ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จับมือ 4 ธนาคารชั้นนำของไทย พัฒนาระบบสวิทชิ่งสำหรับบัตรธนาคารภายในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

 เซี่ยงไฮ้,จีน–26 ก.พ.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ 4 อันดับแรกในประเทศไทย ประกาศเปิดตัวบริษัท ไทย เพย์เมนต์ เน็ตเวิร์ก (Thai Payment Network) หรือ TPN อย่างเป็นทางการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครือข่ายสวิทชิ่งสำหรับบัตรธนาคารในประเทศไทยที่ใช้มาตรฐานด้านเทคนิคของยูเนี่ยนเพย์ โดยก่อนหน้านี้ มาตรฐานบัตร ยูเนี่ยนเพย์ IC ได้กลายมาเป็นมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมการธนาคารในประเทศไทย และด้วยความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากบริษัทร่วมทุนแห่งนี้ ปัจจุบัน ยูเนี่ยนเพย์จึงได้นำเสนอมาตรฐานด้านเทคนิคสำหรับการสร้างระบบสวิทชิ่งให้แก่บัตรธนาคาร ทั้งนี้ นายเก่อ หัวหย่ง ประธานไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ นายไช่ เจียนโป ซีอีโอของยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล และนายโชค ณ ระนอง ประธานบริษัท TPN ได้เข้าร่วมพิธีเปิดตัวครั้งนี้ โดยมีนายบัญชา มนูญกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและผู้อำนวยการสำนักงานตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทยเดินทางมาร่วมงานเพื่อแสดงความยินดี

          เมื่อปี 2555 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้ว่า การโอนเงินระหว่างธนาคารในประเทศโดยการใช้บัตรเดบิตของธนาคารในไทยจะสามารถดำเนินการได้ภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้น บริษัท TPN จึงถูกจัดตั้งขึ้นในเดือนกันยายน 2557 และประเทศไทยก็มีนโยบายที่จะสร้างแบรนด์บัตรเดบิตแบบอิสระภายใต้แบรนด์ TPN และได้ออกบัตร UnionPay TPN ซึ่งผู้ใช้สามารถนำบัตรไปใช้งานได้อย่างสะดวกผ่านเครือข่ายยูเนี่ยนเพย์ที่มีอยู่ทั่วโลก

          TPN เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่ประสบความสำเร็จของยูเนี่ยนเพย์ เพื่อบุกเบิกช่องทางใหม่ๆในการขยายตลาดประเทศ ด้วยการนำเสนอมาตรฐานด้านเทคนิค การใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านเทคโนโลยี ซึ่งยูเนี่ยนเพย์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินในตลาดเหล่านี้ พร้อมทั้งผนวกรวมเทคโนโลยี สินค้า การให้บริการ และอิทธิพลของแบรนด์ของยูเนี่ยนเพย์เข้าไปยังตลาดเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

          การเปิดตัว TPN มีความสำคัญหลายประการ ดังนี้ 1. นับเป็นความก้าวหน้าครั้งใหม่ของจีนในการนำเสนอมาตรฐานเทคนิคด้านการเงินที่พัฒนาขึ้นเอง และยูเนี่ยนเพย์ก็ได้กลายเป็นต้นแบบให้แก่บริษัทต่างๆของจีนใน “การก้าวสู่ระดับโลก” 2. ความร่วมมือระหว่างยูเนี่ยนเพย์และอุตสาหกรรมการธนาคารของประเทศไทยได้ก้าวหน้าขึ้นจากความร่วมมือด้านบัตรธนาคารที่มีอยู่เดิมสู่ความร่วมมือด้านมาตรฐานเทคนิคเชิงลึก เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงสู่การเป็นที่ยอมรับในวงกว้างและการให้บริการบัตรยูเนี่ยนเพย์ในประเทศ; 3. TPN จะช่วยให้ยูเนี่ยนเพย์สร้างนวัตกรรมในรูปแบบการขยายธุรกิจที่สามารถทำซ้ำได้ และเร่งเดินหน้าการวางพื้นฐานธุรกิจระดับโลกของบริษัท

          นายเก่อ หัวหย่ง ประธานไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ กล่าวว่า “การสร้างเครือข่ายสวิทชิงในประเทศเป็นอีกหนึ่งหลักชัยของความร่วมมือด้านการเงินระหว่างจีนและไทย เราจะนำเสนอประสบการณ์ของเราในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) ในประเทศ และช่วยสนับสนุนการชำระเงินผ่านบัตรธนาคารในสาขาอื่นๆ นอกจากนี้ เราจะเข้าร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินและการยกระดับอุตสาหกรรมในตลาดต่างประเทศด้วยรูปแบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ “โครงการพื้นที่และเส้นทางเศรษฐกิจของจีน (Belt and Road)”

          ขณะนี้ บัตรยูเนี่ยนเพย์สามารถงานได้ใช้กับตู้เอทีเอ็มเกือบทุกตู้และผู้ค้ากว่า 70% ในประเทศไทยที่มีการออกบัตรยูเนี่ยนเพย์กว่า 1 ล้านใบ และจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

          สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unionpayintl.com/

          แหล่งข่าว: ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล

“หัวเว่ย” ผนึกกำลัง “ไลก้า คาเมร่า” เปิดศักราชใหม่ของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–25 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ผู้นำแห่งวงการสมาร์ทโฟนและวงการกล้องจับมือกันสร้างสรรค์ยุคใหม่ของการถ่ายภาพขั้นเทพ

วันนี้ หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสิเนส กรุ๊ป (Huawei Consumer Business Group: BG) และไลก้า คาเมร่า เอจี (Leica Camera AG) มีความยินดีที่จะประกาศความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างสองบริษัท อันเป็นการทำงานร่วมกันโดยมีเจตนารมณ์และจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยจะเปิดทางให้ทั้งสองแบรนด์ได้ผสานรวมศิลปะการรังสรรค์ผลงาน วิศวกรรมที่พิถีพิถัน และความมุ่งมั่นในการร่วมมือกันสู่ความสำเร็จ เพื่อสร้างขุมพลังในการเปิดศักราชใหม่ของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน

ในปี 2555 หัวเว่ยขึ้นแท่นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก จากนั้นในปี 2558 หัวเว่ยได้กลายเป็นบริษัทจีนแห่งแรกที่จำหน่ายโทรศัพท์มือถือได้มากกว่า 100 ล้านเครื่องในปีเดียว นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเป็นแบรนด์จีนรายแรกที่ติดอันดับ Interbrand Best Global Brands ในปี 2557 และทะยานขึ้นสู่อันดับ 88 ในปี 2558 ในขณะที่กำลังเปิดตัว Huawei Watch และ Huawei P8 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีทั่วโลก ส่วนในปี 2559 นี้ หัวเว่ยเตรียมสานต่อความสำเร็จร่วมกับไลก้า คาเมร่า สุดยอดแบรนด์ดังในโลกแห่งการถ่ายภาพ ภายใต้ความร่วมมืออันเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย เพื่อนำเสนอประสิทธิภาพการถ่ายภาพอันเหนือชั้นให้แก่ผู้บริโภค

เป็นเวลากว่า 100 ปีแล้วที่ผู้ผลิตกล้องถ่ายรูประดับพรีเมียมอย่างไลก้า คาเมร่า ได้สร้างสรรค์กล้องน้ำหนักเบาซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บุกเบิกการถ่ายภาพข้างถนน รวมถึงเลนส์ระดับเวิลด์คลาส เพื่อเติมเต็มความต้องการของบรรดานักถ่ายภาพ วิศวกรรมด้านกล้องที่เปี่ยมด้วยอัจฉริยภาพและงานฝีมืออันน่าทึ่ง ได้ทำให้กล้องไลก้าที่โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์จุดสีแดงกลายเป็นสุดยอดผลงานทางวิศวกรรมของเยอรมนี และยังคงดึงดูดใจผู้บริโภครุ่นใหม่ๆที่อยากมี ลุคแบบไลก้าและต้องการครอบครองผลงานชิ้นเอกเหล่านี้ นอกเหนือจากการนำเสนอผลงานชั้นเลิศที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันแล้ว ไลก้ายังมีส่วนช่วยสนับสนุนช่างภาพชื่อดังและนักถ่ายภาพดาวรุ่งจากทั่วโลกด้วย

ริชาร์ด หยู ซีอีโอของหัวเว่ย คอนซูเมอร์ บีจี กล่าวว่า เราเลือกหุ้นส่วนของบริษัทด้วยความรอบคอบ สำหรับความร่วมมือครั้งพิเศษนี้ เราจะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของสองแบรนด์ให้แก่ผู้บริโภคและลูกค้าในวงกว้าง อันได้แก่ การผสานนวัตกรรมและดีไซน์อย่างลงตัว การยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ และการเดินหน้าจุดประกายความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ผ่านการถ่ายภาพระดับพรีเมียมด้วยคุณภาพเหนือชั้น ไลก้าคือตำนานแห่งวงการถ่ายภาพ เราเชื่อว่าไม่มีผู้ผลิตกล้องรายใดที่ปฏิวัติวงการได้มากเท่าไลก้าอีกแล้ว หัวเว่ยมีความภูมิใจสูงสุดในเรื่องคุณภาพของสมาร์ทโฟน และไลก้าก็เป็นผู้นำด้านคุณภาพในวงการกล้องเช่นกัน

โอลิเวอร์ คัลท์เนอร์ ซีอีโอของไลก้า คาเมร่า เอจี กล่าวว่า ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างหัวเว่ยและไลก้า คาเมร่า สะท้อนความปรารถนาของสองแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก ในการขยายขอบเขตความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี นอกจากนวัตกรรมอันแข็งแกร่งและมาตรฐานระดับพรีเมียมแล้ว ทั้งสองบริษัทยังมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างสรรค์สุดยอดคุณภาพที่ไม่เป็นสองรองใคร การสร้างความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับหัวเว่ยได้มอบโอกาสครั้งพิเศษให้แก่ไลก้า คาเมร่า ในการนำความเชี่ยวชาญด้านกล้องไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเปิดทางสู่ธุรกิจอุปกรณ์มือถือ สมาร์ทโฟนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในโลกแห่งการถ่ายภาพ ทั้งยังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ไลก้าได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่และการใช้งานในรูปแบบใหม่ๆด้วย”

ดร.แอนเดรียส คอฟแมน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และประธานคณะกรรมการกำกับดูแลของไลก้า คาเมร่า เอจี กล่าวว่า แบรนด์ระดับตำนานอย่างไลก้าเปี่ยมด้วยนวัตกรรม ความแม่นยำขั้นสูง และการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ผมยินดีและเชื่อมั่นว่าบริษัทขนาดกลางอย่างไลก้า คาเมร่า จะนำคุณค่าและความชำนาญด้านวิศวกรรมกล้องมาสู่หัวเว่ย เพื่อให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน และเพื่อยกระดับคุณภาพไปอีกขั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลสำเร็จของการร่วมมือกันระหว่างหัวเว่ยและไลก้า ซึ่งครอบคลุมทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนา การออกแบบ วิศวกรรมร่วม ประสบการณ์ผู้ใช้ การตลาด และการจัดจำหน่ายนั้น จะมีการเปิดเผยต่อไปในอนาคต

เกี่ยวกับ หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสิเนส กรุ๊ป

หัวเว่ยนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในกว่า 170 ประเทศ รองรับความต้องการของประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลก บริษัทมียอดส่งมอบโทรศัพท์มือถือมากเป็นอันดับสามของโลกในปี 2557 และได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา 16 แห่งในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สวีเดน รัสเซีย อินเดีย และจีน หัวเว่ยดำเนินธุรกิจ 3 ส่วน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสิเนส กรุ๊ป ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ สมาร์ทโฟน อุปกรณ์บรอดแบรนด์เคลื่อนที่ อุปกรณ์ภายในบ้าน และบริการคลาวด์ หัวเว่ยดำเนินธุรกิจผ่านเครือข่ายทั่วโลกด้วยความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานกว่า 20 ปีในวงการโทรคมนาคม และมีความมุ่งมั่นเพื่อมอบความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://consumer.huawei.com/

ติดตามความเคลื่อนไหวของหัวเว่ย คอนซูเมอร์ บีจี เป็นประจำได้ที่

            เฟซบุ๊ก: facebook.com/HuaweiDevice

            ทวิตเตอร์: twitter.com/HuaweiDevice

            กูเกิลพลัส: google.com/+HuaweiDevice

            ยูทูบ: youtube.com/HuaweiDevice

            ฟลิกเกอร์: flickr.com/HuaweiDevice

เกี่ยวกับ ไลก้า คาเมร่า

 

ไลก้า คาเมร่า เอจี คือผู้ผลิตกล้องถ่ายรูปและกล้องส่องสำหรับกิจกรรมกีฬา (Sport Optics) สำหรับกลุ่มลูกค้าพรีเมียม ซึ่งดำเนินธุรกิจในระดับนานาชาติ ไลก้าเป็นแบรนด์ระดับตำนานที่มีความเป็นเลิศในการผลิตเลนส์ ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมได้ทำให้ผลิตภัณฑ์ของไลก้าสามารถรังสรรค์ภาพถ่ายที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ ทั้งในแง่ของความงามและการสื่อความหมาย ไลก้า คาเมร่า เอจี มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองเวทซลาร์ รัฐเฮสเซิน ประเทศเยอรมนี และมีฐานการผลิตแห่งที่ 2 ในเมืองวิลลา โนวา เดอ ฟามาลิเคา ประเทศโปรตุเกส นอกจากนั้นยังมีสำนักงานสาขาในจีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ อิตาลี ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ทันสมัยของไลก้าเป็นแรงผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างสดใสตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

แหล่งข่าว: หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสิเนส กรุ๊ป และไลก้า คาเมร่า

อีลิทคอร์ โชว์ศักยภาพระบบการจัดการบริการสำหรับ Wi-Fi MVNO ที่งาน MWC 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

งาน MWC ณ บาร์เซโลนา ประเทศสเปน–24 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

อีลิทคอร์ เทคโนโลยีส์ (Elitecore Technologies) ผู้ให้บริการโซลูชัน BSS, Packet Core และ Carrier Wi-Fi ล้ำยุค กำลังจัดแสดงขีดความสามารถของระบบการจัดการบริการ หรือ Service Management Platform (SMP) สำหรับผู้ให้บริการ Wi-Fi เคลื่อนที่บนโครงข่ายเสมือน ที่งาน Mobile World Congress 2016 โดยแพลตฟอร์ม SMP ช่วยให้บรรดา Wi-Fi MVNO ดำเนินการและขยายบริการ Wi-Fi ต่างๆได้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้สามารถนำเสนอบริการสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

 Elitecore logo / Elitecore logo

Elitecore logo

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20150304/732635)

Akshat Joshi รองประธานธุรกิจ Wi-Fi ของอีลิทคอร์ เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “เนื่องจาก Wi-Fi นำเสนอโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บรรดา MVNO จึงเล็งเห็นว่า Wi-Fiคือธุรกิจที่จะทำกำไรได้อย่างยั่งยืน แพลตฟอร์ม SMP ที่ครบวงจรและปรับขนาดได้ของอีลิทคอร์จะช่วยให้ MVNO มีโอกาสสร้างรายได้ใหม่ และได้ลูกค้ารายใหม่ๆ ด้วยการเปิดตัวบริการ Wi-Fi ที่แตกต่างออกไปได้อย่างรวดเร็ว”

แพลตฟอร์ม Wi-Fi SMP สำหรับ MVNO ของอีลิทคอร์นั้นมาพร้อมกับ GUI ที่สามารถปรับแต่งได้เพื่อรองรับผู้เช่าหลายราย จึงช่วยให้บรรดา MVNO สามารถให้บริการ Wi-Fi ต่างๆผ่านแพลตฟอร์มเดียว แพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้ MVNO ที่มีการควบคุมอย่างอิสระสามารถออกแบบและสร้างสรรค์แพ็กเกจ Wi-Fi ที่มีรูปแบบเฉพาะตัวได้ รวมทั้งมีพอร์ทัลเป็นของตัวเองและสามารถดูแลได้เอง พร้อมอำนวยความสะดวกในการสร้างแบรนด์ตามความต้องการของลูกค้า ระบบ Wi-Fi SMP ที่พร้อมใช้งานในอนาคตของอีลิทคอร์ประกอบไปด้วย dual stack AAA ตามมาตรฐาน 3GPP, Captive Portal, Rating and Charging, Billing, Voucher Management System, Policy Control, Roaming and Mobile App ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีการชำระส่วนแบ่งรายได้ให้กับคู่ค้า, ANDSF, Advertisement Server และMonetization Framework สำหรับบริการบอกตำแหน่ง ซึ่งเปิดทางให้ MVNO สามารถคว้าโอกาสทางรายได้ใหม่ๆ ด้วยการเปิดตัวบริการดิจิตอลล้ำยุคครอบคลุมธุรกิจแนวดิ่งที่แตกต่างกัน

แพลตฟอร์มที่หลอมรวมและยืดหยุ่นของอีลิทคอร์ช่วยให้ MVNO ประหยัดงบประมาณในส่วนของ Capex ลงได้ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเข้าถึง Wi-Fi แยกต่างหาก นอกจากนี้ยังช่วยให้ MVNO เปิดตัวแพ็กเกจบริการที่ให้ผลกำไรได้อย่างรวดเร็วเพื่อมอบมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้า ความเชี่ยวชาญที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอีลิทคอร์ในการนำเสนอบริการ MVNO Wi-Fi จะมอบความเป็นเลิศในการดำเนินงานแก่ผู้ให้บริการ รับประกันรายได้ อีกทั้งยังช่วยให้การสนับสนุนแบบนอกกรอบซึ่งตอบโจทย์แผนการดำเนินธุรกิจทั้งหมดของเหล่า MVNO

เกี่ยวกับ อีลิทคอร์

อีลิทคอร์ ในเครือ Sterlite Technologies Limited เป็นผู้จัดหาผลิตภัณฑ์และบริการด้านไอทีระดับโลกที่นำเสนอโซลูชัน BSS, Packet Core และ Carrier Wi-Fiล้ำยุคที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมใช้งาน ผลิตภัณฑ์และบริการของอีลิทคอร์อิงมาตรฐาน TM Forum และ 3GPP และสอดคล้องกับระบบของผู้ขายรายใหญ่ในการตอบสนอง CSP ที่ต้องการนำบริการออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นและลด TCO ลง อีลิทคอร์ได้ให้บริการติดตั้งเครือข่ายมากกว่า 150 แห่งทั่วโลกสำหรับผู้ให้บริการ 52 รายในกว่า 40 ประเทศ ฐานลูกค้าที่พึงพอใจในบริการของอีลิทคอร์ประกอบไปด้วยผู้ให้บริการรายใหญ่ 30 อันดับแรกของโลกถึง 11 แห่ง http://www.elitecore.com

ติดต่อ:

LK Pathak

รองประธานฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร

โทร. +91-992-501-2059

อีเมล: l.k.pathak@elitecore.com

ที่มา: อีลิทคอร์ เทคโนโลยีส์

Robert Mondavi Winery ฉลองครบรอบ 50 ปี ด้วยการเดินหน้าสนับสนุนงานประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮ่องกง–25 ก.พ.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Robert Mondavi Winery กำลังฉลองครบรอบ 50 ปีในปีนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ Robert Mondavi ชายผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเผยแพร่ไวน์แคลิฟอร์เนียให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และความใฝ่ฝันของเขายังคงสร้างแรงบันดาลใจมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับในเอเชียนั้น Robert Mondavi Winery กำลังเฉลิมฉลองด้วยการเดินหน้าสนับสนุนงานประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160217/8521600978

http://photos.prnasia.com/prnvar/20140110/8521400145LOGO

เจค เจค็อบ รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียของ Constellation Brands กล่าวว่า “เราต้องการสานต่อความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จลุล่วงมาตลอด 3 ปี เราจึงรู้สึกยินดีมากที่ได้ให้การสนับสนุนงาน Asia’s 50 Best Restaurants ต่อไป ร้านอาหารที่คว้ารางวัลนี้จะได้รับการกล่าวขานในหมู่นักชิมทั่วเอเชีย และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในงานนี้ ซึ่งมีคอนเซปต์ตรงกับ Robert Mondavi Winery นั่นคือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ความเป็นเลิศ และความหลงใหลในสิ่งที่ทำ”

นอกจากนี้ ความร่วมมืออันดีระหว่างกันจะมีส่วนช่วยยกระดับวัฒนธรรมการดื่มไวน์ของเรา โดยการดื่มไวน์จะได้อรรถรสมากขึ้นเมื่อเรามีไวน์ที่ดี อาหารที่อร่อย และกลุ่มเพื่อนที่รู้ใจ”

งานประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 โดยเป็นเวทีรวบรวมความคิดเห็นและประสบการณ์ตลอดทั้งปีของผู้เชี่ยวชาญด้านร้านอาหารกว่า 300 คนจากทั่วเอเชีย ที่จะมาเผยรายชื่อร้านอาหารยอดนิยมในภูมิภาค โดยมีไวน์ Robert Mondavi เสิร์ฟตลอด 3 วันของการจัดงานมาตั้งแต่ปีแรกที่มีการมอบรางวัล

นอกเหนือจากการสนับสนุนงานประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants แล้ว Robert Mondavi Winery ยังเตรียมเฉลิมฉลองด้วยกิจกรรมอื่นๆตลอดทั้งปี ซึ่งรวมถึงการจัดแคมเปญการตลาดแบบ through the line และการเปิดตัว “Maestro” ไวน์บอร์โดใหม่ล่าสุดเพื่อเป็นเกียรติแก่ Robert Mondavi

Maestro เป็นไวน์บอร์โดที่เกิดจากการผสมผสานกันอย่างลงตัวของผลแบล็คเคอแรนท์ผนวกกับกลิ่นหอมของมอคค่า เติมเต็มด้วยรสชาติอันสดชื่นของเชอร์รี ให้สัมผัสที่เข้มข้นละมุนลิ้น วัตถุดิบเหล่านี้เสาะแสวงหามาจากทั่ว Napa Valley ซึ่งรวมถึงไร่องุ่น To Kalon และ Wappo Hill อันโด่งดัง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองผลงานและความปราดเปรื่องของ Robert Mondavi ทั้งนี้ Maestro จะวางจำหน่ายทั่วเอเชียตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160217/8521600978
โลโก้ – http://photos.prnasia.com/prnh/20140110/8521400145LOGO

ผลวิจัยชี้การใช้ Autologous Conditioned Serum (ACS) ควบคู่กับการทำกายภาพบำบัด ให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มาดริด และดุสเซลดอร์ฟ, เยอรมนี–25 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ข้อมูลเมื่อปี 2556 จากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคข้อเข่าเสื่อมพบได้ใน 10-15% ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีทั่วโลก โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดหรือวิธีอื่นๆที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การฉีดสารต่างๆเข้าข้อต่อโดยตรง อาทิ กรดไฮยาลูโรนิก คอร์ติโคสเตียรอยด์ พลาสมาที่อุดมไปด้วยเกล็ดเลือด และ Autologous Conditioned Serum (ACS / Orthokine(R))

คณะนักวิจัยชาวสเปนซึ่งประกอบด้วย ดร.ไฮเม บาเซลกา การ์เซีย-เอสคูเดโร และดร.เปโดร มิเกล เฮอร์นานเดส ทริลลอส ได้ทำการวิจัยเชิงสังเกตแบบไปข้างหน้า (prospective) เพื่อศึกษาภาวะข้อเข่าเสื่อมข้างเดียว โดยผลการศึกษาในหัวข้อ “Treatment of Osteoarthritis of the Knee with a Combination of Autologous Conditioned Serum and Physiotherapy: A Two-Year Observational Study” เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ทางวารสาร “PLoS ONE”

การวิจัยดังกล่าวมีผู้ป่วยอายุระหว่าง 34-81 ปีเข้าร่วมทั้งสิ้น 118 คน เป็นระยะเวลารวม 24 เดือน โดยในช่วงเริ่มการทดลอง ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีระดับความเจ็บปวดเฉลี่ย 8.1 ตามมาตรวัด Numeric Rating Scale (NRS 0-10) ซึ่งสอดคล้องกับค่า Western Ontario and McMaster Universities Osteoarthritis Index (WOMAC)จากนั้นผู้วิจัยได้ทำการฉีดยา ACS ขนาด 2 mL เข้าข้อต่อของผู้ป่วย 4 ชุด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ตามมาด้วยการทำกายภาพบำบัด 30 ครั้ง

ผลลัพธ์

ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่า ระดับความเจ็บปวดตามมาตรวัด NRS ได้ปรับตัวลดลงมากกว่า 60% ในช่วง 3 เดือนแรกภายหลังการรักษา และมีค่าทรงตัวอยู่ในระดับนั้น ส่วนระดับความเจ็บปวดตามมาตรวัด WOMAC ก็ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ผลลัพธ์จากการวิจัยดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ น้ำหนัก และระยะของโรคแต่อย่างใด ทั้งนี้ ศ.ดร.ปีเตอร์ เวห์ลิง ซีอีโอของ Orthogen AG ในเมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทั้งในแง่ของอาการปวดและการทำงานของร่างกายในการวิจัยครั้งนี้น่าประทับใจอย่างยิ่ง

เกี่ยวกับ ACS/ Orthokine(R)

Orthokine(R) หรือที่วางจำหน่ายในเยอรมนีในชื่อ Orthokin(R) เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับการรักษาที่ใช้เลือดของผู้ป่วยเอง โดยการได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องใช้กระบอกฉีดยา EOTII (ของบริษัท Orthogen Lab Services GmbH จากเมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี)

http://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0145551 (22.2.2016)

สามารถรับชมข่าวฉบับเต็มได้ที่ http://www.presseportal.de/nr/59057

ติดต่อ:

ปีเตอร์ เวห์ลิง

โทร. +49(0)211-3870012

อีเมลpress@orthogen.com

แหล่งข่าว: Orthogen AG

สนามบินนานาชาติดูไบเปิดอาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินใหม่ พร้อมรองรับผู้โดยสารกว่า 90 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–25 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

สนามบินนานาชาติดูไบ ศูนย์กลางการเดินทางอันดับหนึ่งของผู้โดยสารนานาชาติ เปิดตัว Concourse D อาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินใหม่ ขยายการรองรับผู้โดยสารจาก 75 ล้านคน เป็น 90 ล้านคนในวันนี้ ด้วยเงินลงทุนมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการและเพิ่มความสามารถในการรองรับสายการบินระหว่างประเทศกว่า 70 สายการบิน

ข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียกรุณาคลิกที่:

http://www.multivu.com/players/uk/7768951-dubai-international-airport-bigger-better

เรายังคงลงทุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบินระดับท็อป เพื่อยกระดับการให้บริการสำหรับสายการบินระหว่างประเทศ รวมถึงลูกค้าของสายการบินเหล่านั้น ด้วยการขยายขอบเขตการให้บริการที่จำเป็นเพื่อตอบสนองอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นชี้คอาห์เหม็ด บิน ซาอีด อัล มัคตุม ประธานสนามบินนานาชาติดูไบ,การบินพลเรือนดูไบ และเอมิเรตส์ กรุ๊ป กล่าว “Concourse D ได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้โดยสารโดยเฉพาะ ด้วยระยะการเดินที่สั้นลง, พื้นที่นั่งอันสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น, ตัวเลือกอันหลากหลายในบริเวณเลานจ์, ร้านค้าปลีกระดับโลก อีกทั้งอาหารและเครื่องดื่มพร้อมเสิร์ฟ จะสร้างความประทับใจและตื่นตาแก่ผู้โดยสารรวมถึงสายการบินที่เป็นพันธมิตรของเราอย่างแน่นอน”

สำหรับเที่ยวบินแรกที่ได้ประเดิม Concourse D ในวันนี้ คือ เที่ยวบินที่ 105 ของสายการบินบริติช แอร์เวย์ โดยการดำเนินการครั้งแรกและครั้งประวัติศาสตร์นี้มีการทดสอบและซักซ้อมกันอย่างเข้มข้นอยู่นานนับเดือน พร้อมด้วยอาสาสมัครกว่า 2,000 คนที่สวมบทเป็นผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก, การทดสอบสัญลักษณ์ป้ายบอกทาง, ร้านอาหารและร้านค้าปลีก รวมถึงการสัญจรของผู้โดยสารภายในอาคารหลังใหม่ ซึ่งจะมี 2 สายการบินที่ใช้งาน Concourse D ในวันปฐมฤกษ์ นั่นคือ สายการบินบริติช แอร์เวย์ และรอยัล จอร์แดเนียน ในขณะที่การดำเนินงานที่เหลือในเฟสอื่นๆจะมีขึ้นในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ข้างหน้า  

นอกเหนือไปจากฟีเจอร์ต่างๆที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางแล้ว Concourse D ยังคงนโยบายการให้บริการที่ทันเวลาด้วยเช่นกัน” พอล กริฟฟิทส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดของสนามบินนานาชาติดูไบกล่าว “วันนี้เราขอประกาศการคาดการณ์ประจำปี 2559 ว่า จะมีผู้โดยสาร 85 ล้านคนที่ประเมินว่าจะเดินทางมาใช้บริการสนามบินนานาชาติดูไบในปีนี้ การเปิดใช้ Concourse D จะช่วยส่งให้สนามบินนานาชาติของเรากว้างขวางและยอดเยี่ยมกว่าเดิม”

ทั้งนี้ อาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินใหม่ดังกล่าวเชื่อมต่อกับเทอร์มินอล 1 ที่ปรับปรุงใหม่ โดยมีรถรับส่งภายในสนามบินที่ลำเลียงผู้โดยสารได้เที่ยวละ 300คน ด้วยการออกแบบให้อยู่รอบอาคารโถงกลาง Concourse D จึงอยู่ไม่ไกลจากประตูทางขึ้นเครื่องบิน ผู้โดยสารจึงสามารถแสดงหลักฐานการขึ้นเครื่องจากบริเวณที่นั่งรอได้เลย อีกทั้งยังมีเวลาเพลิดเพลินไปกับร้านอาหารและเครื่องดื่มอันน่าตื่นตาตื่นใจที่เรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ได้อย่างไร้กังวล

แบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากมายจากทั่วโลกจะได้รับการเปิดตัวในดูไบและภูมิภาคเป็นครั้งแรก อาทิ The Kitchen ร้านอาหารคอนเซปท์แบบแคชวล ไดนิ่ง ที่จะมอบความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ผู้โดยสารผ่านฝีมือของ โวล์ฟกัง ปัค เชฟคันดัง, Pret a Manger ที่สนามบิน, Butlers Chocolate Cafe ช็อคโกแลตสัญชาติไอริชอันหรูหรา และ Camden Food Company ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารเพื่อสุขภาพรสชาติดีจากผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์แก่ทุกคน เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารไปพร้อมๆ กับความเพลิดเพลิน ภายในสนามบินยังมี YO! Sushi ร้านซูชิสัญชาติอังกฤษ และ CNN News Cafe ไว้คอยบริการ อีกทั้ง สตรีทฟู้ดอันขึ้นชื่ออย่าง Sharwarmanji ของเลบานอน, Taqado Mexican Kitchen และ ร้าน  Masale สาขาที่ 2 ในเครือภัตตาคาร Taste of India ที่ใหญ่กว่าเดิม นอกจากนี้ Concourse D ยังมีร้านอาหารขวัญใจนักท่องเที่ยวอีกหลายแบรนด์ อาทิ Giraffe ร้านอาหารจากสหราชอาณาจักรที่จะเปิดให้บริการ ณ สนามบินนานาชาติดูไบ เป็นสาขาที่ 2, Starbucks, KFC, Krispy Kreme, McDonald’s, Brioche Doree, The Noodle House, Cavier House & Prunier, Draft House sports bar, และ Costa Coffee

อาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินใหม่นี้มีพื้นที่นั่งอันสะดวกสบายมากมาย อีกทั้งบริการเพื่อความผ่อนคลาย อาทิ Be Relax และ SnoozeCube ห้องพักแคปซูลที่มีระบบป้องกันเสียงรบกวน ซึ่งมาพร้อมกับเตียง, โทรทัศน์, wi-fi ฟรี และที่ชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทอรนิกส์ นอกจากนี้ยังมีเลานจ์ 9 แห่งไว้บริการทั่วพื้นที่ 6,926 ตารางเมตร อันประกอบด้วยเลานจ์ของสายการบิน 5 แห่ง, เลานจ์ใหม่ของ Al Majlis, เลานจ์ของโรงแรมนานาชาติดูไบจำนวน 2 แห่ง และเลานจ์ VIP ของ Marhaba

JC Decaux จะดูแลสัมปทานการโฆษณาให้กับ Concourse D โดยเฉพาะ ด้วยการแนะนำสนามบินนานาชาติดูไบผ่านสื่อดิจิตอล และสื่อต่างๆ  รวมถึงความสำเร็จในการเป็นพันธมิตรกับ JTI เพื่อเพิ่มพื้นที่สูบบุหรี่สำหรับผู้โดยสารจำนวน 2 แห่งใน Concourse D

ด้านดูไบดิวตี้ฟรีใน Concourse D นั้น มีร้านค้ารวมทั้งสิ้น 175 แห่งกระจายอยู่บนพื้นที่ขนาด 7,000 ตารางเมตร จากพื้นที่สำหรับร้านค้าปลีกในสนามบินทั้งหมด 33,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซนแฟชั่น 2 โซน ซึ่งใช้พื้นที่รวม 1,000 ตารางเมตร, โซนน้ำหอมและเครื่องสำอางครอบคลุมพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร สำหรับโซนเครื่องดื่มและอาหารมีพื้นที่เกือบ 1,000 ตารางเมตร

บริเวณลานจอดเครื่องบินของ Concourse D นั้น มี 21 จุดจอด รองรับเครื่องบินขนาด Airbus A380 หรือ Boeing 747 ได้ 4 ลำ สำหรับ 11 จุดจอดซึ่งอยู่ไกลออกไปนั้น ออกแบบให้รองรับผู้โดยสารได้ 18 ล้านคน

หมายเหตุกองบรรณาธิการ:   

– Dubai Airports เป็นเจ้าของและบริหารจัดการ Dubai’s airports – Dubai International และ Dubai World Central
สนามบินนานาชาติดูไบเป็นศูนย์กลางการเดินทางอันดับหนึ่งของผู้โดยสารนานาชาติ และเป็นศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศอันดับสามของโลก

   – สำหรับภาพถ่ายความละเอียดสูง โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ประมวลภาพของเราที่       [http://www.dubaiairport.com/en/media-centre/Pages/ImageLibraryAlbums_New.aspx ]

วิดีโอ: http://www.multivu.com/players/uk/7768951-dubai-international-airport-bigger-better

ที่มา: Dubai Airports

ผลวิจัย SIRFLOX ได้รับการเผยแพร่ทางวารสารออนไลน์ Journal of Clinical Oncology

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซิดนีย์–25 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

วารสารชั้นแนวหน้าของสมาคม ASCO เผยแพร่ผลการวิจัย SIRFLOX ซึ่งเป็นการศึกษาผลการใช้ SIR-Spheres(R) Y-90 resin microspheres ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจาย (mCRC) จำนวน 530 ราย

Sirtex Medical Limited (ASX: SRX) ประกาศว่า ผลการวิจัย SIRFLOX ว่าด้วยการใช้ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ในการรักษาผู้ป่วย ได้รับการเผยแพร่ทางวารสารออนไลน์ Journal of Clinical Oncology (JCO) ซึ่งเป็นวารสาร peer-reviewed ชั้นนำของสมาคม American Society of Clinical Oncology (ASCO) [1] หลังจากที่ได้มีการรายงานผลวิจัยเบื้องต้นด้วยวาจาในการประชุม ASCO Annual Congress ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558

 Sirtex Logo / Sirtex Logo

Sirtex Logo

(โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20150119/724485 )

วารสาร JCO ได้เผยแพร่ผลวิจัย SIRFLOX ในลักษณะ “Rapid Communication” ซึ่งหมายถึงการเผยแพร่ข้อมูลที่จะพลิกวงการและเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติอย่างเสรี เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านและผู้ป่วยทุกคน

ศ.กาย เอ ฟาน เฮเซล จาก University of Western Australia ในเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ผู้เป็นหัวหน้าร่วมของการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ตามจุดยุติปฐมภูมิ (primary endpoint) ของการวิจัย ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักประเภทผ่าตัดไม่ได้ และมีการลุกลามไปยังตับเป็นส่วนใหญ่หรือในตับเพียงที่เดียวนั้น มีระยะปลอดโรค (PFS) เฉลี่ยทุกจุดที่ 10.2 เดือนในกลุ่มที่ได้รับการทำเคมีบำบัดพื้นฐานด้วย FOLFOX อย่างเดียว เทียบกับ 10.7 เดือนในกลุ่มที่เสริม SIR-Spheres ร่วมกับการทำเคมีบำบัด แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การเสริม SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ควบคู่กับการทำเคมีบำบัดนั้น ช่วยยืดระยะ PFS ในตับได้อย่างมีนัยสำคัญ จากค่าเฉลี่ย 12.6 เดือนในกลุ่มที่ทำเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว เป็น 20.5 เดือนเมื่อใช้ควบคู่กับ SIR-Spheres ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการลุกลามของเนื้องอกในตับได้ถึง 31% ทั้งนี้ การควบคุมโรคในระยะยาวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักประเภทผ่าตัดไม่ได้จำนวนหลายแสนคนนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเสียชีวิตด้วยเนื้อร้ายที่แพร่กระจายไปยังตับ

กิลแมน หว่อง ซีอีโอของ Sirtex Medical Limited กล่าวว่า การเผยแพร่ผลการวิจัย SIRFLOX ในครั้งนี้ สะท้อนถึงจุดสูงสุดและจุดเริ่มต้นของบริษัท เราได้ดำเนินโครงการวิจัย SIRFLOX นานนับสิบปีเพื่อนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า SIR-Spheres Y-90 resin microspheres เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาขั้นพื้นฐานที่นักวิทยาเนื้องอกสามารถนำมาใช้รักษาโรค mCRC ได้ การที่วารสาร JCO เลือกเผยแพร่ผลการวิจัย SIRFLOX เรียกได้ว่าเป็นการยอมรับว่าเทคโนโลยีของเราสามารถควบคุมการแพร่กระจายของเนื้อร้ายในตับอันเป็นผลมาจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

คุณหว่องกล่าวเสริมว่า เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อเราทำการวิเคราะห์ข้อมูลรวมจากการวิจัย SIRFLOX รวมถึง FOXFIRE และ FOXFIRE Global ที่จะมีการเปิดเผยในปี 2560 แล้ว เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในแง่ของอัตราการอยู่รอดอันเป็นผลมาจากการใช้ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ร่วมกับการทำเคมีบำบัดพื้นฐาน

ผลการค้นพบจากการวิจัย SIRFLOX

โครงการวิจัย SIRFLOX ได้เปิดรับผู้ป่วยโรค mCRC ประเภทผ่าตัดไม่ได้จำนวน 530 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคจากศูนย์การแพทย์ 87 แห่งในออสเตรเลีย ยุโรป อิสราเอล นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ระหว่างเดือนตุลาคม 2549 ถึงเดือนเมษายน 2556 โดยได้มีการแยกผู้ป่วย 530 รายออกเป็นสองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกประกอบด้วยผู้ป่วย 263 ราย ซึ่งถูกสุ่มรักษาด้วย mFOLFOX6 อันประกอบด้วย 5FU, leucovorin และ oxaliplatin และอาจมีการเสริม bevacizumab ตามดุลยพินิจของผู้วิจัยในแต่ละประเทศ ขณะที่ผู้ป่วยอีก 267 รายได้รับการรักษาด้วยการนำรังสีเข้าสู่ร่างกายเฉพาะจุด (SIRT) ด้วย SIR-Spheres Y-90 resin microspheres เพิ่มเติมจากการทำเคมีบำบัดด้วย mFOLFOX6 (ทั้งที่ใช้และไม่ใช้ bevacizumab)

การวิจัย SIRFLOX มีจุดยุติปฐมภูมิอยู่ที่ระยะปลอดโรค (PFS) ทุกจุด โดยผลวิจัยเผยให้เห็นว่า ผู้ป่วยมีค่า PFS เฉลี่ยทุกจุดที่ 10.2 เดือนในกลุ่มที่ทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 10.7 เดือนในกลุ่มที่เสริม SIR-Spheres ร่วมกับการทำเคมีบำบัด แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อัตราส่วนความเสี่ยงอันตราย (HR) อยู่ที่ 0.93 และ P = 0.43

อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดยุติทุติยภูมิ (secondary endpoint) ของการวิจัย นั่นคือ ค่า PFS เฉลี่ยในตับซึ่งเป็นจุดที่ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres พุ่งเป้ารักษาโดยตรงนั้น พบว่าฝั่งเคมีบำบัดอย่างเดียวมีค่า PFS อยู่ที่ 12.6 เดือน ขณะที่ฝั่ง SIRT มีค่า PFS อยู่ที่ 20.5 เดือน โดยมีอัตราส่วนความเสี่ยงอันตราย (HR) อยู่ที่ 0.69 (P = 0.002) จึงสรุปได้ว่า การเสริม SIRT ช่วยลดความเสี่ยงได้มากถึง 31% นอกจากนี้ แม้ว่าอัตราการตอบสนองต่อการรักษา (ORR) ในจุดต่างๆนั้นไม่แตกต่างกันมากนัก (68.1% เมื่อทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 76.4% เมื่อเสริม SIRT; ค่า P = 0.113) แต่ค่า ORR ในตับเมื่อเสริม SIRT นั้นมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (68.8% เมื่อทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 78.7% เมื่อเสริม SIRT; ค่า P = 0.042) โดยมีการตอบสนองอย่างสมบูรณ์ในตับเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่า (1.9% เมื่อทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 6.0% เมื่อเสริม SIRT; ค่า P = 0.020)

สำหรับอัตราการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ (AE) ระดับ 3 ขึ้นไป อยู่ที่ 73.4% ในกลุ่มที่ทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 85.4% ในกลุ่มที่เสริม SIRT (P = 0.516)ซึ่งรวมอาการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ SIRT ด้วย สำหรับระดับความปลอดภัยของวิธีการรักษาแบบผสมผสานนี้ เป็นไปตามการคาดการณ์ของผู้วิจัยและสอดคล้องกับผลการวิจัยครั้งก่อนๆ

ศ.ฟาน เฮเซล และผู้ร่วมวิจัยกล่าวสรุปว่า ค่า PFS ในตับเฉลี่ยที่ 20.5 เดือน ในกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยการทำเคมีบำบัดร่วมกับ SIRT นั้น นับเป็นความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการควบคุมการแพร่กระจายเฉพาะจุด เมื่อเทียบกับการทำเคมีบำบัดพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ที่มีค่า PFS เฉลี่ยเพียง 12.6 เดือน

ทางคณะวิจัยอธิบายเสริมว่า เนื่องจาก SIRFLOX เป็นการวิจัยแรกที่มีการประเมินค่า PFS ในตับ จึงไม่มีการวิจัยใดๆที่สามารถให้ข้อมูลแวดล้อมต่อการวิจัยนี้ได้ อย่างไรก็ตาม คณะวิจัยชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลการวิจัย CLOCC ที่เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งมีการใช้คลื่นความถี่วิทยุทำลายเซลล์ (RFA) ร่วมกับการทำเคมีบำบัดพื้นฐานด้วย FOLFOX ในผู้ป่วยโรค mCRC ประเภทผ่าตัดไม่ได้และมีการแพร่กระจายจำกัดอยู่ในตับนั้น แสดงให้เห็นว่าการยกระดับการควบคุมการแพร่กระจายของเนื้อร้ายในตับ ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราการอยู่รอดโดยรวม

ศ.ฟาน เฮเซล และผู้ร่วมวิจัย เปิดเผยว่า อัตราการอยู่รอดโดยรวมนั้นเป็นผลลัพธ์รอง (secondary outcome) ของการวิจัย SIRFLOX โดยกล่าวว่า ช่วงเวลาเปิดรับผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยตลอด 7 ปีพิสูจน์ได้ว่า การยกระดับการดูแลผู้ป่วยและการทำเคมีบำบัดในรูปแบบใหม่ๆ สามารถยืดระยะเวลาอยู่รอดของผู้ป่วยโรคmCRC ที่รับการรักษาด้วยการทำเคมีบำบัดพื้นฐาน เราจึงเตรียมทำการวิเคราะห์ข้อมูลระยะเวลาการอยู่รอด โดยใช้ข้อมูลจากหลายการวิจัย ทั้งจากการวิจัย SIRFLOXรวมถึงข้อมูลการวิจัยแบบสุ่มอีก 2 โครงการ ได้แก่ FOXFIRE และ FOXFIRE Global”

คณะวิจัยระบุว่า ในการวิจัยทั้ง 3 โครงการ ได้มีการเสริม SIRT ควบคู่กับการทำเคมีบำบัดด้วย oxaliplatin ในกลุ่มผู้ป่วยที่แทบจะมีคุณลักษณะไม่ต่างกัน โดยการวิจัย FOXFIRE และ FOXFIRE Global ได้เสร็จสิ้นการรับสมัครผู้ป่วยแล้ว และเมื่อรวมกับ SIRFLOX ก็จะมีผู้ป่วยรวมกันเป็นจำนวนกว่า 1,100 ราย ซึ่งนับว่าเพียงพอสำหรับการประเมินข้อได้เปรียบในแง่ของระยะการอยู่รอดและคาดว่าจะสามารถรายงานผลการค้นพบได้ในปี 2560

เกี่ยวกับ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres

SIR-Spheres Y-90 resin microspheres เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในขั้นตอนการทำรังสีร่วมรักษาที่เรียกว่าการนำรังสีเข้าสู่ร่างกายเฉพาะจุด (SIRT)หรืออีกชื่อหนึ่งคือการอุดเส้นเลือดด้วยสารกัมมันตรังสี อันเป็นการฉายรังสีปริมาณสูงโดยตรงไปที่เนื้องอกในตับ โดยใช้อนุภาคเรซินเคลือบสารกัมมันตรังสี Y-90หลายสิบล้านอนุภาค ซึ่งแต่ละอนุภาคมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ โดยแพทย์ด้านรังสีร่วมรักษาจะฉีดอนุภาคเรซินเหล่านี้ หรือที่เรียกว่าmicrospheres เข้าไปในหลอดเลือดแดงเฮปาติกผ่านทางสายสวนที่ถูกสอดทางหลอดเลือดแดงโคนขาผ่านการกรีดบริเวณขาหนีบ หลังจากนั้น SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ก็จะฝังตัวอยู่ในเส้นเลือดฝอยรอบๆเนื้องอกในตับ และแผ่รังสีเบตาระยะสั้นที่มีความเข้มสูง (เฉลี่ย 2.5 มม. สูงสุด 11 มม.) ไปยังเนื้องอกในตับ โดยไม่สร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อดีในตับ ขณะที่ค่าความถ่วงจำเพาะที่ต่ำของ Y-90 resin microspheres ส่งผลให้เลือดสามารถส่งกัมมันตภาพรังสีไหลเวียนได้อย่างทั่วถึงทั้งในและรอบๆเนื้อเยื่อในตับ

SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ผ่านการรับรองเพื่อใช้ในการรักษาเนื้องอกตับชนิดผ่าตัดไม่ได้ในออสเตรเลีย เช่นเดียวกับในสหภาพยุโรป (CE Mark) อาร์เจนตินา (ANMAT) บราซิล และอีกหลายๆประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย สิงคโปร์ และตุรกี นอกจากนี้ ยังมีการนำไปใช้ในอีกหลายๆประเทศ ทั้งฮ่องกง อิสราเอล มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ไต้หวัน และไทย SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ยังได้รับการรับรองในสหรัฐอเมริกา (FDA PMA) สำหรับใช้รักษามะเร็งตับที่ลุกลามจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และผ่าตัดเฉือนเนื้อร้ายไม่ได้ ร่วมกับการทำเคมีบำบัดหลอดเลือดในตับโดยใช้ floxuridine

เกี่ยวกับ Sirtex

Sirtex Medical Limited (ASX: SRX) เป็นธุรกิจเฮลธ์แคร์สัญชาติออสเตรเลียระดับแนวหน้าของโลก ที่มุ่งยกระดับการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผลิตภัณฑ์เด่นของบริษัทคือ รังสีบำบัดเฉพาะจุดสำหรับมะเร็งตับอย่าง SIR-Spheres Y-90 resin microspheres โดยมีการส่งมอบไปแล้วราว 55,000 โดส เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในศูนย์การแพทย์กว่า 900 แห่ง ในกว่า 40 ประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับชมได้ที่ http://www.sirtex.com

SIR-Spheres(R) เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Sirtex SIR-Spheres Pty Ltd

อ้างอิง

1) van Hazel GA, Heinemann V, Sharma NK et al on behalf of the SIRFLOX Study Group. SIRFLOX: Randomized phase III trial comparing first-line mFOLFOX6 (plus or minus bevacizumab) versus mFOLFOX6 (plus or minus bevacizumab) plus selective internal radiation therapy in patients with metastatic colorectal cancer. Journal of Clinical Oncology 2016 February 22; ePub doi: 10.1200/JCO.2015.66.1181

237-EUA-0216

แหล่งข่าว: Sirtex Medical Limited

อีลิทคอร์ จัดแสดงแพลตฟอร์มธุรกรรมการเงินแบบหลอมรวมสำหรับผู้ให้บริการเคเบิลบรอดแบนด์และเพย์ทีวี ที่งาน MWC 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาร์เซโลนา, สเปน–24 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – ประกาศความสำเร็จจากการให้บริการลูกค้าใหม่ 2 ราย

          อีลิทคอร์ (Elitecore) ผู้ให้บริการโซลูชัน BSS, Packet Core และ Carrier Wi-Fi ล้ำยุค กำลังจัดแสดงแพลตฟอร์มธุรกรรมการเงินแบบหลอมรวม หรือConvergent Billing Platform สำหรับผู้ให้บริการเคเบิลบรอดแบนด์และเพย์ทีวี ที่งาน MWC 2016 โซลูชัน B/OSS พร้อมใช้งานแบบเรียลไทม์นี้มีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จแล้วมากกว่า 10 กรณี ด้วยลูกค้าใหม่ 2 ราย โซลูชั่นดังกล่าวช่วยให้ทั้งผู้ให้บริการและพันธมิตรช่องทางต่างๆ สามารถขับเคลื่อนธุรกิจของตนได้ง่ายบนระบบเดียวกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากการเปิดตัวบริการที่แปลกใหม่

 Elitecore logo / Elitecore logo

Elitecore logo

          (โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20150304/732635)

          ความสำเร็จแรกมาจากผู้ให้บริการเพย์ทีวีชั้นนำรายหนึ่ง ซึ่งมีเป้าหมายที่จะให้บริการบรอดแบนด์ในรูปแบบแปลกใหม่ควบคู่ไปกับโซลูชันเพย์ทีวีบนระบบเดียว โดยที่ยังคงคำนึงถึงแผนงานและการเติบโตในอนาคต โซลูชันดังกล่าวสามารถเอื้อประโยชน์ต่อผู้ให้บริการด้วยกรณีการใช้งานที่แปลกใหม่ในรูปแบบต่างๆ เช่นBandwidth / Volume on Demand, FUP based plans, Add-on Plan Subscription, Quota Management (Volume and Time Based), Real Time Notifications, Quota Roll Over plans เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้ได้เร็วขึ้น

          ความสำเร็จลำดับต่อมามาจากกลุ่มบริษัทข้ามชาติมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีกิจการในกว่า 11 รัฐ และ 50 เมืองในอินเดีย ผู้ให้บริการรายนี้ได้มองหาระบบ B/OSS แบบครบวงจรที่แข็งแกร่ง ปรับขนาดได้ และมีประสิทธิภาพสูงสำหรับการดำเนินงานที่ราบรื่นและมีคุณภาพ เพื่อการเปิดตัวบริการบรอดแบนด์ผ่านสาย อีลิทคอร์ช่วยผู้ให้บริการรายนี้ด้วยการนำเสนอ Multiple Mobile Apps สำหรับลูกค้า หุ้นส่วน พนักงานภาคสนาม ตัวแทนและทีมขาย นอกเหนือไปจากนำเสนอกรณีการใช้งานที่แปลกใหม่ในรูปแบบต่างๆ เช่น Volume / Bandwidth On Demand, Multi-Tier FUP, Application Based Plans, Event Based Plans เป็นต้น

          Dhaval Vora รองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ของอีลิทคอร์ เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “ด้วยศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากและจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเราในธุรกิจบรอดแบนด์ผ่านสาย เราจึงกลับมาทวงบัลลังก์ผู้จำหน่ายชั้นนำที่นำเสนอระบบ B/OSS แบบครบวงจรแก่ผู้ให้บริการและช่วยให้พวกเขาสามารถเติบโตตามกลยุทธ์ที่วางไว้”

          แพลตฟอร์ม B/OSS ของอีลิทคอร์รองรับบริการเคเบิลบรอดแบนด์ เพย์ทีวี และ VoIP บนแพลตฟอร์มแบบหลอมรวมของบริษัท ซึ่งช่วยให้บรรดา ISP สามารถขับเคลื่อนธุรกิจของตนได้โดยง่ายบนระบบเดียว ซึ่งรวมไปถึงโมดูลต่างๆ เช่น Billing, Rating and Charging, Policy Management, CRM, Mobile and Web Portals, Product Catalogue, Voucher & Recharge Server, Payments & Collection, Provisioning, Alerts & Notification, AAA, PCRF, Reporting tool และCaptive Portals

          เกี่ยวกับ อีลิทคอร์

          อีลิทคอร์ เป็นส่วนหนึ่งของ Sterlite Technologies Limited บริษัทได้ให้บริการติดตั้งเครือข่ายมากกว่า 150 แห่งทั่วโลกสำหรับผู้ให้บริการ 52 รายในกว่า 40 ประเทศ ฐานลูกค้าที่พึงพอใจในบริการของอีลิทคอร์ประกอบไปด้วยผู้ให้บริการรายใหญ่ 30 อันดับแรกของโลกถึง 11 แห่ง http://www.elitecore.com

          ติดต่อ:

          LK Pathak

          รองประธานฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร

          โทร. +91 9925012059

          อีเมล: l.k.pathak@elitecore.com

          ที่มา: อีลิทคอร์ เทคโนโลยีส์

TIME INC. เตรียมเปิดตัวช่อง Sports Illustrated ออกอากาศผ่านเครือข่ายดิจิตอลและแพลตฟอร์มต่างๆทั่วเอเชียปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮ่องกง–24 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – ขยายการออกอากาศให้ครอบคลุมทีวี เว็บ และมือถือ โดยความร่วมมือกับ ASN LTD.

          Time Inc. (NYSE:TIME) ประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรหลากหลายด้านกับ ASN Ltd. เพื่อพัฒนาเครือข่ายดิจิตอลและการถ่ายทอดรายการกีฬาของ Sports Illustrated ครอบคลุมทั่วทั้งเอเชีย ความร่วมมือครั้งใหม่นี้จะเปลี่ยนโฉมช่องกีฬาเพย์ทีวี ASN และ ASN2 ซึ่งออกอากาศทั่วภูมิภาคเอเชียและมีศูนย์กลางอยู่ที่ฮ่องกง รวมไปถึงเว็บไซต์พันธมิตรและแอพมือถือต่างๆ เป็นแบรนด์ใหม่ในชื่อ “Sports Illustrated/Sports Illustrated 2″ นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังจะร่วมมือกันพัฒนารายการออกอากาศประจำวัน การรายงานการแข่งขันกีฬาระดับโลก และการขยายการจัดจำหน่ายทั่วโลกผ่านเครือข่ายตรง, SVOD, OTT, ดิจิตอล, มือถือ รวมถึงแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีใหม่ๆ Sports Illustrated/Sports Illustrated 2 ในเอเชีย มีกำหนดออกอากาศครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิปี 2016 นี้

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20160224/8521601182LOGO

          ความร่วมมือครั้งนี้จะอาศัยข้อได้เปรียบด้านการเข้าถึง วิดีโอ เทคโนโลยี การตลาดและแผนงานขยายธุรกิจไปต่างประเทศของ Time Inc. ประกอบกับชื่อเสียงที่มั่นคงของ ASN และความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในภูมิภาค นอกจากนี้ Time Inc. จะจัดหาเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเว็บไซต์และแอพมือถือของเครือข่าย เพื่อสนับสนุนการเปิดตัวและการปรับขนาดแผนงาน ขณะที่ทั้งสองบริษัทจะเดินหน้าเก็บเกี่ยวโอกาสใหม่ๆด้านการตลาดและการขายโฆษณา

          “ความร่วมมือที่สะท้านวงการครั้งนี้สะท้อนพลังของแบรนด์ทั้งหมดของเรา ซึ่งในกรณีนี้คือ Sports Illustrated และเปิดทางให้เราสามารถสร้างธุรกิจในต่างแดนทั่วทุกแพลตฟอร์มใหม่ๆ” สตีฟ มาร์โคโพโต ประธานของ Time Inc. International กล่าว “ASN ได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งไว้อยู่แล้ว และเราตั้งตารอที่จะได้สร้างเครือข่ายกีฬาที่แตกต่างและน่าสนใจในภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลกร่วมกันกับหุ้นส่วนของเรา”

          เครือข่าย Sports Illustrated/Sports Illustrated 2 จะนำเสนอการรายงานเหตุการณ์และรายการวิดีโอดั้งเดิมของแบรนด์ SI Group (SI, SI Kids และFanSided) โดยจะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันและลีกกีฬาชื่อดังแบบเอ็กซ์คลูซีฟในบางประเทศ อาทิ Super Bowl, Stanley Cup รอบชิงชนะเลิศ และ March Madness ร่วมด้วยรายการแฟรนไชส์ยอดนิยมอย่างซีรีส์ Underdogs เจ้าของรางวัล และ SI Films ไปจนถึงรายการดัดแปลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวน่าสนใจจากประเทศต่างๆในภูมิภาค

          “Sports Illustrated มีศักยภาพมหาศาลที่จะประสบความสำเร็จในฐานะแบรนด์กีฬาระดับโลก” ริช แบททิสตา รองประธานบริหาร/ประธาน Entertainment & Sports Group and Video ของ Time Inc. กล่าว “ความร่วมมือที่น่าตื่นเต้นนี้จะช่วยขยายกรรมสิทธิ์ด้านกีฬาของเราเข้าสู่ภูมิภาคแห่งนี้ที่ซึ่งความต้องการรับชมการรายงานกีฬาชั้นนำระดับโลกกำลังเฟื่องฟูและโอกาสในการเติบโตมีอยู่มากมาย”

          ASN เปิดตัวในปี 2008 ในฐานะเครือข่ายกีฬารูปแบบเอชดี ตลอด 24 ชั่วโมงแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียที่ถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาของสหรัฐอเมริกา ช่องASN และ ASN2 ซึ่งเป็นช่องภาษาอังกฤษทั้งสองช่องนั้น เข้าถึงผู้ชม 29 ล้านครัวเรือน ผ่านทางผู้ให้บริการชั้นนำ 20 รายใน 12 อาณาเขต เช่น ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยทางเครือข่ายทำข้อตกลงลิขสิทธิ์กีฬาฟุตบอลและบาสเกตบอล NFL, NHL, NCAA รวมถึง March Madness และNASCAR นอกเหนือไปจากการเป็นหุ้นส่วนด้านคอนเทนต์อื่นๆ

          “เราตื่นเต้นมากที่ได้ผนึกกำลังกับแบรนด์สื่อกีฬาที่ทรงเกียรติที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก เพื่อสร้างเครือข่ายทีวี เว็บไซต์ และมือถืออย่างเต็มรูปแบบ” ทอม เครสเนอร์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ASN กล่าว “เรารู้สึกว่าความร่วมมือกับ Time Inc. คือการแสดงถึงการยอมรับเราในฐานะ “ช่องกีฬาอเมริกันของเอเชีย” โดยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เราจะนำสุดยอดคอนเทนต์กีฬาเข้าสู่แพลตฟอร์มต่างๆมากขึ้นอย่างหาชมจากที่ไหนไม่ได้ และจะเพิ่มการนำเสนอในภาษาท้องถิ่นให้มากยิ่งกว่าที่เคย”

          SI TV เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งต่อยอดแบรนด์ Sports Illustrated ให้เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนกีฬายุคมิลเลนเนียลในทุกแพลตฟอร์มและทุกอุปกรณ์ที่เป็นที่นิยมของคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้ง Sports Illustrated Play ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นกีฬาเยาวชนและกีฬาสมัครเล่น,การเข้าซื้อ FanSided เครือข่ายกีฬาดิจิตอลกว่า 300 บล็อกที่เจาะกลุ่มผู้ชมยุคมิลเลนเนียลเป็นหลัก, การสร้างหน่วยงานโปรดักชั่นภาพยนตร์ Sports Illustrated Films, Campus Rush คอนเทนต์เฉพาะกลุ่มที่เน้นด้านวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของกีฬาต่างๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย และ Sports Illustrated Overtime สตูดิโอคอนเทนต์แห่งใหม่ของแบรนด์

          ด้านคอลิน โบเดล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Time Inc. กล่าวถึงความร่วมมือกับ ASN ว่า “การผสมผสานระหว่างคอนเทนต์กีฬาที่น่าสนใจและเทคโนโลยีของ Time Inc. นั้น เอื้อให้เราสามารถเปิดตัวเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดบริษัทผู้ให้บริการโซลูชั่นครบวงจรสำหรับตลาดใหม่และตลาดเกิดใหม่”

          Time Inc. International บริหารจัดการสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ 147 สัญญาใน 48 ประเทศหรือภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ เช่น InStyle, Fortuneและ People โดยมีการอนุญาตให้สิทธิ์ตีพิมพ์ Sports Illustrated ในประเทศจีน (รวมถึงเผยแพร่ในรูปแบบเว็บไซต์) และในอินเดีย ตลอดจนการให้สิทธิ์จัดพิมพ์นิตยสาร Golf แบบรูปเล่มและเว็บไซต์ในออสเตรเลีย จีน เกาหลี มาเลเซีย และไต้หวัน (เฉพาะแบบรูปเล่ม) ขณะที่ มาร์โคโพโต ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานของTime Inc. International ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่ ก็กำลังขยายธุรกิจของ Time Inc. ในตลาดต่างๆ นอกสหรัฐอเมริกา ผ่านทางแพลตฟอร์มทีวี วิดีโอ และดิจิตอล ตลอดจนการร่วมเป็นหุ้นส่วน การเข้าซื้อกิจการ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ และช่องทางการค้าแบบ off-channel

          เกี่ยวกับ Time Inc.

          http://www.timeinc.com/about/

          เกี่ยวกับ ASN

          http://www.asn.tv/

          สื่อมวลชนติดต่อ:

          Ariane Friesen ASN

          อีเมล: ariane.friesen@asn.tv

          โทร. +852-6541-6734

          โลโก้ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160224/8521601182LOGO

TCL ผู้ผลิตโทรทัศน์ UHD TV ชั้นนำ เดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับเทคโนโลยี UHD

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

ฮ่องกง–(บิสิเนส ไวร์)–22 ก.พ. 2559

TCL ผู้ผลิตโทรทัศน์รายใหญ่อันดับสามของโลก ประกาศว่า หลังจากที่บริษัทได้จัดแสดงโทรทัศน์ QUHD TV จอโค้งขนาด 65 นิ้วในชื่อ Xclusive (X1) ที่งาน CES 2016 ล่าสุด TCL มีแผนที่จะขยายธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ต่อไปด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ UHD ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้นให้แก่ผู้บริโภค UHD TV ถือเป็นหนึ่งในการพลิกโฉมครั้งสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในตลาดทีวี และความต้องการ UHD TV ในตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน อินโดนีเซีย และออสเตรเลียก็กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ TCL จะเปิดตัวแคมเปญต่างๆ มากมาย อาทิ โปรโมชัน UHD และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้า UHD TV จำนวนมากขึ้น และเพื่อขยายอิทธิพลของแบรนด์ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

“ตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราการเจาะตลาดต่ำถือเป็นโอกาสดีเยี่ยมสำ หรับ UHD TV” วอร์เรน หวัง ผู้จัดการทั่วไปของ TCL Multimedia Overseas Business Center กล่าว “และเราเชื่อว่า คุณภาพของภาพอันเหนือชั้นที่สร้างสรรค์โดยเทคโนโลยีของเรา จะมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา”

ในฐานะที่เป็นผู้ผลิด UHD TV ชั้นแนวหน้า TCL อุทิศตนให้กับการวิจัยและพัฒนา พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่า สุดให้แก่ผู้บริโภค TCL จึงได้ทุ่มทุนเพื่อการยกระดับคุณภาพของภาพ โทรทัศน์ 4K UDH TV ของ TCL ประกอบไปด้วยหน้าจอ UHD ระดับมืออาชีพ ขนาด 3840*2160 พิกเซล ซึ่งจะสามารถให้รายละเอียดที่มีความแม่นยำและสรรค์สร้างประสบการณ์ที่สมจริง ในขณะเดียวกัน หน่วยประมวลผลแบบควอดคอร์นั้นมีอัลกอริทึมและความสามารถในการประมวลผลภาพไป ที่จอโทรทัศน์ได้อย่างทรงพลัง ส่งผลให้โทรทัศน์สามารถประมวลผลการทำงานได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถเล่นวิดีโอได้อย่างราบรื่นไม่สะดุด พร้อมมอบประสบการณ์การรับชมและการทำงานอันน่าพึงพอใจ ยิ่งไป กว่านั้น เทคโนโลยีที่เพิ่มขนาดจาก 2K เป็น 4K สามารถแปลงสัญญาณ FHD ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับ UHD ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งในกรณีนี้ ภาพคุณภาพสูงระดับ 4K ก็จะสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในขณะที่วิดีโอขนาด 1080P กำลังเล่นอยู่ โทรทัศน์ 4K UDH TV ของ TCL มาพร้อมกับ อินเตอร์เฟส USB 3.0 ความเร็วสูง และพอร์ท HDMI 2.0 ดังนั้นจึงรับประกันได้ว่า การแสดงภาพ 4K สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่นและจะอยู่ในสถานะเร่งภาพ เทคโนโลยี UHD สุดล้ำทั้งในแง่ความละเอียดของภาพ ความคมชัดของภาพ ความสว่าง และสี จะทำให้แต่ละฉากแต่ละตอนมีความสมบูรณ์และมีชีวิตชีวาเหมือนฉากในชีวิตจริง โดยผู้ชมทางบ้านจะได้รับประสบการณ์ UHD ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น

ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2015 UHD TV ของ TCL มีส่วนแบ่งตลาด 12.9% และมีอัตราการเจาะตลาดจีนอยู่ที่ 38.1% นอกจากนี้ โทรทัศน์ 4K UHD ของบริษัท ซึ่งรวมถึงรุ่น H8800 และ E5800 ยังคว้ารางวัลมาครองได้หลายรางวัล ได้แก่ “Best TVs of China”, “Picture Quality Innovation Award” และ “Top 10 Panel TVs 2015-2016” ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอ ันไม่ธรรมดาของ TCL ในแวดวงโทรทัศน์หน้าจอ 4K UHD ขณะที่ข้อมูลจาก AVC (2015) ระบุว่า ยอดขาย UHD TV ในต่างประเทศของ TCL จะเติบโตต่อไปอีก 10% ในปี 2016 นำโดย UHD TV ขนาด 55 นิ้ว

TCL เปิดเผยด้วยว่าจะมีการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ 4K UHD TV อย่าง Cityline (C1) ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2016 ในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะเสริมสร้างตำแหน่งความเป็นผู้นำตลาด UHD ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับ TCL Multimedia

TCL Multimedia Technology Holdings Ltd. (01070. HK) เป็นบริษัทสัญชาติจีนที่มีบทบาทชั้นแนวหน้าในอุตสาหกรรมโทรทัศน์โลก บริษัททุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจัดจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกคอนซูเมอร์ โดยยึดแบบแผนธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์และผู้ใช้ โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์ “double +” เป็นอันดับแรก ได้แก่ “ความอัจริยะ + อินเทอร์เน็ต” และ “ผลิตภัณฑ์ + บริการ” เป็นตัวกำหนดทิศทางหลัก บริษัทม ุ่งมั่นในการก้าวขึ้นเป็น “ธุรกิจเทคโนโลยีความบันเทิงระดับโลก” ซึ่งมอบโซลูชั่นความบันเทิงครบวงจรให้แก่ลูกค้า

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160222006136/en/

ติดต่อ:
TCL Multimedia
Jolin Shang, 86-139-2467-9051
Jolin.shang@tcl.com
หรือ
Elaine Tao, +86-139-2280-0453
lingran.tao@tcl.com