ชูวิทย์ร้อง ‘บิ๊กโจ๊ก’ ตรวจสอบนอมินีซื้อขายที่ดินแสนสิริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556254

17 ส.ค. 2566

ชูวิทย์ร้อง 'บิ๊กโจ๊ก' ตรวจสอบนอมินีซื้อขายที่ดินแสนสิริ

ชูวิทย์ นำเอกสารร้อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. กลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี ‘ซื้อขายที่ดินฟอกเงิน’

วันที่ 17 สิงหาคม เวลา 10 .00 น. ที่สโมสรตำรวจ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นกล่าวโทษต่อคณะกรรมการบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินีซื้อขายที่ดิน ในข้อข้อหาทำเอกสารอันเป็นเท็จ จัดตั้งบริษัทนอมินี และ ฟอกเงิน  ชูวิทย์ กล่าวว่า เอกสารหลักฐานที่นำมายื่นต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีใจความสำคัญอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือที่ดินถนนสารสิน ขอให้มีการตรวจสอบว่ามีการกระทำการหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่ ในส่วนนี้ตนมีรายละเอียดว่าการโอนที่ดินดังกล่าวมีการแยกโอน 12 คน 12 วัน ใช้เวลารวมสาเหตุ 3 อาทิตย์ เพื่อเป็นการเลี่ยงจ่ายภาษีแบบกลุ่มบุคคล   ที่ผ่านมากรมที่ดิน,กรมสรรพากรและคำพิพากษาล้วนมีการตัดสินพฤติการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว แต่การที่ตนนำข้อมูลที่สำคัญมาให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อให้เรียกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบสวน ว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการหลบเลี่ยงภาษี ไม่ใช่การวางแผนภาษี

ส่วนข้อมูลที่นำมายื่นอีกส่วน คือประเด็นที่ดินบนถนนทองหล่อ ส่วนนี้ชูวิทย์ กล่าวว่า มีการจัดตั้งนอมินีขึ้น 3 รายเป็นแม่บ้าน 1 ราย และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 1 รายเข้ามาแสดงชื่อซื้อขายที่ดิน ซึ่งคำถามที่สังคมสงสัยคือ นอมินีทั้ง3 คนนี้เป็นของใคร แต่ตนจะขออธิบายว่า คำถามนี้สามารถสังเกตได้คือวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 บุคคลทั้ง 3 ได้เงินมาจากใคร และในวันเดียวกันพบว่ามีการทำ 3 นิติกรรม คือเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด กู้เงิน 1 พันล้านบาทจากบริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด และการปลดจำนองหนี้กับธนาคาร 465 ล้านบาท

นายชูวิทย์ ยังบอกอีกว่า ตนขอให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เรียกตัวในส่วนผู้ขายที่ดินที่มีตัวตนชัดเจนเป็นนายแพทย์โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง มาสอบถามว่าในการเจรจาขายที่ดินได้เจรจากับใครตนเชื่อว่าหมอไม่กล้าโกหก หมอก็กลัว และคิดว่าหมอไม่ได้เจรจาซื้อที่ดินหลักร้อยล้านกับแม่บ้านหรือรปภ.แน่นอน ท่านรองผบ.ตร.ต้องเรียกแม่บ้าน รปภ. ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวข้องในการซื้อที่ดิน มาสอบถามว่า สรุปแล้วใครเป็นผู้ไปทำนิติกรรมซื้อขาย ใครเข้าประชุมบริษัท ใครไปที่กรมที่ดินเพราะในเมื่อ บุคคลทั้ง 3 ปรากฎชื่อเป็นผู้รับซื้อที่ดิน และกู้ยืมเงินจากบริษัทแสนสิริ ส่วนตัวไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องประเด็นการเมือง จึงขอรบกวนท่านรองผบ.ตร.เพราะท่านเป็นคนตรงไปตรงมาและชัดเจนหวังว่าบ้านเมืองนี้จะมีคนที่ชัดเจนตรงไปตรงมา แค่สอบแม่บ้าน สอบรปภ. สอบเจ้าของที่ดินเก่า ก็ถือว่าจบแล้ว

ด้านพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีนี้ที่ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบตนจะรับเรื่อง ไว้ดำเนินการทั้งหมดและจะตรวจสอบทุกกรณีเพื่อจะทำให้ความจริงปรากฏ เรื่องนี้จะต้องทำความจริงให้ปรากฏต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา จากนี้ก็จะมีการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด หากพบการกระทำผิดส่วนไหนก็จะดำเนินการในส่วนนั้น 

โดยหลังจากรับเอกสารแล้วตนจะขอพูดคุยกับชูวิทย์ถึงประเด็นต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการดำเนินการต่อไป เรื่องนี้จะพยายามเร่งรัดดำเนินการให้เร็ว การสอบพยานบุคคลต่างๆ ถ้าเข้าข่ายความผิดก็ต้องดำเนินการไป ตามอำนาจหน้าที่ แต่ถ้าไม่ผิด ก็ต้องไม่ผิด บ้านเมืองมีระบบตรวจสอบใครจะโกหกใครทำไม่ได้ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา

เบื้องลึก ‘เพื่อไทย’ เปิดศึกใน จับตา ‘สุริยะ’ แย่งชิง เก้าอี้รัฐมนตรีคมนาคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556239

17 ส.ค. 2566

เบื้องลึก ‘เพื่อไทย’ เปิดศึกใน จับตา ‘สุริยะ’ แย่งชิง เก้าอี้รัฐมนตรีคมนาคม

เปิดเบื้องลึก ‘เพื่อไทย‘ ส่อวุ่น ’สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ‘ เปิดศึกชิงเก้าอี้รมว.คมนาคม ต่อสายตรงคนแดนไกล ใช้เสียง สว. แลกหนุน ’เสี่ยนิด‘ เบียดโควตาเดิมของ ’ประเสริฐ’ ดับความหวังของภูมิใจไทย

นับถอยหลังใกล้วันโหวตนายกฯเพื่อไทย จับตาความเคลื่อนไหวทางการเมือง เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการรวบรวมเสียงจากบรรดาการพรรคการเมืองต่างๆ พบว่าขณะนี้มีการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีของบรรดาแกนนำในพรรคเพื่อไทย โดยกลุ่ม 2 ส.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน พยายามวิ่งต่อรองขอตำแหน่งรมว.คมนาคม จากนายใหญ่คนแดนไกล

ซึ่งเดิมเก้าอี้รมว.คมนาคม เป็นโควตาของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โดย 2 ส.ให้เหตุผลว่า สามารถรวบรวมเสียงจากสว.เพื่อโหวตให้  ‘เสี่ยนิด’เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีในการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ 22 ส.ค.2566

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสส.ในก๊วนทั้งในและนอกพรรคของ 2 ส.ซึ่งสามารถสร้างเสถียรภาพรัฐบาลเพื่อไทยได้ การวิ่งต่อรองตำแหน่งของนายสุริยะ ยังเบียดความหวังในการต่อรองตำแหน่งรมว.คมนาคมของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ขอนั่งในกระทรวงคมนาคมจากนายใหญ่คนแดนไกล เพราะเป็น1ใน 4 กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยต่อรองขอเก้าอี้คมนาคมด้วย

อย่างไรก็ตามก่อนนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหานายทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายพิเชษฐ สถิรชวาล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคม ,นายทนง พิทยะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ.การบินไทย และนายกนก อภิรดี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัสแบบ A340-500 และแบบ A340-600 จำนวน 10 ลำ ในช่วงปี 2546-2547 ทำให้ บมจ.การบินไทย ได้รับความเสียหาย

ขณะที่นายสุริยะ ซึ่งดำรงตำแหน่งรมว.คมนาคมขณะนั้นไม่ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาและนายสุริยะเคยตอบคำถามนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2566 ว่า “ก็ ป.ป.ช.ชี้มูลไว้แบบนั้น จะมาถามอะไรผมอีก” แต่นายสุริยะไม่ได้ตอบคำถามในประเด็นที่นายพิเชษฐตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงไม่ถูกแจ้งข้อหา

สำหรับคดีนี้ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช.ยังไม่ได้สรุปผลชี้มูลความผิดเป็นทางการแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ทุกรายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

ทั้งนี้ หากยึดตามแผนฟื้นฟูพรรคเพื่อไทย โอกาสของ ‘สุริยะ รุ่งเรืองกิจ’ จากลุ่ม 2 ส. อาจจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน ด้วยคนแดนไกลหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ว่าต้องตบรางวัลให้กับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิ การพรรค หนึ่งในแม่ทัพภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานเสียงส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อไทย แต่การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง ทุกอย่างอาจจะปรับเปลี่ยนได้เสมอ

‘สมศักดิ์’ มั่นใจ ‘เศรษฐา’ นั่งนายกฯ ปัดปลุกกลุ่มวังน้ำยมต่อรอง รมต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556237

17 ส.ค. 2566

'สมศักดิ์' มั่นใจ 'เศรษฐา' นั่งนายกฯ ปัดปลุกกลุ่มวังน้ำยมต่อรอง รมต.

‘สมศักดิ์’ โต้ข่าวลือปลุกก๊วนวังน้ำยมต่อรอง รมว.เกษตร เชื่อดีลตั้งรัฐบาลจบใน 1-2 วันนี้ มั่นใจเสนอชื่อ ‘เศรษฐา’ ม้วนเดียวจบไร้แผน 2

วันที่ 17 ส.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีสื่อมวลชนแห่งหนึ่งวิเคราะห์ว่านายสมศักดิ์ เดินสายเปิดตัวกลุ่มวังน้ำยมภาคใหม่ เพื่อหวังนั่งเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ ว่า ได้เห็นการวิเคราะห์ของสื่อมวลชนแห่งหนึ่ง ถึงประเด็นการรื้อกลุ่มวังน้ำยมกลับมา ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากเพราะการวิเคราะห์ที่พยายามเชื่อมโยงว่า ตนกำลังรวบรวมขุมกำลัง เพื่อต่อรองตำแหน่ง ไม่เป็นข้อเท็จจริงและอาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในพรรคเพื่อไทยได้ รวมถึงมีการนำรายชื่อ สส.ที่ได้ร่วมลงพื้นที่ในหลายจังหวัด มานำเสนอให้ดูมีน้ำหนักว่า รวมกลุ่มกันต่อรองตำแหน่ง ซึ่งอาจส่งผลให้ สส.ได้รับความเสียหายเพราะคณะยุทธศาสตร์การเกษตร พรรคเพื่อไทย ตั้งใจลงพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหา และนำไปสู่การแก้ไข โดยไม่ใช่เป็นการตั้งก๊ก หรือ รวมกลุ่มแต่อย่างใด 

“การลงพื้นที่รับฟังปัญหาเกษตรกรของผม กับคณะยุทธศาสตร์การเกษตร พรรคเพื่อไทย ส.ส.ทุกคนมีความตั้งใจมากที่จะทำงานให้กับพรรคและสังคม ขณะที่ผมก็เป็นคนไม่เคยหยุดนิ่งตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งยันเลือกตั้งจบก็ทำงานรับฟังปัญหาของประชาชนมาตลอด จนเวลานี้จากการลงพื้นที่ก็สามารถทำให้ประชาชนรับทราบว่าพรรคเพื่อไทย มีความใส่ใจในความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นอย่างมาก จึงรีบลงพื้นที่ เพื่อรวบรวมปัญหาและเตรียมนำเสนอต่อรัฐบาล ให้แก้ปัญหาต่างๆอย่างเร่งด่วน แต่การถูกนำไปวิเคราะห์ทางการเมืองในลักษณะนี้ ผมมองว่า ไม่เป็นผลดี เพราะจะเป็นการทำให้คนทำงานในพื้นที่ต่างๆ เสียกำลังใจ ผมจึงขอปฏิเสธตรงนี้และขอยืนยันว่า ไม่เคยไปตั้งกลุ่มตั้งแก๊งรวมก้อน เพื่อไปต่อรองตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ช่วยกันลงพื้นที่พบปะกับประชาชนเท่านั้น” นายสมศักดิ์ กล่าว 

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวขอบคุณสื่อมวลชน ที่มีการนำเสนอข่าวและเรื่องราวดีๆของตนมาโดยตลอด แต่การวิเคราะห์ของสื่อมวลชนครั้งนี้ ทำให้ต้องรีบออกมาอธิบาย เพราะอาจจะส่งผลเสียให้กับเพื่อนสมาชิก สส. ที่ตั้งใจทำงานอย่างหนัก ซึ่งการวิเคราะห์ที่พยายามเชื่อมโยงต่างๆ ขอย้ำว่าไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย เพราะไม่เคยไปต่อรองตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งการแต่งตั้งรัฐมนตรี ก็เป็นอำนาจของพรรคการเมือง ที่ต้องสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถพร้อมทำงาน จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของพรรค ตนไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือทำงานในนามพรรคให้หนัก ในเรื่องที่ถนัดคือการเกษตร เพื่อหวังว่าเกษตรกรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงขออย่านำความตั้งใจดีของ สส. ไปเชื่อมโยงทางการเมือง ให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีขึ้น เพราะเหมือนจะเป็นการด้อยค่าการตั้งใจทำงานของเรา ที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของเกษตรกรเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง

เมื่อถามย้ำว่า สถานะของกลุ่มวังน้ำยมตอนนี้มีจริงหรือไม่ นายสมศักดิ์ ยืนยันว่าไม่มีกลุ่มดังกล่าว การเขียนข่าวแบบนี้ไม่ทันสมัย และเหมือนวู่วามไปหน่อย

ถามต่อว่า ส่วนตัวสนใจเก้าอี้กระทรวงเกษตรฯ หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เก้าอี้รัฐมนตรีเป็นเรื่องธรรมดาของนักการเมือง ทุกคนอยากทำงานในส่วนที่ตัวเองคิดว่าช่วยประชาชนได้ คงไม่ใช่แค่ตนหรือคนใดคนหนึ่งทุกคนล้วนอยากทำงานที่ตัวเองถนัด ไม่อยากทำแล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องงาน และตนก็ไม่ใช่คนอยู่นิ่งอย่างรัฐบาลที่แล้ว ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คนก็ตั้งข้อสังเกตว่าตนจะทำได้ไหม แต่เมื่อทำตนก็ไม่อยู่นิ่ง จะต้องทำให้เดินหน้าให้ได้ 

ส่วนจำเป็นหรือไม่ที่เก้าอี้กระทรวงเกษตรฯ จะต้องอยู่กับพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่สามารถตอบได้ แต่ดูเหมือนว่าหลายพรรคอยากได้ แต่ในการจัดตั้งรัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าอะไรจำเป็น ไม่จำเป็น ขอให้ดูความต้องการ แต่คนต่างจังหวัดอยากได้กระทรวงเกษตรฯ คนในเมืองอาจจะไม่เห็นความสำคัญเท่ากระทรวงอื่น เพราะคนต่างจังหวัดผูกพันกับเรื่องของเกษตรกรรมมาก

ส่วนความคืบหน้าการดีลจัดตั้งรัฐบาล และจัดสรรตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น นายสมศักดิ์ ระบุว่า เมื่อมีการกำหนดวันโหวตเลือกนายกฯ 22 ส.ค. 66 ก็เชื่อว่าการตกลงเก้าอี้รัฐมนตรีจะจบภายใน 1-2 วันนี้

เมื่อถามว่า มีการดีลไม่ลงตัวหรือไม่ นายสมศักดิ์ บอกว่า ไม่ทราบ เพราะตนไม่ได้อยู่ในทีมเจรจา และข่าวที่ออกมาแต่ละวัน ก็สร้างความสับสนให้กับผู้คน แต่มองว่าดีลจะจบก่อนโหวตเลือกนายกฯ เพราะพรรคร่วมต้องการอย่างนั้น พรรคแกนหลักก็ต้องตอบสนองในส่วนที่ทำได้

ส่วนความชัดเจนพรรครวมไทยสร้างชาติจะมาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ หลังจากนายสมศักดิ์ไปพูดคุยกับ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ นั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ไปเชิญมาร่วมรัฐบาล เพียงแค่เจอกันก็พูดคุยกัน แต่ใน 1-2 วันนี้ ไม่มีความคืบหน้า

เมื่อถามว่าในวันที่ 22 ส.ค.นี้มั่นใจไหมว่า นายเศรษฐา จะได้รับความเห็นชอบให้นั่งนายกฯ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าพรรคเสนอชื่อเดียวและไม่มีแผนสอง เจ้ามือพนันคงแทงผิดกันหลายคน

จับตา ‘เพื่อไทย’ นัด ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ถกร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556227

17 ส.ค. 2566

จับตา ‘เพื่อไทย’ นัด ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ถกร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ วันนี้

เดินหน้า ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เพื่อไทย นัดคุย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ถึงแนวทางร่วมรัฐบาลวันนี้ ที่รัฐสภา ‘ชลน่าน-ภูมิธรรม-ประเสริฐ’ นำทีมคุย ‘พีระพันธุ์-เอกนัฏ’ แย้มอาจตั้งโต๊ะแถลงเข้าร่วมรัฐบาล

ที่รัฐสภา วันนี้(17 ส.ค. 2566) มีรายงานจากพรรคเพื่อไทย แจ้งว่า ในวันนี้ทีมเจรจา “จัดตั้งรัฐบาล” ของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นัดหารือกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อทำความเข้าใจถึงแนวทางการเข้าร่วมรัฐบาล โดยนัดหมายกันที่รัฐสภา

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นพรรคเพื่อไทย แจ้งว่า จะเป็นการพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปด้วยกัน ส่วนจะแถลงข่าวร่วมกันเลยหรือไม่ ขอประเมินความคืบหน้าในการพูดคุยอีกครั้ง

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำ “จัดตั้งรัฐบาล” เคยประกาศจับมือรวม 9 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย  พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 71 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคเพื่อไทยรวมพลัง (พทล.) 2 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 เสียง ส่วนพรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคท้องที่ไทย พรรคละ 1 เสียง รวมกับพรรคเพื่อไทย ที่มี 141 เสียง รวมเป็น 238 เสียง

ศรีสุวรรณ ชง ป.ป.ช. วินิจฉัย ปดิพัทธ์ โพสต์โชว์เบียร์ เข้าข่ายผิดจริยธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556205

16 ส.ค. 2566

ศรีสุวรรณ  ชง ป.ป.ช. วินิจฉัย ปดิพัทธ์ โพสต์โชว์เบียร์ เข้าข่ายผิดจริยธรรม

“ก้าวไกล” รายวัน คราวนี้ ศรีสุวรรณ “องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน” ร้องให้สอบ “ปดิพัทธ์ “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร โพสต์สื่อสังคมออนไลน์ผลิตภัณฑ์เบียร์ ชี้เข้าข่ายเโฆษณา พ่วงฝ่าฝืนมาตรฐานทางด้านจริยธรรม ระบุก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน   เปิดเผยว่า   ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ( สส. ) พรรคก้าวไกล และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 หลังจากที่ปรากฎเป็นการทั่วไปว่า ได้โพสต์ภาพและข้อความและคลิปวิดีโอลงสื่อออนไลน์หลายประเภท   ระบุถึงดราฟต์เบียร์(  ประเภทของเบียร์ ที่ใช้ระยะเวลาหมักน้อยกว่าแบบขวด และไม่ผ่านกรรมวิธีในการผ่านความร้อนเพื่อฆ่าแบคทีเรีย) ยี่ห้อหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก  เข้าข่ายเป็นการโฆษณา ต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

เรื่องนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ม.234(1) ประกอบพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ในการไต่สวนและมีความเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมฯ 2561 ว่าการกระทำของนายปดิพัทธ์  เข้าข่ายการฝ่าฝืน พรบ.ว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 ประกอบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฯ หรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเข้าข่าย ก็จะต้องส่งเรื่องให้อัยการฟ้องต่อศาลฎีกา  เพื่อพิพากษาลงโทษตามครรลองของกฎหมาย

มาตรฐานจริยธรรมฯอย่างร้ายแรงที่นายปดิพัทธ์ อาจฝ่าฝืนมีหลายข้อ อาทิ ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 17 และข้อ 21 ประกอบข้อ 27 ที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน การก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นต้น  ” การกระทำของนายปดิพัทธ์ อาจทำให้เยาวชนของชาติจำนวนมาก   มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบนายปดิพัทธ์ ซึ่งเป็นผู้นำของพรรคก้าวไกลคนหนึ่ง  เป็นเรื่องที่อันตรายต่ออนาคตของชาติ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงต้องนำความมาร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามครรลองของกฎหมาย ” นายศรีสุวรรณ กล่าว

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มาตรา 32 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า  “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อม”   บทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าว กำหนดบทลงโทษไว้ในมาตรา 43 สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 32 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่ เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากต้องระวางโทษแล้ว ผู้ฝ่าฝืนยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง อีกทั้งยังฝ่าฝืนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ 2563 อีกด้วย 

‘วันนอร์’ เคาะแล้ว วัน ‘โหวตนายกฯ’ ยัน ญัตติของก้าวไกลยังอยู่ รอถก วิป 3 ฝ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556197

16 ส.ค. 2566

‘วันนอร์’ เคาะแล้ว วัน ‘โหวตนายกฯ’ ยัน ญัตติของก้าวไกลยังอยู่ รอถก วิป 3 ฝ่าย

ประธานรัฐสภา ‘วันนอร์’ เคาะแล้ว ประชุมรัฐสภา ‘โหวตนายกฯ’ 22 ส.ค. รอหารือฝ่ายกฎหมาย ยันญัตติขอให้ทบทวนมติรัฐสภา 19 ก.ค.ของก้าวไกลยังอยู่ รอหารือวิป 3 ฝ่าย

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 16.00น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาแถลงว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้วินิจฉัยมติที่ประชุมรัฐสภาห้ามเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซ้ำในสมัยประชุมเดียวกันนั้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถือว่าสิ่งที่ทางรัฐสภาประชุมไปแล้วเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ถูกต้อง ไม่ขัดต่อสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปให้พิจารณาว่าระหว่างข้อบังคับกับรัฐธรรมนูญ มีความขัดแย้งกันหรือไม่อย่างไร ทำให้สิ่งที่สภาทำไปดำเนินการต่อไปได้

โดยพรุ่งนี้ (17 ส.ค.) เวลา 14.00 น. จะให้ฝ่ายกฎหมายสภา และฝ่ายที่เกี่ยวกับประชุมรัฐสภาในการเลือกนายกฯ ได้พิจารณารายละเอียด ระเบียบวาระที่ค้างอยู่ และกระบวนการเลือกนายกฯ

จากนั้น ตนจะนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย คือ วุฒิสภา กับสภาทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อสรุป ซึ่งที่ตนกำหนดไว้แล้วน่าจะออกระเบียบวาระได้หลังฝ่ายกฎหมายให้ความเห็นเรียบร้อยแล้ว และจะเชิญสมาชิกรัฐสภา ประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกฯในวันที่ 22 ส.ค.นี้ ซึ่งตนได้หารือประธานวุฒิสภา เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลเสนอญัตติให้ทบทวนมติของที่ประชุมรัฐสภา ที่ให้การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ รอบสองเป็นการเสนอญัตติซ้ำ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในวาระการประชุมอยู่แล้ว เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลก็ต้องหารือต่อไป โดยจะดำเนินการตามข้อบังคับ และจะทบทวนอย่างไรต้องอยู่ในกรอบคำวินิจฉัยศาล

เมื่อถามว่า การประชุมรัฐสภา วันที่ 22 ส.ค.นี้ จะเรียบร้อยใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า จะดำเนินการให้เรียบร้อยมากที่สุด แต่จะจบวันที่ 22 ส.ค.นี้ หรือไม่ขึ้นอยู่กับที่ประชุมรัฐสภา
 

เมื่อถามว่าในฐานะประธานรัฐสภา เห็นควรหรือไม่ว่าแคนดิเดตนายกฯ ต้องเข้ามาชี้แจง และแสดงวิสัยทัศน์ด้วย นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถกำหนดได้ แต่รัฐธรรมนูญ และข้อบังคับ ไม่ได้กำหนดก็ขึ้นอยู่กับสภาว่าจะเห็นสมควรอย่างไร

เมื่อถามว่าข้อเรียกร้องของสมาชิกส่วนใหญ่ สมเหตุสมผลหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผู้ที่ถูกเสนอชื่อว่าอยู่ที่ไหน หากอยู่ที่นี่และพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุม แต่หากเขาไม่อยู่ที่นี่ก็คงไม่สะดวก เพราะในปี 2562 ก็ เราก็ได้พิจารณาในข้อนั้น รวมถึงได้สอบถามฝ่ายกฎหมายว่า ตอนที่ร่างข้อบังคับในการเลือกนายกฯ ทำไมจึงไม่ได้กำหนดเหมือนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการชี้แจงเบื้องต้นว่า เดิมได้กำหนดว่าจะให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ แต่ภายหลังผู้ร่างข้อบังคับได้มีการตัดออกไป เพราะเห็นว่าอาจจะเป็นบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมของรัฐสภาที่ถูกเสนอชื่อเข้ามา

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าสามารถเสนอบุคคลภายนอกได้ และเราจะนำข้อกฎหมายนี้จะมีการนำเรื่องนี้พูดคุยในการหารือวิป 3 ฝ่ายด้วย อยากให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่อยากให้มีการกังขา หรือประเด็นอะไรต่างๆที่ยืดเยื้อกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 22 ส.ค. 2566 หากมีการโหวตนายกฯ อีกครั้ง นับเป็นการโหวตนายกฯ รอบ3 หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตกไป เมื่อครั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะพรรคอันดับ1 และเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ไ่ม่ได้เสียงรับรองจากรัฐสภาถึง 375 เสียง หรือเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาทั้ง 750 เสียง แต่สว.ลาออก1 คนเหลือ 249 เสียง ส่วนสส.พ้นสภาพ1 คน และให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อีก 1 คน รวมเสียง สส.หายไป 2 เสียงจากทั้งหมด 500 เสียง 

ชงยึดทรัพย์ ‘อดีตนายก อบจ. อุบลฯ’ หลัง ป.ป.ช. ชี้มูล ร่ำรวยผิดปกติ เกือบ 200 ล.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556181

16 ส.ค. 2566

ชงยึดทรัพย์ 'อดีตนายก อบจ. อุบลฯ' หลัง ป.ป.ช. ชี้มูล ร่ำรวยผิดปกติ เกือบ 200 ล.

ป.ป.ช.ภาค 3 โชว์ผลงานปี 66 ชี้มูล พรชัย โค้วสุรัตน์ ‘อดีตนายก อบจ. อุบลฯ’ ร่ำรวยผิดปกติ เกือบ 200 ล้าน ชงศาล สั่งยึดทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน

ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน(มทร.อีสาน) จ.นครราชสีมา นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมนายณัฐวุฒิ ขมประเสริฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 3 และผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด 8 จังหวัด ในเขตพื้นที่ ป.ป.ช.ภาค 3 ได้แก่ นครราชสีมา , ชัยภูมิ , บุรีรัมย์ , สุรินทร์ , ศรีสะเกษ , อุบลราชธานี , อำนาจเจริญ และยโสธรได้ร่วมกันแถลงผลการดำเนินงาน ของสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 3 และสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด ในพื้นที่ภาค 3 ประจำปีงบประมาณ 2566

นายนิวัติไชย ระบุว่า ผลการดำเนินงาน ของสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 3 และสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด ในพื้นที่ภาค 3 ประจำปีงบประมาณ 2566 ที่ผ่านมา แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ผลงานด้านการปราบปรามการทุจริต , ผลงานด้านตรวจสอบทรัพย์สิน และผลงานป้องปราบการทุจริต

โดยเฉพาะในส่วนของผลงาน ด้านการปราบปรามการทุจริตนั้น มีเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูล จำนวน 12 เรื่อง มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่องเช่น

กรณีนายพรชัย โค้วสุรัตน์ อดีตนายกฯ อบจ.อุบลฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายก อบจ.อุบลราชธานี ข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติโดยพฤติการณคือ นายพรชัย โค้วสุรัตน์ เมื่อเป็น นายก อบจ.อุบลราชธานี มีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมา โดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย

สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอยู่ในชื่อของบริษัท เป็นไทยแทรคเตอร์ จํากัดหรือบริษัท อีสานรีช จํากัดและ น.ส.วิสิฏฐี ศรีธัญรัตน์ ราคาประเมินมูลค่า 93,473,640 บาท โดยมีที่ดินอยู่ในชื่อของบริษัท เป็นไทแทรคเตอร์ จํากัดจํานวน 53 แปลง รวมเนื้อที่ 640 ไร่ 84 ตารางวา (ราคาประเมินมูลค่า 82,708,655 บาท อยู่ในชื่อของ น.ส.วิสิฏฐี จํานวน 22 แปลง รวมเนื้อที่ 122 ไร่ 2 งาน 85 ตารางวา (ราคาประเมิน มูลค่า 10,764,985 บาท)

คําวินิจฉัยคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายพรชัย โค้วสุรัตน์ เมื่อครั้งเป็น นายก อบจ.อุบลราชธานี ร่ำรวยผิดปกติ และส่งรายงานการไต่สวน ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคําร้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบขอให้ศาลสั่งทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินและส่งคําวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุป ไปยังผู้มีอํานาจสั่งให้พ้นจากตําแหน่งและให้ถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่

‘พิธา’ ยันไม่ร้อง ศาล รธน. เอง ปมเสนอชื่อนายกฯซ้ำ ชีี้เป็นปัญหาของสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556186

16 ส.ค. 2566

'พิธา' ยันไม่ร้อง ศาล รธน. เอง ปมเสนอชื่อนายกฯซ้ำ ชีี้เป็นปัญหาของสภา

‘พิธา’ ยืนยันไม่ยื่นร้องศาล รธน. เอง หลังศาลปัดตกปมเสนอชื่อนายกฯซ้ำ เผยเป็นปัญหาที่สภา ควรแก้ที่สภา ย้ำนโยบายแก้ ม.112 ไม่ใช่ ‘ล้มล้างการปกครอง’

หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องวินิจฉัยเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคก้าวไกล เป็นบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ซ้ำรอบ 2 ให้เหตุผลผู้ร้องไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ 

ซึ่งความเคลื่อนไหวของนายพิธา เลี่ยงเจอสื่อมวลชนที่มารอดักสัมภาษณ์บริเวณสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง แต่กล่าวเพียงสั้นๆก่อนเดินกลับว่า คิดว่าเป็นปัญหาของสภา ดังนั้นก็ควรแก้กันที่สภา อย่างที่นายรังสิมันต์ โรส สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล ได้ยื่นญัตติหารือต่อที่ประชุมไปแล้ว ซึ่งไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องอะไรกับการสิ้นสุดหรือการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ถ้าประธานสภาบอกว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป ก็คงสามารถที่จะไปต่อได้ และคิดว่า “ปัญหาที่สภาก็ควรแก้ที่สภา”

ส่วนจะยื่นเองศาลรัฐธรรมนูญเอง ในฐานะเป็นผู้เสียหายโดยตรงหรือไม่ นายพิธา ยืนยัน ไม่ได้ยื่น เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องของนิติบัญญัติก็อยู่ที่นิติบัญญัติ

สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ขยายเวลาชี้แจงคำร้องหาเสียงแก้ไข ม.112 เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ จะเป็นผลดีกับพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ตามปกติก็มีโอกาสได้ขยายว่า มันไม่ได้เป็นการล้มล้างอย่างที่ถูกกล่าวหา 

สุดท้ายนายพิธา แจ้งว่า ในช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์นี้ จะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.เขต3 จ.ระยอง หาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมเช่นเดิม

แม้แต่ ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ยังไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับ ก้าวไกลและ ‘พิธา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556182

16 ส.ค. 2566

แม้แต่ 'ผู้นำฝ่ายค้าน' ยังไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับ ก้าวไกลและ 'พิธา'

ตำแหน่ง ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในสภาฯ หากรอดจากศาลรัฐธรรมนูญมาได้ ‘พิธา’ ยังต้องเจอเงื่อนไข ห้ามสมาชิกดำรงตำแหน่งประธานหรือรองประธานสภาฯ

ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่รับพิจารณาคำร้อง ปมเสนอชื่อพิธา โหวตนายกฯครั้งที่ 2 ไว้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213ให้เหตุผลว่า เพราะผู้ร้องไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง ไม่ได้เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 88 ส่งผลให้มีการนัดประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตนายกฯ ครั้งที่ 3 วันที่ 22 สิงหาคมนี้

และหากไม่มีอะไรผิดไป พรรคก้าวไกลจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยหัวหน้าพรรคจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 เพราะมีจํานวนสมาชิกมากที่สุด

นอกจากจะต้องลุ้นว่า พิธา จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ สส.ได้หรือไม่ ในคดีถือหุ้นสื่อแล้วเงื่อนไขสำคัญในรัฐธรรมนูญมาตราเดียวกันนี้ ยังกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภา ต้องไม่มีสมาชิกของพรรคไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

แต่ในกรณีของพรรคก้าวไกลมี ปดิพัทธ์ สันติภาดา ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาอยู่  เส้นทางการเมืองของพิธา และพรรคก้าวไกล ไม่ง่าย นอกจากไม่ได้ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร แม้แต่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ก็ยังผ่านยาก

คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัยและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ให้ผู้ถูกร้องยื่นคําชี้แจงข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสําเนาคําร้อง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

ขณะที่การโปรโมท คราฟเบียร์พิษณุโลก ของหมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา ถูกร้องไปที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมฯว่า เข้าข่ายการฝ่าฝืน พรบ.ว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มาตรา 32

ที่ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อมหรือไม่ หากมีความผิดก็ต้องพ้นสภาพ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 118   

หากพ้นจากตำแหน่งรองประธานสภา โอกาสที่พรรคก้าวไกลก้าวไกลจะทวงกลับมาก็เป็นเรื่องลำบากใจ  เพราะต้องรอศาลรัฐธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สถานะของพิธา หากรอดกลับมา ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

‘ชูวิทย์’ ฟ้อง ‘เศรษฐา’ วิญญัติเรียกค่าเสียหาย 90,000 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556178

16 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' ฟ้อง 'เศรษฐา' วิญญัติเรียกค่าเสียหาย 90,000 บาท

ชูวิทย์ฟ้องกลับเศรษฐาฐานดูหมิ่นฟ้องเท็จกรณีแฉซื้อที่ดินการทำ ‘นิติกรรมอำพราง’ การซื้อขายที่ดิน ที่ปากซอยทองหล่อ 12 ว่า บริษัทแสนสิริ

วันที่ 16 สิงหาคม เวลา 13:00 น.ที่ศาลอาญานายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ พร้อมกับทนายความเดินทางมายื่นเอกสารฟ้องกลับนายเศรษฐา ทวีสิน และนายวิญญัติ ชาติมนตรีหลังเมื่อ2สัปดาห์ก่อน นายเศรษฐาและทนายความนายวิญญัติ ได้มายื่นฟ้องนายชูวิทย์ นายชูวิทย์ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่ตนเองแถลงข่าวแฉการนิติกรรมอำพรางของแสนสิริ ตนเองได้ขุดหลุมพรางเอาไว้เพื่อให้แสงสิริออกมาตอบโต้ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ตนเองวางแผนไว้ นั่นคือแสนสิริ ชี้แจงเพียงแค่ว่าการซื้อขายที่ดิน ในซอยทองหล่อ 12 มีความโปร่งใส แต่แสนสิริไม่ได้บอกถึงวิธีการซื้อขายที่ชัดเจน รวมไปถึงวิธีการตั้งนอมินีขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าแสนสิริคงไม่มีทางเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว 

โดยในวันนี้ได้เดินทางมาที่ศาลอาญา เพราะต้องการฟ้องกลับ นายเศรษฐา ทวีสินในข้อหาหมิ่นประมาทฟ้องเท็จและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตนเองเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวน 90,000 บาท นับ ตั้งแต่วันที่นายวิญัติทนายความเดินทางมาฟ้องตนเองเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ตนเองไม่ได้ต้องการฟ้องเพื่อทรัพย์สินเงินทองแต่ต้องฟ้องเพื่อความจริง ซึ่งประชาชนควรมีสิทธิ์ได้รับรู้ ว่า บริษัทแสนสิริภายใต้การบริหารของนายเศรษฐาว่าที่นายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง

ส่วนรปภ.ที่ชื่อนายสมศักดิ์กับแม่บ้านที่ชื่อนายพินิช เป็นกรรมการบริษัทเป็นนอมินี ก็ไปแจ้งความเพื่อยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ต้องให้เจ้าตัวออกมาชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร อยากบอกทั้งสองคนว่า ถ้าไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องก็มาให้การในฐานะพยาน หรือ ถ้าอยากปกปิด ก็แล้วแต่ ส่วนตนเองเชื่อว่า ทั้งรปภและแม่บ้านคงจะได้ค่าจ้างจากการเป็นนอมินีไม่เท่าไหร่พร้อมยืนยันจากนี้ ขอแลกกันหมัดต่อหมัดสู้กันในชั้นศาลตนเองมีหลักฐานครบ

ส่วนกรณีของนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้รับอำนาจ นายเศรษฐาที่มาฟ้องตนเอง ก็จะยื่นสอบมารยาททนายความด้วยเช่นกัน โดยหลังจากยื่นฟ้องศาลตนเองจะเดินทางไปสภาทนายความเพื่อขอให้นายกสภาทนายความสอบมารยาททางจริยธรรมต่อนายวิญญัติ ซึ่งตนเองมองว่านายวิญญัติเล่นการเมืองมากเกินไป จนลืมมารยาททนายความไปแล้ว และในวันพรุ่งนี้เวลา10โมง จะนำหลักฐานไปร้องเรียนกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร.เพื่อตรวจสอบและใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกนอมินีของนายเศรษฐามาสอบสวน ซึ่งถ้าหากพบว่าผิดจริงอาจรุนแรงถึงถูกยึดทรัพย์ โดยตนเองได้เตรียมแจ้งข้อหาหลายข้อหาต่อนายเศรษฐาทั้งฉ้อโกงประชาชน และข้อหาอื่นๆ เรียกได้ว่าบริษัทแสนสิริภายใต้การบริหารของนายเศรษฐามีพฤติกรรมเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ