‘เศรษฐา’ ร่ายยาวโต้ ‘ชูวิทย์’ แฉเพื่อชาติ งานนี้คนแฉมีหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556128

16 ส.ค. 2566

'เศรษฐา' ร่ายยาวโต้ 'ชูวิทย์' แฉเพื่อชาติ งานนี้คนแฉมีหนาว

ร้อนไม่มีแผ่ว “ชูวิทย์” ออกมาแฉ “เศรษฐา” แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ล่าสุด “เศรษฐา” ออกโต้กลับนิ่มๆ ปิดท้ายด้วยข้อความที่งานนี้ “ชูวิทย์” มีหนาว

“แฉเพื่อชาติ” รอบนี้ “ชูวิทย์แฉเศรษฐา” แบบตั้งโต๊ะแถลงไม่แผ่วเช่นเคย ล่าสุด “เศรษฐา ทวีสิน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ออกมาเคลื่อนไหวและชี้แจงอีกครั้งแม้ก่อนหน้านี้ได้แถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินแปลง สุขุมวิท 55 ไปแล้ว 

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เดินหน้าแฉเพื่อชาตินายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เดินหน้าแฉเพื่อชาติ

“เศรษฐา” โต้กลับ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” อดีตนักการเมืองว่า ในอดีตเคยบริหารแสนสิริมากว่า 30 ปี บริษัทฯ ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง โดยที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจนเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของประเทศ เติบโตมาจนมีทรัพย์สินรวมเกือบ 130,000 ล้านบาท และมีกำไรมากกว่า 4,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา 

นายเศรษฐา ทวีสิน โพสต์บนโลกออนไลน์โต้กลับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาแฉว่า กระทำผิดกรณีซื้อขายที่ดินนายเศรษฐา ทวีสิน โพสต์บนโลกออนไลน์โต้กลับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาแฉว่า กระทำผิดกรณีซื้อขายที่ดิน

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

ได้รับการยอมรับ เชื่อถือ จากทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคมทั่วไป น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่า บริษัท แสนสิริ ได้ถูกบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล

“เศรษฐา” ชี้แจง “ชูวิทย์แฉเศรษฐา” ต่อว่า การตรวจสอบจากทุกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจะต้องสร้างสรรค์ และทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และไม่บิดเบือน หรือนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ในขณะที่เป็นผู้บริหารบริษัทฯ ที่ดินแปลงสารสินซื้อมาตามราคาตลาดที่เหมาะสม ส่วนที่ดินแปลงทองหล่อซื้อมาในราคา ตารางวาละ 1,100,000 บาท เป็นราคาตลาดตามปกติในขณะนั้น

“เศรษฐา” ทิ้งท้ายว่า การกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง ฝ่ายกฎหมายจะรวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน การที่ฝ่ายกฎหมายของบ้านเมืองเข้ามาตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและพึงกระทำ แต่การที่บุคคลหนึ่งปลุกปั่น ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเอง โดยมีเป้าหมายบางประการ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแฉนายเศรษฐา ทวีสิน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแฉนายเศรษฐา ทวีสิน

‘เพื่อไทย’ ดีดลูกคิดมั่นใจ โหวตนายกรัฐมนตรี  ‘เศรษฐา’ นอนมา 375 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556122

15 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย' ดีดลูกคิดมั่นใจ โหวตนายกรัฐมนตรี  'เศรษฐา' นอนมา 375 เสียง

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชลน่าน ศรีแก้ว ประสานเสียง รองหน้าพรรค ภูมิธรรม เวชยชัย การันตี โหวตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ภายใต้ชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” เสียงสนับสนุนมาแน่ ขั้นต่ำ 375 เสียง ส่วนการที่ “ก้าวไกล” ไม่โหวตให้ เข้าใจดีว่าสถานการณ์จะมาลงเอยแบบนี้ ยืนยันเข้าใจกันและกัน

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย   เปิดเผยว่า ในการเสนอชื่อบุคคลโหวตนายกรัฐมนตรี 
พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ  นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้ซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคเพื่อไทย และ สส. ของพรรคจะสนับสนุนทั้ง 141 เสียง รวมถึงเสียงของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีทิศทางไปในทางเดียวกัน และมั่นใจว่าจะมีเสียงเกิน 375 เสียงขึ้นไป โดยวันเลือกนายกรัฐมนตรี คาดการณ์ว่าจะเป็นวันที่ 18 หรือ 21 ส.ค.   ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภากำหนด


สำหรับกรณีที่พรรคก้าวไกล มีมติไม่โหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย  พรรคเพื่อไทยไม่มีท่าทีใด เพราะถือเป็นมิติการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างมีท่าที  พรรคเพื่อไทยเคารพการตัดสินใจ และขอตอบอย่างจริงใจว่า ไม่มีความขัดแย้ง ซึ่งตั้งแต่มีข้อเสนอและพบปะพูดคุยกับพรรคก้าวไกลล่าสุด ประเมินสถานการณ์การเมืองตลอด ยอมรับว่าโอกาสยากที่ก้าวไกลจะยกมือให้เพื่อไทย 

นายภูมิธรรม  เวชยชัย   รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  การรวบรวมเสียงนั้นได้เกิน 375 เสีย งแน่นอน หากโหวตได้นายกรัฐมนตรีและมีการโปรดเกล้าฯ ก็พร้อมจัดตั้งรัฐบาลมาแก้ไขปัญหา เชื่อมั่นว่านายเศรษฐา ทวีสิน จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนจะมีพลังประชารัฐ และ รวมไทยสร้างชาติ หรือไม่  ต้องรอความชัดเจนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

“เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา ซึ่งจากการหารือกันมีความคืบหน้าเรื่อย ๆ และเท่าที่คุยกับพรรคร่วมทุกพรรคมุ่งเป้าหมายโหวตนายกรัฐมนตรี หากโหวตเสร็จจะคุยการแบ่งกระทรวงภายใต้กรอบวิกฤตการณ์ และการบริหารแต่ละกระทรวง รวมถึงต้องหาคือกันถึงประเด็นการคุมกระทรวงเดิมของพรรคร่วมนั้นภายใต้กรอบวิกฤต 3 อย่าง และจากที่คุยบรรยากาศเป็นไปด้วยดี ”  นายภูมิธรรม ระบุ

‘ก้าวไกล’ ขมวดปมเมินโหวตนายกฯเพื่อไทย – จุดยืนต้านผสมพันธุ์ข้ามขั้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556118

15 ส.ค. 2566

'ก้าวไกล'  ขมวดปมเมินโหวตนายกฯเพื่อไทย - จุดยืนต้านผสมพันธุ์ข้ามขั้ว

เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงที่มา ที่ไป กรณี” ก้าวไกล”ไม่โหวตนายกรัฐมนตรีให้เพื่อไทย หลักการง่าย ๆ ไม่ต้องการสนับสนุน รัฐบาลที่เกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ย้ำชัดรัฐบาลที่กำลังจัดตั้ง ขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชน ระบุประชาชนต้องการพรรคฝ่ายค้านเดิมมาบริหารประเทศ

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล  แถลง  ณ ที่ทำการพรรคก้าวไกล   แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ  กรุงเทพ ฯ ต่อประเด็นการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุม สส. ของพรรคก้าวไกล มีมติของพรรค จะไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เพราะพรรคก้าวไกล ต้องการแสดงท่าทีว่า  ไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล ในลักษณะที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ด้วยเหตุผลประกอบด้วย

  • การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นอยู่นี้ เป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดต่อเจตนารมณ์ ขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ที่ได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
  • การที่จะให้สส.ของพรรคก้าวไกล โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่กำลังจัดตั้งอยู่นี้  ไม่ใช่การปิดสวิตช์ สว. แต่เป็นการเดินตาม สว. เดินตามความต้องการของสว. ในการต้องการบิดเบือนผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า ที่ผ่านมา สว.จำนวนมาก และพรรคขั้วรัฐบาลเดิม ต้องการปิดสวิตช์ก้าวไกล ที่ชนะการเลือกตั้ง
  • การจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ ก็คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เกรงใจผู้มีอำนาจทุกฝ่าย ยกเว้นการเกรงใจประชาชน จะไม่สามารถผลักดันวาระที่ก้าวหน้า และทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ได้อย่างแท้จริง

” มติดังกล่าว เป็นเอกฉันท์ ส่วน สส.ที่ไปสำรวจความเห็นสะท้อนว่า  ประชาชนทั้งในออนไลน์และที่ไปพบปะในพื้นที่   ต่างเห็นเป็นไปทางเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้   ย้ำว่าเสียงในที่ประชุมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  “

นายชัยธวัช กล่าวว่า  รัฐบาลข้ามขั้ว  เป็นความเห็นในการจัดตั้งรัฐบาลตอนนี้ เรื่องข้ามขั้วหมายถึงประชาชนส่วนใหญ่ได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้งอย่างชัดเจนแล้ว ว่าต้องการพลิกขั้วรัฐบาล พรรคที่ชนะอันดับ 1 และ 2 เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านเดิม  ประชาชนต้องการพรรคฝ่ายค้านเดิมมาบริหารประเทศแทน แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้น ไม่เป็นไปตามเจตจำนง

“เหตุผลอย่างหนึ่งที่จะไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย เพราะเราไม่เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลในสภาพการณ์แบบนี้ จะสามารถผลักดันวาระของประชาชนที่ก้าวหน้าได้ ต่อให้มีการรับปากตกลงอะไรกัน ก็เชื่อว่าจะไม่มีผลอะไรในอนาคต ส่วนอะไรที่พรรคก้าวไกลเสนอไปแล้วเราไปเป็นฝ่ายค้าน และพี่น้องประชาชนสนับสนุนอย่างชัดเจน เราเชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ในสภา จะสนับสนุนด้วย ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงอะไรกัน ” นายชัยธวัช  ระบุ 

‘พิธา’ เตรียมติดตามศาล รธน. วินิจฉัย ปมเสนอชื่อซ้ำวันพรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556082

15 ส.ค. 2566

'พิธา' เตรียมติดตามศาล รธน. วินิจฉัย ปมเสนอชื่อซ้ำวันพรุ่งนี้

พรุ่งนี้ ‘พิธา’ เผยเตรียมติดตามศาล รธน. วินิจฉัย ปมเสนอชื่อซ้ำ รับ-ไม่รับคำร้อง หรือชะลอออกไป ยืนยันจุดยืน ‘ก้าวไกล’ ใช้นิติบัญญัติแก้ไขปัญหานิติบัญญัติ

วันพรุ่งนี้ 16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาปมเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯซ้ำ 

เมื่อถามนายพิธา กังวลหรือไม่ เจ้าตัวกล่าวว่า ก็คงติดตามเหมือนภาคการเมืองทั่วไป พรุ่งนี้คงจะแบ่งเป็น2ส่วน คือ จะรับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง , จะชะลอ หรือไม่ชะลอ ในส่วนของพรรคก็ต้องติดตามในกระบวนการ

ซึ่งสิ่งที่จะต้องยืนยันต่อคือ ฝ่ายนิติบัญญัติเอง คือ การเสนอใช้มติทบทวน อย่างที่นายรังสิมันต์ โรม เสนอ แต่โดนปิดประชุมไปก่อน เพราะเราแยกอำนาจตุลาการกับอำนาจนิติบัญญัติ และบางเรื่องบางทีก็ไม่ต้องให้อำนาจเคลื่อนออกจากนิติบัญญัติ ใช้นิติบัญญัติในการแก้ไขปัญหานิติบัญญัติ และนี่คงเป็นจุดยืนของพรรคก้าวไกล

สำหรับการประชุม สส. ในวันนี้ มีวาระหารือมติโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายพิธา กล่าวว่า ยังไม่มีข้อสรุป ต้องฟังความคิดเห็นของ สส. ก่อน ซึ่งตนเองและนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ได้ให้ สส. ไปฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นเจ้าของเสียงที่แท้จริง ทั้งจากการลงพื้นที่และทางอินเตอร์เน็ต ได้ลงพื้นที่ไปยังสภากาแฟ ไปตามตรอกซอกซอย เพื่อฟังความคิดเห็น ดูอุณหภูมิทางการเมือง ซึ่งสส.ก็คงจะมาเล่าให้ฟัง แล้วค่อยตัดสินใจกัน

ส่วนเรื่องรัฐบาล 315 เสียงนั้น นายพิธา กล่าวว่า คงได้ติดตามจากข่าวอย่างเดียว ยังไม่ได้มีความชัดเจน หรือมีการติดต่อมาจากพรรคเพื่อไทย

‘รวมไทยสร้างชาติ’ เนื้อเต้น รอ ‘เพื่อไทย’เชิญร่วมรัฐบาล – อ้ำอึ้งโควตารมต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556110

15 ส.ค. 2566

'รวมไทยสร้างชาติ'  เนื้อเต้น  รอ 'เพื่อไทย'เชิญร่วมรัฐบาล - อ้ำอึ้งโควตารมต.

“รวมไทยสร้างชาติ” สุดระทึกหลังมีสัญญาณชัดเจนว่า ” เพิ่อไทย” จะชวนเข้าร่วมรัฐบาล โฆษกพรรคเผย ขณะนี้พรรคได้ให้แนวทางแก้สส. เตรียมโหวตนายกรัฐมนตรีให้พรรคแกนนำ ส่วนเรื่องโควตารัฐมนตรี ขอให้อิงสูตรที่มาจากแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะวางอย่างไร

นายอัครเดช​ วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี​ พรรครวมไทยสร้างชาติในฐานะโฆษกพรรค​   เปิดเผยว่า ในการประชุมสส. “รวมไทยสร้างชาติ”    โดยมี ​ นายพีระพันธุ์​ สาลี​รัฐ​วิภาค​ หัวหน้าพรรคเป็นประธาน
ได้มีการพูดถึงการร่วมจัดตั้งรัฐบาล​ ขณะนี พรรครวมไทยสร้างชาติรอพรรคเพื่อไทยติดต่อมา เพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการ​ แต่ปัจจุบัน​ยังไม่ได้มีการประสานงานมา ซึ่งรวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนพร้อมทำงานร่วมตราบใดที่ไม่มีพรรคก้าวไกล   ส่วนการร่วมรัฐบาลขณะนี้พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีการแจ้งสส.ให้เตรียมพร้อมเพื่อ พิจารณาประชุมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นวันที่ 18 หรือ 22 สิงหาคม  ขึ้นอยู่กับว่าประธานรัฐสภาจะนัดเมื่อใด​


“ขณะนี้พรรค รวมไทยสร้างชาติ ได้รับสัญญาณบวกจากพรรคเพื่อไทย ที่คณะผู้แทนเจรจา ได้มีการส่งสัญญาณมาว่า พร้อมจะมาเชิญพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาล โดยทางพรรครวมไทยสร้างชาติก็พร้อมที่จะพูดคุยเจรจาร่วมรัฐบาลให้ประเทศเดินหน้า​ได้​ และสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ส่วนเงื่อนไขการพูดคุยแบ่งสัดส่วนกระทรวง  ท่าทีของพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมทำงานในทุกด้าน ไม่ว่ากระทรวงใดก็แล้วแต่​ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน” 

นายอัครเดช​ กล่าวว่า  หลักเกณฑ์การการแบ่งกระทรวงก็เป็นไปอย่างที่พรรคเพื่อไทยชี้แจง ว่าหากหารกันแล้วตามคณิตศาสตร์การเมือง สส. 9 คนต่อ 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี​   หรือ  36 สส.ก็จะได้ 4 เก้าอี้รัฐมนตรี​   อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยแต่อย่างใด การเจรจา  ยังไม่เกิดขึ้น ขณะนี้ได้รับเพียงสัญญาณบวกจากพรรคเพื่อไทยเท่านั้น​ ส่วนการตัดสินใจเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง​รัฐมนตรี​ เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหาร ในการเหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรค

‘ชูวิทย์’แฉนายกดิจิตอล นอมินีแสนสิริซื้อหุ้นคือแม่บ้าน รปภ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556108

15 ส.ค. 2566

‘ชูวิทย์’แฉนายกดิจิตอล นอมินีแสนสิริซื้อหุ้นคือแม่บ้าน รปภ.

ชูวิทย์แฉ นอมินีแสนสิริเป็นเพียงแม่บ้านกับ รปภ.พร้อมเดินหน้าแฉเพื่อชาติหากนายเศรษฐา ทวีสิน ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

 วันที่ 15 ส.ค. เวลา 13.00 น. ที่เดอะล็อบบี้ โรงแรมเดวิส สุขุมวิท 24 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมืองออกมาแฉเพื่อชาติตอนที่ 2 หลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการออกมาแฉ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้ นายชูวิทย์ เปิดฉากด้วยการนำปี๊บคลุมหัวพร้อมกับข้อความ ‘นายกดิจิตอล’ นอกจากนี้ยังได้พานายวรัญชัย โชคชนะ นักกิจกรรมทางการเมืองมาด้วย นายชูวิทย์บอกว่าวันนี้วันเกิดผม จะขอทำภารกิจแฉเพื่อชาติ ปั่นที่ดิน บวมเงิน ตัดตอน เป็นที่ดินหรูก่อสร้างคอนโดกลางทองหล่อซึ่งมูลค่าที่ดินมหาศาล

นายชูวิทย์ กล่าวถึงกระบวนการ ปั่น บวมเงิน ตัดตอน ว่า เริ่มต้นที่จำนวนที่ดิน 9 โฉนด ภายหลังเป็นคอนโดหรู Khun by YOO ส่วนอีก 1 โฉนด เหลือเป็นที่ดินเปล่าภายในซอยทองหล่อ ที่ดินแปลงทองหล่อนี้ เดิมเป็นของ นพ.นเรนทร์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง บริษัทแสนสิริ จำกัดมหาชนซื้อ บริษัทลูกทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท วันที่ 5 เม.ย.55 ได้มีการจดจำนอง LH BANK จำนวน 465 ล้านบาท  วันที่ 11 ก.พ.58 บริษัทลูกขายหุ้นบริษัท 100 ล้านบาท มีการตัดตอนให้บริษัทนอมินีโดยมี น.ส.พินิช ซึ่งมีอาชีพเป็นแม่บ้าน  ถือหุ้น 99.99% นอกจากนี้เมื่อทำตรวจสอบไม่พบข้อมูลการเสียภาษีซึ่งที่บ้านเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ส่วนนอมินีอีกคนคือ นายสมศักดิ์ ถือหุ้น 1% อาชีพ รปภ. นอกจากนี้นายสมศักดิ์ยังมีชื่อเป็นกรรมการอีก 5 บริษัท หนึ่งในนั้นเป็นบริษัทรถรับส่งภายในโครงการของแสนสิริ จากนั้นได้ไปได้ไปขอกู้เงินกับ บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด จำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปปลอดจำนอง 465 ล้านบาทดังกล่าว ทำให้ น.ส.พินิช ได้กำไรจากเงินกู้ หลังปลอดจำนองที่ดิน และซื้อหุ้นจากเจ้าของเดิมในจำนวน 435 ล้านบาท

นายชูวิทย์ ยังบอกอีกว่าทุกคนกู้ได้หมดไม่ว่าแม่บ้าน รปภ. เพราะมีตัวอย่างแล้ว หากใครเดินไปทองหล่อไม่ต้องมีเครดิตอะไร ที่พูดมีหลักฐานทั้งหมดพร้อมสู้ทุกชั้นศาล ไม่ว่าจะศาลฎีกาก็ตามทุกวันนี้ตนฉีดยาฆ่ามะเร็งเพื่อขอสู้ต่อไปวันนี้ที่ออกมาฉนายเศรษฐา เนื่องจากได้เสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายก แต่มีพฤติกรรมซ่อนเร้น อำพราง ปิดบัง ไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทำให้ต้องกังวลใจว่า เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท จะตั้งบริษัทดิจิทัลไว้รองรับหรือไม่ ถ้านายเศรษฐา และจะไม่ยอมถอยพร้อมเดินหน้าแฉต่อหากยังมีชื่อ นายศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี

‘ชูวิทย์’แฉนายกดิจิตอล นอมินีแสนสิริซื้อหุ้นคือแม่บ้าน รปภ.
‘ชูวิทย์’แฉนายกดิจิตอล นอมินีแสนสิริซื้อหุ้นคือแม่บ้าน รปภ.

ด่วน ‘พรรคก้าวไกล’ ออกแถลงการณ์ หลังมีมติ ไม่โหวต ‘แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556100

15 ส.ค. 2566

ด่วน 'พรรคก้าวไกล' ออกแถลงการณ์ หลังมีมติ ไม่โหวต 'แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย'

ด่วน พรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ หลังมีมติ ไม่โหวตให้ ‘แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย’ หลังผสมข้ามขั้ว ย้ำจุดยืนไม่ทรยศประชาชน มีลุงไม่มีเรา เผย 3 เหตุผล

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2566 พรรคก้าวไกล มีมติหลังประชุม สส. ว่าจะไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมข้ามขั้ว เพื่อแสดงจุดยืนว่าเราไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลผสมข้ามขั้วที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีการนำพรรครัฐบาลขั้วเดิมเกือบทั้งหมดมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย เท่ากับขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกอย่างชัดเจนในวันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ว่าต้องการพลิกขั้วรัฐบาล

2.การที่พรรคก้าวไกลจะโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐบาลผสมข้ามขั้วนี้ ไม่ใช่การปิดสวิตช์ สว. ตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นการเดินตาม สว. เพื่อปิดสวิตช์ก้าวไกล

เพราะหากทุกพรรคการเมืองมีเจตนาที่จะปิดสวิตช์ สว. และเคารพเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ก็ต้องแสดงออกโดยการโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างมากที่จัดตั้งโดยก้าวไกลตั้งแต่แรก ไม่ใช่การจัดตั้งรัฐบาลตามความต้องการของ สว. และอ้างว่าปิดสวิตช์ สว.

ด่วน 'พรรคก้าวไกล' ออกแถลงการณ์ หลังมีมติ ไม่โหวต 'แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย'

3.แม้ขณะนี้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่ององค์ประกอบคณะรัฐมนตรี แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าหน้าตาคณะรัฐมนตรีจะไม่แตกต่างจากรัฐบาลเดิมมากนัก พรรคก้าวไกลไม่เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลโดยเกรงใจผู้มีอำนาจแต่ไม่เกรงใจประชาชน จะผลักดันวาระที่ก้าวหน้าและนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริงได้

พรรคก้าวไกลยืนยันอีกครั้งว่า การไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีผสมข้ามขั้วนั้น เราไม่ได้พิจารณาบนพื้นฐานของคุณสมบัติของตัวแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการตัดสินใจบนจุดยืนทางการเมืองและคำสัญญาที่พรรคก้าวไกลได้ให้ไว้กับประชาชนคือ“มีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเรา”ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ซึ่งพรรคก้าวไกลไม่สามารถตระบัดสัตย์ต่อประชาชนได้

‘เพื่อไทย’ ปวารณา ขอเป็นหินก้อนแรกสร้างทางสายใหม่ เชื่อมไมตรีพรรคลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556103

15 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย' ปวารณา  ขอเป็นหินก้อนแรกสร้างทางสายใหม่ เชื่อมไมตรีพรรคลุง

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย   ย้ำการที่ต้องใช้เสียงโหวตนายกรัฐมนตรี จาก พลังประชารัฐ และ รวมไทยสร้างชาติ เสียงในฝั่งประชาธิปไตยไปกันลำบาก ทำให้ต้องสลายความขัดแย้ง เปรียบวันนี้ทำหน้าที่เป็นหินก้อนแรก สร้างทางใหม่ ขยายความร่วมมือ ลดขัดแย้ง หากตัดสินใจผิดพร้อมรับผิดชอบ

นายภูมิธรรม เวชยชัย   รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย   เปิดเผยว่า  การที่ เพื่อไทย ดึงเสียงของพรรคพลังประชารัฐ และ พรรครวมไทยสร้างชาติ มาโหวตนายกรัฐมนตรี  เนื่องจาก ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ เป็นความยากลำบากในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฝ่ายประชาธิปไตยจะจัดการหรือผสมกันอย่างไรก็ไม่ผ่าน เพราะทุกฝ่ายแสดงท่าทีชัดเจน    พรรคเพื่อไทยจึงตัดสินใจสลายความขัดแย้ง แม้จะมีความยากลำบากและความเจ็บปวด ของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งวันนี้เพื่อไทยขออาสาเป็นหินก้อนแรกในการสร้างทางใหม่ ขยายความร่วมมือเเละลดความขัดแย้ง

วันนี้จึงเชื่อว่าความร่วมมือทางการเมือง มาช่วยกันแก้ปัญหาจะเป็นทางออกที่ทำให้ศาสตร์การเมืองต่างๆ สามารถร่วมงานได้ และตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐาน ให้สามารถฝ่าวิกฤตที่สะสมมาเกือบ 20  ปี ได้ โดยเมื่อตัดสินใจแล้วก็พร้อมจะเดินไปข้างหน้า แก้ไขปัญหาประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ ต้องคิดใหญ่ ใจใหญ่บนเส้นทางที่คับแคบ ต้องฝ่าไปให้ได้ ทั้งหมดอยู่ในสายตาประชาชน หากว่าตัดใจผิดพลาดก็พร้อมจะรับผิดชอบ 

” วันนี้เพื่อไทยได้แสดงความพร้อม และทำให้เห็นแล้วว่ามีโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสียงขณะนี้มีแนวโน้มเกิน 250 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าเพื่อไทยจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ภายในไม่กี่วัน และนำนโยบายต่าง ๆ ของพรรคร่วมมาพูดคุยกันว่า นโยบายหลักของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เพราะหากยิ่งช้าก็จะยิ่งทำงานยาก ซึ่งหากเป็นไปตามแผนปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นกันยายนนี้ก็จะได้รัฐบาล มาบริหารประเทศ” 

เขา กล่าวว่า     สำหรับการสนับสนุนจากสว.  มั่นใจว่าได้มากกว่าที่เคย  เพราะจากการพูดคุย ก็บอกชัดเจนว่าเพื่อไทยมีวุฒิภาวะ ในการประสานแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งถือว่ามาในทิศทางที่ดี ส่วนจะมากกว่าร้อยเสียงหรือไม่ ตนตอบไม่ได้เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ สว.แต่ละคน   ”  เชื่อว่าโหวตครั้งเดียวผ่าน ขออย่ากังวลใจในเรื่องนี้ เราทำอย่างเต็มที่ และรู้ว่าพรรคการเมืองอันดับ 1 ได้ทำอะไร และประสบปัญหาอะไร ซึ่งเราได้แก้ปัญหานั้น และได้ใช้ความพยายามจนสุดความสามารถในการแจ้งพรรคการเมืองทุกพรรคที่จะร่วมมือกับเรา รวมถึง สว.”  นายภูมิธรรม  ระบุ 

ยื่น ‘กรมควบคุมโรค’ เอาผิด ‘ปดิพัทธ์’ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556080

15 ส.ค. 2566

ยื่น 'กรมควบคุมโรค' เอาผิด 'ปดิพัทธ์' โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ทำผิดกฎหมายชัด ‘ปดิพัทธ์’ สันติภาดา รองประธานสภาฯ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ศรีสวุรรณ จี้ ‘กรมควบคุม’ โรคเร่งดำเนินการ

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค เพื่อชี้เป้าเอาผิดปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกลและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 โพสต์ภาพและข้อความและคลิปวิดีโอลงสื่อโซเชียลออนไลน์หลายประเภท เพื่อเชียร์ดราฟท์เบียร์ยี่ห้อหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก

การกระทำของนายปดิพัทธ์ ถือว่าเข้าข่ายเป็นการโฆษณา ต้องห้ามตามกฎหมาย ชี้ให้เห็นถึง เจตนา ประสงค์ต่อผล และหรือเจตนา เล็งเห็นผล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 โดยชัดแจ้ง

จี้ สธ.เอาผิด รองประธานสภาฯ โฆษณา ผิดกฎหมาย จี้ สธ.เอาผิด รองประธานสภาฯ โฆษณา ผิดกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มาตรา 32 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อม

การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น

เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

บทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าว กำหนดบทลงโทษไว้ในมาตรา 43 สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 32 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่ เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากต้องระวางโทษแล้ว ผู้ฝ่าฝืนยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

อีกทั้งยังฝ่าฝืนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ 2563 อีกด้วย

รัฐบาลยัน ยังไม่ปรับหลักเกณฑ์ รับ ‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ ตามระเบียบ ‘มหาดไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556067

15 ส.ค. 2566

รัฐบาลยัน ยังไม่ปรับหลักเกณฑ์ รับ 'เบี้ยผู้สูงอายุ' ตามระเบียบ 'มหาดไทย'

‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ ยังจ่ายตามหลักเกณฑ์เดิม จุรินทร์ ยัน มีแค่การศึกษาเพื่อให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่อิงระเบียบ ‘มหาดไทย’

นายสุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ อดีตรัฐมนตรี​ว่าการกระท​รวงการคลัง​ กับการปรับเกณฑ์สวัสดิการผู้สูงอายุ​ของกระทรวงมหาดไทย​ ที่ต่อไปผู้สูงอายุ​ ต้องพิสูจน์​ความจน​ คือไม่มีรายได้​ หรือรายได้ไม่พอ​ จึงจะได้รับเงิน​เบี้ยผู้สูงอายุ 600,​ 700, 800, 1,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากเบี้ยผู้สูงอายุนี้​ ออกมาแบบมาตามกรอบความคิด​ สวัสดิการ​ถ้วนหน้า​ 

การรับเบี้ยผู้สูงอายุสำหรับคนไทยผู้มีอายุเกิน​ 60​ ปี​ทุกคน​ ที่ไม่ได้รับบำนาญหรือสวัสดิการ​อื่น เพื่อให้คนไทยที่ทำงานพัฒนาชาติบ้านเมืองมานานจนอายุ​ 60​ ปี​ มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี 

การเปลี่ยนจากแนวคิดสวัสดิการ​ถ้วนหน้า​ของมหาดไทย มาเป็นระบบสงเคราะห์​อนาถา ถือเป็นวิธีคิดแบบถอยหลังเข้าคลอง​ เป็นระบบศักดินา​แบบเก่า​ เลือกปฏิบัติ​ เอาเงินรัฐบาลมาแจกแบบอุปถัมภ์​ เพื่อสร้างบุญคุณ​แก่ประชาชน การกล่าวอ้างว่ารัฐต้องใช้เงินกว่า​ 90,000​ ล้านบาท​ต่อปี ดูแลผู้สูงอายุ​กว่า​ 10 ล้านคน​ ทำให้รัฐบาลไม่มีเงิน​นั้น​

เป็นวิธีคิดแบบรัฐเป็นนาย​ ประชาชนเป็นบ่าว​ ไม่ใช่วิธีคิดแบบเสรีนิยม​ ที่รัฐบาลเป็นผู้รับใช้ ประชาชนเป็นนายรัฐบาล.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีฯ ในฐานะคณะประธานคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ยืนยัน ว่า คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ไม่มีการกำหนดนโยบายในการปรับลดเงินและลดจำนวนเบี้ยผู้สูงอายุ ก่อนหน้านี้ยังเข้าไปแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อน การรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กับรับเบี้ยบำนาญตกทอด ซึ่งต้องรับทางเดียว แต่ใครที่รับไปแล้วไม่ต้องนำมาคืน 

ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูคณะกรรมการชุดปัจจุบันยังไม่มีความเห็นหรือมติในทิศทางที่ลบและยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงปรับเบี้ยผู้สูงอายุมีแค่การศึกษา จะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีมติในการลดจำนวนผู้สูงอายุที่จะรับเบี้ยยังชีพแต่อย่างใด