‘ทักษิณ’เปิดเกมเจรจา‘อะไร-กับใคร’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/222996.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
‘ทักษิณ’เปิดเกมเจรจา‘อะไร-กับใคร’?

‘ทักษิณ’เปิดเกมเจรจา‘อะไร-กับใคร’? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

           “เวลานี้ผมขอเสนอให้มีการพูดคุย ผมพร้อมแล้ว โดยขอแค่เพียงเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าคืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน”  นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มีต่อสื่อต่างชาติ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แน่นอนว่า คำให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ ยึดกุมหน้าสื่อทุกประเภท ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อออนไลน์  มุมหนึ่งเป็นเพราะเป็นคำสัมภาษณ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้ถูกมองเป็นเบอร์หนึ่งของคู่ขัดแย้ง อีกมุมหนึ่ง เพราะเป็นการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อระดับโลก  และอีกมุมหนึ่งเป็นเพราะเขาพูดชัดๆ ว่า พร้อมจะเปิดการเจรจากับอีกขั้วความขัดแย้ง

ทำให้ปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปในสังคม และแน่นอนว่า ข้อเสนอผ่านสื่อเช่นนี้ ถูกดาหน้าปฏิเสธจากฝั่งผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

คำถามคือ “ทักษิณ” หวังแค่ไหน และหวัังอะไรกับการขอเจรจาครั้งนี้   เราคงไม่อาจฟันธงได้ 100% ว่าเขาจะอยากเจรจาเพื่อหาทางยุติเรื่องราวที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อได้จริงหรือไม่  แต่หากดูจากเรื่องราวที่ผ่านมาก็พอจะทำให้เห็นอะไรบางอย่างของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาคือ หาก “ทักษิณ” ต้องการให้เกิดการเจรจาจริง เขากำลังจะเจรจาอะไร  เจรจาเพื่อให้ผู้มีอำนาจเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ หรือเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง หรือเจรจาเพื่อหาทางออกให้แก่บ้านเมือง หรือเจรจาเพื่อหาทางออกให้ตัวเขาเอง หรือเจรจาเพื่อหาทางออกให้คนในครอบครัว หรือเจรจาเพื่อให้น้องสาวอย่าง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลุดพ้นจากบ่วงคดี ที่ตอนนี้เธอต้องเผชิญทั้งคดีแพ่งและอาญา

นี่คือสิ่งที่ไม่ใช่แค่เราต้องตอบ แต่เป็นคำถามที่ “ทักษิณ” ต้องตอบเช่นเดียวกันว่า ถ้ามีการเจรจาจริงๆ เขาต้องการเจรจาเรื่องอะไรเป็นหลักกันแน่

ประการต่อมาคือ หากมีการเจรจาตกลง เขาจะเอาอะไรในมือไปเจรจาต่อรอง เพราะการจะต่อรองหรือพูดคุยเพื่อหาข้อยุติของคู่ขัดแย้ง ทั้งสองฝ่ายต้องมีสถานะที่ทัดเทียม และมีข้อเสนอในมือที่เรียกได้ว่าอีกฝั่งต้องการเป็นอย่างมาก

ในวันที่เขามีอำนาจอยู่เต็มมือ หรือพลังมวลชนที่คอยหนุนหลัง เขายังต่อรองกับอีกฝั่งไม่สำเร็จ แล้ววันนี้เขายังจะสามารถต่อรองอะไรได้อีกหรือ เพราะแม้เขาจะมีมวลชนในมืออยู่บ้าง แต่ความเคลื่อนไหวก็ถูกจำกัด หรือเขาเชื่อว่า เมื่อถึงวันเลือกตั้งพรรคที่เขาสนับสนุนจะชนะการเลือกตั้ง  แต่นั่นก็ยังเป็นวันข้างหน้า ซึ่งยังไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะชนะจริงๆ หรือแม้แต่หากชนะแล้วจะมีอำนาจอะไรเมื่อกติกาที่เขียนไว้ล็อกตายมิให้เคลื่อนไหวหรือทำอะไรได้  แม้แต่แก้รัฐธรรมนูญก็อาจเป็นเรื่องยากเหลือล้น

คำถามอีกประการคือ ถ้าหากเขามองตัวเขาเป็นแกนหลักของหนึ่งขั้วความขัดแย้ง  แล้วอีกข้างหนึ่งของเชือกที่เขาคิดจะเจรจาด้วยเป็นใคร เป็น “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของอำนาจรัฐในขณะนี้หรือไม่ หรือเป็น คสช.ทั้งคณะ ที่กำลังบริหารบ้านเมืองในขณะนี้อยู่ หรือจะมีกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังอีก และการเจรจากับคนเป็นกลุ่มนั้น ย่อมยากกว่าการเจรจากับผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว

นอกจากนี้ สิ่งที่ “ทักษิณ” พึงนำมาคิดคือ กี่ครั้งมาแล้วที่เขาเจรจา หรือยื่นข้อต่อรองแล้วปรากฏว่าไม่เป็นไปตามที่คิด จนหลายครั้งกลุ่มที่อยู่ใกล้เคียงกับเขามักจะคิดว่าเขาถูกหักหลัง  หากเขายังคิดเจรจาอีกก็อาจต้องดูว่า เขาอยู่ในข่ายผู้เสพความเจ็บปวดหรือไม่ เนื่องจากจะเจ็บอีกกี่ครั้งก็ไม่จำ

จากทั้งหมดเราจึงเชื่อได้ว่า การออกมาของเขาในครั้งนี้ต่อสื่อนอก จึงเป็นเพียงการเกาะเพื่อไม่ให้ตกกระแสเท่านั้น

วันนี้เมื่อร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตยถูกเปิดออกมา  กอปรกับสภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะดิ่งเหว  เขาจึงเลือกที่จะเกาะกระแสออกมาในขณะนี้ เพื่อช่วงชิงพื้นที่ และเตรียมการเคลื่อนไหวในอนาคต เผื่อวันข้างหน้าที่อำนาจปัจจุบันอ่อนแรงลง และอาจจะคาบเกี่ยวไปถึงความพยายามช่วยเหลือพี่น้องที่ติดบ่วงคดีด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่ “ทักษิณ” อาจจะลืมไปคือ วันนี้เขาไม่ได้อยู่ในสถานะแกนนำอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาเขาก็ทำให้มวลชนเจ็บช้ำมิใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง หรือสภาพนิ่งเฉยเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งถูกรัฐประหาร

เขาอาจจะอยู่ในสถานะสำคัญตัวผิด คิดว่าเป็นแกนกลางของทุกสิ่ง  แต่ตอนนี้ประชาชนได้ก้าวข้ามเขาไปมาก และพร้อมที่จะขับเคลื่อนด้วยตัวเองหากมีอะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ต้องให้มือที่เปื้อนผลประโยชน์มาตักตวงเอาความได้เปรียบไปใช้เพื่อตัวเองอีกต่อไป

ทั้ง “ทักษิณ” และ “ผู้มีอำนาจ” พึงเข้าใจถึงความจริงข้อนี้ให้จงดี

ถึงกับต้องงัดแทคติกเก่ามาสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222956.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
ถึงกับต้องงัดแทคติกเก่ามาสู้

ขยายปมร้อน : ถึงกับต้องงัดแทคติกเก่ามาสู้ : โดย…ศรุติ ศรุตา

                      สื่อต่างประเทศ 2 สื่อแพร่บทสัมภาษณ์ของ ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย บอกว่า เงียบมานาน
                      ทักษิณ พยายามพูดถึงสถานการณ์ที่กำลังรุมเร้ารัฐบาล คสช. ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาที่ไม่ได้รับการยอมรับจากหลายภาคส่วน
                      แต่ดูเหมือนน้ำหนักที่ ทักษิณ พยายามจะกวักมือเรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไปคุยด้วยดูเหมือนจะเป็นเรื่องคดีความของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นน้องสาว ที่ถูกดำเนินคดีอันเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าว
                      ส่วนคดีของลูกชาย ที่เป็นคดีต่อเนื่องจากการปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ที่ตอนนี้อดีตผู้บริหารธนาคารหลายคนยังอยู่ในคุกนั้น ทักษิณ ไม่ได้พูดถึง
                      แต่นั่นไม่ได้หมายความ ทักษิณ ไม่ได้เป็นห่วงลูกชายคนโตคนนี้
                      เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีกระแสข่าวว่า คนใกล้ชิด หรือคนในเครือข่ายได้พยายามเข้าพูดคุยกับสื่อเพื่อสร้างความเข้าใจกับคดีความที่ พานทองแท้ ชินวัตร กำลังเผชิญอยู่
                      แย้มแนวทางการต่อสู้คดีให้ฟังด้วยว่า เรื่องอย่างนี้ในบ้านเราเมืองเรา ใช่ว่าไม่เคยเกิด กับกลุ่มคนบางกลุ่มที่อาจจะแฝงอยู่กับขั้วอำนาจก็เคยมี
                      ประมาณว่า ถ้าฝั่งนี้โดนอีกฝั่งเรื่องก็แดง…ว่าอย่างนั้น !
                      นั่นคือการต่อสู้คดีที่เอาข้อเท็จจริงวางเอาไว้ก่อน จังหวะนี้ เหลี่ยมคู ความจัดเจนเวที งัดออกมาโชว์เรียกเสียงเฮของกองเชียร์ให้กระหึ่ม
                      เผื่อว่าอาการโรคใจอ่อนจะกำเริบ !
                      เพราะเทคนิคอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยชนะ แล้วก็เพราะเคยได้ผลมาแล้วนั่นแหละ ก็เลยคิดว่า การเลือกที่จะใช้แทคติกในการต่อสู้ แทนที่จะใช้ข้อเท็จจริงเป็นหลัก น่าจะมีลุ้น หากได้ผล ข้อเท็จจริงก็ไม่ต้องใช้ เพราะผลที่ออกมา มันก็เรียกว่า “ชัยชนะ” ได้เหมือนกัน
                      คดีซุกหุ้นเมื่อหลายปีก่อนจึงมีเรื่องของ “รัฐศาสตร์” เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่คดีความนั้น “นิติศาสตร์” จะต้องเป็นแก่นพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่เอา “คะแนนนิยม” มาชี้ขาด
                      เช่นเดียวกับ “วิกฤติการณ์ปี 2553” ที่มีคนเชื่อว่า “แก้วสามประการ” จะทำให้ฝ่ายที่มีอำนาจหันมาฟังเงื่อนไขของตน จนเกิดเหตุเผาบ้านเผาเมือง
                      จริงอยู่ ประวัติศาสตร์เราเอามันกลับคืนมาไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ที่บ้านเมืองเรายังต้องจมปลักกันอยู่อย่างนี้ มันสะท้อนได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งนั้นมันผิดพลาด ปัญหาก็คือ คนที่ต้อง “จ่าย” ให้กับความผิดพลาดกลับเป็นคนไทยทั้งประเทศ ไม่นับอีกหลายคนในคุก ที่ดูเหมือนว่าต้องจ่ายมากเป็นพิเศษ
                      แต่ที่ทำให้ ทักษิณ กล้าที่จะออกมากวักมือเรียก พล.อ.ประยุทธ์ ไปคุย นั่นก็อาจจะเป็นเพราะเห็นว่า อีกไม่กี่เดือน ก็จะมีการทำประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์
                      เพราะมั่นใจว่า เสียงที่เคยได้นั้น จะยังคงอยู่ และจะเป็นส่วนสำคัญที่จะชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
                      แล้วก็อาจเป็นเพราะเห็นว่า ฝ่ายความมั่นคงเคยประเมินสถานการณ์ตั้งแต่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้วว่า หากผ่านสภา และไปสู่การทำประชามมติ ในช่วงนั้นสถานการณ์ของ คสช.น่าจะวิกฤติ เพราะเร็วเกินไปที่จะคืนอำนาจให้แก่บ้านเมืองที่ยังคงสภาพแตกแยกและเศรษฐกิจที่ยังผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก
                      แต่สถานการณ์วันนี้ต่างจากวันนั้น เพราะต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ไม่ผ่านการทำประชามติ ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ของ คสช.เลวร้ายไปขนาดนั้น
                      ฝ่ายความมั่นคงประเมินแล้วว่า ต่อให้ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาปรับใช้ก็ไม่ได้เกิดผลร้ายแรงต่อ คสช. การไปพูดคุยตกลงกับ ทักษิณ ต่างหากที่น่าจะเป็นชนวนที่ทำให้เกิดหายนะแก่ประเทศ
————————
(ขยายปมร้อน : ถึงกับต้องงัดแทคติกเก่ามาสู้ : โดย…ศรุติ ศรุตา)

ขยายปมร้อน : สืบทอดเจตนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222890.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ขยายปมร้อน : สืบทอดเจตนา

ขยายปมร้อน : สืบทอดเจตนา : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                      ทุกครั้งที่มีการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อระแวงสงสัยของคนทั่วไป คือจะมีการสืบทอดอำนาจของคณะผู้ก่อการหรือไม่ ซึ่งไม่แปลกที่คนจะสงสัยเช่นนั้น เพราะเป็นธรรมดาที่อำนาจอันหอมหวานมักจะยั่วยวนผู้ที่เคยลิ้มลองให้อยากอยู่เช่นนั้นต่อไป
                      โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสี่ยงชีวิตเข้ายึดอำนาจ หากประสบผลสำเร็จก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ หากล้มเหลวก็ตกอยู่ในสถานะกบฏ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ต้องการที่จะอยู่ในอำนาจต่อเพื่อให้เจตนารมณ์ของเขาถูกสืบทอดไม่หล่นหายไปกลางทางเมื่อพวกเขาลงจากหลังเสือ เพื่อให้คุ้มค่ากับการกระทำที่ผ่านมา
                      การสืบทอดนั้นเป็นได้ทั้งการที่อยู่ในอำนาจด้วยตัวเอง และการสืบทอดด้วยระบบ และเจตนารมณ์ที่ถูกจำกัดโดยบทบัญญัติของกฎหมาย
                      คสช.ก็หนีไม่พ้นข้อครหานี้เช่นกัน และเป็นที่น่าสังเกตว่าคนที่เคยทำงานร่วมกับพวกเขา จนถึงขนาดที่เรียกว่าอยู่ในวงในแห่งอำนาจ เมื่อพ้นออกมาแล้วมักพูดในทำนองคล้ายๆ กันว่า มีความพยายามที่จะ “อยู่ต่อ” ไม่ว่าจะโดยวิธีไหน แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาเต็มๆ ชนิดเป็นข่าว
                      ครั้งหนึ่งเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำลงในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีการกระซิบกระซาบในทำนองนี้ จากกรรมาธิการ แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะยืนยันการพูดของตัวเอง และไม่ต้องการเป็นข่าว
                      นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการบางคนที่ทำงานให้ เคยบอกว่า “พวกเขาไม่สนใจว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนอะไรหรอก เขาสนใจว่าจะอยู่อย่างไรต่อไป”
                      เสียงเช่นนี้มีมาตลอดเวลา ซึ่งคสช.น่าจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง  มุมหนึ่งที่พูดอาจมองได้ว่าเป็นความไม่พอใจและต้องการดิสเครดิตหลังจากที่ตนหลุดพ้นจากวงจรแห่งอำนาจ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำพูดเช่นนี้เมื่อถูกพูดบ่อยเข้ามักจะโน้มน้าวให้ผู้ที่ได้รับฟังเชื่อเอาได้ง่ายๆ
                      ยิ่งล่าสุดถูกสำทับโดยบุคคลที่ยอมให้เปิดเผยตัวตน  อย่าง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” โดยตอบคำถามของสื่อที่ีถามถึงความรู้สึกในวันที่ร่างรัฐธรรมนูญของเขาถูกคว่ำว่า “ทำมาตั้งนานก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา แต่เสียใจแค่วันเดียว พอวันอาทิตย์กลับไปบ้านคิดได้ว่า อ้อ เพราะเขาอยากอยู่ยาวก็ไม่เป็นไร”
                      คำพูดของคนอย่าง “บวรศักดิ์” ย่อมได้รับความเชื่อถืออยู่ไม่น้อย
                      หากดูปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เชื่อได้ว่าผู้ที่อยู่ในอำนาจในขณะนี้ต้องการที่จะสืบทอดอย่างน้อยก็ในเจตนารมณ์ นัยว่าเพื่อไม่ให้เกิดคำว่า “เสียของ” ดังที่พวกเขาพูดตั้งแต่วันแรกๆ ของการเข้าควบคุมอำนาจ
                      นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเพื่อปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีที่ระบุว่า  ต้องการให้มีการบัญญัติเนื้อหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจ หรือช่วงเฉพาะกาลในระยะแรก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่ง เสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ ในช่วงเปลี่ยนผ่านและในช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนั้นน่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้
                      ยิ่งมาดูข้อเสนอของของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผ่านข้อเสนอร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ก็ยิ่งทำให้เห็นช่องทางการสืบทอดเจตนารมณ์ของการควบคุมอำนาจการปกครองครั้งนี้ชัดเจนขึ้น เพราะคณะกรรมการตามร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้หากประกาศใช้ย่อมสามารถควบคุมตรวจสอบรัฐบาลปกติได้
                      ดังนั้นถึงวันนี้ เราสามารถสรุปรูปแบบความเป็นไปได้ในการสืบทอดอำนาจหรือเจตนารมณ์ได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสืบทอดผ่านโครงสร้างทางการเมืองที่ถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ การสืบทอดผ่านองค์กรใหม่ หรือการสืบทอดผ่านร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ
                      การสืบทอดอำนาจและเจตนารมณ์ย่อมถูกตั้งคำถามได้ ตราบใดที่ประชาชนยังถูกตัดออกจากระบบการมีส่วนร่วม และยังไม่มีอำนาจที่แท้จริงกับการกำหนดอนาคตของตนเอง ซึ่งรัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่ากำลังกระทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
——————–
(ขยายปมร้อน : สืบทอดเจตนา : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)

โจทย์รัฐธรรมนูญที่สวนทางความต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222601.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
โจทย์รัฐธรรมนูญที่สวนทางความต้องการ

โจทย์รัฐธรรมนูญที่สวนทางความต้องการ : ขยายปมร้อน โดย… ขนิษฐา เทพจร

การทำงานของ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) ที่มี “อ.มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ระยะ 45 วันต่อจากนี้ไปคือ การนำความเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชน และภาคส่วนต่างๆ รวมถึงองค์กรสำคัญ คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), คณะรัฐมนตรี (ครม.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาพิจารณาเพื่อปรับปรุงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับเบื้องต้น เพื่อเตรียมพร้อมนำร่างรัฐธรรมนูญไปสู่การทำประชามติ
          แต่ยอมรับว่าความคิดความเห็นและข้อเรียกร้อง โดยเฉพาะภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียทางการเมืองและระบบปกครองใหม่ ตามที่กลไกในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของกรธ. กำหนดนั้น มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก
          จนถึงขั้นที่ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” บางคนออกปากว่า ข้อเสนอที่ส่งมานั้น ดูเหมือนคนส่งมาไม่เข้าใจว่าโจทย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยคืออะไร และส่งความเห็นมาคล้ายกับเล่นเกมเติมคำในช่องว่าง ทำให้รัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เป็นกติการะดับประเทศ กลายเป็นสัตว์ประหลาด
          นั่นอาจแปลความได้ว่า…ประชาชนยังไม่เข้าใจในโจทย์ของ กรธ. ที่มีต่อการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
          และแปลความได้อีกอย่างว่า “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” เข้าไม่ถึงความคาดหวังของประชาชน ที่อยากให้ในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นกติกาการปกครอง และจัดระเบียบโครงสร้างทางสังคมที่เป็นมาตรฐาน มีความเสมอภาค รวมถึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นช่องว่างทำให้กลุ่มทุนบางจำพวกและกลุ่มผู้มีอำนาจรัฐเข้ามาแสวงหาประโยชน์ในทางที่มิชอบ ชนิดที่เรียกว่า ทำนาบนหลังคน!!
          หากพิเคราะห์โจทย์สำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้น ซึ่ง “ประธานกรธ.” เน้นย้ำว่า เพื่อปราบโกง ด้วยการสร้างมาตรการและกลไกป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่แวดวงการเมือง เพื่อวางรากฐานของการเมืองการปกครองที่เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล และการได้ผู้แทนปวงชนที่มีจริยธรรม เพื่อให้การบริหารประเทศนั้นตั้งมั่นบนผลประโยชน์โดยรวมของคนไทยและประเทศชาติ
          พร้อมกับวางมาตรการพิเศษในร่างรัฐธรรมนูญ คือ “หมวดหน้าที่ของรัฐ” เพื่อกำกับให้รัฐบาล-ราชการ-หน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงออกแบบแนวนโยบายแห่งรัฐ ให้เป็นกรอบการบริหารราชการแผ่นดินระยะยาว ขณะเดียวกันได้เพิ่มความเข้มแข็งให้แก่องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินนโยบายทางการบริหารเพื่อเป็นกลไกถ่วงดุลการใช้อำนาจ
          หากมองอย่างธรรมดาบนความต้องการของภาคประชาชนผ่านข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ คือ ให้เติมประเด็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 บัญญัติไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย โดยเฉพาะส่วน 12 สิทธิชุมชน ที่ให้บทบาทแก่ชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ได้มีส่วนร่วมกับรัฐ ด้านการจัดการ บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดการความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน เพื่อหวังให้ชุมชนดำรงชีพได้อย่างปกติสุข พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้รัฐต้องรับฟังความเห็นของคนในชุมชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ขณะเดียวกันเมื่อรัฐได้ละเมิดยังให้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้การคุ้มครอง หากพบว่าหน่วยงานของรัฐละเมิดสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
          ดังนั้นเมื่อสังเคราะห์จากโจทย์ของ “กรธ.” กับความต้องการของภาคประชาชน ทั้ง 2 รายละเอียด พบว่า ในสายตาของเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่มีบทบาทต่อสู้ เรียกร้องความเป็นธรรมกับรัฐ สะท้อนออกมาได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสร้างระบบการปกครองที่รัฐเป็นใหญ่ ส่วนบทบาทและสิทธิของประชาชนถูกจำกัด เพราะเนื้อความของบทบัญญัติถูกตีความให้รัฐต้องเป็นเบอร์หนึ่ง แทนที่จะให้ประชาชนเป็นแถวหน้าในการพัฒนาประเทศ จึงอาจสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา
ขณะที่ในมุมคิดของผู้ทำร่างรัฐธรรมนูญ คือ ประเด็นสิทธิและเสรีภาพ แม้จะตบแต่งบทบัญญัติให้ผิดแผกไปจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่ยืนยันได้ว่าเนื้อหาไม่มีผิดเพี้ยนหรือทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนลดลงไปจากเดิม แต่เมื่อทางภาคประชาชนกังวลเหมือนคนนอนหนาวที่ไม่มีผ้าห่มให้ความอบอุ่น ก็จะมอบผ้าห่มให้ไป เพื่อคลายความกังวลใจ
          ดังนั้นคำตอบของ “กรธ.” แม้จะให้บางประเด็นเป็นไปตามความต้องการของภาคประชาชนที่ยื่นข้อเรียกร้อง แต่อนาคตอีกไม่กี่วันข้างหน้า ยังไม่รู้ชัดว่าจะเป็นคำตอบที่ตรงกับความต้องการของประชาชนหรือไม่
          เพราะต้องยอมรับว่าการทำงานของ กรธ. ถูกล็อกไว้ตามหมุดที่ปักไว้ตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่มีหัวใจสำคัญ คือ แก้ปัญหาทางการเมือง แต่ไม่ใช่เป็นแนวทางเพื่อแก้ปัญหาให้บ้านเมือง

หรือว่าจะอยู่แบบนี้กันไปยาวๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222540.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
หรือว่าจะอยู่แบบนี้กันไปยาวๆ

หรือว่าจะอยู่แบบนี้กันไปยาวๆ : คอลัมน์ ขยายปมร้อน โดย… ศรุติ ศรุตา

ทำไปทำมา ร่างรัฐธรรมนูญ (ที่ยังไม่ได้แก้) ฉบับนี้ ก็มีเสียงไม่เห็นด้วย ไม่เอา ดังมากขึ้นทุกที มีการพูดถึงการยกร่าง หรือการแก้ไขจากที่เคยมี เคยดี แต่ไม่รู้ไปเอามาแก้ทำไมให้ “ดี” ที่ว่านั้นหายไป
          อย่าง อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ นั่นก็บอกว่า เหมือนเป็นคน “มือบอน” ที่เขาทำกันไว้อยู่แล้วตั้งแต่ฉบับ 2540 มาจนถึงฉบับ 2550 เขาก็คงไว้ แต่ฉบับที่เป็นร่างใหม่นี้ กลับไปเปลี่ยน ไปแก้ถ้อยคำ ทั้งที่ไม่เคยเป็นปัญหามาก่อน
          อาจารย์แก้วสรร บอกว่า ปัญหาที่ว่านั้นสะท้อนถึงวิธีคิดของคนร่างรัฐธรรมนูญ
          ไม่ใช่แค่อาจารย์แก้วสรรเท่านั้น ที่บอกว่าไม่เห็นด้วย และจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หากยังไม่มีการแก้ไข
          อาจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง ก็บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขัดกับหลักสากล แล้วก็เชื่อว่า ถึงแม้จะไปแก้ไข ประชามติก็ไม่น่าจะผ่าน
          อาจารย์ธีรภัทร์บอกว่า คสช.ไม่ควรกังวลว่าการเมืองจะอย่างไร แต่ควรทำให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับ ส่วนจะไปอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของพัฒนาการของประชาธิปไตย
          ที่สำคัญอย่าไปกังวลกับอดีตพรรคต่างๆ จะปรับตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
          แต่ถ้าไปถามพรรคเพื่อไทย พรรค(เคย)ใหญ่ แล้วก็ไม่รีรอที่จะบอกความในใจว่า เมื่อเห็นร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังไงก็รับไม่ได้กับเนื้อหาที่ออกมา เพราะนอกจากขัดนั่นนี่แล้ว ยังดูเหมือนว่า คนร่างจะแสดงความ “รังเกียจ” พรรคเพื่อไทยผ่านร่างรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำไป
          ปัญหาคือ พรรคเพื่อไทยนั้น เคย “ใหญ่” มาแล้วจริงๆ
          ชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลติดต่อกันตั้งแต่สมัย ทักษิณ ชินวัตร นำพรรค จนส่งต่อมาให้ตัวแทน ยันน้องสาว (จะด้วยแนวคิดวิธีการใดๆ ก็แล้วแต่) ก็เลยทำให้มองข้ามพรรคเพื่อไทยไปไม่ได้
          เสียงร้องทักจากพรรคเพื่อไทยอย่างไรเสียก็จำเป็นต้องฟัง
          ไม่ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะขี่ม้าเลียบค่าย ไม่ฟันธงว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ลึกๆ ภายในแล้ว ก็น่าจะได้กลิ่นคาวจนมีอาการ “คอแข็ง กลืนลำบาก” อยู่บ้าง
          แต่ด้วยลีลาของมืออาชีพ จึงเลือกที่จะนิ่งรอดูสถานการณ์มากกว่าจะรีบร้อนไปตีป่าให้เสือตื่นเหมือนกับเพื่อไทย ที่เดินหน้าชนเต็มที่ในทันทีที่มีโอกาส
          นั่นอาจเป็นเพราะประชาธิปัตย์อยู่ในจุดที่ “รอได้ไม่จำกัดเวลา” แต่สำหรับเพื่อไทยนั้น จะรอให้ “ถั่วสุก” ไม่ได้แน่ คดีความที่รุกไล่คนในตระกูลชินวัตร ไม่ว่าจะเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พานทองแท้ ชินวัตร รวมทั้ง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำให้รอจนถึงจุดที่ประชาธิปัตย์รอก็คงจะสายเกินแก้ไปแล้ว
          แต่เรื่องนี้ในมุมของ คสช.แล้ว “เงียบกริบ!” แถมจะเคืองเอาเสียด้วยซ้ำหากมีคนไปถาม อย่างเมื่อวันก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีถูกตั้งคำถามว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่
          จนมีคำถาม (ในใจ) ว่า “เคือง” เพราะไม่รู้จริงๆ ไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำประชามติผ่านหรือเปล่า หรือเพราะรู้ว่าท้ายสุดแล้วมันจะออกมาอย่างไร
          นั่นคงเป็นคำถามที่ดังขึ้นในใจเท่านั้น!
          แต่ดูท่าทีจริงจังขึงขังของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่สั่งการให้ทหารทุกกองทัพภาค รวมไปถึงนักศึกษาวิชาทหาร ไปรณรงค์ให้ผู้คนได้มาลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ไม่รู้ว่าหน้าตาจะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือไม่ หลังจากฟังความเห็นแล้วเอากลับไปแก้ไขใหม่ ทำให้ต้องกลับมาย้อนถามดูอีกทีว่า คสช.อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านจริงหรือ
          เพราะดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ไม่เพียงจะทำให้ “อีกฝ่าย” ยอมเดินตามกรอบ หากแต่ลุกขึ้นต้านเลยเสียด้วยซ้ำ
          หรือว่า เราจะอยู่กันยาวๆ แบบนี้ไปอีกสัก 2-3 ปี อย่างที่เขาว่ากัน !

สำนักปฏิบัติธรรมกับลานเบียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151110/216628.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2558
สำนักปฏิบัติธรรมกับลานเบียร์

สำนักปฏิบัติธรรมกับลานเบียร์ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

              ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อเอ่ยถึงธุรกิจสีเทาแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่จะเบือนหน้าหนี

แต่มีการประเมินเอาไว้คร่าวๆ ว่า เม็ดเงินที่ไหลผ่านธุรกิจสีเทาของประเทศไทยก่อนหที่ คสช.จะเข้ามานั้น อย่างน้อย 1 ใน 3 ของจีดีพี

ธุรกิจสีเทาที่ว่า ครอบคลุมเรื่องเพศพาณิชย์ บ่อนการพนันนอกกฎหมาย เงินกู้นอกระบบ ของเถื่อน ค้ามนุษย์ ทุจริตคอร์รัปชั่น

เม็ดเงินที่ไหลเวียนในธุรกิจสีเทาไม่ได้จำกัดเฉพาะแวดวงที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หากแต่ห่วงโซ่สีเทานั้นเกี่ยวพันไปถึงการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจที่เป็นปกติ จนที่สุดแล้ว ยากที่จะแยกได้ว่า ระหว่าง สีเทา กับสีขาว หรือสีดำนั้น มีสัดส่วนเท่าไหร่

รับรู้แต่เพียงว่า อาชีพที่ต่อเนื่องจากธุรกิจสีเทานั้น มีมากมาย และมีมูลค่าที่ไม่อาจวัดได้

ภายหลัง คสช.เข้ามาจัดระเบียบสังคม “ธุรกิจสีเทา” เหล่านี้ก็ค่อยๆ หายไป

จะหายไปอย่างสิ้นเชิง หรือหายไปชั่วคราว ก็ว่ากันไป แต่ระยะเวลาปีสองปีนับจากนี้ หากจะอยู่ก็ต้องอยู่ให้เป็น จะเลือกเป็นสนลู่ลม หรือจะเบ่งกล้ามสู้ ก็แล้วแต่ทางเลือก

อีกเรื่องหนึ่งที่ คสช.ดูจะให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษก็คือ การจัดระเบียบสถานบันเทิง ซึ่งก็ยากที่จะเรียกตนเองเป็นอย่างอื่น เพราะอย่างน้อยๆ สถานบันเทิงเหล่านี้ก็ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นเครื่องดื่มที่สร้างปัญหาจนถึงขั้นต้องออกกฎหมายมาควบคุมในยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลเป็นพิเศษกันเลยทีเดียว

ดูเนื้อหาแล้ว ดูเหมือนว่า กฎหมายจะมุ่งเอาผิด “ผู้ขาย” เพราะห้ามนั่นนี่เยอะแยะไปหมด

ขนาดมีภาพขาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็น เหล้า เบียร์ ไวน์ ไว้ในเมนูอาหาร ก็ยังถือว่าผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ว่า หากตั้งให้เห็นไม่ว่าจะเป็นในร้าน นอกร้าน ล้วนถือว่าเป็นการจูงใจให้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น บรรดาดาราทั้งหลายที่ไปถ่ายภาพคู่กับเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง แล้วโดนเรียกไปชี้แจงนั่น จะมาโอดครวญว่า ไม่รู้เรื่อง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คงจะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมกันแล้วล่ะ เพราะหากว่าตามกฎหมาย ทำอย่างนั้นล้วนแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจริงๆ

เรื่องนี้ แรกทีเดียวกระแสหนุน หมอสมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หนุนให้หมอสมานจัดการเต็มที่ เพราะถือว่าดาราเหล่านี้มีส่วนชี้นำผู้คนในสังคม

อย่างที่บอก แรกๆ ก็หนุนหมอ จัดการ “ไอดอล” ให้อยู่กะร่องกะรอย แต่ระยะหลังหมอเล่นจะเลยไปจัดการลานเบียร์ ที่อีกไม่กี่วันเทศกาลลานเบียร์ก็จะมีขึ้น เพราะลานเบียร์จะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลหน้าหนาว

แต่ในมุมของหมอ มองว่า เทศกาลเหล่านี้นี่แหละที่ไปสนับสนุนให้ผู้คนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหากมองตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มันก็พอจะว่าอย่างนั้นได้

แต่เรื่องอย่างนี้มันก็เหมือน “เหรียญสองด้าน” การตัดสินใจทำอะไรลงไปมันเหมือนมี “ดาบสองคม”

ไม่ต่างจากวันหนึ่งที่ตำรวจจราจรไปจับลูกจ้างที่ขับรถเถ้าแก่ไปยางแตกบนวงแหวนอุตสาหกรรมนั่นแหละ…โทษฐานใช้ยานพาหนะที่ไม่พร้อมใช้งาน

แต่ถ้าไปเทียบกับตำรวจอัมพวา ได้รับแจ้งเหตุรถกระบะยางระเบิดอยู่ริมทาง แล้วรีบบึ่งไปช่วยเหลือเปลี่ยนยางให้เรียบร้อย หรืออีกกรณีที่จำไม่ได้ว่า ที่ไหน มีหนุ่มโรงงานใช้เงินหมดจนไม่มีสตางค์ไปปะยางรถมอเตอร์ไซค์ ตำรวจไปเจอ แล้วให้ยืมเงินไปปะยาง

ความรู้สึกที่ประชาชนมีต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐมันต่างกันราวฟ้ากับเหว!

เรื่องอย่างนี้ก็ไม่ต่างกับที่หมอสมานคิดจะทำนั่นแหละ ถ้าจะเอากันทุกเม็ดก็คงไม่สามารถให้บ้านนี้เมืองนี้เต็มไปด้วยสำนักปฏิบัติธรรมได้หรอก

‘ประชามติ’โดย ‘สวัสดิภาพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222448.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
‘ประชามติ’โดย ‘สวัสดิภาพ’

‘ประชามติ’โดย ‘สวัสดิภาพ’ : ขยายปมร้อน โดย อนพัทย์ ดีช่วย (@anapat_nna)

           ร่างรัฐธรรมนูญได้เข้าสู่เส้นทางเดินหน้าทำประชามติอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่ประชุมร่วมของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา และตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้มีการเคาะวันที่ออกมาเรียบร้อยแล้วคือช่วง 31 กรกฎาคม และยังได้บทสรุปของการแก้รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนในเรื่องของการนับคะแนนประชามติเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงงบประมาณหลักเกณฑ์ต่างๆ ก็วางให้เข้ารูปเข้ารอยไว้แล้ว

จากนี้ก็เป็นการปรับปรุงร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตามข้อเสนอแนะให้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนเดินหน้าลุยตามโรดแม็พที่วางไว้

ทางฝั่งรัฐบาล และคสช.เอง ก็มีการส่งข้อเสนอแนะผ่านรองนายกฯวิษณุ ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และนำรายงาน “นายกฯ” ก่อนบินลัดฟ้าไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

ภาพในฉากแรกของการทำประชามตินั้น ดูเข้าที่และชัดเจนแล้ว แต่อีกจังหวะสัญญาณที่ต้องมองต่อไปคือ เมื่อผลคะแนนประชามติออกมาแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ หากประชาชนกาคะแนนออกมาว่าส่ายหน้าปฏิเสธ มากกว่า

ช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึงความเป็นไปได้ของการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาปรับแก้เนื้อหา แต่ก็ไม่มีความชัดเจน ซึ่ง “อ.วิษณุ” ได้บอกปัดเรื่องนี้ โดยบอกว่าเป็นเพียงตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเท่านั้น

“เหตุใดไม่แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวในเรื่องนี้ไปเลย ผมเลยบอกมันจะแก้ได้อย่างไร เพราะมันมีอยู่ 2-3 ประเด็น 1.ยังไม่รู้ว่าเราจะเอาฉบับไหนขึ้นมาแทน 2.จะทำให้เกิดอคติขึ้นในการลงประชามติ เหมือนมีสินค้า 2 ชิ้นมาเทียบกัน ซึ่งมันไม่ดีไม่ควรจะมาล่อใจกันแบบนั้น 3.ถ้าสรุปว่าสินค้าตัวนี้ไม่ผ่านแล้วจะเอาสินค้าตัวไหนมาวางประกบก็เป็นปัญหาทะเลาะกันจนทำให้เกิดอคติ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร หรือถ้าตัดสินใจได้แล้วเปิดมาตอนนี้ก็จะกลายเป็นความขัดแย้งใหม่ในสังคม แม้ผลประชามติมันก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่จะนำมาประกอบ แต่อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ สักจะ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วมันผิดตรงไหน ถ้าสมมุติเกิดความแตกต่างนิดเดียวระหว่างรับหรือไม่รับร่างฯ คำว่านิดเดียวหรือมากผมไม่รู้จะวัดอย่างไร อย่างน้อยแต่มีคนจำนวนมากเห็นข้อดี แต่ก็มีคนเห็นข้อเสีย ตอนนั้นไม่ยากที่เราจะรู้ว่าข้อเสียคืออะไรก็แก้ตรงนั้นให้กลายเป็นข้อดีก็หมดเรื่อง แต่ไม่ได้แปลว่าต้องแบบนั้น” อ.วิษณุ แจงเหตุผลถึงการที่ยังไม่แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ชัดเจน ในกรณีที่ประชามติไม่ผ่านไปเลย และเรื่องนี้ที่ยังค้างคาอยู่

ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องให้ “บิ๊กตู่” เป็นผู้ตัดสินใจ ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียว่าจะทำความชัดเจนเรื่องนี้ในช่วงเวลาใด

ขณะที่ “อ.มีชัย” ประธาน กรธ.เองก็ย้ำว่า กรณีที่ประชามติไม่ผ่านเป็นเรื่องของอนาคต และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องคิด

เมื่อถนนทอดยาวมาถึงตรงนี้แล้ว “พล.อ.ประยุทธ์” เองก็ต้องตกผลึกให้ดีว่าจะมีความกระจ่างในเรื่องนี้เมื่อใด หากเป็นก่อนทำประชามติก็จะได้มองเห็นภาพชัดว่าเมื่อไม่เป็นแบบนี้แล้วจะหยิบร่างใดขึ้นมา ซึ่งต้องแลกกับการอาจทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบอย่างที่ รองฯวิษณุ อ้างเหตุผลไว้

แต่ถ้าเป็นหลังการทำประชามติ ก็จะได้เห็นผลที่ออกมาแล้วนำมาสังเคราะห์ด้วยการให้เหตุผลว่า นำเสียงของประชาชนมาเป็นตัวชี้วัด ซึ่งก็ไม่อาจพ้นกับเครื่องหมายคำถามถึงอนาคตที่คลุมเครือ และตกเป็นเป้าให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์

เชื่อว่าปมนี้จะถูกคลายก็อาจจะตอนที่แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวในเรื่องของผลประชามติ ซึ่งอาจจะแก้ในกรณีการถูกคว่ำไปด้วยกัน หรืออาจจะรอหยั่งกระแสเมื่อ “กฎหมายฉบับปราบโกง” ฉบับนี้ถูกปรุงแต่งจนแล้วเสร็จและเสิร์ฟไปสู่ประชาชน

เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ย้ำแล้วว่าจะเส้นทางไปสู่การเลือกตั้ง ที่หมายหลักชัยคือปี 2560 แต่อย่าลืมรายละเอียดระหว่างทางที่จะไปถึงโดย “สวัสดิภาพ” ย่อมสำคัญเช่นกัน!

เส้นทาง‘รัฐธรรมนูญ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222152.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
เส้นทาง‘รัฐธรรมนูญ’

เส้นทาง‘รัฐธรรมนูญ’ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

               ถนนทางการเมืองจากนี้เรียกได้เลยว่า จะไม่ราบรื่นเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะหากนับจริงๆ แล้ว นี่คือจุดหักเลี้ยวของรอยต่อแห่งอำนาจของ คสช. เนื่องจากเรียกได้ว่า นี่คือโค้งสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สอง หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหมาย เมื่อพ้นจุดหักเลี้ยวนี้แล้วเราก็จะก้าวเข้าสู่โหมดเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

เหตุใดเราจึงไม่เรียกว่า นี่คือโค้งสุดท้ายของ คสช. เพราะหากตามโรดแม็พก็น่าจะเป็นเช่นนั้น  แต่นั่นก็เพราะทุกอย่างยังคงไม่แน่นอน  โดยเราสามารถย้อนกลับไปดูตัวอย่างได้เมื่อครั้งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ครั้งนั้นหลายคนก็พยายามจะเรียกเป็นโค้งสุดท้าย แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  ทุกอย่างก็เหมือนกลับหักเลี้ยวเข้าสู่จุดเริ่มต้น กระบวนการทุกอย่างถูกนับหนึ่งใหม่

ในครั้งนี้เราจึงไม่อาจเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นโค้งสุดท้าย ก่อนจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพราะยังไม่มีใครบอกได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” จะผ่านประชามติหรือไม่

ยิ่งดูจากเสียงตอบรับ เรายิ่งเห็นถึงความไม่แน่นอนของร่างฯ ฉบับนี้ เพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมีมากกว่าเสียงเยินยอยิ่งนัก  และเป็นเสียงวิจารณ์ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่ได้เป็นการวิจารณ์เพื่อแก้ไขแบบประนีประนอม  แต่เป็นการวิจารณ์ชนิดแตกหัก ในทำนองว่า หากยังเป็นอย่างนี้ ทางเลือกมีทางเดียวคือ โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

และมิใช่เพียงฝั่งตรงข้ามกับอำนาจรัฐที่หวังจะใช้การประชามติเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านผู้ถืออำนาจในปัจจุบันและเรียกร้องการร่างรัฐธรรมนูญในอีกรูปแบบเท่านั้น หากแต่เสียงวิจารณ์ที่ดังกระหึ่มนั้น ส่วนหนึ่งมาจากคนที่เรียกว่า “คนกันเอง” ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหว

คำถามว่า เกิดอะไร คำตอบง่ายๆ คือ เนื้อหาที่ออกมานั้น ไม่ตรงใจ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ เนื้อหาเกี่ยวกับหลักประกันด้านแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ควรจะเป็นจุดขายของรัฐธรรมนูญ เพื่อมาทดแทนจุดอ่อนเรื่องความไม่ชอบธรรมของการร่างและการจัดโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่แย้งอยู่กับหลักประชาธิปไตยสากล

ที่ผ่านมาจุดเรื่องสิทธิเสรีภาพ เป็นจุดที่ทำให้ “คนกันเอง” มักจะกล้อมๆ แกล้มๆ หลับตาให้รัฐธรรมนูญผ่านไป โดยอ้างว่าเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน..!!!

แต่ร่างฯ ฉบับนี้ทำให้หลายคนมองว่า จริงๆ แล้วคนร่างไม่ได้ใส่ใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แม้จะมีเสียงชี้แจงว่าเป็นเรื่องหลักการการเขียนที่ต่างกัน โดยพวกเขาเขียนเพื่อให้รัฐธรรมนูญกระชับ และเขียนเฉพาะเรื่องที่ห้ามทำ แต่ไม่เขียนเรื่องที่ไม่ห้าม

แต่ก็ถูกแย้งว่า การเขียนให้กระทำก็เป็นหลักการหนึ่งของรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพื่อเป็นกรอบให้เห็นว่ารัฐต้องทำอะไรหรือรับรองสิทธิประชาชนอย่างไร  การไม่เขียนไว้จะเป็นการเปิดช่องให้ตีความว่าไม่ต้องกระทำตาม

อย่างไรก็ตาม น่าสนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป  หากเราย้อนไปดูรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 จะพบว่าเป็นรัฐธรรมนูญ “ปลายเปิด” ไม่มีการเขียนผูกมัด เพราะไม่ได้บอกถึงอนาคตหลังรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน

นาทีนี้มีสองสมมุติฐานคือ  1.เริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และดำเนินกระบวนการคล้ายๆ เดิม ซึ่งหมายถึงโรดแม็พที่อาจต้องเลื่อนออกไปชนิดไม่มีกำหนด

สมมุติฐานที่ 2 คือ รัฐบาลโดย “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ตัดสินใจเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเอง และไม่จำเป็นต้องผ่านการประชามติแต่อย่างใด ซึ่งแนวทางนี้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เพราะจะไม่เสียเวลาและต้องยืดโรดแม็พออกไปอีก ยิ่งหากไปดูคำสัมภาษณ์ของนายกฯ ในช่วงที่ผ่านๆ มา ก็ยิ่งสนับสนุนในเส้นทางนี้

หากเลือกใช้แนวทางนี้ ก็จะมีประโยชน์สองทางสำหรับผู้ถืออำนาจ 1.เป็นการกดดันให้ประชามติผ่านไปกลายๆ เพราะประชาชนจะหวั่นว่า หากไม่เลือกฉบับที่มองเห็นก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไรมา และ 2.ถึงที่สุดหากไม่ผ่านประชามติ พวกเขาก็จะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ ถือว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ถามว่าจะชัดเจนเมื่อไหร่  ตอบง่ายๆ เลยว่า น่าจะเร็วๆ นี้ เพราะในเฉพาะหน้าพวกเขาต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเสียงผ่านจะใช้ประชามติเท่าไหร่ และโอกาสนี้เองที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ไปในคราวเดียวกัน

จากนี้การเมืองจะชัดเจนและแหลมคมยิ่งขึ้น…!!!

คสช.ขยับปรับเกมรุก-รับสู้‘ทักษิณ’เคลื่อนไหวต้านรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222073.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
คสช.ขยับปรับเกมรุก-รับสู้‘ทักษิณ’เคลื่อนไหวต้านรธน.

คสช.ขยับปรับเกมรุก-รับสู้‘ทักษิณ’เคลื่อนไหวต้านรธน. : ขยายปมร้อน โดยจิตตราภรณ์ เสนวงศ์

           กลายเป็นประเด็นร้อนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)จับตามองอีกครั้ง เมื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

“ระบุว่า เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประเทศชาติถอยหลังเข้าคลอง ตลอดจนการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสกลับมาบริหารประเทศและให้เตรียมพร้อมในการเลือกตั้งในเร็ววันนี้”

โดยการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวผ่านวิดีโอคอล มาถึงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย และแกนนำเขตกทม.ในงานเลี้ยงสังสรรค์ เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ที่บ้านพักย่านลาดปลาเค้า ซึ่งมีอดีตส.ส.มาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ทำให้หลายคนต้องการคำตอบว่า ท่าทีของคสช.จะเป็นอย่างไร พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) จะปฏิเสธตอบคำถาม แต่ได้มีการสั่งการผ่านสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ให้ พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว

“นายทักษิณ อยู่ในสถานะของนักโทษ แต่ยังไม่ได้เดินทางมารับโทษ การแสดงความคิดเห็นใดๆ ผมเชื่อว่าประชาชนมีความรู้วิจารณญาณว่าควรรับฟังหรือไม่ ในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ เราต้องการความร่วมมือปรองดองไม่ต้องการการมายุแหย่ การแตกความสามัคคี การแบ่งแยก ฉะนั้นอยากให้พิจารณาถึงสถานะของนายทักษิณ กับสถานะผู้ที่กำลังบริหารราชการแผ่นดิน” พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าว

ในขณะเดียวกัน แหล่งข่าว คสช. กล่าวว่า การออกมาโจมตีร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว และเขาตั้งใจปล่อยข่าวออกมา เพื่อส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ซึ่งจะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ทีมงานของเขาก็ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมๆ กัน เพื่อแสดงจุดยืนในการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ธีรชัย เน้นให้ความสำคัญงานเชิงรุกในเรื่องของการประชาสัมพันธ์เรื่องรัฐธรรมนูญผ่านทางทีมโฆษก คสช. และหน่วยทหารทั่วประเทศที่ต้องลงพื้นที่และมีกลุ่มของนักศึกษาวิชาทหาร ลงพื้นที่ไปชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจถึงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

หลังจากมีกลุ่มการเมืองพยายามบิดเบือน ตลอดจนการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติให้มากที่สุด ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน

ถือว่าเป็นงานหนักของ คสช. ที่จะต้องควบคุมสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ ที่นับวันจะทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้

วิพากษ์ร่างรธน.ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160208/221988.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559
วิพากษ์ร่างรธน.ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

วิพากษ์ร่างรธน.ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี

              “รัฐธรรมนูญ” นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น ต้องยอมรับว่าไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าฉบับไหนคือฉบับที่ดีที่สุด หรือว่าเป็นฉบับที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด

มีเพียงแค่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นมากที่สุดเท่านั้น เพราะแต่ละฉบับนั้นต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป

และอยากให้ทำความเข้าใจเสียด้วยว่า ระบอบประชาธิปไตยของประเทศหนึ่งนั้น ไม่สามารถที่จะนำไปใช้กับอีกประเทศหนึ่งได้อย่างสมบรูณ์แบบตามที่ตัวเองต้องการได้

เพราะธรรมชาติทางการเมืองของแต่ละประเทศ ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมของประเทศนั้นๆ มีความแตกต่างกันออกไป

จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่หากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ก็ต้องผ่านการวิพากษ์วิจารณ์โดยประชาชนจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” กลับปรากฏมุมของการห้ามวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ทั้งๆ ที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องมีการทำประชามติ อีกทั้งขณะนี้ก็อยู่ในช่วงของการรับฟังความเห็น

เพราะเมื่อมีผู้ออกมาเสนอความเห็นเข้าจริงๆ กลับกลายเป็นว่าถูกห้าม เช่น กรณีของ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. ที่โดยเรียกไปพูดคุยที่กองทัพภาคที่ 1 ทันที

รวมถึงกรณีล่าสุดที่ คสช.ไม่อนุญาตให้คณาจารย์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้าจัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. ปฏิรูปได้จริงหรือ?” โดยให้เหตุผลว่าขออนุญาตไม่ถึง 7 วัน

ดังนั้น คงไม่ผิดนักหากจะพูดว่า รัฐบาลหวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ จึงพยายามปิดกั้นกลุ่มคนที่แสดงความเห็นสวนทางกับสิ่งที่ คสช.และรัฐบาลพยายามอธิบายว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ตอบโจทย์ของประเทศอย่างแท้จริง

ซึ่งถ้าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีจริงแล้ว ก็คงไม่ต้องกลัวคนจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา เลย รัฐบาลสามารถใช้สื่อที่มีอยู่ในมือได้อย่างเต็มที่ในการอธิบายให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญได้อยู่แล้ว

การปิดกั้นหรือสกัดกั้นกลุ่มคนที่เห็นต่างนั้น รังแต่จะยิ่งทำให้การลงคะแนนประชามติมีปัญหาในเรื่องของความชอบธรรม

เพราะปัจจุบันประชาชนมีพัฒนาการทางการเมืองเกินกว่าที่อำนาจใดๆ จะชี้ให้ซ้ายหันขวาหันโดยปราศจากเหตุผลได้อีกแล้ว

ดังนั้น รัฐบาลต้องระวังเรื่องของกระแสตีกลับให้ดี เพราะอาจจะกลายเป็นการโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างท่วมท้นขึ้นมา และถูกเอาไปตีกินว่า ประชาชนไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นได้

สิ่งที่ควรจะเป็นคือ รัฐบาลจะใช้กลไกของรัฐในการรณรงค์เผยแพร่ก็ทำไป แต่ไม่ควรที่จะปิดกั้นกลุ่มที่เห็นแตกต่าง และไม่ควรใช้อำนาจกดดันกลุ่มคนที่เห็นต่างให้หันมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ข้อเสนอที่จะให้นักศึกษาวิชาทหารไปยืนที่หน้าหน่วยลงคะแนนประชามติด้วยนั้น เป็นสิ่งที่ต้องเลิกคิดทันที เพราะหากทำแบบนั้นก็เท่ากับว่ารัฐบาลจะถูกมองว่าในช่วงของการรณรงค์ก็ใช้อำนาจเต็มรูปแบบ ในวันลงคะแนนประชามติก็ยังให้นักศึกษาวิชาทหารไปยืนที่หน้าหน่วยลงคะแนนอีก กลายเป็นว่ารัฐบาลต้องการมัดมือชกเข้าไปอีก

จริงอยู่ว่า ทันทีที่กลุ่ม นปช.ประกาศจุดยืนในการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น การเคลื่อนไหวย่อมจะยากลำบาก แต่ก็ยังเห็นความพยายามทำอย่างสุดความสามารถ ให้ประชาชนเห็นถึงผลเสียของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

เพราะวันนี้กลุ่ม นปช.เองมองไปที่สนามรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก่อนเป็นอันดับแรก ยังไม่ได้มองไปถึงจุดที่ว่า สุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือว่าไม่ผ่านประชามติ

ที่สำคัญ การทำประชามติครั้งนี้อยู่ในสายตาของคนทั่วโลก ดังนั้น หากมีกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ย่อมจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไปด้วย

เพราะภูมิภาคอาเซียนในวันนี้ ประเทศไทยและพม่าถูกมองว่ากำลังเดินสวนทางกัน กองทัพของพม่ากำลังถอยออกจากอำนาจ สัญญาณในทางบวกจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ขณะที่ประเทศไทยนั้น กองทัพกลับถูกมองว่ากำลังจะถลำลึกลงไปในอำนาจมากขึ้นทุกที ดังนั้น เชื่อว่าสายตาของชาวโลกในเวลานี้ จ้องมองมาที่ทั้ง 2 ประเทศด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากในอดีตไปแล้ว

การลงคะแนนประชามติครั้งนี้จึงสำคัญมากต่อประวัติศาสตร์การเมืองของไทย

อย่าให้ถูกมองว่าวัตถุประสงค์ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา เพียงเพื่อต้องการวางกับดักไว้รอนักการเมืองบางคน บางพรรค

รัฐบาลต้องคิดและตระหนักให้ดีว่า การใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขตนั้น ไม่ให้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการเสมอไป