Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ชาวหาดใหญ๋ใจดีช่วยเลี้ยง ‘น้องฟลุ๊ค’ เด็ก 3 ขวบถูกแม่ชาวพม่าพ่อไทยใหญ่ทิ้ง

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680277

ชาวหาดใหญ๋ใจดีช่วยเลี้ยง 'น้องฟลุ๊ค' เด็ก 3 ขวบถูกแม่ชาวพม่าพ่อไทยใหญ่ทิ้ง

ชาวหาดใหญ๋ใจดีช่วยเลี้ยง ‘น้องฟลุ๊ค’ เด็ก 3 ขวบถูกแม่ชาวพม่าพ่อไทยใหญ่ทิ้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.53 น.

ที่จังหวงัดสงขลา มีเรื่องราวดีๆ ของคนใจดีที่ช่วยกันเลี้ยงดูเด็กชายอายุ 3 ขวบกว่า ที่แม่ซึ่งเป็นชาวเมียนมานำมาฝากเอาไว้ให้ดูแล เพราะต้องหางานทำที่กรุงเทพฯ

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ย่านถนนประชาธิปัตย์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยในวันนี้ (15 ก.ย.65) ทาง พ.ต.ต.สิทธิชัย ประดับ สารวัตรจรสจรหาดใหญ่ สภ.หาดใหญ่ ได้นำของเล่นและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับเด็กรวมทั้งเงินจำนวนหนึ่งไปมอบให้กับน้องฟลุ๊ค เด็กชายอายุ 3 ขวบกว่า ซึ่งมีพ่อเป็นชาวไทยใหญ่และแม่เป็นชาวเมียนมา

แต่ว่าตอนนี้เพื่อนบ้านที่อยู่ในย่านถนนประชาธิปัตย์ต้องช่วยกันดูแลมากว่า 7 เดือนแล้วเนื่องจากแม่ฝากเลี้ยงเอาไว้ เพราะเดินทางขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพฯ และยังไม่สามารถติดต่อได้เพื่อนบ้านจึงต้องช่วยกันเลี้ยงดูจนกว่าแม่จะกลับมา

โดย พ.ต.ต.สิทธิชัย ประดับ สารวัตรจรสจรหาดใหญ่ สภ.หาดใหญ่ บอกว่า พ่อของน้องฟลุ๊คเป็นชาวไทยใหญ่ ส่วนแม่เป็นชาวเมียนมา โดยพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเล็ก น้องฟลุ๊คอาศัยอยู่กับแม่ที่ห้องเช่าแถวๆ ถนนประชาธิปัตย์ แต่ว่าตอนนี้แม่ไปหางานทำต้องฝากลูกไว้กับเพื่อนบ้านให้ช่วยดูแลมากว่า 7 เดือน ยังไม่กลับมา ทางตำรวจและห้างร้านในหาดใหญ่จึงมาช่วยเหลือไปก่อน

ด้าน น.ส.อาพร จันทรัตน์ เจ้าของร้านเสริมสวย ซึ่งเป็นหนึ่งในคนใจดีที่ช่วยดูแลน้องฟลุ๊ค บอกว่าเพื่อนบ้านแถวนี้รวม 4 คนได้ช่วยกันเลี้ยงดูน้องฟลุ๊คมากว่า 7 เดือนโดยกลางวันก็จะมาวิ่งเล่นที่ร้านเสริมสวยส่วนกลางคืนก็จะไปนอนที่บ้านข้างๆ 

โดยก่อนหน้านี้แม่ของฟลุ๊คเช่าห้องอยู่แถวนี้แต่ว่าในช่วงโควิดตกงานเพื่อนบ้านเห็นใจ จึงช่วยกันเลี้ยงดูน้องฟลุ๊คให้ เพื่อให้แม่ไปหางานทำ โดยเมื่อ 7 เดือนก่อนแม่ได้ขึ้นไปทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาและไม่สามารถติดต่อได้เพื่อนบ้านจึงต้องช่วยดูแลน้องฟลุ๊คมาถึงตอนนี้เพื่อรอให้แม่กลับมารับก็ยังหวังว่าแม่จะกลับมาซึ่งน้องฟลุ๊คก็ยังคงรอแม่กลับมารับทุกวัน

แต่หากแม่ไม่กลับมาก็อาจจะต้องช่วยกันเลี้ยงดูต่อไปหาโรงเรียนให้เรียนหรือไม่ก็ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดูแล แต่ก็ยังเชื่อว่าแม่จะกลับมาเพราะเคยอยู่ที่นี่มานานและน้องฟลุ๊คก็ยังอยู่ที่นี่ไม่น่าจะทิ้งลูกไปเพียงแต่อาจจะยังมีปัญหาเรื่องงานเรื่องเงินจึงไม่ได้ติดต่อกลับมา – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อดีตสาวโรงงาน ผลิต’รองเท้าผ้าไหม’ สร้างรายได้เดือนละ 3 หมื่นบาท

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680275

อดีตสาวโรงงาน ผลิต'รองเท้าผ้าไหม' สร้างรายได้เดือนละ 3 หมื่นบาท

อดีตสาวโรงงาน ผลิต’รองเท้าผ้าไหม’ สร้างรายได้เดือนละ 3 หมื่นบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.46 น.

นางนฤพร บุตรดี (พี่น้อย) อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52/1 บ้านป่ากุง หมู่ 13 ต.หนองบัว อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ อดีตเคยเป็นสาวโรงงานอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อโรงงานได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด ทำให้พี่น้อยต้องกลับมาตั้งหลักที่บ้านเกิด ซึ่งแม่ของตนมีภูมิปัญญาเรื่องการทอผ้าอยู่แล้ว  ตนเองก็เคยได้ทำอยู่บ้าง เมื่อต้องมาอยู่บ้านแบบยาวๆ ทำให้ต้องวางแผนชีวิตใหม่ จึงได้เริ่มพัฒนาคุณภาพงานทอผ้าไหม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ให้สามารภสร้างรายได้ให้ครอบครัวโดยไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน

พี่น้อยใช้เวลา 3 ปี กับการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาการทอผ้าไหมที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้เป็นแม่ มาทำการออกแบบลายผ้าให้มีความทันสมัย เป็นที่ต้องการของตลาด แล้วยังคิดต่อยอดการสร้างผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมของตนเอง เนื่องจากเคยเป็นสาวโรงงานเย็บผ้า จึงได้ทดลองทำรองเท้าและกระเป๋า จากผ้าไหม ให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ส่งขายทั่วประเทศ แล้วยังมีการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตสินค้าได้อย่างหลากหลายมีแพ็คเกจสวยงามเป็นที่ต้องการของตลาด

จากการสอบถามพี่น้อย ทราบว่า ตนเองเคยทำงานอยู่โรงงานเย็บผ้าที่จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเจอพิษเศรษฐกิจจากโควิด  ต้องกลับมาอยู่บ้าน จึงได้มีแนวคิดในการสร้างรายได้ให้ครอบครัว จึงได้เริ่มคิดจากการออกแบบลายผ้าให้ทันสมัยสวยงาม มัดหมี่เอง ทอเอง แล้วยังคิดต่อไปอีก ด้วยการนำความรู้ที่ตนเองมี  มาทดลองแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นกระเป๋าและรองเท้าขายออนไลน์  ถือเป็นความโชคดีที่มีโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG. ซึ่งดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์  ได้มาลงที่ตำบลหนองบัว  ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์การออกแบบแพ็คเกจและการขายออนไลน์  ทางเพจออนซอน  ผ้าไหมสุรินทร์ออนไลน์ ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มมากขึ้น  โดยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 30000 บาท  ซึ่งราคารองเท้า  คู่ละ  1,200 บาท  กระเป๋าใบละ  1,690 บาท ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนของพี่น้อย  ได้ที่เบอร์โทรศัพท์  098-1399970

.-008

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชม’ทุ่งดอกปอเทือง’บานสะพรั่งเหลืองอร่ามใน ‘ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม’

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680257

ชม'ทุ่งดอกปอเทือง'บานสะพรั่งเหลืองอร่ามใน 'ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม'

ชม’ทุ่งดอกปอเทือง’บานสะพรั่งเหลืองอร่ามใน ‘ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.22 น.

ไปชมทุ่งปอเทือง บนพื้นที่ 1 ไร่ กำลังออกดอกเป็นสีเหลืองทองสวยงาม กลายเป็นจุดเช็คอินของกลุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และประชาชนที่มาวิ่งออกกำลังกายในช่วงเย็น เนื่องจากมีความสวยงาม บางคนก็นำมือถือมาถ่ายเก็บไว้เพื่อลง Facebook และ IG เพื่อไปอวดเพื่อนๆ กัน

วันที่ 15 ก.ย.65 ผู้สื่อข่าวรายว่า ที่บริเวณทางเข้าประตู 3 หน้าตึกวิทยาลัยการจัดการและพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อ.เมืองพิษณุโลก ทุ่งปอเทืองบนเนื้อที่ว่า 1 ไร่ กำลังออกดอกเป็นสีเหลืองอร่ามสวยงาม กลายเป็นแลนด์มากจุดถ่ายรูปแห่งใหม่ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม และประชาชนที่มาวิ่งออกกำลังกายในช่วงเย็น เนื่องจากมีความสวยงาม บางคนก็นำมือถือมาถ่ายเก็บไว้เพื่อลง Facebook และ IG เพื่อไปอวดเพื่อนๆ กัน

ผศ.ดร.ชุมพล เสมาขันธ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม เปิดเผยว่า ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯได้มีโครงการปรับภูมิทัศน์รอบมหาวิทยาลัยให้สวยงาม ให้นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้ชม โดยเฉพาะดอกไม้อายุสั้นตามฤดูกาล เพื่อหมุนเวียนสลับกันไป โดยเฉพาะในช่วงนี้ดอกปอเทือง ที่ปลูกไว้กำลังออกเบ่งบานเป็นสีเหลืองสวยงาม และดอกก็จะอยู่ได้นานกว่าจะโรยรา สำหรับการปลูกปอเทืองนอกจากเราจะปลูกไว้เพื่อประดับตกแต่งทัศนียภาพรอบมหาวิทยาลัยให้สวยงามแล้ว ปอเทืองยังมีประโยชน์ต่อดิน สามารถไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อใช้ปรับคุณภาพดินได้ ดังนั้นมันจึงเป็นพืชทางเลือกใหม่ในวิกฤตแล้งเช่นนี้ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ปลูกในทุกด้าน – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อาจารย์นิเทศศาสตร์ DPU ลุยเกษตรคนเมือง ผ่านโครงการ ‘มากินผักที่มอเราไหม’

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680200

อาจารย์นิเทศศาสตร์ DPU ลุยเกษตรคนเมือง ผ่านโครงการ 'มากินผักที่มอเราไหม'

อาจารย์นิเทศศาสตร์ DPU ลุยเกษตรคนเมือง ผ่านโครงการ ‘มากินผักที่มอเราไหม’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.05 น.

“เกษตรคนเมือง” ไม่ได้มีแต่ในบ้านพักอาศัย บนดาดฟ้า และ พื้นที่เล็กๆบนคอนโดมิเนียมเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีการขยายความรู้เกษตรเข้าไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อปลูกฝังความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับนักศึกษา 

“ผศ.ดร.มาโนช ชุ่มเมืองปัก” หัวหน้าหลักสูตรภาพยนตร์ และ สื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้ริเริ่มโครงการ “มากินผักที่มอเรามั้ย” ซึ่งต้องการให้โครงการดังกล่าว “ต่อยอด” งานด้านวิชาการให้กับนักศึกษา ทั้งในคณะนิเทศศาสตร์ , คณะวิศวกรรมศาสตร์ , คณะบริหารธุรกิจ และ ฯ เพราะงานด้านเกษตรนั้นนับเป็นต้นน้ำ ที่จะเชื่อมโยงกับงานด้านอื่นๆได้ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์อาจมาต่อยอดโดยวางเรื่องระบบน้ำ ส่วนคณะบริหารธุรกิจอาจมาต่อยอดด้วยการนำไปวางแผนนวัตกรรมการทำธุรกิจ และ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับธุรกิจ เป็นต้น 

อาจารย์มาโนชเล่าว่า เริ่มต้นโครงการนี้ด้วยกลุ่มอาจารย์ในคณะนิเทศศาสตร์ 2-3 คน ที่มองเห็นว่า เรื่องเกษตรยั่งยืน และ เกษตรสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่จะไปได้อีกไกล ตามข้อกำหนดของสหประชาชาติ  (UN) มหาวิทยาลัยจึงให้งบประมาณเริ่มต้นในการทำโครงการนี้ 20,000-30,000 บาท ซึ่งมาเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้ว นับแต่ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคมถึงกันยายนนี้

“ผมเริ่มจากทำแปลงปลูกผักเพียง 2 แปลง กว้างคูณยาวประมาณ 2 คูณ 1.30 เมตร และ นำยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้วมาซ้อนๆกันเพื่อมาทำแปลงปลูกผัก 4-5 วง โดยเน้นปลูกผักสลัด เคล และ ผักโขม ซึ่งผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่ง นำแจกจ่ายให้กับแม่บ้าน และ รปภ.ของมหาวิทยาลัย ขณะที่ผลผลิตอีกนส่วนหนึ่งจำหน่ายให้กับบุคลากรในมหาวิทยาลัย และ ผู้ปกครองของนักศึกษา ทำให้ตอนนี้มีจำนวนผักไม่พอที่จะจำหน่าย เพราะประกอบกับเข้าช่วงฤดูฝน ซึ่งกำลังมองว่าอาจจะต้องมาปลูกผักที่มีความแข็งแรงทนต่อสภาพอากาศ เช่น แตงกวา , คะน้า และ ผักสวนครัวต่างๆ” อาจารย์มาโนช เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ “สหประชาชาติ”  (UN) ดำเนินการส่งเสริมการลงทุนในวิสาหกิจคาร์บอนต่ำ โดยสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้ประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ในกรอบงบประมาณด้านสภาพอากาศ (climate budgeting frameworks) ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนโดยรวมลดลง 14,000 ตัน ขยะมูลฝอยปริมาณกว่า 210,000 ตันต่อปี ถูกใช้ไปผลิตไฟฟ้าได้ 266,000 เมกะวัตต์) 

อาจารย์มาโนชยังเล่าอีกว่า ตั้งใจจะทำให้โครงการ “มากินผักที่มอเรามั๊ย” เป็นโมเดลการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญของการจัดการเศษขยะที่มาจากอาหาร และ นำมากลับใช้ใหม่ หรือ รีไซเคิล (Recycle) โดยนำขยะของร้านอาหารที่ใกล้กับคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มาหมักเป็นปุ๋ย เพื่อนำมาใช้กับแปลงปลูกผัก  และ ปัจจุบันอาจารย์มาโนชนำโมเดลแปลงปลูกผักนี้มาทำบอร์ดเกม เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจเรื่องการปลูกผักปลอดสารเคมีผ่านการเล่นบอร์ดเกม 

สำหรับอาจารย์มาโนชนั้นมีดีกรีจบปริญญาด้วยทุนของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยลา ทรูบ ( La Trobe University) เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย /และ จบปริญญาตรีและโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจารย์มาโนชพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการไปเรียนรู้การจัดการขยะกับบางกอก รูฟท๊อป ฟาร์มมิ่ง (bangkokrooftopfarming) อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งมีโมเดลในการจัดการขยะที่ใช้ในห้างเซ็นเตอร์วัน นำมารีไซเคิลเป็นปุ๋ยและนำมาปลูกผักสลัดต่างๆ เพื่อจำหน่ายต่อ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อจัดการขยะโดยการนำขยะในแต่ละวันกลับมาหมุนเวียนใช้ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

หลังจากนั้นอาจารย์มาโนชได้มีโอกาสไปเป็นอาสาสมัคร ที่ชุมชนนิเวศสันติวนา ถนนสรงประภา เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ทำให้อาจารย์มาโนชนำความรู้ด้านเกษตรคนเมืองมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการทำโครงการ “มากินผักที่มอเรามั้ย” ได้อย่างลงตัว 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ย้อนความทรงจำ ‘อีโบ๊ะ’ ปืนอัดลมไม้ไผ่ของเล่นเด็กบ้านนอกยุค 60-90

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680183

ย้อนความทรงจำ ‘อีโบ๊ะ’ ปืนอัดลมไม้ไผ่ของเล่นเด็กบ้านนอกยุค 60-90

ย้อนความทรงจำ ‘อีโบ๊ะ’ ปืนอัดลมไม้ไผ่ของเล่นเด็กบ้านนอกยุค 60-90

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.01 น.

พาย้อนความทรงจำวัยเด็กยังจำกันได้หรือเปล่า “อีโบ๊ะ” หรืออีโผง อีเผง บั้งโบ๊ะ ฉับโผง หรือบ้องถบ ฯลฯ และอีกหลายชื่อตามแต่ละท้องถิ่นจะเรียกกัน ที่เป็นปืนอัดลมทำจากไม้ไผ่ ของเล่นเด็กบ้านนอก สุดฮิตในยุค 60 ถึงยุค 90 เด็กผู้ชายทุกคนต้องมีครอบครอง เพื่อเอาไว้เล่นวิ่งไล่ยิงกันอย่างสนุกสนาน

นายสนาม พรมเอี่ยม หรือลุงเกลี้ยง อายุ 65 ปี ชาว ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย บอกว่า อีโบ๊ะเป็นหนึ่งในตำนานของเล่นโบราณ ที่เด็กผู้ชายทุกคนในยุคนั้นต่างจดจำได้ดี และตัวลุงเองก็ทำเล่นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย โดยหาตัดไม้ไผ่ใกล้บ้าน มาทำเป็นกระบอกปืนอัดลม แล้วใช้ลูกไม้ เช่น ลูกพลับพลา , ลูกปอกระเจา หรือกระดาษชุบน้ำเป็นกระสุนยิง

ด้วยการใส่เข้าไปในกระบอกลำกล้องไม้ไผ่ให้แน่น แล้วเสียบไม้แกนกดกระแทกยิงออกไป กระสุนจะพุ่งด้วยแรงอัดของลมในกระบอก จนเกิดเสียงดังเป็นที่สนุกสนาน โดยเฉพาะเด็กผู้ชายจะมีความภูมิใจที่มีไว้เล่นเป็นของตัวเอง เพื่อความสนุกสนาน – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘วัดทิพยาราม’ เตรียมรับคลื่นพุทธศาสนิกชนร่วมเททองรูปเหมือน ‘หลวงปู่แสง’

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680180

'วัดทิพยาราม' เตรียมรับคลื่นพุทธศาสนิกชนร่วมเททองรูปเหมือน 'หลวงปู่แสง'

‘วัดทิพยาราม’ เตรียมรับคลื่นพุทธศาสนิกชนร่วมเททองรูปเหมือน ‘หลวงปู่แสง’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.37 น.

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 15 ก.ย.65 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเตรียมความพร้อมในการจัดงานพิธีวางศิลาฤกษ์เททองหล่อรูปเหมือน หลวงปู่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) ในวันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2565 ที่วัดทิพยาราม บ้านคำน้อย ต.โนนหนามแท่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เป็นไปอย่างคึกคัก ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการจัดสถานที่เตรียมรองรับคลื่นมหาชนที่จะเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการรับแจกวัตถุมงคลและร่วมสมทบทุนก่อสร้างรูปเหมือนหลวงปู่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) ขนาดหน้าตักกว้าง 19 เมตร สูง 29.9 เมตร โดยมีเจ้าอธิการอนุพงษ์ อัตถะกะโร เจ้าอาวาสวัดทิพยาราม ศิษย์หลวงปู่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) เป็นเจ้าภาพหลักในการก่อสร้าง และได้รับอนุญาตการจากหลวงปู่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งวัดทิพยาราม มีความพร้อมรับพุทธศาสนิกชนจากสารทิศทั่วประเทศ ซึ่งจะมาร่วมงานอย่างเต็มที่ 

เจ้าอธิการอนุพงษ์ อัตถะกะโร เจ้าอาวาสวัดทิพยาราม บ้านคำน้อย ต.โนนหนามแท่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า เมื่อครั้งอาตมาเป็นสามเณรบวชที่วัดสำราญนิเวศ มักจะเดินด้วยเท้าเปล่าจากวัดสำราญนิเวศ ไปกราบหลวงปู่แสง ที่วัดป่าอรัญญาวิเวก ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ทุกวัน และเคยจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่แสง 1 ปี จึงได้เกิดความศรัทธาหลวงปู่แสง สมัยเป็นสามเณร และเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่หลวงปู่แสง กลับมาพักที่วัดป่าอรัญญาวิเวกกว่า 10 วัน อาตมาได้ไปกราบหลวงปู่แสง และได้เห็นสาธุชนจำนวนมาก ต่างหลั่งไหลไปกราบหลวงปู่แสง ซึ่งหลวงปู่แจกเหรียญให้กับทุกคน แจกทุกวัน จนกระทั่งเหรียญหมด อาตมาคิดอยากจะสร้างเหรียญมาถวาย จึงได้ขออนุญาตหลวงปู่แสงว่าจะสร้างเหรียญมาถวายและขออนุญาตสร้างองค์รูปเหมือนหลวงปู่องค์ใหญ่ หลวงปู่ท่านเมตตา กล่าวเป็นภาษาอีสานว่า “สร้างกะสร้างถัมแม่โน สร้างโลด ซามกูบ่ทันตาย”

เจ้าอธิการอนุพงษ์ อัตถะกะโร เจ้าอาวาสวัดทิพยาราม กล่าวว่า สำหรับการก่อสร้างองค์รูปเหมือนหลวงปู่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) ณ วัดทิพยาราม ขนาดหน้าตักกว้าง 19 เมตร สูง 29.9 เมตร สูงที่สุดในภาคอีสาน หล่อด้วยทองเหลืองทั้งองค์ ส่วนด้านล่างองค์พระรูปเหมือนจะสร้างเป็นอาคาร เป็นวัดปฏิบัติของพระสายวัดป่า เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ลูก หลาน ได้ศึกษา พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชา เพื่อเชิดชูหลวงปู่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) พระอริยสงฆ์ในภาคอีสาน เกิดความมั่นคงของพุทธศาสนา จรรโลงไว้ให้ลูก หลาน สืบสานต่อไป 

โดยกำหนดให้มีพิธีวางศิลาฤกษ์ เททอง หล่อรูปเหมือนองค์หลวงปู่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) ในวันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2565 ที่วัดทิพยาราม บ้านคำน้อย ต.โนนหนามแท่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งมีกำหนดการดังนี้ 


เวลา 07.00 น. ถวายภัตตาหารเช้า แด่หลวงป่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) และพระสงฆ์ 50 รูป, 
เวลา 09.19 – 09.45 น.ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พิธีบวงสรวง เทพ เทวา เจ้าที่ เจ้าทาง, 
เวลา 09.45 -10.15 น.พิธีวางศิลาฤกษ์ (19 หลุม) พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ “ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร”,
เวลา 10.15 -10.45 น.พิธีเททองหล่อ รูปเหมือนหลวงปู่แสง จันดะโขโต (ญาณวโร) พระภิกษุสวดเจริญชัยมงคลคาถา(สวดชยันโต),
เวลา 10.45 -11.30 น.ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุ สามเณร พระสงฆ์อนุโมทนา,
เวลา 11.30 -12.00 น.พิธีมอบของที่ระลึก อด่เจ้าภาพที่วางศิลาฤกษ์ เป็นอันเสร็จพิธี
เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป เจ้าอธิการอนุพงษ์ อัตถะกะโร หรือหลวงพ่อโน (เจ้าอาวาสวัดทิพยาราม) จะมีการมอบเหรียญ หลวงปู่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) อายุ 105 ปี แก่ผู้มาร่วมงานทุกคน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดทำคนเริ่มเข้าใจ ‘ไร้บ้าน’ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดทำคนเริ่มเข้าใจ  ‘ไร้บ้าน’ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดทำคนเริ่มเข้าใจ ‘ไร้บ้าน’ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“คนอาจจะคุ้นชินกับคำว่าคนไร้บ้าน แต่คนที่อยู่ในถนนมันมีมากกว่าคนไร้บ้าน การแก้ปัญหาแตกต่างกัน ทำไมอิสรชนถึงแยกประเภท? ผู้ป่วยทางจิตมีทั้งแสดงอาการ-ไม่แสดงอาการ เพราะกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคนละกลุ่มกับคนไร้บ้าน อย่างผู้ป่วยทางจิตต้องมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คือ พ.ร.บ.สุขภาพจิต เรื่องกระทรวงสาธารณสุขในการรักษา กรมสุขภาพจิตเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเป็นคนไร้บ้าน ก็จะเป็น พ.ร.บ. อาจจะไม่กี่ตัว ก็ต้องดูว่าเขาอยู่ในภาวะไร้บ้านลักษณะไหน

หลักๆ ก็จะเป็น พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่เราแยกประเภทก็เพื่อให้ช่องทางหรือสายพานที่เราจะส่งต่อไปช่วยเหลือเขาได้ แต่ถ้าหลักๆ เลยก็จะมีผู้ป่วยทางจิตที่อยู่ในถนน คนเร่ร่อนไร้บ้านคนเร่ร่อน ก็จะแตกต่างกันอีก คนไร้บ้าน ผู้พ้นโทษที่ถูกอภัยโทษมาแต่กลับเข้าสู่ชุมชนไม่ได้ แล้วก็มีพนักงานบริการอิสระ ชาวต่างชาติเร่ร่อน ก็แตกต่างกับเพื่อนบ้านที่ออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนเหมือนกัน การช่วยเหลือแตกต่างกัน การส่งต่อ MOU (บันทึกความตกลงร่วม) หน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือแตกต่างกัน”

อัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน กล่าวในการบรรยาย (ออนไลน์) เรื่อง “คนไร้บ้าน ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ” ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สมัชชาคนจน Assembly of the Poor” ของ สมัชชาคน เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยมูลนิธิอิสรชน เป็นองค์กรที่ทำงานกับคนไร้บ้านมาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่ค่อยมีหน่วยงานหรือองค์กรใดทำงานประเด็นนี้โดยเฉพาะ ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิอย่างเป็นทางการในปี 2554

คนไร้บ้านไม่ใช่ปัญหาที่มีเฉพาะในประเทศไทย เช่น ที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก็มีมากถึง 2 แสนคน “คนไร้บ้านเป็นสิ่งที่พบเห็นในทุกประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพราะในการพัฒนามักมีคนตกหล่น” ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่คนไร้บ้านต้องเผชิญคือ “การเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล” (โดยเฉพาะคนที่ไม่มีบัตรประชาชน) ในประเทศไทย มูลนิธิอิสรชน จึงก่อตั้งโครงการ “หมออาสา”ชวนแพทย์ลงพื้นที่ ซึ่งนอกจากตรวจรักษาโรคแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้าใจกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ว่าคนไร้บ้านมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างไรบ้าง

การทำงานของมูลนิธิอิสรชนอยู่บนหลักคิด “มองคนไร้บ้านเหมือนเพื่อน” เพราะก่อนจะได้ข้อมูลจนนำไปสู่การหาทางช่วยเหลืออย่างเหมาะสม คนทำงานก็ต้องทำให้คนไร้บ้านไว้วางใจเพื่อให้ทราบข้อมูลที่เป็นจริง “เอาใจเขาใส่ใจเรา..ลองคนอื่นที่ไม่รู้จักกันมาสอบถามเราก็คงไม่ให้ข้อมูลจริงโดยง่าย” กระทั่งมีความสนิทสนมกันระดับหนึ่งแล้วจึงค่อยยอมเล่า

ขณะเดียวกัน “ด้วยความที่มองว่าเป็นเพื่อน การช่วยเหลือจึงไม่ใช่การทำให้ทุกอย่าง แต่เป็นการชี้แนะแนวทาง” เหมือนกับคนทั่วๆ ไปที่มีเพื่อนฝูง คนเป็นเพื่อนกันก็มักจะไม่ได้ช่วยทั้งหมด แต่แนะนำว่าควรทำอะไรอย่างไร โดยเชื่อมั่นว่า “ความเป็นเพื่อนจะทำให้คนไร้บ้านลุกขึ้นมาพัฒนาตนเอง” เช่น หากคนไร้บ้านอยากทำบัตรประชาชน มูลนิธิฯ ก็จะแนะนำให้ไปคัดสำเนาบัตรในท้องที่ที่เกี่ยวข้องมา ซึ่งคนไร้บ้านก็ต้องมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตนเอง ส่วนมูลนิธิฯ จะทำหน้าที่ประสานส่งต่อ เพื่อเปิดช่องทางให้ได้รับสิทธิ์หรือกลับสู่สังคมได้มากขึ้น

“เวลาช่วงล็อกดาวน์ห้ามออกจากบ้าน เราก็ต้องทำงานกับระบบมากกว่า ระบบราชการ แบบเออ!..ไม่กวาดจับได้ไหม? เพราะเขาไม่มีบ้าน เขาอยู่ตรงนี้นะ แล้วเราต้องออกทำงานในเวลาที่เคอร์ฟิว เราก็ต้องขอหนังสือ มันเป็นเรื่องระบบระเบียบในการทำงาน เราก็ต้องไปนั่งสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ ที่เขาอาจจะมี Mindset (วิธีคิด) บางอย่างที่ในเชิงไม่เข้าใจ ก็ต้องไปทำในด้านนั้น แต่กับตัว Case (หมายถึงคนไร้บ้าน) ไม่ได้ยาก เพราะเราไปสื่อสารกับเขา หนึ่งเขาอยู่ในที่สาธารณะแล้ว

แล้วการตรวจโควิดมา เหล่านี้มาเพื่อให้เข้าถึง ก็ค่อนข้างเป็นคำตอบว่าเขาติดเปอร์เซ็นต์น้อย อาจเป็นเพราะเขาอยู่เดี่ยว อยู่ในที่สาธารณะ อยู่ในที่โล่งโปร่ง แต่การเข้าถึงวัคซีนหรือการเยียวยาก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องต่อสู้ ก็เหมือนกับการรักษาพยาบาล ถ้าของคนระดับข้างบนเองยังเข้าไม่ถึงสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นเยียวยาหรือวัคซีนเลย ในช่วงหนึ่งที่ต้องแย่งวัคซีนกัน ต่อคิวกันอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามถึงคนเร่ร่อนว่าจะได้เข้าไหม?” อัจฉรา เล่าเรื่องการทำงานกับคนไร้บ้าน ในช่วงที่รัฐใช้มาตรการควบคุม
โควิด-19 อย่างเข้มงวด

และแม้ในเวลาต่อมา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิอิสรชน ช่วยจัดหาวัคซีนโควิด-19 สำหรับกลุ่มเปราะบางซึ่งรวมถึงคนไร้บ้าน แต่เวลานั้นก็ยังมี “ดราม่า” เกิดขึ้นอีก เมื่อเกิดคำถาม “ทำไมคนเร่ร่อนได้วัคซีนก่อนคนอื่นๆ” แต่สำหรับมูลนิธิฯมองว่า ทุกคนควรมีสิทธิ์ได้รับวัคซีนอย่างเท่าเทียมกัน เพียงแต่คนเร่ร่อนอาจไม่สามารถส่งเสียงได้เหมือนกลุ่มอื่นๆ มูลนิธิจึงเข้ามาช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ ซึ่งการฉีดวัคซีนให้คนเร่ร่อน ไม่ใช่เพียงความปลอดภัยของคนเร่ร่อน แต่รวมถึงคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคนเร่ร่อนด้วย

อนึ่ง “สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในมุมหนึ่งทำให้ผู้คนในสังคมเริ่มมองว่าคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัว” เพราะได้เห็นภาพว่าเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นแล้วมีคนต้องตกงาน สิ่งที่ตามมาคือคนคนนั้นอาจต้องออกจากที่ที่เคยพักอาศัย (เช่น ห้องเช่า) แล้วกลายเป็นคนไร้บ้าน จากเดิมในการทำงานก่อนหน้านี้ของมูลนิธิอิสรชน จะพบว่าสังคมมองคนไร้บ้านแบบตีตราบ้าง หรือหลายคนก็เชื่อว่าตนเองมีงานประจำทำแล้วจะไม่มีวันกลายเป็นคนไร้บ้านบ้าง

ดังนั้น “การทำงานในประเด็นคนไร้บ้านจึงไม่ใช่เพียงการทำเพื่อคนไร้บ้าน แต่ทำเพื่อสังคมโดยรวม” เป็นการทำให้สังคมได้ฉุกคิดว่า “ระบบสวัสดิการ”ในประเทศนี้เป็นอย่างไร ไล่ตั้งแต่ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ “การศึกษาฟรี” ที่ยังมีข้อถกเถียงว่าฟรีจริงหรือไม่? มีมาตรฐานเท่ากันหรือเปล่า? โดยยังมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและสุ่มเสี่ยงต้องมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการเด็กแรกเกิดและอื่นๆ

ซึ่งการไม่มีสวัสดิการที่เพียงพอ ก็ทำให้คนบางส่วนหลุดออกมาเป็นคนเร่ร่อนได้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หมั่นสังเกตตนเอง! แพทย์ผิวหนังให้ความรู้ โรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนัง

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680124

หมั่นสังเกตตนเอง! แพทย์ผิวหนังให้ความรู้ โรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนัง

หมั่นสังเกตตนเอง! แพทย์ผิวหนังให้ความรู้ โรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนัง

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 21.45 น.

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง ให้ความรู้โรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนังที่พบบ่อยตามความลึก และตำแหน่งของการอักเสบ พร้อมอธิบายถึงสาเหตุและการดูแลรักษา ป้องกัน หมั่นสังเกตผิวหนังตนเองอยู่เสมอ หากมีอาการผิดปกติ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยรักษาที่ถูกต้อง

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ผิวหนังของคนเราจัดเป็นด่านแรกที่จะทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากเชื้อโรคต่างๆ เมื่อใดที่มีปัจจัยให้ผิวหนังของเราอ่อนแอลง หรือ ความสมดุลของเชื้อประจำถิ่น (normal skin microbiota) เสียไป จะทำให้เชื้อโรคสามารถผ่านเข้าสู่ผิวหนัง และก่อให้เกิดโรคการติดเชื้อที่ผิวหนังได้ โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง จัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย หมั่นดูแลรักษาสุขอนามัย รักษาความสะอาดของร่างกาย หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าโดยไม่สวมรองเท้า รวมถึงการตัดเล็บให้สั้น ตรวจสอบเท้ารวมถึงผิวหนังของตัวเองอยู่เสมอ ถ้ามีแผลให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดพร้อมทั้งทำแผลอย่างถูกต้อง ถ้ามีผื่นโรคผิวหนังอื่นๆ ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาเพราะรอยโรคดังกล่าวอาจะเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปก่อโรคยังผิวหนังได้

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย ซึ่งจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มโรคใหญ่ๆ เรียงตามความลึก และตำแหน่งของการอักเสบ ดังนี้

1.โรคพุพอง (Impetigo) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ตื้นที่สุดของผิวหนัง โรคนี้มักพบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งอาจเป็นชนิดที่พบตุ่มน้ำร่วมหรือไม่พบก็ได้ อาการเริ่มแรก จะมาด้วยตุ่มสีแดง ที่แถวใบหน้า หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนอง ระยะถัดมาตุ่มจะแตกออก และพบเป็นลักษณะรอยถลอกตื้นๆที่มีสะเก็ดหนองสีเหลืองอมน้ำตาล คล้ายสี “น้ำผึ้ง” คลุมอยู่ด้านบน ในบางรายอาจจะมีอาการไข้หรือต่อมน้ำหลืองโตร่วมด้วยได้

2.โรครูขุมขนอักเสบ (Folliculitis), ฝี (Furuncle/abscess), และ ฝีฝักบัว (Carbuncle) เริ่มต้นเป็นการอักเสบของรูขุมขน มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดง หรือตุ่มหนองขึ้นที่ตำแหน่งของรูขุมขน ตำแหน่งที่พบบ่อย เช่น ใบหน้า(แถวเครา), ศีรษะ, หน้าอก, หลัง, รักแร้, และ แก้มก้น เป็นต้น ซึ่งถ้าการอักเสบรุนแรง และลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง อาจพบเป็นไตแข็งๆที่มีหนองสะสมอยู่ภายในที่เรียกว่า ฝี (Furuncle/abscess) และหากพบฝีหลายๆ อันอยู่รวมกลุ่มกันโดยมีช่องทางเชื่อมต่อกัน เราจะเรียกรอยโรคนี้ว่า ฝีฝักบัว (Carbuncle) ซึ่งเมื่อเป็นโรคในกลุ่มนี้แล้ว มักมีอาการไข้, อ่อนเพลีย, หรือ ต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย อาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ โรคในกลุ่มนี้หายช้า และมักจะทิ้งรอยแผลเป็น

3.โรคไฟลามทุ่ง (Erysipelas) เป็นการอักเสบที่ส่วนบนของผิวหนังชั้นแท้ ซึ่งอาการจะแสดงออกมาหลังได้รับเชื้อ 2 – 5 วัน โดยจะเริ่มด้วยอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ในมีกี่ชั่วโมงถึงวันถัดมา จะพบอาการผื่นแดงเป็นปื้น บวม กดเจ็บ ที่มีลักษณะเป็นขอบเขตชัด และมีการลามของผื่นอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือ ขา รองลงมาคือ ใบหน้า มักพบร่วมกับอาการต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงโต

4.โรคเนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis) เป็นการอักเสบที่ส่วนล่างของผิวหนังชั้นแท้จนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการไข้ หนาวสั่นและ อ่อนเพลีย  ร่วมกับมีผื่นที่มีลักษณะบวม แดง ร้อน ขอบเขตไม่ชัดและมีอาการปวด ผื่นสามารถ ลามขยายขนาดออกกว้างขึ้นแต่ไม่เร็วเท่ากับโรคไฟลามทุ่ง ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และกรวยไตอักเสบ  เป็นต้น โดยในรายที่มีการอักเสบกลับมาเป็นซ้ำหลายๆครั้ง อาจส่งผลต่อการไหลเวียนของระบบท่อน้ำเหลืองทำให้ผู้ป่วยมีอาการขาบวมเรื้อรังได้

5.โรคแบคทีเรียกินเนื้อ หรือโรคเนื้อเน่า (necrotizing fasciitis) เป็นโรคที่ความรุนแรงสูงที่สุดในกลุ่มการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง มีอัตราการเสียชีวิต อยู่ระหว่างร้อยละ 20 – 60 เป็นการอักเสบรุนแรงในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และพังผืดที่คลุมกล้ามเนื้อ จนเกิดภาวะเนื้อตายตามมาถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบมาพบแพทย์และให้การรักษาโดยเร็ว

ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ข้อควรปฏิบัติ 1.การรักษาหลักเป็นการให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรค กรณีที่อาการไม่รุนแรงอาจใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบรับประทาน แต่หากมีอาการรุนแรง หรือมีอาการตามระบบต่างๆ ร่วมด้วย อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบยาฉีด ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องมาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง 2.ทำความสะอาดผิวหนังและบริเวณที่เป็นแผลให้สะอาดด้วยการฟอกสบู่และน้ำยาฆ่าเชื้อให้สะอาด 3.หลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะจะทำให้เกิดบาดแผลที่ผิวหนังและอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามมากยิ่งขึ้น4.การรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การกรีดระบายหนอง การประคบแผลด้วยน้ำเกลือ เพื่อดูดซึบน้ำเหลืองออก

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รู้ทัน หวาน มัน เค็ม รับประทานอาหารแปรรูป-แช่แข็ง ปลอดภัย ได้คุณค่าโภชนาการ

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680122

รู้ทัน หวาน มัน เค็ม รับประทานอาหารแปรรูป-แช่แข็ง ปลอดภัย ได้คุณค่าโภชนาการ

รู้ทัน หวาน มัน เค็ม รับประทานอาหารแปรรูป-แช่แข็ง ปลอดภัย ได้คุณค่าโภชนาการ

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 21.16 น.

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอาหารแนะผู้บริโภคอ่านฉลากโภชนาการอย่างเข้าใจ โดยเฉพาะปริมาณหวาน มัน เค็ม สารอาหารและพลังงาน ให้อยู่ในปริมาณตามความต้องการในแต่ละวัน ช่วยให้สามารถรับประทานอาหารแปรรูปและอาหารแช่แข็งได้อย่างปลอดภัยและได้รับคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน

อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ แนะนำว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยยังคุ้นชินกับการรับประทานอาหารรสจัด การเติมเครื่องปรุงประเภท น้ำปลา น้ำตาล ซอส หรือ กระเทียมเจียว เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร และยังมีการปรุงเพิ่มตลอดเวลา รวมถึงอาหารแปรรูปที่มีการปรุงแต่งรสชาติให้ถูกปากผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้ได้รับปริมาณส่วนประกอบของเครื่องปรุงและพลังงานเกินกว่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ก่อให้เกิดการสะสมและเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ดังนั้นในการรับประทานอาหารที่ไม่ได้ปรุงสดเอง ควรเลือกซื้อและบริโภคอาหารที่มีฉลากโภชนาการ GDA (Guideline Daily Amounts) ระบุข้างบรรจุภัณฑ์ให้เข้าใจถึงปริมาณบริโภคต่อหน่วย และค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและสนับสนุนมาตรการป้องกันปัญหาด้านโภชนาการ

ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพส่วนบุคคลมากขึ้น การมองหาอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ช่วยส่งเสริมการดำเนินชีวิตประจำวันให้กินดี-อยู่ดี กลายเป็นปัจจัยและความจำเป็นในการเลือกซื้ออาหารมากขึ้น ฉลากโภชนาการ GDA จึงเป็นผู้ช่วยอย่างดีในการให้ข้อมูลการวิเคราะห์ความต้องการในการบริโภคที่จะแสดงให้ทราบถึงปริมาณพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารสำเร็จรูปได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) และองค์กรเพื่อสุขภาพต่างๆ ของไทย เช่น กรมอนามัย สถาบันโภชนาการ ได้นำเสนอรายงานด้านพฤติกรรมการบริโภคเกลือหรือโซเดียมของคนไทย พบว่า คนไทยบริโภคมากถึง 3,636 มิลลิกรัม ซึ่งเกินกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า จากปริมาณที่ WHO แนะนำ คือ ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม (1 ช้อนชา) พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลเสียและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) อาทิ ความดันโลหิตสูง นำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคอ้วน และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการปรุงอาหารให้มีรสชาติตามความนิยมและความชื่นชอบของผู้บริโภค

ล่าสุด กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กำลังพิจารณาร่วมกับกรมสรรพสามิตเพื่อเตรียมนำ “ภาษีความเค็ม” เข้ามากำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการบริโภคสูง อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่เย็นสำเร็จรูป และขนมกรุบกรอบ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการบริโภคความเค็มต้องลดลง 30% ภายในปี 2568 และเป็นการส่งเสริมให้ทั้งผู้บริโภคทั่วไปและผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มโรค NCDs ให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหาร รวมถึงระมัดระวังการรับประทานอาหารที่มีไขมัน และมีรสหวาน มัน เค็ม มากเกินไป หรือรับประทานอาหารซ้ำๆ ไม่หลากหลาย ซึ่งจะทำให้ขาดสารอาหารอื่นๆ และได้รับเส้นใยหรือวิตามินต่างๆ ไม่ครบถ้วน

อาจารย์แววตา กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำของไทยมีการปรับสูตรอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ และนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมาใช้ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลัก ตอบโจทย์เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพที่ดี หรือแม้แต่อาหารสำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรค และอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดลล้อม โดยมีเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การผลิตอาหารปลอดภัยและคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสุขโภชนาการที่ดีของผู้บริโภคและใส่ใจสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน เริ่มตั้งแต่นโยบายผลิตและคัดสรรวัตถุดิบชั้นดีในการผลิตเน้นความสด สะอาด ปราศจากสารตกค้าง เพื่อป้อนสู่กระบวนการผลิตตามสูตรอาหารที่ผ่านการวิจัยและปรุงรสให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภค และตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

สำหรับอาหารที่ได้รับความนิยม เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปและอาหารแช่แข็ง ควรเลือกผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ มีตราสัญลักษณ์การรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องระบุชื่อผู้ผลิต แหล่งผลิต วัน/เดือน/ปี ที่หมดอายุแสดงไว้บนบรรจุภัณฑ์ชัดเจน สร้างหลักประกันความปลอดภัย และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตลอดจนการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มโรค NCDs ต้องอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อ เพื่อลดอาหารที่จะมีผลต่ออาการของโรค 

นอกจากนี้ ยังมีการผลิตสูตรอาหารเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น หรือเพื่อผู้บริโภคที่มีความต้องการสารอาหารเฉพาะด้านเพื่อสุขภาพที่ดี โดยสังเกตจากตราสัญลักษณ์ Healthier Logo หรือ Healthier Choice เพื่อความมั่นใจในการบริโภคอาหารให้ตรงกับความการของร่างกาย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หัวหิน’ไอเดียเก๋ ฉีดวัคซีนรับพระ‘หลวงปู่ทวด’วัดห้วยมงคล วันเดียวเท่านั้น

Posted on September 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680115

‘หัวหิน’ไอเดียเก๋ ฉีดวัคซีนรับพระ‘หลวงปู่ทวด’วัดห้วยมงคล วันเดียวเท่านั้น

‘หัวหิน’ไอเดียเก๋ ฉีดวัคซีนรับพระ‘หลวงปู่ทวด’วัดห้วยมงคล วันเดียวเท่านั้น

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.36 น.

‘หัวหิน’ไอเดียเก๋ ฉีดวัคซีนรับพระ‘หลวงปู่ทวด’วัดห้วยมงคล วันเดียวเท่านั้น  

14 กันยายน 2565 นายเจนวิท ผลิศักดิ์ รักษาการสาธารณสุข อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์โรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ล่าสุดวันนี้พบผู้ป่วยใหม่แค่ 6 ราย ถึงแม้สถานการณ์โรคโควิด-19 จะดีขึ้น แต่ทางสาธารณสุข อ.หัวหิน ยังคงออกให้บริการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ได้ร่วมกับโรงพยาบาลหัวหิน สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ และวัดห้วยมงคล จัดโครงการสร้างภูมิคุ้มกัน 2 ต่อ คือ ภูมิคุ้มกันทางกาย โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และภูมิคุ้มกันใจ รับวัตถุมงคล วัดห้วยมงคล โดยเจ้าหน้าที่จะออกให้บริการฉีดวัคซีนโควิด ชนิด Pfizer ในเข็มที่ 1 ถึง เข็มที่ 5 แก่ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ทุกเชื้อชาติ ที่บริเวณศาลาประดิษฐานองค์หลวงปู่ทวดต้นแบบ วัดห้วยมงคล ต.ทับใต้ อ.หัวหิน ในวันศุกร์ที่ 30 ก.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-14.00 น. หรือจนกว่าวัคซีนจะหมด

สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนทุกท่านจะได้รับวัตถุมงคล หลวงปู่ทวดเนื้อว่านคลุกรัก ผ่านการปลุกเสกจากพระพิศาลสิทธิคุณ หรือท่านเจ้าคุณไพโรจน์ ปภัสสโร เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล แจกให้ ซึ่งมีจำนวนจำกัดแค่วันเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ผู้ที่มารับวัคซีนยังได้กราบสักการะขอพรหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ และหลวงพ่อโสธรองค์ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ พร้อมขอโชคลาภจาก “ท้าวเวสสุวรรณ” และ “ไอ้ไข่” ที่บริเวณศาลาด้านข้างหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่อีกด้วย

-005

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,940,078 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ
ครม.ฉีกMOU44 ลั่นไทยแลนด์เฟิร์ส กัมพูชาแถลงเสียใจ
เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่
ส่องอาฟเตอร์ปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลิซ่า BLACKPINK กระทบไหล่เซเลบระดับโลก
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ๑๐๓ ปี วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์’
กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง
นราพัฒน์ ตั้งคำถาม แลนด์บริดจ์ ดีจริงแค่ไหน? หวั่นคุ้มทุนไม่จริง-กลายเป็นภาระยาว
ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เรียกร้องทางการเมียนมาพิสูจน์ว่าแม่ยังมีชีวิต วอนฝรั่งเศสช่วยกดดัน
ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’
อิหร่านปาดหน้า พบหารือรัฐมนตรีจีน ถกประเด็นสงคราม-ช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนการเยือนของทรัมป์

Recent Posts

  • เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้
  • ไฟไหม้ศูนย์การค้าใกล้กรุงเตหะราน ดับ 8 ชีวิต เจ็บ 36 ราย เร่งสอบสาเหตุ
  • ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เรียกร้องทางการเมียนมาพิสูจน์ว่าแม่ยังมีชีวิต วอนฝรั่งเศสช่วยกดดัน
  • ญาติ “ฮุน มาเนต” ออกแถลงการณ์ยอมรับถือหุ้น 30% ในกลุ่มบริษัท “ฮวยวัน” เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์
  • อิหร่านปาดหน้า พบหารือรัฐมนตรีจีน ถกประเด็นสงคราม-ช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนการเยือนของทรัมป์

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d