หลากรสอาหารญี่ปุ่น ภูมิภาคโทโฮคุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577368

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

หลากรสอาหารญี่ปุ่น ภูมิภาคโทโฮคุ

เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

อากาศร้อนๆ เต็มไปด้วยฝุ่นควันพิษแบบนี้ คนไทยหลายคนหนีไปเดินทางท่องเที่ยว ที่นิยมคือการไปสัมผัสหิมะและความหนาวซึ่งบ้านเราไม่มี ที่ไหนเลยจะเหมาะไปกว่าทัวร์ญี่ปุ่นอีก

โทโฮคุเป็นภูมิภาคที่มีสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามและมีชื่อเสียงมากมาย ที่คนไทยสามารถไปเที่ยวได้อย่างสะดวก โดยใช้ JR East Pass (eastjapanrail.com) ว่ากันว่า ภูมิภาคที่มีเมืองเซนไดเป็นศูนย์กลางนี้ เป็นคู่แฝดของเมืองซัปโปโร ในเกาะฮอกไกโด แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทย เซนไดมีทุกสิ่งคล้ายซัปโปโร ทว่าค่าครองชีพนั้นย่อมเยากว่าหลายเท่าตัวนัก จึงเริ่มจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเลือกของคนไทยในปัจจุบัน

ภูมิภาคโทโฮคุ สามารถไปท่องเที่ยวชิลชิลกันได้ทั้ง 4 ฤดู อย่างฤดูหนาวก็มีกีฬาบนภูเขาหิมะให้เลือกเล่น ชมงานประดับไฟเซนได เพเจียน ออฟ สตาร์ไลต์ สุดอลังการ ฤดูใบไม้ผลิก็ไปชมดอกซากุระบาน เที่ยวเทศกาลเซนได อาโอบะ สนุกสนานไปกับการร่ายรำท่านกกระจอกรับใบไม้ผลิ สายวิ่งยังมีฮาล์ฟมาราธอนนานาชาติ เป็นเทศกาลประจำปีทุกเดือน พ.ค. ให้เข้าร่วมวิ่งท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามกันอีกด้วย

สำหรับหน้าร้อนที่นี่มีเทศกาลดังเซนไดทานาบาตะที่เต็มไปด้วยสายรุ้งหลากสี ทำจากกระดาษสาญี่ปุ่นและไม้ไผ่ ประดับประดาทั่วเมือง และยังมีเทศกาลดนตรีแจ๊ซชื่อดัง โจเซนจิ สตรีท แจ๊ซ เฟสติวัล ที่เป็นเทศกาลดนตรีแจ๊ซซึ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกทีเดียว ส่วนฤดูใบไม้ร่วงก็ไปชมใบไม้เปลี่ยนสี มีเทศกาลมันต้ม เผือกต้ม ของดีเมืองเซนไดไว้ให้ชิมกันอุ่นๆ รวมทั้งเทศกาลดอกไม้ไฟ เซนได ทานาบาตะ

ด้านอาหารการกิน ภูมิภาคโทโฮคุ ก็มีดีไม่แพ้ถิ่นฮอกไกโด โดยเมืองเซนไดเป็นที่ตั้งของตลาดปลาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากตลาดปลาสึคิจิของโตเกียว ดังนั้นจึงเป็นศูนย์รวมความอร่อยของอาหารทะเลมากมาย เมื่อเร็วๆ นี้ ภูมิภาคโทโฮคุได้มาออกร้านแนะนำ “ของดี” ที่ไม่ควรพลาดชิม เมื่อไปเยือนถึงถิ่น ณ โตโยต้า ซูโช (ไทยแลนด์) และจะจัดอีกรอบในช่วงเดือน มิ.ย.ของปีนี้ ไปดูว่ามีอะไรกันบ้าง

เซนไดเป็นเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จึงมีวัตถุดิบอร่อยๆ มากมาย ทั้งอาหารทะเล เนื้อสัตว์ ข้าว พืชผัก ผลไม้ จานเด็ดที่ไม่ควรพลาดถ้ามาที่นี่ ซูชิ-ซาชิมิ ที่ทำจากปลาและอาหารทะเลสดๆ ส่งตรงมาจากทะเลชายฝั่งซันริคุ แหล่งประมงที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 ของโลก โดยที่เซนไดนั้น มีร้านซูชิให้บริการมากมาย สมราคาเจ้าแห่งตลาดปลาและเมืองติดฝั่งทะเล นอกจากนี้ ยังมีถนนสายซูชิ ที่ให้เลือกได้ตามชอบว่าจะแวะชมแวะชิมร้านไหน หรือสลับสับเปลี่ยนร้านชิมได้ทุกวันที่ไปเที่ยวเลย

หอยนางรม เมืองเซนได ขึ้นชื่อสุดๆ ก็คือจากจังหวัดมิยากิ ซึ่งถือเป็นแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในญี่ปุ่น ขนาดตัวของหอยนางรม เมืองเซนได ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป กำลังเหมาะ รสชาติหวาน เข้มข้น ออกครีมมี่นิดๆ ทางที่ดีคือรับประทานสดๆ จะฟินสุดๆ โดยฝานชิ้นเลมอนใส่ลงไปแนม ขณะที่การนำไปย่างด้วยเตาถ่าน หรือใส่ในหม้อไฟนาเบะ ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

อาหารประจำถิ่นของเมืองเซนได ซาซะคามาโบะโกะ หรือลูกชิ้นปลาที่ปั้นเป็นรูปทรงใบไผ่ ที่มีมากในเมืองเซนได นำมาย่างบนเตาถ่านให้หอมกรุ่น กรอบนอกนุ่มใน ไม่มีความคาว ถ้าไปเที่ยวเมืองเซนไดไม่มีทางพลาดชิมแน่ๆ เพราะมีร้านขายซาซะคามาโบะโกะอยู่มากมาย ซึ่งบางร้านเพิ่มความสนุกให้ลูกค้าลองย่างกินเองด้วยก็มี

จานเด็ดถัดไป คนโบราณเรียกว่าข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง โฮยะ หรือ หอยสับปะรด (Sea Pineapple) หอยทะเลที่รูปร่างหน้าตาตั้งต้นน่าขนลุกขนพอง ทว่ารสชาติน่าประทับใจไม่รู้ลืม โดยเฉพาะจากทะเลซันริคุ ซึ่งสามารถรับประทานแบบซาชิมิ (กินดิบๆ) หรือนำไปชุปแป้งทอดสไตล์เทมปุระก็อร่อย นอกจากนี้ยังนำไปทำเมนูอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นได้หลากหลายด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาหารจีน อาหารไทย หรืออาหารฝรั่ง

เซนไดงุ (Sendai Gyu) หรือเนื้อวัวเซนได รสชาติไม่แพ้ภูมิภาคใดๆ ในญี่ปุ่น โดยได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพสุงสุดของประเทศ เป็นเนื้อวางุขนดำจากจังหวัดมิยากิ ยามากาตะ หรืออิวาเตะ ที่เน้นความสมดุลของสัดส่วนของเนื้อแดงและลายหินอ่อน รวมถึงความละเอียดแน่นของเนื้อ จุดเด่นคือเนื้อนุ่ม มีความชุ่มชื่น จุสซี่ และรสชาติกลมกล่อม

ที่นี่ยังเป็นต้นตำรับของ ลิ้นวัวย่าง ที่ให้เนื้อหนานุ่ม ชุ่มชื่น จุสซี่ไปทั้งปาก ลิ้นวัวย่าง หากินได้ง่ายมากในเซนได มีร้านที่ขายเฉพาะเมนูเด็ดจานนี้ให้เลือกชิมมากมาย และยังมีร้านฮาลาลที่ขายลิ้นวัวย่างโดยเฉพาะอีกต่างหาก

เซริ นาเบะ อาหารประจำฤดูหนาวที่ห้ามพลาดเมื่อไปเยือนโทโฮคุในหน้าหนาว เซริ แปลว่า ผักชีล้อม เป็นส่วนประกอบสำคัญของเมนูหม้อไฟสุขภาพ ที่มักจะกินพร้อมผักอย่างอื่น เส้นบุก และเนื้อไก่

สตรอเบอร์รี่ จากทางตอนใต้ของจังหวัดมิยากิ มีมากมายหลายพันธุ์ให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น โมฮิกโกะ หรือ โทจิโอะโตะเมะ ลักษณะเด่นของสตรอเบอร์รี่ที่นี่คือลูกใหญ่ รสหวาน รับประทานง่าย ใครที่ไปเยือนจะได้ร่วมประสบการณ์เด็ดสตรอเบอร์รี่กินเองจากต้น (ระหว่างเดือน ธ.ค.-มิ.ย.) อีกด้วย และเนื่องจากผลผลิตสตรอเบอร์รี่ที่มีมากมาย ปัจจุบันได้พัฒนาไปผลิตเป็นสปาร์กล้ิงไวน์รสสตรอเบอร์รี่ ที่มีรสชาติหวาน หอม ซ่า กลายเป็นอีกไลน์สินค้าของที่ต้องซื้อฝากกันไปแล้ว

ซุนดะ อีกหนึ่งจานเด็ดขึ้นชื่อของเมืองเซนได ทำจากถั่วแระญี่ปุ่นต้นแล้วนำมาบด ปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือ สมัยก่อนใช้หุ้มก้อนโมจิรับประทาน แต่ปัจจุบันบรรดาเชฟสร้างสรรค์ ซุนดะ ออกมาในรูปแบบต่างๆ สุดอลังการเลยทีเดียวล่ะ นอกจากนี้ยังมี ซุนดะเชค มิลค์เชคถั่วแระญี่ปุ่น ที่อาศัยนมสดผสมถั่วแระญี่ปุ่นต้ม ดื่มอร่อยเคี้ยว (ถั่วแระ) เพลินๆ

สาเก ของภูิมิภาคโทโฮคุ นับเว่าเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยทีเดียว ที่นี่มีโรงกลั่นเหล้าสาเกเก่าแก่มากมาย โดยเฉพาะชนิดที่เป็นการผลิตแบบคราฟต์ ทำมือ มีผลผลิตเพียงไม่กี่ขวดต่อปี อย่างเช่น โคจิมะ โยจูเทน ฯลฯ

ก่อนกลับบ้านอย่าลืมซื้อขนมโบราณสไตล์เซนได อย่างขนมไส้ถั่วแดงอุซากิทามะ ลูกอมดารุมะ ที่รสชาติไม่ธรรมดา แถมหน้าตายังเร้าใจ หรือไม่ก็ซื้อขนมที่ทำจากซุนดะ (ถั่วแระต้ม) หรือฮากิโนะสึกิ สปันจ์เค้กรูปดวงจันทร์ สอดไส้คัสตาร์ด กลับมาฝากคนทางบ้านด้วยล่ะ

บังซบ ของดีตลาดหนองจอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577367

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

บังซบ ของดีตลาดหนองจอก

เรื่อง : ชายโย

หนองจอกเป็นย่านที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ และอาหาร จึงกลายเป็นแหล่งรวมคนมีฝีมือในการทำอาหารของชาวมุสลิมไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะเมนูข้าวหมกไก่ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ใครก็ตามที่มาหนองจอกต้องมาแวะรับประทานที่ร้าน บังซบ ตลาดหนองจอก

ร้านบังซบเป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ในตลาดหนองจอก มีโต๊ะรองรับลูกค้าไม่กี่ที่ แต่มีลูกค้าต่อคิวรอซื้อตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย อาจจะด้วยที่นั่งที่มีไม่มากนัก แต่ดูเหมือนเป็นความเคยชินของคนในชุมชนที่รู้กันว่ามาร้านนี้ควรซื้อกลับบ้านจะดีที่สุด

ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่อร่อยเหมือนรับประทานที่ร้าน เพราะเมื่อแกะห่อออกมารับประทาน เรายังได้ข้าวหมกนุ่มหอมเครื่องเทศและหอมเจียว น่องไก่ หรือสะโพกไก่ชิ้นใหญ่ แล้วแต่ว่าห่อไหนจะได้ส่วนไหนไป

รับประทานพร้อมกับน้ำจิ้มรสเผ็ดเปรี้ยวผสมความหวานเชื่อมรสให้เข้ากัน ทั้งหมดช่วยทำให้ข้าวหมกไก่มีรสชาติที่กลมกล่อม หอมจนอยากจะรับประทานอีกห่อกันเลยทีเดียว ในชุดข้าวหมกไก่ก็จะมีน้ำซุปมาให้อีกถุงอุ่นร้อนๆ รับประทานอร่อยดี

นอกจากข้าวหมกไก่แล้วข้าวมันไก่ของร้านนี้ก็อร่อยไม่แพ้กันครับ ข้าวมันไก่มีความหอมมัน เนื้อไก่ชิ้นใหญ่ น้ำจิ้มเข้มข้น ชนิดที่รับประทานแล้วไปท้าชิงกับร้านดังในตัวเมืองได้เลย ร้านเปิดตั้งแต่ตี 5 ครึ่งถึงบ่าย 3 โมง ปัก หมุดมาที่ตลาดหนองจอก มองหาป้ายร้านสังเกตป้ายร้านบังซบ (เจ้าเก่า) และกองห่อข้าวหมกไก่ ข้าวมันไก่ แบ่งประเภทด้วยสีหนังยาง และคิวลูกค้ารอซื้อเป็นกลุ่มใหญ่ ที่จอดรถหายากไปสักหน่อย แนะนำให้มีเพื่อนขับรถไปด้วยเพื่อลงไปซื้อก่อนแล้ววนรถกลับมารับ สนใจโทรสอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์ 08-5130-0010 

นั่งชิลชมวิวพาโนรามา @ เลอบัว นัมเบอร์ ทรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577369

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

นั่งชิลชมวิวพาโนรามา @ เลอบัว นัมเบอร์ ทรี

เรื่อง อีตติง อาร์ต

ในช่วงที่อากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าแจ่มใส ถ้าได้ไปนั่งชิลๆ บนค็อกเทลบาร์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งชมวิวพาโนรามาสวยๆ ยามค่ำคืนของมหานครกรุงเทพฯ ไปด้วย พูดเลยว่า เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

และสถานที่ที่เราจะปักหมุดเช็กอินในครั้งนี้ก็คือ “เลอบัว นัมเบอร์ ทรี” (Lebua No.3) ซึ่งเป็นค็อกเทลบาร์สุดเก๋ที่อยู่บนชั้น 52 ของทาวเวอร์ คลับ ที่เป็นโซนบาร์ล้ำสมัยและมีสไตล์โดดเด่นโซนใหม่ล่าสุดของตึก เดอะโดม เลอบัว

เมื่อก้าวเข้ามาที่ เลอบัว นัมเบอร์ ทรี จะพบการตกแต่งที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยมจากฝีมือทีมออกแบบระดับโลก จุดแรกที่สะดุดตาก็คือบันไดทรงโค้งที่สว่างไสวและงดงามด้วยไฟประดับ ซึ่งนำทางไปสู่พื้นที่สามส่วนที่มีธีมแตกต่างกันชัดเจน ทั้งแบบอินดอร์และเอาต์ดอร์

ในส่วนของบาร์แห่งแรกเน้นโทนสีดำขลับกับเคาน์เตอร์บาร์ที่โดดเด่น และโซนสำหรับดีเจซึ่งประกอบขึ้นจากหินอ่อนสีดำอย่างมีสไตล์ เมื่อขยับออกมาด้านนอกจะเจอกับบาร์อีกสองแห่งที่เน้นวัสดุทองแดงและกระจกฝ้าสะท้อนแสงวิบวับ ที่สามารถเชื่อมถึงกันผ่านฟลอร์เต้นรำดิจิทัลแบบ P4 Retina Display เพื่อเติมเต็มสุดยอดประสบการณ์อันดื่มด่ำของคุณให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เมนูอาหารของที่นี่จะเน้นคอมฟอร์ตฟู้ดรับประทานง่าย ซึ่งสามารถจับคู่ได้อย่างลงตัวกับเครื่องดื่มทุกประเภท ทั้งไวน์ ค็อกเทล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ เมนูแรก “Crispy Four Fish” หนังปลาทอดกรอบปรุงรสจนได้ความอร่อยกลมกล่อม ตามด้วย “Typhoon Spiced Rice Crisp” ข้าวเกรียบทอดกรอบราดด้วยเครื่องปรุงรสชาติเผ็ดๆ กินแล้วไม่เลี่ยน ต่อด้วย “Squid & Caviar” ปลาหมึกราดซอสสูตรพิเศษ ท็อปปิ้งด้วยคาเวียร์ โดยเสิร์ฟมาเป็นคำๆ มาที่ “Iberico Pork Rolls” เนื้อหมูบดที่นำมาม้วนเป็นก้อนดูคล้ายกับไส้กรอก ราดด้วยซอสบาร์บีคิวแสนอร่อย ปิดท้ายด้วย “Seafood Custard” จานนี้เป็นซีฟู้ดบอลปรุงรส ราดด้วยมัสตาร์ด เสิร์ฟเป็นคำๆ พร้อมใบชะพลูดูคล้ายเมี่ยงคำ อู้ว! อร่อยเชียวละ

เมื่ออาหารครบถ้วนกระบวนความแล้ว มาที่เครื่องดื่มบ้าง เริ่มจากค็อกเทลแก้วแรก “Glamour” มีส่วนผสมของ จิน แชมเปญ น้ำส้มยูสุ ท็อปปิ้งด้วยฟองที่ทำจากคาเวียร์และราสพ์เบอร์รี่ ตกแต่งด้วยดอกพวงชมพู แก้วนี้ดีกรีไม่แรงมากนัก

ต่อด้วย “Mai Thai” แก้วนี้มีส่วนผสมของ วอดก้า รัม เหล้าบ๊วย ส้มยูสุ ขิง พริกขี้หนู เหล้าชนิดขม และน้ำเชื่อมที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ เพิ่มความสวยงามตื่นตาด้วยดรายไอซ์ก่อนเสิร์ฟ แก้วนี้ดีกรีแรงทีเดียว

มาที่ “Daniel Craig’s” ชื่อของค็อกเทลได้แรงบันดาลใจมาจาก แดเนียล เครก พระเอกสุดเท่จากภาพยนตร์แอ็กชั่นชื่อดัง เจมส์ บอนด์ 007 แก้วนี้มีส่วนผสมของ วอดก้า จิน วิสกี้ และเหล้าชนิดขม ดีกรีปานกลาง

ปิดท้ายด้วย “Negroni No.3” แก้วนี้มีส่วนผสมของ จิน เหล้าเวอร์มุท เหล้าสมุนไพร และน้ำแข็งก้อนที่ทำจากน้ำชาเขียว แก้วนี้บอกเลยว่าดีกรีแรงทีเดียว นอกจากค็อกเทลแล้ว ที่นี่ยังมีไวน์ชั้นดี รวมทั้งจินและวอดก้าชื่อดังจากแบรนด์ระดับโลก เป็นทางเลือกให้ผู้ที่ชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย

นาทีนั้นแค่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆ ชมแสงสียามค่ำคืนของเมืองแบบพาโนรามา คลอเคล้าเสียงเพลงเบาๆ เท่านี้ก็เป็นค่ำคืนที่น่าจดจำแล้วละ

เลอบัว นัมเบอร์ ทรี อยู่ที่ชั้น 52 ของโรงแรม เลอบัว โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. โทร. 02-624-9555

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (10)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576868

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 13:44 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (10)

อาหารเที่ยงและสายลมอ่อนๆ ในยามบ่าย ทำให้พวกเราเริ่มตกอยู่ในสภาวะ หนังท้องตึงหนังตาหย่อน อยากจะยกเลิกรายการเที่ยวแล้วหาที่สงบพักสายตา แต่ก็ได้แค่คิด แล้วตั้ง GPS ไปยังเมืองหลวงเก่า Shuri ซึ่งห่างจากถนน Kokusai Dori ไม่เกิน 20 นาที ก่อนจะถึงที่หมาย ต้องผ่านโค้งเล็ก โค้งน้อยค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นมาบนเนินเขาเพื่อมายังศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรริวกิว

ปราสาทชูริตั้งอยู่ในย่านเมืองหลวงอันรุ่งเรืองของอาณาจักรริวกิว สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 จนถึงกลางศตวรรษที่ 14 เคยถูกเพลิงไหม้จากสงครามในปี ค.ศ. 1945 และได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ตามแบบเดิมในปี ค.ศ. 1992 จนเมื่อปี ค.ศ. 2000 จึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นอกจากเป็นที่ประทับของกษัตริย์แล้ว ยังถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีจุดสักการะเทพเจ้าหลายแห่ง มีหอสังเกตการณ์ที่สามารถชมวิวเมืองนาฮะได้โดยรอบ และมีการจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ นับเป็นสถานที่เที่ยวที่จะนำเราย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับอาณาจักรริวกิวได้อย่างลึกซึ้ง

เราขับรถขึ้นเนินมาจนเริ่มเห็นกำแพงหินอันเป็นอาณาเขตของปราสาท คงอีกไม่ไกลก็น่าจะถึงที่หมายแล้ว สำหรับที่จอดรถที่นี่มีทั้งแบบเสียเงินและจอดฟรี ถ้าเลือกจอดฟรีจะมีการจำกัดชั่วโมง เราเข้าทางประตูข้างของปราสาท จุดแรกต้องผ่านจุดแวะพักที่มีห้องน้ำ ห้องอาหาร และร้านไอศกรีม Blue Seal จากจุดแวะพัก เดินขึ้นมาก็เจอกับประตูทางเข้าด้านหน้า และซุ้มประตู Kankaimon ประตูหินขนาดใหญ่ก่อนเข้าไปยังตัวปราสาท ซื้อตั๋วแล้วรีบเข้าไปข้างในกันเถอะ

ลานขนาดใหญ่ใจกลางปราสาทที่เรียกว่า Una ประดับกระเบื้องสีขาวสลับส้มอมแดง ตรงกลางเป็นเส้นนำสายตาไปยังอาคารสีแดงที่มีลักษณะผสมประสานของจีนและญี่ปุ่น ประตูทางเข้าตกแต่งลวดลายวิจิตรบรรจง แม้ตอนนี้ตัวอาคารยังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม แต่ก็ไม่อาจบดบังความยิ่งใหญ่และงดงามไปแม้แต่น้อย ภาพตรงหน้าเป็นหนึ่งในภาพจำที่เป็นซิกเนเจอร์ของโอกินาวา เพราะที่นี่เป็นสถานที่มหานิยมที่สำแดงความเป็นโอกินาวาได้อย่างชัดเจน ทางเข้าตัวปราสาทอยู่ด้านขวา ภายในมีโซนจัดแสดงข้อมูลและโบราณวัตถุ เช่น เครื่องแต่งกาย ถ้วยชาม และอาวุธ มีมุมถ่ายรูปได้และห้ามถ่าย ต้องคอยดูป้ายบอกให้ดี แต่ถ้าพลาดก็ยังมีเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องอยู่ตลอดทาง โซนนี้มีห้องดื่มชาที่สามารถเข้าไปใช้บริการและชมวิวนอกปราสาทได้ด้วย เราเดินมาตามทางจนถึงอาคารท้องพระโรงที่เรียกว่า Saiden ชั้น 2 มีบัลลังก์ของกษัตริย์ที่ประดับประดาอย่างหรูหราวางอยู่กลางโถง ส่วนที่ชั้น 1 ซึ่งเป็นที่ทรงงานและประกอบพระราชพิธี มีบัลลังก์แบบเรียบง่ายตั้งอยู่ด้วย โซนสุดท้ายเป็นห้องจัดแสดงข้อมูลที่มีโมเดลจำลองเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งร้านขายของที่ระลึก การชมปราสาทชูรินั้นแตกต่างจากปราสาททั่วไปในญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ต้องปีนขึ้นบันไดไปจนถึงยอดปราสาท ผู้สูงวัยสามารถเดินชมได้เรื่อยๆ ท่านที่ใช้รถเข็นก็มีเส้นทางอำนวยความสะดวกสามารถชมได้ตลอดเส้นทางเช่นกัน หรือจะตามล่าสะสมตราประทับก็น่าสนุกไม่น้อยสำหรับนักเที่ยวรุ่นเยาว์

เราออกจากปราสาทตอนบ่ายแก่ๆ เที่ยวบินกลับของเราคือสามทุ่ม คำนวณแล้วยังพอมีเวลาเก็บที่เที่ยวสุดท้ายของทริปได้ รีบบึ่งไปยังเกาะ Senaga ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินนาฮะเพียงแค่ 15 นาที มั่นใจว่าไม่มีการตกเครื่องแน่นอน เกาะแห่งนี้เหมาะกับการถ่ายรูปและเดินเล่นกินลมชมวิวก่อนกลับเป็นอย่างมาก เพราะมี Umikaji Terrace Sanagajima อาคารสีขาวรูปทรงเหมือนกล่อง มองผ่านๆ ชวนให้นึกถึงเกาะซานโตรินี่เลย เพราะตัวอาคารจะไล่เรียงลดหลั่นกันมาตามเนินเขาเตี้ยๆ มีร้านค้าเรียงรายตลอด ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขนม และร้านขายของที่ระลึก รอบๆ มีสวนหย่อมให้เดินเล่นจูงน้องหมา หรือจะวิ่งออกกำลังก็เหมาะ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คนโอกินาวาใช้พบปะสังสรรค์และพักผ่อนหย่อนใจ ตอนเราไปถึงเป็นช่วงเย็นพอดี พระอาทิตย์เริ่มทำท่าจะลาลับ ขอบฟ้าทอแสงสีทองไปทั่ว อาคารสีขาวที่ได้แสงยามเย็นสาดส่อง ดูโดดเด่นเป็นสง่ามาก บรรยากาศที่สุดแสนประทับใจแบบนี้จึงเป็นอีกหนึ่งโลเกชั่นฮิปๆ ที่เหมาะจะมาถ่ายรูปสวยๆ เก๋ๆ เสียดายเวลาน้อยไปนิด ไม่งั้นคงได้ดื่มด่ำบรรยากาศได้เต็มที่กว่านี้ได้เวลาที่เราต้องคืนรถกันแล้ว ก่อนจะคืนรถต้องเติมน้ำมันให้เต็มถัง เที่ยวกันไปทั้งหมด 5 วัน น้ำมันหมดถังพอดี เมื่อคืนรถเช็กความเรียบร้อยไม่มีรอยเฉี่ยวชน ก็นั่งรถบัสของบริษัทรถเช่าไปยังสนามบิน รถจะมาส่งที่อาคารขาออกInternational Terminal แต่อย่าลืมว่า Peach Airlines อยู่ฝั่ง Domestic ให้ลงมาชั้นแรก มองหาป้ายรถหมายเลข 4 เพื่อขึ้น ShuttleBus ฟรี ไปลงที่ Domestic Terminal แนะนำว่าเผื่อเวลาไว้ให้ดีเพราะช่วงเย็นคนค่อนข้างเยอะ พอถึง Domestic Terminal สามารถนำใบการจองตั๋วที่พรินต์มาสแกนเช็กอินได้เลย ก่อนจะเข้าไปยัง ตม. เขาจะให้ชั่งน้ำหนักกระเป๋าถือขึ้นเครื่องด้วย ค่อนข้างซีเรียส ถ้าเกินมีปรับแน่นอน

ทริปนี้ได้เที่ยวโอกินาวาทั้งหมด 5 วัน 4 คืน ด้วยกัน เที่ยวตั้งแต่โอกินาวาตอนเหนือ เก็บที่เที่ยวหลักๆ อย่าง Shuraumi Aquarium ไปเยือนเกาะที่เป็นตำนานความรัก อดัมกับอีฟ ฉบับโอกินาวาที่เกาะแห่งความรัก เที่ยวโอกินาวาตอนกลาง ด้วยการย้อนอดีตไปสมัยอาณาจักรริวกิวที่ริวกิวมูระ ดำน้ำดูปะการังที่แหลมมาเอดะ เดินเล่นชมวิวที่หมู่บ้านอเมริกัน ไล่เที่ยวจนมาถึงตัวเมืองนาฮะชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทชูริ และไปที่ฮิปๆ อย่าง Umikaji Terrace แถมได้เที่ยวตอนใต้นิดๆ นั่งเรือข้ามไปเที่ยวเกาะ Kudaka ไปสัมผัสยันต้นกำเนิดการเกิดแผ่นดินโอกินาวากันเลยทีเดียว พูดได้เต็มปากว่าหลงรักโอกินาวาเข้าแล้วสิ สถานที่ที่สามารถสนุกท่ามกลางความสงบที่แสนเรียบง่าย บรรยากาศชิลๆ ผู้คนไม่รีบร้อน สังคมเมืองเล็กๆ ที่มีความยืดหยุ่น ผู้คนใจดีและเป็นมิตร ที่ชอบที่สุดคือ ความเงียบที่สบายใจท่ามกลางธรรมชาติ ที่ทำให้เราผ่อนคลายจริงๆ ได้ใช้เวลาอย่างช้าๆ ให้เวลาอยู่กับตัวเอง สามารถคิดทบทวนสิ่งต่างๆ ได้

โอกินาวายังมีสถานที่อื่นๆ อีกหลายแห่งที่เรายังอยากไปค้นหาและทำความรู้จัก ไม่ลังเลใจเลยที่จะไปอีกครั้ง การเที่ยวด้วยการขับรถยิ่งทำให้เรามีอิสระที่จะวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวตามสไตล์ที่เป็นเรา สะดวกสบายไม่ต้องรีบร้อนได้ใช้เวลาละเมียดละไมเที่ยวได้อย่างเต็มที่ หวังว่าการบอกเล่าประสบการณ์เที่ยวในโอกินาวาของเรา จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทุกคนได้บ้าง แต่อย่าเพิ่งรู้สึกดี และเชื่อไปเสียหมด จนกว่าคุณจะได้มาลองขับไปเที่ยวไปในโอกินาวา สัมผัสโอกินาวาด้วยตัวของคุณเอง

‘กาดวิถีชุมชนคูบัว’ ชิมรสพื้นบ้านแห่งเมืองโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576833

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 09:53 น.

‘กาดวิถีชุมชนคูบัว’ ชิมรสพื้นบ้านแห่งเมืองโบราณ

โดย /ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ชวนไปเดินย้อนเวลาหาอดีต จ.ราชบุรี ที่ “เมืองโบราณคูบัว” อดีตเมืองท่าสมัยทวารวดีประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว ปัจจุบันเหลือไว้เพียงซากปรักหักพังของโบราณสถานที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปตามลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของเมืองริมน้ำที่เคยคึกคึกแห่งนี้

เมืองคูบัวเป็นเมืองท่าและตลาดการค้าที่สำคัญจนถูกเรียกว่า เป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของอาณาจักรทวารวดี ทั้งยังเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ซึ่งอพยพมาจากประเทศลาวตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีทักษะการแกะสลักไม้ และการทอผ้าซิ่นตีนจกที่มีลายเป็นเอกลักษณ์ เช่น ลายดอกเซีย ลายหักนกคู่ ลายโก้งเก้ง ลายหน้าหมอน และลายกาบ โดยในการจกจะใช้เส้นด้ายยืนสีดำเพื่อจกให้เห็นลายชัดเจน ส่วนสีสันของเส้นใยจะสดใสและประณีต กระทั่งปัจจุบันผ้าซิ่นตีนจกกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่ใครมาคูบัวต้องมาชมและอุดหนุนกลับไป

นอกจากนี้ ยังมีการขุดค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชี้ถึงความรุ่งเรืองในอดีตทั้งสถาปัตยกรรมในเมืองโบราณคูบัวที่ได้รับอิทธิพลด้านศิลปะจากช่างสมัยราชวงศ์คุปตะ ประเทศอินเดีย และการค้นพบเศียรพระพุทธรูปซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมากในอาณาจักรแห่งนี้

โบราณวัตถุสำคัญหลายชิ้นถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี และบางส่วนเก็บรักษาไว้ที่ วัดโขลงสุวรรณคีรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานที่สันนิษฐานว่าเป็นฐานของวิหารสมัยทวารวดี และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยวนชื่อ จิปาถะภัณฑ์สถาน ซึ่งเป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับชาวไทยวนที่สมบูรณ์ที่สุดในภาคตะวันตกด้วย

จิปาถะภัณฑ์สถานถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมไทยวนที่ปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียงภาษาพูดและการทอผ้าจกเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ห้องแสดงศิลปวัตถุโบราณสมัยทวารวดีที่ขุดค้นพบตามหัวไร่ปลายนา ห้องแสดงวิถีชีวิตของชุมชนไทยวนที่ได้เคลื่อนย้ายจากเมืองเชียงแสนเมื่อปี 2347 มาตั้งถิ่นฐานอยู่เมืองราชบุรี รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทำนาและการดำรงชีวิต ห้องแสดงภูมิปัญญาการทอผ้าจกไทยวนเชียงแสน การจำลองชีวิตแบบดั้งเดิมไปจนถึงการพัฒนาวิธีการทอผ้าในปัจจุบัน ห้องแสดงผ้าจกโบราณอายุ 200 ปี และผ้าจกผลงานของลูกหลานไทยวนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และห้องแสดงการแต่งกายของชาติพันธ์ุต่างๆ ในราชบุรี เช่น ลาวโซ่ง มอญ กะเหรี่ยง ไทยทรงดำ และไทยพื้นถิ่น

นอกจากนี้ ภายในวัดโขลงสุวรรณคีรียังเป็นที่ตั้งของ “กาดวิถีชุมชนคูบัว” เปิดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. เป็นตลาดที่เปิดพื้นที่ให้ชาวคูบัวนำสินค้าเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองในบ้านหรือในชุมชนมาวางขายราคาย่อมเยา ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีผ้าซิ่นตีนจกคูบัวให้เลือกซื้อ รวมไปถึงผักไร้สารสดๆ จากสวน กล้วยน้ำว้าผลอวบ ผัดไทยใส่จานหัวปลี อาหารยวนเมนูแปลก ขนมไทย น้ำสมุนไพร แต่ละร้านขายแบบไม่เอากำไร ถือแบงก์ร้อยใบเดียวก็ทำให้อิ่มได้ทั้งคาวหวาน โดยสามารถซื้อและนำไปนั่งรับประทานบนโตกที่ตลาดเตรียมไว้ให้ฟรี

หากเดินเพลินจนถึงช่วงแดดร่มลมตกประมาณ 17.00-19.00 น. ตลาดจะมีการแสดงพื้นเมืองให้ชมอย่างเพลิดเพลิน เป็นการปิดท้ายวันหยุดแบบไม่ต้องไปไกลกรุงเทพฯ แค่เมืองราชบุรีก็ทำให้อิ่มและฟินได้

สำหรับผู้ที่สนใจศิลปะทวารวดีเพิ่มเติมยังสามารถชมโบราณสถานและโบราณวัตถุได้ที่ ถ้ำฤาษีเขางู อยู่บริเวณเชิงเขา ในบริเวณสวนสาธารณะเขางู มีลักษณะเป็นถ้ำหินปูนที่ถูกทำให้เป็นศาสนสถาน ภายในถ้ำพบพระพุทธรูปนูนต่ำบนผนังถ้ำ ลักษณะนั่งห้อยพระบาท ปางแสดงธรรมเทศนา เป็นที่เคารพบูชาของชาวราชบุรี

ไม่ห่างจากกันนักยังเป็นที่ตั้งของถ้ำจาม ที่ต้องเดินบันไดขึ้นเขาไปประมาณ 15 นาที จะพบกันโพรงถ้ำที่ภายในมีภาพพระพุทธประวัติตอนปรินิพพานปรากฏอยู่ และถ้าจะเที่ยวให้เต็มสูตรต้องไปจบที่อุทยานหินเขางู แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของสายชิล ตระการตาด้วยภูเขาหินปูนหลายลูกที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะเป็นยอดแหลม โดยในอดีตเคยเป็นเหมืองหินปูนทำให้มีบึงน้ำขนาดใหญ่ด้านล่าง มีสะพานทอดยาวให้เดินชมบรรยากาศ และมีเรือเป็ดให้เช่า ทำให้ที่นี่กลายเป็นสวนสาธารณะอีกแห่งของเมืองนี้

หนึ่งวันในราชบุรีได้ทั้งกิน เที่ยว ช็อป ครบรสของการท่องเที่ยว และที่มากกว่าคือนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านอาหารและการพูดคุยกับชาวบ้าน เป็นรสชาติกลมกล่อมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

‘บ้านผาหมอน’ นอนกลางนา กินข้าวดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576759

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 13:25 น.

‘บ้านผาหมอน’ นอนกลางนา กินข้าวดอย

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

อย่าปล่อยให้อากาศหนาวผ่านไป แต่ควรตักตวงไว้ก่อนหมดเวลาที่จ.เชียงใหม่ ถ้าจะให้หนาวสะใจต้องขึ้นที่สูงอย่าง “บ้านผาหมอน” หมู่บ้านบนดอยที่ล้อมรอบด้วยภูเขา ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นถิ่นอาศัยของชาวปกาเกอะญอที่ทำการเกษตรเป็นหลัก ทั้งปลูกข้าว กุหลาบ ไม้ดอกเมืองหนาว เฟิร์น และพืชผัก ส่งขายไปยังร้านของโครงการหลวง และตลาดใน จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ

อีกมุมหนึ่งชาวบ้านยังเปิดการท่องเที่ยว โดยเริ่มทำอย่างมีระบบตั้งแต่การค้นหาจุดขายด้วยการทำ “วิจัยเพื่อท้องถิ่น” ด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตั้งแต่ปี 2547 เพื่อค้นหาของดีในบ้านตัวเอง

ผลวิจัยครั้งนั้นทำให้ชุมชนได้ข้อมูลพื้นฐาน เช่น วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิปัญญาการทำนา จากนั้นได้นำมาสร้างแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวที่เหมาะสม ทำให้ชุมชนมีระบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ มีการให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และมีระบบการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม เช่น ระบบการถือหุ้นในบ้านพักแบมบูพิงค์เฮาส์บ้านพักหลังแรกของกลุ่มท่องเที่ยว มีหุ้นทั้งหมด 400 หุ้น จากจำนวนสมาชิก 70 คน หรือบ้านอิงผาชมดาว มีหุ้นทั้งหมด 1,994 หุ้น จากจำนวนสมาชิก 120 คน

บ้านผาหมอน จึงกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้แก่ชุมชนอื่นๆ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือ การมีกลุ่มด้านการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง มีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีการกระจายผลประโยชน์ให้แก่คนในชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

จุดเด่นของบ้านผาหมอน คือ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอซึ่งก็เกี่ยวพันกับธรรมชาติ มีทั้งเส้นทางเดินป่า และกิจกรรมปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านเพื่อเรียนรู้วิถีการทำเกษตร วิถีชาวนากับการทำนาขั้นบันได การปลูกพืชเมืองหนาว อย่างมะเขือเทศ ผัก และไม้ดอก การทำกาแฟ การทอผ้า จักสาน และการเล่นเครื่องดนตรีพื้นเมืองเตหน่ากู

เส้นทางรอบหมู่บ้านเป็นทางปูนแคบ จึงแทบไม่มีรถใหญ่แล่นผ่าน ทำให้ปั่นจักรยานสนุก แต่อาจต้องใช้กำลังขาเป็นระยะ เพราะมีเนินขึ้น-ลง ชันมาก ชันน้อยระหว่างทาง ถึงกระนั้นการปั่นจักรยานก็สนุกกว่า เพราะจะได้โบกมือทักทายเด็กๆ แวะลงไปพูดคุยกับคุณยายที่นั่งปักผ้าอยู่หน้าบ้าน หรือจอดเซลฟี่กับกุหลาบดอกใหญ่ที่ปลูกไว้ริมรั้ว

ตั้งแต่โครงการวิจัยชิ้นแรก ชุมชนผาหมอนมีรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยวสูงถึงปีละ 7 แสนบาทและหลังหักค่าใช้จ่ายชุมชนมีรายได้เหลือเข้าส่วนกลางที่เป็นเงินปันผลกลุ่มผู้ถือหุ้นปีละมากกว่า 2 แสนบาท

ล่าสุด คนบ้านผาหมอนได้ร่วมกันทำวิจัยอีกครั้ง ภายใต้โครงการการจัดการแหล่งเรียนรู้และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยววิถีชาวนาชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ บ้านผาหมอน โดยมี บุญทา พฤกษาฉิมพลี หรือ พะตีบุญทา เป็นหัวหน้าที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดของรัฐบาล ร่วมกับ สกว. ที่นำกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นและการท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องมือในการสร้างพื้นที่รูปธรรมของ “การท่องเที่ยววิถีชาวนาไทย” โดยมีเป้าประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการสร้างคุณค่าของข้าวและวิถีชาวนา นำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน

สำหรับชาวปกาเกอะญอมีความเชื่อและพิธีกรรมในการปลูกข้าวไม่น้อยกว่า 30 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การเตรียมนา ซึ่งต้องเตรียมให้พร้อมตั้งแต่เดือน ม.ค. ด้วยการหาพื้นที่ที่มีดินดี ต้องเป็นดินร่วนปนทราย และต้องหมุนเวียนกันปลูกเพราะที่นาเป็นของทุกคน

จากนั้นในเดือน เม.ย.-ส.ค. เป็นช่วงการเตรียมเมล็ดพันธุ์ ปล่อยน้ำเข้านา โดยจะมีการเลี้ยงผีฝาย และพิธีต้มเหล้าบือแซะคลี ที่ใช้สำหรับพิธีมัดมือช่วงทำนา จากนั้นจะลงแปลงไถนาเตรียมดิน หมักดิน ปั้นคันนา หว่านข้าว และเมื่อต้นข้าวงอกจากพื้นดินและโผล่พ้นน้ำจะมีพิธีมัดมือ เป็นเสมือนการขอบคุณเทวดาที่อำนวยอาหารมาให้

เมื่อข้าวสุกเต็มที่เหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่งจะมีประเพณีเอามื้อ หรือลงแขกเกี่ยวข้าว หลังเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวจะเป็นประเพณีกินข้าวใหม่ และพิธีเรียกขวัญข้าวเพื่อขอบคุณเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองผูกข้อมือ ต้มเหล้า และเลี้ยงผีนา โดยจะเกิดขึ้นราวเดือน ส.ค.

จากนั้นในเดือน ก.ย.-ต.ค.ของทุกปี จะเป็นช่วงที่นาขั้นบันไดโตเต็มที่รอการเก็บเกี่ยว ข้าวจะออกรวงเป็นสีทองอร่ามจนกลายเป็นช่วงเวลาท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของปีไปด้วย

นอกจากนี้ พันธุ์ข้าวที่นิยมกินมีหลายสายพันธุ์ทั้งบือพะโดะ เป็นข้าวเมล็ดใหญ่รสชาติ อร่อย พันธุ์บือโปะโหละ ข้าวเมล็ดกลม มีกลิ่นหอมรสอร่อย จนคนที่ได้กินนำไปเปรียบกับข้าวญี่ปุ่นและข้าวพันธุ์ใหม่ คือ ข้าวพระราชทาน ที่ชาวบ้านได้รับพระราชทานมาเมื่อครั้งไปถวายความเคารพพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

กล่าวได้ว่า ตลอดทั้งปีชาวปกาเกอะญอมีวัฏจักรชีวิตคู่กับข้าวและการทำนา ไม่ว่าจะมาเที่ยวบ้านผาหมอนช่วงไหน ก็ได้เรียนรู้เรื่องข้าวได้เมื่อนั้น รวมถึงวิถีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ต้องตระเตรียมอะไรเพิ่มเติม เพราะทุกอย่างคือวิถีดั้งเดิมของชาวบ้านอยู่แล้ว

บ้านผาหมอนมีบริการบ้านพัก 2 หลัง คือ บ้านแบมบูพิงค์เฮาส์ และบ้านอิงผาชมดาว รองรับนักท่องเที่ยวได้หลังละ 15-20 คน ซึ่งเป็นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้เกิดความแออัดในชุมชนอีกทางหนึ่ง โดยนักท่องเที่ยวต้องจองที่พักล่วงหน้า โทร.08-1166-4344 (องอาจ) หรือสอบถามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์

ลองอยู่ลองกินที่ ‘สวนเกษตรมีกิน’ ขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576729

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 10:44 น.

ลองอยู่ลองกินที่ ‘สวนเกษตรมีกิน’ ขอนแก่น

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

หากเสิร์ชที่เที่ยวในขอนแก่น ผลลัพธ์ที่ได้จะหนีไม่พ้นวัด แต่นอกเหนือจากวัด ขอนแก่นยังมีอีกสถานที่ที่ให้ความสงบทางใจไม่แพ้กัน อยู่ที่ สวนเกษตรมีกิน (Mekin Farm) พื้นที่เกษตรผสมผสานของครอบครัวจารุพันธ์ุงาม ที่เพิ่งเริ่มทำทุกอย่างเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

พวกเขาได้ลองผิดลองถูกจนมาค้นพบตัวตนในเรื่อง “อาหาร” จึงตัดสินใจเปิดบ้านเป็นครัว เปิดสวนเป็นตลาด ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาหาประสบการณ์ทำอาหารอีสาน และเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์

“ปู” จงรัก จารุพันธุ์งาม เจ้าของสวนวัยย่าง 40 ปีเล่าว่า เธอไม่ได้ตั้งใจทำสวนเกษตร แต่กำลังทำธุรกิจท่องเที่ยว ดังนั้นสวนเกษตรมีกินจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในขอนแก่น เปิดให้ท่องเที่ยวสู่ปีที่ 2 จนตอนนี้กำลังพัฒนา ฉะนั้นคนที่มาวันนี้และกลับมาอีกทีเดือนหน้าก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลง

“ที่นี่เราเริ่มวิธีทำนาตั้งแต่การไถนาด้วยควาย เรามีควาย 4 ตัวใช้ไถคราด ไม่ใช้รถไถ จากนั้นให้นักท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมดำนาร่วมกับเรา พอถึงเวลาเกี่ยวข้าวเราไม่ใช้รถไถ แต่เราค่อยๆ เกี่ยวด้วยมือ และให้นักท่องเที่ยวมาร่วมเกี่ยวด้วยจากนั้นเมื่อเกี่ยวเสร็จ พ่อจะใช้วิธีฟาดข้าว เรามีลานฟาดข้าวอยู่ตรงยุ้ง ซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิมตามภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เราอยากรักษาไว้”

ธุรกิจนี้เป็นกิจการในครอบครัวประกอบด้วย คุณพ่อ ผู้นำสาธิตการทำนา คุณแม่ ผู้นำด้านอาหาร น้องสาว ผู้นำด้านกิจกรรมต่างๆ และเธอ ผู้เริ่มต้นและทำทุกอย่างที่ทำได้

ปู เล่าด้วยว่า แม้จะเป็นคนขอนแก่นแท้ๆ แต่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ดังนั้นที่ดิน 12 ไร่ผืนนี้จึงถูกซื้อมาด้วยเงินเก็บและเธอเริ่มทำทุกอย่างจากศูนย์

“เราซื้อที่ดินเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนแถบนี้เป็นป่าอ้อย ป่ามันสำปะหลัง แทบไม่มีคนเข้ามา แต่เราตัดสินใจซื้อเพราะมันเป็นปมเล็กๆ ในใจว่าเราอยากมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง อยากทำสวน อยากสร้างบ้านสวนดังนั้นสิ่งแรกที่เราคิดคือ เราอยากจะสร้างพื้นที่ที่มีอยู่ มีกิน ปลูกทุกอย่างที่เรากินได้ จึงตั้งชื่อสวนแห่งนี้ว่า สวนเกษตรมีกิน

ในสวนจึงไม่มีแปลงผักขนาดใหญ่หรือสวนผลไม้เยอะๆ เพราะเราปลูกไว้กินเอง สวนจึงเป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตของบ้าน และปลูกพืชผักที่มีความหลากหลายในจำนวนที่พอกินเองในครอบครัว”

นอกจากนี้ เธอยังเลี่ยงใช้คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง เพราะเธอแค่อยากใช้ชีวิตย้อนกลับไปในสมัยดั้งเดิมตามคำว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว จึงเลือกทำเกษตรผสมผสานที่มีไม้ผลมีนาข้าว มีสวนป่า เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา สร้างบรรยากาศให้เหมือนอดีตที่เธอจำได้

“เมื่อมีคอนเซ็ปต์ในการสร้างสวนของตัวเองแล้ว ก็มามองว่าขอนแก่นมีอะไร ขอนแก่นไม่มีภูเขา ไม่มีทะเล และเมื่อพูดถึงขอนแก่นคนก็จะนึกภาพไม่ออกว่าต้องไปเที่ยวที่ไหน พอเสิร์ชกูเกิลก็จะขึ้นแต่ภาพไดโนเสาร์ ภาพวัด ดังนั้นภาพของที่นี่จะขายอะไร”

ปูจบการศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีความรู้เรื่องการตลาด แต่เธอใช้ประสบการณ์จากการไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษ 6 ปีมาปรับใช้กับสวนเกษตรแห่งนี้ เธอเล่าว่า ที่อังกฤษมีฟาร์มแห่งหนึ่งขนาดหลายร้อยไร่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเก็บผัก เก็บผลไม้ด้วยตัวเอง นำไปชั่งและซื้อกลับบ้าน เธอจึงกลับมาคิดถึงที่ดิน 12 ไร่แห่งนี้ว่าควรทำอะไร

“ตอนแรกเราคิดจะปลูกผักให้คนเมืองมาเก็บ แต่ปรากฏว่าคนขอนแก่นไม่มา เพราะคนขอนแก่นรู้สึกว่ามันไกลเกินไป และไม่มองว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เลยต้องคิดต่อไปว่าอะไรคือจุดเด่นของขอนแก่น ปูเลยนึกถึงอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เด่นที่สุดในภาคอีสาน อาหารจึงกลายมาเป็นคอนเซ็ปต์ของสวนเกษตรมีกิน เราจึงหยิบยกเรื่องอาหารมาขายนักท่องเที่ยว โดยมีแม่เป็นคนสอนทำอาหารบ้านๆ แบบที่ครอบครัวเรากินเอง

ในช่วงแรกปูเคยหลงทาง คือเราได้ยินมาว่าปลูกพืช 1 ไร่ได้เงิน 1 แสน เราก็อยากทำเหมือนเขา แต่มันไม่ใช่ตัวเอง เพราะถ้าจะทำแบบนั้นเราต้องจ้างแรงงาน เราเลยต้องเปลี่ยนวิธีคิดและกลับมาคิดว่า สิ่งที่เรามีคืออะไร ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยตรัสไว้ว่า ต้องรู้จักตัวเอง

นั่นหมายความว่า เรามีความสามารถอะไรแม่ทำอาหารอร่อย พ่อออกแบบพื้นที่สวนได้จากประสบการณ์ที่พ่อเคยทำก่อสร้างมา ส่วนตัวปูเองสามารถพูดภาษาอังกฤษจึงสามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ซึ่งส่วนผสมตรงนี้มันกลายเป็นข้อได้เปรียบในการทำท่องเที่ยว”

คำเรียกเก๋ๆ ที่เธอใช้เรียกกิจกรรมในสวนเกษตรคือ อีสาน อีโค เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Isan Eco Experience) หวังให้นักท่องเที่ยวมีความรู้สึกเหมือนมาบ้านอีสาน มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ที่เธอสามารถเปลี่ยนผืนดินที่แห้งแล้งให้กลายเป็นสวนเกษตร และมาสร้างประสบการณ์ร่วมกันผ่านกิจกรรม เช่น กิจกรรมทำอาหารไม่ว่าจะเป็นข้าวจี่ ส้มตำ โรลสลัดผัก ลงดำนา ลองเกี่ยวข้าว เก็บผัก และนอนโฮมสเตย์ ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนมาอยู่บ้านนอก ที่มีความอบอุ่นเหมือนบ้านญาติพี่น้องโดยที่ไม่ต้องรู้จักกันมาก่อนก็มีความสุข

“ปัจจุบันนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนเมืองขอนแก่น และชาวต่างชาติที่อยากมาใช้ชีวิตเหมือนคนท้องถิ่น อย่างกลุ่มชาวเยอรมันที่มาลองทำอาหารอีสาน และนักท่องเที่ยวโซโลชาวญี่ปุ่นที่มาลองใช้ชีวิตเป็นชาวสวนเหมือนกับเรา”

นอกจากนี้ กิจกรรมบางอย่างก็เกิดจากความไม่คาดคิด เช่น กิจกรรมทำอาหารตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะให้นักท่องเที่ยวเป็นผู้ชิมอาหารฝีมือแม่เพียงอย่างเดียว แต่เพราะความคลาดเคลื่อนบางอย่างทำให้ลูกค้าต้องลงมือเก็บผักเอง จนกลายเป็นความสนุกสนานและเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น

“ที่นี่อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันมีความสวยงามในนั้น” ปูกล่าวต่อ “นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เขาได้ตัดกล้วย ขุดข่า เก็บตะไคร้ แล้วนำมาทำอาหาร เป็นการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งเราเองก็ไม่ต้องตระเตรียมพิธีการมากมายเพราะเราได้ลงมือทำไปพร้อมๆ กัน”

เบื้องต้นเธอตั้งราคาค่ากิจกรรมคนละ 500 บาท โฮมสเตย์คืนละ 700 บาท รวมอาหารเย็นและอาหารเช้า บ้านรับได้สูงสุด 15 คน แต่ราคากิจกรรมจะเปลี่ยนแปลงได้ตามสิ่งที่นักท่องเที่ยวอยากทำ และรับได้ครั้งละ 1 กลุ่มเท่านั้น

“มีผู้รู้บอกว่า ขอนแก่นเป็นเมืองไมซ์ เราก็ไปหาข้อมูลต่อว่าไมซ์ ซิตี้ คืออะไร? และเราจะเป็นส่วนหนึ่งของมันได้อย่างไร? ทำให้เรารู้ว่าตลาดของเราสามารถเป็นกลุ่มอินเซ็นทีฟได้ (อินเซ็นทีฟ คือการจัดนำเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงานหรือบุคคลที่สามารถ ดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ โดยบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย) แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มาหาเราง่ายๆ

โชคดีที่ ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ให้โอกาสเราจัดกิจกรรมและพยายามช่วยโปรโมท ช่วยหาตลาดให้เรา จนตอนนี้เรากลายเป็นที่รู้จักบ้าง มีนักท่องเที่ยวติดต่อเข้ามาเองบ้าง ทำให้เรามีพอกิน พอใช้ และพอมีเงินมาพัฒนาสวนต่อไปเรื่อยๆ”

จากสถานที่ที่ไม่มีคนรู้จัก วันนี้สวนเกษตรมีกินมีนักท่องเที่ยวทุกเดือน เดือนละหลายครั้ง สร้างรายได้ให้บางเดือนถึงหลักแสนบาท ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งนำไปใช้หนี้สินเดิม และส่วนหนึ่งนำไปพัฒนาสวนต่อ ส่วนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เธอกล่าวว่า แทบไม่ต้องใช้เงิน เพราะมีซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนตัวอยู่หลังบ้าน

สำหรับนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องจองกิจกรรมก่อนล่วงหน้า โดยสวนเกษตรมีกินรองรับได้ทั้งรุ่นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ลุงป้า หรือตายาย ขอแค่มีใจอยากเรียนรู้วิถีถิ่นอีสานเธอก็สามารถจัดกิจกรรมให้ได้ ติดต่อโทร. 06-1695-9926 หรือทางเพจเฟซบุ๊ก MEKIN FARM สวนเกษตรมีกิน

บรม ศรีหฤทัย ก็ใจมันรักทำขนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576633

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

บรม ศรีหฤทัย ก็ใจมันรักทำขนม

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ อมรเทพ เฉลิมโชติพงษ์

ปั้น-บรม ศรีหฤทัย หลายคนอาจจะรู้จักในบทบาทของช่างภาพที่มีประสบการณ์มาโชกโชน ก่อนนี้เคยทำอยู่กับแมกกาซีนเล่มหนึ่ง ต่อมาลาออกมาเป็นช่างภาพอิสระได้ประมาณ 6 ปี รับงานฟรีแลนซ์ ถ่ายงานอีเวนต์ ถ่ายเวดดิ้ง ถ่ายเมนูอาหาร ถ่ายงานในสตูดิโอ เป็นต้น

อีกบทบาทหนึ่ง ปั้นเป็นเชฟทำขนมประเภทเค้ก พาย ส่งตามร้านคาเฟ่ 4-5 ร้านในย่านดังของกรุงเทพฯ ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “เค้กสตูดิโอ365” (Cakestudio365) ทำส่งร้านอยู่ที่ประมาณ 700-800 ชิ้น/เดือน ทำมาแล้วประมาณ 5-6 ปี และ 3-4 ปีที่ผ่านมา เขาทำเค้กแต่งงานในชื่อแบรนด์ “เวดดิ้งเค้กโปรเจกต์” (Weddingcakeproject) ร่วมกับเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นสไตลิสต์ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาด

ปั้นเล่าถึงการทำขนมว่า ตอนจบ ม.6 อยากเรียนทางด้านเชฟ แต่ทางบ้านไม่เห็นด้วย เลยต้องมาเรียนนิเทศศาสตร์เป็นช่างภาพถึงทุกวันนี้ กระนั้นในใจก็ยังรักในการทำขนมไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งพอได้มาทำงานประจำในบทบาทหน้าที่ช่างภาพ ได้ถ่ายภาพหลากหลายสไตล์ ซึ่งรวมถึงการถ่ายภาพอาหารและขนม เหมือนกับได้ปลุกความอยากในการทำขนมขึ้นมาอีกครั้ง

“ช่วงทำงานประจำที่แมกกาซีน เวลาว่างผมก็จะฝึกหัดทำขนมด้วยตัวเอง ศึกษากระบวนการขั้นตอนการทำจากยูทูบ ค้นข้อมูลในกูเกิล ตำราทำขนมทั้งของไทยและแปลจากตำราของต่างประเทศ เรียกว่าศึกษาจากหลายช่องทาง เวลาที่ถ่ายภาพเราจะหาเรเฟอเรนซ์ (Reference) หาคอนเซ็ปต์ให้ได้ก่อน พอได้คอนเซ็ปต์แล้วจึงลงมือถ่าย

ถึงตอนที่หัดทำขนมก็เช่นกัน ผมจะหารูปขนมหน้าตาที่ตัวเองชอบมาลองทำ แต่ไม่ได้ไปแกะสูตรของคนอื่นว่าเขาใส่อะไรยังไงเท่าไหร่ เรากำหนดสูตรเอง เลือกใช้วัตถุดิบเอง ทำเสร็จก็เอาไปให้คนอื่นเทสต์ เช่น เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนในวงการอาหารและขนม บางทีก็เชฟที่รู้จักกัน เพราะทำงานช่างภาพก็รู้จักกับเชฟหลายคน”

ปั้นยอมรับว่าการทำขนมในช่วงแรกเป็นเรื่องหินมาก เพราะทุกอย่างเรียนรู้ด้วยตัวเอง ขนมอย่างหนึ่งไข่หมดไปเป็นแผงก็ยังไม่ได้ บางทีอบออกมาไม่ดีก็ต้องทิ้ง เพราะทุกชิ้นต้องดีที่สุด ถ้าทำแล้วคนทำไม่อยากกิน จะให้คนอื่นกินไม่ได้อยู่แล้ว เวลาทำไม่ได้ดั่งที่คาดหวังอารมณ์ท้อก็มีอยู่ แต่ด้วยความเป็นช่างภาพที่เวลาทำงานต้องให้ออกมาดีที่สุด ก็พยายามหาวิธี หาคอนเซ็ปต์ หามุม หาองค์ประกอบต่างๆ จนแน่ใจว่าจะได้ภาพออกมาตามที่ต้องการ

“ผมก็เอาวิธีของช่างภาพมาใช้ในเวลาทำขนม เมื่อเจอปัญหาโน่นนี่นั่นก็ไม่เคยยอมแพ้ พอได้ลงมือทำแล้วจะไม่ทิ้งกลางคัน จะพยายามจนถึงที่สุดแม้จะสิ้นวัตถุดิบไปมากน้อยเท่าใดก็ต้องทำให้สำเร็จ ถ้าไม่ได้ สมมติอบแล้วเสียก็อบใหม่ พยายามต่อไป ทั้งไม่ลืมจดบันทึกไว้ด้วยว่าเราทำอย่างนี้แล้วมันเสีย ก็อย่าไปทำซ้ำแบบเดิม หาวิธีใหม่ไปเรื่อย ซึ่งก็ไม่พ้นความพยายาม

ผมทำขนมด้วยใจรักจริงๆ ถ้าใจไม่รักคงเลิกไปนานแล้ว แต่นี่ผมทำมา 8 ปีแล้ว ปีสองปีแรกอาจทำเป็นงานอดิเรก หรือทำจีบสาวอะไรประมาณนั้น (หัวเราะ) แต่หลังจากนั้นได้ทำส่งร้านคาเฟ่เลยกลายเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่จริงจังขึ้น จากทำคนเดียวก็มีผู้ช่วย แล้วพอมาทำเค้กเวดดิ้งเมื่อ 3-4 ปีมานี้ ลูกค้าก็ตอบรับดีอีก แล้วผมสนุกกับมัน”

ทุกวันนี้ปั้นมีความสุขกับการทำขนม และใช้เวลาในแต่ละเดือนในการทำขนมมากกว่าการทำงานเป็นช่างภาพ แต่ว่าอาชีพช่างภาพก็ยังเป็นอาชีพหลักและเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตของเขาอยู่

“พูดแบบไม่โกหกเลยว่าถ่ายรูปวันเดียว เช่น ถ่ายเมนูอาหารเล่มเดียว ได้เงินเท่ากับทำเค้กทั้งเดือนเลย ถ้าถามว่าอาชีพไหนเป็นอาชีพหลัก ยังคงเป็นช่างภาพอยู่ครับ แต่ถ้าถามถึงเวลาที่ให้ระหว่างทำขนมกับงานช่างภาพในแต่ละเดือน ต้องบอกว่าให้เวลากับการทำขนมมากกว่า เมื่อก่อนงานช่างภาพเดือนหนึ่งจะรับถ่ายประมาณ 20 วัน เช่น ถ่ายงานอีเวนต์ ถ่ายเวดดิ้ง เป็นต้น แต่ทุกวันนี้รับแค่ 4-5 จ๊อบ เพื่อที่จะได้มีเวลาไปทำขนม

หากถามว่าทำขนมกับงานช่างภาพอันไหนรายได้เยอะกว่าและเหนื่อยน้อยกว่า ก็ต้องงานช่างภาพ ดังนั้นจึงพูดได้เลยว่าขนมผมทำด้วยใจรัก ยิ่งเมื่อได้ทราบฟีดแบ็กจากทางร้านว่าลูกค้าชอบเค้กของผม แบบว่ามีลูกค้าหลายคนเขียนโน้ตแปะไว้ที่โต๊ะ เช่น ขอบคุณนะคะเค้กอร่อยมาก แค่นี้ถึงเหนื่อยก็ทำให้มีความสุขครับ” บรม กล่าวทิ้งท้าย

หากจะสั่งขนมของปั้น หรือติดต่องานถ่ายภาพ สามารถติดต่อได้ที่ไลน์ไอดี : pun2629 หรือ โทร. 06-4246-3615 

ยำถั่วพลูสูตรเด็ดเจ้เหมา การันตีคุณภาพไม่อร่อยกินฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576629

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

ยำถั่วพลูสูตรเด็ดเจ้เหมา การันตีคุณภาพไม่อร่อยกินฟรี

เรื่อง/ภาพ สนทะนาพร อินจันทร์

ยำถั่วพลูเจ้เหมาถือเป็นเจ้าตำหรับดั้งเดิมมาแต่โบราณที่มีสูตรเด็ดเฉพาะตัวในท้องถิ่น และเป็นสูตรอาหารรสเลิศที่ถูกถ่ายทอดช่วงต่อมาจากคนรุ่นก่อนถึงยุคที่สามแล้ว จนอาจต้องยกนิ้วให้เป็นเบอร์หนึ่งในปฐพีอีกรายก็ว่าได้ หากผู้คนหรือนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสผ่านเข้ามายังในตลาดคลองสวนร้อยปี ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา และได้ลิ้มลองจะต้องร้องบอกออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันคือยำถั่วพลูที่มีรสชาติอร่อยที่สุด เท่าที่ได้เคยลิ้มรสมาจริงๆ”

ดวงนภา เศรษฐวิวัฒนกุล เจ้าของร้านเจ้เหมา วัย 73 ปี บอกว่า เปิดร้านยำถั่วพลูมานานแล้วตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ การันตีความอร่อย หากรับประทานแล้วไม่อร่อย ไม่คิดเงินแม้แต่บาทเดียว แถมจะมอบเงินให้ลูกค้ากลับบ้านไปด้วย เพื่อชดเชยความผิดหวัง

นอกจากผลงานการสรรค์สร้างรสชาติในอาหารเมนูนี้จนอร่อยเฉียบและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ลีลาการหั่นการซอยผักจากฝักถั่วพลูและหอมแดงเคียงเครื่องเทศปรุงรสก็ยังไม่ใช่ย่อย ด้วยฝีมือการหั่นที่มีความชำนาญแนบเนียนเป็นพิเศษให้เห็นกันแบบสดๆ บรรจงถี่ยิบลงไปในเนื้อฝักถัวพลูจนละเอียดแทบเป็นฝอย ไม่ได้เห็นรอยช้ำในของเนื้อผักเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ฝักถั่วพลูยังคงความสดใหม่เสมอ ไม่เกิดกลิ่นเหม็นเขียวจากรอยช้ำ ถือเป็นเคล็ดลับในการปรุงอาหารรสเลิศเมนูนี้ที่อยากแนะนำหากได้มีโอกาสมา จ.ฉะเชิงเทรา ต้องไปลิ้มลองกันให้ได้สักมื้อ 

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ริซอตโตข้าวญี่ปุ่นกุ้งแม่น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576630

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ริซอตโตข้าวญี่ปุ่นกุ้งแม่น้ำ

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ตอนเด็กๆ ดูหนังเรื่องคู่กรรมกับคุณยาย อดประทับใจในฉากที่อังศุมาลินดำผุดดำว่ายอยู่ในคลองบางกอกน้อยแล้วงมเอากุ้งก้ามกรามหรือกุ้งแม่น้ำขึ้นมา จากนั้นเอากุ้งมาเผากินกับสะเดาน้ำปลาหวาน นึกแปลกใจว่ามันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือการดำน้ำในแม่น้ำแล้วงมเอากุ้งขึ้นมา ตามมาด้วยกระแสออเจ้าที่แม่การะเกดสั่งคนงานในบ้านงมเอากุ้งมาย่างแล้วจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด

นึกถึงฉากเหล่านั้นทีไรก็หันหัวรถไปตลาด อ.ต.ก.แล้วซื้อกุ้งก้ามกรามจากร้านประจำที่หวังว่าเขาจะไม่หลอกเราว่ากุ้งของเขาเป็นกุ้งงมตามธรรมชาติแท้ๆ ไม่ใช่กุ้งเลี้ยง เลือกซื้อขนาด 4-5 ตัว/กิโลกรัมเพราะราคาจับต้องได้และเนื้อเด้งกำลังอร่อย ผู้เขียนประหลาดกว่าชาวบ้านตรงที่ไม่ชอบกุ้งก้ามกรามที่ใหญ่เท่าโทรศัพท์มือถือ เพราะมันมักจะเหนียว มักจะติดใจขนาด 4-5 ตัว/กิโลกรัมนี่แหละ เพราะเอามาทำกับข้าวได้หลายเมนู ย่างธรรมดาก็อร่อย ยิ่งปัจจุบันกุ้งแม่น้ำยังอร่อยเหมือนเดิมแต่กลายเป็นกุ้งเลี้ยง แถมยังอาจจะมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาถ้าตัวโตเกินเหตุ เวลาในการขนส่งทำให้มันที่หัวกุ้งกลิ่นแหม่งๆ ไปก็มี

แม่ค้าบอกว่ากุ้งก้ามกรามบ้านเราจะอร่อยที่สุดในหน้าหนาว เพราะน้ำเย็นจะทำให้เนื้อและมันกุ้งหวานอร่อย อันนี้แม่ค้าเจ้าประจำบอกมาซึ่งทฤษฎีของเขาคือ น้ำเย็น กุ้งจะสะสมไขมันเอาไว้เตรียมที่จะวางไข่ในช่วงหลังสงกรานต์ อันนี้ไม่ขอคอนเฟิร์มความจริงเพราะเป็นสิ่งบอกเล่าจากแม่ค้าล้วนๆ แต่ก็หลงเชื่อซื้อมา

สำหรับในฉบับนี้แม้ว่าจะจั่วหัวไว้ว่าคืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล แต่กุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกรามดีๆ สักตัว มีเนื้ออร่อยสูสีกับ Canadian Lobster ได้สบาย ผู้เขียนเองเพิ่งได้ชิมเมนูล่าสุดจากร้านอาหาร Italian ที่โฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เชียงใหม่ เป็น Lobster Risotto จึงได้ไอเดียตามคำเชิญชวนให้ซื้อกุ้งแม่น้ำ เลยเอาความเป็นอิตาเลียนมาผสมกับกุ้งแม่น้ำสักหน่อย ทำเป็น Risotto กุ้งแม่น้ำดู ลองดูแล้วประทับใจมากเพราะอะไรตามมาอ่านต่อดีกว่า

ในหลักการทำข้าวริซอตโตนั้นประกอบไปด้วยหัวใจที่จะทำให้อร่อยล้ำ คือ น้ำสต๊อกจะต้องเต็มไปด้วยรสชาติ เพื่อให้ความเข้มข้นในสต๊อกนั้นซึมซาบเข้าสู่เมล็ดข้าวได้เต็มที่ ถ้ากวนข้าวด้วยน้ำสต๊อกจืดต่อให้มาเติมเกลือทีหลังก็อร่อยไม่เท่าปรุงให้สต๊อกเข้มข้นตั้งแต่แรก

ข้าวก็เป็นส่วนสำคัญ ปกติ Risotto ของอิตาเลียนแท้ๆ จะเป็นข้าวเมล็ดสั้นกลมป้อม มีชื่อว่า Arborio หรือ Vialone Nano ซึ่งถือเป็นสุดยอดวัตถุดิบ แต่ผู้เขียนได้ไอเดียการทำริซอตโตครั้งนี้จากร้านชาบูแห่งหนึ่งในโตเกียว หลังจากรับประทานชาบูจนอิ่มหนำและน้ำในหม้อเข้มข้นงวดจากการจุ่มเนื้อครั้งแล้วครั้งเล่า ร้านจะจบการเสิร์ฟคอร์สสุดท้ายก่อนขนมด้วยการนำข้าวญี่ปุ่นใส่ลงในหม้อชาบูแล้วกวนจนข้าวและน้ำซุปงวด เขาบอกว่านี่คือ Risotto ผู้เขียนรับประทานแล้วอร่อยถูกใจ เกิดปิ๊งไอเดียจะทำริซอตโตจากข้าวญี่ปุ่นขึ้นมาบ้าง เพราะชนิดเมล็ดข้าวใกล้เคียงกัน เป็นข้าวเมล็ดสั้นคล้ายกัน อาจจะต่างกันที่ปริมาณแป้งที่ประกอบภายใน

ขั้นตอนการทำริซอตโตกุ้งแม่น้ำข้าวญี่ปุ่นนั้น ใช้หลักการเดียวกับวิธีของอิตาเลียนทุกประการ เริ่มต้นจากการแกะกุ้งก้ามกราม เอาเนื้อมาหั่นเป็นชิ้น จากนั้นสับเปลือกและหัวกุ้งให้มีชิ้นเล็กจะได้น้ำสต๊อกที่เข้มข้นขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าขี้เกียจมากๆ ข้ามทุกขั้นตอนที่ว่าไว้ในสูตรแล้วเอาแค่ต้มเปลือกกุ้งก็พอไหว แต่ถ้าจะได้รสชาติหอมๆ ต้องใช้น้ำมันมะกอกและความร้อน ผัดกุ้งให้หอมฟุ้งเสียก่อนแล้วค่อยเติมไวน์และน้ำลงไปเคี่ยว แบบนี้จะได้น้ำสต๊อกแบบคนมีวิทยายุทธงานครัว

การทำริซอตโตต้องใจเย็นๆ กวนข้าวกับน้ำสต๊อกที่เคี่ยวและปรุงรสด้วยเกลือจนเค็มพอเหมาะพอดีแล้ว ค่อยๆ กวนข้าวกับน้ำสต๊อกครั้งละ 1-2 ทัพพีจนงวดแล้วค่อยเติมน้ำสต๊อกลงไปอีกทำซ้ำจนชิมข้าวดู ไม่มีเคี้ยวแล้วติดฟันกรามเป็นอันว่าใช้ได้ ริซอตโตที่อร่อยจะต้องหนึบกำลังดีไม่เละจนเคี้ยวหมดในไม่กี่ครั้ง แบบนี้ถึงจะจัดว่าทำเป็นด้วย กินเป็นด้วย

ผู้เขียนทดลองทำทั้งริซอตโตกุ้งแม่น้ำและล็อบสเตอร์ในช่วงเวลาใกล้ๆ กันสมาชิกที่บ้านบอกว่ากุ้งแม่น้ำอร่อยแซงล็อบสเตอร์สบายๆ ด้วยเพราะฤดูกาลและความสดของกุ้งนั้นมีผลต่อรสชาติของน้ำสต๊อกที่เคี่ยวออกมาอย่างชัดเจน มันกุ้งที่เข้มข้นช่วยให้ความหอมของน้ำสต๊อกนัวและมีความอูมามิ สูตรนี้ถึงแม้จะยุ่งยากแต่ส่วนผสมหาได้ครบในซูเปอร์มาร์เก็ตครั้งเดียว ยิ่งเดี๋ยวนี้มีข้าวญี่ปุ่นที่ปลูกที่เชียงรายด้วย อยากให้ทดลองปรุงดูแล้วจะรู้ว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด