป็นสถานที่ราชการจะเข้าไปเดินเพ่นพ่าน ดูโน่นนี่ได้อย่างไร … ทว่า ในที่สุด เราก็สมหวังแม้จะผ่านไปนานหลายปีแล้วก็ตาม เพราะมี “ทง ทง ทัวร์ – 통통 투어” นี่แหละค่ะ

“ทง ทง ทัวร์” เป็นชื่อโปรแกรมทัวร์ที่ศาลาว่าการกรุงโซลได้ออกแบบมาให้บริการแก่ทุกคน ทุกชาติ ทุกวัย ไม่ได้จำกัดเฉพาะชาวเกาหลีเท่านั้น ศาลาว่าการกรุงโซลบอกว่า “กรุงโซล เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้คนทั้งหลายและทั่วโลก และเป็นอยู่อย่างกลมกลืนกับคนทั้งโลก” ตามสโลแกน I·SEOUL·YOU กรุงโซลจึงเป็นของชาวโลกทุกคน ดังนั้น ศาลาว่าการกรุงโซลก็เป็นของชาวโลกด้วย ผู้ที่มีความสงสัยและสนใจอยากจะเข้าไปเยี่ยมชมศาลาว่าการกรุงโซลจึงเพียงแค่ยื่นความจำนง จองเวลาขอเข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ของศาลาว่าการกรุงโซล http://english.visitseoul.net/walking-tour สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาเกาหลีจะมีช่วงบริการ มัคคุเทศก์จิตอาสา เป็นภาษาอังกฤษ จีน หรือญี่ปุ่น เช็กเวลาให้ดีก่อนจองนะคะ นัดวันเวลาได้ก็พากันมาได้เลยค่ะ

“ทง ทง ทัวร์” งดให้บริการทุกวันจันทร์ วันขึ้นปีใหม่ 1 ม.ค.และเทศกาลสำคัญของเกาหลีปีละ 2 เทศกาลเท่านั้น คือ เทศกาลตรุษปีใหม่ “ซอลลาน” แบบโบราณ ราวๆ เดือน ก.พ.และเทศกาลเก็บเกี่ยวไหว้พระจันทร์ ฮันคาวี ที่เรียกว่า “ชูซ่อก” ในราวเดือน ก.ย. ส่วนวันอื่นๆ รวมถึงเสาร์-อาทิตย์ก็ยังสามารถขอเข้าเยี่ยมชมได้ค่ะ…ด้วยเหตุนี้ โชคชะตา จึงนำพาให้เรามาพบกับ “มาดามอี” ผู้เป็นมัคคุเทศก์จิตอาสา วัย 70 ปี ของ ทง ทง ทัวร์ แห่งศาลาว่าการกรุงโซล … ท่านน่าจะเป็นผู้ที่รู้เรื่องราวของพื้นที่รอบๆ ศาลาว่าการกรุงโซลดีที่สุด เพราะท่านอยู่อาศัยในบริเวณนี้มาตั้งแต่เกิด ส่วนพี่สาว 2 คนนั้นเกิดที่เมืองแกซองก่อนที่จะโยกย้ายลงมากรุงโซลในช่วงที่จักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาหลี คุณพ่อของท่านก็มีที่ทำงานในอาคารตึกเก่าของศาลาว่าการซะด้วย

“มาดามอี” พาเราเดินรอบๆ อาคารใหม่ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ ส่วนสำนักงานหน่วยงานราชการต่างๆ ของศาลาว่าการกรุงโซล ส่วนนี้เป็นส่วนปิดไม่อนุญาตให้เข้าชมเนื่องจากจะเป็นการรบกวนเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ ส่วนที่เปิดให้ชมส่วนแรก คือ พื้นที่สาธารณะที่ให้ประชาชนเข้ามานั่งพักผ่อนตามอัธยาศัย จะทำงานส่วนตัว นัดพบปะพูดคุยเรื่องธุรกิจ หรือใช้เป็น Co-Working Space ก็ได้ตามสะดวก ส่วนนี้กระจายอยู่หลายชั้น เช่น ชั้นบนสุดเป็นสวนบนหลังคาที่อยู่นอกอาคาร ปลูกต้นไม้ลอยฟ้า จัดสวนมีที่นั่งเล่นพักผ่อนรับแดดในฤดูหนาว ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพของกรุงโซลจากด้านหน้าศาลาว่าการกรุงโซลได้ เป็นโอเอซิสเล็กๆ เก๋ไก๋ในเมือง “มาดามอี” พาเราเดินรอบๆ และชี้ชวนให้ดูอาคารต่างๆ ที่อยู่รายรอบ… และเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยอ่านพบที่ไหนก็พรั่งพรูออกมา

ก่อนหน้าที่จักรพรรดิเกาหลีจะถูกบังคับให้ยอมรับสภาพในสนธิสัญญาขออยู่ภายใต้การคุ้มครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น บริเวณใจกลางกรุงโซลตรงที่ตั้งศาลาว่าการกรุงโซลปัจจุบันนี้ ถือเป็น “ทำเลทอง” ที่ชาวต่างชาติต่างต้องการครอบครองเพราะอยู่ติดกับพระราชวัง ซึ่งเป็นศูนย์รวมการปกครองของอาณาจักรโชซอนในเวลานั้น ประเทศต่างๆ ที่มีการค้าหรือต้องแผ่ขยายอำนาจเข้ามาในเกาหลีที่แฝงมากับการเผยแพร่ศาสนาในทำนองเดียวกับประเทศนักล่าอาณานิคมในเอเชีย รวมทั้งมหาอำนาจสองขั้วหลักๆ ในเวลานั้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ก็พากันจับจองซื้อที่ดินในบริเวณรอบๆ พระราชวังจัดตั้งสำนักงานการค้า หรือสถานกงสุลของตน… จนเมื่อญี่ปุ่นเข้าครอบครองเกาหลี ก็เหมือนเสียกรุง บ้านเมืองตกไปเป็นของคนอื่น ประเทศใดที่มีอำนาจต่อรองในที่ดินของตน ก็ยังคงรักษาไว้ได้ ประเทศใดมีกำลังน้อยก็ต้องถอนตัวออกจากเกาหลีไป

จากหน้าต่างกระจกปีกซ้ายในอาคาร “มาดามอี” ชี้ให้ดูกลุ่มตึกระฟ้าบริเวณหนึ่งไกลออกไปไม่มาก พลางเล่าว่า เมื่อเกาหลี หลุดพ้นจากการปกครองของญี่ปุ่นและสงครามแบ่งแยกเกาหลีแล้ว มีประเทศหนึ่งก็กลับมาชี้ว่า “ที่ดินตรงนี้เคยเป็นของประเทศฉัน และเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีจ่ายเงินค่าซื้อที่ดินคืนให้” ทั้งๆ ที่ ที่ดินที่ตนซื้อมาจากอาณาจักรโชซอนก็ล่มสลายไปแล้ว กรรมสิทธิ์ที่ดินก็ถูกล้างไพ่โดยญี่ปุ่นไปรอบหนึ่งแล้ว …ในที่สุด รัฐบาลเกาหลีไม่อาจต้านทานอำนาจของประเทศนั้นก็จำต้องจ่ายเงินค่าที่ดินให้ประเทศนั้นซึ่งเรียกร้อง “ในราคาตลาดปัจจุบัน” กล่าวคือ ตอนซื้อในอดีต เช่น ปี 1895 อาจซื้อมาแค่ พยอง ละ 10 วอน (หน่วยวัดที่ดิน 1 พยอง เท่ากับ 3.3 ตารางเมตร) เมื่อมาเรียกร้องค่าที่ดินร้อยปีให้หลัง ใช้ราคาปัจจุบันเป็นเงินหลายหมื่นล้านวอน…ฟังแล้วก็อึ้งเหมือนกัน…

โชคดีที่ไม่มีรัฐบาลต่างชาติหัวใสรายไหนมาเรียกร้องที่ดินในประเทศเราว่าซื้อมาก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา แล้วขอเงินในราคาปัจจุบันคืน !!!

ออลนิปปอนแอร์เวย์สเพิ่มช่องทางเพย์พัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574752

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 15:50 น.

ออลนิปปอนแอร์เวย์สเพิ่มช่องทางเพย์พัล

เรื่อง : ทราเวลเลอร์ travel@posttoday.com

ออลนิปปอนแอร์เวย์ส (ANA) สายการบินของประเทศญี่ปุ่น เพิ่มบริการชำระเงินออนไลน์ผ่านระบบเพย์พัล (PayPal) ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 2561 เป็นต้นไป สำหรับการจองเที่ยวบินระหว่างประเทศ (รวมถึงเที่ยวบินในประเทศญี่ปุ่นเมื่อจองพร้อมกับเที่ยวบินระหว่างประเทศ)

ช่องทางการชำระเงินใหม่นี้จะให้บริการในไทย ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา แคนานา เม็กซิโก สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการเลือกชำระผ่านเพย์พัลจะไม่มีผลต่อราคาตั๋วเครื่องบิน

เล่นม้าหมุนสวารอฟสกี้กลางเมือง

พบกับแลนด์มาร์คแห่งใหม่ล่าสุดให้ได้ย้อนวัยกลับไปสู่เทพนิยายที่มีเจ้าหญิงและเจ้าชายกับ สวารอฟสกี้ คริสต์มาส เมอร์รี่ โก ราวด์ ม้าหมุนประดับคริสตัลสวารอฟสกี้ขนาดใหญ่กลางแจ้งครั้งแรกของโลก ด้วยความสูงกว่า 13 เมตร ประดับประดาเม็ดคริสตัลใสกว่า 4 ล้านเม็ด บนม้า กวางเรนเดียร์ และรถลากเลื่อน ทั้งหมด 10 ตัว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความสุขในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันนี้-7 ม.ค. 2562

พิเศษสำหรับผู้ซื้อบัตรขึ้นเครื่องเล่นม้าหมุนภายในงานราคา 400 บาท รับทันทีบัตรกำนัลของขวัญจากสวารอฟสกี้ มูลค่า 500 บาท หรือซื้อ 2 ใบ ในราคา 500 บาท ซื้อ 3 ใบ ราคา 300 บาท และซื้อ 4 ใบ รับส่วนลดคนละ 150 บาท ส่วนเด็กเล็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม. เข้าเล่นฟรี

รายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิเพื่อการกุศล 4 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิกระจกเงา สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต มูลนิธิเพื่อเด็กเร่ร่อนครูมุ้ย และมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ

ราชาเฟอร์รี่ออกโปรโมชั่น 990 เที่ยว 3 เกาะ

บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ ออกโปรโมชั่นเที่ยว 3 เกาะ ราคา 990 บาท (จากปกติ 1,470 บาท) ตั้งแต่วันนี้-30 มิ.ย. 2562 โดยผู้โดยสารสามารถเลือกเดินทางเป็นวงกลมครบทั้ง 3 เกาะได้ 2 เส้นทาง คือ ดอนสัก-เกาะพะงัน-เกาะสมุย-ดอนสัก และเส้นทางดอนสัก-เกาะสมุย-เกาะพะงัน-ดอนสัก ซึ่งตั๋วมีอายุการใช้งานนาน 7 วัน

ซื้อตั๋วได้ที่หน้าท่าเรือดอนสักเท่านั้น สอบถามโทร. 02-276-8211-2, 09-2247-3423-5 ตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น. หรือเว็บไซต์www.rajaferryport.com

เคทีซีเอาใจสมาชิกรับส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน

บริษัท บัตรกรุงไทย จัด 2 โปรโมชั่นมอบความสุขส่งท้ายปีเก่าให้แก่สมาชิกบัตร ได้แก่ รับส่วนลด 20% เมื่อใช้บัตรเครดิตเคทีซีชำระค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน บัตรเข้าสวนสนุก และที่พักฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ ผ่าน KTC World Travel Service และรับบริการแบ่งชำระ 0% สำหรับบัตรโดยสารเครื่องบินเส้นทางเอเชีย ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2561

สอบถามโทร. 02-123-5050 หรือเว็บไซต์ http://www.ktcworld.co.th

โกโปรเผยไอเดียถ่ายรูปรับปีใหม่

เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุข ด้วยไอเดียถ่ายภาพเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาสจากโกโปร (GoPro) ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาพประทับใจด้วยโหมดซูเปอร์โฟโต้ จากโกโปร ฮีโร่ 7 แบล็ก ที่มีระบบวิเคราะห์ภาพอัจฉริยะให้ภาพออกมาคมชัดและสีสดใส

จากนั้นลองเปลี่ยนวิดีโอธรรมดาๆ ให้สนุกขึ้นด้วยโหมดไทม์วาร์ป ให้ถ่ายวิดีโอแบบไฮสปีด ช่วยย่นระยะเวลาจริงที่ยืดยาวให้สั้นกระชับ และห้ามพลาดกับฟังก์ชั่นไลฟ์แบบเรียลไทม์ ที่สามารถไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กและยูทูบได้ทันที

นอกจากนี้ อย่าลืมแชร์เรื่องสนุกๆ ให้โลกรู้ผ่านแฮชแท็ก #GoProThailand #ExperienceDifferent

ฮิลตันพัทยาลดค่าห้องพัก 25%

โรงแรมฮิลตัน พัทยา มอบส่วนลดห้องพักสูงสุด 25% ให้ได้พักผ่อนหย่อนใจกับวิวทะเลจากห้องพัก บนศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช ซึ่งห่างจากชายหาดเมืองพัทยาแค่ไม่กี่ก้าว เมื่อสำรองห้องพักตั้งแต่วันนี้-2 ก.พ. 2562 และเข้าพักได้ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2562

สำรองห้องพักผ่านเว็บไซต์ pattaya.hilton.com หรือโทร. 038-253-000

ทั้งนี้ สมาชิก Hilton Honors รับส่วนลดสูงสุด 25% และสำหรับบุคคลทั่วไปรับส่วนลดสูงสุด 15% โดยสามารถสมัครสมาชิก Hilton Honors ได้ฟรีที่ joinhhonors.com

ชมพาเหรดซานตาที่จังซีลอน

ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต จัดกิจกรรมคริสต์มาสภายใต้ชื่อ Jungceylon X Alex Face Christmas & Happy New Year 2019 โดยนำคาแรกเตอร์เด็กสามตาในชุดกระต่าย หรือน้องมาร์ดี มาครีเอทตกแต่งเพื่อสร้างสีสันการช็อปปิ้งให้มาแชะ แชร์ และเช็กอิน พร้อมสนุกสนานไปกับขบวนพาเหรดซานตาคลอส ในวันที่ 24-25 ธ.ค. 2561 และเมื่อช็อปครบทุก 1,000 บาท สามารถร่วมเล่นเกมพร้อมลุ้นรับของรางวัลตั้งแต่วันนี้-1 ม.ค. 2562

นอกจากนี้ ศูนย์การค้าจังซีลอนยังร่วมมือกับร้านค้ากว่า 300 ร้าน พร้อมใจขยายเวลาเปิด-ปิด เป็นเวลา 11.00-23.00 น. จนถึงวันที่ 1 ม.ค. 2562

เที่ยวบรูไน… ไปได้ไกลกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574688

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

เที่ยวบรูไน… ไปได้ไกลกว่าที่คิด

เรื่อง…ทีมงานโลก 30 องศา

ตลอดเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนว่าคนไทยส่วนใหญ่มักจะมีข้อมูลด้านเดียวของประเทศบรูไนมาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริงแล้ว บรูไนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีหลากหลายมุมที่น่าสนใจ ทีมงานโลก 360 องศา เดินทางสู่ประเทศนี้และได้รับคำแนะนำว่า หากอยากรู้จักที่นี่อย่างน้อย ที่สุดต้องเดินทางไป 3 เมืองสำคัญ นั่นคือเมืองหลวง กรุงบันดารเสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan จะเห็นถึงความมั่งคั่งตามที่หลายคนรับทราบอยู่แล้ว เมืองต่อมาคือ ซีเรีย (Seria) เมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแอ่งก๊าซ แหล่งน้ำมัน ที่เปรียบเหมือนกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของประเทศ และอีกเมืองคือ มีรี่ (Miri) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซียติดพรมแดนบรูไน โดยแม้ไม่ได้อยู่ในประเทศบรูไน แต่เมืองนี้กลับมีบทบาทต่อวิถีชีวิตของคนบรูไนเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

พวกเราตัดสินใจขับรถออกจากกรุงบันดาร์เสรีเบกาวันอีกครั้ง เพื่อค้นหาคำตอบในองศาอื่นๆ ตามคำแนะนำ จุดหมายแรกเราจึงมุ่งหน้าสู่ซีเรีย แอ่งก๊าซ แหล่งน้ำมันหลักของประเทศ ตามที่รู้กันดีว่าบรูไนนั้น มั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยการค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในบรูไนเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1899 แต่การค้นพบน้ำมันในช่วงแรก ยังมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอเพื่อการใช้เชิงพาณิชย์

จนกระทั่งมีการค้นพบแหล่งน้ำมันเชิงพาณิชย์แห่งแรกของบรูไนที่บริเวณเมืองซีเรีย ในปี ค.ศ. 1929 ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อประเทศนี้ ประชาชนต่างมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นภายในช่วงเวลาอันสั้น หลายสิ่งหลายอย่างได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ราคาข้าวของจำนวนมากถูกกว่าราคาต้นทุนจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันของประเทศนี้ หนึ่งลิตรประมาณ 30 เซนต์ คิดเป็นเงินไทยประมาณลิตรละ 7 บาทเท่านั้น ในขณะที่น้ำดื่มราคาลิตรละประมาณ 1 ดอลลาร์บรูไน หรือประมาณ 23 บาท นั่นหมายความว่า ราคาน้ำมัน 3 ลิตร เท่ากับน้ำดื่มประมาณ 1 ลิตรนั่นเอง

นับตั้งแต่มีการค้นพบแหล่งน้ำมันบรูไนก็ได้พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1991 เป็นปีที่สำคัญของประวัติศาสตร์การผลิตน้ำมันของบรูไน เพราะสามารถผลิตน้ำมันได้สูงถึง 1,000 ล้านบาร์เรล และยังได้มีการสร้าง The Billionth Barrel Monument ไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความสำเร็จในครั้งนั้นอีกด้วย

การเดินทางสู่ซีเรียของพวกเรา นอกจากจะได้ชม Nodding Donkey แบบใกล้ชิดแล้ว เรายังได้เห็นภาพวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองซีเรีย ที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากกรุงบันดาร์เสรีเบกาวันอยู่พอสมควร อาจจะเนื่องมาจากผู้คนในเมืองนี้ส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มประเทศฝั่งยุโรป ซึ่งมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับกิจการก๊าซธรรมชาติและน้ำมันนั่นเอง

เมืองต่อมาที่ใครๆ ก็บอกกับพวกเราว่า ต้องไปเยือนเพื่อรู้จักบรูไนให้ครบในทุกแง่มุมนั่นคือมีรี่ ซึ่งห่างจากเมืองหลวงเพียงแค่ร้อยกว่ากิโลเมตร ดังนั้นจากซีเรียเราจึงมุ่งหน้าสู่เมืองมีรี่ของมาเลเซียซึ่งตั้งอยู่ติดพรมแดนประเทศบรูไน

มีรี่ มีสัญลักษณ์สำคัญคือม้าน้ำ เดิมทีเป็นเมืองชายแดนเล็กๆ แต่เมื่อมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในแถบนี้ เศรษฐกิจของที่นี่ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และแม้ว่ามีรี่จะเป็นแค่เมืองหนึ่งของประเทศมาเลเซีย แต่ถ้าเทียบจากจำนวนประชากรแล้ว ประชากรของที่นี่เมืองเดียวก็เกือบจะเท่ากับบรูไนทั้งประเทศเลยทีเดียว โดยผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวจีนมาเลย์กว่า 60% อีกส่วนเป็นคริสเตียนและมุสลิม ดังนั้นในภาพรวมแล้วที่นี่จึงค่อนข้างเป็นสังคมที่เปิดกว้างกว่า คนบรูไนจำนวนมากจึงนิยมเดินทางมาที่นี่ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ ค่าเงินของบรูไนที่มีมูลค่ามากกว่า เทียบกันอย่างง่ายคือ 1 ดอลลาร์บรูไน แลกได้ 2-3 ริงกิตของมาเลเซีย การมาจับจ่ายใช้สอยที่นี่จึงเป็นที่นิยมของชาวบรูไนนั่นเอง

เหตุผลสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือที่นี่นับว่ามีสีสัน มีชีวิตชีวา มีความคึกคัก เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจของผู้คน และหลายอย่างที่ไม่สามารถทำได้ในประเทศบรูไนด้วยข้อจำกัดต่างๆ สามารถมาทำที่นี่ เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือการซื้อลอตเตอรี่ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวบรูไนจำนวนไม่น้อย นิยมเดินทางมาที่เมืองนี้

คนที่นี่เล่าให้พวกเราฟังว่า ถ้าเป็นวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันหยุด ที่นี่อาจจะไม่คึกคักนัก แต่ถ้าเป็นวันหยุด ผู้คนจะพากันมาทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าที่มีแบรนด์ดังให้เลือกซื้อเลือกหา ในราคาสบายกระเป๋ากว่ากันครึ่งต่อครึ่ง หรืออาหารการกินข้าวของเครื่องใช้ที่มีให้เลือกหลากหลายในตลาด ซึ่งเราจะสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาของผู้คนอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนั้น หากมาถึงมีรี่แล้ว สิ่งหนึ่งที่เจ้าบ้านบอกกับพวกเราคือไม่ควรพลาดการไปเยือนสัญลักษณ์ของเมือง นั่นก็คือ ม้าน้ำขนาดใหญ่ บริเวณ Coco Cabana ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ที่สวยที่สุดของมีรี่อีกด้วย หลังชมพระอาทิตย์ตกสวยๆ ก็ต้องต่อด้วยอาหารเย็น ที่มีทางเลือกทั้งร้านอาหารในสไตล์เก๋ไก๋ที่อาจจะไม่ได้หาได้ง่ายๆ ในบรูไน และร้านอาหารทะเลที่มีเครื่องดื่มหลากหลายรสชาติถูกใจให้ลิ้มลอง ก่อนจะไปต่อด้วยการเดินเล่นตลาดกลางคืนแบบเพลินๆ หาเครื่องดื่ม และของกินรอบดึกกันอีกรอบ

จากนั้นก็ปิดท้ายสีสันยามค่ำคืนด้วยสถานที่กิน ดื่ม เที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ พบปะเพื่อนฝูง สรวลเสเฮฮากันในบรรยากาศแบบสบายๆ ที่มีให้เลือกมากมาย ซึ่งคนที่นี่บอกกับเราว่า ยิ่งดึกยิ่งคึกคัก และถ้าเป็นวันหยุด หรือช่วงสิ้นเดือนที่เงินเดือนออกด้วยแล้ว มีรี่จะกลายเป็นเมืองที่ไม่หลับใหลเลยทีเดียว

ประสบการณ์ในประเทศบรูไนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นภาพของหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียนแห่งนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าบรูไนอาจจะไม่ใช่จุดหมายที่มีชื่อเสียงสำหรับนักท่องเที่ยวที่ค้นหาความแปลกใหม่หรือเพียบพร้อม แต่ประเทศนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัว ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตนเอง เป็นความสมดุลลงตัวของการใช้ชีวิต ที่ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมใครหลายคนยิ่งอยู่ ยิ่งเรียนรู้ ก็ยิ่งรักที่นี่ และสำหรับพวกเราทีมงานรายการโลก 360 องศา ประเทศบรูไนเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการเดินทางที่เราจะไม่มีวันลืมเลือนอย่างแน่นอน

ท้ายห้วยกุ้งเผา อร่อยย่อมเยาสวนกระแสเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574628

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 16:10 น.

ท้ายห้วยกุ้งเผา อร่อยย่อมเยาสวนกระแสเศรษฐกิจ

เรื่อง/ภาพ นพรัตน์ กิ่งแก้ว

ยุคข้าวยากหมากแพง แต่มีร้านอาหาร “ท้ายห้วยกุ้งเผา” ตั้งอยู่เลขที่ 3/6 หมู่ 6 บ้านตาแก ต.เฉนียงอ.เมือง จ.สุรินทร์ ขายกุ้งสด กุ้งเผา พร้อมเมนูเด็ดที่เกี่ยวกับกุ้งมากมายในราคาที่ถูกกว่าร้านอื่นๆ มากกว่าครึ่ง โดยเฉพาะกุ้งสดที่ประชาชนตามชนบทที่สัญจรผ่านไปผ่านมา จะได้มีโอกาสแวะซื้อกุ้งสดไปทำอาหารรับประทานที่บ้านกับครอบครัวในราคาที่จับต้องได้ ถือว่าเป็นร้านอาหารที่จำหน่ายกุ้งสดราคาที่ถูกที่สุดใน จ.สุรินทร์ หรือในจังหวัดแถบอีสานใต้ก็ว่าได้ ซึ่งกุ้งสดมีอยู่หลายขนาด เช่น กุ้งไซส์จัมโบ้สดกิโลกรัม (กก.) ละ 500 บาท เผา กก.ละ 549 บาท กุ้งไซส์ใหญ่ กก.ละ 450 บาท เผา กก.ละ 499 บาท และกุ้งไซส์กลาง กก.ละ 270 บาท เผา 299 บาท

ร้านอาหารท้ายห้วยกุ้งเผาขายถูกจนเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้าที่ต่างมาอุดหนุนกันไม่ขาดสาย อาทิ ต้มยำกุ้งน้ำข้นเริ่มต้นหม้อละ 120 บาท ต้มยำกุ้งจัมโบ้หม้อละ 200 บาท กุ้งผัดผงกะหรี่จานละ 120 บาท ยำกุ้งฟู จานละ 120 บาท กุ้งแช่น้ำปลาจานละ 120 บาท กุ้งอบวุ้นเส้นจานละ 150 บาท ส้มตำกุ้งครกละ 40 บาท นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารพื้นบ้าน อาหารป่า และอาหารไทยต่างๆ อีกมากมาย อาทิ ต้มเปรตปลาไหล ผัดเผ็ดปลาไหล ต้มกบ แกงคั่วหอยขม กบทอดกระเทียม ปลาหลดทอด ปลาเนื้ออ่อนทอด ลาบทอดซาลาเปา และอาหารพื้นบ้านอีกมากมายเริ่มต้นจานละ 80 บาทขึ้นไปเท่านั้น รวมทั้งยังมีส้มตำที่หลากหลายเมนู อาทิ ตำผสม ตำไทยใส่ปู ตำหอยดอง ตำถั่ว ตำปูปลาร้า ตำแตง ตำไทย ตำหมูยอ และตำลาว เป็นต้น

ร้านแห่งนี้เปิดให้บริการในช่วงเวลา 09.00-24.00 น. และช่วงเวลาค่ำคืนของทุกวันพบกับศิลปินพื้นบ้านชื่อดังของ จ.สุรินทร์ คือ “โก๋ย วรมัน” ที่จะมาร้องเพลงขับกล่อมให้กับบรรดาลูกค้าได้ฟังอีกด้วย และทุกเย็นวันศุกร์ของทุกสัปดาห์พบกับวงดนตรีพื้นบ้านชื่อวง ”อาปองจ๊ะ” พร้อมแดนเซอร์สาวสวยมาเต้นโชว์ สร้างความบันเทิงให้กับลูกค้า สำหรับร้านท้ายห้วยกุ้งเผา มี เกียรติศักดิ์ หนูหนุน เป็นเจ้าของร้าน บริหารงานกับภรรยาสาว

เกียรติศักดิ์ เจ้าของร้าน กล่าวว่า เดิมร้านแห่งนี้ชื่อว่า ”ครัวกุ๊กสุขใจ” เปิดจำหน่ายอาหารเมนูบ้านๆ แต่ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ”ท้ายห้วยกุ้งเผา” เนื่องจากได้คิดการสร้างจุดขายใหม่ๆ เน้นเมนูกุ้งสดที่หลากหลายและมีราคาถูก เน้นสด อร่อย

ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ อยากให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารที่สด ราคาถูก ร้านอยู่ กม.8 ถนนสายสุรินทร์-ปราสาท ถ้าออกจากในเมืองเลี้ยวซ้ายเข้าซอยข้างโรงสีเป็งเส็งตรงไปเรื่อยๆ เจอ 3 แยกเลี้ยวขวาไปจนสุดท้ายของอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ร้านอยู่ติดถนนฝั่งขวามือ หรือสั่งอาหารล่วงหน้าได้ที่ โทร. 08-6247-7098 

อ็อคโต ซีฟู้ด บาร์ ไปนั่งชิลเท่ๆ กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574623

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

อ็อคโต ซีฟู้ด บาร์ ไปนั่งชิลเท่ๆ กัน

เรื่อง อีตติง อาร์ต ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

กรุงเทพฯ คือมหานครแห่งสีสันที่พร้อมจะเปิดกว้างในเรื่องความคิดสร้างสรรค์และตอบรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่สถานที่แฮงเอาต์สุดครีเอทใจกลางซอยสุขุมวิท 24 อย่าง อ็อคโต ซีฟู้ด บาร์ (Octo Seafood Bar) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เกิดจากไอเดียสร้างสรรค์ จนกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางกรุง

โดดเด่นด้วยตัวอาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรือในจินตนาการ ที่สามารถพาคุณท่องไปในมหาสมุทรอันกว้างไกลได้ทั้งบนน้ำและใต้น้ำ เมื่อก้าวเข้ามาสู่บริเวณร้าน คุณจะสะดุดตากับประติมากรรมรูปปลาหมึกยักษ์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าร้าน (ผลงานของ พงษธัช อ่วยกลาง)

การตกแต่งมีกลิ่นอายอินดัสเทรียล มารีน โดยใช้วัสดุประเภทเหล็ก ปูน และไม้ จำลองให้เหมือนกับโครงของเรือ ผลงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากไอเดียของ ธนกร เก่าเจริญพงศ์ สถาปนิกชื่อดังและทีมงาน ที่เคยออกแบบร้านอาหารดังๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศมาแล้ว โดยธนกรยังเป็นผู้บริหารและผู้ออกแบบร้านอาหารชื่อดังอย่าง แฮปปี้ฟิช และ โกดังทะเล

คอนเซ็ปต์เมนูที่ร้านจะเป็นอาหารอินเตอร์เนชั่นแนล และออเธนติค ไทย ซีฟู้ด ซึ่งทุกเมนูล้วนคัดสรรวัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน ปรุงโดยเชฟฝีมือดี เมนูแนะนำเริ่มจาก “หอยนางรมสด” จานนี้เป็นหอยนางรมที่นำเข้าจากญี่ปุ่นและฝรั่งเศส หอยนางรมตัวใหญ่ มีความสดใหม่ กินคู่กับน้ำจิ้ม 3 รสชาติ 3 สไตล์ บอกเลยว่าฟินมาก

ต่อด้วย “ปลาหมึกผัดไข่เค็ม” เมนูนี้ใช้ปลาหมึกสดตัวใหญ่นำมาผัดกับไข่เค็มแดงล้วนๆ โดยเชฟจะนำไข่เค็มแดงไป Dehydrate เพื่อดึงน้ำออกให้หมดก่อน จากนั้นจึงนำมาผัดกับปลาหมึก จนได้เมนูที่ออกจะแห้งและรสชาติเข้มข้น กินเพลินเชียวล่ะ

“กุ้งราดซอสมะขาม” เมนูนี้ใช้กุ้งลายเสือทอดจนสุกหอม แล้วนำไปผัดกับซอสมะขาม จนได้รสชาติเปรี้ยวอมหวานรับประทานอร่อยอีกเช่นกัน

ตามด้วย “ปลาเก๋าราดพริกสด” เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ลูกค้าสั่งเยอะมาก จานนี้ใช้เนื้อปลาเก๋าสดทอดให้กรอบ แล้วราดด้วยซอสพริกสดสูตรพิเศษของร้าน ถือเป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์เมนูที่ไม่ควรพลาด

มาที่เมนูอินเตอร์ฯ บ้าง เริ่มด้วย “พิซซ่า พาร์มาแฮม” พิซซ่าโฮมเมดแป้งสดเสิร์ฟร้อนๆ จากเตาอบ ท็อปปิ้งด้วยพาร์มาแฮมและชีส หอมน่ากิน เมนูพิซซ่านี้ลูกค้าสามารถเลือกท็อปปิ้งด้วยหน้าอื่นๆ ได้ตามความชอบ

“สเต๊กปลากะพง” ใช้เนื้อปลากะพงสดใหม่ที่คัดสรรมาอย่างดี กริลจนสุกหอม เสิร์ฟพร้อมกับซอสครีมเลม่อนและเครื่องเคียงต่างๆ เป็นอีกหนึ่งจานที่แนะนำให้สั่งมาลอง

ปิดท้ายด้วย “เซวิเช่” หนวดปลาหมึกสดที่นำมาหั่นบางๆ คลุกเคล้ากับน้ำยำสไตล์อเมริกาใต้ ได้ความอร่อยจากเนื้อปลาหมึกที่เข้ากันกับรสชาติของน้ำยำเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีเมนูที่น่าสนใจอย่าง โคลด์คัต พาสต้า และอื่นๆ ให้ลองอีกเพียบราคาเมนูเริ่มที่ 300-1,000 บาท

มาแฮงก์เอาต์ทั้งทีจะขาดเครื่องดื่มได้อย่างไร อุ่นเครื่องด้วยม็อกเทลที่ชื่อ “Surf Boy Cooler” ก่อนเลย แก้วนี้มีส่วนผสมของน้ำสับปะรด เนื้อสับปะรดที่เสิร์ฟมาทั้งลูกและวานิลลาไซรัปช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

ต่อด้วย “Emerald Splash” มีส่วนผสมของรัม น้ำกีวี่สด ไซรัป ตกแต่งด้วยโรสแมรี่และเมลอน แก้วนี้ดีกรีปานกลาง

ปิดท้ายด้วย “Corazon Crusher” มีส่วนผสมของเตกีล่า มิกซ์เบอร์รี่ ชากุหลาบและไซรัป ดีกรีแรงขึ้นมาอีกหน่อย ค่ำคืนบรรยากาศดีๆ แบบนี้ ลองมานั่งชิลๆ เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงแนวกรู๊ฟวี่ มิวสิค จากดีเจระดับแถวหน้าของเมืองไทย รับรองติดใจแน่นอน

อ็อคโต ซีฟู้ด บาร์ ตั้งอยู่กลางซอยสุขุมวิท 24 สามารถเข้าจากทางถนนพระราม 4 หรือทางถนนสุขุมวิท ด้านปากซอยดิ เอ็มโพเรียม ก็ได้ ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. โทร.09-0456-9098 และ IG : @octoseafoodbar

ซัมเมอร์เฮาส์ x ทีบาร์ จากกรุงเก่าเข้าเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574624

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

ซัมเมอร์เฮาส์ x ทีบาร์ จากกรุงเก่าเข้าเมือง

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ใครที่เป็นแฟนคาเฟ่สุดเก๋จากอยุธยาอย่างซัมเมอร์เฮาส์ และหลงใหลในรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของชานมไข่มุกสไตล์ทีบาร์ ร้านดังที่อิมพอร์ตจากอยุธยามาเช่นกัน จากนี้ไม่ต้องไปไกลถึงอยุธยาก็แวะมาฟินได้ ณ ซัมเมอร์เฮาส์ x ทีบาร์ คาเฟ่สุดชิกใจกลางสยาม ซึ่งสาขานี้อาจดูแปลกตาจากสาขาก่อน เพราะฉีกแนวจากบรรยากาศชิลๆ มาเป็นส่วนหนึ่งในร้านแอ็บโซลูทสยาม สโตร์ ศูนย์รวมสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และของที่ระลึก สะดุดตาด้วยโทนสีม่วงและเขียวสองคู่สีที่ไม่น่าจะโคจรมาเจอกัน แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันกลับลงตัว ชวนนั่งด้วยบรรยากาศที่โปร่งโล่ง จะจิบเครื่องดื่ม ชิมของคาวหรือขนมก็เพลิน

ด้วยความที่ร้านนี้เกิดจากการรวมตัวของซัมเมอร์เฮาส์ และทีบาร์ ซึ่งมีเจ้าของคนเดียวกัน เลยก่อให้เกิดเป็นความสนุกครั้งใหม่ เพราะมีการนำจุดเด่นของทั้งสองร้านมาสร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษ ซิกเนเจอร์ที่ท้าให้ลอง คือ London Fox แปลงโฉมชาเอิร์ลเกรย์ใส่นม เติมกลิ่นวานิลลาและลาเวนเดอร์ที่เคยเป็นเครื่องดื่มร้อนมาเพิ่มลูกเล่นให้เข้ากับอากาศเมืองไทย ด้วยการทำเป็นเครื่องดื่มเย็น โดยไม่ใช้กลิ่นสังเคราะห์ แต่ทำน้ำเชื่อมวานิลลา และลาเวนเดอร์แทน

อีกเมนูน่าลอง คือ Peanut Butter Crunchy เพิ่มความหวานมันด้วยนมสดแท้ 100% และซอสเนยถั่วโฮมเมด ท็อปด้านบนด้วยกราโนลาถั่วเพิ่มเทกซ์เจอร์ความกรุบกรอบ พร้อมไข่มุกที่ต้มสดทุกชั่วโมง และเปลี่ยนใหม่ทุกสองชั่วโมง มองผิวเผินอาจเป็นเมนูธรรมดาแต่กินแล้วเพลินได้หลากหลายเทกซ์เจอร์ในแก้วเดียว

นอกจากเมนูชา กาแฟของที่นี่ยังเด่น เมนูแนะนำคือ กาแฟดีศรีอยุธยา เป็นกาแฟใส่นมข้น ทีเด็ดอยู่ที่การเลือกใช้เมล็ดกาแฟไทยจากดอยปางขอน จ.เชียงราย ซึ่งมีความซับซ้อนในแง่รสชาติ ซึ่งเจ้าของร้านกล้าการันตีว่ารสชาติดีเทียบเท่าหรือดีกว่าเมล็ดกาแฟนอก แถมเมนูนี้ยังเพิ่มลูกเล่นการท็อปด้วยสายไหมอยุธยา พร้อมไข่มุกไต้หวัน เวลาดื่มจะเลือกชิมสายไหมก่อน หรือจะคนให้เข้ากันก็ได้

สำหรับใครที่เป็นสายหวานแนะนำ Japanese Purple Yam น้ำมันม่วงนำเข้าจากญี่ปุ่น ชงสดแก้วต่อแก้ว เพิ่มความหวานมันด้วยนมสดพร้อมไข่มุก ถัดมาคือ Melon Latte ชูโรงด้วยเมลอนอยุธยาคั้นสด จากนั้นเติมนมและไข่มุกใส่น้ำแข็งก็พร้อมเสิร์ฟ

เพลิดเพลินกับเมนูเครื่องดื่มแล้ว ทางร้านยังมีเมนูกินเล่นอย่าง Summer Roll ทีเด็ดอยู่ที่ขนมปังโฮมเมด และตัวไส้ตรงกลางที่เสิร์ฟเป็นสลัดปูคลุกกับซอสสไปซี่เมโยพร้อมมันฝรั่ง อีกเมนูคือ Papaya Crab Meat Salad สลัดปูมะละกอแสนสดชื่น

สำหรับเมนูขนมแนะนำ Three Blondies เมนูนี้หน้าตาน่ารักจนแทบไม่กล้าชิม เพราะเป็นการนำโรตีสายไหมที่คุ้นเคยมาดัดแปลง ด้วยการนำแป้งโรตีไปอบกรอบแล้วนำวางซ้อนกันเป็น 3 ชั้น แต่ละชั้นสอดไส้ด้วยครีมนม 3 รสชาติ ได้แก่ รสนมเย็น ชาไทย และไมโล ปิดท้ายด้วยข้าวพองเคลือบคาราเมลเสิร์ฟกับไรซ์เบอร์รี่ มูส ทำจากนมขาว

พบกับความสนุกครั้งใหม่รอให้มาสัมผัสได้แล้ว ณ ซัมเมอร์เฮาส์ x ทีบาร์ ตั้งอยู่ชั้น 1 แอ็บโซลูทสยาม สโตร์ สยามเซ็นเตอร์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร.09-2408-4848