กมธ.วุฒิสภา เกาะติด ‘เศรษฐา’ เลี่ยงภาษี -ประสาน ‘กรมที่ดิน’ ขอเอกสารสอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556175

16 ส.ค. 2566

กมธ.วุฒิสภา เกาะติด  'เศรษฐา'  เลี่ยงภาษี -ประสาน 'กรมที่ดิน' ขอเอกสารสอบ

กมธ. พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เกาะติดคำร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรม “เศรษฐา” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย จากประเด็นภาษีซื้อขายที่ดิน เผยทำเรื่องไปถึงกรมที่ดินขอเอกสารเพิ่มเติมแล้ว แต่อยู่ในขั้นตอนรอรับ เตือนเสนอชื่ออย่ามั่นใจว่าจะผ่าน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา   เปิดเผยว่า  ในการประชุมกมธ.  วานนี้ ( 15 )  มีการพิจารณาคำร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทแสนสิริ จำกัด   ( มหาชน) ว่า มีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษีการซื้อขายที่ดินย่านสารสินหรือไม่   ทั้งนี้กมธ. ได้ทำหนังสือเพื่อขอเอกสารและข้อมูลจากกรมที่ดิน เมื่อวันที่ 11 ส.ค.
แต่ กรมที่ดิน ไม่สามารถจัดส่งเอกสารได้ทันการพิจารณาของกมธ.   อย่างไรก็ดีได้ให้ เจ้าหน้าที่ติดตามอย่างเร่งด่วนแล้ว  

ขณะเดียวกันกมธ.ได้นำข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เปิดเผยมาพิจารณา ที่เกี่ยวข้องกับนายเศรษฐา  รวมถึงข้อมูลล่าสุดต่อกรณีใช้นอมินีทำนิติกรรมเกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อซื้อที่ดินด้วย ซึ่งขณะนี้กมธ.ยังไม่สรุปในรายละเอียดใด ขอศึกษาเอกสารและรายละเอียดที่มีให้ครบถ้วนก่อน

“ตอนนี้กมธ. ยังไม่สรุปว่านายเศรษฐานั้นเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้าม หรือ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเป็นนายกฯ หรือไม่ เพราะไม่ต้องการพูดไปล่วงหน้า   ต้องขอดูรายละเอียดเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย รวมถึงคำชี้แจงของบริษัทแสนสิริด้วย ขณะที่นายเศรษฐานั้น กมธ.คงไม่เชิญมาชี้แจงเพราะเป็นประเด็นสาธารณะที่เจ้าตัวมีสิทธิจะชี้แจงหรือไม่ชี้แจงต่อสาธารณะก็ได้ “

นายเสรี  กล่าวด้วยว่  เงื่อนไขที่ สว. จะใช้พิจารณาขณะนี้ เป็นเรื่องที่นอกเหนือจากคุณสมบัตินายเศรษฐา เพราะต้องดูนโยบาย และทิศทางของการนำพาประเทศ ซึ่งขณะนี้มองดูแล้วว่าพรรคเพื่อไทยที่มีนโยบายทำประชามติแก้รัฐธรมนูญโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง อาจทำให้ประเทศศยุ่งยาก วุ่นวาย รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายแจกเงินดิจิตอล  ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นที่ทำให้ ชื่อของนายเศรษฐา นั้นไม่น่าจะผ่านไปได้

ส่อง ความรวย ‘ทักษิณ’ กว่า 10 ปี ลี้ภัย ทรัพย์สิน เพิ่มพูน ระดับ มหาเศรษฐีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556171

16 ส.ค. 2566

ส่อง ความรวย 'ทักษิณ' กว่า 10 ปี ลี้ภัย ทรัพย์สิน เพิ่มพูน ระดับ มหาเศรษฐีโลก

ส่อง ความร่ำรวย ‘ทักษิณ ชินวัตร’ กว่า 10 ปี ลี้ภัย ในต่างแดน ‘ทรัพย์สิน’ เพิ่มพูนมหาศาล ระดับ ‘มหาเศรษฐีโลก’ อยู่อย่างสบาย

การเลื่อนเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ภายใต้เงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แล้วเสร็จ เรียกได้ว่า ต้นทุนชีวิตของ “ทักษิณ” กว่าจะได้กลับแผ่นดินเกิด ดูไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน ของ ทักษิณ หรือ “โทนี่ วู้ดซัม” ก็ไม่ได้ตกระกำลำบาก

ด้วยเพราะต้นทุนในเรื่องของ ทรัพย์สิน เงินทอง ไม่ได้หดหายไป ถึงแม้ในวันที่เขาต้องลี้ภัยไปต่างแดน และทางการไทย ประกาศยึดทรัพย์ ผ่านกระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความรวย ของเขาก็ยังคงอยู่ และเป็นถึงระดับ มหาเศรษฐีโลก

ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร

ถูกยึดทรัพย์ ทรัพย์ไม่หาย

หลังจาก “ทักษิณ ชินวัตร” ถูกยึดทรัพย์ ทำรัฐประหาร ในปี 2549 จากนั้นในปี 2550 หลังพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี เขาแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ระบุว่า มีทรัพย์สินและงินฝาก ที่ดิน บ้าน หุ้น ฯลฯ รวมกันทั้งสิ้น 614 ล้านบาท ส่วนของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (นามสกุลในขณะนั้น) คู่สมรส มีทรัพย์สินรวมกัน 8,484 ล้านบาท

สำหรับรายการทรัพย์สิน ที่ตกเป็นของแผ่นดิน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 24 มี.ค. 2553 ส่วนใหญ่เป็นบัญชีเงินฝาก และหน่วยลงทุนในธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง เป็นชื่อของคุณหญิงพจมาน, นายพานทองแท้ ชินวัตร, น.ส.พินทองทา ชินวัตร, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ รวม 36 บัญชี รวมเงินทั้งสิ้น 46,373 ล้าน

ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร

คำพิพากษายึดทรัพย์

  1. ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัท เอไอเอส หลังแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้รัฐเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท
  2. ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัท เอไอเอส หลังปรับลดส่วนแบ่งค่าสัมปทานโทรศัพท์ระบบเติมเงิน
  3. ได้รับประโยชน์จากการแก้สัญญาให้รัฐร่วมรับผิดชอบค่าใช้เครือข่ายร่วมกับเอไอเอส ทำให้องค์การโทรศัพท์ฯ (ทศท.) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้รับความเสียหาย
  4. การสนับสนุนธุรกิจดาวเทียมไอพีสตาร์ เอื้อประโยชน์บริษัท ชินคอร์ปฯ และไทยคม
  5. สั่งให้เอ็กซิมแบงก์อนุมัติเงินกู้ให้พม่า 4,000 ล้านบาท เอื้อประโยชน์บริษัทไทยคม และชินคอร์ปฯ

หลังจากนั้น ในปี 2552 เขาบอกกับสื่อในอังกฤษว่า เขามีทรัพย์สินอยู่นอกประเทศไทยราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่รวมถึงเงินที่นำไปลงทุนในเหมืองทอง เหมืองเพชร และการลงทุนอื่นๆ ในหลายประเทศ (ที่ปรากฎในสื่อ) ประกอบด้วย

  • บ้านในลอนดอน ประเทศอังกฤษ มูลค่า 264 ล้านบาท
  • วิลล่าหรู ย่านเอมิเรตส์ฮิลส์ของนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
  • เครื่องบินส่วนตัว Bombardier Global Express XRS มูลค่า 45.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • รถยนต์หรู 2 คัน ได้แก่ Lexus รุ่น LS 600h L และ Jaguar สีดำ
  • ลงทุนในบริษัท Startup ด้านเทคโนโลยีสุขภาพของประเทศอังกฤษ 2 แห่ง คือ DNANudge และ Owlstone Medical
  • ลงทุนในเหมืองทอง เหมืองเพชร และการลงทุนอื่นๆ ในแอฟริกาใต้

บ้านทักษิณในอังกฤษบ้านทักษิณในอังกฤษ

ตอกย้ำความร่ำรวย

กว่า 10 ปี ที่ “ทักษิณ” อยู่ต่างประเทศ เขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐี ที่หลายคนจับตามอง จากการจัดอันดับมหาเศรษฐีทั่วโลกประจำปี 2023 ของนิตยสาร Forbes แถมในปีนี้ค่อนข้างเซอร์ไพรส์พอสมควร เนื่องจากเขามีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจาก Forbes รายงานว่า “ทักษิณ ชินวัตร” มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 2,100 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นเงินไทย 71,348,550,000.00 บาท) และถูกให้เป็นมหาเศรษฐีในอันดับที่ 1,434 ของโลก จากจำนวนมหาเศรษฐีทั้งหมดทั่วโลก 2,540 คน

ทั้งนี้ Forbes ยังได้เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของ ทักษิณ ชินวัตร ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปัจจุบัน พบว่าที่ผ่านมามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

  • 2556 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2557 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2558 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2559 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2560 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2561 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2562 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2563 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2564 มีทรัพย์สินมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2565 มีทรัพย์สินมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2566 มีทรัพย์สินมูลค่า 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มติ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘หมอบัญญัติ’ ลงสู้ศึก ‘เลือกตั้งซ่อมระยองเขต3’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556155

16 ส.ค. 2566

มติ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘หมอบัญญัติ’ ลงสู้ศึก ‘เลือกตั้งซ่อมระยองเขต3’

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ เผย ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘หมอบัญญัติ’ อดีต สส.3 สมัย ลงสู้ศึก ‘เลือกตั้งซ่อมระยองเขต3’ มั่นใจ คุณภาพ คนของพรรค มีความดี ความพร้อมเพื่อเป็นผู้แทนคนระยอง

16 สิงหาคม 2566 เวลา 12.20 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งดูแลภาคกลาง แถลงผลการประชุมกรรมการบริหารพรรคว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติส่ง “หมอบัญญัติ” นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส. 3 สมัยของพรรค เป็นผู้สมัครในการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดระยองเขต3 ซึ่งกระบวนการถัดไป นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคปชป. จะได้เซ็นหนังสือรับรองสำหรับนำไปดำเนินการสมัครรับเลือกตั้งซ่อมต่อไป

ดร.สาธิต ยังตอบคำถามสื่อมวลชนอีกว่า เรื่องนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างความคิดในแง่การเลือกคุณภาพของคนเข้ามาเป็น สส. ซึ่งการแก้ไขกฎหมายที่ผ่านมา โดยเฉพาะตนเป็น ประธานกรรมาธิการแก้ไขกฎหมาย ได้มีการเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งจากบัตรใบเดียว มาเป็นบัตรสองใบ โดยใช้หลักการว่าสิทธิประชาชนน่าจะมีเพิ่มขึ้น โดยบัตรใบหนึ่งเป็น สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ และบัตรอีกใบเป็นการเลือก สส.เขต ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน 

“โดยบัตรบัญชีรายชื่อจะเน้นไปยังผู้ที่เป็นนักวิชาการ เป็นมันสมองของพรรค สามารถไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ส่วน สส.เขต คุณสมบัติเด่นคือต้องเป็นคนในพื้นที่ อยู่ใกล้ชิดประชาชน ทราบปัญหาของพื้นที่นั้นๆ นั่นคือที่มาของเจตนารมย์ของบัตรเลือกตั้งสองใบ”

ดร.สาธิต  และ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิดร.สาธิต และ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ

การเลือกตั้ง สส. ระยองครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้ง สส. เขต ด้วยบัตรใบเดียว โดยเจตนารมณ์คือ อยากให้ประชาชนได้เข้าใจว่าบัตรใบเดียวนี้ก็เป็นการเลือกตั้งคนที่จะต้องมีคุณสมบัติที่มีความผูกพันกับพื้นที่ รู้ปัญหา และมีคุณภาพที่พรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วว่า เป็นคนที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย มีผลงาน

“ผู้สมัครของประชาธิปัตย์ ชัดเจนว่าเป็นผู้ที่ทำงานในสภาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีประวัติด่างพร้อย จบแพทย์ จาก รพ.ศิริราช เป็นหมอเด็กที่รักษาคนในพื้นที่มา ทำงานในสภาอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง และไม่เคยมีประวัติเกี่ยวกับทุจริต คอร์รัปชั่น หรือปัญหาเรื่องการประพฤติ เพราะฉะนั้นเรามีความมั่นใจว่า ในแง่คุณสมบัติของ สส. เขต ที่จะเป็นตัวแทนของคนอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เรามั่นใจว่าคุณหมอบัญญัติ เป็นคนที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของคนอำเภอแกลง เขาชะเมา จังหวัดระยอง แม้กระแสภาพรวมจะเป็นอย่างไร แต่เรามั่นใจคนของเราว่า คนของเรามีความดี และมีความพร้อมที่จะมาเป็นตัวแทนของคนระยอง เขต 3” ดร.สาธิต กล่าว

เมื่อถามว่า มีความมั่นใจว่าจะดึงฐานเสียงของประชาธิปัตย์กลับมาได้หรือไม่ ดร.สาธิต กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของเรา แต่เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมือง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะขอว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่เก่าเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครของเราก็เคยเป็น สส. ที่เขตนี้ เพียงแต่การเลือกตั้งคราวที่แล้ว ผู้สมัครเขตนี้ของเราพ่ายแพ้ เพราะฉะนั้นระยะเวลา 3-4 เดือนหลังเลือกตั้งได้ปรากฎหลายสิ่ง ที่ทำให้คนอาจจะมีความลังเลสงสัย แต่ถึงแม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เรายังมั่นใจว่าคุณภาพของคนที่เราส่ง ดังนั้นเราจึงขอโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้ใช้วิจารณญาณอย่างครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งการเลือกผู้แทนนั้นจะต้องมีการกลั่นกรองคุณสมบัติของคนอย่างดี แม้มาตรฐานในรัฐธรรมนูญ ตามคุณสมบัติต้องห้ามจะเป็นการกลั่นกรองระดับหนึ่ง แต่พรรคการเมืองก็ต้องเป็นผู้กลั่นกรองอีกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะพรรคที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนจะต้องกลั่นกรองผู้ที่จะมาเป็นผู้แทนนั้นต้องมีคุณสมบัติที่ดี มีความเสียสละ และสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้คนในพื้นที่ได้

“ถ้าเปรียบปอนด์ต่อปอนด์ หรือคนต่อคน เรามั่นใจ โดยเฉพาะที่สำคัญคุณหมอบัญญัติ เป็นคนที่นี่ เรียนที่นี่ จบที่นี่ ดูแลรักษาคน เป็นหมอ ทำงานให้กับคนในพื้นที่นี้มายาวนาน พรรคก็เชื่อมั่นว่าคุณหมอบัญญัติสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้คนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี” ดร.สาธิตกล่าว

เมื่อถามทำไม ดร.สาธิต ไม่ลงเลือกตั้งซ่อมในเขตนี้ด้วยตัวเอง ดร.สาธิต แจกแจงว่า กรรมการบริหารพรรคได้ตัดสินให้ นพ.บัญญัติ ได้ลงเลือกตั้งซ่อม และตนก็เห็นว่า นพ.บัญญัติเองก็มีความชอบธรรมด้วยเนื่องจากเป็น อดีต สส. ของเขตนี้ คลุกคลีใกล้ชิดกับคนในพื้นที่

มติ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘หมอบัญญัติ’ ลงสู้ศึก ‘เลือกตั้งซ่อมระยองเขต3’

ด้าน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ  รักษาการกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า นับจากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง(10 ก.ย.2566) พรรคประชาธิปัตย์จะได้มีการวางแผนในการรณรงค์หาเสียงร่วมกับผู้สมัคร และทุกภาคส่วน เพื่อให้พี่น้องชาวจังหวัดระยองได้เห็นถึงคุณภาพของผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ และจะทำให้ดีที่สุดภายใต้การร่วมแรงร่วมใจของพวกเราทุกคน ซึ่งเชื่อว่าพี่น้องชาวระยองจะให้โอกาส นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ได้เป็นผู้แทนของชาวระยองอีกครั้ง

 นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส.ระยอง 3 สมัยพรรคประชาธิปัตย์ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส.ระยอง 3 สมัยพรรคประชาธิปัตย์

‘อนุทิน’ มอง ‘เพื่อไทย’ ควรเคลียร์เรื่องเก้าอี้ รมต.ให้จบก่อนโหวตนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556153

16 ส.ค. 2566

'อนุทิน' มอง 'เพื่อไทย' ควรเคลียร์เรื่องเก้าอี้ รมต.ให้จบก่อนโหวตนายกฯ

‘อนุทิน’ ยัน ‘เพื่อไทย’ ต้องเคลียร์โควต้า รมต.ให้จบก่อนโหวตนายกฯ ปัดเตรียมแผน 2 เสนอ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ชี้ควรเป็นไปทีละขั้นตอน

วันที่ 16 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวเรื่องการจัดสรรเก้าอี้ไม่ลงตัวของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่า ไม่เคยมีการเคลียร์ไม่ลงตัว อย่าไปกังวลตรงนั้น 

เมื่อถามถึงโควต้าของพรรคภูมิใจไทยชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่าได้สูตร 4+4 นายอนุทินกล่าวว่า ก็มีการพูดคุยกันเบื้องต้น ยังไม่ได้ซีเรียสอะไร เมื่อถึงเวลาพูดคุยกันเราก็ต้องคำนึงถึงองค์รวม 

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องได้กระทรวงเดิมหรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้ามีความต่อเนื่องก็ดีเหมือนกัน เราไม่มีข้อจำกัดอะไร เราพูดคุยกันด้วยเหตุผล คนรู้จักกันทั้งนั้น 

เมื่อถามว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีก่อนแล้วค่อยพูดคุยเรื่องเก้าอี้ทีหลังตามที่เพื่อไทยพูดไว้หรือไม่ นายอนุทินระบุว่า คงไม่ถึงขั้นนั้น เพราะต้องคุยกันก่อน ควรจะคุยให้จบก่อนการโหวตเลือกนายกฯ ส่วนท่าทีของพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่เคยยืนยันว่าจะต้องโหวตนายกฯ ก่อน น่าจะมีการนัดพูดคุยกันอีกใน 2-3 วัน 

ส่วนกรณีที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาบอกว่าตอนนี้รอสัญญาณจากพรรคเพื่อไทยอยู่ หากมารวมกันจะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงเพิ่มขี้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเราสามารถทำให้ความมั่นคงของรัฐบาลมีความชัดเจนได้ก็ยิ่งดี เราไม่เคยมีปัญหาตรงนั้น ขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำพิจารณาว่าจะเชิญใครเข้ามาหรือไม่ เราไม่เคยมีเงื่อนไขกับพรรคไหน และไม่ต้องการให้พรรคไหนมีเงื่อนไขกับเรา

ส่วนกรณี สว.บางคน ยังมีข้อกังวลที่จะโหวตชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯหลังจากนี้จะมีการเตรียมแผนเสนอชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือนายอนุทินต่อจากนั้นหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า รอให้เป็นไปตามขั้นตอน เป็นไปตามสถานการณ์ก่อน อย่าไปคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น มันมีขั้นตอนของมันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าการโหวตนายกฯ จะจบที่นายเศรษฐาหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ถ้าเราคุยกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและพรรคร่วมฯ ให้เรียบร้อย แถลงข่าวร่วมกัน และเสนอชื่อต่อที่ประชุมก็ต้องเป็นไปในรูปแบบนั้น ทุกคนก็ต้องทำตามข้อตกลงและกติกา ยิ่งมีเงื่อนไขมากก็ยิ่งใช้เวลา เราก็รับฟังซึ่งกันและกัน ไม่มีใครกำหนดอะไรได้ฝ่ายเดียวหรอก

ส่วนเงื่อนไขจะทำให้มีการยื้อเวลาตั้งรัฐบาลออกไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่มีการเจรจาเหมือนกับเจรจาธุรกิจ ก็ต้องเริ่มจากเงื่อนไขที่รับไม่ได้กันทั้งคู่ และก็ต้องเริ่มคุยกัน ว่าอะไรจะได้หรือไม่ได้ ถือเป็นเรื่องปกติ ทุกคนต่างก็อยากได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่จะได้แค่ไหนก็ต้องคุยกัน การรักษาความสัมพันธ์ที่จะอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกัน เมื่อมาทำงานร่วมกันแล้วก็ถือว่าเป็นทีมเดียวกัน ก็ไม่ต้องไปแคร์บ้าง ว่าใครจะอยู่หรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่นายอนุทิน โพสต์ภาพรับประทานส้มตำบนเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมาว่ามีเมนูใหม่แนะนำอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวติดตลกว่า “ช่วงนี้อยากกินเกาเหลา ช่วงนี้กินเส้นเยอะ”

‘พริษฐ์’ ย้ำ มติ สส.ก้าวไกล ไม่ ‘โหวตนายกฯเพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556147

16 ส.ค. 2566

'พริษฐ์' ย้ำ มติ สส.ก้าวไกล ไม่ ‘โหวตนายกฯเพื่อไทย’

พริษฐ์ วัชรสินธุ ย้ำ มติ สส.ก้าวไกล ไม่ ‘โหวตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย’ ชี้ ไม่ว่าจะโหวต-ไม่เห็นด้วย หรือ งดออกเสียง ผลลัพธ์ก็เท่ากัน

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผย ถึงกรณีที่สส.พรรคก้าวไกล มีมติไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยว่า สาระสำคัญในการแถลงของนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลเมื่อวานนี้ คือมติที่ สส.พรรคก้าวไกล ไม่เห็นด้วยกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าทิศทางการโหวตจะลงมติไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง เพราะผลลัพธ์ก็คือไม่สนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณีญัตติเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีซ้ำนั้น ต้องรอดูความชัดเจนจากศาลธรรมนูญก่อน หลังจากนั้นพรรคก้าวไกลจะแถลงถึงท่าทีในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้พรรคก้าวไกล มีหลักการเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่เห็นว่า ควรใช้ช่องทางของสภาฯ ในการพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งเป็นหลักการที่พรรคก้าวไกลยืนยันมาตลอด

ไม่ใช่เฉพาะการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะเป็นหลักการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ จึงเห็นว่าควรใช้พื้นที่ของรัฐสภาในการทบทวนเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีซ้ำได้หรือไม่

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ไม่รับคำร้อง ปมเสนอชื่อ ‘พิธา’ เป็น นายกรัฐมนตรี ซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556135

16 ส.ค. 2566

'ศาลรัฐธรรมนูญ' ไม่รับคำร้อง ปมเสนอชื่อ 'พิธา' เป็น นายกรัฐมนตรี ซ้ำ

ด่วน ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ มีมติ ไม่รับคำร้อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมเสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ เป็น นายกรัฐมนตรี ซ้ำ

หลังศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมพิจารณา กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตีความการเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกรัฐมนตรี ซ้ำได้หรือไม่ ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้อง ปมเสนอชื่อพิธา โหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 

ในประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณา กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีรัฐสภามีมติตีความว่าการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่ 2 เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีก ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง, มาตรา 5 วรรคหนึ่ง, มาตรา 25 วรรคสาม และมาตรา 27 หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีคำขอให้ชะลอการโหวตนายกรัฐมนตรีออกไป จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย โดยเป็นการพิจารณาต่อเนื่องมาจากการประชุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2566 ภายหลังเห็นว่า คำร้องนี้มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และมีประเด็นเชิงหลักการ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม จึงให้เลื่อนการพิจารณาสั่งรับคำร้อง และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา

ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญยังให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง ได้ชี้แจงถึงผู้ร้องที่ผู้ตรวจฯ อ้างถึง 3 ราย ว่าเป็นประชาชนหรือสมาชิกรัฐสภา

โดย ผลการพิจาณา ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว คำขออื่นเป็นอันตกไป

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลจากการกระทำละเมิดโดยใช้อำนาจรัฐ แต่บุคคลที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง สำหรับกระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเฉพาะจากบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอ และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เท่านั้น 

ดังนั้น ผู้มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา ต้องเป็นผู้ที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง อันเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ก่อตั้งขึ้นเป็นหลักการใหม่ของการปกครองระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกเหนือจากสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในหมวดที่ 3 เมื่อผู้ร้องเรียนทุกคนไม่ใช่บุคคลที่พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อไว้ว่าจะเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งไม่ได้เป็นบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อต่อรัฐสภา ผู้ร้องเรียนทุกคนจึงไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง ไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องเรียนได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบและธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบมีช่องทางในการยื่นคำร้องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะแล้ว

ดังนั้นผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ

‘จุรินทร์’ ย้ำอีกครั้ง ปชป.ไม่ได้ส่งใครไปเจรจา ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556146

16 ส.ค. 2566

‘จุรินทร์’ ย้ำอีกครั้ง ปชป.ไม่ได้ส่งใครไปเจรจา ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’

จุรินทร์ ย้ำอีกครั้ง ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่ได้มอบหมายให้ใครไปเจรจาในการร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ไม่หวั่น พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศเป็นหลัก

16 สิงหาคม 2566 เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนการประชุมกรรมการบริหารที่พรรคว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรควันนี้จะมีการพูดคุยหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดระยอง

ส่วนท่าทีการโหวตนายกฯ นั้น ก็ต้องรอให้มีความชัดเจนก่อน เพราะ 1. ต้องรอฟังศาลรัฐธรรมนูญที่จะคำวินิจฉัยออกมา 2. ก็ต้องดูความชัดเจนในการที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องถือว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนตั้งรัฐบาล สุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ถึงจะพิจารณาซึ่งก็เป็นเรื่องของที่ประชุม สส.ของพรรค สำหรับเรื่องอำนาจของกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการนั้นยังมีอำนาจเต็มทุกอย่าง ตราบเท่าที่ยังไม่มีกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ สามารถทำได้ทุกเรื่อง พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีแนวทางในการที่จะไปเจรจาตั้งรัฐบาลด้วยจนถึงขณะนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาทาบทามมาหรือยัง แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องไปร่วมตั้งรัฐบาลด้วย จึงไม่ได้มอบหมายให้ใครไปเจรจาในการตั้งรัฐบาลในกรณีนี้

ส่วนที่มีโพลออกมาว่าอยากให้ประชาธิปัตย์ไปร่วมรัฐบาลด้วยนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า ประชาธิปัตย์ก็ต้องพิจารณาโดยหลักที่เราเคยปฏิบัติมาโดยตลอดระยะเวลา ก็คือเราก็ต้องคิดถึงอุดมการณ์ จุดยืนและประโยชน์สูงสุดของบ้านเมืองเป็นหลักในการที่จะพิจารณาตัดสินใจในทางการเมือง ครั้งนี้ก็คงเป็นเช่นนั้นถ้าจะต้องตัดสินใจใดๆ ทั้งนี้ก็ต้องรับฟังสมาชิก และฝ่ายต่างๆ ด้วย และเป็นการตัดสินใจตามพื้นฐานปัจจัยของพรรคด้วย

เมื่อถามว่าหากต้องทำงานร่วมกับพรรคก้าวไกล จะเป็นอย่างไรนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เคยทำหน้าที่มาทั้งสองอย่างอยู่แล้ว ทั้งเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และเป็นพรรคฝ่ายค้าน ทั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านด้วย เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ใดๆ นั้นไม่มีปัญหา มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติแล้ว เราก็ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศเป็นหลัก ก็จะทำให้เราสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเราได้เต็มที่

เมื่อถามว่า จะทำให้เกิดภาพว่าฝ่ายค้านตรวจสอบกันเองหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ยังไม่ได้เกิด ตนไม่ขอตอบอะไรไปล่วงหน้า เพราะสถานการณ์ที่เป็นจริงจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครทราบ ตนเชื่อว่าการเมืองในขณะนี้ยังไม่นิ่งเต็ม 100 เปอร์เซนต์หรอก

“ผมเรียนชัดไปแล้วว่า เราไม่ได้มอบหมายใครไปเจรจาเรื่องตั้งรัฐบาลกับใคร เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้แปลว่าตั้งธงจะเป็นรัฐบาล ถ้าตั้งธงก็เตรียมตั้งตัวแทนไปแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยตั้งตัวแทนในการไปเจรจาเรื่องตั้งรัฐบาลกับพรรคไหน ซึ่งผมยืนยันมาตลอด” 

พร้อมกับตอบคำถามว่า หากมีเทียบเชิญมาจะพร้อมหรือไม่ ว่า ตนไม่ตอบ เพราะถ้าตอบแล้วจะกลายเป็นว่าอยากจะไปร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคยังไม่เคยคิดเรื่องนี้ และไม่เคยมอบหมายใครไปเจรจา เพราะฉะนั้นก็แปลว่ามันไม่มีเรื่องนี้

‘จุรินทร์’ ย้ำอีกครั้ง ปชป.ไม่ได้ส่งใครไปเจรจา ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’

ส่วนที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรคออกมายอมรับว่าได้พบกับนายทักษิณ ชินวัตร นั้น นายจุรินทร์ อธิบายว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน อย่างน้อยที่สุดตนในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรค พรรคก็ไม่เคยมอบหมายใครไปเจรจาเรื่องตั้งรัฐบาลกับใคร

“คุณเดชอิศม์ ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องของพรรค ผมคิดว่าคงแยกแยะออกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องในนามพรรค” นายจุรินทร์ กล่าว

สรุปทุกประเด็น ‘ชูวิทย์’ แฉ ‘เศรษฐา’ ปมที่มา นอมินี ซื้อ ที่ดิน กลางกรุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556144

16 ส.ค. 2566

สรุปทุกประเด็น 'ชูวิทย์' แฉ 'เศรษฐา' ปมที่มา นอมินี ซื้อ ที่ดิน กลางกรุง

สรุปทุกประเด็น ‘ชูวิทย์’ สกัดนายกฯใส่สูท แฉ ‘เศรษฐา’ ปมที่มา นอมินี แม่บ้าน-รปภ. ซื้อที่ดิน ทองหล่อ 1,000 ล้าน ก่อน แสนสิริ จะโต้กลับ

ร้อนแรงไม่มีแผ่ว กับภารกิจ “แฉเพื่อชาติ” เปิดไพ่ใบสุดท้ายของ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ล้มกระดาน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย “เศรษฐา ทวีสิน” ประเด็นเลี่ยงภาษี “ที่ดินสารสิน” จนล่าสุด ถูกอ้างว่า ใช้นอมินี ในการซื้อขายที่ดินใจกลางกรุง ทองหล่อ

คมชัดลึก สรุปทุกประเด็น “ชูวิทย์” แฉ “เศรษฐา” EP2 ปั่น (ราคาที่ดิน) บวม (เงินบวมจนเหลือเงินทอน) ตัดตอน (โดยใช้นอมินี) ก่อนแสนสิริ และเศรษฐา จะโต้กลับ

ภาพจากเฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ภาพจากเฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์

1. “ชูวิทย์” เริ่มต้นเปิดชาร์ตแถลงแฉที่ดินของคอนโดมีเนียม Khun By Yoo ใจกลางทองหล่อ มีทั้งหมด 10 โฉนด แบ่ง 9 โฉนดไปสร้างคอนโดมีเนียม อีก 1 โฉนด เป็นที่ดินเปล่า โดย แสนสิริ จัดหามาพร้อมกัน

2. ที่ดินนี้ก่อนสร้างคอนโดมีเนียม ถือโดยบริษัทจริง (N) เจ้าของคือ หมอ น. ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้น 4 คน

3. วันที่ 11 ก.พ. 2558 มีบริษัทมาเทคโอเวอร์บริษัทจริง (N) แห่งนี้ (ซื้อบริษัทไปเลย) เปลี่ยนผู้ถือหุ้นจากหมอ น. เป็น “แม่บ้าน” 99.99% และ “รปภ.” โดยที่ดินผืนนี้ ติดจำนองอยู่ 465 ล้านบาท รวมค่าหุ้น 100 ล้านบาท ต้นทุน = 565 ล้านบาท

4. บริษัทนี้ยังใช้ชื่อเดิมคือ N แต่ตั้งนอมินีขึ้นมา เพราะเป็นแม่บ้าน ไม่พบการเสียภาษีเลย ส่วน รปภ. มีเงินได้ปี 2564, 2565 ปีละกว่า 3 แสนบาท ชำระภาษีเงินได้ 500 กว่าบาท แต่มาซื้อบริษัทมูลค่าเป็นร้อยล้าน

ภาพจากเพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ภาพจากเพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

5. ในวันเดียวกัน บริษัท N ที่เป็นนอมินี ไปกู้เงินจากบริษัท อ. ที่เป็นบริษัทลูกของ แสนสิริ ซึ่งมี “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นกรรมการฯ จำนวน 1,000 ล้านบาท เอาไปซื้อที่ดิน 565 ล้านบาท เกิดส่วนต่างเป็นเงินทอน 435 ล้านบาท ชูวิทย์ตั้งข้อสังเกตว่า เงินไปไหน เข้ากระเป๋าใคร เป็นการโกงผู้ถือหุ้นแสนสิริ หรือไม่ ทำไมแสนสิริไม่ไปซื้อที่ดินเองเลย ทำไมตั้งบริษัทนอมินีไปดักไว้กลางทาง แม่บ้านกับ รปภ. เป็นคนของใคร แม่บ้านกับ รปภ. เปิดประชุมกรรมการ? เอาเครดิตไหนไปกู้เป็นพันล้าน

6. จากนั้นเอาที่ดินมาขายให้ แสนสิริ 1,000 ล้านบาท แล้วเปลี่ยนชื่อกรรมการในบริษัทนอมินีอีกรอบ จากแม่บ้าน และ รปภ. เป็น “รปภ.” เพียงคนเดียว และกลายเป็นบริษัทร้าง ไม่ส่งงบการเงินติดต่อกัน 5 ปี

7. ชูวิทย์ถามว่า คือการโกงใช่หรือไม่ และไม่ได้ทำแบบนี้ที่เดียว ทำหลายที่ ทำแบบนี้ได้เพราะมี “ขงเบ้ง” คอยอยู่ข้างกาย

8. หลังจากนั้น “แสนสิริ” ออกแถลงการณ์โต้ทันทีว่า แสนสิริ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ บริษัท N ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินแปลงนั้น โดยให้ข้อมูลว่า แสนสิริ ซื้อที่ดินในปี 2559 ราคา 1.1 ล้านบาท/ตารางวา จากบริษัท N ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสม เพราะหากซื้อในราคา 565 ล้านบาท เท่ากับตารางวาละ 650,000 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่สมเหตุสมผล เพราะคงไม่มีเจ้าของที่ดินรายใดในทองหล่อจะขายราคานี้ ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด

9. และ บริษัท อ. ที่เป็นบริษัทลูกของแสนสิริ ไม่เคยให้บริษัท N กู้ยืมเงิน โดยมีหลักฐานที่อยู่ในสัญญาจำนองฉบับกรมที่ดิน

10. ชูวิทย์ ยังแฉต่อผ่านเฟซบุ๊ก ทุกอย่างที่ทำเป็น นิติกรรมอำพราง  อย่างสมบูรณ์แบบ เตรียมเข้าแจ้งความกับ “บิ๊กโจ๊ก”  พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. วันที่ 17 ส.ค. 2566 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเตรียมเปิดข้อมูลแฉต่อ ก่อนจะมีการโหวตนายกฯ เพราะนี่เป็นกระบวนการ “อาชญากรรมเศรษฐกิจ” ของแท้

11. เศรษฐา โพสต์ตอบโต้ การตรวจสอบจากทุกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจะต้องสร้างสรรค์ และทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และไม่บิดเบือน ยืนยัน ในขณะที่เป็นผู้บริหารบริษัทฯ ที่ดินแปลงสารสิน ซื้อมาตามราคาตลาดที่เหมาะสม ส่วนที่ดินแปลงทองหล่อ ซื้อมาในราคา ตารางวาละ 1,100,000 บาท ซึ่งเป็นราคาตลาดตามปกติในขณะนั้น

12. เศรษฐา เตรียมให้ฝ่ายกฎหมาย รวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด

14. หลังจาก เศรษฐา โพสต์ ชูวิทย์ โพสต์โต้ ระบุว่า เศรษฐาบอกทำงานมา 30 ปี แต่ให้กู้ 1,000 ล้าน ผิดคน เจ้าของบริษัทที่ขายบอก “ไม่รู้เรื่อง” แล้วอย่างนี้จะบอกเป็นมืออาชีพได้ไง นี่ถ้าเป็นนายกฯ ให้โครงการแสนล้านผิดบริษัท ทำไง?

15. “แม่บ้าน” ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นนอมินี เข้าลงบันทึกประจำวัน พร้อมเปิดใจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกู้เงินพันล้าน เป็นนอมินีบริษัท ซื้อที่ดินทองหล่อ ไม่รู้จักแม้กระทั่งว่าแสนสิริคืออะไร

ทั้งนี้ ทั้งหมดทั้งปวง ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหา ที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง จึงยังไม่ถือว่าประเด็นที่ เศรษฐา ทวีสิน ถูกกล่าวหา มีความผิดจนกว่าจะมีการพิสูจน์

‘ภูมิธรรม’ เชื่อมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีจากการตัดสินใจของ ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556133

16 ส.ค. 2566

'ภูมิธรรม' เชื่อมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีจากการตัดสินใจของ 'เพื่อไทย'

ความเปลี่ยนแปลงต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด ‘ภูมิธรรม’ เชื่อ การตัดสินใจของ ‘เพื่อไทย’ จะคลี่คลายความขัดแย้งที่ผ่านมา

ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงจุดยืนการทำงานของพรรคเพื่อไทย มีเนื้อหา ขอรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะเชื่อมั่นว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดี แม้จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด ทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยมีจุดกำเนิดต่อมาจากพรรคไทยรักไทยซึ่งเริ่มต้นขึ้นภายใต้รธน. ปี40 ที่ร่างขึ้นภายหลังจากวิกฤติการเมือง พค 35 ครั้งนั้น ทหารทุกเหล่าทัพยอมถอยออกจากการเมือง กระทั่งไม่มีใครคิดว่าประเทศไทยจะมีการรัฐประหารอีกแล้วแต่ต่อมาเมื่อสังคมไทยเกิดความขัดแย้ง แบ่งกลุ่ม แบ่งสี กันอย่างรุนแรง

พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน กระทั่งถึงพรรคเพื่อไทย ซึ่งยืนหยัดต่อสู้บนหลักการประชาธิปไตยมาโดยตลอด มาถึงวันนี้ เรายังคงยืนยันบนหลักการประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง การดำเนินงานการเมืองของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้กับความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี

หัวใจสำคัญคือแต่ละฝ่ายยอมถอยออกคนละก้าว ให้มาอยู่ในจุดที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนกระบวนทัศน์เดิมในทางการเมืองมองพรรคการเมืองคู่แข่งคือการเอาชนะคะคานกัน กระทั่งปัจจุบัน ยังเพิ่มอารมณ์เหยียดหยาม ด้อยค่าอีกฝ่ายที่ไม่ใช่ฝ่ายเราอย่างหนักหน่วงโดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์

หากเปลี่ยนมุมคิดโดยใช้การเมือง เป็นเวทีที่ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน ช่วยสลายขั้วความขัดแย้ง และนำพาบ้านเมืองออกจากหล่มความขัดแย้งดังกล่าว การคิด และดำเนินการเพื่อให้ประสบผลสำเร็จในภารกิจใหญ่เช่นนี้ มิใช่เรื่องง่าย สำหรับพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตเราเคยเป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอด

แต่ภายหลังการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันภายในพรรค พวกเราได้ข้อสรุปที่ตระหนักดีว่าหากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีของสังคมอย่างที่ทุกคนคาดหวัง  พรรคเพื่อไทยต้องคิดใหญ่ ด้วยใจที่ใหญ่ ใจที่กว้าง ภายใต้สถานการณ์ทางเลือกที่คับแคบอย่างยิ่ง

พรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องทำงานกับความคิด ความรู้สึกของทุกคนภายในพรรคอย่างมาก เมื่อมองเห็นเป้าหมายที่ใหญ่กว่าผลประโยชน์ของพรรคเพียงฝ่ายเดียว พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้อง แสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุด และเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

โดยเปิดใจกว้าง จับมือทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่ล้วนแล้วแต่ได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งมาจากประชาชนที่หลากหลาย ในจำนวนสัดส่วนที่แตกต่างกัน เพราะ นี่คือ ตัวแทนของประชาชนส่วนหนึ่งของประเทศที่ต่างก็มีสิทธิ์และเสียงเท่าเทียมกัน

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทยเรายอมเสียต้นทุนทางการเมืองบางส่วนด้วยความเชื่อว่า “ทารกที่คลอดจากครรภ์มารดา ล้วนผ่านความเจ็บปวดฉันใด การเปลี่ยนแปลง เพื่อสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น ย่อมต้องผ่านความเจ็บปวดฉันนั้น”

พรรคเพื่อไทยจะใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน เพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อพี่น้องประชาชน เรารับผิดชอบ ในสิ่งที่เราคิด เราทำ โดยอนาคตจะเป็นบทพิสูจน์ ความคิด และความเชื่อของเรา

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ นัดฟังคำสั่ง เสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำได้หรือไม่ วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556045

16 ส.ค. 2566

'ศาลรัฐธรรมนูญ' นัดฟังคำสั่ง เสนอชื่อ  'พิธา' ซ้ำได้หรือไม่ วันนี้

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ นัดฟังคำสั่งรับคำร้อง เสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำในสมัยประชุมเดียวกัน ไว้พิจารณาหรือไม่ วันนี้ อาจกระทบโหวตนายกฯ

09.30 น.วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ มีนัดฟังคำสั่งกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ว่า กรณีรัฐสภา มีมติตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ( พิธา )ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่ 2 เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272

เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน และขอให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยให้มีคำสั่งยุติการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

การสั่งคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญวันพุธนี้ มีผลเกี่ยวเนื่องกับการเมืองไทยอย่างยิ่ง เพราะเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยแนวทางการสั่งคำร้อง  ตามที่ผู้ร้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา ประกอบด้วย 

1 . มติรัฐสภา ที่ห้ามมิให้เสนอชื่อ พิธา เป็นนายกฯ ซ้ำ เป็นครั้งที่ 2 ในสมัยประชุมเดียวกัน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 272 หรือไม่
2. เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของผู้ร้องหรือไม่

และ3. ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งยุติการเลือกนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะม่คำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ อธิบายกับคมชัดลึกว่า โดยทั่วไป หากศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องจะต้องพิจารณาว่าจะกำหนดมาตราการคุ้มครองชั่วคราวตามคำขอ ของผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเลือกพิธา ในการเลือกตั้งด้วยหรือไม่  

ในกรณีนี้การสั่งคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญมีสามแนวทางประกอบด้วย
1. ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา และ กำหนดมาตราการคุ้มครองชั่วคราวสั่งชะลอการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ
2. ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาโดยไม่กำหนดมาตราการคุ้มครองชั่วคราว และ3.คือยกคำร้อง

หากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งตามแนทางที่ 1 และ 2 จะเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการประชุมรัฐสภา ต้องเลื่อนออกไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญ เคยนัดฟังคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่เหตุที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเลื่อนฟังคำสั่งมาเป็นวันพุธนี้

เพราะเมื่อมีกำหนดนัดฟังคำสั่งคดี ก็การนัดประชุมรัฐสภา เพื่อเลือกนายกฯ ทันที ในวันที่ 4 สิงหา เหมือนรู้คำตอบล่วงหน้า ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งคดีอย่างไร