เด็ก vs กาแฟ ดื่มวัยไหนจึงเหมาะ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576634

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

เด็ก vs กาแฟ ดื่มวัยไหนจึงเหมาะ?

เรื่อง คาเอรุ ภาพ เอเอฟพี, อีพีเอ

กาแฟ ทุกวันนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องดื่ม หากกลายเป็นไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตไปแล้ว เนื่องจากในกาแฟมี “กาเฟอีน” (Caffeine) ซึ่งถือว่าเป็นสารเสพติดอย่างหนึ่ง

กาเฟอีน มีผลกระทบอาจทำให้เกิดการนอนไม่หลับ กล้ามเนื้อสั่นกระตุก ปวดหัว ปวดท้อง ขาดสมาธิ และทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเด็กแล้ว อาจจะเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของกระดูกได้ เนื่องจากกาเฟอีนจะเข้าไปรบกวนการดูดซับแคลเซียม ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กได้

นอกจากนี้ บรรดาวัยรุ่นที่ชื่นชอบกาแฟประเภทที่มีการใส่นม ผสมวิปครีม มากด้วยน้ำตาล หรือกาแฟที่มีแคลอรีเยอะๆ นั้น ก็อาจนำไปสู่โรคอ้วน กระดูกผุ และฟันผุได้ด้วย จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า เด็กอายุเท่าไรจึงจะสามารถเริ่มดื่มกาแฟตามคุณพ่อคุณแม่ ที่เดินเข้าร้านกาแฟเป็นว่าเล่นได้บ้าง รวมทั้งเด็กสมัยนี้ที่ชอบนัดกันติวในร้านกาแฟนั้น ควรจะดื่มกาแฟในปริมาณเท่าไรดี

แค่จิบเล็กๆ น้อยๆ คงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร แต่ถ้าดื่มเกินขนาดเป็นประจำทุกวันก็นับว่าเริ่มน่าเป็นห่วง ในหลายประเทศ อย่างสหรัฐและแคนาดา จึงมีกฎหมายว่าด้วยการเสพกาเฟอีนในเด็ก (อายุต่ำกว่า 18) ออกมาอย่างชัดเจน ว่าไม่ควรเกิน 45 มิลลิกรัม/วัน (เทียบเท่ากับกาเฟอีนที่มีในน้ำอัดลม อย่างโค้กหรือเป๊ปซี่ 1 กระป๋อง ซึ่งก็รวมถึงน้ำอัดลมด้วยนั่นเอง) เพื่อที่จะให้เด็กๆ ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ จากผลสำรวจหลายๆ ครั้ง กาเฟอีนมีผลทางลบต่อหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งระบบประสาท โดยกาเฟอีนไม่ได้มีเฉพาะในกาแฟเท่านั้น แต่ยังมีในน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน (Energy Drinks) ซึ่งนิยมดื่มกันในหมู่วัยรุ่นอีกต่างหาก แอนดี เบลลัตติ คุณหมอชาวอิตาเลียน ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของกาเฟอีน แนะนำว่า ทางที่ดีเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรที่จะแตะของพวกนี้ (กาแฟ น้ำอัดลมที่มีกาเฟอีน และเครื่องดื่มให้พลังงาน) เลยจะดีกว่า

ขณะที่ แคสซี บียอร์ก นักโภชนาการจากสแกนดิเนเวีย เห็นว่า ไม่มีคำตอบที่จะถูกต้องชัดเจนสำหรับกรณีนี้ “เพราะว่า การดื่มกาแฟเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยกระตุ้นให้เกิดชีวิตชีวา และมีสมาธิ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมเท่าไรต่อเด็กๆ เพราะอาจจะไปกีดกั้นการดูดซับสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นต่อร่างกายได้

สำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณกาเฟอีนที่แนะนำคือ ไม่ควรเกิน 200-300 มก. ต่อวัน ถ้าเป็นเด็กก็หารลงสักครึ่งหนึ่งเลย เพื่อความปลอดภัย” แคสซี กล่าว

ด้าน อเล็กซ์ คาสเปโร บล็อกเกอร์ และโค้ชทางด้านสุขภาพ ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันที่ว่า กาแฟเป็นสิ่งที่เด็กก็ดื่มได้ในปริมาณที่เหมาะสม

“เด็กตัวเล็กกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้น ปริมาณกาเฟอีนที่จะเสพเข้าไปก็ต้องปรับลดลงตามน้ำหนักและความใหญ่ของร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว ผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับกาแฟก็คือ ไม่ได้มีส่วนในการยับยั้งการเจริญเติบโตของร่างกายแต่อย่างใด สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ กาแฟใส่ครีมและน้ำตาลปริมาณมากๆ น้ำอัดลมและเครื่องดื่มให้พลังงานที่มีปริมาณของน้ำตาลสูงต่างหาก ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่นๆ อย่างเช่น เบาหวาน เช่นเดียวกับเด็กที่ชื่นชอบรับประทานของหวานเลย

สำหรับการดื่มกาแฟทำให้เกิดการปัสสาวะบ่อย แสดงว่าจะมีการขับกาเฟอีนออกไปจากร่างกาย ถ้าลูกหลานของเราชอบดื่มกาแฟที่ไม่ใส่ครีมและไม่หวานเกินไป แถมยังออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเท่ากับเด็กที่ติดของหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มให้พลังงานที่มีรสหวานหรอกครับ” 

รูป รส กลิ่น เสียง ครบรส ที่ ดิษจรัส คราฟต์ แอนด์ คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576623

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

รูป รส กลิ่น เสียง ครบรส ที่ ดิษจรัส คราฟต์ แอนด์ คาเฟ่

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์  แถมเงิน

ถ้าใครผ่านไปแถวโครงการช่างชุ่ย ย่านถนนบรมราชชนนี ต้องแวะไปที่ร้านดิษจรัส คราฟต์ แอนด์ คาเฟ่ (Disjarus Craft and Cafe) ร้านที่เพิ่งเปิดได้เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาร้านตกแต่งสวยงามสไตล์อังกฤษ ผสมยุโรปสร้างบรรยากาศด้วยการเปิดเพลงที่เป็นบทสวดในโบสถ์ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มพลังงานเชิงบวกแบบฟุ้งๆ ฝันๆ นอกจากนี้ยังตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง รวมทั้งรูปปั้นสวยๆ สไตล์ยุโรปอีกหลายชิ้น มีมุมให้ถ่ายรูปปักหมุดทั้งในร้านและหน้าร้าน

ก้อง-โกสินธุ์ วัฒภีเจริญ เจ้าของร้านที่เป็นช่างดอกไม้ฝีมือดีไปจัดดอกไม้ประกวด จัดดอกไม้รับแขกบ้านแขกเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วนับไม่ถ้วน ก่อนหน้านี้เขาเคยเปิดร้านดอกไม้มาก่อน และสไตล์ของเขานั้นชอบจัดดอกไม้แบบเยอะๆ ดูหรูหรา เวลาไปจัดงานอีเวนต์ที่ต่างประเทศกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขาชอบไปนั่งจิบชากาแฟนั่งมองแก้วสวยๆ ด้วยความประทับใจ แล้วก็แอบคิดฝันเล่นๆ ว่าสักวันอยากจะมีร้านชาเก๋ๆ สวยๆ เป็นของตัวเอง และผ่านไปหลายปีในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงอย่างไม่คาดคิด

เมื่อความฝันเป็นจริงเขาจึงจัดใหญ่จัดเต็มตามความฝันที่วาดไว้ เขาจึงจัดร้านแบบฟุ้งๆ ฝันๆ เกินจริงนิดๆ โดยร้านนี้จะเน้นชาเป็นหลักเพราะเจ้าของชอบดื่มชาและสะสมเครื่องแก้ว เครื่องกระเบื้องอย่างดีมานานหลายปี พอมาเปิดร้านเขาก็นำของสะสมมาบริการในร้าน และมาตกแต่งในร้าน โดยเน้นชาและเบเกอรี่ แต่ก็มีอาหารจานเดียวมาให้บริการเสริมบ้าง

เมนูเด็ดที่นำมาแนะนำในวันนี้เริ่มจากอาหารจานเดียว อย่างจานแรกผัดไทยกุ้งสด ซึ่งเป็นสูตรของพี่สาวได้รับถ่ายทอดมาจากคุณแม่ ที่รสชาติกลมกล่อมแบบไทยแท้ ที่จะไม่หวานนำมากนัก มีการใส่พริกป่นลงไปผัดเล็กน้อยเพื่อให้มีกลิ่นหอมและเข้าถึงเนื้อ ในเส้นจึงมีรสชาติหวานนิดเผ็ดหน่อย โรยหน้าด้วยเกี๊ยวกรอบตัดกับเส้นที่เหนียวหนุบหนับ เสิร์ฟเคียงมากับถั่วงอกและต้นกุยช่าย

ต่อมาคือสลัดหมูย่าง เป็นเนื้อย่างชิ้นใหญ่หนานุ่ม เคียงมากับผักสลัด มะเขือเทศ และแครอต หั่นเป็นแท่งเข้ากันได้เป็นอย่างดีเสิร์ฟมาคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ด

ในส่วนของหวานนั้น เป็นเค้กส้มยูสุเนื้อฉ่ำนุ่มราดซอสส้มเล็กน้อยให้ความรู้สึกนุ่มนวลพอดีๆ หวานอมเปรี้ยว ตกแต่งจานมาด้วยเชอรี่ สตรอเบอร์รี่ และราสพ์เบอร์รี่ ต่อด้วยบราวนี่ช็อกโกแลตเนื้อแน่น มีช็อกโกแลตแทรกซึมในระหว่างเนื้อเค้ก หวานนำขมติดปลายลิ้นเล็กน้อย ตบท้ายด้วยไอศกรีมสตรอเบอร์รี่เพิ่มความสดชื่น

สำหรับเครื่องดื่มแนะนำน้ำส้มผสมน้ำผึ้งมะนาวและเบอร์รี่ผสมน้ำผึ้งมะนาว รสชาติเปรี้ยวนิด หวานน้อย ดื่มเพื่อความสดชื่นในยามที่อากาศร้อนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีชากุหลาบให้ดื่มตบท้ายและมีชาอีกกว่า 15 ชนิดให้เลือกดื่มและกาแฟอีกหลายเมนู โดยมีขนมและเบเกอรี่ทั้งหมดประมาณ 20 เมนู ส่วนอาหารจานเดียว 15 เมนู โดยทุกๆ 2-3 เดือน จะมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเมนูใหม่ๆ เข้ามาสับเปลี่ยนหมุนเวียนสร้างสีสัน

ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น.ทุกวันไม่มีวันหยุด ร้านมีที่นั่งทั้งด้านในร้านและโอเพนแอร์ ทั้งหมดจำนวน 50 ที่นั่ง สำรองที่นั่งได้ที่ 08-3624-2942 

เมื่อ ‘อาหาร’ เสิร์ฟเซตเมนูมังสวิรัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576626

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

เมื่อ ‘อาหาร’ เสิร์ฟเซตเมนูมังสวิรัติ

เรื่อง/ภาพ แบมบี bambi5789@gmail.com

คว้ามิชลินสตาร์ 1 ดาว ใน Michelin Guide Bangkok 2019 มาหมาดๆ เชฟชุมพล แจ้งไพร ไม่หยุดที่จะถ่ายทอดภูมิปัญญาอาหารไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ของร้านอาหาร (R.Haan) ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารไทยแท้ ซึ่งจะทำให้อาหารทุกสำรับเต็มไปด้วยรสชาติอันน่าหลงใหล ในภาชนะงดงามให้เห็นถึงทุกความประณีต เพื่อส่งต่อความหลงใหลในอาหารไทยดั้งเดิม

ล่าสุด พร้อมๆ กับปั้นเมนูอาหารไทยประจำฤดูหนาวในเซตเมนู “รอยัล” (ราคาเซตละ 2,912 บาท++) และ “อะเมซิ่ง” (ราคาเซตละ 2,512 บาท++) เชฟชุมพลได้รังสรรค์เซตเมนู “มังสิวิรัติ” ขึ้นมาสำหรับคนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ โดยยังจะได้รับรสชาติแบบอาหารไทยแท้ๆ ของเมนูอาหารไม่แตกต่างกัน

สำหรับเซตเมนูมังสวิรัติ (ราคาเซตละ 2,212 บาท++) หรือ Exclusive Dinner Set Menu (Veggie) เริ่มด้วย Amuse Bouche หรืออาหารเรียกน้ำย่อยเป็น “เต้าหู้ไข่ลูกเขยบ้านนา” (Deep Fried Egg Tofu with Sweet Sauce) เต้าหู้รมควันราดด้วยซอสไข่ลูกเขย หวานๆ เค็มๆ มันๆ กลมกล่อม

ตามมาด้วย Appetizer – อาหารว่าง เชฟเสิร์ฟคู่เมนูสุดแซ่บ ได้แก่ “ทอดมันมะเขือม่วงโครงการหลวง” (Deep Fried Eegplant Ball from Royal Project) และ “พล่าไหลบัวส้มโอหวาน” (Thai Hot and Spicy Lotus Steam with Pomelo Salad)

มาถึงสำรับเมนคอร์ส Thai Family Style Sharing Main Dishes ประกอบด้วย “แกงเขียวหวานฟองเต้าหู้สด” (Thai Green Curry with Fresh Bean Flour Sheets) “ไข่พะโล้เต้าหู้สูตรคุณย่า” (Soy Egg and Tofu in Sweet Brown Sauce) “วุ้นเส้นสดผัดไข่เค็มเห็ดหูหนูกรอบ” (Stir-Fried Fresh Glass Noodles with Salted Eggs and Blank Ear Mushroom) “เต้าเจี้ยวหลนหลงไพร” (Preserved Soy Bean Dip Served with Mixed Vegetables) และ “เห็ดรวมเพื่อนยากคั่วพริกเกลือ” (Stir fried Mixed Mushroom with Salt and Chilli)

ทั้งหมดเสิร์ฟพร้อมข้าวหอมใหม่ ยโสธรสองห้าหกสอง และข้าวกล้องออร์แกนิกรวมมิตร 5 พลัง (Steamed New ‘Thai Hom Mali’ Rice from Yasothon 2562 and Steamed Five Kinds of Organic Brown Rice — Rice berry, Organic Aromatic Black (Hom-nin), Sangyod brown rice, Wild Rice and ‘Chitralada’ Palaces rice) และหัวน้ำปลาแท้ระยองกับพริกขี้หนูสวนปิติ (Extra Virgin Rayong Fish Sauce with Chili from Piti Farm)

ปิดท้ายด้วยสำรับของหวาน Dessert ประกอบด้วย “ข้าวเหนียวมะม่วงภักดี” (Pakdee Mango with Sticky Rice) ที่มาพร้อมมะม่วงหลากรสสัมผัส “ไอศกรีมกะทิสดกะเทาะเปลือก” (Virgin Coconut Mile Ice Cream) และ “มะกรูดลอยแก้ว” (Kaffir Lime in Scented Syrup) ของหวานสุดคลาสสิกแบบไทยที่หากินได้ยาก

จบสวยๆ จริงๆ ด้วยเปอตีต์ฟูร์แบบไทยๆ (Thai Fruits & Petit Fours) เสิร์ฟมาบนกระเช้า มีทั้ง “ดาราทองเนื้อเก้า” (Flower Shape Stir Pound Lotus Seed with Sugar and Coconut Milk) ที่หลายคนมักเผลอเรียกจ่ามงกุฎ “เม็ดขนุนไทยกาเกา” (Mung Bean Marzipan Thai Cacao Chocolate and Egg Yolk) “ลูกชุบมงคล” (Peach Shape Stir Pound Golden Bean) และ “ขนมอบชาววัง” (Thai Sweetmeat Bake Cake)

คอมังสวิรัติไปลองลิ้มชิมรสกันได้ที่ ร้านอาหาร สุขุมวิท 53 หรือเข้าทางทองหล่อซอย 9 เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น. โทร. 02-059-0433-34 หรือ 09-5141-5524 อีเมล : reservation@r-haan.com 

อิสระ ที่ถูกพันธนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576114

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

อิสระ ที่ถูกพันธนาการ

เรื่อง: มัลลิกา นามสง่า

ในห้วงเวลานี้สิ่งเดียวที่ “ทศพล ยิ่งผล” รู้สึกว่าเขาเป็นอิสระที่สุด ไม่ถูกพันธนาการด้วยสิ่งใด ก็ยามที่ปาดป้ายพู่กันลงบนผืนผ้าใบ ความคิดที่ถูกกักขังไม่ให้แสดงความพิโรธออกมาก็ถูกปลดเปลื้องสาดแต้มไปด้วยแสงสีที่เขาตั้งใจคัดสรรมาใช้ในงานศิลปะ

“Twenty Fourteen ค.ศ. 2014” นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของทศพล หลังจากสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ได้ไม่กี่เดือน

ผลงานตั้งต้นของชุดนี้ ทศพลทำเป็นผลงานเพื่อจบการศึกษา หากผลงานและแนวความคิดไปเข้าตาภัณฑารักษ์ นัมเบอร์วันแกลอรี่ 19 จึงทาบทามให้มาจัดแสดงนิทรรศการ

ทศพลจัดเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตา เขาได้เข้าร่วมหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพศิลปินรุ่นใหม่ Young Artists Talent ๔.๐ #๙ ทุนพลเอกเปรมปี 2560 โครงการดาวเด่นบัวหลวงครั้งที่ 10 และยังได้ร่วมแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 ที่สำนักงานใหญ่ สหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา

“ผมทำงานชุดนี้ก่อนเรียนจบ และก็ทำเพิ่มมีทั้งหมด 11 ชิ้น เป็นจิตรกรรมสีน้ำมันและสื่อผสม ผมมีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวในสังคม ข่าว ผมชอบวรรณกรรมแนวดิสโทเปีย (Dystopia) เลยมีแนวความคิดว่า ปัจจุบันการเมืองเป็นตัวขับเคลื่อนสังคมอยู่แล้ว พอการเมืองเปลี่ยนแปลงไปสังคมก็เปลี่ยนแปลงตาม แล้วผมมีความรู้สึกว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมันน้อย งานก็เลยออกมาแบบนี้”

ที่มาของชื่อนิทรรศการ Twenty Fourteen ค.ศ. 2014 ทศพลแจงว่า “ผมพยายามพูดถึงความรู้สึกตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน

ผมว่าตั้งแต่หลังรัฐประหาร เสรีภาพหรือสิทธิในการแสดงออกมันน้อยลง แต่ละคนมีสถานภาพทางสังคมที่ต่างกัน ผมเองรู้สึกมากกับเรื่องนี้ ด้วยเป็นวัยที่กำลังต้องการสิทธิเสรีภาพที่รู้สึกถูกกีดกั้น เช่น การแสดงความคิดเห็นบางอย่าง การจัดกิจกรรมนักศึกษาหลังรัฐประหารไม่สามารถทำได้ ซึ่งในผลงานก็มีการตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้ ผมว่าการแสดงความคิดเห็นมันไม่ได้ทำร้ายใคร”

ทศพลถ่ายทอดผ่านผลงานจิตรกรรมในรูปแบบสัจนิยม สร้างสัญลักษณ์เป็นหลักสำคัญในการสื่อสาร “ผมใช้เทปกาว (ยูโรเทป) ที่ใช้ขึงเขตห้ามเข้า ตัวหนังสือที่ซ่อนอยู่ในงาน สีที่อยู่ในเทปกาว พื้นผิวที่แตกร้าวหยาบกร้านแทนการแตกแยก การเลือกใช้สัญลักษณ์ต้องตรงกับแนวความคิด ตรงกับรายละเอียดของเนื้อหาที่จะสื่อ”

ศิลปินสร้างชุดภาษาแบบจิตรกรรม โดยการประกอบสร้างบริบทที่สะท้อนผลสู่มิติเชิงลบ แสดงเนื้อหาให้เห็นการพยายามควบคุมจำกัดสิทธิเสรีภาพ บอกเล่าเรื่องราวความจริงของสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่รวมกัน

“ผมชอบงานแนวเรียลลิสติก เพราะการวาดภาพเหมือนมีเสน่ห์ตรงที่มันท้าทายในการวาดให้เหมือนแต่อธิบายรายละเอียดเข้าไป เช่น รูปที่คนถือแซนด์วิชกับหนังสือ (Delicious Sandwiches แซนด์วิชแสนอร่อย) ภาพคนถูกห่อหุ้มด้วยเทปกาว สัญลักษณ์ของการห้าม หวงห้าม ใช้กับห้ามเข้าหรือห้ามออกก็ได้ เทปกาวมาพันกับตัวคนก็รู้สึกอึดอัด ทรมาน การถูกรัดด้วยเทปกาวทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามความคิดอิสระ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว อาหารก็เป็นเพียงอาหารและหนังสือก็เป็นเพียงหนังสือ ไม่สามารถเป็นอาวุธทำร้ายใครได้

สิ่งที่ต้องการนำเสนอผ่านงานชุดนี้ อยากบอกว่า มุมที่มันต้องการแสดงออก หรือเกิดขึ้นในสังคมไม่ถูกตีแผ่ยังมีอยู่ การแสดงออกการแสดงความคิดเห็นไม่ได้เลวร้าย แต่การพยายามจัดการควบคุมที่มากเกินไปเท่านั้นที่เป็นสิ่งน่ากลัวและหดหู่ใจในสังคม”

ผลงานที่ทศพลสร้างขึ้นจากความคิดความรู้สึกที่กลั่นกรองมาภายในห้วงเวลา 4 ปี เป็นการชวนให้ตั้งคำถามและกระตุ้นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม

นิทรรศการ Twenty Fourteen ค.ศ. 2014 จัดแสดงถึงวันที่ 26 ม.ค. 2562 ณ นัมเบอร์วันแกลอรี่ 19 ซอยสีลม 21 สีลม บางรัก 

โฮมสเตย์บ้านแหลม ได้มากกว่าการพักผ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576111

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:55 น.

โฮมสเตย์บ้านแหลม ได้มากกว่าการพักผ่อน

เรื่อง : กั๊ตจัง

หากพูดถึงโฮมสเตย์ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพียงแค่การไปพักอยู่ในบ้านของชาวบ้านต่างจังหวัด แต่ความเป็นจริงแล้วโฮมสเตย์คือรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่ช่วยทำให้เราได้สัมผัสกับวิถีชีวิตและธรรมชาติของท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง ในแบบที่การพักในห้องแอร์โรงแรม ลงไปเล่นในสระว่ายน้ำ ตื่นมารับประทานแพนเค้กกับกาแฟไม่สามารถมอบให้ได้ และหนึ่งในโฮมสเตย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์

โฮมสเตย์แห่งนี้เพิ่งคว้ารางวัลที่ 3 จากการประกวดโครงการ จีเอสบี สมาร์ท โฮมสเตย์มีสไตล์ ซึ่งจัดโดยธนาคารออมสิน ให้เป็นสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่คุณไม่ควรพลาด

เริ่มต้นจากการอนุรักษ์

พื้นที่ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เดิมทีนั้นมีปัญหารุกล้ำพื้นที่ป่าชายเลน จึงเริ่มมีการตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ ให้ชาวบ้าน องค์กร หน่วยงาน และนักเรียน นักศึกษา ได้มีการร่วมกันในการปลูกป่าชายเลน จากที่เคยรุกล้ำจนขาดปลา ขาดแหล่งอาหาร ตอนนี้ก็สามารถขยายพื้นที่ปลูกได้มากกว่า 5,000 ไร่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

ทำให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหารและจับปลาสร้างรายได้ จากการปลูกป่าชายเลนได้เป็นอย่างดี จากจุดผู้คนนิยมเดินทางมาปลูกป่าชายเลนจึงเริ่มเกิดเป็นโฮมสเตย์แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชน เพราะที่นี่เองไม่ได้มีเพียงแค่ธรรมชาติที่สวยงาม แต่ยังมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้าน

อาชีพประมงขนาดเล็ก ที่เราจะเห็นเรือประมงขนาดเล็กจอดตามริมฝั่งทั่วทั้งชุมชน นอกจากนั้นจะมีอาชีพค้าขายและรับจ้างทั่วไปในพื้นที่ ความน่าสนใจของชุมชนบ้านแหลมคือ วิถีชีวิตของชาวชุมชนที่ปรากฏออกมาเป็นอาชีพที่ผู้มาเยือนพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน

การเดินทางมาบ้านแหลมโฮมสเตย์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ให้ใช้เส้นทางหลักสำหรับเดินทางมาที่ตัวหมู่บ้าน ใช้ถนนนครศรีธรรมราช-ท่าศาลา โดยมีระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร เมื่อตรงมาเรื่อยๆ จะเจอกับสี่แยกโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 8 ให้เลี้ยวขวา ขับตรงมาอีกประมาณ 4 กิโลเมตร ก็จะพบป้ายบอกทางเป็นระยะจนถึงที่หมาย

กิจกรรมทำกับธรรมชาติ

ทุกคนที่มาเที่ยวที่บ้านแหลมโฮมสเตย์ล้วนมีจุดหมายใหญ่อยู่สองอย่าง ก็คือ การทำสปาโคลนและรับประทานอาหารทะเลสดๆ หากโชคดีก็ได้เห็นหิ่งห้อยตอนกลางคืน และล่องเรือออกไปจิบกาแฟหอมๆ พร้อมกับชมแสงแรกของพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่อ่าวทองคำ

อ่าวแห่งนี้มีพื้นที่ติดกับป่าชายเลนและยังเป็นพื้นที่รองรับลำคลองกว่า 10 สาย แร่ธาตุต่างๆ จากภูเขาสูงจะไหลลงมาตามลำคลองออกสู่ทะเล ทำให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้าน และยังเป็นแหล่งหากินของโลมาสีชมพูอีกด้วย ประกอบกับการมีพื้นที่ป่าชายเลน จึงเปรียบเสมือนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตามธรรมชาติ

กุ้ง หอย ปู ปลา ส่วนมากจะมาวางไข่ในพื้นที่ป่าชายเลนจนเติบใหญ่แข็งแรงค่อยออกสู่ท้องทะเลกว้าง ยิ่งมีป่าชายเลนมากทะเลยิ่งอุดมสมบูรณ์มาก ก่อนหน้านี้ชาวบ้านน้อยคนนักที่จะรู้ จึงตัดไม้ไปทำถ่านทำฟืนจนปลาลดลง ถึงค่อยรู้ว่าป่าชายเลนนั้นสำคัญกับพวกเขามากแค่ไหน และทำให้การได้จิบกาแฟร้อนๆ บนเรือชมพระอาทิตย์ขึ้นจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการเดินทาง สวยสุขจนลืมความสบายในแบบที่เคยเป็น

ส่วนกิจกรรมสปาโคลนนั้น เป็นการนำโคลนมาพอกหน้าทาผิว ซึ่งโคลนนั้นมีคุณสมบัติบำรุงผิวตามธรรมชาติ ช่วยลดความมัน แก้คัน กำจัดไร เห็บ สองอย่างหลังเราคงไม่มี แต่คือคำตอบว่าทำไมสัตว์ต่างๆ ถึงชอบเล่นโคลน ดูแล้วสกปรกแต่ที่จริงแล้วโคลนช่วยลดความมันของผิว มีแร่ธาตุต่างๆ ช่วยบำรุงผิวไม่ต่างจากการใช้แผ่นมาสก์หน้า แถมใช้ทาได้ทั้งตัวอีกต่างหาก

ปิดท้ายด้วยการปั่นจักรยานก่อนรับประทานอาหารทะเล ด้วยเมนูข้าวมันทะเลโคลน จัดเต็มด้วย กุ้ง หอย ปู ปลา และกั้งยักษ์สดๆ จากนั้นนำหมึกที่ได้จากหมึกสดๆ มาหุงข้าว จนได้ข้าวที่มีสีเทาปนดำคล้ายๆ จึงเรียกว่าเป็นข้าวมันโคลนนั่นเอง รับประทานพร้อมกับอาหารทะเล ที่แกะให้เรียบร้อยพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ แค่นึกก็อยากไปอีกสักครั้ง

ก่อนกลับลองซื้อสบู่โคลน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของบ้านแหลมที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ เป็นการอุดหนุนชาวบ้านและช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติทางอ้อมไปในตัว เป็นอันจบสิ้นการเดินทาง กินปู ดูทะเลแบบเข้าถึงอย่างแท้จริง

โฮมสเตย์มีสไตล์ที่น่าสนใจ

แต่นอกจากบ้านแหลมโฮมสเตย์แล้ว ยังมีโฮมสเตย์อีก 2 แห่งที่น่าสนใจ ก็คือ วิสาหกิจชุมชนบ้านดงโฮมสเตย์ จ.ปราจีนบุรี ได้รางวัลโฮมสเตย์มีสไตล์อันดับหนึ่ง มีชื่อเสียงด้านการผลิตตะกร้อ-ตะแกรง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ระดับประเทศ สามารถเดินทางมาศึกษาวิถีชุมชน เช่น ชมการแปรรูปข้าว (ข้าวหอมปราจีน) ปั่นจักรยานชมทุ่งทัศนียภาพของหมู่บ้าน บริการนวดเพื่อสุขภาพ ล่องแพในแม่น้ำปราจีนบุรี ร่วมออกกำลังกายรำไม้พวน มีการแสดงหมอแคนไทยพวน กลองยาว เซิ้ง ตะกร้อตะแกรง รำสาวไทยพวน สมบูรณ์แบบทั้งที่พัก วิถีชุมชน

อีกที่หนึ่งก็คือ กลุ่มโฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง จ.เชียงราย ได้รางวัลอันดับสอง เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาศึกษาดูงานด้านเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนที่เข้ามาที่นี่ล้วนประทับใจในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ อากาศสดชื่น วิวงาม ผู้คนน้ำใจดี มีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างปั่นจักรยานชมสวนผลไม้ในหมู่บ้าน ชมวิวริมฝั่งโขงที่สวยงาม ใส่บาตรพระตอนเช้าหน้าบ้านพัก ล่องเรือ ชมวิถีชีวิตในลำน้ำแม่โขง ที่กั้นชายแดนไทย-ลาว เก็บไก สาหร่ายแม่น้ำโขงมาทำอาหารพื้นบ้าน ลงเรือแอ่วลาว ชมหมู่บ้านลาวไทลื้อ ไทดำ ลาวเทิงและลาวสูง ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้าน มีอาหารขันโตก และพิธีบายศรีสู่ขวัญ สวยและดีต่อใจจริงๆ

มีคำกล่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างหนึ่งว่า หากเราเดินทางข้ามโลกมาเพื่อกินไส้กรอก แพนเค้ก นอนในห้องแอร์ แบบที่เราทำที่บ้านก็ได้แล้วเราจะเสียเวลามาเที่ยวทะเลดูสิ่งที่ภาพถ่ายท่องเที่ยวบอกกับเราไม่ได้ไปเพื่ออะไร นั่นทำให้การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์นั้นเป็นการท่องเที่ยวที่น่าสนใจยิ่งในยุคปัจจุบันนั่นเอง

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (9)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576085

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:08 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (9)

หมายเหตุบรรณาธิการ: พัฒนวีร์ เป็นนามปากกาของนักเขียนคู่ที่คลุกคลีกับญี่ปุ่นมานาน

วันนี้ท้องฟ้าสดใส อากาศดี เหมือนท้องฟ้าคงรู้ว่าวันนี้เป็นการเที่ยววันสุดท้ายในโอกินาวา จึงสร้างบรรยากาศและท้องฟ้าให้เป็นใจเหมาะกับการเที่ยวถ่ายรูปเก็บความทรงจำ ในระหว่างทางที่ไปยังจุดหมายของวันนี้ เราสังเกตเห็นเรือสำราญลำใหญ่จอดเทียบท่าอยู่ จึงขับรถเข้าไปที่ท่าเรือนาฮะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเกสต์เฮาส์เท่าไหร่นัก เพื่อยลโฉมความยิ่งใหญ่อลังการของเรือสำราญกันสักหน่อย เรือที่กำลังเทียบท่าอยู่เป็นเรือสัญชาติอเมริกัน มีชื่อเรียกว่า Diamond Princess ปกติจะล่องเส้นทางจากไต้หวันมายังโอกินาวา และหมู่เกาะใหญ่ๆ ใกล้เคียง บางเส้นทางมีไปจังหวัดใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นด้วย ทั้งนี้เส้นทางจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการล่องเรือ ภายในเรือมีทั้งห้องออนเซน ห้องอาหารจีน ห้องอาหารญี่ปุ่น เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับผู้โดยสารชาวเอเชียโดยเฉพาะ การเที่ยวโดยการล่องเรือสำราญก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

นอกจากจะได้เที่ยวโอกินาวาแล้ว ยังได้เที่ยวอีกหลายๆ ที่ภายในทริปเดียวได้อีกด้วย หลายๆ คนคงคิดว่าการเที่ยวโดยเรือสำราญเหมาะกับคนที่มีอายุมากหน่อย แต่อุตสาหกรรมเรือสมัยนี้พัฒนาและมีการแข่งขันสูง เรือแต่ละลำก็จัดหากิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อเอาใจลูกค้าทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น วัยโจ๋ ก็สามารถเอนจอยทริปเรือสำราญได้ทั้งนั้น แถมการเที่ยวแบบนี้ค่อนข้างสบายตัว ไม่ต้องย้ายกระเป๋า ได้รับการบริการทุกวันเสมือนอยู่โรงแรม เป็นการเที่ยวที่ชิลและสบายมากๆ ถ้าเบื่อนั่งเครื่องบินก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศล่องเรือมาเที่ยวดูก็ได้นะ และนอกจากเรือแบรนด์ Princess Cruises ยังมีแบรนด์เรือสัญชาติอิตาเลียนอย่าง Costa Cruises ที่ล่องในเส้นทางโอกินาวาด้วยเหมือนกัน

ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร เป็นถนนที่ทอดยาว สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านขายยา ถือเป็นจุดช็อปปิ้งสำคัญในตัวเมืองนาฮะ ไม่ว่าใครที่มาเที่ยวโอกินาวาก็ต้องมาที่นี่ทุกคน! “Kokusai Dori” เมื่อคืนเราได้มาสำรวจที่นี่บ้างแล้ว วันนี้เลยพยายามสำรวจตั้งแต่ต้นทางเดินมาเรื่อยๆ ถึงแดดตอนเที่ยงจะจ้าไปเสียหน่อย แต่ก็ได้ลมทะเลพัดผ่าน สามารถเดินเล่นได้เพลินๆ ใครมาที่นี่ก็ต้องมาถ่ายรูปกลางถนน จะเห็นเป็นวิวถนนตรงกลาง สองข้างเป็นร้านค้า และมีต้นมะพร้าวเป็นพร็อพประกอบฉาก เป็นอีกหนึ่งโลเกชั่นยอดนิยม ยิ่งแดดแบบนี้ทำให้รูปที่ถ่ายออกมายิ่งสวยเข้าไปใหญ่ และทำให้เวลามองไปยังฝั่งตรงข้าม หรือมองไปยังผู้คนกำลังเดินขวักไขว่ไปมาตามถนน เป็นภาพที่สวยงามและมีเสน่ห์ เราเดินดูของฝากของท้องถิ่นไปพลาง มีหลายอย่างที่น่าสนใจ แต่ส่วนใหญ่จะสนใจของกินเป็นพิเศษ

มาดูโซนของกินกันก่อนดีกว่า อย่างเจ้าสิ่งนี้ เครื่องปรุงรส ก่อนเดินทางเราไปจำลองบรรยากาศโอกินาวาโดยการพาตัวเองไปลิ้มลองอาหารโอกินาวาที่ร้านชื่อดังแห่งหนึ่งใกล้บีทีเอสพระโขนง ไปสะดุดตากับเครื่องปรุงรสนี้ ลักษณะเป็นน้ำใสๆ มีพริกลอยอยู่ในน้ำ ลองเหยาะลงไปในโซบะโอกินาวา โอ้โห! มันได้รสชาติ มันจี๊ดจ๊าดจัดจ้านขึ้นเยอะ เหมือนน้ำส้มแต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว รสชาติออกเผ็ดเปรี้ยว มีกลิ่นแอลกอฮอลล์ มันคือ Koregusu พริกดองเหล้า Awamori เครื่องปรุงสูตรเฉพาะของชาวโอกินาวานั่นเอง และแน่นอนซื้อกลับมาเป็นที่เรียบร้อย ถัดจากเครื่องปรุงรส ซอสต่างๆ ยังมีพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โซบะสำเร็จรูปรสชาติท้องถิ่น ก็เหมาะที่จะนำไปเป็นของฝากได้เช่นกัน

โดยเฉพาะรสโซบะโอกินาวา ลองแล้วอร่อย เป็นการเปลี่ยนรสชาติและเพิ่มความหรูหราให้กับชีวิตสิ้นเดือนแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปกติได้อย่างดีเยี่ยม และถ้าใครชอบพวกซุป มีสาหร่ายอบแห้งพร้อมผงปรุงรส เพียงแค่เติมน้ำร้อนแล้วรอสักนิด ก็จะได้ซุปร้อนๆ ซดโล่งคอพร้อมกับมื้ออาหาร หรือจะเป็นสาหร่ายพวงองุ่นสดๆ พร้อมซอสราดก็น่าสนใจ ถัดไปอีกนิดจะเป็นโซนขนม มีบิสกิตรสเกลือ ที่รสชาติกลางๆ ใครก็กินได้ มีของฝากชื่อดังอย่างทาร์ตหน้ามันม่วงที่เป็นเหมือนของฝากประจำเมืองโอกินาวา และอื่นๆ อีกหลายอย่างที่เลือกชิมไม่หวาดไม่ไหว นอกจากนี้ยังมีร้านขนมชื่อดัง เช่น sweet parlour ชีสเค้กแสนอร่อย ก็หากินได้ที่ถนนแห่งนี้ด้วย

ถัดจากของกิน เราไปดูของฝากกันบ้างดีกว่า แก้วโอกินาวา (Ryukyu Glass) แก้วที่ผ่านกรรมวิธีด้วยเทคนิคเฉพาะ เป็นงานแก้วที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของชาวโอกินาวา แต่สังเกตหลายร้าน เอ๊ะ! ทำไม แก้วเขียนว่า made in Vietnam ลองหาข้อมูลดู เป็นเพราะแก้วพวกนี้เป็นแก้วที่มีราคาขายไม่สูง จะถูกผลิตที่โรงงานแก้วในเวียดนาม แต่ทำด้วยเทคนิคของโอกินาวา ใครซื้อแก้วเป็นของฝากก็อย่าลืมดึงสติ๊กเกอร์ออก หรือเลือกซื้อแก้วที่มีราคาหน่อย หรือเลือกซื้อตามร้านขายแก้วโดยเฉพาะแทน ส่วนของน่ารักๆ แนะนำเป็นแฟ้มใส่เอกสารลวดลายโอกินาวา เช่น รูปซีซ่าที่ทักทายด้วยคำทักทายแบบโอกินาวา

รูปน้องฉลามวาฬ หรือตัวการ์ตูนดิสนีย์ใส่ชุดท้องถิ่น นับว่าเป็นของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่น่ารักและไม่มีที่ไหนเหมือน ซื้อได้แค่โอกินาวาเท่านั้น พูดถึงซีซ่า ที่ Kokusai Dori มีร้านขายซีซ่าเยอะมาก หลากหลายรูปแบบ ทั้งน่ารักกุ๊กกิ๊ก ทั้งแบบมาดนิ่ง หรืองานดีราคาสูงก็มีเช่นกัน อีกหนึ่งสิ่งที่แนะนำคือ ผ้าลายโอกินาวา เป็นผ้าลวดลายดอกไม้สีสันสดใส สามารถนำไปห่อข้าวของ ดัดแปลงเป็นที่มัดผม ตกแต่งบ้าน มีประโยชน์หลากหลาย แถมให้ความรู้สึกถึงท้องทะเลและความสนุกสนาน

เราเดินสำรวจมาตลอดทาง แวะดูนั่นดูนี่ จนเดินมาถึงร้านดองกี้ ข้างๆ มีถนน Ichiba Hon Dori ทางเดินใต้โดมที่เต็มไปด้วยร้านขายของมากมาย ถ้าใครเหนื่อยสามารถดื่มน้ำมะระให้เย็นชื่นใจก่อนได้ตั้งแต่ต้นซอย หรือถ้าไม่โอเคกับความขม ก็มีน้ำผลไม้ปั่นให้เลือกหลายอย่าง แต่ถ้าอดใจอีกหน่อยก็จะเจอกับร้านไอศกรีม Blue Seal เป็นอีกถนนที่มีของน่าสนใจ และมีร้านค้าหลากหลายให้ชม นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงของ Kokusai Dori ยังมีตลาดปลา และถนน Tsuboya Yachimun ย่านร้านเครื่องปั้นดินเผา คือแถวนี้สามารถเดินเล่นได้เรื่อยๆ ทั้งวัน แต่พวกเราขอพอแค่นี้ก่อน ไม่สามารถเดินสำรวจต่อไปได้เพราะความหิวเริ่มทำงานแล้ว

สุดท้ายก็ได้มาฝากท้องที่ร้านอาหารท้องถิ่นที่ Kokusai Dori ปิดท้ายด้วยเซตอาหารท้องถิ่น ประกอบด้วย ข้าวอบ โซบะโอกินาวา ผัดมะระ เครื่องเคียง และตบท้ายด้วยขนมไข่หน้าตาคล้ายดอกทิวลิป ปลื้มปริ่มกับผัดมะระมาก ได้มากินถึงที่ฟินมากเลย เมื่ออาหารตกถึงท้องก็ได้เวลากองทัพที่จะต้องเดินทางต่อ แต่ในระหว่างทางที่เดินไปยังที่จอดรถ เห็นคนกำลังมุงดูอะไรสักอย่าง เราไทยมุงก็ต้องไม่แพ้ญี่ปุ่นมุง เลยขอรู้ซะหน่อย ตึงๆ! เสียงกลองหนักแน่น พร้อมท่วงท่าและลีลาในการรำกลองเอซะ ประกอบเสียงเพลง เป็นการแสดงท้องถิ่นโอกินาวาที่มีโชว์เฉพาะวันหยุด เพื่อสร้างสีสันให้กับนักท่องเที่ยวบนถนน Kokusai Dori มีนักแสดงตัวจิ๋ว ถึงตัวจะเล็กแต่ความสามารถหนูไม่เล็กนะคะ น้องแสดงอย่างไม่เคอะเขิน แสดงเต็มที่แข็งแรงพอๆ กับผู้ใหญ่ พอการแสดงจบก็ได้เวลาล้อหมุนไปเที่ยวซิกเนเจอร์ของโอกินาวากันต่อ

สืบค้น ทวงคืน เยียวยา (City Renewal 11)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576083

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

สืบค้น ทวงคืน เยียวยา (City Renewal 11)

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย piangor@hotmail.com

ในวัฒนธรรมดั้งเดิมของเกาหลี ครอบครัวขุนนางหรือผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ต่างได้บันทึกลำดับวงศ์ตระกูล (สาแหรกตระกูล) ไว้เป็นหลักฐาน บันทึกนั้น เรียกว่า “จกโบ족보” ซึ่งเป็นมรดกทางเอกสารชิ้นสำคัญที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า ส่งผ่านต่อกันมาทางฝ่ายชายของตระกูล โดยพี่ชายคนโตจะทำหน้าที่ดูแลรักษาต้นฉบับ “จกโบ” ที่บันทึกเทือกเถาเหล่ากอของวงศ์ตระกูลแต่ละรุ่น เพื่อส่งต่อไปยังลูกหลานในอนาคต

ทั้งนี้ การบันทึกลำดับวงศ์ตระกูลแรกในเอเชียเกิดขึ้นในดินแดนจีนในยุคสามก๊ก (ช่วงปี 220-280) ที่มีการปกครองเขตแดนย่อยต่างๆ โดย 6 ราชวงศ์ จึงจำเป็นต้องจัดทำบันทึกสายเลือดของราชวงศ์ไว้ ส่วนบันทึกลำดับวงศ์ตระกูล “จกโบ” แรกแห่งประวัติศาสตร์เกาหลีคือ “วางแดจงโร๊ก” (왕대종록) บันทึกสายเลือดราชวงศ์โคเรียวซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 1146-1170 …ในยุคโคเรียวนั้น บรรดาขุนนางที่เรียกว่า “ยางบาน” ถือว่าการรักษาวงศ์ตระกูลมีความสำคัญยิ่งเท่าชีวิต ตระกูลใดที่มีอำนาจในเวลานั้น สันนิษฐานได้ว่ามีบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในราชการอยู่ในสาแหรกตระกูล เมื่อเข้ายุคโชซอน ครอบครัวชนชั้นสูงต่างต้องทำ “จกโบ” ไว้ทั้งสิ้น

หากไม่มีจกโบจะเป็นอย่างไร …จกโบเหมือนเอกสารยืนยันสิทธิต่างๆ ที่ได้มาเมื่อเกิด เช่น ยืนยันได้ว่าตนเองเป็นลูกบ้านนี้จริงและที่ดินที่อาศัยอยู่ได้รับสืบทอดจากบรรพบุรุษมาเป็นของตนจริง ในอดีตคนธรรมดาชั้นไพร่และทาสแทบจะไม่มีนามสกุลจึงไม่มีจกโบ และไม่สามารถสอบ “ควา-กอ” (จอหงวน) ได้ …แม้แต่ “ชนชั้นไฮบริด” บิดามารดาต่างชนชั้น เช่น บิดาเป็นชนชั้นขุนนาง แต่มารดาเป็นทาส ก็ไม่อาจรับรองให้มีชื่ออยู่ในจกโบได้ “ลูกไฮบริด” ก็จะไปสอบ “ควากอ” ไม่ได้เช่นกัน …ยิ่งไปกว่านั้น หากยืนยันไม่ได้ว่าตนเองเป็นลูกหลานตระกูลไหน เคราะห์หามยามร้าย อาจถูกลากตัวไปเป็นทาสหลวงของทางการเลยก็มี

ด้วย “จกโบ” นี้ แต่ละครอบครัวจะสามารถสืบย้อนชื่อบรรพบุรุษตนขึ้นไปได้หลายสิบชั้น เช่น “จกโบ” ของตระกูลอี (이) แห่งเมืองคยองจู สามารถย้อนรอยอดีตขึ้นไปกราบไหว้ชื่อบรรพบุรุษได้ถึง 37 ชั่วคน “จกโบ” ยังระบุถิ่นกำเนิดของต้นตระกูลว่ามาจาก หมู่บ้านใด เมืองไหน ซึ่งจะบ่งชี้ความเป็นญาติเกี่ยวพันกันของคนในหมู่บ้านนั้นๆ เมื่อญาติพี่น้องกระจัดกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ “จกโบ” จึงเป็นเหมือนข้อความสั่งเสียของบรรพบุรุษที่คอยย้ำเตือนให้แก่คนในรุ่นต่อๆ มาว่าต้นตระกูลเรามีรากเหง้ามาจากที่ไหน…

ทุกๆ 70-100 ปี “จกโบ” จะถูกคัดลอกใหม่เพื่อทดแทนกระดาษที่เก่าขาดและหมึกที่ซีดจางลง แต่เล่มกระดาษที่เก่าแก่ที่สุดปรากฏหลงเหลือมาทุกวันนี้ ชื่อว่า “ซองฮวาบู” ของตระกูลควน จากเมืองอันดงที่ยังคงเป็นรูปเล่มหนังสือเขียนมือตั้งแต่ปี 1476 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เล่มต่อมาเป็นของตระกูลยูจากเมืองมุนฮวา เขียนในปี 1565 ซึ่งในช่วงนี้น่าจะเป็นยุคที่จุดกระแสนำให้ตระกูลต่างๆ เริ่มเก็บบันทึกลำดับวงศ์ตระกูลของตนเองตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเจ็ดเป็นต้นมา

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว…ในอดีตเชื่อว่า ลูกสาวเกิดมาสุดท้ายก็ต้องย้ายไปเป็นคนบ้านอื่น ดังนั้น “จกโบ” จะบันทึกเฉพาะชื่อลูกชายเท่านั้น ชื่อผู้หญิงจะปรากฏขึ้นภายหลังเมื่อแต่งงานเข้าบ้านเป็นภรรยาของบ้านอื่น ดังนั้น ลูกสาวบ้านนี้ เมื่อแต่งงานออกไปก็จะไปมีชื่ออยู่ใน “จกโบ” บ้านสามีเท่านั้น บางบ้านยังบันทึกจกโบว่า ลูกสะใภ้มาจากบ้านไหน แต่งเข้ามาเมื่อไร ตอนมาเอาข้าทาสบริวารและทรัพย์สินมาเท่าไรด้วย จากเรื่องราวปลีกย่อยในครอบครัวนี้ ทำให้นักประวัติศาสตร์สามารถแกะรอยสภาพสังคม การเมืองและเศรษฐกิจในยุคนั้นๆ ได้ จกโบ จึงเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งของเกาหลี

ยิ่งบรรพบุรุษในอดีตขยันเขียนมากเท่าไร ยิ่งมีจำนวนเล่มมากเท่านั้น บางตระกูลอาจมี “จกโบ” เกินกว่าสิบเล่ม ความรู้สึกหวงแหน “จกโบ” อันเป็นมรดกของครอบครัวจืดจางลงไปในช่วงพัฒนาประเทศระยะ 30 ปีก่อน แต่กลับมาเข้าสู่ “เทรนด์ใหม่” อีกครั้งไม่นานมานี้ เมื่อความเจริญทางวัตถุมากขึ้น ชาวเกาหลีเริ่มต้องการความสุขทางใจ และเริ่มค้นคว้าหารากเหง้าของตนเอง ปัจจุบันนี้จึงเกิดกระแสสืบค้นบรรพบุรุษที่ใช้เทคโนโลยี Big Data เข้ามาช่วย

100 ปีก่อนนี้ บรรพบุรุษของชาวเกาหลีจำนวนมากได้เสียสละชีวิตเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น และพยายามรักษาประเทศชาติไว้แม้ไม่สำเร็จก็ตาม ชื่อบุคคลผู้รักชาติเหล่านี้บันทึกอยู่ในจกโบ ลูกหลานยังสามารถพูดคุยด้วยความภาคภูมิใจได้ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่คุณทวดเป็นนักกู้ชาติก็ยังเล่าให้ฟังว่า ตอนหนุ่มๆ ไปสมัครงานที่ไหนก็เอาหลักฐานนี้ไปเป็นพลังเสริมในการสอบแข่งขันในฐานะลูกหลานของขบวนการกู้ชาติเกาหลี และได้คะแนนพิเศษมาจริงๆ ด้วย

แต่สำหรับลูกหลานของ “ผู้ทรยศชาติทั้ง 5” ที่ทำให้เกาหลีสูญเสียเอกราชต่อญี่ปุ่นนั้น คงไม่สามารถจะพูดอะไรได้ ในปี 2007 รัฐบาลเกาหลีได้จัดคณะทำงานสอบสวนย้อนหลัง และพบลูกหลานของผู้ที่ทำงานรับใช้จักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงยึดครองเกาหลีนับร้อยคน เมื่อสืบสวนต่อไปพบว่า ตระกูลเหล่านี้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเทียบกับค่าเงินปัจจุบันนับพันล้านวอน ดังนั้น รัฐบาลเกาหลีจึงได้ออกกฎหมายพิเศษ ยึดคืนที่ดินจากลูกหลานที่สืบสายเลือดมาตาม “จกโบ” ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 4,000 ล้านบาท เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินกลับไปเยียวยาแก่ลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากผู้รักชาติที่เสียสละชีวิตต่อสู้ญี่ปุ่น…

นี่ล่ะค่ะ ความสำคัญของ “จกโบ” แม้เหตุการณ์ผ่านมา 100 ปี ก็ยังตามสืบค้น หาคนได้… เกาหลีขึ้นชื่อว่าทำจริง ไม่เกรงหน้าใครแม้ประธานาธิบดีก็ติดคุกมาหลายคนแล้ว ตามยึดทรัพย์ร้อยปีมีหรือจะทำมิได้

เกาะหมาก สร้างท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576003

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 13:22 น.

เกาะหมาก สร้างท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน

เรื่อง : นกขุนทอง

ทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออกก็สวยงามไม่หยอก และกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่อยากไปสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ นาทีนี้ต้องยกความร้อนแรงให้กับ “เกาะหมาก” เสน่ห์แห่งความงามและความเงียบสงบของเกาะหมาก จ.ตราด จับใจผู้คนจากทั่วโลก

เกาะหมากที่มีพื้นที่กว่า 9,000 ไร่ เคยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร เดอะ ซันเดย์ ไทม์ (The Sunday Times Magazine) ให้เป็นชายหาดลึกลับที่แสนงามของโลกใบนี้ไม่น่าแปลกใจเลยที่สถานที่นี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวซึ่งชื่นชอบธรรมชาติอันสวยงามและความสงบจะหลั่งไหลเข้ามาบนเกาะไม่น้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

“ธรรมนูญเกาะหมาก” จึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างเกาะหมากให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่ดำรงอยู่และเติบโตอย่างไม่ทำร้ายตัวเอง ด้วยแนวคิดสำคัญ คือ “เกาะหมากโลว์คาร์บอน”

เกาะหมากโลว์คาร์บอน คือ การท่องเที่ยวบนเกาะหมากแบบคาร์บอนต่ำ เช่น การส่งเสริมการปั่นจักรยาน และสัญจรด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ส่งเสริมกิจกรรมเล่นเรือใบ กิจกรรมพายเรือคายัก และเน้นทำอาหารแบบคาร์บอนต่ำ หวังสร้างเครือข่ายการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้คือความร่วมมือกันระหว่างองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และประชาชนบนเกาะหมาก ซึ่งได้จัดกิจกรรม “เกาะหมากสดใส ร่วมใจลดคาร์บอน”

ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ รองผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า คาร์บอนต่ำคือความตั้งใจของเราที่จะลดก๊าซคาร์บอนออกไปสู่ชั้นบรรยากาศโลก ถึงไม่ให้เรือเฟอร์รี่เทียบฝั่งที่นี่ เพราะเรือเฟอร์รี่มีการขนรถหรือจักรยานยนต์มา

“ถ้าเราโอเวอร์โหลดมากเกินไปก็จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกาะหมากแฮปปี้ที่มีนักท่องเที่ยวเท่านี้ โรงแรมจะไม่มากแต่เข้มแข็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการรวมตัวกันกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นักท่องเที่ยวมาก็จะมาเที่ยวซ้ำ และพาญาติๆ มาด้วย เพราะมากี่ครั้งก็งดงามเหมือนเดิม

เกาะหมากมีขีดความสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้จำกัด และทางผู้ประกอบการและชุมชนได้รับรู้ร่วมกัน จึงมั่นใจว่าการท่องเที่ยวในเกาะนี้จะไม่กระทบต่อแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเรายังปลูกฝังแนวความคิดจากรุ่นสู่รุ่นว่าเกาะหมากไม่จำเป็นต้องเจริญมากแต่สามารถอยู่ได้”

ในปีนี้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก กับ อพท.จึงช่วยสนับสนุนจักรยานจำนวน 100 คัน มอบให้แก่วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการรถจักรยานได้ 2 แบบ คือ ฟรีและเสียค่าเช่าในอัตราสูงสุดไม่เกินคันละ 50 บาท/วัน

นอกจากลดการใช้เครื่องยนต์แล้ว ชุมชนและผู้ประกอบการบนเกาะหมากยังมีกิจกรรมเก็บขยะบนชายหาด ร่วมกับ อบต. และนักท่องเที่ยวทุกวันเสาร์ ภายใต้ชื่อ “Trash Hero” รวมถึงช่วยกันดูแลเรื่องความปลอดภัยของคนบนเกาะและนักท่องเที่ยวอีกด้วย

ทั้งหมดอยู่ในความร่วมมือของการจัดทำธรรมนูญเกาะหมากทั้งหมด 8 ข้อ เพื่อเน้นย้ำความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ “เกาะหมาก โลว์คาร์บอน เดสติเนชั่น” ประกอบด้วย

1.ไม่สนับสนุนให้เรือเฟอร์รี่นำยานพาหนะของนักท่องเที่ยวข้ามมายังเกาะหมาก

2.รถจักรยานยนต์ให้เช่าต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของจำนวนห้องพักบนเกาะหมาก

3.ไม่สนับสนุนการใช้วัสดุจากโฟม หรือวัสดุที่ก่อให้เกิดมลพิษเพื่อใส่อาหาร

4.ห้ามทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล ของเหลือรับประทานลงในที่สาธารณะ และแหล่งน้ำโดยเด็ดขาด

5.ไม่สนับสนุนให้ใช้สารเคมีที่มีสารตกค้างสูง

6.ห้ามส่งเสียงดังหรือกระทำการรบกวน หรือเป็นการเดือดร้อนในเวลา 22.00-07.00 น.

7.ไม่สนับสนุนกีฬาทางบกและทางทะเลที่ใช้เครื่องยนต์ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน

8.ห้ามนำ ห้ามเสพ ห้ามจำหน่ายสารเสพติดผิดกฎหมายทุกชนิดบนเกาะ

ความร่วมใจของคนในท้องถิ่นที่ต้องการเห็นเกาะหมากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมีคุณภาพนั่นเอง

นิพนธ์ สุทธิธนกูล ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก กล่าวว่า การท่องเที่ยวบนเกาะหมากมีการเติบโตและอยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยวมาโดยตลอด

“เป็นจุดที่ชาวบ้านและชุมชนบนเกาะหมาก ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เจ้าของทรัพยากร ต้องมาทบทวนและทำความเข้าใจร่วมกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทำธรรมนูญเกาะหมาก ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันทั้งฝ่ายชาวบ้าน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ที่จะร่วมกันปฏิบัติ

การจัดทำธรรมนูญเกาะหมาก วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวได้รับการสนับสนุนจาก อพท. สาระสำคัญคือการพัฒนาแหล่งและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาเกาะหมาก

รวมทั้งการพัฒนาระบบโมบายแอพพลิเคชั่นเพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนแก่นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนของเกาะหมากให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง”

ทั้งหมดก็เพื่อรักษาเกาะหมากไว้ ให้ยังคงมีเสน่ห์งดงามเช่นเดิม และเติบโตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป 

นักเล่าระหว่างก้าว ‘ก้าวเดินทาง-Small Steps Travel’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576000

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 13:13 น.

นักเล่าระหว่างก้าว ‘ก้าวเดินทาง-Small Steps Travel’

เรื่อง : รอนแรม

ภาพ : ก้าวเดินทาง-Small Steps Travel

สาวเชียงใหม่ชอบเดินป่า นอนกลางเขา และเก็บเรื่องเล่ามาแบ่งปันในเพจเฟซบุ๊ก ก้าวเดินทาง-Small Steps Travel พื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจของ “จอม” อุไรพรรณ์ เจริญรัถ นักเดินทางที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้จากทุกก้าว และเก็บเกี่ยวมิตรภาพทุกครั้งที่ไป

“เราเป็นคนชอบเดินทางมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเปิดเพจจะลงรูปลงข้อมูลไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งคนที่เห็นก็จะเป็นแค่เพื่อนๆ เพราะไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะ เพื่อนก็จะชอบมาถามรายละเอียดว่าไปยังไง สถานที่นั้นอยู่ที่ไหน ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราโพสต์ไปมันเป็นประโยชน์กับคนอื่น เลยอยากทำเพจขึ้นมาให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ให้คนที่สนใจจะได้เข้ามาอ่านและนำข้อมูลไปใช้ต่อได้” เธอกล่าวถึงเพจอายุ 2 ปี

“อีกอย่างหนึ่งคือเราเป็นคนขี้ลืม ถ้าไม่ได้จดบันทึกไว้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เหล่านั้นก็จะเลือนหายไป พอมีคนมาถามเราก็จำไม่ได้ การเปิดเพจเลยเป็นการกึ่งบังคับให้เราต้องจดบันทึก และสุดท้ายมันก็กลายเป็นไดอารี่การเดินทางของเราเองและเป็นข้อมูลให้คนอ่านด้วย”

นอกจากเพจเฟซบุ๊ก จอม ยังมีเว็บไซต์ http://www.smallstepstravel.com ซึ่งเธอตั้งใจให้เนื้อหาในเพจเป็นการสรุป ส่วนในเว็บไซต์จะเป็นรายละเอียดและการเล่าประสบการณ์

“เป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติ เดินป่า ขึ้นเขา ไปหาต้นไม้ ไปหาลมเย็นๆ นอนเต็นท์ แต่ถ้าเที่ยวต่างประเทศจะเป็นแนวผู้หญิงเที่ยวคนเดียว นอนโฮสเทล กินง่าย อยู่ง่าย ซึ่งการเที่ยวคนเดียวทำให้เราได้ไปในที่ที่อยากไป ได้อยู่กับตัวเอง ได้ทบทวน ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วเราก็ใช้ชีวิตคนเดียวได้ และแม้จะไปคนเดียวแต่ก็ไม่เหงา เพราะเราจะได้เจอเพื่อนระหว่างทาง กลายเป็นมิตรภาพใหม่ๆ ทำให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ระหว่างกัน” จอม กล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของร้านกาแฟอยู่ที่เชียงใหม่ ชื่อร้าน Simply Happy – สุขพอดี อยู่บนถนนเวียงแก้ว ใกล้กับอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยก่อนหน้านั้นเธอทำงานประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ

“ร้านกาแฟของเราได้นำความชอบเรื่องการเดินทางใส่เข้าไป เวลาไปนอนโฮสเทลมันทำให้เรารู้สึกประทับใจมิตรภาพจากการไปเยือนบ้านเขา ทำให้เรารู้สึกว่าเวลามีคนมาเที่ยวบ้านเรา ก็อยากให้เขารู้สึกแบบเดียวกับเราด้วย ตอนนี้บรรยากาศในร้านกาแฟเลยเหมือนห้องนั่งเล่นในโฮสเทล มีมุมแผนที่ ข้อมูลนักท่องเที่ยว มุมแลกเปลี่ยนหนังสือ หรือถ้านักท่องเที่ยวอยากทราบข้อมูลอะไรก็เดินมาถามได้ เราก็จะช่วยหาหรือเล่าจากประสบการณ์ที่เราเคยไปให้เขาฟัง”

เนื่องจากเปิดร้านได้ไม่นาน ทำให้การเดินทางช่วงนี้เป็นการขึ้นภูเขา เข้าไร่กาแฟ ซึ่งเธอมองว่าแม้ไม่ได้ไปไหนไกล แต่ก็ยังอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและได้พูดคุยกับชาวบ้านอย่างที่เธอชอบ

“การเดินทางทำให้เราเห็นโลกมากขึ้น จริงอยู่ที่ตอนนี้ในอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลและภาพสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แต่การได้พาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นความรู้สึกมันต่างกัน และเราเชื่อว่าประวัติศาสตร์ไม่มีวันซ้ำรอย สิ่งที่บล็อกเกอร์เขาเล่ากับสิ่งที่เราไปเจอ มันต้องมีบางจุดที่ไม่เหมือนกัน

และเมื่อเราไปเจอผู้คนหลายแบบในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จะทำให้เรารู้จักยอมรับและเข้าใจความแตกต่างของคนมากขึ้น รวมถึงเรื่องความคาดหวัง เพราะธรรมชาติไม่เคยเหมือนเดิม บางครั้งสิ่งที่เราเห็นในรูปอาจไม่เหมือนสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ธรรมชาติจึงสอนให้เรายอมรับและทำให้เราไม่ยึดติดกับความคาดหวัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่สอนให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น” จอมกล่าวทิ้งท้าย

นอกจากเป็นนักเล่า ผู้หญิงคนนี้ยังเป็นนักถ่ายภาพ ในสถานที่ที่คุ้นตาเธอจะถ่ายภาพมุมมองใหม่ให้เห็นเสมอ เธอบอกด้วยว่ากำลังลองเขียนเรื่องราวเป็นแบบเรื่องเล่า เพราะการเดินทางสอนเธอว่าการไปถึงเป้าหมายเป็นเรื่องดี แต่เรื่องราวระหว่างการเดินทางก็น่าใส่ใจทั้งความคิดและความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในตอนนั้น ซึ่งเธอกำลังบันทึกมันอยู่ในตอนนี้

ติดตามภาพสวยๆ และข้อมูลการเดินทางได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ก้าวเดินทาง – Small Steps Travel และเว็บไซต์ http://www.smallstepstravel.com

เที่ยวเขาชะงุ้ม อิ่มถึงบางแพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575999

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 13:06 น.

เที่ยวเขาชะงุ้ม อิ่มถึงบางแพ

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

หลังพาไปทัวร์เมืองโอ่ง เมืองอาร์ต สองนิยามของจังหวัดเล็กๆ อย่าง “ราชบุรี” วันนี้ยังมีอีกนิยามให้เป็น “เมืองดิน” แต่แทนที่จะเป็นดินดี กลับเป็นดินมีปัญหาที่ได้รับการแก้ไขจนดี จึงน่าสนใจว่าราชบุรีเผชิญกับอะไร และแก้ปัญหาอย่างไร จนสามารถพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อย่าง 2 แห่งนี้

เขาชะงุ้ม เขียวชอุ่ม

ไม่ต้องไปไกลถึงเขาใหญ่ ก็มาชมสวนดอกไม้ได้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ศูนย์ศึกษาฯ” ที่นอกจากจะเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยด้านการเกษตร และเป็นแหล่งให้ความรู้แก่เกษตรกรรอบพื้นที่ ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปกลางทุ่งทานตะวัน

อนุรักษ์ คลี่คลาย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาฯ เขาชะงุ้ม กล่าวว่า ภารกิจหลักของศูนย์ศึกษาฯ คือการบำรุงฟื้นฟูที่ดินที่เสื่อมโทรม และถ่ายทอดความรู้ผ่านพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ศูนย์ศึกษาฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2529 เดิมทีเป็นพื้นที่ของราษฎรที่มาซื้อที่ทำฟาร์มปศุสัตว์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพ

เนื่องจากความแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงยาวนาน 4-5 เดือน ทำให้มีปริมาณฝนน้อยและยังประสบปัญหาคนตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากเมื่อ 30 ปีก่อน คนเข้ามาตัดไม้ทำฟืนในพื้นที่ป่าสาธารณะแล้วนำไปขายให้อุตสาหกรรมโอ่ง ทั้งยังมีปัญหาดินเสื่อมโทรมในลักษณะของดินตื้น ดินลูกรัง บางพื้นที่ชาวบ้านเข้ามาตักลูกรังขาย ทำให้พื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ซึ่งปัจจุบันได้แก้ปัญหาเปลี่ยนบ่อลูกรังเป็นบ่อน้ำ

“เมื่อขาดป่าก็ขาดน้ำ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้ผืนดินแห้งแล้ง มีลักษณะเป็นดินตื้นที่ชั้นล่างแข็ง เมื่อฝนตกทำให้หน้าดินถูกชะล้าง ทำให้ยากต่อการเพาะปลูก นอกจากนั้นหน้าดินยังถูกตักลูกรังไปขายทำให้ผืนดินทรุดโทรม”

ผอ.อนุรักษ์ กล่าวต่อว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มาที่นี่ 3 ครั้ง ครั้งแรกคือปีที่เริ่มโครงการในปี 2529 ทรงมีแนวพระราชดำริให้ลองทำเป็นศูนย์ศึกษาขนาดย่อม ให้ลองหาวิธีการทำพื้นดินที่เสื่อมโทรมให้กลับมาทำเกษตรได้

ครั้งที่สอง เสด็จฯ มาในปี 2535 ทรงมีแนวพระราชดำริเรื่องหญ้าแฝก ให้ลองใช้หญ้าแฝกในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและครั้งที่สาม เสด็จฯ มาในปี 2539 ทรงมีแนวพระราชดำริเรื่องป่าไม้ ที่นี่เป็นต้นแบบของการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก พระองค์มีพระราชดำรัสว่า ถ้าเราไม่ไปรังแกป่า ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ป่าก็จะฟื้นคืนตัวเองได้

“พระองค์ทรงแนะนำให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ให้ปลูกหญ้าแฝกเป็นแนวแทนคันดิน และให้ปลูกเป็นแนวครึ่งวงกลมรอบไม้ยืนต้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน นั่นเพราะหญ้าแฝกมีระบบรากที่หยั่งลึกลงไปใต้ดิน รากของพืชอื่นไม่สามารถชอนไชเข้าไปในดินที่แข็งได้ แต่รากของหญ้าแฝกได้ทำหน้าที่เบิกนำลงไปก่อนทำให้ดินเกิดช่องว่าง เวลาฝนตกลงมารากหญ้าแฝกก็สามารถดูดซับความชื้นไว้ในดินได้

นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่เกิดการชะล้างคือพื้นที่ลาดชัน เวลาฝนตกลงมาจะชะล้างตะกอนและอินทรียวัตถุไป แต่หากมีหญ้าแฝกมันจะคอยกักเก็บตะกอนไว้ และทำให้บริเวณแนวหญ้าแฝกมีความชุ่มชื้น และพระองค์ยังทรงให้รักษาป่า ถ้าปล่อยป่าทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 30-40 ปี ป่าจะฟื้นคืนสภาพจากป่าเต็งรังเป็นป่าเบญจพรรณ นับเป็นการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก แต่ได้ปลูกต้นไม้ในใจคนแทน”

พื้นที่ทั้งหมดของศูนย์ศึกษาฯ ประกอบด้วย 4 ผืน ได้แก่ พื้นที่ของราษฎร 3 ผืน ที่น้อมเกล้าฯ ถวายให้เป็นที่ของโครงการในพระราชดำริ และอีกผืนหนึ่งเป็นของมูลนิธิชัยพัฒนาจัดซื้อ รวมทั้งสิ้น 869 ไร่

สำหรับเส้นทางศึกษาดูงานหรือที่ทางศูนย์ศึกษาฯ เรียกว่า พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต มีระยะทาง 5.1 กม. นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อใช้บริการรถรางโดยมีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ข้อมูล รถรางจะเคลื่อนผ่านป่าอันอุดมสมบูรณ์ จนคิดไม่ถึงว่าพื้นที่แห่งนี้เคยแห้งแล้ง

เจ้าหน้าที่บนรถราง กล่าวว่า นักท่องเที่ยวร้อยละ 80 เข้ามาที่ศูนย์ศึกษาฯ เพื่อมาถ่ายรูปกับทุ่งทานตะวันในช่วงปีใหม่ และมาเช็กอินอีกครั้งกับทุ่งปอเทืองในช่วงวันแม่แห่งชาติ โดยที่ไม่ทราบว่ายังมีเส้นทางพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตให้เที่ยวชมตลอดปี

“พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ที่โล่งเตียน” เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูข้างทางที่เป็นป่ารก

“เราเคยปรับแต่งพื้นที่ ทำคันดิน และปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ แต่ปรากฏว่าไม่สำเร็จ เพราะใต้ดินมีสภาพเป็นแม่รัง แม่รังก็คือลูกรังที่เกาะตัวแน่นจนแข็งเหมือนก้อนหินขวางการเจริญเติบโตของต้นมะม่วงหิมพานต์อยู่ ทำให้หลังปลูกไปได้ 2-3 ปี ก็ทำให้ล้มตาย เราจึงปล่อยให้ป่าคืนสภาพด้วยตัวมันเอง”

จากนั้นรถรางได้แล่นผ่านบ่อเก็บน้ำ มีที่มาที่ไปว่า บ่อแห่งนี้เป็นบ่อลูกรังขนาด 20 ไร่ เพราะการจะพัฒนาฟื้นฟูบ่อลูกรังที่ถูกขุดหน้าดินไปแล้วให้กลับมาปลูกพืชมันทำได้ยากมาก จึงต้องแก้ปัญหาตามสภาพของพื้นที่ โดยการปรับแต่งให้เป็นบ่อน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของพื้นที่โดยรวม

นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้มบริเวณตีนเขาเขียว ซึ่งเขาเขียวที่เห็นเขียวชอุ่มในอดีตเคยเป็นเขาหัวโล้น แต่ปัจจุบันได้ฟื้นคืนเป็นป่าจากตอเดิมที่เคยถูกตัดไป และยังมีสัตว์ป่าขนาดเล็กหวนคืนกลับมาอยู่อาศัยด้วย

อย่างไรก็ตาม แนวทางการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกพื้นที่ เพราะต้องเป็นพื้นที่ที่มีโคนต้นไม้เก่าให้แตกยอด หากเป็นแปลงหญ้าโล่งเตียนก็จะไม่มีต้นตอให้เกิดใหม่ได้

ใกล้กับอ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้มยังเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้ของพ่อ คือ ต้นประดู่ ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อปี 2539 ปัจจุบันต้นประดู่ได้โตสูงใหญ่กลายเป็นสัญลักษณ์ของป่าเบญจพรรณ และข้างๆ กันเป็นแปลงปลูกหญ้าแฝกที่พระองค์ทรงปลูกเมื่อปี 2535

รถรางเคลื่อนที่ไปผ่านอุโมงค์ต้นไม้และไปจอดที่แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นแปลงทดลองทำเกษตรในเขตอับฝน โดยได้แบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่แหล่งน้ำ 30% นาข้าว 30% พืชไร่และไม้ผล 30% และที่อยู่อาศัยกับโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อีก 10%

ด้านการส่งเสริมการเกษตรยังมีแปลงทดลองปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง กระท้อน มะเฟือง ขนุน ส้มโอ ซึ่งดินตื้นไม่เหมาะกับการปลูกไม้ผลอยู่แล้ว จึงต้องใช้วิธีเติมอินทรียวัตถุหรือดินคุณภาพดีลงในหลุมปลูกขนาด 1 ตร.ม. แปลงทดลองนี้จึงเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรในพื้นที่ว่า หากต้องการปลูกไม้ผลในดินตื้นต้องใช้ต้นทุนสูงกว่าการปลูกพืชชนิดอื่นนั่นเอง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้ข้อมูลต่อว่า แปลงตรงหน้าคือแปลงปลูกหญ้าแฝกสร้างดิน ด้วยพื้นที่บริเวณนั้นถูกขุดหน้าดินไปขายหายไปประมาณ 1 เมตร พบว่า หลังจากปลูกหญ้าแฝกทิ้งไว้ 9 ปี มีหน้าดินเพิ่มขึ้น 2.3 ซม. แสดงให้เห็นว่า การฟื้นฟูหน้าดินให้กลับคืนมาต้องใช้เวลายาวนานและทำได้ยากมาก ดังนั้นทุกคนควรรักษาสิ่งที่มีอยู่ไว้ให้ดี

รถรางจะไปจอดสถานีสุดท้ายตรงทางเข้า คือจุดเขาวงกตที่เป็นเหมือนสนามเล่นซ่อนแอบ ถ่ายรูปกลางสวนหย่อมดอกไม้ที่เพิ่งปรับใหม่บริเวณด้านหน้าทุ่งทานตะวัน เดินลอดอุโมงค์ไม้เลื้อย และถ่ายรูปแข่งกับความบานของดอกทานตะวันที่น่าจะบานเต็มที่ไปถึงวันเด็กพอดี

ทุกอย่างที่กล่าวมาเปิดให้เที่ยวชมฟรี โดยศูนย์ศึกษาฯ หวังให้นักท่องเที่ยวมาชมความสวยงามของธรรมชาติ ซึ่งในขณะเดียวกันอาจได้รับความรู้เรื่องวิถีเกษตรและการฟื้นฟูดินกลับไปไม่มากก็น้อย

กินกุ้งบางแพ

ของดีราชบุรี (อีกอย่าง) ต้องยกให้กับ กุ้งก้ามกรามบางแพ ซึ่งแม้ว่าบ่อกุ้งจะไม่มีอะไรน่าเที่ยว แต่อยากให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการทำบ่อกุ้งที่น่าสนใจ เพราะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว เจ้าของบ่อกุ้งคุณประกอบที่เลี้ยงกุ้งมานาน 20 ปี เล่าถึงกระบวนการทำบ่อกุ้งว่า การเลี้ยงกุ้งที่ไม่ทำให้ดินเสียคือ ต้องเลี้ยงแบบระบบสายพาน หมายความว่าคนที่มีบ่อเดียวให้ตัดสินใจไปเลยว่าจะเลี้ยงกุ้งใหญ่หรือเลี้ยงกุ้งอนุบาล

“หากเลี้ยงกุ้งอนุบาลเมื่อถึง 70 วัน ให้จับขายไปให้คนที่เลี้ยงกุ้งใหญ่ คนที่เลี้ยงกุ้งใหญ่ก็จะไม่ต้องอนุบาลใหม่ ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาเลี้ยงนาน ของเสียในบ่อก็น้อยลง และทำให้บ่อไม่หมักหมม จากนั้นให้ล้างบ่อและตากบ่อไว้ แล้วค่อยเริ่มเลี้ยงใหม่ ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำให้ดินใต้บ่อเสียและยังทำให้กุ้งโตเร็วขึ้น

ส่วนคนที่มีหลายบ่อก็ให้ใช้วิธีนี้เช่นกัน เพื่อให้บ่อได้พักและป้องกันไม่ให้ของเสียสะสมที่ก้นบ่อมากเกินไป และยังเพิ่มอัตรารอดของกุ้ง จากแต่เดิมรอดเพียง 35% แต่วิธีการนี้ทำให้รอดเกือบทั้งหมด”

ปัจจุบันกุ้งบางแพเป็นของดีเมืองราชบุรี จนจังหวัดจัดงานเทศกาล “กินกุ้ง ของดีบางแพ” ช่วงกลางเดือน ธ.ค.ของทุกปี เพื่อประชาสัมพันธ์ว่า บางแพเป็นพื้นที่ผลิตกุ้งก้ามกรามที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปบางแพเวลาไหนก็สามารถหาซื้อกุ้งเผา กุ้งอบ และอีกสารพัดเมนูกุ้งได้ตลอดปี เพราะที่นี่มีกุ้งก้ามกรามและกุ้งขาวไหลเวียนในตลาดตลอดเวลา ตกแต่ละเดือนบางแพสามารถผลิตกุ้งได้ถึง 145 ตัน

แม้ราชบุรีจะเคยมีปัญหาดิน ทั้งสภาพดินตื้นที่เขาชะงุ้ม และปัญหาดินเสียจากการทำบ่อกุ้งที่บางแพ แต่ตอนนี้พื้นดินถูกฟื้นฟูให้กลับมาปลูกพืช และวิธีการเลี้ยงกุ้งก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลอยทำให้เห็นแต่ข้อดีของการมีดินดี ในแง่หนึ่งก็คือ ด้านการท่องเที่ยว เพราะทำให้ราชบุรีมีแหล่งท่องเที่ยวอุดมด้วยธรรมชาติ และแหล่งอาหารการกินสมบูรณ์