ปั่นม่วนริมโขง สุขที่สุดนครพนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575981

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 11:50 น.

ปั่นม่วนริมโขง สุขที่สุดนครพนม

เรื่อง/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

แสงพระอาทิตย์ตกของฤดูหนาวขึ้นชื่อว่างดงามกว่าฤดูกาลอื่น โดยเฉพาะเมื่อยืนมองจากริมแม่น้ำโขงไปยังแนวเขาหินปูนของฝั่ง สปป.ลาว เห็นภูเขากลายเป็นสีส้ม เห็นท้องฟ้ากลายเป็นสีชมพู เป็นภาพสะท้อนของแสงพระอาทิตย์จากฝั่งตะวันตก ที่ตอนนี้ด้านฝั่ง “นครพนม” กำลังคึกคักไปด้วยผู้คนมาเดินวิ่งออกกำลัง บ้างก็ปั่นจักรยานลู่ลมเย็น

นครพนมเคยติดอันดับจังหวัดที่ประชากรมี “ความสุข” มากที่สุดในประเทศไทยเมื่อปี 2555 โดยกรมสุขภาพจิตได้สำรวจความสุขของคนไทยเนื่องในวันความสุขสากล พบว่า ปัจจัยที่ทำให้คนไทยมีความสุขมาจากครอบครัวที่มีเวลาให้กันอย่างพอเพียง การมีสุขภาพดี ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ได้ปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา การมีรายได้ดี มีการงานที่มั่นคง และไม่มีหนี้สินนอกระบบ

เมื่อมองด้วยตาก็เชื่อสนิทใจว่า นครพนมเป็นจังหวัดที่คนในพื้นที่มีความสุข เพราะจังหวัดมีสิ่งอำนวยความสุขให้ประชาชนใช้บริการฟรี อย่างเช่นพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ไปจนถึงโบสถ์นักบุญอันนา หนองแสง ก็มีหลายอย่าง ทั้งสวนสาธารณะรูปปั้นพญานาคพญาศรีสัตตนาคราช เลนจักรยานริมแม่น้ำโขงที่มีไฟส่องสว่างและถนนมีคุณภาพดีตลอดทาง เลนวิ่งที่ขนานไปกับเลนจักรยาน บันไดนั่งริมน้ำให้พักผ่อนหย่อนใจ เครื่องออกกำลังกายสาธารณะ รวมไปถึงอุโมงค์นาคราช ที่เชื่อมต่อจากเลนจักรยานเดิมไปอีกกว่า 300 เมตร ยิ่งขยายความสุขให้นักปั่นได้ชื่นชมธรรมชาติ

กล่าวได้ว่า นครพนมสามารถกวักมือเรียกประชาชนให้มามีความสุขกับธรรมชาติริมโขงด้วยการสร้างสาธารณประโยชน์ พร้อมกับได้ประโยชน์ด้านสุขภาพ ส่วนนักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานจากร้านจักรยานแถวหอนาฬิกา เช่าชั่วโมงละ 10 บาท หรือเหมาทั้งวัน 50 บาท

เริ่มสตาร์ทที่หอนาฬิกามุ่งหน้าไปให้ยึด ถนนสุนทรวิจิตรไว้ ถนนริมแม่น้ำโขงเส้นนี้มีเลนจักรยานให้ปั่นอย่างปลอดภัยและมีสถานที่เที่ยวให้แวะ เริ่มจาก พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) เปิดทำการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. ลักษณะเป็นอาคารสีเหลืองมัสตาร์ด 2 ชั้น จัดแสดงนิทรรศการ “เล่าขาน อดีตกาล เมืองนคร” ชั้นล่างแบ่งเป็นห้องเจ้าเมืองเรืองนาม ห้องพื้นเมืองนคร ห้องวัฒนธรรมหลากหลาย ซึ่งเนื้อหาโดยรวมบอกเล่าประวัติของผู้ว่าฯ นครพนมในอดีต ส่วนชั้น 2 มีการจัดแสดงห้องที่ประทับของในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระราชินี ครั้งที่ทั้งสองพระองค์เสด็จประพาสเยือนถิ่นอีสานในปี 2498

จากนั้นปั่นเลาะโขงไปต่อ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วปล่อยออกมายาวๆ โดยระหว่างทางบริเวณหน้าสำนักงานป่าไม้จะพบกับรูปปั้นพญานาคทองเหลืองขนาดใหญ่นาม “องค์พญาศรีสัตตนาคราช” ที่สร้างแล้วเสร็จเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตามความเชื่อว่า พี่น้องชาวไทยและชาวลาวล้วนมีความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวกับพญานาคในลำน้ำโขง ประติมากรรมแห่งนี้จึงกลายเป็นแลนด์มาร์คของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องไทย-ลาว และยังเป็นสถานที่สักการะของชาวอีสาน นอกจากนี้ บริเวณประติมากรรมยังถูกจัดแต่งเป็นสวนสาธารณะที่ชาวนครพนมมักจูงลูกอุ้มหลานมาวิ่งเล่นรับแสงแดดอุ่นๆ ยามเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

 

ส่วนเลนจักรยานยังทอดยาวไปต่อสู่โบสถ์นักบุญอันนา หนองแสง มีสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล วัสดุก่อสร้างบางชิ้นนำเข้ามาจา

กเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ซึ่งในอดีตโบสถ์แห่งนี้เคยถูกฝรั่งเศสทิ้งระเบิดถล่มในกรณีพิพาทอินโดจีน จึงมีการสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งทุกปีเมื่อถึงวันคริสต์มาส ชาวคาทอลิกในนครพนมจะประดิษฐ์ดาวที่ทำจากกระดาษสีสวยงามมาแห่รวมกันไว้ที่นี่

นอกจากนี้ ใกล้กับโบสถ์ยังมีเส้นทางจักรยานใหม่ชื่อ อุโมงค์นาคราช ซึ่งเปิดให้ปั่นเมื่อปีที่ผ่านมา มีระยะทาง 307 เมตร ลักษณะเป็นอุโมงค์เหล็ก ไม่ทึบ ถนนทำมาเพื่อรองรับการปั่นจักรยานโดยเฉพาะ สามารถชมทัศนียภาพของลำน้ำโขงและร่มรื่นใต้เงาไม้ตลอดทาง

ถนนสุนทรวิจิตรกลายเป็นถนนสายปั่นของสายชิล และเป็นเส้นทางท่องเที่ยวของคนที่อยากรู้จักนครพนมแบบวันเดย์ทริปในจังหวะช้าๆ จากนั้นเมื่อปั่นกลับไปคืนจักรยานที่หอนาฬิกา ถ้ามาตรงกับวันศุกร์และวันเสาร์จะได้พบกับถนนคนเดินพอดี มีบรรยากาศเป็นตลาดสารพัดอาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก ให้ชิมช็อปตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกไปจนเกือบ 3 ทุ่ม และหลังจากนั้นร้านเครื่องดื่มริมแม่น้ำโขงจะเริ่มเปิดเพลงเบาๆ ให้นั่งซดอากาศดีไปตลอดคืน

นอกจากจะเป็นเมืองแห่งความสุข นครพนมยังครองท็อป 5 ของจังหวัดที่คนไทยไปมากที่สุดในปีที่ผ่านมา อ้างอิงจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอ็กซ์พีเดียที่ต้องการระบุแนวโน้มการท่องเที่ยวยอดนิยมปี 2561 พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยหันกลับมาค้นหาแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวเมืองรองอย่าง สกลนคร นครพนม น่าน บุรีรัมย์ เลย มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

10 อันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมในไทยและมีการเติบโตขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 จากปี 2560 ได้แก่ สกลนคร นครพนม น่าน บุรีรัมย์ เลย ร้อยเอ็ด นครศรีธรรมราช พิษณุโลก นราธิวาส และอุบลราชธานี (อ้างอิงจากข้อมูลจำนวนความต้องการเดินทางทางอากาศของเอ็กซ์พีเดีย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-1 พ.ย. 2561 โดยเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2560)

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนไทยถึงอยากไปนครพนม เพราะเป็นจังหวัดที่อยู่แล้วมีความสุขกับอากาศดี สุขกับพื้นที่สาธารณะที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ชีวิตและสร้างสุขภาพดี โดยเฉพาะสายปั่นที่จะมีความสุขเป็นพิเศษด้วยเลนจักรยานริมโขงอย่างดีพร้อมวิวทิวทัศน์ดีๆ ตลอดสองข้างทาง

บอกรักเคล้าลมหนาว @เบบี้ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575887

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

บอกรักเคล้าลมหนาว @เบบี้ บาร์

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หลังจากประสบความสำเร็จจากร้านออลซิกซ์ทูทเวลฟ์คาเฟ่ แอนด์ โซเชียลบาร์ (All Six To Twelve Cafe & Social Bar) ร้านอมอนเทร เพลย์รูม แอนด์ บราสเซอรี (Amontre Playroom & Brasserie) และยี่ปั๊ว ทาปาส แอนด์ แจ่ม บาร์ ที่เชียงใหม่แล้ว ล่าสุด เกด-กุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ให้กำเนิดของทั้ง 3 ร้าน ขยายความสำเร็จกับบาร์น้องใหม่ที่เปลี่ยนลุคไปจากเดิม

เบบี้ บาร์ แบงค็อก (Baby Bar Bangkok) บาร์สีพีชที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมคราฟต์แมน แบงค็อก (Craftsman Bangkok) บูติกโฮเต็ลเปิดใหม่สไตล์แมนๆ ซึ่งต้องการให้มีบาร์ที่มีความตรงกันข้ามกับบุคลิกของโรงแรม ที่มองดูเผินๆ อาจจะดูสวยหวาน แต่แท้จริงแล้วกลับเปรี้ยว โฉบเฉี่ยว ชิก และขี้เล่นอยู่ในที เรียกได้ว่า เป็นธีมของสาว Sassy Girls

เปิดบาร์ต้อนรับด้วยสไตล์ Rustic Elegance โดยหนุ่มซันนี่ สถาปนิกไฟแรงผู้ออกแบบโรงแรม ได้แรงบันดาลใจมาจากโทนสีของภาพยนตร์ เวส แอนเดอร์สัน ไม่ว่าจะเป็นความแปลกใหม่ของโทนสีพีชหวานๆ ซึ่งเป็นโทนสีที่มาแรงในปีนี้ รวมถึงการเลือกใช้ของประดับตกแต่งที่มีลูกเล่นเพิ่มความสนุกสนานอยู่ในที อย่าง โคมไฟ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโมบายของเด็ก หรือแม้แต่วัสดุที่ใช้ประกอบตัวค็อกเทลบาร์ ท่ีชวนให้นึกถึง Woodblock ของเล่นเด็ก ที่สื่อถึงความขี้เล่น และมีความชิกในตัว

ร้านแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนอินดอร์ ที่โดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ Customized ในโทนสีสาวเฟมินีน เข้าขากันดีกับโครงสร้างปูนแบบดิบๆ ทำให้สีพีชดูไม่หวานจนเกินไป เพิ่มลูกเล่นด้วยโคมไฟ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโมบายของเด็ก รวมถึงเคาน์เตอร์บาร์ที่สร้างเป็นวงกลมเชื่อมต่อกับบาร์ค็อกเทลด้านนอก

นอกจากนี้ ยังมีโซนด้านนอกที่ติดกับสระว่ายน้ำของโรงแรม โดยออกแบบให้มีสายน้ำไหลผ่านกำแพงสระตลอดเวลา ทำให้อากาศเย็นสบาย

บาร์แห่งนี้เปิดต้อนรับตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนเป็นบาร์นั่งดริงก์ยามค่ำคืน เน้นเสิร์ฟเมนู All Day Breakfast พร้อมด้วยอาหารสไตล์ไทยทวิสต์ที่ได้พ่อครัวมาจากร้านออลซิกซ์ทูทเวลฟ์คาเฟ่ แอนด์ โซเชียลบาร์ รวมถึงเมนูเครื่องดื่มนอกจากมีเมนูซิกเนเจอร์แล้ว ยังมีเมนูค็อกเทลที่ได้มาจากร้านเดิมมารองรับอีกด้วย

เริ่มต้นที่อาหารออร์เดิร์ฟอย่าง Larb Pate ตับไก่ปรุงรสลาบเสิร์ฟพร้อมขนมปังซาวร์โดโอลีฟ สัมผัสได้ถึงความแซ่บแบบอินเตอร์เบาๆ

ต่อด้วย Fried Gyo with Kani Miso Dip เกี๊ยวทอดกรอบกรุบพร้อมดิปมันปูสูตรพิเศษที่ผสมเครื่องแกงไทยๆ รสชาติจัดจ้าน แอบใส่ส้มโอลงไปบนเกี๊ยวเพื่อตัดรสเผ็ดของเครื่องแกงเป็นความอร่อยที่ลงตัว

หรือจะเมนูนี้ดี Jarret Beef Green Curry with Roti เนื้อน่องลายผัดซอสเขียวหวานชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟมากับโรตีกรอบ แนมกับพริกขี้หนูสวนเพื่อเพิ่มความจัดจ้าน

ตบท้ายด้วย Thai Style Grilled Salmon ปลาแซลมอนชิ้นโตนำไปย่างสุกกำลังดี ก่อนจะราดน้ำซอสรสชาติเค็มหวาน เสิร์ฟมากับน้ำยำมะม่วงแบบฟิวชั่น โดยใส่สตรอเบอร์รี่ลงไป ทำให้มีกลิ่นหอม หวาน และเปรี้ยวเล็กน้อย

อย่าลืมแบ่งท้องไว้รองรับค็อกเทลกันด้วยนะครับ แก้วแรกเรียกหา Mama Mellow ค็อกเทลที่มีส่วนผสมของไซรัปมาร์ชเมลโลว์ ตามด้วย Captain Morgan Gold และ Baileys เพิ่มความกลมกล่อมด้วยนมสด และกลิ่นหอมๆ จากช็อกโกแลตบีตเทอร์

ชอบหนักขึ้นมานิดต้องแก้วนี้ Grumpy Daddy ที่มีส่วนผสมของสกอตช์วิสกี้ ตามด้วย Amaretto Rum และ Falernum น้ำมะนาว แล้วท็อปด้วยฟองไข่ขาว ตกแต่งด้วยกานพลูที่เบิร์นไฟ

ตบท้ายแห่งค่ำคืนด้วย Baby Bloom เริ่มจากการใส่ Edible Flower และ Lavender Syrup หยอดด้วย Apple Liqueur ตามด้วย Grenadine และ Irish Cream Liqueur ก่อนจะท็อปด้วย Absinthe แล้วจุดไฟ แนะนำให้ดื่มจนหมดรอบเดียวจึงจะได้ครบทุกรสชาติ

เบบี้ บาร์ แบงค็อก ชั้น 1 โรงแรมคราฟต์แมน แบงค็อก ซอยพหลโยธิน 11 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-23.00 น. โทร. 02-279-7299

เชิดพงษ์ สนกนก ประสบการณ์ไม่หยุดแค่ในครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575891

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

เชิดพงษ์ สนกนก ประสบการณ์ไม่หยุดแค่ในครัว

เรื่อง ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ทำอาหารได้แทบทุกสัญชาติทั่วโลก ตั้งแต่อาหารฝั่งยุโรป อาหารฝรั่งเศส อิตาเลียน กรีก ตุรกี เชี่ยวชาญงานปรุงไปจนฝั่งเอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลี และจานล่าสุดเมื่อเพื่อนบ้านชิดใกล้เมืองไทยเข้ามาทุกวัน ในยุคเออีซี ก็ต้องรู้เขารู้เรา “เชฟเอ้” เชิดพงษ์ สนกนก เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซูส์เชฟ โรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท สั่งสมประสบการณ์ซึ่งไม่ได้จมหยุดนิ่งอยู่แค่ในครัว แต่ได้เพิ่มเติมมาจากความรักในการเดินทาง ออกท่องเที่ยวไปทั่วโลก และไม่หยุดการเรียนรู้ที่จะทำให้ฝีมือฉกาจขึ้น

ใครมาถึงโรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท เรียกร้องขอชิมรสแปลกแตกต่างกันได้เลย เชฟเอ้ บอกสามารถทำให้ชิมลิ้มรสแปลกแตกต่าง ทำได้ทั้งอาหารพม่า เขมร การท่องเที่ยวคือการออกไปหาประสบการณ์ คนทำงานเชฟก็ชอบเที่ยวไปชิมไป เมื่อหลอมรวมกับการสะสมประสบการณ์ทำงานเชฟ ทำหน้าที่อยู่ในครัวโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งคร่ำหวอดมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว เชฟจึงสามารถทำอาหารได้แทบทุกสัญชาติ

“ในแต่ละปีผมเดินทางท่องเที่ยวเยอะมาก วันหยุดลองวีกเอนด์ 3 วัน ก็สามารถจัดเวลาไปได้ครับ ไปเที่ยวพนมเปญ ย่างกุ้ง ถ้าพักร้อนก็ไปได้ไกลขึ้น ไปอยู่ญี่ปุ่นได้ 10 วัน ไปลองชิมอาหารรสชาติแปลกๆ แตกต่างจากรสชาติที่เรากินในชีวิตประจำวัน

อาหารในอาเซียนอย่างเช่นพม่า อาหารคล้ายคลึงกับอาหารไทย แต่ถ้าได้ลิ้มลองรสชาติจริงจัง ก็จะแยกได้ชัดเลยถึงรสแตกต่าง อาหารพม่ามีความหลากหลายกว่าอาหารไทยด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะประเทศมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ซึ่งแบ่งเป็นชนกลุ่มน้อย มีทั้งอาหารไทยใหญ่ ฉาน คะฉิ่น มีวัฒนธรรมและอาหารที่เป็นของตัวเอง

อาหารพม่าจานโปรดของผม เป็นอาหารเช้าของบ้านเขาที่เรียกว่าโมฮิงก่า ถ้าเทียบกับอาหารไทยก็คือขนมจีน เครื่องปรุงเยอะและอร่อยมาก ใช้น้ำซุปปลาแห้ง ต้มกับหยวกกล้วย น้ำซุปจะออกสีเหลืองด้วยส่วนผสมคล้ายๆ ถั่วทอดเป็นแผ่นๆ กินกับเครื่องเคียง ไข่ต้ม หอมเจียว พริกป่น แม้จะจัดเป็นอาหารเช้า แต่ดูๆ แล้วคนพม่าก็กินกันได้ทั้งวันเหมือนกัน

สำหรับเขมรที่ผมชอบคือ ส้มตำ แตกต่างจากของเราที่ใช้กะปิปรุงรส บ้านเขามีทะเลสาบน้ำจืดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ โตนเลสาบ ปลาชุกชุมนำมาทำกะปิที่มีรสกะปิก็แปลกไปอีก ส้มตำเขมรใช้มะเขือเทศสีเขียว ผักกาดขาว และผักบุ้งแดงซอยเป็นเส้นๆ เล็กๆ เพิ่มสีสันและความกรอบอร่อยได้ดีมาก ลูกค้ารีเควสต์กันเยอะเลยครับสำหรับจานนี้ เพราะในวันอาทิตย์ที่โรงแรมจัดบุฟเฟ่ต์ซันเดย์บรันช์ มีสเตชั่นส้มตำ ผมก็ใส่เมนูส้มตำเขมรไว้ให้เลือกได้ชิมรสชาติแตกต่างจากส้มตำไทยใส่กุ้งแห้งด้วย และรสแซ่บถูกปากคนไทยเรากันมากครับ”

ฟังแล้วน้ำลายสอกันเลยทีเดียว ทำอาหารมาหลากหลายชาติ เชฟเอ้ ยอมรับว่าไม่มีอาหารชาติไหน ที่ทั้งกระบวนการวิธีปรุง และรสชาติสลับซับซ้อนเท่าอาหารไทย

“ความยากของอาหารไทยเสิร์ฟ ระดับ 5 ดาว คือการครีเอทให้เป็นไทยแท้ คงความเป็นอาหารในแบบเทรดดิชั่นแนลไว้ได้ ไม่เพี้ยนทั้งรสและหน้าตาไม่เปลี่ยนไปเป็นฟิวชั่น การทำอาหารบริการในโรงแรมต้องใช้เทคนิคที่ทำให้ปรุงได้เร็ว หน้าตาสวยงาม และอร่อย ขั้นตอนปรุงอาหารไทยให้ได้ครบรส ผมชอบเน้นรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบในท้องถิ่น ไม่เน้นการปรุงรสมาก ซึ่งผมอยากทำอาหารไทยให้ได้ตามโจทย์นี้ อย่างเช่นการเริ่มต้นคอร์สด้วยสลัด พลิกมาเป็นยำส้มโอ สวยทั้งหน้าตา รสชาติอร่อย เลือกใช้ส้มโอสีแดงพันธุ์ทับทิม ยำกับกุ้งแม่น้ำเผา หรือมังคุดพล่ากับกุ้งแม่น้ำ

คติการทำอาหารของผมคือการเปิดรับฟังคำติชม ชมก็ดีใจ ติก็นำไปแก้ไขได้ครับ อาชีพเชฟเป็นเพราะเอนทรานซ์ไม่ติด (บอกพลางยิ้ม) ผมอยากเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ในปีนั้นมีการรับเข้าเพียง 8 คน การแข่งขันสูง จึงต้องหันเหไปเลือกเรียนสาขาอาหารและเครื่องดื่ม โรงเรียนการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวนานาชาติ ไอทิม โดยที่ยังไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องงานในครัวเลยครับ เลือกเพราะอยู่ใกล้บ้านที่รามคำแหง (หัวเราะ) ก็เดินทางไปเรียนก็สะดวกดี แต่กลับกลายเป็นว่าเราได้ค้นพบอีกโลกใบใหม่

การเรียนที่ไอทิมเริ่มรู้ได้ชัดถึงความถนัด ผมทำครัวร้อนปรุงเมนคอร์สต่างๆ ได้ดี ชอบเรียนรู้อย่างเช่นการย่างปลา ทำอย่างไรไม่ให้สุกเกินไป เนื้อต้องนุ่มและคงความชุ่มฉ่ำซึ่งจะให้ความหวาน รสชาติดี

ผมเรียนจบมาก็ได้เริ่มงานที่นี่เลย ที่ห้องอาหาร เดอะ เม็ท เชฟปิแอร์ แอนเดรีย เป็นเชฟใหญ่ของโรงแรมในตอนนั้น เป็นชาวฝรั่งเศส และเชฟจำนงค์ นิรังสรรค์ สองท่านนี้คือผู้เยี่ยมยุทธ์ในวงการอาหาร สอนพื้นฐานที่ถูกต้องการทำอาหารยุโรป นำไปต่อยอดไปทำอาหารฝรั่งได้ครบทุกสัญชาติ ฝึกทำอาหารหลายๆ ชาติ จากการเริ่มทำงานที่โรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ทำให้สามารถปรุงอาหารหลากหลายประเภท และหลายๆ ประเทศเลยครับ ผมเริ่มทำอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งนับเป็นอาหารที่มีความแปลกใหม่ในยุคนั้น ความใหม่ทำให้เราสนุก และอยากเรียนรู้

ห้องเรียนดีที่สุดก็คือโรงแรมนี้ครับ อาหารเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ในกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ อย่างเช่นจานที่ปรุงวันนี้ ปลาแซลมอนอบ เสิร์ฟคู่สลัดเฟนเนล ลูกเกด และใบมินต์ ใช้วัตถุดิบหลักคือน้ำมันมะกอกปรุงกับผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาวเปลือกสีเหลือง วิธีปรุงอาหารสุขภาพแทบไม่ทอดน้ำมันเลย เน้นการย่าง อบ

ในวันนี้กลายมาเป็นเมนูหลักของโรงแรมเวสทิน คือ Eat well Menu เทรนด์อาหารสุขภาพ การปรุงอยู่บนหลักการคำนวณแคลอรี การทำอาหารเชฟต้องศึกษาวัตถุดิบไปด้วยนะครับ เช่น การเลือกลูกเกด เพราะเป็นผลไม้ในกลุ่มที่จัดเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่มีน้ำตาลแลคโตส เผาผลาญเร็ว ไม่สะสมในร่างกาย อาหารสุขภาพวันนี้พัฒนาไปอีกก้าว คนจำรสชาติจืดชืด แต่วันนี้พลิกโฉมไปแล้วนะครับ”

แชมเปญบรันช์รสเลิศ ณ ห้องอาหารอูโนมาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575889

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

แชมเปญบรันช์รสเลิศ ณ ห้องอาหารอูโนมาส

เรื่อง แบมบี  bambi5789@gmail.com

ต้อนรับปีกุน กับอาทิตย์แรกของเดือน ด้วยอาหารสเปนแสนอร่อยแบบมีสไตล์ ที่ห้องอาหารอูโนมาส กับ แชมเปญบรันช์รสเลิศ

อิ่มหนำความอร่อยสุดอลังการต้อนรับปีกุน พร้อมสัมผัสกลิ่นอายอาหารสไตล์สเปน ที่รวบรวมความอร่อยมาเสิร์ฟให้คุณถึงที่ทุกวันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือน ณ ห้องอาหารอูโนมาส ชั้น 54 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น.

บุฟเฟ่ต์ แชมเปญบรันช์ เพลิดเพลินไปกับบรรดาซีฟู้ดสดใหม่คุณภาพเยี่ยมนานาชนิดที่จัดเรียงรายบนน้ำแข็งเป็นการเรียกน้ำย่อย อาทิ ก้ามปูอลาสกาเนื้อหวาน ล็อบสเตอร์เนื้อแน่น กุ้งลายเสือ หอยนางรมหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมน้ำจิ้มรสแซ่บเพื่อเพิ่มอรรถรส คาเวียร์ รวมถึงเมนูทาปาสต่างๆ ให้คุณเลือกอิ่มอร่อยตามใจชอบ

นอกจากนี้ยังมีอาหารสเปนตามสั่งเมนูใหม่ โดยทีมเชฟประจำห้องอาหารได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศส่งตรงจากสเปน นำมารังสรรค์เป็นเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งใจปรุงอย่างสุดฝีมือ พร้อมเสิร์ฟร้อนให้ทุกท่านได้ลิ้มรสกันถึงโต๊ะ มอบประสบการณ์ที่คุณไม่ควรพลาด รวมทั้งเมนูของหวาน ละลานตาอีกมากมายที่สายของหวานไม่ควรพลาด

เชิญสัมผัสรสชาติและวัฒนธรรมของชาวสเปน พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ภายใต้บรรยากาศอันอบอุ่น ในราคา 3,555 บาท++ ต่อท่าน เสิร์ฟพร้อมแชมเปญ จี เอช มุมม์ กอร์ดอง รูจ จากขวดแมกนัม หรือขวดใหญ่ ขนาดจุ 1.5 ลิตร หรือสองเท่าของขวดแชมเปญปกติ รวมถึงไวน์จากทั่วโลก และเครื่องดื่มพรีเมียมอื่นๆ แบบไม่อั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-100-6255 หรือ อีเมล : diningcgcw@chr.co.th หรือสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ http://www.unomasbangkok.com

สามารถติดตามข่าวสารของห้องอาหารอูโนมาสได้ที่เว็บไซต์ : http://www.unomasbangkok.com เฟซบุ๊ก : UNO MAS อินสตาแกรม : Unomas_Bangkok ทวิตเตอร์ : Unomas_Bangkok

วิเศษไก่ย่าง 65 ปี ความอร่อยระดับตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575883

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

วิเศษไก่ย่าง 65 ปี ความอร่อยระดับตำนาน

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

วิเศษไก่ย่างภัตตาคาร ก่อตั้งในปี 2497 ร้านดั้งเดิมเป็นห้องแถวไม้เล็กๆ ย่านบางโพ ผ่านร้อนผ่านหนาว รวมทั้งผ่านเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ ร้านวอดไปทั้งหลังก็เคยมาแล้ว วิเศษไก่ย่างผ่านการรีโนเวตมาแล้ว 3 ครั้ง ปัจจุบันร้านตั้งอยู่บนพื้นที่ก่อตั้งดั้งเดิม แต่กว้างขวางเพิ่มเป็น 1 ไร่เศษ จากห้องแถวไม้กลายเป็นตึกสไตล์ลอฟต์ 4 ชั้นเท่ๆ หากสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือความอร่อยระดับตำนาน

น.ต.หญิง สพรั่งพร จุลละสุขุม เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 เล่าให้ฟังว่า “คุณแม่” ทำงานที่ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ ภัตตาคารเก่าแก่ย่านถนนพระราม 4 มาตั้งแต่สมัยคุณแม่อายุ 7 ขวบ หัดงานครัวเป็นลูกมือกระทั่งโตและเป็นแม่ครัวที่นี่ เมื่อแต่งงานมีครอบครัวจึงแยกออกมาตั้งร้านอาหารกับสามี ที่ก็เป็นลูกหม้อที่ภัตตาคารจันทร์เพ็ญเช่นกัน

“จากร้านอาหารข้างถนน ห้องแถวไม้ ทำอาหารง่ายๆ อย่างผัดกะเพรา หรือข้าวผัด คุณแม่เป็นแม่ครัว คุณพ่อทำหน้าที่เชียร์แขก ย่านนี้สมัยนั้นเป็นโรงเลื่อย ชาวจีนไหหลำด้วยกัน ก็พูดกันง่าย เป็นมิตรต่อกัน หรือใครเคยไปกินจันทร์เพ็ญ ก็มักจะจำคุณพ่อที่เป็นบ๋อยที่นั่นได้ อุดหนุนกันมาเรื่อย”

เมนูเริ่มมี “อะไร” มากขึ้น ก็จากแขกที่มากิน บางคนบอกกับพ่อว่าอยากกินไก่ย่างบ้าง บ่นอยากกินสตูลิ้นวัวบ้าง หรือที่แปลกๆ ออกไป ซึ่งคุณแม่ทำได้ทุกอย่าง ก็ “ปล่อยของ” ออกมาทีละอย่างสองอย่าง กลายเป็นภัตตาคารขึ้นชื่อในสมัยนั้น ที่มีของกินแบบกุ๊กช็อป ร้านอาหารฝรั่งสไตล์ไหหลำ รวมทั้งอาหารไทยจีนฝรั่งหลากหลายในเวลาต่อมา

จากวันนั้นถึงวันนี้คือความอร่อยระดับตำนาน ยกมาจานแรก แน่นอนเป็นไก่ย่าง เรื่องไก่ย่างนี้สูตรใครก็สูตรมัน สำหรับที่นี่ใช้ไก่กระทง (8 ขีด-1.2 กิโลกรัม) ซึ่งย่างแล้วได้ความบางของหนัง เนื้อแน่น ไม่แห้งไม่แฉะ ทีเด็ดยังมีอยู่ที่น้ำจิ้ม 3 แบบ แซ่บทุกแบบ

จานต่อมาเป็นกุ๊กช็อปขึ้นชื่อ-สตูลิ้นวัว ที่นี่ทำแบบเก่า รสชาติคลาสสิก ความนุ่มของลิ้นวัว ได้จากลิ้นที่ปาดแต่งจนสะอาดที่สุด จากนั้นตุ๋นจนนุ่ม และเคล้าด้วยเครื่องเทศฝรั่ง เช่น อบเชย เป็นต้น ซอสสตูสีส้มแดงหอมหวน กึ่งบางๆ กึ่งเบาๆ ทว่าได้รสชาติอย่างที่สุด

อีกจานเป็นหมี่กรอบ ร้านนี้ผัดแล้วต้องกินทันที อย่าเอากลับไปกินบ้าน เป็นหมี่กรอบที่นุ่มฟู ไม่แข็งกระด้าง รสชาติกำลังดี จานถัดไปเป็นออส่วน เหนียวนุ่มหนืด หอยนางรมจานร้อนแบบโบราณ ที่อร่อยไปอีกแบบ จานสุดท้ายเห่าดง ได้แก่ เนื้อสันใน หั่นสไลซ์บาง (Filet) ลวกพอสุก (Medium) จากนั้นจึงเข้ากระบวนทำแบบตับหวาน โอ้โห สุดยอด อร่อยมาก

นอกจากนี้ ยังมีแฮ่กึ๊นสด ซี่โครงหมูอบถั่วลันเตา ผัดจับฉ่ายไหหลำ แพนงกุ้งเผา ห่อหมกปู ปลาดุกฟูผัดพริกขิง หูหมูแก้ว หูหมูพะโล้ ที่จะทำแบบเป็นเจลลีให้กิน (หากินยากนะ) ไส้หมูทอด แพะน้ำแดง เนื้อตุ๋น กระเพาะปลาผัดแห้ง ฯลฯ จาระไนไม่หวาดไหว ทั้งหมดคือความแตกต่างทว่าลงตัวของตำนานความอร่อยที่พิสูจน์ตัวเองด้วยระยะเวลาอันยาวนาน

วิเศษไก่ย่าง ตั้งอยู่สี่แยกบางโพ ถนนประชาราษฎร์สาย 1 จัดแต่งร้านสไตล์ลอฟต์ เน้นกระจก เหล็กและไม้แบบดิบๆ แต่นั่งกันสบายๆ ชิลๆ 70 ที่นั่งที่ชั้น 2 หากรวมทุกชั้นอยู่ประมาณ 300 ที่นั่ง มีห้องจัดเลี้ยงพิเศษ 250 คนที่ชั้นบนสุด อ้อ มีเซตบ็อกซ์และเดลิเวอรี่ด้วยนะ ร้านเปิด 10.00-22.00 น. โทร.02-912-4162 และ 02-585-0233

เทรนด์อร่อย อาหารแห่งปี 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575886

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เทรนด์อร่อย อาหารแห่งปี 2019

เรื่อง : เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : เอพี

ไม่ต่างกับแวดวงแฟชั่น ในแต่ละปีบรรดาผู้เชี่ยวชาญหรือคนในอุตสาหกรรมอาหารก็ได้ออกมานำเสนอ “เทรนด์” อาหารแห่งปี 2019

ทาง “สเปเชียลตีฟู้ด” สมาคมของช่างฝีมืออาหาร ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการเกี่ยวกับอาหาร เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1952 ในนิวยอร์ก ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 3,000 คน ทั้งในและนอกสหรัฐ พวกเขาได้เลือกเทรนด์อาหารยอดนิยมประจำปีนี้ สมทบด้วยข้อมูลจากซูเปอร์มาร์เก็ตนิวส์ สมาคมร้านอาหาร ข่าวร้านอาหารแห่งสหรัฐ และบริษัทที่ปรึกษาด้านการให้บริการด้านอาหารในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้คาดการณ์เทรนด์อาหารปี 2019 ออกมาเช่นกัน

โดยรวมแล้วปีนี้เป็นช่วงเวลาของ “เฮลตี้” และ “ฟังก์ชันนัลฟู้ด” คือ เน้นเรื่องสุขภาพและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งการดื่มกินเพื่อความงาม และยังต้องดีต่อใจ คือ รับผิดชอบต่อโลก แม้ว่าบางอย่างจะเป็นอาหารสูตรดั้งเดิมเก่าแก่ แต่มีการพัฒนา เพิ่มเติมในเรื่องการปรุง ส่วนผสม ทั้งยังเลือกสรรวัตถุดิบจากดินแดนต่างๆ ของโลกมาใช้

และนี่คือ อาหาร (เครื่องดื่ม) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นเทรนด์แห่งปี 2019

พืช ผัก ผลไม้ เพื่อโลก

ความนิยมบริโภคผักผลไม้ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากในหมู่ผู้รับประทานมังสวิรัติ และวีแกนแล้ว คนทั่วไปที่ยังบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ก็ยังนิยมรับประทานผัก ธัญพืช ถั่ว ผลไม้ ฯลฯ มากขึ้นเป็นนิสัย ทำให้อาหารที่เรียกรวมว่าเป็น “Plant-based” ถูกเลือกให้เป็นเทรนด์อาหารมาแรงแห่งปี 2019

นอกจากความอร่อยแล้ว เทรนด์นี้ยังมาจากความตระหนักในเรื่องประโยชน์ทางสุขภาพ ไม่เพียงทางกาย ยังเป็นการเลือกรับประทานโดยคิดถึงเรื่อง “ใจ” เป็นสำคัญด้วย ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ในขั้นตอนการผลิตคำนึงถึงโลก สังคม และสิ่งแวดล้อม

เกี่ยวเนื่องกับเทรนด์นี้คือ ความนิยมรับประทานโปรตีนจากพืช ไม่ว่าจะเบอร์เกอร์ไปจนถึงไส้กรอก จะมีตัวเลือกไร้เนื้อสัตว์แบบดั้งเดิมมาให้เลือก แพลนต์-เบสยังรวมถึงเครื่องดื่มที่ไม่ใช่นมสัตว์ ซึ่งกลายเป็นกระแสมาแรงอย่างเช่น น้ำหรือนมข้าวโอ๊ต อร่อยเข้มข้นหวานมัน ทั้งยังมีโปรตีนมากกว่านมจากถั่ว และมีไฟเบอร์มากกว่านมชนิดอื่นๆ ด้วย

หลากภูมิภาคอาหาร

ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ เหล่านี้อาจจะเป็นความคุ้นชินไปแล้ว เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาจะทำให้ “ลิ้น” ได้ผจญภัยกับรสชาติใหม่ๆ จากภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะแอฟริกา เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นรสนิยมการรับประทานของคนรุ่นใหม่อย่างพวกมิลเลนเนียล หรือเจนแซด ผู้ที่มีโอกาสได้เดินทางไปส่วนต่างๆ ของโลก เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมอาหารในภูมิภาคต่างๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อน ซึ่งก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเทรนด์อาหารยอดนิยม

อาหาร วัตถุดิบ และส่วนผสมจากแอฟริกากำลังจะกลายเป็นความนิยม ไม่ว่าจะธัญพืชจากแอฟริกาตะวันตกที่เรียกว่า โฟนิโอ (Fonio) ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนน้ำตาลต่ำ ย่อยง่าย ยังรวมถึง ราส เอล ฮานูต (Ras el hanout) เครื่องเทศผสมจากแอฟริกาเหนืออย่างเช่น โมร็อกโก นิยมนำมาใช้ในอาหารคาว เช่น หมักเนื้อหรือปลา ใส่ในอาหารเส้นหรือข้าว รวมทั้ง บิลตอง (Biltong) เนื้อแห้งที่มีต้นกำเนิดในประเทศแอฟริกาใต้ตอนใต้ เป็นต้น

จากภูมิภาคเอเชียใต้อย่างเช่น อินเดีย และเพื่อนบ้าน ของดีอย่างเช่นสมุนไพรอายุรเวททั้งหลาย จะกลายมาเป็นส่วนผสมอาหารที่นิยม ทั้งยังหลักการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แปรรูปน้อยที่สุดก็ด้วย ของว่างของหวานริมทางแบบพื้นบ้านก็ถูกให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น คาดว่าเมนูใหม่ที่พัฒนาปรับเปลี่ยนรสชาติและส่วนผสมจากเม็กซิโกจะมีให้เห็นมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับที่มาจากฟากฝั่งอเมริกากลางและใต้ ซึ่งรวมถึงแป้งแผ่นกลมอย่างตอร์ตีญาจากแป้งข้าวโพดและอื่นๆ

ในส่วนของอาหารเช้าก็จะมีการนำเสนอเมนูจากหลากหลายเชื้อชาติแปลกใหม่มากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากอเมริกันเบรกฟาสต์ อย่างไข่กวน เบคอนกรอบ ปีนี้ร้านอาหารต่างอาจจะมีตัวเลือก เช่น ชัคชูก้า (Shakshuka) ไข่ในซอสมะเขือเทศ หัวหอมพริก และเครื่องเทศ ซึ่งเป็นจานอร่อยจากตูนิเซีย/อิสราเอลมานำเสนอ

เครื่องดื่มจากการหมัก

อาหารรสเปรี้ยวอย่างผักดองยังเป็นที่นิยมอยู่ แต่ที่มาแรงกว่าน่าจะเป็นเครื่องดื่มหมักอย่างเช่น คอมบูชา (Kombucha) คือ ชาหมัก ซึ่งดีต่อสุขภาพ อย่างระบบย่อยอาหาร ก็ได้มีการพัฒนาทางด้านรสชาติ ให้ดื่มง่ายขึ้น อร่อยขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการมองหาวัตถุดิบใหม่มาใช้ทำเครื่องดื่มอย่างเช่น เห็ดชากา (Chaga) ที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ทั้งต้านอนุมูลอิสระ และลดคอเลสเตอรอล หรือจะเป็นเห็ดยามาบูชิตาเกะ ซึ่งไม่ต่างกับยา เพราะมีสรรพคุณช่วยลดความวิตกกังวล และส่งเสริมสุขภาพหัวใจ เช่นกันกับ ถั่งเช่า สุดยอดสมุนไพร ช่วยในการรักษาโรค และบำรุงร่างกาย

เครื่องดื่มน้ำส้มสายชู เช่น แอปเปิ้ลไซเดอร์ ซึ่งมีโปรไบโอติก กรดอะมิโน และสารต้านอนุมูลอิสระก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ นอกจากนี้ก็ยังมี ควาสส์ (Kvass) เครื่องดื่มจากรัสเซียและยุโรปตะวันออก ซึ่งทำจากข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ ปรุงแต่งด้วยผลไม้หรือสมุนไพร ก็กำลังจะมา

ในส่วนของเครื่องดื่มยังมีน้ำเลมอนซึ่งพัฒนาสูตรต่างๆ ขึ้นมากมาย ยอดนิยมอย่างกาแฟนั้น ไนโตรอยู่ในกระแสมาพักหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่กาแฟเติมก๊าซไนโตรเจนนี้มักจะเสิร์ฟเย็น แต่ในปี 2019 คุณจะเห็นเทรนด์กาแฟไนโตรแบบ “ร้อน” นอกจากนี้แล้วจะได้เห็นกาแฟอัดลม (กาแฟเย็นที่มีฟองเล็กน้อย) รวมทั้งเทรนด์ชาอย่าง ชาชีสชาดำ หรือชาเขียวเย็นราดด้วยนมฟอง ครีมชีส และโรยเกลือ จะเป็นเมนูเครื่องดื่มที่คนต้องเข้าแถวซื้อ

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา

ของไอศกรีม

ไอศกรีมแบบดั้งเดิมกำลังถูกปฏิวัติ ทั้งในเรื่องรูปแบบและรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมปราศจากนมวัว โดยใช้กะทิ นมอัลมอนด์ หรือนมถั่วเหลืองแทน นอกจากนี้ก็ยังมีไอศกรีมที่โฆษณาว่าโปรตีนสูงและแคลอรีต่ำ โดยผู้ผลิตพยายามทลายเส้นแบ่งระหว่างความอร่อยกับสุขภาพลง ด้วยการผสมผักบางอย่าง เช่น ดอกกะหล่ำ แครอท ฯลฯ ลงไปในไอศกรีมด้วย นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับวิธีการทำอย่างเช่น ไอศกรีมแฮนด์เมดซึ่งนำส่วนผสมจากท้องถิ่นต่างๆ ของโลกมาสร้างสีสัน ไม่ว่าจะธัญพืชอย่างงาดำ ดอกไม้ เช่น ดอกมะลิ เป็นต้น

​นอกจากไอศกรีมแล้ว ของหวานที่จะกลายเป็นเทรนด์สำหรับปีนี้รวมถึงขนมฮัมมูส อ่านไม่ผิดหรอก เมื่อฮัมมูส เครื่องจิ้มหรือทา ซึ่งทำจากถั่วลูกไก่บด ผสมน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว เกลือ และกระเทียม ถูกนำมาเป็นส่วนผสมของหวาน ไม่ว่าจะเค้กเรดเวลเวต บราวนี่ หรือแม้แต่คุกกี้ โดยตั้งใจจะทำให้เป็นของหวานที่ดีต่อสุขภาพ เพราะมีแคลอรี น้ำตาล ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตต่ำ ส่วนโดนัทและพายก็ยังคงเป็นที่นิยม แต่พัฒนาหน้าตาและไส้ให้หลากหลายน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น

บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญ

นอกจากรสชาติ ส่วนผสมต่างๆ แล้ว เทรนด์ของอาหารปีนี้ยังให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์อย่างมาก ผู้บริโภคจะเลือกซื้ออาหารที่ให้ความใส่ใจกับหีบห่อบรรจุภัณฑ์ อย่างเช่นเลือกใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืน รีไซเคิล อัพไซเคิล ฯลฯ ปัจจุบันมีการพัฒนาใช้เปลือกมะเขือเทศ สาหร่ายทะเล และเห็ดมาสร้างเป็นวัตถุดิบทางเลือกที่ยั่งยืนในการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์

ผู้บริโภคยังใส่ใจอ่านข้อความบนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ นอกจากจะได้รู้ส่วนผสม องค์ประกอบต่างๆ แล้ว การบอกเล่าค่านิยม ความเป็นไปเป็นมา เบื้องหน้าเบื้องหลังวัตถุประสงค์ความตั้งใจการเอาใจใส่จากผู้ผลิตก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อด้วย

​ความนิยมในแวดวงอาหาร ยังรวมถึง “ความงามที่กินได้” อย่างเช่นอาหารหรือเครื่องดื่มที่ผสมคอลลาเจน รวมไปถึงน้ำมันอาร์แกน และน้ำมันอัลมอนด์ ทั้งสองชนิดมีกรดไขมันโอเมก้า และวิตามินอีสูง ซึ่งสามารถช่วยให้ผิวชุ่มชื้น คืนความยืดหยุ่น และลดริ้วรอย เป็นอาหารที่กินแล้วสวยงาม อ่อนวัย ซึ่งคนเจนเอ็กซ์ให้ความสำคัญ

​ในส่วนของวัตถุดิบที่มาแรงอีกอย่างคือ “มันสำปะหลัง” หรือ Cassava หรือ Yuca จากอเมริกาใต้ พืชหัวชนิดนี้เป็นดาวเด่น ด้วยมีคาร์โบไฮเดรตสูง ใบมันก็ยังเป็นแหล่งโปรตีน และอุดมไปด้วยไลซีน มักถูกเลือกมาทำเป็นขนมอบ หรือตอร์ตีญา

อาหารเพื่อสุขภาพซึ่งเคยเป็นของเฉพาะกลุ่ม กลับกลายมาเป็นความนิยมในวงกว้าง เมื่อผู้คนนิยมวิถีชีวิตสุขภาพ และ “คลีน” ขึ้นเรื่อยๆ ความอร่อยที่มาพร้อมกับสุขภาพจึงนับเป็นแนวโน้มอาหารซึ่งเป็น “เทรนด์” ที่มาแรงของโลกในปี 2019 นี้ 

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575882

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ปีใหม่แบบนี้ช่วงสัปดาห์แรกยังสามารถ “ชิล ชิล” กับชีวิตได้อยู่สักนิดก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาเริ่มต้นตั้งใจทำงาน เข้าสู่ “โหมด” พร้อมสู้สำหรับปีหมู ปีใหม่นี้ เวลาชิลที่ชอบที่สุดแบบหนึ่งคือ ตื่นแต่เช้าแล้วรีบไปเดินตลาดแต่เช้าก่อนที่ทุกคนจะตื่น ซื้อกับข้าว ของสดเตรียมไว้สำหรับมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็นที่สมาชิกที่บ้านรวมตัวกัน

ช่วงปีใหม่แม้ว่าจะเป็นปีหมู แต่เราขอเริ่มเรื่องด้วยอาหารทะเลกันสักหน่อย เพราะอาหารจานง่ายๆ ที่ถูกปากสมาชิกคือ พาสต้าผัดเนื้อปูก้อน ไปกินตามร้านอาหารราคาไม่ต่ำกว่าจานละ 200 บาท เพราะเนื้อปูก้อนราคาสูงมาก ยิ่งเนื้อก้อนใหญ่ เนื้อแน่นราคายิ่งแพง ฟาดไปกิโลกรัมละเกือบ 2,000 บาทก็ยังมี แต่ถ้าราคากำลังดี ก้อนขนาดกำลังสวย กลิ่นหอมสดๆ เนื้อแน่นๆ มักจะต้องจ่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,500 บาท แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากยังมีกิโลกรัมละ 900-1,000 บาท ที่ก้อนเล็กหน่อยแต่อร่อยเนื้อแน่นเหมือนกัน อันนี้เป็นราคาตามตลาดสดที่มีเนื้อปูก้อนต้มสุกบรรจุถุงอัดแน่นด้วยน้ำแข็ง เพราะเนื้อปูแบบนี้เก็บได้ไม่นานและต้องเก็บด้วยวิธีการอัดน้ำแข็งเกล็ดเพื่อความเย็นจัด แช่ช่องแช่แข็งเมื่อไหร่เป็นอันจบข่าวเพราะเนื้อจะแห้งแข็งเมื่อนำมาปรุงอาหาร จากการสูญเสียน้ำในขั้นตอนการละลายน้ำแข็ง

เนื้อปูก้อนปัจจุบันยังหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เรียกว่า Modified Atmosphere เน้นการปรับสภาพภายในด้วยก๊าซพิเศษที่ไม่เป็นอันตราย อาจเติมสารเสริมคุณภาพเนื้อปูที่เป็น Food Grade กินได้ในปริมาณพอเหมาะที่โรงงานอาหารนั้นๆ เขาคิดมาแล้ว แบบนี้ซื้อมาแก้ขัดได้ แต่อย่างไรผู้เขียนก็ยังชอบไปเลือกซื้อ เลือกมอง เลือกดมได้ก่อนซื้อมา ยอมจ่ายที่ตลาดในราคาสูงแต่ได้ของอร่อยเป๊ะมาดีกว่า หรืออาจจะเลือกเป็นร้านขายปูที่ไว้ใจได้ตามโซเชียลมีเดียที่คุณภาพเชื่อใจได้และส่งถึงบ้านนี่ก็สะดวกดี เคยทดลองอยู่หลายเจ้า แต่ยังชอบร้านประจำที่ตลาดเพราะซื้อกันมานาน

สูตรในฉบับนี้เป็นอาหารง่ายๆ ที่ปรุงบ่อยที่สุดที่บ้าน ยามที่คิดอะไรไม่ออก ส่วนผสมง่ายมีอยู่แล้วที่บ้านเป็นหลัก อาศัยแค่เนื้อปูสดๆ ที่หามาได้ สับกระเทียมจีนพอหยาบ บางครั้งถ้าสมาชิกชอบกระเทียม เราใช้หั่นแว่นๆ ใส่เยอะๆ เลยด้วยซ้ำ ขาดไม่ได้คือหอมแขกสับละเอียดเป็นพื้นฐานอาหารฝรั่งที่เขาเรียก Shallot ตรงกับบ้านเราคือหอมแขก กลิ่นและหน้าตาคล้ายหอมแดงแต่ลูกใหญ่และมีน้ำตาลเยอะกว่า กลิ่นไม่ฉุนเท่าหอมแดงลูกเล็ก ผัดแล้วหวานหอมดี ทั้งหอมแขกและกระเทียมถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเมนูนี้ เพราะจะทำให้น้ำมันมะกอกของเราหอมยิ่งขึ้นเมื่อผัดเคล้ากับเส้นพาสต้า

ผู้เขียนเลือกสมุนไพรอิตาเลียนรวมมาในขวด ซื้อได้จากช่องที่ขายสมุนไพรแห้งของฝรั่ง มันมีพาสลีย์ ออริกาโน่ ไธม์ โรสแมรี่ รวมกันมาในขวดแล้ว มีไว้สักกระปุกที่บ้านใช้งานง่ายได้หลายเมนูคุ้มที่จะหามาไว้ เหยาะสัก 2-3 เหยาะตั้งแต่ขั้นตอนการผัดแล้วมาระเหยต่อด้วยไวน์จะยิ่งฟุ้งมากขึ้น

คำถามที่มักถูกถามประจำคือ ต้องใส่ไวน์ด้วยเหรอ แล้วต้องเป็นไวน์อะไร คำตอบคือจะไม่ใส่ก็ได้ แต่ถ้าต้องการความหอมและไม่เลี่ยน ไวน์ขาวแบบดรายหรือไม่หวานนั้นจะช่วยให้พาสต้าผัดของเรามีกลิ่นหอมที่ดีมากยิ่งขึ้นเหมาะกับอาหารทะเลที่สุด ผู้เขียนมักใช้ไวน์ขาว Chardonnay ขวดละ 400-500 บาทในการทำอาหาร ขวดนึงใช้ได้หลายเมนู หลายครั้งอยู่ เปิดแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นได้ หรือถ้าทำอาหารไม่บ่อยเลือกขวดเล็ก หรือถ้ามีข้อจำกัดทางการรับประทานแอลกอฮอล์ ไม่ต้องใส่ก็ไม่ได้เปลี่ยนรสไปมาก

ข้อสำคัญของการใส่ไวน์คือ ต้องระเหยให้หมดจริงๆ คือ ก่อนใส่มีน้ำมันระเหยแล้วก็ต้องเหลือแต่น้ำมัน ถือเป็น Ideal ในการใส่ไวน์ลงในอาหารจานผัดให้อร่อย เพราะจะไม่เหลือรสเปรี้ยวทิ้งไว้ในอาหารนั้นๆ

พาสต้าผัดจานนี้ออกเป็นอารมณ์ไทยๆ ผสมอิตาเลียน ผู้เขียนเลือกใส่ซอสปรุงรสแบบไม่มีกลิ่นแรงนักเพื่อความหอมของการผัดพาสต้าเพื่อเอาใจสมาชิกในบ้าน ถ้าต้องการเป็นสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ แนะนำให้ใช้แค่การปรุงรสเค็มด้วยเกลือตามต้นตำรับ

พาสต้าปูที่ชอบนั้นต้องมีปูแหลกๆ แทรกอยู่ตามเส้น ผสมกับเนื้อปูก้อนๆ ที่ให้รสหวานอร่อย ผู้เขียนแบ่งการใส่เนื้อปูเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกยีลงไปกับส่วนผสมที่ผัดเครื่องไว้แล้วแทรกอยู่ในกระเทียม หอมแขกที่สับและผัดจนหวาน อีกขั้นคือใส่ลงไปหลังจากผัดเส้นให้หอม จะได้คงรูปร่างเนื้อปูก้อนได้ดีกว่าแต่ไม่เสียรสชาติไป

การผัดเส้นพาสต้าขึ้นอยู่กับความชอบของคนที่บ้าน บ้านเราเป็นสายแข็งชอบผัดแล้วยัง Al Dente ต้านการเคี้ยวไม่เละ จึงต้มเส้นตามเวลาที่บอกข้างถุงแล้วลบออกไป 2-3 นาที เอาเส้นมาสุกต่อในกระทะพร้อมน้ำต้มเส้นอีกเล็กน้อยจะได้รสชาติเครื่องผัดที่เข้าเส้นพาสต้าได้ดีขึ้น อันนี้เป็นเคล็ดลับตามที่เคยไปเรียนรู้จากแม่บ้านชาวอิตาเลียนแท้ๆ ที่เขาสอนเทคนิคให้

เบ็ดเสร็จแล้วจานนี้ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีในการปรุงทั้งหมด ผู้เขียนมักจะต้มเส้นไว้หม้อข้างๆ แล้วผัดเครื่องในกระทะถัดมา เมื่อนาฬิกาจับเวลาดังขึ้นก็สรงเส้นขึ้นจากน้ำใส่ลงกระทะผัดต่อได้พอดีๆ เอาแค่เราบริหารเวลาในการผัดให้เป็น ใช้ไฟและความร้อนให้ถูก รับรองว่าเมนูนี้ง่ายและอร่อยด้วย

กล่อมอารมณ์ @กาดโกโก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575890

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

กล่อมอารมณ์ @กาดโกโก้

เรื่อง ลีโอ เคน  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

กาดโกโก้ (Kad Kokoa) คาเฟ่ที่เปิดเอาใจคอช็อกโกแลตโดยเฉพาะ ที่พิเศษไปกว่านั้นคือเราจะได้สัมผัสกับรสชาติช็อกโกแลตของไทย ที่ให้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เหนืออื่นใดช็อกโกแลตของที่นี่ยังไปคว้ารองวัลดาร์กช็อกโกแลตจากเวทีระดับโลกมาครองแล้วเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

คาเฟ่แห่งนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของคู่สามีภรรยา ต้า ณัฐญา และต้น-ปณิธิ ชุณหสวัสดิกุล ซึ่งเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจช็อกโกแลตที่เกิดจากทั้งคู่ได้มีโอกาสขับบิ๊กไบค์ท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ของภาคเหนือ และพบสวนโกโก้แห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ โดยบังเอิญ ความสนใจในผลโกโก้ไทยของทั้งคู่จึงเริ่มต้นขึ้น โดยได้ไปศึกษาด้านช็อกโกแลตจากต่างประเทศอย่างจริงจัง ก่อนจะมาเปิดเป็นคาเฟ่แห่งนี้ขึ้นมา

เมื่อทั้งคู่มีแผนจะเปิดคาเฟ่ช็อกโกแลตในกรุงเทพฯ จึงได้ยกบ้านไม้และยุ้งข้าวจากเชียงใหม่ใส่ตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งไว้ในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 และนำคำว่า กาด ซึ่งแปลว่า ตลาดในภาษาเหนือมาตั้งเป็นชื่อร้านกันเสียเลย

ภายในร้านถูกแบ่งพื้นที่หลักออกเป็นอาคารสองหลังอย่างลงตัว โดยในส่วนแรกจะเป็นโรงงานเล็กๆ ที่คั่วเมล็ดโกโก้ ก่อนจะถูกแปรรูปออกมาเป็นช็อกโกแลตแท่ง ที่ใช้ทั้งในคาเฟ่ และยังส่งจำหน่ายออกสู่ต่างประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส และสิงคโปร์ ซึ่งเราสามารถสัมผัสประสบการณ์ขั้นตอนการผลิตทั้งหมดนี้ได้ผ่านกระจกหน้าต่างใส พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นของช็อกโกแลต โดยทางร้านจะได้โกโก้มาจากจังหวัดต่างๆ เช่น ชุมพร เชียงใหม่ จันทบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ที่ให้รสชาติและกลิ่นหอมที่แตกต่างกันไป

อีกด้านเป็นส่วนของคาเฟ่ ตัวร้านมีสองชั้น เชื่อมกันด้วยบันไดวน โดยบนชั้นสองแพลนที่จะจัดเป็นสถานที่สำหรับการทำเวิร์กช็อปในอนาคต แต่ก็มีมุมให้นั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ในส่วนชั้นล่างมีที่นั่งแสนสบาย พร้อมกระจกใสรอบทิศทางยิ่งทำให้รื่นรมย์ พร้อมกับเคาน์เตอร์ใหญ่กลางร้าน ซึ่งนอกจากจะได้เห็นลีลาของบาริสต้าที่คอยชงช็อกโกแลตอย่างเต็มตา ยังได้กลิ่นหอมของช็อกโกแลตลอยฟุ้งอีกต่างหาก

มาสัมผัสกับรสชาติอันล้ำค่าของช็อกโกแลตไทยกับเมนูแรก Sipping Drink ช็อกโกแลตจากประจวบคีรีขันธ์ชงร้อน ท็อปด้วยมาร์ชเมลโล และช็อกโกแลตขูด รสชาติเข้มข้น

ต่อด้วย Hazelnut Drank Chocolate เบสระหว่างโกโก้พาวเดอร์ นำมาผสมกับช็อกโกแลตอีกตัวของประจวบคีรีขันธ์ 78% พร้อมด้วยเฮเซลนัทและไซรัปโฮมเมด แล้วท็อปด้วยสตรีมมิลค์ รสชาติดื่มง่ายออกหอมและนวลลิ้นหอมกลิ่นถั่ว เข้ากันดีกับของหวานประเภทช็อกโกแลต

สำหรับขนมหวานที่มีช็อกโกแลตสัญชาติไทย ขอแนะนำ Kad Meringue Ice Choc ไอศกรีมที่มีรสสัมผัสกรุบกรอบจากขนมผิง มาร์ชเมลโล เข้าได้ดีกับเมอแรง ตัดกับซอสช็อกโกแลตเข้มข้นพันธุ์ชุมพร 78% รสชาติกลมกล่อมด้วยช็อกโกแลตไทย

ตามมาด้วย Salted Caramel Tamarind ฐานเป็นช็อกโกแลตแบบข้น ผสมด้วยช็อกโกแลตสปันจ์กับเฮเซลนัท ท็อปด้วยชูครีมไส้มะขามกับซอตเตทคาราเมล เมนูนี้ชูเด่นด้วยช็อกโกแลตจากประจวบคีรีขันธ์ 78%

ตบท้ายด้วย Chocolate Tart ช็อกโกแลตทาร์ตนำมาอบ มีไส้ที่ครีมมี เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมช็อกโกแลต โดยช็อกโกแลตทั้งหมดมาจากประจวบคีรีขันธ์ 78%

กาดโกโก้ ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 เปิดบริการเวลา 09.00-17.00 น. (หยุดทุกวันพุธ) โทร. 08-3684-3921

อร่อยเด็ด นายเม้งบะหมี่ปู เกี๊ยวกุ้งยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575885

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

อร่อยเด็ด นายเม้งบะหมี่ปู เกี๊ยวกุ้งยักษ์

สวัสดีปีใหม่ครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้จะมาลิ้มลองสุดยอดร้านบะหมี่ ที่คอบะหมี่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ซึ่งนั่นคือร้านนายเม้งบะหมี่ปู เกี๊ยวกุ้งยักษ์ ร้านบะหมี่เจ้าดังเปิดมาแล้วทั้งสิ้น 7 สาขา สาขาแรกเขาอยู่แถวสีลม สำหรับสาขาที่ผมมาในวันนี้คือ สาขาอารีย์ (พหลโยธิน 7) ซอย 1 การเดินทางก็สะดวกสบาย ลงรถไฟฟ้าแล้วเดินมาที่ซอยอารีย์ เดินมาประมาณ 20 เมตรก็ถึงแล้วละครับ

ร้านนี้เขาให้บริการอาหารจีนสไตล์ บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง ข้าวหมูแดง ข้าวไก่ตุ๋น ขนมจีบ เมนูต่างๆ เยอะมากสามารถสลับสับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมท็อปปิ้งได้ตามความต้องการของเราเลยครับ ทีเด็ดจะอยู่ที่บะหมี่ปูกับเกี๊ยวกุ้งยักษ์ที่เสิร์ฟมาแบบชิ้นใหญ่เห็นแล้วต้องร้องว้าว เป็นส่วนผสมระหว่างกุ้งสับกับกุ้งที่เป็นตัวเรียกว่ารสชาติกุ้งจะเด่นขึ้นมาเลยละครับ

เส้นบะหมี่ของที่นี่เขาก็อร่อยมากจริงๆ ครับ เส้นเล็กแต่เหนียวนุ่มมากๆ ด้านเนื้อปูแม้จะไม่ได้มาเป็นก้อนๆ แต่เนื้อที่ละเอียดก็ยังสัมผัสได้ถึงเนื้อปูเต็มๆ รสออกหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อปู ที่สำคัญในแต่ละจานยังใส่เห็ดหอมมาให้อีกด้วย

สำหรับหมูแดง แม้ชิ้นจะเล็กและบางไปสักหน่อย แต่รสชาติก็อร่อยตามมาตรฐานของหมูแดงที่พบเจอได้ตามร้านอื่นๆ ส่วนหมูกรอบนี่สุดยอดไปเลย ตัวหนังยังคงกรุบกรอบแม้อยู่ในน้ำซุปแล้ว ตัวเนื้อค่อนข้างนุ่มอร่อยมาก

นอกจากนี้ ยังมีซี่โครงและกระดูกอ่อนหมูตุ๋น ต้องบอกว่าเป็นสุดยอดซี่โครงหมูตุ๋นเลยจริงๆ ครับ หอมกลิ่นเครื่องเทศ รสชาติกลมกล่อม ได้ซดสักทีรับรองติดใจ

ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. และวันเสาร์เวลา 09.00-16.00 น. โทร. 02-619-7981

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (8)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575432

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 12:47 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (8)

จากท่าเรือ Azama ในเมือง Nanjo ซึ่งอยู่ลงไปทางตอนใต้ของตัวเมืองนาฮะ เราขับรถเลยจากตัวเมืองนาฮะขึ้นมาทางเหนือ เพื่อมายังเมือง Urasoe เมืองที่เป็นหนึ่งในย่านที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ ท้องฟ้าที่โอกินาวาเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย เดี๋ยวอากาศแจ่มใส เดี๋ยวก็ฝน ระหว่างทางเจอกับฝนรำคาญตกเป็นระยะๆ ก็ช่วยไม่ได้นอกจากทำใจ หวังว่าฟ้าฝนคงไม่เป็นอุปสรรคมาทำลายบรรยากาศการเดินเล่นที่จุดหมายต่อไปของเรา “ย่านฮิปสเตอร์” ที่แฝงตัวอยู่ในเมือง Urasoe

แต่ก่อน “Minatogawa Stateside Town” เคยเป็นย่านที่พักอาศัยของทหารอเมริกัน เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดินได้ถูกเวนคืนและให้ประชาชนทั่วไปเป็นเจ้าของ ปัจจุบันเป็นทั้งที่อยู่อาศัย สำนักงาน และแหล่งรวมคาเฟ่ ร้านขนม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกพวกงานคราฟต์ เรียกได้ว่าเป็นย่านฮิปสเตอร์ และเป็นสวรรค์ของคนรักคาเฟ่ก็ว่าได้ เพราะด้วยการตกแต่งร้านที่มีสไตล์ ทำให้ Minatogawa เป็นย่านที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยววัยรุ่น หรือแม้แต่คนโอกินาวาเองก็ด้วยเช่นกัน บอกเลยว่าถ้าใครกำลังหาสถานที่ชิกๆ คูลๆ ถ่ายรูปสวยๆ ปักหมุดที่นี้ไว้ในแพลนของคุณได้เลย!

เราตั้งพิกัดไปที่จอดรถใกล้ๆ Minatogawa เนื่องจากย่านนี้ถนนค่อนข้างแคบและที่จอดรถน้อยมาก จึงแนะนำให้จอดรถที่อื่นแล้วค่อยเดินมาเที่ยวดีกว่า พอเดินเข้ามาจะพบว่าร้านตั้งเรียงบนถนนซอยเล็กๆ แต่ละซอยมีชื่อเรียกตามรัฐของอเมริกา คือ Oregon, Arizona, Michigan, Kansas, Virginia, Nevada, Florida, Indiana, Texas และ Georgia เราใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ก็สามารถเดินครบทั่วทุกซอย อาคารส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมสีขาว หน้าตาคล้ายกันหมด บ้างก็ทาสีประตู หน้าต่าง เป็นสีฟ้า สีเหลือง สีส้ม สีเขียว ตกแต่งบ่งบอกสไตล์ของร้าน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูรวมๆ แล้วน่ารักไปหมดเสียทุกร้าน ยิ่งถ้าแสงดี ท้องฟ้าเปิด แต่งตัวชิกๆ หน่อย รับรองว่าได้รูปไปลงโซเชียลแบบคูลๆ แน่นอน เพื่อนๆ จะต้องถามว่า โอกินาวามีที่แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?

วันนี้บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา หลายร้านปิดบริการ มีเพียงไม่กี่ร้านที่เปิดอยู่ แต่ก็พอมีนักท่องเที่ยวบ้าง เดินเล่นถ่ายรูปกันเต็มที่ จนได้เวลาอาหารว่างยามบ่าย ตั้งใจจะไปลิ้มรสความอร่อยของสโคนอันเลื่องชื่อที่ร้าน Ippe Coppe ดูสักชิ้น แต่ก็ต้องเดินคอตกออกมา เพราะทั้งสโคนและขนมปังไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว แต่ไม่เป็นไร ยังมีร้าน oHacorte ร้านบรรยากาศน่ารักอบอุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องทาร์ตผลไม้หน้าต่างๆ โดยคัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาล ทำให้ได้รสชาติสดใหม่และเลิศรสจากวัตถุดิบ ฉะนั้นในแต่ละฤดูเมนูก็จะแตกต่างกันไป เวลาบ่ายคล้อยที่น่าง่วงนอน ได้ทาร์ตผลไม้รวมและทาร์ตส้ม พร้อมเครื่องดื่มเย็นๆ ก็ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมา และก่อนกลับอย่าลืมซื้อ Hirami lemon Cake ของเด็ดประจำร้านติดมือมาด้วยนะ

นอกจากร้านขนมและคาเฟ่แล้ว ร้านอาหารก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มีให้เลือกทั้งร้านพิซซ่า อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฝรั่งเศส อาหารท้องถิ่นอาหารฟิวชั่น รวมถึงร้านอาหารไทย และถ้าหากอิ่มหนำพุงกางกับอาหารและขนมแล้ว สามารถเดินย่อยเลือกดูสินค้างานคราฟต์จากศิลปินโอกินาวาได้อีกด้วย เช่น เสื้อผ้าแบบดั้งเดิมสไตล์โอกินาวา งานเซรามิก เครื่องประดับ งานสาน หรือสินค้าสไตล์ Vintage จากอเมริกาก็มี สำหรับใครที่กำลังหาซื้อของฝากที่ดูดีมีสไตล์ บ่งบอกความเป็นโอกินาวา มาซื้อที่นี่ได้

หลังจากได้ขนมรองท้องเป็นที่เรียบร้อย น้ำย่อยก็เริ่มทำงานจริงจัง เราจึงตัดสินใจกลับไปที่หมู่บ้านอเมริกันอีกครั้ง เพื่อไปกินร้านซูชิที่พลาดไปเมื่อวันก่อนโดยเฉพาะ คราวนี้คิวเยอะแค่ไหน ต้องรอนานแค่ไหนก็ไม่หวั่น พร้อมสู้! เวลาห้าโมงโดยประมาณ เราก็มาถึงร้านซูชิ Gourmet Sushi-Go-Round Ichiba Mihama ซึ่งตั้งอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้านอเมริกัน ดีจังที่วันนี้คิวไม่เยอะ ที่จอดรถหน้าร้านก็มี บรรยากาศในร้านไม่วุ่นวายเท่าตอนดึกของคืนวันก่อน ภายในร้านจะมีสายพานอยู่ตรงกลางร้าน สามารถมองเห็นการทำอาหารของเชฟได้ มีที่นั่งแบ่งออกเป็นโซนรอบสายพาน และโซนโต๊ะนั่งสำหรับครอบครัวใหญ่ รอคิวไม่นานก็ได้ที่นั่งในโซนรอบสายพาน แต่ละที่นั่งจะมีหน้าจอสามารถจิ้มสั่งอาหารได้เลย หรือจะเลือกหยิบจานบนสายพานก็ได้ ดูสิ! แต่ละจานที่วิ่งมาน่ากินทั้งนั้นเลย มีทั้งซูชิ ของว่าง อย่างพวกของทอด ของหวานผลไม้ แต่คิดว่าถ้าเป็นซูชิสั่งใหม่ก็น่าจะสดกว่า และบางเมนูก็มีให้สั่งจากจอเท่านั้น มาแล้ว!! เนื้อปลาแผ่นใหญ่มากเต็มๆ คำ ปลาสดใช้ได้เลยนะ อร่อย ไม่แพงด้วย ราคาจะขึ้นอยู่กับสีของจาน กินได้ไม่กี่จานก็แน่นท้องแล้ว เลยปิดท้ายด้วยสับปะรดโอกินาวา อีกหนึ่งของขึ้นชื่อที่ต้องโดน ถ้าใครชอบสับปะรดฉ่ำๆ ต้องชอบสับปะรดโอกินาวาแน่ บอกเลยอร่อยมาก กินแล้วสดชื่น ปิดมื้ออาหารนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่เรามาตั้งแต่ฟ้าสว่างจนตอนนี้เริ่มโพล้เพล้แล้ว ยิ่งเย็นคิวก็เริ่มเยอะ ทะลุออกไปถึงข้างนอกร้านเลย ไหนๆ ก็มาแล้วขอเดินเล่นที่หมู่บ้านอเมริกันอีกครั้ง ไปหาของหวานล้างปากตบท้ายกันซะหน่อย ไอศกรีม Blue Seal เป็นไง? ไปลองกันเลยดีกว่า

บูรูซี รุ คิมิ โนะ ฮปเปน เพลงแนว J-pop ทำนองติดหู เป็นเพลงโปรโมทไอศกรีม Blue Seal ที่เราเจอบน Youtube โดยบังเอิญตอนหาข้อมูลเกี่ยวกับโอกินาวา มิวสิควิดีโอโปรโมทสถานที่เที่ยว อาหาร ของดีโอกินาวา โดยมีไอดอลสาวน้อยโอกินาวาหน้าตาน่ารักสดใสร้องและเต้น เล่าเรื่องราวของโอกินาวาผ่านบทเพลงอย่างมีเอกลักษณ์ นับว่าเป็นการโปรโมทที่ลงทุนใส่ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ เพราะหลายเพลงผสมผสานเสียงดนตรีพื้นเมือง ทั้งท่าเต้นที่สื่อความหมาย รวมถึงการออกแบบเสื้อผ้าที่อิงกับสิ่งที่จะโปรโมท ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คิดเยอะเสมอ ทำอะไรทั้งทีถ้าไม่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คงไม่ใช่ญี่ปุ่น

“Born in America, Raised in Okinawa.” จากบริษัทนมโฟร์โมสต์ แบรนด์นมสัญชาติอเมริกัน กลายมาเป็น Blue Seal แบรนด์ไอศกรีมท้องถิ่นที่โด่งดังของโอกินาวา นมโฟร์โมสต์ได้มาตั้งโรงงานที่ฐานทัพอเมริกันตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้บริการผลิตภัณฑ์นมกับทหารอเมริกันโดยเฉพาะ ต่อมาได้ขยายกิจการ สร้างร้านไอศกรีม ได้เปลี่ยนชื่อจนเป็น Blue Seal ที่ไม่ว่าใครในโอกินาวาก็ต้องรู้จัก ร้าน Blue Seal ที่หมู่บ้านอเมริกันเป็นสาขาที่สอง ส่วนสาขาแรกอยู่ที่เมือง Urasoe ไอศกรีมมีรสชาติให้เลือกเยอะมาก จะกินแบบโคน ถ้วย หรือจะเลือกเป็นโฟลตก็มี เราลองรสชาติท้องถิ่น อย่าง Sugar Cane อร่อยเลยแหละ แต่เสียดายละลายเร็วไปหน่อย พื้นถนนเลยได้กินไปด้วย

กินครบทั้งคาวและหวาน ถึงเวลาของการช็อปปิ้ง ขับรถมาที่ถนน Kokusai Dori ในตัวเมืองนะฮะ รอบๆ มีที่จอดรถแบบเสียเงินอยู่หลายจุด สำหรับที่จอดรถครั้งนี้เป็นแบบที่เราต้องเอารถเข้าไปจอดก่อน จากนั้นไปเลือกหมายเลขซองจอดรถตรงตู้หยอดเหรียญ ตัวเหล็กที่ล็อกล้อก็จะเด้งขึ้นมา พอจ่ายเงินเรียบร้อยตัวล็อกก็จะเด้งลง และต้องรีบออกด้วยนะ เพราะเหมือนมีเวลาแจ้งไว้ว่าต้องออกภายในเวลากี่นาที ไม่งั้นเหล็กจะเด้งขึ้นมา เรามาถึงก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว ร้านค้าเริ่มทยอยปิด จึงได้แค่เดินสำรวจนิดหน่อย เหลือแต่ร้านดองกี้ขนาดใหญ่ ที่สามารถช็อปปิ้งได้ทั้งคืน เพราะเขาเปิด 24 ชั่วโมง ช็อปปิ้งพอให้หายคันไม้คันมือ เหลือเงินเอาไว้วันพรุ่งนี้ ที่เราสามารถเดินเล่น Kokusai Dori ได้อีกวันอย่างไม่รีบร้อน