ร่มใจ วัดกุฎีดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575406

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 10:10 น.

ร่มใจ วัดกุฎีดาว

โดย สืบสิน ภาพ : มลฑณา ถนัดค้า

สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่านทุกท่าน หากยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวไหน ขอแนะนำว่าให้มาเที่ยวที่นี่ครับ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งนอกจากใช้เวลาในการเดินทางไม่มากแล้ว ยังอิ่มบุญ ร่มใจมากทีเดียวครับ เพราะนอกจากพระนครศรีอยุธยาจะเป็นเมืองเก่าอันทรงคุณค่าแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของวัดอยู่มากมายอันเกิดมาจากแรงศรัทธาและความเชื่อของคนในสมัยนั้น เมื่อเดินเข้าชมวัดหนึ่ง เดินอีกไม่ไกลก็สามารถเดินชมวัดอื่นๆ ต่อไปได้เลย

รวมไปถึงวัดอันเป็นโบราณสถานที่มีเรื่องราวอันยิ่งใหญ่และทิ้งร่องรอยความงดงามเอาไว้ให้เชยชม อย่างน้อยก็ทำให้จิตใจที่ฟุ้งซ่านสามารถสงบและร่มเย็นเมื่อได้เข้าไปสัมผัส

วัดกุฎีดาวเป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่บนถนนนอกเกาะเมืองอยุธยาทางทิศตะวันออก ติดกับทางเข้าวัดประดู่ทรงธรรม วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร และวัดมเหยงคณ์ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านประชาชนใกล้เคียง ซึ่งวัดนี้นอกจากจะดูยิ่งใหญ่และสวยงามแล้ว ยังมีเรื่องเล่าว่าเป็นวัดที่มีสมบัติฝังเอาไว้มากมาย อันเป็นที่มาของเรื่องเล่าขานปู่โสมเฝ้าทรัพย์

วัดกุฎีดาวเป็นวัดที่อยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ที่เชื่อว่าบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของแผ่นดินอโยธยาและชุมชนเมืองโบราณ ซึ่งมีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และบริเวณนี้ยังคงเต็มไปด้วยซากอาคารและเจดีย์ของวัดสมัยอยุธยา ซึ่งโบราณสถานของวัดกุฎีดาวนั้นมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์และสวยงามแห่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

วัดกุฎีดาวไม่ได้ปรากฏหลักฐานทางประวัติการสร้างที่ชัดเจน แต่จากที่ถูกกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่าได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี 2254 ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานทางโบราณคดีว่าวัดนี้สร้างราวๆ สมัยอยุธยาตอนต้นและถูกทิ้งร้างเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310

พระอารามของวัดนี้มีกำแพงล้อมรอบทั้งหมด มีเจดีย์ทรงระฆังเป็นเจดีย์ประธาน ภายในพระวิหารขนาดใหญ่เป็นความงามของสมัยอยุธยาตอนปลาย คือที่ฐานอาคารกลางพระวิหารนิยมทำให้แอ่นอ่อนช้อยคล้ายท้องเรือสำเภา เสาทรงกลมเรียงขนานกันที่หัวเสาเป็นรูปดอกบัวมีความโอ่โถง สง่างาม ด้านหน้ามีองค์พระตั้งเป็นประธานให้สักการะ

ทิศเหนือของเจดีย์ประธานนอกกำแพงมีพระตำหนักกำมะเลียนเป็นอาคาร 2 ชั้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สันนิษฐานว่าเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามแห่งนี้ พระองค์ทรงใช้เป็นที่ประทับและว่าการในการสร้างวัดสามารถขึ้นไปดูจากด้านบนได้

หากสังเกตที่รอบกำแพงด้านล่างจะเป็นประตูเล็กๆ เชื่อกันว่าใช้เป็นทางออกเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ตอนนี้ทางกรมศิลปากรได้ปิดทางแล้วเพื่อความปลอดภัยในการดูแล

วัดกุฎีดาวเป็นวัดหนึ่งที่มีความสำคัญมาก่อนกรุงศรีอยุธยาและได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา แสดงถึงความสำคัญของวัดด้วยมีความโอ่โถงและมีความงดงามวิจิตรอ่อนช้อย เป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงฝีมือช่างคนไทยในอดีตที่มีความประณีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาศาสตร์แขนงต่างๆ ต่อไป

หลายๆ คนคงอาจเคยได้ยินคำว่า“ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” กันมาแล้ว ไม่ว่าจะในภาพยนตร์ ละคร หนังสือ หรือเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา และเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเกี่ยวกับลายแทงสมบัติอันบ่งบอกจุดที่ซ่อนของขุมทรัพย์มากมาย ภายในอาณาบริเวณอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ลายแทงนั้นบอกว่าพระนครศรีอยุธยามีสมบัติโบราณถูกฝังเอาไว้ถึง 303 แห่ง โดยเฉพาะที่ “วัดกุฎีดาว” มีขุมทรัพย์ฝังอยู่ถึง 16 แห่ง ลายแทงขุมทรัพย์มีค่ามหาศาลนี้ ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เป็นเจ้านายระดับพระองค์เจ้าพระองค์หนึ่ง การได้มาของลายแทงนี้ไม่ทราบชัดว่าท่านได้มาอย่างไร

จึงได้ทำเรื่องเสนอต่อกรมศิลปากรขออนุมัติดำเนินการขุดค้นหาขุมทรัพย์ดังกล่าว โดยขอแบ่งทรัพย์ที่ขุดขึ้นได้เพียง 10% และอีก 90% จะมอบให้เป็นสิทธิของกรมศิลปากร เมื่อกรมศิลปากรอนุมัติท่านจึงเริ่มดำเนินการขุดค้นที่วัดกุฎีดาวเป็นแห่งแรกในปี 2503 น่าประหลาดที่การขุดสมบัติที่วัดกุฎีดาว เมื่อขุดลงไปตรงจุดที่ลายแทงระบุว่ามีสมบัติซ่อนอยู่กลับไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

การขุดค้นหาสมบัติโบราณที่วัดกุฎีดาวในครั้งนั้น นอกจากจะพบความผิดหวังแล้ว พระองค์เจ้าฯ และพระสหายยังพบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ที่น่ากลัวอีกหลายอย่าง นั่นก็คือท่านและพระสหายเห็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์มาปรากฏต่อหน้าต่อตากลางวันแสกๆ เป็นร่างของนักรบไทยโบราณ ร่างใหญ่โต แต่ไร้หัว

นอกจากนี้ ภายในวังของท่านก็ยังมีเสียงคล้ายคนขุดดินตลอดเวลา เสียงนั้นดังชัดเจนได้ยินกันหลายคน เหตุการณ์น่ากลัวที่เกิดขึ้น ทำให้พระองค์ต้องเชิญอาจารย์ที่นั่งทางในเก่งๆ มาช่วยดู อาจารย์ท่านนั้นก็บอกว่าวิญญาณที่ปรากฏเป็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เขาเป็นเจ้าของสมบัตินั้น และโกรธแค้นมากที่เจ้านายพระองค์นี้มาทำการขุดค้นสมบัติของเขา จึงมาสำแดงกายให้เห็น ทั้งยังสาปแช่งพวกที่มาขุดสมบัติของเขาทุกคน

ศิลปะชั้นเยี่ยมในซอยเอกมัย ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575375

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 16:51 น.

ศิลปะชั้นเยี่ยมในซอยเอกมัย ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ในแวดวงคนรักศิลปะศิลปิน อาจทราบดีอยู่แล้วว่า ในซอยเอกมัย ย่านสุขุมวิท เข้าไปไม่ไกลนัก เป็นบ้านพักและที่ตั้งของมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ

หากจะรู้หรือไม่ว่า เมื่อไม่นานมานี้ ท่านอาจารย์ยังได้เปิดบริเวณส่วนหนึ่งของมูลนิธิฯ สำหรับใช้เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการหมุนเวียน โดยเมื่อ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการเปิดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก ตามไปดูกันดีกว่า

“จักรพันธุ์ โปษยกฤต นิทรรศการ” นิทรรศการหมุนเวียนที่จะรวบรวมผลงานศิลปกรรมอันทรงคุณค่าฝีมือ โดยได้มีการปรับพื้นที่ซ้อมหุ่นกระบอก ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เพื่อจัดแสดงผลงานศิลปกรรมให้ประชาชนทั่วไปได้ชม ทั้งนี้ เป็นนิทรรศการเดี่ยวที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี

วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ศิษย์เอก เล่าว่า นิทรรศการเดี่ยว จะนำแสดงผลงานชิ้นเอกหรือมาสเตอร์พีซฝีมืออาจารย์จักรพันธุ์ เช่น ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันพระแม่คงคา (ปี 2553) หุ่นกระบอกชุดสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ (ปี 2532) และผลงานหุ่นกระบอกล่าสุดชุดตะเลงพ่าย รวมถึงประติมากรรมต้นแบบทศกัณฐ์จากเรื่องรามเกียรติ์ งานประณีตศิลป์และผลงานต้นแบบหรือแบบร่างอื่นๆ

“ทุกชิ้นที่นำมาจัดแสดง หาชมยาก อย่างรูปจิตรกรรมไทยรูปแรกของอาจารย์จักรพันธุ์ ที่ได้เขียนขึ้นในชั้นเรียนสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร รูปนางมโนราห์ที่ถูกคล้องบ่วงของพรานบุญ อาจารย์ผู้สอนเมื่อเห็นแล้วกล่าวทักว่า ‘จักรพันธุ์ชอบจิตรกรรมไทยหรือ อย่าทิ้งงานจิตรกรรมไทยนะ’ งานชิ้นนั้นก็นำมาจัดแสดงไว้ด้วย”

ทั้งนี้ ผลงานของอาจารย์จักรพันธุ์จะจัดแสดงหมุนเวียน สลับสับเปลี่ยนทุก 4 เดือน เพื่อธำรงเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและสืบทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและผู้สนใจ ที่จะได้รับประโยชน์จากการศึกษาผลงานบรมครู ศิลปินแห่งชาติ มูลนิธิฯ อยู่ระหว่างจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวรอบแรกถึงสิ้นปี 2561 และเตรียมพบกับนิทรรศการรอบต่อไปในต้นปี 2562

นิทรรศการฯ เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มุ่งให้เห็นแนวดำเนินของครูบาอาจารย์ว่า ทำงานอย่างไร เริ่มอย่างไร หรือมีแนวทางการผลิตสร้างงานอย่างไร? ท่านจบคณะจิตรกรรมและประติมากรรมปี 2510 จากนั้นเป็นครูพิเศษสอนวิชาวิจัยศิลปะไทย คณะมัณฑนศิลป์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนสอบเป็นช่างเขียนซ่อมจิตรกรรมฝาผนังรอบระเบียงวัดพระแก้ว ตลอดชีวิตอุทิศตัวให้การทำงานศิลปะและศาสนา

ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ยังเป็นผู้สืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทยแห่งแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยอัตลักษณ์การถ่ายทอดผลงาน ทั้งด้านจิตรกรรมร่วมสมัย จิตรกรรมไทยประเพณี ประติมากรรม และผลงานหุ่นกระบอกที่ผสานด้วยประณีตศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ที่ทรงคุณค่า เหมือนเย็นย่ำที่พระอาทิตย์คงยังส่องแสงฉาย ปัจจุบันอาจารย์พูดไม่สะดวก เดินเองไม่ได้ จากภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ กำลังใจดีเยี่ยม เพียงสุขภาพร่างกายเคลื่อนไหวไม่ถนัด ทุกวันนี้ใช้มือซ้ายวาดภาพ

เรียนรู้งานครูบาอาจารย์ เชิญได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 13.00-16.30 น. ที่ 49/1 ถนนสุขุมวิท 63 (ซอยเอกมัย) เขตวัฒนา กรุงเทพฯ (โทร.02-392-7754, 08-7332-5467)

ลงรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเอกมัย แล้วเดินเข้าไปได้ไม่ไกลมาก ถ้าแข้งขาไม่ดี ก็ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอย บอก “บ้านอาจารย์จักรพันธุ์” คำเดียว รับรองถึงเลย! 

ความสุขของนักเดินทาง อยาก‘ลาออกตลอดชีวิต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575349

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:50 น.

ความสุขของนักเดินทาง อยาก‘ลาออกตลอดชีวิต’

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : ลาออกตลอดชีวิต

เมื่อทริปแอฟริกาทำให้เธอเจอเรื่องตื่นเต้นจนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว การเปิดเพจเฟซบุ๊กจึงเป็นพื้นที่ระบายจนกลายเป็นเพจหลักหมื่น ลาออกตลอดชีวิต : Forever Resigned

“แพร” ณัชชา โชติเทวัญ เจ้าของเพจเล่าว่า เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เธอและเพื่อนได้เดินทางไปมาดากัสการ์และเคนยา ซึ่งนอกจากประสบการณ์การเดินทาง ยังมีเรื่องน่าระทึกให้จดจำทั้งเหตุการณ์ต้นไม้ล้มทับรถที่เธอนั่ง (แต่โชคดีเธอไม่ได้อยู่บนรถ)

อาการแพ้ยาอย่างหนักหรือการพบปะผู้คนหลายรูปแบบที่ทำให้เธอเข้าใจโลกมากขึ้น เธอจึงตัดสินใจเปิดเพจเพื่อบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นเครื่องเตือนความทรงจำ และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้คนอื่นด้วย

“เพื่อนๆ แพรชอบพูดว่า ถ้าเที่ยวเยอะขนาดนี้ ลาออกเลยดีไหม เพราะเวลาแพรไปเที่ยว ชอบไปนาน อย่างทริปล่าสุดที่ผ่านมาแพรก็ไปอเมริกามาหนึ่งเดือน ซึ่งโชคดีที่แพรทำงานเป็นออนไลน์มาร์เก็ตติ้งเลยสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ จึงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่อยากทำคือ ไปเที่ยวได้นานๆ ด้วย และงานก็ไม่เสียด้วย”

เธอกล่าวด้วยว่า แม้ทริปแอฟริกาจะดูโหดและลุยตามคาแรกเตอร์ของประเทศ แต่สไตล์โดยทั่วไป เธอชอบพักโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปถึงพูลวิลล่า ชอบเข้าร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง เน้นพักผ่อน และหาจุดถ่ายรูปให้สาวๆ ตามไปแชะภาพ

“ภาษาที่ใช้ในเพจ แพรจะชอบเล่าเป็นภาษาพูด ซึ่งสิ่งที่เล่าแพรจะไปหาข้อมูลของสถานที่แห่งนั้นมาเล่าด้วยว่า มีความเป็นมายังไง มีอะไรสำคัญที่เราควรรู้บ้าง และพ่วงไปกับประสบการณ์จริงที่แพรเจอมา อย่างข้อควรระวัง การเตรียมตัว การเตรียมใจ และข้อมูลในพื้นที่ที่ยังมีไม่มากในอินเทอร์เน็ต ก็จะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่อยากรู้ อยากไป หรือยังลังเลว่าจะไปดีไหม จะได้ตัดสินใจไปเร็วขึ้น”

นอกจากนี้ นักเดินทางสาวยังมองว่าการเดินทางช่วยให้โลกของเธอกว้างขึ้น และทำให้เธอรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใคร

“การเดินทางทำให้ได้ค้นพบตัวเอง เพราะแพรเชื่อว่าเวลาเราไปต่างประเทศไม่มีใครรู้จักเราเลย ดังนั้นมันจึงไม่มีกรอบทางสังคมมากำหนดว่าเราต้องเป็นใคร ทำให้เราเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันยังทำให้เราเปิดรับมากขึ้น เปิดกว้างที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ และกล้าคุยกับคนแปลกหน้าที่พูดกันคนละภาษา ซึ่งแพรคิดว่า นี่แหละคือกำไรของการเดินทาง นอกเหนือจากวิวสวยๆ และภาพสวยๆ ที่เราได้มาแล้ว”

แพรกล่าวทิ้งท้ายว่า อันดับแรกทุกคนต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าความสุขของคุณคืออะไร? เพราะการท่องเที่ยวอาจไม่ใช่ความสุขของทุกคน และเมื่อค้นพบแล้วก็ต้องรักษาสมดุล นั่นคือถ่วงดุลการทำงานและการแสวงหาความสุข เพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุขและประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน 

เมืองโอ่ง เมืองอาร์ต ‘ราชบุรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575347

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:45 น.

เมืองโอ่ง เมืองอาร์ต ‘ราชบุรี’

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เป็นข้อดีที่จะไปเที่ยวราชบุรี จังหวัดที่คนคิดออกว่าสวนผึ้งหน้าตาเป็นอย่างไร? แต่ไม่ทราบว่าตัวเมืองราชบุรีมีอะไรน่าดู ราชบุรีคราวนี้จึงพาไปทำความรู้จักตั้งแต่จุดกำเนิด ไปจนถึงความฮิปสเตอร์แห่งเมืองอาร์ต

ทำความรู้จักราชบุรี

ทางลัดที่จะรู้จักเมืองนั้นในเวลาอันสั้นคือ พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง อย่างในราชบุรีมี “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ประกอบด้วยอาคารสำคัญ 2 หลัง

เมื่อเดินเข้าประตูไปอาคารทางซ้ายมือเรียกว่า อาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑล สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี 2416 สถาปัตยกรรมเป็นแบบก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้องว่าว ด้านหน้าเป็นมุก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่นิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5-6

แต่เดิมสร้างเพื่อเป็นที่พักของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เมื่อคราที่ท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน โดยในปีเดียวกันรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินมาที่จวนหลังนี้เพื่อพระราชทานพระสุพรรณบัฏและเครื่องยศอย่างพระองค์ ประกอบด้วย เสลี่ยงงา กลด และดาบประดับพลอย

หลังจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์สิ้นชีพิตักษัย จวนของท่านได้กลายเป็นอาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑล ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ปี 2465 โปรดฯ ให้สร้างศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลในบริเวณเดียวกัน

จนในสมัยรัชกาลที่ 7 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากมณฑลเทศาภิบาลเป็นการบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเปลี่ยนศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลเป็นศาลากลางจังหวัดราชบุรีในเวลาต่อมา ซึ่งก็คืออาคารที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ตรงประตูทางเข้านั่นเอง

ปี 2524 มีการย้ายศาลากลางจังหวัดไปที่แห่งใหม่ อาคารหลังนี้จึงทรุดโทรมลงไป ทางกรมศิลปากรจึงเข้ามาบูรณะซ่อมแซม เปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี และอาคารทั้งสองหลังยังได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วเรียบร้อย

“ที่นี่ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง ใครที่ไม่เคยมาราชบุรีจะรู้จักราชบุรีทุกแง่มุมที่นี่ ตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ที่พบความรุ่งเรืองอยู่ที่เมืองโบราณคูบัวในสมัยทวารวดี ต่อเนื่องขึ้นมาในยุคอารยธรรมเขมร สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ โดยถูกจัดแสดงใน 12 ห้อง” เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร กล่าว

เจ้าหน้าที่นำเดินชมนิทรรศการในศาลากลางจังหวัดหลังเก่า เริ่มต้นจากห้องแรกว่าด้วยเรื่องดิน หิน แร่ในจังหวัด พบว่า ลักษณะหินที่พบส่วนใหญ่คือ หินปูน เช่น เขางู ที่มีการให้สัมปทานระเบิดหินเพื่อนำหินปูนไปใช้เป็นซีเมนต์ในการก่อสร้าง จนไปพบว่าบริเวณเขางูมีโบราณวัตถุเป็นภาพแกะสลักโบราณสมัยทวารวดีอยู่ภายในถ้ำ จึงมีการยกเลิกสัมปทานและอนุรักษ์บริเวณนั้นไว้

ส่วนดินราชบุรีก็มีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้แต่ละจังหวัดรู้จักเครื่องปั้นดินเผาของจังหวัด นั่นคือ โอ่งมังกร เนื่องจากมีการพบดินที่มีความละเอียดเหมาะแก่การทำเครื่องปั้นดินเผาเรียกว่า ดินมันปู สีออกแดงเหมือนมันปู เมื่อนำไปเผาจะมีความแกร่ง พอใส่น้ำแล้วเย็นชื่นใจ

เจ้าหน้าที่นำชมกล่าวต่อว่า ราชบุรีเป็นเมืองที่มีอายุตั้งแต่ยุคหินกลาง ประมาณ 1 หมื่น-5,000 ปี จากนั้นในยุคประวัติศาสตร์มีการพบเจดีย์มากกว่า 60 แห่งในเมืองโบราณคูบัว ยุคสมัยทวารวดีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11-15 โดยอิฐที่ใช้ในการสร้างฐานเจดีย์มีลักษณะเป็นอิฐก้อนใหญ่ เผาแบบหยาบ ด้านบนฐานมีรูปปูนปั้นคนแคระแบกตามคติความเชื่อโบราณว่า คนแคระเป็นผู้ค้ำจุนศาสนา

“เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคสมัยทวารวดีที่เมืองโบราณคูบัวทำให้เรารู้ว่า คนในยุคนั้นนิยมรับประทานข้าวเหนียว ทราบได้จากแกลบที่นำมาผสมปั้นอิฐจะเป็นข้าวเมล็ดใหญ่กว่าข้าวเจ้า ซึ่งนั่นก็คือ ข้าวเหนียว กลายเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราได้เรียนรู้จากโบราณสถาน”

ห้องถัดมาจัดแสดงเศียรพระพุทธรูปสมัยทวารวดี มีเอกลักษณ์เฉพาะคือ พระเกศา (ผม) ขมวดเป็นปมใหญ่ พระนลาฏ (หน้าผาก) กว้าง พระขนง (คิ้ว) หนานูนจรดติดกันเป็นรูปปีกกา พระเนตร (ตา) โปนเหลือบต่ำ พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ พระโอษฐ์ (ปาก) หนา และพระกรรณ (หู) ยาว ในห้องเดียวกันยังมีพระบรมสารีริกธาตุในผอบทองคำ ที่พบในเจดีย์หมายเลข 1 เมืองโบราณคูบัว

จากนั้นเมื่อวัฒนธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงก็ทำให้วัฒนธรรมเขมรเข้มแข็งขึ้น นำไปสู่ห้องราชบุรีในวัฒนธรรมเขมร ยุคสมัยนี้มีการย้ายเมืองจากเมืองโบราณคูบัวไปสร้างเมืองใหม่ที่วัดมหาธาตุ ชื่อเมือง ชยราชบุรี ต่อมาถูกพัฒนาเป็นเมืองราชบุรีในปัจจุบัน

ภายในห้องนิทรรศการมีโบราณวัตถุสำคัญคือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี พบที่จอมปราสาทเมืองโบราณโกสินารายณ์ และเป็น 1 ใน 5 องค์ที่พบในดินแดนไทย

ระหว่างเดินจากห้องหนึ่งสู่อีกห้อง เจ้าหน้าที่อธิบายต่อเนื่องว่า ราชบุรีมี 8 กลุ่มชาติพันธุ์ เริ่มตั้งแต่ชาวไทยจีนอาศัยอยู่แถบดำเนินสะดวก ไทยทรงดำหรือลาวโซ่ง ไทยพื้นถิ่น ไทยมอญทางแถบโพธาราม ไทยวนที่มีความชำนาญในการทอผ้าตีนจกอาศัยอยู่แถบคูบัว ไทยกะเหรี่ยงอยู่ทางแถบสวนผึ้ง ไทยลาวเวียงหรือลาวตี้ และไทยเขมรลาวเดิม จึงกล่าวได้ว่าราชบุรีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

จากนั้นในห้องเกือบสุดท้ายได้จัดแสดงเรื่องโอ่งมังกร กำเนิดโอ่งมังกรเริ่มมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่กรุงเทพฯ และสร้างโรงงานทำเครื่องปั้นดินเผาขึ้น คนหนึ่งชื่อ ซ่งฮง แซ่เตีย และอีกคนชื่อ จือเหม็ง แซ่อึ้ง ทั้งสองคนมาพักผ่อนที่ราชบุรีแล้วได้พบกับดินสีแดงกลางทุ่งนา เมื่อสัมผัสดูก็คิดว่าดินชนิดนี้น่าจะไปทำเครื่องปั้นดินเผาได้จึงนำกลับไปลองทำเครื่องปั้นดินเผาที่กรุงเทพฯ พบว่าได้ผลดี จึงกลับมาสร้างโรงงานที่ราชบุรี

ตอนแรกทำเป็นไห จากนั้นได้พัฒนาเป็นโอ่ง โดยเริ่มแรกเป็นโอ่งที่ไม่มีลวดลาย ต่อมาได้แกะสลักลวดลายลงไม้แล้วกดประทับบนโอ่ง ทว่าก็ยุ่งยากและใช้เวลานานเกินไปจึงเปลี่ยนเป็นใช้ดินขาววาดเป็นลวดลาย ซึ่งสำหรับชาวจีนคงไม่มีลายไหนถนัดไปกว่าลวดลายมังกร ทำให้โอ่งมังกรเถ้าฮงไถ่กลายเป็นสัญลักษณ์เมืองราชบุรี

จากรุ่นที่ 1 ตอนนี้โอ่งมังกรราชบุรีถูกสืบทอดถึงรุ่นที่ 3 คือ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ผู้ได้พัฒนารูปแบบไปเป็นเซรามิก เบญจรงค์ และเครื่องตกแต่งสวน อย่างที่เห็นด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์กับรูปปั้นหมาไอ้จุด และงานปั้นเซรามิกด้านข้างอาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑล

นอกจากนี้ ซอยข้างๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่หน้าซอยระบุชื่อ “ถนนสฤษดิ์เดช” มีสตรีทอาร์ตให้แชะภาพตามประสาฮิปสเตอร์ เป็นผลงานของกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ชาวราชบุรี ส่วนงานของศิลปินรุ่นพี่อย่าง โลเล มีตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง (เดินจากถนนสฤษดิ์เดชไปได้) เป็นงานปั้นขนาดใหญ่สีขาวสะท้อนตาชื่อผลงานว่า เด็กดิน เป็นรูปปั้นเด็กผู้ชายกำลังนั่งชันเข่ามองแม่กลองอยู่เดียวดาย

หลังจากเช็กอินที่จุดศิลปะสมัยใหม่ จุดหมายต่อไปต้องลองย้อนอดีตสู่เมืองโบราณคูบัว ชื่อเมืองที่ได้ยินมาตั้งแต่ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันยังมีวิถีชีวิตของชาวไทยวนและยังรักษาภูมิปัญญาโบราณไว้ โดยเฉพาะการทอผ้าตีนจก ที่ได้เห็นความประณีตของลายผ้าไปแล้วจากในพิพิธภัณฑ์

ตีนจกคูบัวเมืองโบราณคูบัวถือเป็นเมืองราชบุรีเก่า ก่อนเมืองถูกย้ายมาอยู่ในตำแหน่งปัจจุบันซึ่งห่างออกไปประมาณ 7 กม. ทำให้เมืองคูบัวเวลานี้กลายเป็นเมืองเก่าและร่ำรวยเสน่ห์ความโบราณ ทั้งยังเป็นถิ่นอาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยวนที่ยังรักษาขนบวัฒนธรรมเดิม

หนึ่งในวัฒนธรรมที่ถือเป็นงานศิลปะล้ำค่าคือ ลายผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งเป็นเทคนิคการทอที่ชาวไทยยวนชำนาญ บ้านที่ได้รับรางวัลดีเด่นทางวัฒนธรรมคือ บ้านของคุณยาย ทองอยู่ กำลังหาญ ผู้สืบทอดมรดกการทอผ้าตีนจกแบบโบราณมาจากแม่

คุณยายทองอยู่เล่าว่า แม่ของเธอ ซ้อน กำลังหาญ ได้เรียนรู้การทอผ้าตีนจกจากคุณยายตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่เมื่อมีครอบครัวจึงเว้นว่างไปจนผ้าตีนจกหายไป กระทั่งปี 2518 แม่ซ้อนได้ใส่ผ้าซิ่นตีนจกไปรับเสด็จ ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสถามว่า

“ตอนนี้ยังทำได้อีกหรือเปล่า ถ้าทำได้ให้ทำต่อไปเรื่อยๆ” จากนั้นแม่ซ้อนก็ได้กลับมาทอผ้าที่บ้านและถ่ายทอดให้ลูกสาว ซึ่งก็คือผู้หญิงวัย 88 ปีที่กำลังเล่าอยู่นี่เอง

มากไปกว่านั้นคุณยายทองอยู่ยังเป็นผู้คิดลวดลายใหม่ๆ และปรับปรุงสีสันขึ้นเอง และปรับใต้ถุนบ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่มาเรียนรู้เรื่องการทอผ้าตีนจก เป็นแหล่งรวมตัวของแม่บ้านใกล้เคียงมารวมตัวกันทอผ้าตามออร์เดอร์ และเป็นจุดจำหน่ายผ้าทอมือราคาหลักร้อยไปจนถึงซิ่นตีนจกหลักหลายหมื่นบาท

เมืองโบราณคูบัวจึงเป็นแหล่งศิลปะอีกรูปแบบที่พ่วงเนื้อหาของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นเข้าไป

ราชบุรีคราวนี้ยังไม่เห็นแกะสักตัว เห็นก็แต่แก๊งไอ้จุดที่เรียกแขกให้เดินเข้าไปรู้จักเมืองราชบุรีตั้งแต่จุดกำเนิด ซึ่งเชื่อว่า การท่องเที่ยวที่เริ่มต้นจากพิพิธภัณฑ์เมืองจะทำให้เห็นและทราบทุกเรื่อง และคราวนี้ไม่ว่าจะไปเมืองโบราณคูบัวหรือเมืองท่องเที่ยวอย่างสวนผึ้ง ก็จะสนุก ลึกซึ้ง และเปลี่ยนมุมมองเดิมๆ ที่เคยเห็นแค่ด้านเดียว 

Super Black Iced Coco

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575241

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

Super Black Iced Coco

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ฉบับสุดท้ายส่งท้ายปีนี้ผู้เขียนขอนำเสนอแนวคิดการดื่มในรูปแบบใหม่ ที่ต้องยอมรับว่าเรียนรู้มาจากคนรุ่นลูกอีกทีหนึ่ง ตอนนี้ไอเดียเครื่องดื่มต้องยอมรับว่ามาไกลแถมยังแพงขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างที่บ้านของผู้เขียนจะรับประทานกาแฟยี่ห้อดังที่หนึ่ง ต้องขอร้องว่าอย่าบ่อยไป เพราะลูกหลายคน รับประทานเครื่องดื่มครั้งหนึ่งเฉียดๆ พันบาท ตอนนี้กลายเป็นว่าราคาของชาไข่มุกหรือเครื่องดื่มสมัยใหม่บางร้านราคาสูสีกับกาแฟของนอก

สังเกตสังกาวิธีการพบว่าร้านสวยๆ มีมุมถ่ายภาพหรือมีสไตล์นั้นมีชัยไปกว่าครึ่งที่จะดึงเอาลูกค้าเข้าร้าน ตามมาด้วยเมนูเครื่องดื่มเก๋ แก้วเท่ๆ ยิ่งมีภาษีดีกว่าร้านธรรมดาบ้านๆ ที่เราๆ ป้าๆ คุ้นเคย ยิ่งถ้ามี “Movement” ของเครื่องดื่ม เช่น มีการไหล การเปลี่ยนสี การได้ให้ลูกค้าผสมเครื่องดื่มง่ายๆ ที่โต๊ะเองรับรองว่าแจ่ม กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่เหล่าฮิปสเตอร์จะเข้ามาเป็นผู้เช็กอินให้ช่วยกระจายโฆษณาให้กับร้านอีกทางหนึ่ง

นอกจากกระแสชาไข่มุกจะดังแล้วยังช่วยดันให้เครื่องดื่มอื่นๆ ทยอยเปิดตัวขึ้นมาสู่โลกแห่งการดื่มเพื่อโซเชียลมีเดียอีกหลายตัว หนึ่งในนั้นที่ลูกๆ ของผู้เขียนฮิตกันมากคือเครื่องดื่มกลุ่ม “นมเหนียว” คล้ายๆ กับนมข้นหวานผสมกับนมผงแล้วแต่งกลิ่นสีด้วยชาบ้าง นมชมพูบ้าง ผงโกโก้มอลต์แบบไมโลโอวัลตินบ้าง เป็นนมหนืดๆ อยู่ส่วนบนของนมจืดและน้ำแข็งผู้ดื่มมีหน้าที่ค่อยๆ คนผสมนมหนืดๆ ด้านบนให้เข้ากับนมจืดด้านล่าง ตอนแรกที่เห็นเครื่องดื่มนมหนืดครั้งแรกถึงกับงุนงงไป จนได้ชิมพร้อมกับวัยรุ่นที่บ้าน จึงเข้าใจว่ากินไปด้วย คนไปด้วยเป็นวิถีใหม่ที่วัยรุ่นเขาชอบกัน ถือเป็นทางเลือกใหม่แบบไม่มีสูตรสำเร็จ อะไรที่เสร็จ 100% แล้วไม่มีส่วนร่วม ถือว่าไม่ใช่ทางสมัยนิยมของคนยุคนี้

หนึ่งในเครื่องดื่มที่ชอบกันมากที่สุดรองๆ มาจากชาไข่มุก ชอบกันจนต้องกลับมาทำเองที่บ้านจนกลายเป็นที่มาของสูตรในฉบับนี้ คือ โกโก้นมสด แบบที่โกโก้หนืดค่อยๆ ย้อยลงมาในแก้ว ต้องใช้ช้อน ไม้ก้านแข็ง หรือหลอดหนาๆ ในการช่วยคนให้โกโก้หนืดสีดำสนิท ค่อยๆ เปลี่ยนนมจืดๆ ในแก้วให้ค่อยๆ มีรสโกโก้ทีละน้อยจนในที่สุด เมื่อดูดไปได้สักครึ่งแก้ว เครื่องดื่มกลายเป็นโกโก้เข้มข้นเป็นลำดับสุดท้าย เรียกว่าเป็นทางเครื่องดื่มแนวใหม่

ผู้เขียนมีหน้าที่ทดลองชิมแล้วกลับมาแกะสูตรที่บ้าน ค่อยๆ ทดลองทำจนได้ออกมาเป็นสูตรในฉบับนี้ ประกอบไปด้วยสูตรนมสดสีขาวที่มีส่วนผสมจากนมจืดแบบพาสเจอไรซ์ผสมกับนมข้นหวาน นมข้นจืดให้มีความมันและกลมกล่อม ถ้าเราทำเองที่บ้านเลือกเป็นนมข้นจืดและนมข้นหวานแท้ๆ แบบที่ไม่ใช่กลุ่มครีมเทียม จะทำให้อร่อยและปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น

สำหรับส่วนของโกโก้หนืดๆ ของเรา เล่าให้คุณผู้อ่านฟังสักหน่อยก่อนว่า ผงโกโก้นั้นมีที่มาจากเมล็ดโกโก้ เอามาบดจนละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ให้คุณผู้อ่านจินตนาการถึงช็อกโกแลตแท่งๆ เนื้อเนียนๆ แต่ไม่มีรสหวานเลย จากนั้นมาสกัดเอาไขมันออกจะได้เป็นไขมันโกโก้ที่หน้าตาคล้ายไวท์ช็อกโกแลตแต่ไม่มีรสหวานเลยเช่นกัน เมื่อสกัดไขมันออกมาแล้ว ก้อนดำๆ ที่เหลือไขมันน้อยๆ ถึงเอามาบดเป็นผงละเอียด ซึ่งในที่สุดแล้วคือผงโกโก้ อันนี้เล่าให้เข้าใจง่ายๆ แต่ในทางวิทยาศาสตร์อาหารแล้วนั้น ยังมีอีกเยอะแยะในเรื่องของรายละเอียดกระบวนการ

เราจึงต้องเข้าใจธรรมชาติของผงโกโก้นิดหนึ่ง คือ มันละลายน้ำได้ยาก และถึงแม้ว่าจะเอาไขมันออกไปแล้วตัวมันจะยังมีไขมันอยู่บ้าง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณภาพของผงโกโก้ ถ้ายิ่งเหลือไขมันมากๆ แปลว่ายิ่งแพง ดังนั้นการใช้น้ำร้อนในการละลายผงโกโก้จึงทำได้ง่ายกว่าน้ำเย็น และจะว่ากันจริงๆ แล้วผงโกโก้ไม่สามารถละลายน้ำร้อนได้ 100% เราจะเห็นว่ามันจะตกตะกอนได้ อันนี้เรื่องปกติ

การทำโกโก้หนืดให้อร่อยต้องเลือกผงโกโก้ที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพราะไขมันในโกโก้ที่เหลืออยู่ในผงๆ นี่แหละจะใช้มันโกโก้ทั้งหนืด หอม และอร่อย แถมยังละลายน้ำได้ง่ายด้วย เพราะเราจะเริ่มจากน้ำร้อนในการละลาย ยิ่งถ้าได้ผสมกับน้ำตาลสักหน่อยก่อนเพื่อให้ผงโกโก้กระจายตัวแยกจากกันก่อนเติมน้ำร้อนจะช่วยให้โกโก้กระจายและละลายตัวได้ดีขึ้น

เครื่องดื่มโกโก้หนืดสูตรนี้ทำให้สมาชิกที่บ้านกินแล้วต่างติดใจ ยิ่งเป็นสมาชิกวัยรุ่นด้วยเพราะทันสมัย แถมเราเลือกเฟ้นโกโก้อย่างดีมาใช้ จนไปกินร้านข้างนอกแล้วคิดถึงโกโก้ที่บ้าน เพราะด้วยคุณภาพส่วนผสมมีผลกับรสชาติอย่างแท้จริง 

ตำกะเตี๋ยว มาม่าใส่ชีสที่ควรลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575233

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

ตำกะเตี๋ยว มาม่าใส่ชีสที่ควรลอง

เรื่อง : ชายโย

ไม่มีใครรู้แน่ชัดในการริเริ่มก๋วยเตี๋ยวใส่ชีส หรือมาม่าใส่ชีส มีมาตั้งแต่เมื่อไร แต่พอใส่ไปแล้วก็ทำให้รสชาติก๋วยเตี๋ยวชามนั้นเข้มข้นขึ้นมาทันตาเห็น และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ร้านฟู้ดทรัค อย่างตำกะเตี๋ยว ได้รับความนิยมด้วยเมนูเด่นชวนลิ้มลองอย่าง มาม่าต้มยำชีสไข่มะตูม มาม่าต้มยำชีสทูน่าไข่มะตูม และมาม่าต้มยำชีสกรรเชียงปูล้น

การบริการของร้านนี้ คุณอาจจะแปลกใจที่บนโต๊ะไม่มีเครื่องปรุง เพราะนโยบายของทางร้าน ก็คือ ปรุงรสชาติมาให้เสร็จสรรพ ขอเพียงแค่บอกว่าต้องการรสเผ็ดระดับไหน ร้านจัดให้ได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงเผ็ดจัด ด้วยสูตรเด็ดของทางร้านซอสซูเปอร์ต้มยำพริกเผา มีขายแยกถ้ารับประทานแล้วรู้สึกติดใจ

เมนูที่แนะนำให้ลองรับประทานเมนูแรก ก็คือ หมี่วุ้นต้มยำแห้งไข่มะตูมซิกเนเจอร์ดิชที่ราคาถูกที่สุด แต่อร่อยดีมีประโยชน์ ได้มาแล้วต้องรีบรับประทาน จัดการคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันให้หมดทั้งเส้นหมี่วุ้น ซอสซูเปอร์ต้มยำพริกเผา หมูสับ หมูสไลซ์ ไข่มะตูม

อีกเมนูที่นิยมอย่างมาก ก็คือ มาม่าต้มยำชีสไข่มะตูม เลือกใส่ได้ทั้งหมูสับและทูน่า รสชาติจัดจ้าน ข้นมันด้วยชีส เป็นเมนูยอดนิยมที่ลูกค้าเกือบทุกคนควรสั่งมาลอง ในขณะที่เมนูเด็ดสุดและแพงสุด อย่าง มาม่าต้มยำชีสกรรเชียงปูล้น คือ เมนูระดับพรีเมียมที่ให้เนื้อปูมาเต็มชาม

แค่ได้ยินชื่อเมนูก็ชวนให้ลิ้มลอง ร้านตำกะเตี๋ยวเป็นร้านฟู้ดทรัคที่ไม่ได้ประจำอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่จะหมุนเวียนไปตามสถานที่จัดงานใหญ่ๆ และตลาดนัดกลางคืนที่มีชื่อเสียงทั่วกรุงเทพฯ บางครั้งเราอาจจะได้เห็นร้านนี้ไปเปิดขายตลาดแถวบ้านก็ได้ สนใจสามารถเข้าดูตารางเปิดร้านได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/TumtiewRestaurant/

หอมกรุ่นกลิ่นควัน @บิลลีส์ สโมกเฮาส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575236

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

หอมกรุ่นกลิ่นควัน @บิลลีส์ สโมกเฮาส์

เรื่อง ฟร็อกกี้ลิเชียส ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากปลุกปั้น เอล โอสิโต (El Osito Unique Spanish) ร้านอาหารสเปน และ ลา มอนิตา (La Monita) ร้านอาหารเม็กซิกัน จนฮอตฮิตติดตลาดนักชิมแล้ว บิลลีส์ สโมกเฮาส์ (Billy’s Smokehouse) คือก้าวต่อมาของเชฟและเจ้าของร้าน อย่าง บิลลี่ เบาติสตา ที่หันมาชูโรงอาหารบาร์บีคิวสไตล์อเมริกัน ให้หอมกลิ่นกรุ่นควันกันไปทั่วทั้งร้าน

ย้ายร้านอาหารสไตล์ทาปาส อย่างเอล โอสิโต ขึ้นไปเป็นบาร์นั่งสบายสไตล์ชิลๆ กึ่งๆ สปีคอีซี่ที่ชั้นบน ส่วนบิลลีส์ สโมกเฮาส์ ก็ยึดพื้นที่เดิมที่ชั้นล่างที่เคยเป็นร้านอาหารสเปน เสิร์ฟเมนูบาร์บีคิวที่เชฟบิลลี่ ภูมิใจเสนอ เมนูเด็ดๆ เป็นสไตล์อเมริกันแท้ที่ได้มาจากบ้านเกิดในแคลิฟอร์เนีย เช่นเดียวกับบรรดาค็อกเทลที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะยึดเบสเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอเมริกันด้วย

อาหารที่บิลลีส์ สโมกเฮาส์ เน้นเมนูจานใหญ่แบบแพลตเตอร์ กลุ่มเพื่อนฝูงมาสังสรรค์เฮฮาแบ่งปันกันกินได้หลายๆ อย่าง แกล้มเบียร์ ค็อกเทล หรือไวน์ ก็มีให้เลือกหลายขนาน

ชวนเพื่อนไปหลายๆ คนจะได้ช่วยกันชิม Chef’s Choice Premium Platter (สำหรับ 4 คน) ที่มีทั้งเนื้อวางุส่วนบริสเก็ต เนื้อแบล็กแองกัสช็อร์ตริบ (ยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์) ที่เชฟบิลลี่ใช้เวลารมควันถึง 12 ชั่วโมง สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่รับประทานเนื้อวัว ก็ยังมีบาร์บีคิวซี่โครงหมู กับไส้กรอกที่ทำเองอยู่ในแพลตเตอร์นี้ด้วย

ทั้งหมดเสิร์ฟมาพร้อมซอสที่เป็นเอกลักษณ์ 3 อย่าง คือ ซัลซ่าแวร์เด สไตล์เม็กซิกัน รสชาติจัดจ้าน มัสตาร์ดซอส ที่อาศัยมัสตาร์ดสดๆ จากสหรัฐมาทำ ไม่ใช่มัสตาร์ดผง และแน่นอน ต้องมีซอสบาร์บีคิว สไตล์อเมริกัน สูตรของเชฟบิลลี่เอง

ในเครื่องเคียงยังมีขนมปังข้าวโพด และบัตเตอร์มิลค์ บิสกิต สูตรคุณแม่เชฟบิลลี่ รวมทั้งโคลด์สลอว์ สลัดมันฝรั่ง และสลัดข้าวโพด

ขณะที่สายเนื้อยังมีทางเลือกมากมาย ทั้งเมนูสโมก (ทำให้สุกอย่างช้าๆ) หรือเมนูกริลก็มีให้เลือก ซึ่งที่นี่ใช้เฉพาะเนื้อระดับยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์เท่านั้น

ถ้าไม่มีใครกินเนื้อวัวเลย บิลลีส์ สโมกเฮาส์ ก็มีทางเลือก เป็นแพลตเตอร์ไก่กับหมู (Chicken and Pork Platter) รวมทั้ง สโมกซีฟู้ด อย่างปลาค็อด (เมนูปลาต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน) หอยแมลงภู่ ฮอกไกโด สแกลลอป ฯลฯ

สาวกอาหารจานเดียว ที่นี่มีทั้งแซนด์วิช เบอร์เกอร์ และพาสต้า ไว้คอยบริการ อย่างรูเบน แซนด์วิช (Reuben Sandwiches) แซนด์วิชสอดไส้คอร์นบีฟสไตล์อเมริกันแท้ๆ ที่ใช้เนื้อส่วนบริสเก็ต ยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์ มาบดและหมักเอาไว้ 9 วัน ก่อนจะนำมาสโมก 4 ชั่วโมง สอดไส้ในขนมปังกับโคลด์สลอว์ตามสูตรดั้งเดิม

ใครไม่กินเนื้อแต่อยากกินรูเบน แซนด์วิช เชฟบิลลี่มีทางเลือกให้เป็นรูเบนไก่ หรือรูเบนเห็ด ซื่งรสชาติไม่แตกต่างกัน ไว้เป็นออปชั่นด้วย

สำหรับในส่วนของพาสต้า ที่นี่ใช้เส้นสดๆ ที่ทำเอง อย่างเส้น ทาเลียเตเล เส้นแองเจิลแฮร์ และราวิโอลี เมื่อมีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ผ่านการรมควันก็ทำให้ได้ความหอมแตกต่างจากพาสต้าที่อื่นๆ

บาร์บีคิวกับเบียร์เป็นของคู่กัน แต่หากใครต้องการชิมค็อกเทลที่เลื่องชื่อมาตั้งแต่ทำร้าน ลา มอนิตา ก็อย่าพลาดซิกเนเจอร์ อย่าง Gentleman Standing ที่มีส่วนผสมของเจนเทิลแมนแจ็ค เบอร์เบิ้น เบซิล น้ำสับปะรด มะนาว และน้ำตาลทรายแดง หรือจะเป็น Bourbon Mojito ที่เปลี่ยนจากเหล้ารัมมาเป็นเบอร์เบิ้น ให้ได้อารมณ์แบบอเมริกัน พร้อมด้วยส่วนผสมเดิม อย่างมะนาว มินต์ โซดา น้ำตาล

บิลลีส์ สโมกเฮาส์ อยู่ในซอยข้างอาคารมหาทุนพลาซ่า เพลินจิต เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.30-23.00 น. (วันหยุดปีใหม่ 31 ธ.ค 2561.-1 ม.ค. 2562 นี้หยุดทำการ) โทร. 02-651-4398 

หอมกรุ่นกลิ่นควัน @บิลลีส์ สโมกเฮาส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575237

x

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

เรื่อง ฟร็อกกี้ลิเชียส ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากปลุกปั้น เอล โอสิโต (El Osito Unique Spanish) ร้านอาหารสเปน และ ลา มอนิตา (La Monita) ร้านอาหารเม็กซิกัน จนฮอตฮิตติดตลาดนักชิมแล้ว บิลลีส์ สโมกเฮาส์ (Billy’s Smokehouse) คือก้าวต่อมาของเชฟและเจ้าของร้าน อย่าง บิลลี่ เบาติสตา ที่หันมาชูโรงอาหารบาร์บีคิวสไตล์อเมริกัน ให้หอมกลิ่นกรุ่นควันกันไปทั่วทั้งร้าน

ย้ายร้านอาหารสไตล์ทาปาส อย่างเอล โอสิโต ขึ้นไปเป็นบาร์นั่งสบายสไตล์ชิลๆ กึ่งๆ สปีคอีซี่ที่ชั้นบน ส่วนบิลลีส์ สโมกเฮาส์ ก็ยึดพื้นที่เดิมที่ชั้นล่างที่เคยเป็นร้านอาหารสเปน เสิร์ฟเมนูบาร์บีคิวที่เชฟบิลลี่ ภูมิใจเสนอ เมนูเด็ดๆ เป็นสไตล์อเมริกันแท้ที่ได้มาจากบ้านเกิดในแคลิฟอร์เนีย เช่นเดียวกับบรรดาค็อกเทลที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะยึดเบสเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอเมริกันด้วย

อาหารที่บิลลีส์ สโมกเฮาส์ เน้นเมนูจานใหญ่แบบแพลตเตอร์ กลุ่มเพื่อนฝูงมาสังสรรค์เฮฮาแบ่งปันกันกินได้หลายๆ อย่าง แกล้มเบียร์ ค็อกเทล หรือไวน์ ก็มีให้เลือกหลายขนาน

ชวนเพื่อนไปหลายๆ คนจะได้ช่วยกันชิม Chef’s Choice Premium Platter (สำหรับ 4 คน) ที่มีทั้งเนื้อวางุส่วนบริสเก็ต เนื้อแบล็กแองกัสช็อร์ตริบ (ยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์) ที่เชฟบิลลี่ใช้เวลารมควันถึง 12 ชั่วโมง สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่รับประทานเนื้อวัว ก็ยังมีบาร์บีคิวซี่โครงหมู กับไส้กรอกที่ทำเองอยู่ในแพลตเตอร์นี้ด้วย

ทั้งหมดเสิร์ฟมาพร้อมซอสที่เป็นเอกลักษณ์ 3 อย่าง คือ ซัลซ่าแวร์เด สไตล์เม็กซิกัน รสชาติจัดจ้าน มัสตาร์ดซอส ที่อาศัยมัสตาร์ดสดๆ จากสหรัฐมาทำ ไม่ใช่มัสตาร์ดผง และแน่นอน ต้องมีซอสบาร์บีคิว สไตล์อเมริกัน สูตรของเชฟบิลลี่เอง

ในเครื่องเคียงยังมีขนมปังข้าวโพด และบัตเตอร์มิลค์ บิสกิต สูตรคุณแม่เชฟบิลลี่ รวมทั้งโคลด์สลอว์ สลัดมันฝรั่ง และสลัดข้าวโพด

ขณะที่สายเนื้อยังมีทางเลือกมากมาย ทั้งเมนูสโมก (ทำให้สุกอย่างช้าๆ) หรือเมนูกริลก็มีให้เลือก ซึ่งที่นี่ใช้เฉพาะเนื้อระดับยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์เท่านั้น

ถ้าไม่มีใครกินเนื้อวัวเลย บิลลีส์ สโมกเฮาส์ ก็มีทางเลือก เป็นแพลตเตอร์ไก่กับหมู (Chicken and Pork Platter) รวมทั้ง สโมกซีฟู้ด อย่างปลาค็อด (เมนูปลาต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน) หอยแมลงภู่ ฮอกไกโด สแกลลอป ฯลฯ

สาวกอาหารจานเดียว ที่นี่มีทั้งแซนด์วิช เบอร์เกอร์ และพาสต้า ไว้คอยบริการ อย่างรูเบน แซนด์วิช (Reuben Sandwiches) แซนด์วิชสอดไส้คอร์นบีฟสไตล์อเมริกันแท้ๆ ที่ใช้เนื้อส่วนบริสเก็ต ยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์ มาบดและหมักเอาไว้ 9 วัน ก่อนจะนำมาสโมก 4 ชั่วโมง สอดไส้ในขนมปังกับโคลด์สลอว์ตามสูตรดั้งเดิม

ใครไม่กินเนื้อแต่อยากกินรูเบน แซนด์วิช เชฟบิลลี่มีทางเลือกให้เป็นรูเบนไก่ หรือรูเบนเห็ด ซื่งรสชาติไม่แตกต่างกัน ไว้เป็นออปชั่นด้วย

สำหรับในส่วนของพาสต้า ที่นี่ใช้เส้นสดๆ ที่ทำเอง อย่างเส้น ทาเลียเตเล เส้นแองเจิลแฮร์ และราวิโอลี เมื่อมีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ผ่านการรมควันก็ทำให้ได้ความหอมแตกต่างจากพาสต้าที่อื่นๆ

บาร์บีคิวกับเบียร์เป็นของคู่กัน แต่หากใครต้องการชิมค็อกเทลที่เลื่องชื่อมาตั้งแต่ทำร้าน ลา มอนิตา ก็อย่าพลาดซิกเนเจอร์ อย่าง Gentleman Standing ที่มีส่วนผสมของเจนเทิลแมนแจ็ค เบอร์เบิ้น เบซิล น้ำสับปะรด มะนาว และน้ำตาลทรายแดง หรือจะเป็น Bourbon Mojito ที่เปลี่ยนจากเหล้ารัมมาเป็นเบอร์เบิ้น ให้ได้อารมณ์แบบอเมริกัน พร้อมด้วยส่วนผสมเดิม อย่างมะนาว มินต์ โซดา น้ำตาล

บิลลีส์ สโมกเฮาส์ อยู่ในซอยข้างอาคารมหาทุนพลาซ่า เพลินจิต เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.30-23.00 น. (วันหยุดปีใหม่ 31 ธ.ค 2561.-1 ม.ค. 2562 นี้หยุดทำการ) โทร. 02-651-4398 

ซัลวาโตเร จอร์โจ กาตาเนีย เชฟอิตาเลียนรุ่นใหม่มากฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575240

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ซัลวาโตเร จอร์โจ กาตาเนีย เชฟอิตาเลียนรุ่นใหม่มากฝีมือ

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ได้พบกับ ซัลวาโตเร จอร์โจ กาตาเนีย หรือ เชฟซัลโว เชฟรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 23 ปี หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียน “ลา ทาโวลา” (La Tavola) และไวน์บาร์ “อาร์ บาร์” (R Bar) ของโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ จึงพลาดไม่ได้ที่จะคว้าตัวเชฟคนเก่งมาให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกันสักหน่อย

“ผมเกิดและเติบโตในเมืองทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ซึ่งที่นั่นจะเป็นสังคมเกษตรกรรมที่คนส่วนใหญ่มักจะปลูกพืชและทำอาหารโฮมเมดรับประทานเองเป็นประจำ ทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์ คุณพ่อคุณแม่ของผมก็จะชอบทำอาหารด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำพาสต้าหรือทำซอสมะเขือเทศโฮมเมด ซึ่งพวกเราได้เรียนรู้เคล็ดลับต่างๆ มาจากคุณตาคุณยายของผมอีกที แต่แรงบันดาลใจสำคัญซึ่งทำให้ผมอยากเรียนทำอาหารจริงจังนั้นมาจากคุณพ่อของผม ซึ่งท่านเป็นเชฟใหญ่ในร้านอาหารอิตาเลียนมีชื่อแห่งหนึ่ง

เมื่ออายุ 10-11 ขวบ ผมได้ตัดสินใจเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหารที่ชื่อว่า I.P.S.S.A.R. E.Zegna โดยเรียนหลักสูตร 5 ปี ซึ่ง 2 ปีแรกจะเน้นเรียนด้านการบริหารจัดการภายในโรงแรม ส่วนอีก 3 ปีที่เหลือผมเลือกเรียนเกี่ยวกับการทำอาหารโดยตรงเลย ซึ่งระหว่างที่เรียนนั้นผมก็มีโอกาสได้ฝึกงานในร้านอาหารอิตาเลียนที่ชื่อว่า Aquila Nera ซึ่งเป็นร้านที่คุณพ่อของผมเคยเป็นเชฟด้วย ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่เด็กอายุ 13-14 ปี (ช่วงฝึกงาน) จะต้องไปเป็นผู้ช่วยเชฟในร้านที่ค่อนข้างยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่ผมก็อดทนเพื่อหาประสบการณ์ต่อเนื่องเป็นประจำในช่วงปิดเทอมของทุกๆ ปี”

เชฟซัลโวเล่าว่า หลังจากเรียนจบและได้ประกาศนียบัตรจากโรงเรียนสอนทำอาหารแล้ว เขาก็ได้ไปเป็นเชฟให้กับห้องอาหารอิตาเลียนที่เขาเคยฝึกงานเป็นที่แรกนั่นแหละ โดยทำงานอยู่ 6 เดือนด้วยกัน แต่วันหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าอยากจะเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับตัวเองมากขึ้น ประกอบกับมีเชฟรุ่นพี่แนะนำว่า ถ้าอยากจะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างก็ต้องลองออกไปทำงานที่ประเทศอื่นๆ ดูบ้าง

“เชฟรุ่นพี่ท่านนั้นก็เลยแนะนำให้ผมบินข้ามทวีปมาฝึกงานในโปรแกรมผู้ช่วยของเอ็กเซกคิวทีฟเชฟที่ เคป เซียนน่า กูร์เมต์ โฮเทล แอนด์ วิลล่า ที่เกาะภูเก็ต นอกจากการมาเป็นลูกมือคอยช่วยเชฟใหญ่แล้ว ที่นี่ยังสอนให้ผมบริหารจัดการในเรื่องคน เรื่องวัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องเตรียมและอื่นๆ ด้วย ผมได้เรียนรู้กระบวนการทั้งหมดอยู่ 4 เดือนด้วยกัน ก็ครบกำหนดการฝึกงานในโปรแกรมนี้

แต่ระหว่างนั้นผมก็มองหางานประจำทำเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อ ที่สำคัญผมยังไม่คิดจะบินกลับบ้านที่อิตาลีด้วย วันหนึ่งบังเอิญผมได้เห็นการประกาศรับเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียนชื่อ ซาเบลล่า (Sabella) ที่โรงแรมเคมปินสกี้ โฮเทล อัจมาน ประเทศดูไบ ผมจึงกรอกใบสมัครและได้ไปทำงานอยู่ที่นั่น 7 เดือน ก็รู้สึกว่าอยากจะกลับมาทำงานที่เมืองไทย ผมจึงบินกลับมาเป็นเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียนที่ชื่อ เวโร (Vero) ซึ่งอยู่ที่โรงแรมพูลแมน ภูเก็ต อาร์เคเดีย หาดในทอน โดยทำงานอยู่ 2 ปีด้วยกัน”

เชฟซัลโว บอกว่า เมื่อทำงานในโรงแรมสไตล์รีสอร์ทอยู่ได้พักใหญ่ๆ เขาก็อยากจะหาความท้าทายใหม่ให้กับตัวเองด้วยการทำงานในโรงแรมที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ บ้าง เมื่อโอกาสมาถึงเขาจึงได้มาเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร “ลา ทาโวลา” และ “อาร์ บาร์” ของโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ อย่างในปัจจุบันนี้

“หน้าที่หลักๆ ที่ผมต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับ ลา ทาโวลา และอาร์บาร์ ก็คือควบคุมดูแลในเรื่องเมนูต่างๆ ของทั้งสองร้าน บริหารจัดการทีมเชฟ รวมทั้งเลือกสรรหรือสั่งวัตถุดิบในการนำมาทำเมนูไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการครีเอทเมนูใหม่ๆ อยู่เป็นระยะๆ ตามเทศกาลหรือในช่วงที่โรงแรมจัดงานเลี้ยงต่างๆ ด้วย ซึ่งผมมีหน้าที่ดูแลในเรื่องเมนูอาหารทั้งหมดเลยครับ

นอกจากถนัดทำเมนูอิตาเลียนอย่างที่ทราบกันแล้ว ผมยังสนใจในการทำอาหารเอเชียด้วย อย่างอาหารไทยผมก็ชอบและค่อนข้างได้ทำอยู่บ่อยๆ เพราะผมทำงานอยู่ในเมืองไทยนับรวมทั้งหมดก็ 3 ปีแล้ว ฉะนั้นผมจึงค่อนข้างรู้จักอาหารไทยดีพอสมควร เพราะทั้งได้ชิม ได้ลองลงมือทำ เมนูบางอย่างผมสามารถหาวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมของเมนูนั้นแล้วลงมือทำได้เลย เช่น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง และเมนูไทยคลาสสิกอื่นๆ นอกจากนี้ผมยังทำเมนูอาหารเหนืออย่างข้าวซอยหรืออาหารอีสานอย่างลาบหมูหรือส้มตำได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งรสชาติที่ทำออกมาส่วนใหญ่ก็จะใกล้เคียงกับเมนูที่คนไทยทำนะครับ” (หัวเราะ)

เชฟซัลโวเสริมว่า สำหรับเมนูชาติอื่นๆ นอกจากอิตาเลียนและไทยแล้ว เขายังสามารถทำอาหารในโซนยุโรปอย่างฝรั่งเศสได้ดีพอสมควรอีกด้วย

“สำหรับเมนูที่ผมจะทำให้ลองชิมในครั้งนี้มีชื่อว่า Tortelli Alla Norma ซึ่งเป็นเมนูพาสต้าโฮมเมดสูตรดั้งเดิมที่มาจากเกาะซิซิลีทางตอนใต้ของอิตาลี เดิมทีเมนูนี้ใช้มักกะโรนีเป็นวัตถุดิบหลัก แต่ผมได้ปรับมาใช้ทอร์เทลลี่ซึ่งเป็นพาสต้าชนิดหนึ่งแทนมักกะโรนี จากนั้นก็ปรุงซอสมะเขือเทศเชอร์รี่ซึ่งเป็นซอสโฮมเมดสูตรเฉพาะที่ครอบครัวผมมักจะทำกันในเดือน ส.ค.ของทุกปี ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลพอดี ทำให้มีมะเขือเทศเยอะมากจนเราต้องทำเป็นซอสมะเขือเทศเก็บไว้ทำอาหารกันได้ยาวนาน เอาเป็นว่าต้องลองชิมด้วยตัวเองแล้วจะรู้ว่าอร่อยๆ มากๆ เลยครับ

ถ้าถามถึงแพลนในอนาคตบนสายงานเชฟ ในอีก 5 ปีนับจากนี้ไป ผมอยากจะมีโอกาสได้ทำอาหารอิตาเลียนที่เป็นสไตล์ไฟน์ไดนิ่งให้มากขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของผมมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมขอทำหน้าที่ที่ผมรับผิดชอบในปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดก่อนครับ”

เชฟซัลโวทิ้งท้ายว่า ในวันว่างหรือวันหยุด เขาชอบที่จะไปพักผ่อนโดยการว่ายน้ำหรือดำน้ำแบบสน็อกลิ้งที่ทะเลทางภาคใต้ของไทย เช่น ภูเก็ต กระบี่ และพังงา เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าอาชีพเชฟเป็นอาชีพที่งานค่อนข้างหนักและเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อมีวันพักผ่อน เขาจึงชอบพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ พักผ่อนร่างกาย และพักสมองให้เต็มที่ เพื่อจะได้มีพลังในการกลับมาทำงานที่เขารักต่อไป 

ต้องมนตร์บาร์ลับ ‘กูไทยบาร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575235

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ต้องมนตร์บาร์ลับ ‘กูไทยบาร์’

เรื่อง : คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ด้วยเสน่ห์ที่ชวนค้นหาแบบบาร์ลับ รวมทั้งการตกแต่งสร้างสรรค์บรรยากาศให้เหมือนอยู่ในบีชบาร์ และเครื่องดื่มสูตรพิเศษกลิ่นอายไทย ทำให้สถานที่แห่งนี้ถูกอกถูกใจผู้คน จนต้องกลับไปเยือนอีก

กูไทยบาร์ (Ku Thai Bar) ตั้งอยู่บนชั้นสองของบ้านไม้กลางซอยสวนพลู เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ตกแต่งให้มีบรรยากาศเหมือนเรากำลังอยู่ในเมืองชายทะเลภาคใต้ของไทยหรือบาหลี ด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบมิกซ์ แอนด์ แมตช์ ไม่ว่าจะผ้า เสื่อ โต๊ะไม้ เก้าอี้หวาย ฯลฯ สินค้าโอท็อปจากทั่วไทยนำมาตกแต่งสถานที่สร้างสีสัน

บาร์แห่งนี้ยังพิถีพิถันกับการสร้างสรรค์เครื่องดื่มน่าลิ้มลอง เป็นโมเดิร์นค็อกเทลซึ่งมีส่วนผสมองค์ประกอบสะท้อนแสดงความเป็นไทย ไม่ว่าจะชา ผลไม้ ฯลฯ บางแก้วใช้สุราไทยเป็นส่วนประกอบด้วย

เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ อย่างเช่น กูไทยเพิร์ล ผสมจากจินหมักกับชากลิ่นทับทิมจากทางภาคเหนือของไทย เติมน้ำผึ้งเพิ่มความหอม มีความเปรี้ยวจากมะนาว ส่วนทีแอนด์แทน วอดก้าหมักชาเขียวกลิ่นอ่อนๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีชาผสมอยู่ เติมน้ำส้มโอ มะนาว และน้ำผึ้ง ออกเปรี้ยวๆ หวานๆ เสิร์ฟในโถชา กรีนโบต ผสมจากวอดก้าหมักใบเตย มีวานิลลาและน้ำส้มโอใส่ลงไปด้วย ขณะที่กรีนสโมกผสมด้วยคอนญักไทย รัมหมักกับชามะลิ และชาเขียว เพิ่มกลิ่นหอมๆ ของโรสแมรี่รมควัน ลองดมแล้วจะรู้ว่าได้ชื่อกรีนสโมกมาได้อย่างไร

ในแต่ละเดือนมีเมนูใหม่ออกมานำเสนอเพื่อความไม่จำเจ นอกจากค็อกเทลแล้ว กูไทยบาร์ก็มีเบียร์ให้เลือกดื่ม โดยเฉพาะเบียร์หายากจากหลายๆ ประเทศ รวมทั้งคราฟต์เบียร์ไทย เครื่องดื่มอร่อยๆ ไร้แอลกอฮอล์อย่างสไปซีซันไชน์ ผสมจากขิง แอปเปิ้ล เลมอน และวานิลลา ก็พร้อมเสิร์ฟ

ดื่มแล้วหิวก็สามารถสั่ง “ปิ่นโตเซต” นอกจากจะเก๋ไก๋เพราะภาชนะบรรจุแล้ว อาหารก็เป็นเมนูไทยๆ ที่เคยคุ้น ง่ายๆ แต่อร่อย ในปิ่นโต 3 ชั้น บรรจุคอหมูย่าง ลาบหมู และลูกชิ้นปิ้ง พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ดหรือไส้กรอกอีสาน

ระหว่างดื่มด่ำบรรยากาศ รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ทุกวันศุกร์ระหว่างเวลา 20.30-22.30 น. ยังเพิ่มเติมอารมณ์บันเทิงด้วยดนตรีแสดงสดจากวงดนตรีไทยฟิวชั่น ซึ่งนำเครื่องดนตรีไทยมาแสดงเพลงทั้งไทยร่วมสมัย และเพลงสากลได้อย่างเพลินเพลิน

เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือน ต.ค. และกูไทยบาร์ได้รับการตอบรับอย่างดี ลูกค้าจำนวนหนึ่งเป็นต่างชาติ หลายคนอินกับบรรยากาศ ซึ่งเหมาะกับเป็นสถานที่สำหรับนัดแฮงก์เอาต์ผ่อนคลายหลังเวลาทำงาน หรือในช่วงการพบปะแบบชิลชิลในวันหยุด กูไทยบาร์จะเปิดให้บริการที่นี่ไปถึงเดือน ก.พ.ปีหน้า ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ไฉไลกว่าเดิมในย่านเจริญกรุง ที่รวมบาร์ เชฟเทเบิ้ล และอาร์ต สเปซ เข้าไว้ด้วยกัน

หากจะไปเยือน กูไทยบาร์ ถ้าเข้ามาทางด้านถนนสาทร ตรงเข้ามาไม่กี่ร้อยเมตร ฝั่งขวามือก่อนถึงปากซอยสวนพลู 1 จะมีตรอกเล็กๆ ติดป้ายกูไทยไว้ ให้เลี้ยวเข้ามาไม่กี่เมตร กูไทยบาร์ตั้งอยู่ชั้นบนชั้น 2 ของร้านอาหารกูไทย FB : kuthaibar โทร. 09-6236-1564 เปิดบริการทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์และจันทร์ ระหว่างเวลา 17.30-00.30 น.

ที่นี่มีบางอย่างซึ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย ในขณะเดียวกัน กูไทยบาร์ ก็เหมือนมีมนตร์ซึ่งพาให้เราออกเดินทางไปสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย