Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิดซา-ท่องเที่ยวฟื้น’ โอกาส‘ไทย’อะไรต้องปรับ?

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662608

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิดซา-ท่องเที่ยวฟื้น’  โอกาส‘ไทย’อะไรต้องปรับ?

วันเสาร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเสมอ โดยข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า เพียง 5 เดือนแรกของปี 2565 มีชาวต่างชาติเดินทางมาเยือนไทยแล้วกว่า 1.3 ล้านคน มากกว่าตลอดทั้งปี 2564 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 4 แสนกว่าคน โดยจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ซึ่งรวมถึงการเดินทางเข้าประเทศไทยสามารถทำได้สะดวกขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า ภาพบรรยากาศผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ชินตาในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด จึงกลับมาอีกครั้ง

รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิริวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในเวทีเสวนา (จัดโดย) หัวข้อ “มิติใหม่ของการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการภายใต้ความปกติใหม่” จัดโดย วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม เมื่อเร็วๆ นี้ โดยหยิบยกรายงาน “Revitalising Thailand’s tourism sector” ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เผยแพร่ในปี 2564 มาบอกเล่า เนื้อหาในรายงานเป็นการเปรียบเทียบไทยกับประเทศอื่นๆในหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบไทยกับ 140 ประเทศทั่วโลก พบว่าเรื่องของ “Tourist service infrastructure” หรือ “โครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยว” ไทยอยู่ในอันดับ 14 จาก 140 ประเทศทั่วโลก ได้คะแนนสูงถึง 5.9 คะแนน แสดงว่าโครงสร้างเรื่องของการท่องเที่ยวดีอยู่แล้ว แต่เรื่องของ “Safety & security” หรือ “ความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย” ไทยอยู่อันดับที่ 111 จาก 140 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทยที่จะต้องปรับปรุง

“รายได้ของไทยมากกว่า 2 ใน 3 ของรายได้ มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยร้อยละ 75 มาท่องเที่ยวระยะสั้น และอีกร้อยละ 28 มาจากนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งปัจจุบันประเทศจีนห้ามประชากรออกนอกประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติร้อยละ 28 เลือกท่องเที่ยวช่วง High season โดยนักท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 80 ไปท่องเที่ยวแค่ 5 จังหวัดของไทย และนักท่องเที่ยวมาภาคอีสานเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น

จะเห็นได้ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวไปอยู่แค่ 5 จังหวัดหลักๆ เท่านั้น จึงต้องให้สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นจะต้องช่วยกันที่จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มาเที่ยวบ้านเราบ้าง ในอดีตจะมุ่งเน้นที่นักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น แต่หลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่” รศ.ดร.สุวิทย์กล่าว

สุรัชสานุ์ ทองมี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงอุตสาหกรรม “ไมซ์ (MICE)” หรือการท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นการจัดประชุมหรือจัดนิทรรศการงานแสดงสินค้าต่างๆ ว่า ในส่วนของภาครัฐมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยการใช้ MICE เสริมสร้างความแข็งแกร่งระดับชาติ และในปัจจุบันมีการยกระดับความพร้อม 10 เมือง MICE City

ซึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา และอุดรธานี นอกจากนี้ยังพร้อมที่จะขยายความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มสนับสนุน โดยใช้กลไกของไมซ์เข้ามาจับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายที่แข็งแรงในเชิงของพื้นที่จังหวัดนั้นๆ เพื่อที่จะจัดส่งเสริมในเรื่องของการประชุมและสร้างองค์ความรู้

โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะต้องมีความแข็งแกร่งด้วยการเชื่อมโยงกับพื้นที่และประเทศใกล้เคียง ฉะนั้นการส่งเสริมการจัดไมซ์ทุกภูมิภาค เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชน เป็น “กลยุทธ์อันดับที่ 1” คือ “การสร้างความแข็งแกร่งระดับชาติ” และมุ่งเป้าผลสัมฤทธิ์ในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท และจัดเก็บภาษีได้มากกว่า 2 พันล้านบาท และเกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ในประเทศไทยมากกว่า 5 หมื่นอัตรา

“กลยุทธ์อันดับที่ 2” คือ “การช่วงชิงโอกาสระดับสากล” หมายถึงจะต้องถ่ายทอดศักยภาพที่แข็งแกร่งของพื้นที่ และใช้ผลลัพธ์ดังกล่าวในการเสริมสร้างลักษณ์ สร้างการรับรู้แข่งขันกันเพื่อเป็นเจ้าภาพการจัดไมซ์ในระดับโลกและระดับนานาชาติ และที่สำคัญจุดแข็งที่ทั่วโลกยอมรับ คือ การชูจุดแข็งด้านสุขอนามัยควบคู่กับนวัตกรรม ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ในปี พ.ศ.2565 จะได้งานไมซ์ระดับนานาชาติมากกว่า 30 งาน และจะเป็นงานที่สร้างความยั่งยืนและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

“สุดท้ายที่กำลังดำเนินการ เพื่อที่จะทำให้ยุค New Normal ของการท่องเที่ยวและบริการของไมซ์เปลี่ยนแปลงไป คือการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ผ่านนวัตกรรมและดิจิทัลเซอร์วิสต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าและต่อยอด ซึ่งการประชุมแบบเดิมๆ จะเปลี่ยนแปลงแล้ว ดังนั้น การพูดคุยและถ่ายทอดองค์ความรู้ทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มศักยภาพบุคลากรในองค์กรต่างๆ รวมทั้งระดับมหาวิทยาลัยและระดับอาชีวศึกษาที่จะยกระดับให้องค์ความรู้และผลิตบุคลากรที่ดี ออกมาให้บริการตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไมซ์” สุรัชสานุ์ระบุ

มุมมองภาคเอกชน ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Deewana Hotel & Resort และอุปนายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคใต้) เปิดเผยว่า จังหวัดภูเก็ตในช่วงโควิด-19 ระบาด โรมแรมมากกว่าร้อยละ 80 ปิดให้บริการแม้จะเป็นช่วง High Season ก็ตาม โดยเริ่มเกิดผลกระทบในเดือนก.พ. 2563 นักท่องเที่ยวเริ่มลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน และในช่วงเดือน มี.ค. 2563 นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มลดลงเช่นกัน

ซึ่งจะเห็นได้จากในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 40 ล้านคน พอเข้าสู่การแพร่กระจายของโควิด-19 ช่วงแรกเหลือเพียง 5-6 ล้านคน กระทั่งในปัจจุบันโรมแรมเปิดกิจการใน “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” โดยเริ่มในช่วงเดือนก.ค. 2564 ก็สามารถบรรเทาผลกระทบได้ โดยภูเก็ตมีมาตรการคือ “ระดมฉีดวัคซีนให้กับคนในชุมชน” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการให้คนในท้องถิ่นมีความร่วมมือกัน โดยประชากรในพื้นที่จะต้องฉีดวัคซีนมากกว่าร้อยละ 70 เพื่อให้สามารถเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ได้

ทั้งนี้ ช่วงแรกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใน จ.ภูเก็ต นักท่องเที่ยวจะต้องตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR หลายรอบ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจเกือบ 1 หมื่นบาท จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสูงมาก และถึงแม้จะเปิดโรงแรมมากขึ้นถึงร้อยละ 70 จากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แต่อัตราการเข้าพักของโรมแรมยังน้อยมาก โดยมีนักท่องเที่ยวประมาณ 1 หมื่นคน จากปกติภูเก็ตรับนักท่องเที่ยวประมาณ 6-7 แสนคน หรือประมาณปีละ 9 ล้านคน

แต่หลังจากวันที่ 1 พ.ย. 2564 เป็นต้นมา ที่เริ่มระบบ Test & Go นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่ต้องกักตัวมากแล้ว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเพิ่มขึ้น จากนักท่องเที่ยวประมาณ 1 หมื่นคน ในช่วงภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพิ่มเป็น3 หมื่นคน หลังเปิดระบบ Test & Go ต่อมาในเดือนธ.ค. 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 8 หมื่นคน และหลังจากนั้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8 หมื่นคนทุกเดือน ถึงกระนั้นก็ยังทำรายไม่ถึงร้อยละ 30 ของสถานการณ์ปกติ

“ถึงแม้สถานการณ์ยังไม่ปกติจากโควิด แต่โรงแรมมีวิธีการแก้ปัญหา คือ แต่ละโรงแรมจ้างพนักงานประจำประมาณร้อยละ50-60 และที่เหลือก็จ้างพนักงานรายวัน นอกจากนี้อาจจะมีพนักงานฝึกงาน แต่โรงแรมอาจจะรับไม่เยอะ เพราะว่าโรงแรมยังมีพนักงานประจำค่อนข้างมาก นอกจากนี้ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวในภูเก็ตส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ลองลงมาเป็นออสเตรเลีย อังกฤษ สิงคโปร์ และรัสเซีย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวอันดับ 1 คือชาวอินเดีย ตอนนี้จังหวัดภูเก็ตจึงเน้นที่ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดีย และมีงานไมซ์เนื่องจากนักท่องเที่ยวอินเดียเป็นตลาดไมซ์ที่ดี หลายๆ โรงแรมที่รับไมซ์ต่างๆ จากชาวอินเดียจะได้รับรายได้เป็นจำนวนมาก” ศึกษิต กล่าว

ขวัญดาว เขตร์สมุทร Project Manager Thailand Lifelong Learning & Education Expo แผนก Exhibition Project บริษัท IMPACT Exhibition Management Co., Ltd กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ของสถานการณ์โควิด-19 ทาง IMPACT ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าค่อนข้างจะเน้นเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง การมาออกงาน และลูกค้าหลายคนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้

“ด้วยธุรกิจของ IMPACT จะไม่เน้นที่ลูกค้าภายในประเทศเท่านั้น แต่เน้นลูกค้าต่างชาติมากถึงร้อยละ 50 จึงต้องพยายามสร้างแพลตฟอร์มทำงานในรูปแบบใหม่ โดยการทำงานเป็นรูปแบบออนไลน์ และจะต้องทำให้ลูกค้าสามารถเชื่อถือได้ และสามารถเกิดธุรกิจได้เหมือนรูปแบบเดิม นอกจากนี้มีการทำเป็น Business Matching คือการประชุมเป็นแบบออนไลน์ในรูปแบบธุรกิจ และจะต้องจูงใจลูกค้าด้วยการประชาสัมพันธ์ การขยายฐานข้อมูลลูกค้าค่อนข้างมาก จึงทำให้ยอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งลูกค้าหลายคนก็ปรับตัวได้เร็วมาก แต่ช่วงแรกลูกค้าก็ต่อต้าน แต่พอทำได้ลูกค้าก็มีความเชื่อใจต่อองค์กร” ขวัญดาว กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เทศบาลอยุธยา’เปิดเวทีเคลียร์ ชาวบ้านร้องทบทวนรูปแบบเขื่อน ขัดวิถีชีวิตบ้านริมน้ำ

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662640

‘เทศบาลอยุธยา’เปิดเวทีเคลียร์ ชาวบ้านร้องทบทวนรูปแบบเขื่อน ขัดวิถีชีวิตบ้านริมน้ำ

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 22.07 น.

‘เทศบาลอยุธยา’เปิดเวทีเคลียร์ ชาวบ้านร้องทบทวนรูปแบบเขื่อน ขัดวิถีชีวิตบ้านริมน้ำ

24 มิถุนายน 2565 ว่าที่ร้อยตรีสมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา , ด.ต.สุรินทร์ ผดุงเพียร รองนายเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา , พ.อ.อ.สุวัฒน์ สรรพโกศลกุล รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา , นายกฤษณ์ เถี่ยนมิตรภาพ รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา , นายปรเมธี เดชปะตังเวสา วิศกรโยธาปฏิบัติการกองวิศวกรรม กรมเจ้าท่า พร้อม​ เลขานุการ​นายกเทศมนตรีนครพระนครศรี​อยุธยา​ สมาชิกสภา​เทศบาลนคร​พระนครศรี​อยุธยา​ ผู้นำชุมชน ตัวแทนกลุ่มชาวบ้าน ร่วมกันประชุมรับฟังความคิดเห็น ในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางเรือเดินในแม่น้ำป่าสัก งบประมาณ 500 กว่าล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมเจ้าท่า และกระทรวงคมนาคม ที่วัดป่าโค อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

ว่าที่ร้อยตรีสมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านคัดค้านไม่เห็นด้วยกับรูปแบบการก่อสร้างของเขื่อน โดยใช้แผ่นชีทไพล์ (Sheet Pile Wall) ตอกกดลงไปตามแนวริมตลิ่งและมีการก่อสร้างแนวสันเขื่อน น้ำสูงจากพื้นดินปัจจุบันประมาณ 3 เมตร ซึ่งรูปของการก่อสร้างแนวเขื่อนดังกล่าวส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตชาวบ้านและบดบังทัศนียภาพริมแม่น้ำป่าสัก อีกทั้งทางขึ้นลงตลิ่งมีน้อยทำให้ชาวบ้านที่ใช้เรือในการสัญจรผ่านแม่น้ำและจอดเรือหน้าบ้านหรือลงไปใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคและจับสัตว์น้ำ ไม่สะดวกสบาย และขึ้นลงด้วยความยากลำบากเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่มีความเห็นว่าการสร้างเขื่อนดังกล่าวจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับการเดินเรือบรรทุกสินค้ามากกว่าการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันตลิ่งพัง โดยชาวบ้านอยากให้เขื่อนออกมาเป็นรูปแบบของการตอกเข็มด้วยปูนหรือเป็นแนวทางลาดปูน ให้ชาวบ้านได้ใช้วิถีชีวิตแบบดังเดิมได้

ว่าที่ร้อยตรีสมทรง กล่าวอีกว่า การดำเนินการก่อสร้างเขื่อนของกรมเจ้าท่า และกระทรวงคมนาคม  ซึ่งที่ผ่านการออกแบบไม่ได้ทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ก่อน บางส่วนได้มีการก่อสร้างไปแล้ว และไม่ได้แจ้งให้ทางเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาทราบเรื่อง และรูปแบบของแนวเขื่อน หลังจากชาวบ้านเห็นรูปแบบการก่อสร้างกลับส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่ยังต้องใช้อาศัยแม่น้ำป่าสัก ตนจึงได้ให้มีการมาทำความเข้าใจรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านดีใจและยินดีเป็นอย่างมากที่จะได้มีเขื่อนป้องกันตลิ่งทรุดตัว และป้องกันน้ำท่วม แต่จากรูปแบบของเขื่อนที่ใช้ แผ่นชีทไพล์ ซึ่งเป็นแผ่นเหล็กตอกลงไปตลอดแนวของตลิ่งที่ทำเป็นเขื่อนชาวบ้านส่วนใหญ่เกรงว่าในอนาคตจะเป็นสนิมไม่มีความมั่นคง บดบังทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้ำและการขึ้นลงจากบ้านของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำที่บ้างส่วนยังคงประกอบอาชีพประมงและต้องใช้น้ำในแม่น้ำดังกล่าวในการอุปโภค

ทั้งนี้ หลังการประชุมทำความเข้าใจ รับฟังปัญหาของชาวบ้าน โดยชาวบ้านยืนยันคัดการก่อสร้างเขื่อนตามที่มีการออกแบบ ขอปรับเปลี่ยนรูปแบของเขื่อนทั้งหมด ซึ่งทางด้านนายปรเมธี เดชปะตังเวสา วิศวกรโยธาปฏิบัติการกองวิศวกรรม ได้รับฟังปัญหาและนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านในพื้นที่นำกลับไปเสนอกับทางกรมเจ้าท่าพิจารณาแก้ไขปรับปรุงเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

-005

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แซ่บ…ไม่ง้อ‘กัญชา’!เปิดเคล็ดลับความอร่อย50ปี ‘ก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ด’อุดรฯ

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662638

แซ่บ...ไม่ง้อ‘กัญชา’!เปิดเคล็ดลับความอร่อย50ปี ‘ก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ด’อุดรฯ

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 21.02 น.

แซ่บ…ไม่ง้อ‘กัญชา’!เปิดเคล็ดลับความอร่อย50ปี ‘ก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ด’อุดรฯ

ท่ามกลางกระแส “กัญชาฟีเวอร์” สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือการนำ “กัญชา” มาปรุงอาหาร ซึ่งหลายเมนูช่วยเพิ่มความ “โอชะ” ขึ้นมาก หนึ่งในนั้นคือ “ก๋วยเตี๋ยว” ที่ว่ากันว่าถ้ามี “กัญชา” ผสม จะกลมกล่อม หอมฉุย ขึ้นอีกเป็นกอง…

แต่ไม่ใช่กับ “ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ด” เมืองอุดรธานี

ที่นี่…คงความอร่อยมากว่า 50 ปี

แบบไม่ต้องพึ่ง “กัญชา”

งานนี้ผู้สื่อข่าวอุดรธานี “ต้องพิสูจน์”…

สำหรับร้านดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณถนนพรานพร้าว เขตเทศบาลนครอุดรธานี ถือเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวขึ้นชื่อของจังหวัดที่ใครผ่านมาต้องแวะลิ้มลอง โดยร้านนี้เปิดมานานกว่า 50 ปี ปัจจุบันเป็น “รุ่นที่ 2” ที่เข้ามาดูแลกิจการ โดยลูกค้าการันตีได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงวันเก๋าว่ารสชาติ “เข้มข้น กลมกล่อม” จึงทำให้เจ้าของร้านต้องติดป้ายบอกลูกค้าว่าไม่ได้ใส่ “กัญชา” มาเป็นเวลากว่า 31 ปีแล้ว

นางภัชดา กาสกุล อายุ 58 ปี เจ้าของร้าน บอกว่า ขายก๋วยเตี๋ยวมาเป็นเวลากว่า 50 ปี ตั้งแต่รุ่นพ่อ ตอนแรกขายแถวห้าแยก จากนั้นย้ายมาอยู่ที่ถนนพรานพร้าว นานเกือบ 31 ปีแล้ว ปัจจุบันมี 3 สาขาที่ จ.อุดรธานี ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ซึ่งทุกร้านปิดป้ายบอกลูกค้าว่าไม่มี “กัญชา” เป็นส่วนผสม เนื่องจากลูกค้าได้ถามบ่อยมากว่าใส่กัญชาหรือเปล่า ทำไมอร่อย

“อาจจะเป็นเพราะด้วยรสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อม ลูกค้าหลายคนบอกว่ารสชาติแบบนี้ต้องใส่กัญชาแน่ๆ และมีลูกค้าบางคนไม่เชื่อ เคยเอากระบวยมาค้นหากัญชาในหม้อน้ำซุปก็มี ก๋วยเตี๋ยวจะอร่อยไม่จำเป็นต้องใส่กัญชา มันอยู่ที่ความใส่ใจของขั้นตอนการปรุง โดยวัตถุดิบต้องมีคุณภาพ ส่วนใหญ่ลูกค้าที่มากินก็จะเป็นลูกค้าประจำ จะรู้และเข้าใจอยู่แล้วว่าร้านไม่ได้มีส่วนผสมของกัญชา” เจ้าของร้านรุ่น 2 กล่าว

พร้อมกับระบุว่าแม้จะมีการปลดล็อกแล้ว “กัญชา” ทำอาหารได้ไม่ผิด แต่ทางร้านไม่ได้สนกระแสใส่ “กัญชา” ในอาหาร อีกทั้งตนมองว่ากัญชาไม่ได้ปลอดภัยกับทุกคน โดยเฉพาะเด็ก หญิงตั้งครรภ์ คนชรา ผู้มีโรคประจำตัว อาจมีการแพ้สารในกัญชา ตนจึงไม่เอากัญชามาเป็นจุดขาย และไม่ได้กลัวว่ายอดขายจะลดลงด้วย

หากจะ “อร่อย” เพราะ “วัตถุดิบ” ที่มีคุณภาพ

การใส่ใจในการ “ปรุง” ในการทำอาหารมากกว่า

-005

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้กัน ‘ไม่ให้หลง ไม่ให้ยึด ไม่ให้ติด ไม่ต้องเสียดาย’

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662605

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้กัน 'ไม่ให้หลง ไม่ให้ยึด ไม่ให้ติด ไม่ต้องเสียดาย'

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.20 น.

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ที่เราคิดว่าเป็นของเรานั้น ไม่ใช่เป็นของเราอย่างแท้จริง เป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง ร่างกายของเราก็เป็นของเราเพียงระยะหนึ่ง พออายุ ๘๐ ปี  ๙๐ ปี ก็ต้องคืนเขาไป อาจจะต้องคืนไปก่อนนั้นก็ได้ บางคนอายุเพียงหนึ่งวันก็ตายไปก็มี  หนึ่งเดือนตายไปก็มี หนึ่งปีตายไปก็มี ยี่สิบปี สามสิบปี สี่สิบปีตายไปก็มี ไม่แน่นอน เรื่องอายุขัยของคนเรา แต่เรื่องที่แน่นอนก็คือ ต้องคืนเขาไปทุกคน พวกเราทุกคนที่อยู่ในศาลานี้ สักวันหนึ่งก็ต้องคืนร่างกายนี้ไปสู่ดินน้ำลมไฟ ที่เป็นเจ้าของเดิม แต่ใจของเราไม่ได้ไปกับร่างกาย จะไปตามบุญตามกรรมต่อไป 

ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้า แล้วทำแต่สิ่งที่ดีที่งาม ละเว้นจากการทำบาปทำกรรม เวลาร่างกายแตกดับไป ก็จะไปสู่ที่ดี สู่สุคติ เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ แล้วนำมาสั่งสอนพวกเรา ผู้ที่ได้ยินได้ฟังแล้วนำไปปฏิบัติตาม ก็จะได้รับผลประโยชน์ที่ดีเช่นเดียวกับพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ที่เชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่นี้ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ก็พยายามตัดความยึดติดในร่างกาย ในสมบัติต่างๆ มีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองมากน้อยเพียงไร ก็สละให้ผู้อื่นหมด แล้วก็ออกบวช อยู่แบบนักบวช มีเพียงแต่ปัจจัยสี่ไว้คอยดูแลรักษาร่างกายเท่านั้น 

ส่วนจิตใจก็มีธรรมะที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิเจริญปัญญา ทำจิตใจให้สงบ เพื่อกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่คอยฉุดลากให้ไปทำบุญ ให้ไปทำบาป ให้ไปเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยในภพใหญ่ให้หมดสิ้นไป จนใจสะอาดบริสุทธิ์ กลายเป็นพระอรหันต์ เป็นนิพพานขึ้นมาแล้ว ใจก็ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป ไม่ต้องไปทุกข์ ไม่ต้องไปทุกข์กับการแก่ การเจ็บ การตาย การพลัดพรากจากกัน เหมือนที่พวกเรากำลังทุกข์กันอยู่

เวลาที่เราสูญเสียญาติพี่น้อง คนที่เรารักไป เราก็ร้องห่มร้องไห้ กินไม่ได้นอนไม่หลับกัน เพราะหลงยึดติดร่างกายของคนนั้นคนนี้ว่าเป็นพี่น้องของเรา เป็นญาติของเรา แต่ความจริงแล้วเขาเป็นเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ต่างกันตรงที่ร่างกายมีใจมาครอบครอง จึงทำให้ร่างกายนี้พูดได้ ทำได้ มีความรู้สึก แต่ผู้ที่พูด ผู้ที่ฟัง ผู้ที่มีความรู้สึกนี้ไม่ใช่ร่างกาย เป็นใจต่างหาก ถ้าร่างกายไม่มีใจเมื่อไหร่แล้ว ก็จะไม่รู้สึกอะไร จะฟังอะไรไม่ได้ยิน จะไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น ลองไปพูดกับคนตายดู ลองไปสะกิดร่างกายของคนตายดู เอาเข็มไปทิ่มร่างกายของคนตายดู จะสะดุ้งขึ้นมาหรือไม่ จะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้เลย 

เหมือนต้นไม้ เอามีดไปฟันก็จะไม่มีอาการสะดุ้ง เพราะไม่มีการรับรู้นั่นเอง เพราะไม่มีผู้รับรู้ในต้นไม้ ร่างของคนตายก็เหมือนต้นไม้ เพราะไม่มีใจผู้รับรู้อยู่กับร่างกายแล้ว จะเอาไปทำอะไรก็ไม่เดือดร้อน จะเอาไปฝังก็ไม่เดือดร้อน จะเอาไปเผาก็ไม่เดือดร้อน เพราะใจผู้เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง ไม่ได้อยู่ในร่างนั้นแล้ว ได้ออกเดินทางไปสู่ร่างใหม่แล้ว จะได้ร่างอะไรก็ขึ้นอยู่กับบุญกับกรรมที่ทำไว้ 

นี่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้กัน ไม่ให้หลง ไม่ให้ยึด ไม่ให้ติด ไม่ต้องกลัวว่าร่างกายจะเป็นอะไรไป ไม่ต้องเสียดาย ถึงเวลาจะเป็นอะไรก็ให้เป็นไป แต่ขณะที่ยังอยู่ก็ดูแลรักษากันไป เพราะยังต้องอาศัยร่างกายมาช่วยทำใจให้หลุดพ้นจากความหลง จากความทุกข์ จากการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าไม่มีร่างกายก็จะไม่สามารถมาฟังเทศน์ฟังธรรม ทำบุญทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมได้ เราจึงต้องดูแลรักษาร่างกายนี้ให้ดี เพื่อจะได้เอามาช่วยเหลือจิตใจให้ได้ปฏิบัติธรรม เพื่อจะได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

อย่าเอาร่างกายไปทำในสิ่งที่ไร้สาระ ไร้คุณไร้ประโยชน์ ไปสะสมลาภยศสรรเสริญสุขต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นที่พึ่งของเรา แต่จะทำให้เราหลง ทำให้มีความทุกข์มากยิ่งขึ้นไป

……………………………….

โอวาทธรรมพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี ๒๗ มกราคม ๒๕๕๐ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ฤาเป็นเพียงกระแส ‘เกษตรอินทรีย์’ ของคนเมืองยังต้องฝ่าวงล้อมเรื่องการถือครองที่ดิน

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662602

ฤาเป็นเพียงกระแส 'เกษตรอินทรีย์' ของคนเมืองยังต้องฝ่าวงล้อมเรื่องการถือครองที่ดิน

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.10 น.

เนื้อหาในเว็บไซต์ไทยซิตี้ฟาร์มดอทคอม (https://thaicityfarm.com) ที่นำเนื้อหาในปาฐกถา เรื่อง “เกษตรในเมือง ความสำคัญ ความท้าทาย สู่เป้าหมายเมืองยั่งยืน” ในงานสัมมนาวิชาการเกษตรในเมืองครั้งที่ 1 โดย ผศ.ดร.ปิยะพงษ์  บุษบงก์ มาให้ผู้อ่านยุคดิจิตอลได้มองเห็นอนาคตและวางแผนตัวเองถูกว่าจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไรท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบ 

โดยเว็บไซต์นี้เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า เราจึงต้องมี “แหล่งอาหาร” ของเมืองและต้องมีพื้นที่เกษตรในเมือง (urban agriculture) ที่ประเทศไทยไม่ควรถูกมองข้ามอีกต่อไป เพราะเกษตรในเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในเชิงแนวคิดและแนวปฏิบัติไปทั่วโลก ทั้งเมืองขนาดเล็กหรือขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ก็ต่างหันมาให้ความสำคัญทั้งสิ้น เพื่อการปรับตัวของเมืองและคนเมืองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเพื่อประโยชน์อื่นๆ โดยไปโยงอยู่กับการเกิดขึ้นของกลุ่มเคลื่อนไหวทั่วทุกมุมโลกในเรื่องระบบอาหารใกล้บ้าน ระบบอาหารทางเลือก ความมั่นคงทางอาหารในระดับท้องถิ่น การลดการเดินทางของอาหาร ห่วงโซ่อาหารที่เป็นธรรม ความเกื้อกูลและรับผิดชอบต่อกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค และแนวคิดอื่นๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งเกี่ยวโยงและเชื่อมร้อยกันทั้งสิ้น

รวมไปถึงเว็บไซต์ไทยซิตี้ฟาร์มยังนำเนื้อหาบทความ “สังเขปบทเรียนเกษตรในเมืองในต่างประเทศ: ตอนที่ 1 – ฮาวาน่า (คิวบา)” โดย ผศ.ดร.ปิยะพงษ์ บุษบงก์ มาเรียบเรียงใหม่ ซึ่งจับประเด็นการใช้ที่ดินของฮาวาน่า ดังนี้ 

ประเด็นเรื่องการใช้ที่ดินนี่น่าสนใจมาก ตั้งแต่เรื่องการวางแผนการใช้ที่ดินที่สำคัญมากๆ คือ การกำหนดเขตการใช้ที่ดินประเภทต่างๆ ในเมืองฮาวาน่า ซึ่งเขาเข้มงวดมากไปจนถึงเทคนิคการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสมในการทำเกษตรให้สามารถทำเกษตรได้ โดยเขามีการสนับสนุนการวิจัย โดยเฉพาะการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ได้จริงเป็นจำนวนมาก มีโครงการอบรมแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ 

เอาเป็นว่าที่ดินทุกประเภท ฮาวาน่าเอามาสร้างอาหารได้หมด ทั้งนี้ หากจะถามว่าของที่ฮาวาน่าใช้เคมีหรือไม่ คำตอบคือ ไม่มากจากที่เคมีไม่ถูกอนุญาตให้นำมาขายในตลาดที่ถูกกฎหมาย ยกเว้นสำหรับพืชบางชนิด เช่น หอม กระเทียม เป็นต้น และฮาวาน่าสามารถทำให้ราคาสินค้าอินทรีย์ถูกกว่าเคมีได้ด้วย สิ่งที่เราน่าจะเรียนรู้จากฮาวาน่าได้มากคือ

1.รัฐบาลและท้องถิ่นของฮาวาน่าสนับสนุนเต็มที่ ในผังเมืองของฮาวาน่าเน้นแปลงผักเป็นพื้นที่สีเขียว มากกว่าจะเน้นเรื่องการปลูกไม้ที่กินไม่ได้ 

2.ฮาวาน่าทำให้การซื้อหาสารเคมีเพื่อการเกษตรเป็นเรื่องยากและไม่ถูกกฎหมาย รวมถึงอาหารอินทรีย์กลายเป็นอาหารที่ถูก 

3.สำนักงาน ส่วนราชการของฮาวาน่าเป็นตัวอย่างกันพร้อมหน้า 

4.ฮาวาน่าเด่นมากในการเอาของเสียในเมืองมาใช้ในการทำเกษตร คือมีการเชื่อมโยงการจัดการของเสียเข้ากับเรื่อง “เกษตรกรรมในเมือง”

เมื่อนำความรู้โดยเฉพาะสิ่งที่ “ฮาวาน่า” ใช้กับคนเมืองหลวงในการแก้ปัญหาวิกฤตอาหารในเมือง เพื่อให้คนเมืองเข้าถึงอาหารที่มีการปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษ ก็จะพบว่า ถ้าเป็นกรุงเทพมหานคร ชาวเมืองหลวงยังต้องบริโภคอาหารเกษตรอินทรีย์ในราคาที่แพงกว่าอาหารที่มาจากพืชผักที่ใช้สารเคมี ทำให้คนเมืองหลวงไม่มีทางเลือก เพราะด้วยค่าครองชีพที่ได้ผลกระทบจากเงินเฟ้อเพิ่มเข้ามาอีกปัจจัยหนึ่ง ยิ่งทำให้ต้องซื้อพืชผักที่มาจากสารเคมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันคนไทยยังต้องบริโภคพืชผักที่ปลูกด้วยสารเคมีสูงและส่งผลให้ป่วยเป็นโรคมะเร็งตามมา เพราะการเข้าถึงพืชผักเกษตรอินทรีย์นั้นยังอยู่ในสัดส่วนที่ไม่มากนักและการปลูกผักเกษตรอินทรีย์เพื่อทานเองในเมืองหลวงนั้น ก็ยังต้องอาศัยองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกับ “ฮาวาน่า” คือเรื่องของพื้นที่ของที่ดิน ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้นั้น โอกาสคนเมืองหลวงจะมีพื้นที่ทำกินก็เป็นเรื่องที่ยากอีกปัจจัยหนึ่ง และการปลูกผักบนคอนโดมิเนียม รวมทั้งในพื้นที่ทาวน์เฮ้าส์ ก็จะทำได้เพียงแก้ขัด หรือ เปิดโอกาสเข้าสู่เส้นทางเกษตรอินทรีย์เท่านั้น  

แต่หากต้องการทำเพื่อเป็นอาชีพ หรือเพื่อให้คนเมืองหลวงเข้าถึงพืชผักเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง จะต้องขับเคลื่อนทั้งองคาพยพในหน่วยงานราชการ และเอกชนระดมสรรพกำลังเข้ามา รวมไปถึงการทำให้กฎหมายต่างๆ ให้ประโยชน์แก่ผู้ไม่มีโอกาส ได้มีโอกาสในพื้นที่ทำกินในเมืองหลวงได้อย่างถูกกฎหมายและเป็นธรรมมากขึ้น

อย่างเช่น ถ้าใครครอบครองสิทธิ์ในพื้นที่แผ่นดินในกรุงเทพมหานครมากจนเกินไป ต้องเกิดกระบวนการทางกฎหมายเกลี่ยพื้นที่ไปสู่มือคนที่ไม่มีที่ดิน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเรื่องการอยู่อาศัย ซึ่งไม่ได้หมายถึงให้เช่าหรือให้มาทดลองทำเกษตรอินทรีย์ฟรี แต่ต้องเกิดกฎหมายที่บังคับว่าตระกูลหนึ่งตระกูลจะมีสิทธิ์ถือดครองที่ดินและทรัพย์สินด้านอสังหาริมทรัพย์ได้ไม่เกิดกี่ตารางวาหรือกี่ไร่ 

กฎหมายเหล่านี้หากเกิดขึ้นจริงจึงจะเอื้อต่อการนำไปสู่การทำเกษตรในเมือง และนำแผ่นดินของไทยกลับคืนสู่อ้อมอกแผ่นดินของประเทศชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง เพราะปัจจุบันการไม่มีกฎหมายควบคุมการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัยพ์ ทำให้เกิดการเบียดเบียนกันสูงมาก เกิดกรณี “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เกิดความไม่เท่าเทียมทางสังคมในด้านของการมีปัจจัยสี่ ซึ่งปัจจัยสี่ควรจะมีอย่างเท่าเทียมกัน เพราะเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิต

ปัจจุบันพอไม่มีกฎหมายควบคุมการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในเรื่องของจำนวนการครอบครองต่อหนึ่งตระกูล ทำให้เกิด “นอมินี” ขึ้นจำนวนมากและไปไม่ถึง

เรื่องการทำเกษตรในเมือง ทำได้แค่เพียงกระแส เกิดขึ้นชั่ววูบชั่ววาบเท่านั้น รวมไปถึงยังน่าเสียดายที่บรรพบุรุษของไทย อันได้แก่ บูรพมหากษัตริย์ไทยได้เสียสละชีพกู้ชาติกู้แผ่นดินมา นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและบูรพมหากษัตริย์ไทยแห่งราชวงศ์จักรีเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้มีแผ่นดินอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข แต่เมื่อถึงปัจจุบันผู้ที่ถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในจำนวนที่มากเกินความจำเป็นได้เข้าเบียดเบียนผู้คนอย่างมากด้วยการฮั้วกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนส่วนหนึ่ง

แม้ว่าจะมีเรื่องภาษีถือครองที่ดิน แต่ก็ไม่สามารถควบคุมอำนาจความโลภของคนที่ถือครองที่ดินจำนวนมากได้จึงทำให้การทำเกษตรในเมือง และการเข้าถึงอาหารเกษตรอินทรีย์ของคนเมืองหลวง ยังเป็นเพียงแค่กระแส ไม่ได้เข้าถึงคนเมืองหลวงอย่างจริงจังและยั่งยืน 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวบ้านผวา! เจ้าจ๋อเหิมยึด วัด-รร.ปีนสายไฟ จนท.ปศุสัตว์ประสานอุทยานฯ เตรียมจับปล่อย

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662599

ชาวบ้านผวา! เจ้าจ๋อเหิมยึด วัด-รร.ปีนสายไฟ จนท.ปศุสัตว์ประสานอุทยานฯ เตรียมจับปล่อย

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.08 น.

เจ้าจ๋อโผล่กลางเมืองระยองปีนสายไฟ ชาวบ้านผวาปิดบ้านหนี ไม่หนำใจเข้ามาอาศัยในวัด-โรงเรียน เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ประสานอุทยานฯ เตรียมจับปล่อย 

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 24 มิ.ย.2565 เจ้าหน้ากู้ภัยสว่างพรกุศล ระยอง ได้รับแจ้งว่า มีลิงแสมขนาดใหญ่ ที่เคยออกมาอาละวาด รื้อถังขยะหาอาหารกิน ปีนสายไฟ วิ่งเข้าออกตามบ้านเรือนร้านค้า ใจกลางเมืองระยอง สร้างความโกลาหล และ ความหวาดกลัว ให้กับชาวบ้าน โดยเฉพาะร้านค้าต่างก็ปิดร้าน ปิดหน้าต่าง กลัวลิงจะบุกเข้าไปในบ้าน ซึ่งจุดที่ลิงวิ่งไปมานั้น อยู่ใจกลางเมืองระยอง ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง และในวันนี้ ลิงตัวเดิม ก็เข้ามาอยู่ภายในบริเวณวัดป่าประดู่(พระอารามหลวง)ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบไหว้พระนอน เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงเตรียมกล้วยมาล่อหวังให้ลิงเข้ามากินจะได้จับไปปล่อยแต่ก็พบว่าลิงฉลาดมากไม่ยอมให้เข้าใกล้และยังได้ปีนสายไฟข้ามถนนไปยังโรงเรียนวัดป่าประดู่ซึ่งมีนักเรียนเป็นจำนวนมาก 

ต่อมา นายสัตวบาลวุฒิพงษ์ วงธานี เจ้าพนักงานสัตวบาลปฏิบัติงานสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองระยอง เดินทางมาถึงที่วัดป่าประดู่เพื่อประเมินสถานการณ์ พบว่าลิงตัวดังกล่าว มีความฉลาด ยากที่จะจับได้ง่ายๆ แต่หากปล่อยไว้ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้ประประชาชน เนื่องจากเป็นบริเวณวัดและชุมชนจึงประสานไปยังหน่วยงานรับผิดชอบคือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช เพื่อให้เข้ามาจับลิงไปปล่อยในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งคาดว่าเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ จะมาดำเนินการได้ในไม่ช้า 

โดยในช่วงเย็นที่ผ่านมา พระครูโสภิตปัญญากรเจ้าอาวาสวัดป่าประดู่(พระอารามหลวง)เจ้าคณะอำเภอเมืองระยอง ได้ให้พระลูกวัดทำการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อภายในบริเวณวัดทั้งหมดเพื่อให้ญาติโยม และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากราบพระนอน และชมโบราณสถานภายในวัด เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยเรื่องเชื้อโรค.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผู้ค้าชายหาดจอมเทียนกว่า 300 ราย ยื่นขอความเป็นธรรม หลังมีประกาศห้ามขายของ

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662586

ผู้ค้าชายหาดจอมเทียนกว่า 300 ราย ยื่นขอความเป็นธรรม หลังมีประกาศห้ามขายของ

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.42 น.

24 มิ.ย.65 กลุ่มพ่อค้าแม่ค้ารถพ่วงข้างสตีทฟู้ดชายหาดนาจอมเทียน กว่า 300 ราย ได้รวมตัวยื่นข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรม หลังจากทางเทศบาลตำบลนาจอมเทียน ได้มีการนำหนังสือติดประกาศ ห้ามมิให้มีการจำหน่ายสินค้า อาหารเครื่องดื่มบนพื้นที่ชายหาดนาจอมเทียนทางเท้า และถนนเลียบชายหาดนาจอมเทียนและห้ามมิให้นำสิ่งของและอุปกรณ์ต่างๆ มาติดตั้งบนพื้นที่ชายหาดทางเท้าและผิวจราจร ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฏหมาย ยังก่อให้เกิดความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ปัญหาด้านความสะอาด ขยะมูลฝอย กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายหาดของประชาชนทั่วไป ส่งผลทำให้การจราจรติดขัด 

น.ส.ฐารวีณ์ (นามสกุลสมมุติ) แม่ค้าข้าวเหนียวมะม่วงสตีทฟู้ดชายหาดจอมเทียน กล่าวว่า วันนี้ทางกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ามาเรียกร้องขอที่ทำกินที่บริเวณชายหาดนาจอมเทียน ตอนนี้ทุกคนกำลังเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ล่าสุดมีหนังสือมายื่นให้ทางพ่อค้าแม่ค้าออกจากพื้นที่ภายในวัน 27 มิ.ย.65 และให้ขายของวันสุดท้ายวันที่ 26 มิ.ย.65 ทุกคนไม่สามารถตั้งตัวได้มันกะทันหัน พ่อค้าแม่ค้าบางส่วนยังเป็นหนี้ เพราะได้หากู้เงินมาลงทุนขายของ หากมีการปิดหาด ทุกคนต้องเดือดร้อนเป็นอย่างมาก  จึงอยากเรียกร้องให้ทางนายก ทต.นาจอมเทียน ช่วยกรุณาผ่อนผันผ่อนปรน ที่ทำกินให้กับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า เพราะทุกคนต้องเจอพิษเศรษฐกิจจากโควิดมาแล้วครั้งหนึ่ง ปัจจุบันกำลังจะลืมตาอ้าปากได้และครอบครัวเริ่มดีขึ้น มีรายรับเพิ่มขึ้น  ตอนนี้พวกเรามืดแปดด้านไม่รู้จะไปทำกินที่ไหน    

น.ส.ระพีพรรณ รัตนเหลี่ยม นายกเทศบาลตำบลนาจอมเทียน และนายกัณฑ์พงษ์ สุวรรณประทุมเลิศ ปลัดอาวุโสอำเภอสัตหีบ ได้ร่วมกันชี้แจงถึงปัญหาดังกล่าว โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นทางเทศบาลฯ มีการผ่อนผันให้พ่อค้าแม่ค้าทำมาหากินมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางเทศบาลฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปัญหาเรื่องขยะ การจราจรติดขัด และอาชญกรรมในการแย่งพื้นที่ขายของ มีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการรอบข้าง ผู้พักอาศัย นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าไปยังพื้นที่ได้ เนื่องจากถนนคับแคบรถติดขัด ซึ่งได้รับการร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ตามกฎหมายทางเทศบาลฯ ไม่สามารถดำเนินการให้พ่อค้าแม่ค้าทำกินบนพื้นที่สาธารณะได้ เนื่องจากมีข้อกฎหมายกำหนดอยู่ จึงต้องการคืนหาดจอมเทียนให้กลับเป็นหาดที่สวยงามทุกคนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ทั้งนี้ ทางเทศบาลฯ จึงยืนยันต่อตัวแทนพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มดังกล่าวว่าไม่สามารถจะนำพื้นที่สาธารณะมาให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาทำกินได้ เบื้องต้นเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ให้กับพ่อค้าแม่ค้าทุกราย จะมีการประสานงานไปยังพื้นที่เอกชน ในพื้นเขตนาจอมเทียน เพื่อติดต่อมาให้พ่อค้าแม่ค้าได้ใช้เป็นพื้นที่ขายของซึ่งอยู่ในช่วงดำเนินการ 

นายกัณฑ์พงษ์ ยังกล่าวยืนยันว่า ห้ามพ่อค้าแม่ค้าไม่ให้ขายสินค้า อาหารเครื่องดื่มบนพื้นที่ชายหาดนาจอมเทียน ทางเท้า และถนนเลียบชายหาดนาจอมเทียนอย่างเด็ดขาด ตามมติของคณะกรรมการที่ได้ประชุมลงมติไว้.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ลูกสาวยันมีหลักฐานพ่อไปทำงานใน’วัดมรุกขนคร’นครพนมจริง

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662561

ลูกสาวยันมีหลักฐานพ่อไปทำงานใน'วัดมรุกขนคร'นครพนมจริง

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 17.23 น.

ลูกสาวยันมีหลักฐานพ่อไปทำงานใน ‘วัดมรุกขนคร’ จังหวัดนครพนมจริงส่วนปัญหาเบื้องลึกไม่รู้สาเหตุ

ความคืบหน้ากรณี น.ส.วรรณวิสา (ขอสงวนนามสกุล) หลานสาวนายสมเกิด (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 66 ปีที่เสียชีวิตตั้งแต่ปลายปี 2541 นำเอกสารหลักฐานออกมาเรียกร้องทวงเงินค่าก่อสร้างจากวัดมรุกขนคร ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นวงเงินประมาณ 1.2 ล้านบาทอ้างว่าเป็นค่าก่อสร้างถาวรวัตถุ ภายในวัดตั้งแต่ปี 2539 พร้อมเรียกร้องให้พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 รับผิดชอบเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย 

จนกระทั่งนายอนันต์ชัย ไชยเดช ในฐานะแม่ทัพทนายกองทัพธรรม พร้อมคณะได้ออกมาแถลงข่าวปกป้องเนื่องจากตรวจสอบแล้วเป็นการบิดเบือนข้อมูลไม่มีหลักฐานเกี่ยวข้องกับพระเทพวรมุนี ที่จะต้องออกมารับผิดชอบ สร้างความเสื่อมเสีย พร้อมรวบรวมหลักฐานเอาผิดทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ร้อง รวมถึงนายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา และทนายความกับพวก หลังมีการนำหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวหาให้พระเทพวรมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดมรุกขนคร ชดใช้เงินที่ยังค้าง ทั้งที่ไม่มีหนังสือสัญญาจ้างงาน รวมถึงไม่มีการฟ้องร้องคดีทางแพ่งจนขาดอายุความ ปล่อยยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงหากจะทวงถามจะต้องดำเนินการระหว่างคณะบุคคล คณะกรรมการวัด รวมถึงชาวบ้านที่เกี่ยวข้อง เพราะในช่วงเข้าไปดำเนินการ พระเทพวรมุนียังไม่ได้มีสมณศักดิ์เป็นเจ้าอาวาสวัดมรุกขนคร โดยเรื่องนี้ทางทีมทนายกองทัพธรรม เชื่อว่าเป็นการบิดเบือนข้อมูลกล่าวหาพระชั้นผู้ใหญ่ไม่ต่างจากกรณีหลวงปู่แสง พร้อมประกาศจุดยืนปกป้อง เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร และวัดมรุกขนคร

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสอบถามนางประเสริฐ (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปีลูกสาวคนโตของนายสมเกิด กรณีมีหลานสาวนำหลักฐานข้อมูลไปร้องเรียนทวงเงินพระเทพวรมุนี โดยได้เปิดเผยว่าตนเป็นบุตรสาวคนโตจากลูกสาวทั้งหมด 2 คนเดิมพ่อมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ทำงานกับวัดมรุกขนครตั้งแต่ยังเป็นวัดร้าง ทำงานร่วมกับหลายคนพัฒนาวัดมาแต่ปี 2539 จากนั้นได้เข้าไปทำงานรับเหมามาต่อเนื่อง เพราะส่วนหนึ่งสนิทสนมกับพระเทพวรมุนีที่มาดูแลวัดในยุคนั้น

นางประเสริฐ เล่าต่อว่าหลังพ่อตายปี 2541 พอถึงปี 2553 แม่ก็มาเสียชีวิตอีกคน ภายหลังแม่มาเสียชีวิต ลูกหลานจึงไปค้นพบบันทึกของพ่อที่เขียนไว้ หลานสาวจึงคิดว่าจะต้องได้รับความเป็นธรรม จึงนำไปทวงถาม ร้องเรียนไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพราะต้องการค่าใช้จ่าย ยืนยันว่าเข้าไปทำงานจริง ไม่มีสัญญาจ้างเพราะเคารพศรัทธาเชื่อมั่นต่อวัด มีเพียงบันทึกซื้อวัสดุก่อสร้าง บันทึกภาพถ่ายการก่อสร้าง แต่ไม่ทราบปัญหาภายในช่วงการทำงาน 

“ยอมรับไม่มีเจตนาที่จะให้ร้ายหรือกล่าวหาใคร เพียงต้องการข้อเท็จจริง หากยังมีค่าใช้จ่ายตกค้าง อยากให้พิจารณาขอความเป็นธรรมช่วยเหลือ ส่วนรายละเอียดการทำงานตนไม่ทราบ เพียงดูจากเอกสารหลักฐาน และการสั่งเสียก่อนพ่อตาย ถามว่ากรณีไม่ฟ้องร้อง เพราะมีความเคารพศรัทธาส่วนตัวกับพระรวมถึงวัด ซึ่งทั้งหมดหลานสาวเป็นคนดำเนินการ แต่ปัจจุบันทำงานที่กรุงเทพมหานคร หากไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ก็คงไม่คาดหวังอะไรต่อไป” นางประเสริฐ กล่าว – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทัวร์ย้อนยุค‘อภัยภูเบศร’24-26มิ.ย. ชมคลังสมุนไพร ชิมอาหารพื้นบ้าน-เมนูฟิวชั่น

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662551

ทัวร์ย้อนยุค‘อภัยภูเบศร’24-26มิ.ย. ชมคลังสมุนไพร ชิมอาหารพื้นบ้าน-เมนูฟิวชั่น

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 16.49 น.

เบิกฤกษ์ 81 ปี ครบรอบวันสถาปนา “อภัยภูเบศร” เปิดพื้นที่ 58 ไร่ น้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผุดโครงการ โคกหนองนาโมเดล “ภัทร-ธรรมรักษ์นิเวศน์”  รวบรวมพันธุ์สมุนไพรหายากกว่า 500 ชนิด หวังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตอาหารที่นับวันจะรุนแรงทั่วโลก

24 มิถุนายน 2565 โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดงาน “81 ปี สถาปนาโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” ในช่วงเช้า มีพิธีตักบาตรสักการะเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยมีนายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธาน จากนั้นได้มีพิธีเปิดโครงการสวน “ภัทร-ธรรมรักษ์นิเวศน์” โคกหนองนา เพื่อความมั่นคงทางอาหารและยา โดยมี นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 เป็นประธานในพิธี และมี พญ.โศรยา ธรรมรักษ์ ผู้อำนวยการ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร , ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิ รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร นำเยี่ยมชม

สำหรับโครงการ “ภัทร-ธรรมรักษ์นิเวศน์” โคกหนองนา เป็นการน้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติในโรงพยาบาลฯ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตด้านอาหารที่นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด ภาวะโลกร้อน สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

โดยแพทย์หญิงโศรยา ธรรมรักษ์ ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้มอบหมายให้ มูลนิธิ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร นำความรู้เกี่ยวกับผักพื้นบ้านและสมุนไพรที่จำเป็นและหายากจาก 4 ภาค จำนวนกว่า 500 ชนิด มาปลูกไว้ บนเนื้อที่ 58  ไร่ บริเวณด้านหลังตึกฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพื่อจัดทำสวนที่ให้ทั้งความรื่นรมย์และเป็นคลังอนุรักษ์พันธุกรรมผักพื้นบ้าน ผักเป็นยาจากระบบนิเวศต่าง ๆ โดยมีการเพาะปลูกและขยายพันธุ์ ซึ่งมีการจัดพื้นที่ตามแนวคิดโคกหนองนา และนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจนสะอาดแล้ว หมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์หล่อเลี้ยงพืชพรรณต่าง ๆ โดยมุ่งหวังจะเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนทั่วไป หน่วยงานที่สนใจ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างความมั่นคงทาอาหารและยาอันจะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดี ให้แก่ตนเองและครอบครัวในยามวิกฤต

จากนั้น มีการสัมมนาวิชาการ “อภัยภูเบศรสร้างสรรค์ เพื่อทุกวันที่ยั่งยืน” โดยมีเนื้อหาสาระครอบคลุมถึงการพัฒนาโรงพยาบาลด้วยงานคุณภาพ และการใช้นวัตกรรม ที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการพัฒนาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งการใช้ชีวิตนิวนอร์มอลหลังสถานการณ์โควิด 19  ผ่านพ้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการย้อนยุคที่ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อย้อนรำลึกบรรยากาศ มีการจำลองกองเกวียนอพยพจากพระตะบอง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และผนวกสองวัฒนธรรม ด้วยการแต่งกายย้อนยุค เมนูอาหารพื้นบ้านพระตะบอง “น้ำพริกท่านเจ้าคุณ” ประกอบด้วยสมุนไพรฤทธิ์ร้อนหลากหลายทั้ง พริก หอม กระเทียม ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นเครื่องกินคู่กับกับสารพัดผักพื้นบ้านของไทยช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น และยังมีเมนูอาหารฟิวชั่นน่าสนใจ อาทิ โทนิคกระดุมทอง เป็นดอกไม้กินได้ มีสารสีเหลืองช่วยบำรุงดวงตา , กิมจิบ้านทุ่ง ผักกาดดองดอกไม้” อาหารหมักจากผักพื้นบ้าน มีใยอาหารสูงแหล่งของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ ช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่าย ต้านอนุมูลอิสระ ปรับระบบภูมิคุ้มกัน

สำหรับนิทรรศการย้อนยุค จะมีการจัดแสดงระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2565 ณ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยจะสาธิตการทำอาหารพื้นบ้านวันละ 1 เมนู ได้แก่ แกงเลียงพญายอ ,ทอดมันใบบัวอ่อน ,สลัดผักเป็ดแดง และแจก E-book ฟรี สำหรับหน่วยงานที่สนใจดูงานโคกหนองนาโมเดล สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 037-211289 ในวันและเวลาราชการ

-005

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลานมรณภาพแล้วหลังหมดสติในกุฎิศิษย์นำส่ง รพ.ช่วยแต่ไม่ทัน

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662545

อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลานมรณภาพแล้วหลังหมดสติในกุฎิศิษย์นำส่ง รพ.ช่วยแต่ไม่ทัน

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 16.38 น.

“พระครูวิสิฐสีลาภรณ์” อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร มรณภาพแล้วหลังหมดสติในกุฎิศิษย์นำส่งโรงพยาบาลช่วยแต่ไม่ทัน

วันที่ 24 มิ.ย.65 ร.ต.ท.เกรียงไกร เกษตรปัญโญ ร้อยเวร สภ.บางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ได้รับแจ้งว่ามีพระมรณภาพที่ รพ.บางมูลนาก จังหวัดพิจิตร หลังจากได้รับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบยัง รพ.บางมูลนาก ทราบชื่อพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร

จากการสอบสวนนายจง วงเงิน อายุ 74 ปีลูกศิษย์ซึ่งนอนอยู่ขั้นข้างล่างกุฎิ ให้การว่าเมื่อเวลาประมาณ 04.00 น.ของวันนี้ ( 24 มิ.ย.) ตนได้ยินเสียงของพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ดังขึ้น 2 ครั้งจากนั้นเงียบไป ตนพร้อมด้วยลูกศิษย์อีก 2 คนจึงวิ่งเข้าไปดูพบว่าพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ไม่รู้สึกตัวแล้วจึงรีบนำตัวส่ง รพ.บางมูลนากและมรณภาพในเวลาต่อมา

นายแพทย์วิศิษฎ์ อภิสิทธิ์วิทยา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางมูลนาก ซึ่งเป็นรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ทางแพทย์ รพ.บางมูลนาก พยายามช่วยเหลือท่านจนสุดความสามารถแล้ว หลังจากลูกศิษย์ที่ดูแลได้พาตัวพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ส่งโรงพยาบาลบางมูลนาก อ.บางมูลนาก แต่ปรากฏว่า พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ มีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก เมื่อมาถึงโรงพยาบาลชีพจรพระครูวิสิฐสีลาภรณ์หยุดเต้นแล้วแพทย์เวรและพยาบาลได้ช่วยกันปั๊มหัวใจอยู่ประมาณ 45 นาที แต่ไม่ประสบความสำเร็จท่านจึงมรณภาพไปอย่างสงบด้วยสิริอายุ 73 ปี 5 เดือน 23 วัน ซึ่งในเบื้องต้นทางแพทย์และตำรวจได้มีการส่งตรวจชันสูตรเพื่อทราบสาเหตุของการมรณภาพอีกครั้งที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก เพื่อหาสาเหตุอีกครั้ง

ด้านนายไพบูลย์ ณะบุตรจอม ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตร และนายอำเภอโพทะเลให้เข้าไปจัดสถานที่จัดงานศพซึ่งจะจัดขึ้นที่วัดหิรัญญาราม หรือวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน โดยขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันจัดงานให้สมเกียรติที่ครั้งหนึ่งท่านก็เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ที่แต่เดิมมีพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาส จากนั้นได้มีผู้ร้องเรียนในหลายๆ เรื่องจนกระทั่งเมื่อปี 2557 คณะสงฆ์และพระผู้บริหารได้สั่งให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม และแต่งตั้งพระครูพิสุทธิวรากร รักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม เมื่อปี 2558 จากนั้นฝ่ายอดีตเจ้าอาวาสที่ถูกปลดก็สู้คดีฟ้องร้องศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลปกครอง เป็นคดีขึ้นสู่ศาลหลายสิบคดีรวมถึงฝ่ายรักษาการเจ้าอาวาสก็ฟ้องกลับรวมถึงร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบทรัพย์สินเอาผิดอดีตเจ้าอาวาส 

จากนั้นในช่วงปี 2557-2558 กลุ่มลูกศิษย์ของอดีตเจ้าอาวาสได้รวมตัวกันชุมนุมประท้วงก่อเหตุวุ่นวายจนกระทั่งเมื่อต้นปี 2565 มีการปิดล้อมยึดวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ยาวนาน 3-4 เดือน และได้เปิดประตูวัด ประตูวิหารหลวงพ่อเงินให้นักท่องเที่ยวได้เข้านมัสการบูชาหลวงพ่อเงินได้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา หลังจากนี้ชาวจังหวัดพิจิตร และลูกศิษย์ผู้ที่เคารพบูชาหลวงพ่อเงินก็ได้แต่ตั้งความหวังว่าวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน จะกลับเข้าสู่ความสงบเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพิจิตรอีกครั้ง – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,973,819 hits

Join 4,111 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สวยโกงอายุ แก้ว อภิรดี เปลี่ยนทรงผมหน้าเด็กลงจนจำแทบไม่ได้
สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้วันที่สอง
ประกาศสำนักนายกฯ ข้าราชการไว้ทุกข์ 15 วัน ประชาชนพิจารณาตามความเหมาะสม
มั่นใจไม่เจอทางตัน! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล
เกาหลีใต้สั่งปรับ "Coupang" ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ 1.34 หมื่นล้าน ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล 37 ล้านบัญชี
ปากีสถานโจมตีชายแดนอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 26 ศพ
สกสค.-ออมสิน ผนึกกำลังสหกรณ์ฯ 10 จว. นำร่องแก้หนี้ครู เตรียมปล่อยกู้ดอกต่ำ 5พันล้านบาท
ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง 'เอกภพ' จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ
รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง นักวิชาการ มธ. หนุน คลัง ใช้ Negative Income Tax
เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

Recent Posts

  • จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล
  • ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ “ลูกเขยทรัมป์” 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ
  • จีนเตือนภัย หน่วยข่าวกรองต่างชาติส่ง “เต่า-ปลาสายลับ” ติดเซนเซอร์ เจาะข้อมูลทางทะเล
  • ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งระงับประหารชีวิตด้วย “ก๊าซไนโตรเจน” ในรัฐอะลาบามา ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ
  • ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 30 ปี อดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d