‘สว. ‘แบะท่า ‘เพื่อไทย’ ไม่ต้องมาเจรจา ล็อบบี้ ‘โหวตนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554351

24 ก.ค. 2566

'สว. 'แบะท่า 'เพื่อไทย' ไม่ต้องมาเจรจา ล็อบบี้ 'โหวตนายกฯ'

‘โหวตนายกฯ’ เป็นหน้าที่ของพรรค ‘เพื่อไทย’ ต้องไปจัดการ ‘สว.’ ยัน อย่าเสียเวลามาล็อบบี้ เพราะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นต้องมาเจรจาเพื่อขอคะแนนเสียงสนับสนุน แคนดิเดตนายกฯหรือโหวตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย เพราะ สว.ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช่เพราะ สว.หยิ่ง หรือยะโส แต่หากให้ สส.มาเจรจา เหมือนกับมาล็อบบี้ สว. ส่วนการประชุมวันที่ 27 กรกฎาคม มีความจำเป็นในการเลื่อนการประชุมรัฐสภา ออกไปก่อนหรือไม่พรรคเพื่อไทย ต้องคุยกันให้ตกผลึกก่อนจะลงมติ

โดยมีเงื่อนไขคือ พรรคก้าวไกล ต้องเสียสละให้บ้านเมืองเดินหน้า และตอนนี้ ต้องให้เครดิตพรรคเพื่อไทยดำเนินการ ส่วน สว.ก็จะรอดูว่า ใครจะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และใครจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในฐานะคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 3 ว่า ได้มีการยกตัวอย่างหากพรรคก้าวไกล ยอมชะลอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไว้ สว.จะมีทิศทางการลงมติอย่างไรนั้น โดยกรรมาธิการ ได้แสดงความเห็น และมองว่า

หากผู้ที่มีความคิดในจิตสำนึก แม้จะชะลอ แต่ก็ยังเหลือความคิดที่จะทำ ทำให้กรรมาธิการส่วนหนึ่งไม่ไว้ใจ ดังนั้น จึงมองว่า หากการโหวตนายกฯหรือ จัดตั้งรัฐบาล ยังมีพรรคก้าวไกล ที่มีนโยบายในการพยายามแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ยากที่จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.

ล่าสุด ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ การพิจารณาเลือกนายกฯเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐสภา ดำเนินการประชุม ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังลงมติว่า การโหวตนายกฯ เป็นญัตติ ที่ไม่สามารถเสนอซ้ำได้ ในสมัยประชุมเดียวกัน

เส้นทาง ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ ฉายหนังซ้ำ พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย ประเมินมวลชนต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554343

24 ก.ค. 2566

เส้นทาง 'รัฐบาลข้ามขั้ว' ฉายหนังซ้ำ พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย ประเมินมวลชนต่ำ

นับถอยหลังวัน ‘โทนี่’ กลับบ้าน ‘เพื่อไทย’ เดินเกมสลัด ‘ก้าวไกล’ ตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เหมือนหนังฉายซ้ำ ‘สุดซอยภาค 2’ ม็อบจุดติดใครเป็นนายกฯ ก็อยู่ไม่ได้

‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ คงไม่ใช่เรื่องไกลอีกต่อไป หลังจากที่ ‘ก้าวไกล’ ส่งไม้ต่อให้ ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภารกิจของพรรคแกนนำก็คือการต้องเดินหน้าเจรจาหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเนื่องจากเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญปี 60 คือการต้องได้เสียง 376 โหวตเห็นชอบนายกฯให้ได้

ดีลลับที่ไม่ลับอีกต่อไปเกิดขึ้นเมื่อ ‘เพื่อไทย’ ได้ชวนกลุ่มพรรคขั้วตรงข้ามมาที่ทำการพรรคเพื่อพูดคุยหาทางออกการโหวตเลือกนายก แม้ว่า ‘หมอชลน่าน’ เองจะบอกว่าเป็นเพียงการหารือถึงการโหวตนายกฯเฉยๆแต่เหตุการณ์แบบนี้มันก็ส่งสัญญาณถึง 2 นัยยะด้วยกัน คือ 1.’เพื่อไทย’ ต้องการให้พรรคเหล่านั้นพูดแทนว่าเพราะ ‘ก้าวไกล’ พรรคเดียวที่ทำให้ตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ 2.ต้องการจะโยนหินถามทาง เช็กกระแสสังคมว่าจะยอมรับกันได้ไหม

แม้ว่าหลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสถานการณ์จากมวลชนดูเหมือนจะจุดไม่ติด คนที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดัน’เพื่อไทย’ ก็เหมือนกับว่าจะเป็นคนหน้าเดิม แต่อย่าได้วางใจไปเหมือนสมัย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย

ซึ่งหากเมื่อจับคำพูดของ ‘นายจตุพร พรหมพันธุ์’ อดีตแกนนำ นปช.ที่เรียกว่ารู้จัก ‘ทักษิณ และ เพื่อไทย’ ดีที่สุดก็ได้พูดเชิงย้อนความจำไปว่า ในช่วงสมัยการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย ตัวนายทักษิณได้พูดในวงหารือประเมินว่า มวลชนที่ออกมาคัดค้านคงไม่เกินหมื่นคน ซึ่งนายจตุพรก็เตือนไว้แล้วว่าเหตุการณ์มันจะรุนแรงขึ้นแต่นายทักษิณไม่เชื่อจนในช่วงนั้นมีเหตุให้ต้องขัดใจกัน 

จนมาถึงตอนนี้ นายจตุพร ก็มองไม่แตกต่างกันว่าสถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนม็อบจะจุดไม่ติด แต่หากเมื่อไหร่ที่มีการข้ามขั้ว เชื่อได้ว่ามวลชนจะจุดติดเหมือนไฟลามทุ่งที่ไม่ใช่แค่ด้อมส้ม แต่คนที่สนับสนุนเพื่อไทยบางส่วนก็จะลงถนนออกมาคัดค้านจนเกิดวิกฤตถึงขั้นที่ทหารต้องออกมาทำรัฐประหารอีกรอบ นั่นหมายความว่า ฝันของ ‘ทักษิณ’ ที่ต้องการกลับบ้านก็ต้องเป็นหมันไปอีกรอบหนึ่ง

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยตอนนี้ต่างเต็มไปด้วยความตรึงเครียดท่ามกลางแรงกดดันในสังคม เหล่าแกนนำและแคนดิเดตนายกฯ ต่างเข้าประชุมกันรายวันเพื่อประเมินสถานกาณ์กันตลอดเวลาสุดท้ายแล้วในการโหวตนายกฯรอบนี้ ‘เพื่อไทย’ จะทิ้งไพ่สลัด ‘ก้าวไกล’ ทันทีเพื่อให้ตั้งรัฐบาลที่มีนายเศรษฐาเป็นนายกฯแบบข้ามขั้ว หรือ จะดันทุรังรักษา MOU 8 พรรคที่ร่วมกันมาต่อหรือไม่เพื่อหวังทำให้สังคมเห็นว่าฉันทำเต็มที่แล้ว คงต้องติดตามการประชุมร่วมกันของ 8 พรรคในวันพรุ่งนี้ต่อไป

งานเข้า ‘อดีต ส.ส.ร.’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ 395 ‘สส.-สว.’ ส่อทุจริตต่อหน้าที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554340

24 ก.ค. 2566

งานเข้า 'อดีต ส.ส.ร.' ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ  395 'สส.-สว.' ส่อทุจริตต่อหน้าที่

อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ลุยร้อง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ 395 ‘สส.-สว.’ ส่อทุจริตต่อหน้าที่ มีมติให้การ โหวตนายกฯ เป็นญัตติ ทั้งที่เป็นวาระเฉพาะ ชี้บทลงโทษจำคุก “หัวหงอกทั้งหลาย ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายไม่รอบคอบ ในการดำเนินการเจตนาจงใจ..”

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ปี 2550 ได้ไปยื่นเอกสารข้อกล่าวหาที่ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีกับ สส.และ สว. ที่ออกเสียงเห็นชอบว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภาเป็นญัตติ ซึ่งเป็นการขัดข้อบังคับประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 โดยทั้งหมด 395 คน รวมถึง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทาประธานรัฐสภา ที่รู้เห็นเป็นใจให้กระทำการดังกล่าว โดยมีนายพิศิษฐ์ พัฒนกิจจำรูญ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ เป็นผู้รับเอกสาร

นายเศวต ระบุว่า การประชุมรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่กลับบิดเบือนโดยทุจริตต่อหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ เห็นชอบว่าเป็นญัตติซ้ำ ขัดต่อข้อบังคับมาตรา 41 ดังนั้นการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องทำตามกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในมาตรา 159 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 272 และ ประกอบด้วยข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหมวด9 ที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในการเลือกนายกรัฐมนตรี 

นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ อดีต ส.ส.ร. ปี 2550นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ อดีต ส.ส.ร. ปี 2550

แต่เมื่อทั้ง สส. และ สว. มีเจตนาจงใจไม่ทำตามกฎหมาย ก็มีความผิดตามกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 4 เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุจริตต่อหน้าที่มีบทลงโทษจำคุก

“หัวหงอกทั้งหลาย ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย ไม่รอบคอบ ในการดำเนินการเจตนาจงใจ ที่จะกระทำการทุจริตท่านต้องได้นับผลแห่งการกระทำนั้น” นายเศวต มินกุล อดีต ส.ส.ร. ระบุ

งานเข้า 'อดีต ส.ส.ร.' ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ  395 'สส.-สว.' ส่อทุจริตต่อหน้าที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค.2566 เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอให้โหวตนายกรอบ2 ด้วยการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 แต่การประชุมสภาในวันนั้น มี ‘วันนอร์’ เป็นประธานสภา กลับเปิดให้มีการอภิปรายฯตามข้อท้วงติงของสมาชิรัฐสภา ว่า การโหวตนายกรัฐมนตรี ขัดกับข้อบังคับประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 จากนั้นได้มีการโหวตเปิดผล มีผลให้ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯในการโหวตนายกฯครั้งที่2 ได้

‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ถก คำร้องส่งศาล รธน. ชี้ขาดมติสภาห้ามชง ‘พิธา’ ซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554337

24 ก.ค. 2566

‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ถก คำร้องส่งศาล รธน. ชี้ขาดมติสภาห้ามชง ‘พิธา’ ซ้ำ

‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ถกด่วน คาดพิจารณาคำร้อง 2 นักวิชาการ ส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความปมเสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ซ้ำไม่ได้

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 มีรายงานข่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้นัดประชุมด่วนในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อหารือวาระที่สำคัญ คาดว่าน่าจะเป็นคำร้องของ 2 นักวิชาการที่ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยการลงมติของที่ประชุมรัฐสภาว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นการเสนอญัตติซ้ำ

โดยนายพรชัย เทพปัญญา นักวิชาการอิสระ และนายบุญส่ง ชเลธร อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เข้าชื่อเพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยว่าการที่ที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 19 ก.ค. มีมติว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาลงมติเป็นนายกรัฐมนตรี ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อที่ 41 เป็นการเสนอญัตติซ้ำนั้น เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้หรือไม่ และหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ก็ขอให้มีคำสั่งไปยังที่ประชุมรัฐสภาให้ยุติการเลือกนายกรัฐมนตรีออกไปก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ทั้งนี้คำร้องของนักวิชาการทั้ง 2 ระบุด้วยว่าว่า การลงมติของที่ประชุมรัฐสภาว่าไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้เนื่องจากเป็นการเสนอญัตติซ้ำ โดยอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 มองว่ารัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้เป็นการเฉพาะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ประกอบมาตรา 272 และตราบใดที่กระบวนการเลือกเลือกนายกฯยังไม่เสร็จสิ้น ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีย่อมสามารถถูกเสนอชื่อได้เรื่อยๆ

ดังนั้นมติที่ประชุมรัฐสภาจึงเท่ากับรัฐธรรมนูญถูกละเมิดโดยข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 หรือไม่ จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ทั้งนี้ในเวลาประมาณ 14:30 น ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีการแถลงผลการประชุม

สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 3 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้นัดลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 ก.ค. 2566

‘ชลน่าน’ ไม่ตอบปมหลายฝ่ายแนะตัด ‘ก้าวไกล’ มองประเทศต้องมีรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554336

24 ก.ค. 2566

'ชลน่าน' ไม่ตอบปมหลายฝ่ายแนะตัด 'ก้าวไกล' มองประเทศต้องมีรัฐบาล

‘ชลน่าน’ ปัดตอบ สส.-สว.แนะตัด ‘ก้าวไกล’ ออกจากพรรคร่วม รับทัวร์ลงเป็นเรื่องปกติ มองประเทศรอไม่ได้เพราะวิกฤติเศรษฐกิจ-สังคมรออยู่

วันที่ 24 ก.ค.  นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้า ในการพูดคุยเพื่อรวบรวมเสียงสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ระบุว่า จะมีการส่งตัวแทนไปพูดคุยกับ สว. โดยตนเองได้ทำหน้าที่ให้พูดคุยกับ สว. ที่รู้จัก โดย ในการพูดคุยกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค.) หากเป็นไปตามที่คุยกัน วาระสำคัญที่ให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำไปดำเนินการ สิ่งที่เรานำเสนอจะได้คำตอบว่า สว. มีความเห็นอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรในการจัดตั้งรัฐบาล และจะนำเสนอให้ที่ประชุมทราบในประเด็นที่รับมา

ส่วนกรณีที่ สว.หลายคนออกมาให้ความเห็นว่า หากไม่มีพรรคก้าวไกล จะโหวตนายกรัฐมนตรีให้ กับแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน เผยว่า ก็เป็นความคิดเห็นของ สว. แต่ละคน ซึ่งเราจะนำมาเป็นข้อมูลในการพูดคุยกับที่ประชุม ส่วนตัวได้ประสาน สว. แล้วแต่ไม่มาก เพราะประสานแต่ สส.ซึ่งหลายท่านไม่ยึด ว่าใครจะเป็นนายกฯ เพียงแต่ปฏิเสธพรรคก้าวไกลเท่านั้น

เมื่อถามถึงแนวทางข้อเสนอที่ให้รออีก 10 เดือนหวังให้ สว. หมดอำนาจลง  แล้วจึงค่อยจัดตั้งรัฐบาล นพ.ชลน่านระบุว่า ข้อเสนอนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรแต่ก็เป็นแนวทาง แต่สิ่งที่เราต้องดูในรายละเอียดจะเป็นแบบที่เราคาดหวังหรือไม่ก็เป็นไปตามกระบวนการ แต่ในระบบรัฐสภาเรามีหนึ่งเสียง ชนะสองเสียงไม่ได้ 

ทั้งนี้ นพ.ชลน่าน กล่าวย้ำว่า สส. หนึ่งคนมีสิทธิ์เท่ากันหากคิดแบบโลกสวยยังมีหลายมิติ หากเราไม่พูดคุยแล้วยังแพ็คกันแน่นคนอื่นเขาก็มีวิธีคิดเช่นกัน หากเสียงฝั่งข้างน้อย ได้คะแนนเกินครึ่งหนึ่งในรัฐสภา เราทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมรับผล แม้แต่การเสนอชื่อ นายกฯ ถ้าเราแพ้เราก็ต้องยอมรับ ทั้งนี้ประเทศไม่สามารถรอได้ เพราะมีวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม 

เมื่อถามถึงความเป็นได้ที่จะพิจารณาความเห็นของ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าหากไม่พร้อมเสนอนายกฯ ให้เลื่อนออกไปก่อน นพ. ชลน่านระบุว่า การเลื่อนประชุมเป็นอำนาจของประธานรัฐสภาและวิปทั้ง 3 ฝ่ายที่จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ ซึ่งหากมีความชัดเจนแล้วจะนำเข้าที่ประชุม 8 พรรคร่วมในวันพรุ่งนี้เราขอเดินตามกรอบเวลาที่กำหนด 

ส่วนสมการในการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ยังมีพรรคก้าวไกลอยู่หรือไม่ หลังจากหลายพรรคมีข้อเสนอว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคเพื่อไทยหากไม่มีพรรคก้าวไกลในการร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า เรามีหน้าที่สรุปข้อมูลที่ได้มาเข้าสู่การประชุม 8 พรรคร่วมซึ่งผลจะออกมาอย่างไรก็อยู่ที่ผลสรุปของที่ประชุม 

เมื่อถามว่า หากพรรคอันดับหนึ่งและพรรคอันดับสอง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้จะเป็นอย่างไร จะส่งต่อให้พรรคอันดับที่สามหรือไม่ นพ. ชลน่าน เผยว่า ก็เป็นทางเลือกหนึ่งแต่จะเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยในการจัดตั้งรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องรอผลสรุปของการประชุม 8 พรรคร่วมที่จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ 

ส่วนกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่มีการพูดถึง การที่ตนเองจะลาออกหากพรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคฝ่ายรัฐบาลเดิม นพ. ชลน่านระบุว่า ก็เป็นความชอบธรรมเป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะทวงถามแต่ทั้งนี้ต้องดูจังหวะและเวลาที่เกิดขึ้น

เสรี – กิตติศักดิ์ พร้อมโหวตเลือกนายกรอบ 3 ย้ำต้องไม่มี ก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554335

24 ก.ค. 2566

เสรี - กิตติศักดิ์ พร้อมโหวตเลือกนายกรอบ 3 ย้ำต้องไม่มี ก้าวไกล

ปมการเมืองยังร้อนแรง สถานการณ์จ่อโหวตนายกฯรอบ 3 เสรี -กิตติศักดิ์ พร้อมทำตามระเบียบ ร่วมโหวตนายกรอบ 3 ย้ำหนักแน่น ต้องไม่มีก้าวไกล หรือ แตะต้องสถานบัน

สถานการณ์การเมืองร้อนแรง ใกล้เข้าถึงวันเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 27 ก.ค. นี้ ที่อาคารรัฐสภา ฝั่งวุฒิสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการที่จะมีการตรวจเลือกนายกรัฐมนตรีรอบที่ 3 ตามการนัดหมายของประธานรัฐสภาในวันที่ 27 ก.คที่จะถึงนี้ ซึ่งหากจะเป็นขั้วใหม่ที่ไม่มีก้าวไกลอยู่ในพรรคร่วมการเมืองด้วยว่า

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภานายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา

ก็จะเข้าสู่ระบบการเห็นชอบตามปกติที่ไม่ปกติเพราะที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลยืนยันมาตลอดว่าจะแก้ม. 112 ซึ่งเป็นเพียงข้ออ้างหรือจุดเริ่มต้นเพราะในข้อเท็จจริงแล้วสิ่งที่ต้องการมันไปไกลกว่านั้น ดังนั้นพรรคการเมืองใดก็ตามที่จะตั้งรัฐบาล ก็ให้ไปรวมพรรคกันให้ดี แล้วก็อย่าไปแตะหรืออย่าไปยุ่งกับสถาบัน เชื่อว่าวุฒิสภาพร้อมที่จะสนับสนุน

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา

ด้าน นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ให้ความเห็นว่า ถ้าไม่มีผักก้าวไกลอยู่ในการร่วมรัฐบาลที่กำลังจะตั้งขึ้นใหม่ส่วนตัวก็พร้อมจะโหวตให้เพราะไม่เช่นนั้นแล้วบ้านเมืองจะเดินไปไม่ได้ บ้านเมืองต้องมีนายกรัฐมนตรี มีรัฐบาล ส่วนรัฐบาลที่จะจัดตั้งโดยที่ไม่มีก้าวไกลนั้น ถ้าจัดตั้งได้ขึ้นจริง ก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง วุฒิสภา ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเกรงจะถูกมองว่า วุฒิสภา เข้าไปมีส่วนร่วม และยืนยันว่าถ้าไม่มีก้าวไกลแล้วจะเป็นแคนดิเดตคนใดก็ได้ส่วนตัวพร้อมยกมือโหวตให้ และต้องยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้มีธงเลือกคนใดคนหนึ่ง

เรืองไกร ร่อนหนังสือถึง ป.ป.ช.สอบทรัพย์สิน 6 สว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554334

24 ก.ค. 2566

เรืองไกร ร่อนหนังสือถึง ป.ป.ช.สอบทรัพย์สิน 6 สว.

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส่งหนังสือถึง ป.ป.ช. หลังพบความผิดปกติการยื่นบัญชีทรัพย์สิน 6 สว. ตรวจสอบพบเป็นกลุ่มที่ยกมือโหวตให้พิธา

ปมร้อนการเมืองมีประเด็นต่อเนื่อง อีกเรื่องที่ต้องจับตา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้แจ้งว่า ได้ทำการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2562 และได้พบว่า มี 6 รายที่ควรขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบว่าบัญชีที่ยื่นไว้นั้นเข้าข่ายตามความใน พ.ร.ป. ป.ป.ช. 2561 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

และมีการนำรายได้ที่แจ้งหรือไม่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. ไปชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากรโดยถูกต้องหรือไม่ โดยทั้ง 6 รายมีข้อเท็จจริงที่ขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ดังนี้

1. ไกรสิทธิ์  ตันติศิรินทร์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งในส่วนของคู่สมรสแจ้งว่ามีรายได้ค่าเช่าอาคาร 300,000 บาทต่อปี โดยในบัญชีโรงเรือนมีรายการเดียวที่แจ้งเป็นของคู่สมรสคือคอนโดมิเนียม ขนาด 50 ตารางเมตร มูลค่า 3,000,000 บาท 
 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่ารายได้ค่าเช่าอาคาร 300,000 บาทต่อปี มาจากคอนโดมิเนียม ขนาด 50 ตารางเมตรหรือไม่ และรายได้ค่าเช่าอาคารดังกล่าวมีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

2. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งในส่วนของตนเองมีรายได้ค่าเช่าช่วงต่อ 240,000 บาทต่อปี และส่วนของคู่สมรสแจ้งว่ามีรายได้จากการเปิดคลินิก 500,000 บาทต่อปี โดยไม่มีการแสดงรายจ่ายค่าเช่าไว้แต่อย่างใด และของคู่สมรสไม่พบการแจ้งรายการอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบคลินิกไว้ในรายการทรัพย์สินอื่น 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าทรัพย์สินที่เช่าคืออะไร รายจ่ายค่าเช่าควรมีหรือไม่ และสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบคลินิกควรมีหรือไม่ และรายได้ค่าเช่าช่วงต่อกับรายได้จากการเปิดคลินิกดังกล่าวมีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือไม่

3. พล.ต.ท. จิตติ หรือ พล.ต.ท. ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งในส่วนของตนเองแจ้งว่ามีรายได้เงินประจำตำแหน่ง 854,760 บาทต่อปี เงินเพิ่ม 507,960 บาทต่อปี บวกแล้วได้ 1,362,720 บาท แต่แจ้งรายได้รวม 1,425,600 บาทต่อปี จึงมีผลต่างในส่วนรายได้ที่แตกต่างกัน 62,880 บาทต่อปี และในส่วนของคู่สมรสแจ้งว่ามีรายได้เงินประจำตำแหน่ง 450,000 บาทต่อปี แต่แจ้งรายได้รวม 2,250,000 บาทต่อปี จึงมีผลต่างในส่วนรายได้ 1,600,000 บาท 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าผลต่างของรายได้ 62,880 บาท และ 1,600,000 บาทคืออะไร นอกจากนี้ ขอให้ตรวจสอบรายการหนี้สินอื่นของคู่สมรสที่แจ้งไว้ 2 รายการ รวม 35,000,000 บาท มีดอกเบี้ยจ่ายหรือไม่ และมีการแจ้งรายจ่ายค่าดอกเบี้ยหรือไม่

4. พิศาล มาณวพัฒน์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งแจ้งว่ามีรายได้ ส.ว. 1,362,720 บาทต่อปี และรายได้บำนาญ 612,867.60 บาทต่อปี โดยไม่ได้แจ้งรายจ่ายไว้แต่อย่างใด 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่ามีรายจ่ายใดที่ควรแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบหรือไม่ หากไม่มีรายจ่ายเลย มีใครออกค่าใช้จ่ายในแต่ละปีให้หรือไม่ จำนวนเท่าใด (ทั้งนี้ พิศาล มาณวพัฒน์ แจ้งว่าไม่มีคู่สมรส)

5. วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งแจ้งว่ามีรายได้ ส.ว. 1,495,641.72 บาทต่อปี และรายได้บำนาญ 578,193.60 บาทต่อปี โดยแจ้งว่ามีคู่สมรส แต่กลับไม่แจ้งรายได้และรายจ่ายของคู่สมรสไว้เลย 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าคู่สมรสมีรายได้และรายจ่ายใดที่ควรแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบหรือไม่ 

6. ประภาศรี สุฉันทบุตร ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งแจ้งว่ามีรายได้ประจำเป็นเงินเดือนจาก บจก.โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล 3,600,000 บาทต่อปี รายได้ค่าเช่าที่ดิน ต.สำราญ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร 480,000 บาทต่อปี และรายได้จากเงินปันผลจากกิจการ 8,422,579 บาทต่อปี รวมรายได้ 12,502,579 บาทต่อปี แต่ทำไมกลับไม่มีการแจ้งรายได้จากตำแหน่ง ส.ว. ไว้ และในส่วนของรายจ่าย แจ้งค่าใช้จ่ายทางภาษี 678,500 บาท 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าแจ้งค่าใช้จ่ายทางภาษี 678,500 บาท สอดคล้องกับรายได้หรือไม่ เพราะรายการเงินปันผลจากกิจการ ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 10 ตามประมวลรัษฎากร น่าจะเท่ากับ 842,257.90 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายทางภาษีที่แจ้งไว้จะครบถ้วนหรือไม่ 

นอกจากนี้ ในรายการสิทธิและสัมปทานซึ่งมีแจ้งไว้ 2 รายการ คือ สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของตนเอง รวม 63,580,000 บาท และสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของคู่สมรส รวม 30,505,000 บาท ซึ่งสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของตนเอง ในหน้าบัญชีรวมกลับแจ้งไว้รวม 67,321,600 บาท เกิดผลต่าง 3,741,600 บาท 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าการแจ้งรายการสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หรือมีการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่

ซึ่งนายเรื่องได้ทำการส่งหนังสือไปถึง ป.ป.ช. แล้ว ทางไปรษณีย์ EMS เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า รายชื่อของ 6 วุฒิสภาที่นายเรืองไกร ตรวจสอบนั้น เป็น 6 ใน 13 รายชื่อ ที่ได้โหวตรองรับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้เป็ยนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา

สว.สมชาย ห่วงงานแต่ง ‘เพื่อไทย ‘ล่ม แนะเจ้าบ่าวขอเลื่อน ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554316

24 ก.ค. 2566

สว.สมชาย ห่วงงานแต่ง 'เพื่อไทย 'ล่ม แนะเจ้าบ่าวขอเลื่อน 'โหวตนายกรัฐมนตรี'

สว.สมชาย แสวงการ หนึ่งในหัวหอกที่ต้านพรรค “ก้าวไกล” เสนอไปถึงพรรค “เพื่อไทย”  ที่ก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เปรียบการโหวตนายกรัฐมนตรี เป็นเหมือนงานแต่ง สว. เป็นเพียงแขกรับเชิญ แนะให้พรรคที่มีเสียงเป็นอันดับสอง ไปคุยกันให้ลงตัวก่อนว่าจะแต่งกับใคร

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(  สว. ) เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือ วิปวุฒิสภา  เปิดเผยว่า  ความเคลื่อนไหวที่มาจากทางพรรค “เพื่อไทย” ที่กำลังเจรจาขอเสียงสนับสนุนจากสว. รองรับการ “โหวตนายกรัฐมนตรี”  ซึ่งประธานรัฐสภากำหนดการประชุมรัฐสภา ไว้ในวันพฤหัสที่ 27  ก.ค.  เพื่อลงมติ จากสถานการณ์ในขณะนี้ที่พรรคเพื่อไทย ยังไม่สามารถหาความลงตัวต่อการเจรจาขอเสียงจากพรรคการเมือง  หรือ สส.  จึงเห็นว่าในเมื่อฝ่ายการเมือง คือพรรคเพื่อไทย ในเมื่อยังไม่พร้อมในเรื่องนี้  ก็ควรทำเรื่องเสนอเลื่อนการประชุมรัฐสภาออกไปก่อน โดยเห็นว่าช่วงต้นเดือนส.ค. น่าจะเหมาะสม 

การที่พรรค “เพื่อไทย” แสดงความจำนงว่าต้องการที่จะขอเสียงจากสว.   เห็นว่าพรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นต้องติดต่อมา   เพราะหากเปรียบเทียบการจัดต้ั้งรัฐบาลเป็นเหมือนงานมงคลสมรส ( งานแต่ง) สว.เป็นเพียงแขกรับเชิญ ดังนั้นจึงขอให้เจ้าบ่าวซึ่งก็คือ พรรคเพื่อไทย ไปตกลงให้ได้ว่า จะแต่งงานกับใคร 
“กรณีที่หลายพรรคการเมือง ตั้งเงื่อนไขรัฐบาลจะต้องไม่มีพรรคก้าวไกล และยังอาจต้องอาศัยเสียงจาก สว.ด้วย  หวังว่าพรรคการเมืองจะไม่ใช้เสียงสว. เพราะ สว.ไม่อยากเป็นผู้ที่ไปโหวตคว่ำ และในท้ายที่สุดสว.กลายเป็นแพะ เหมือนเจ้าบ่าวไม่เป็นสุภาพบุรุษ ไม่พร้อมแต่งงานกับเจ้าสาวที่ชื่อพรรคก้าวไกลแล้ว เจ้าบ่าวเพื่อไทยกลับมาให้ สว.บอกเลิกแทน ดังนั้น จึงเสนอว่า หากพรรคเพื่อไทย ไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งแต่ง ควรไปตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน”  นายสมชาย ระบุ 

‘พิธา’ พลิกเกม ‘นายกฯนอกสภา’ เกาะติดพื้นที่ ทำงานรับใช้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554309

23 ก.ค. 2566

‘พิธา’ พลิกเกม ‘นายกฯนอกสภา’ เกาะติดพื้นที่ ทำงานรับใช้ประชาชน

‘พิธา’ ลุยเมืองจันทน์เปิดเวทีหาแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้ง-ที่ดิน-ราคาผลไม้ เดินหน้าทำงานต่อไม่รอแล้วนะ ลั่น ขอเป็น ‘พิธา พบประชาชน’ เกาะติดพื้นที่ เป็นลมใต้ปีกสส. รับใช้ประชาชน-รอลุ้นกลับเข้าสภาอีกครั้ง เชื่อมั่น 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ไม่ทำประชาชนผิดหวัง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังคงเดินสายพบปะและขอบคุณประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้(23 ก.ค.) อยู่ที่ จ.จันทบุรี เปิดเวทีพบปะขอบคุณประชาชนทั้งที่ อ.โป่งน้ำร้อน อ.เมืองจันทบุรี และเปิดเวทีรับฟังปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนที่ อ.แก่งหางแมว โดยมีประชาชนมารอพบ นายพิธาอย่างเนืองแน่น พร้อมส่งเสียงให้กำลังใจในทุกพื้นที่ที่เดินทางไป

ช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายพิธา กล่าวว่า แม้ตลอดเดือนที่ผ่านมาการเมืองจะยังไม่มีความชัดเจน แต่ปัญหาของประชาชนรอไม่ได้ ตนเองขอยืนยันว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตนเองและพรรคก้าวไกลไม่ถอยแน่นอน แม้ไม่ให้ตนเองเข้าสภาฯ หรือทำเนียบรัฐบาล ตนเองก็จะทำงานอยู่กับประชาชนแบบวันนี้ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เป็นที่น่าเสียดายที่ตนเองและพรรคก้าวไกลยังไม่มีโอกาสเข้าไปแก้ปัญหาให้ชาวจันทบุรีทุกคน

โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง ที่กำลังจะส่งผลกระทบถึงพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนลำไย ทุเรียน มังคุด ฯลฯ แต่แม้ไม่มีอำนาจรัฐ ตนก็จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน ให้กับชาวจันทบุรีกว่า 140,000 คนที่มอบความไว้วางใจให้พรรคก้าวไกล จะให้ตนเองหันหลังให้ประชาชนคงไม่ได้

นายพิธา กล่าวต่อว่า จะเดือนหน้า ปีหน้า หรือปีต่อๆ ไป ตนเองยังคงหาทางแก้ไขปัญหา ทั้งปัญหาประมง ราคาผลไม้ ที่ดิน การค้าชายแดน ช้างป่า ฯลฯ ให้พี่น้องชาวจันทบุรีให้ได้ และมาถึงภาคตะวันออก มาถึงจันทบุรีวันนี้ก็ต้องพูดถึงทุเรียน ซึ่งวันนี้จะส่งออกไปประเทศจีนอย่างเดียวคงไม่พอแล้ว ต้องส่งออกไปสิงคโปร์ ไต้หวัน สเปน และฝั่งยุโรปให้มากขึ้น ชาวจันทบุรีจะได้ลืมตาอ้าปากได้

‘พิธา’ พลิกเกม ‘นายกฯนอกสภา’ เกาะติดพื้นที่ ทำงานรับใช้ประชาชน
‘พิธา’ พลิกเกม ‘นายกฯนอกสภา’ เกาะติดพื้นที่ ทำงานรับใช้ประชาชน

นายพิธา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน หรือผลไม้อื่นๆ เราต้องแก้ปัญหาทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ ในฝั่งของรายรับ เราต้องสร้างมูลค่าสินค้าการเกษตร หนึ่งในนั้นคือเรื่องสุราก้าวหน้า ราคาผลไม้ถูกลงเมื่อไรก็เอามาทำเป็นเหล้า ถ้าแพงก็ส่งออกต่างประเทศ ส่วนฝั่งของรายจ่าย ทั้งราคาปุ๋ย น้ำ ค่าเช่าที่ดิน นี่คือโจทย์ที่ต้องแก้ให้ได้ในอนาคต เช่น จันทบุรี-ตราด เป็นพื้นที่ที่ฝนตกเยอะที่สุดในประเทศไทย แต่ระบบชลประทานครอบคลุมเพียงแค่ 10% นั่นแปลว่าต่อให้สินค้าการเกษตรราคาสูง แต่ต้นทุนน้ำก็สูงตามไปด้วย

นายพิธา กล่าวต่อไปว่า วันนี้ความหวังยังมีอยู่ พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 8 พรรคยังคงเดินหน้า แม้ตนเองจะไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกต่อไป แต่ทั้ง 8 พรรคยังคงเดินหน้า และตนเองเชื่อว่าแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง เมื่อจัดตั้งสำเร็จเมื่อไร ปัญหาภัยแล้ง น้ำประปา ที่ดิน ช้างป่า จะได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกและให้ความหวังไว้แน่นอน

“ระหว่างรอกลับเข้าสภาอีกครั้ง ผมขอเกาะติดพื้นที่ ขอให้เป็นพิธา พบประชาชนไปทั่วประเทศ และขอให้ความชอบธรรม ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผมมี ผมขอปวารณาตนให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ขอเป็นลมใต้ปีกให้กับ สส.เก่า และ สส.ใหม่ รับใช้จ.จันทบุรีที่ผมรัก ให้ 3 สส.รับใช้ประชาชนที่ผมรัก รับใช้คนรุ่นใหม่ที่ผมรัก รับใช้คนรุ่นใหญ่ที่ผมรักด้วยเช่นกัน”นายพิธากล่าว

จากนั้น นายพิธา ได้ถ่ายรูป จับมือรับกำลังใจจากประชาชนที่มาให้กำลังใจ แม้ฝนจะตกตลอดทั้งวันก็ตาม

‘พิธา’ พลิกเกม ‘นายกฯนอกสภา’ เกาะติดพื้นที่ ทำงานรับใช้ประชาชน
‘พิธา’ พลิกเกม ‘นายกฯนอกสภา’ เกาะติดพื้นที่ ทำงานรับใช้ประชาชน

มีก้าวไกลไม่มีเรา ‘พลังประชารัฐ’ แถลงจุดยืน ไม่ร่วมรัฐบาล แก้ มาตรา 112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554308

23 ก.ค. 2566

มีก้าวไกลไม่มีเรา ‘พลังประชารัฐ’ แถลงจุดยืน ไม่ร่วมรัฐบาล แก้ มาตรา 112

สันติ-ธรรมนัส นำทีม ‘พลังประชารัฐ’ แถลงผลหารือเพื่อไทย ร่วมหาทางออกแก้วิกฤติประเทศ ย้ำจุดยืนไม่หนุน ‘ก้าวไกล’ มีนโยบายแก้ มาตรา 112 ย้ำ เป็นเรื่องที่พรรครับไม่ได้

ที่พรรคพลังประชารัฐ เมื่อเวลา18.00 น. นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ,ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พปชร. และ นายไผ่ ลิคก์ สส.กำแพงเพชร พปชร. ร่วมแถลงข่าวภายหลังได้รับเชิญจากพรรคเพื่อไทย ว่า พรรคพลังประชารัฐ มีจุดยืนอย่างชัดเจนในการนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้

โดยนายสันติ กล่าวว่า ขณะนี้มีความจำเป็นต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งมา 2 เดือนกว่ายังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทำให้มีอุปสรรค ต่อการบริหารบ้านเมือง และประเทศ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาหลายด้านตามมา ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงต่างๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสเสนอจุดยืนของพรรค

ทั้งนี้ขอขอบคุณพรรคเพื่อไทย ที่ได้ร่วมหารือถึงแนวทางของพรรค ซึ่งพรรคยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อให้ชาติมีความมั่นคง ประชาชนกินดีอยู่ดี เดินหน้าไปตามหลักประชาธิปไตย

มีก้าวไกลไม่มีเรา ‘พลังประชารัฐ’ แถลงจุดยืน ไม่ร่วมรัฐบาล แก้ มาตรา 112

พรรคมีเจตจำนงแน่วแน่ ที่จะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่มีแนวคิดแก้ไข มาตรา 112 ได้มีการยืนยันกับพรรคเพื่อไทยว่า เป็นหลักสำคัญ ที่เราจะปฎิเสธหากมีพรรคก้าวไกลที่มีนโยบายและมีแนวคิด แก้ ม. 112 เป็นเรื่องที่พรรค รับไม่ได้

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า พลังประชารัฐ มีนโยบาย และอุดมการณ์ ไม่เหมือนบางพรรค หากได้ร่วมรัฐบาล ก็มองเห็นว่าจะเป็นปัญหา ซึ่งหากต้องร่วมงานบางพรรคที่มีอุดมการณ์ แตกต่างกันเราไม่ร่วมด้วย ซึ่งหลักการของพรรคชัดเจน ที่ให้ความสำคัญ ในจุดยืนของพรรค คือ ก้าวข้าม ความขัดแย้ง โดยมีเงื่อนไขใดบ้าง ซึ่งคณะกรรมการบริหารพรรค ได้วางหลักการอย่างชัดเจนไว้แล้ว และพรรคจะไม่เสนอพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หากเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่ำกว่า 250 เสียง หรือกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา  และประธานประสานงาน สส.พรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานประสานงาน สส.พรรคพลังประชารัฐ