‘จตุพร ‘ ซัด ‘เพื่อไทย’ วางตัวเป็นผู้ชายพาหญิงเข้าโรงแรม -ปากแข็งไม่มีอะไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554380

24 ก.ค. 2566

'จตุพร ' ซัด 'เพื่อไทย'  วางตัวเป็นผู้ชายพาหญิงเข้าโรงแรม -ปากแข็งไม่มีอะไร

แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน จตุพร  พรหมพันธ์ ร่วมขย่มพรรค “เพื่อไทย” หลังสร้างปรากฏการณ์ ตบหน้ากระชากความรู้สึกเหล่าคนรักเพื่อไทย จากการกลับลำเชิญซีกการเมืองคนละขั้ว ทั้ง พลังประชารัฐ , รวมไทยสร้างชาติ , ภูมิใจไทย เข้ามาร่วมเจรจา ระบุหน้ามืดยอมทำทุกอย่างแม้ผิดสัจจะ

นายจตุพร  พรหมพันธ์  แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน  กล่าวในรายการ ” ประเทศไทยต้องมาก่อน”   รายการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง เผยแพร่ทางช่องยูทูป PEACE TV และทางเฟซบุ๊ก   “Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์”   โดยระบุว่า แม้ว่าพรรค “เพื่อไทย” จะประสบความสำเร็จ ต่อการจัดตั้งรัฐบาล  ด้วยการดึงพรรคการเมืองทั้งพลังประชารัฐ  , รวมไทยสร้างชาติ  หรือแม้แต่  ภูมิใจไทย เข้าร่วม  และบีบ ก้าวไกลออก แต่ก็ขอพยากรณ์ว่าเส้นทางของพรรคเพื่อไทย นับจากนี้คือการเตรียมเผชิญกับแรงกระแทกในทุกรูปแบบทุกมิติ

 ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวัง ที่ไปรวมตัว ณ ที่ทำการพรรค “เพื่อไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  และสาดแป้ง เข้าใส่ เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่พบกับความสงบสุขอีกต่อไป  
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวัง จะปลุกให้กลุ่มอื่น ๆ ออกมาเคลื่อนไหวกดดันพรรคเพื่อไทย และเชื่อว่าจะทำให้เส้นทางของพรรคเพื่อไทย ต่อการเป็นรัฐบาลไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน   ปัญหาของเรื่องนี้อยู่ที่การไม่รักษาคำพูด และต้องการที่จะเอาอำนาจนั้นมาอยู่กับตัวเอง ทั้งที่ในเวทีหาเสียงก่อนเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ก็ประกาศชัดเจนไม่เอา พลังประชารัฐ ไม่เอา  รวมไทยสร้างชาติ  ประกาศที่จะสู้กับ ภูมิใจไทย   จนกลายเป็นที่มาของคำว่า “ไล่หนู ตีงูเห่า”

พรรคเพื่อไทย ไม่ควรที่จะทำให้ทุกฝ่ายลุกฮือ ด้วยการที่จะไปดึงพรรคการเมืองที่อยู่คนละขั้ว ให้เข้ามาสนับสนุนเพียงเพราะต้องการที่จะเป็นรัฐบาลให้ได้  เวทีการหารือกับทั้ง 3 พรรค ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ไม่มีความจำเป็นเลย เพราะพรรคการเมืองเหล่านี้ ต่างก็ประกาศจุดยืนอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วว่าไม่เอาพรรคก้าวไกล แต่การที่เพื่อไทย ไปเปิดวงเจรจาเป็นการแสดงให้เห็นว่าเพื่อไทย ต้องการที่จะเป็นรัฐบาลให้ได้ ทำทุกวิถีทาง ทั้งที่ก่อนหน้านี้  นายเศรษฐา ทวีสิน , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร , นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เคยประกาศไว้แล้วว่า จะไม่ร่วมกับทั้งสองพรรค 

“เวลาที่คุณต้องการได้คะแนนเสียงประชาชน คุณประกาศจุดยืนเสียงดังฟังชัด ได้ยินกันทั่ว ประจักษ์ชัด การพูดใดแล้วไม่ทำตาม เป็นคนก็เสียคน เป็นหมาก็เสียหมา  การได้อำนาจต้องตรงไป ตรงมากับประชาชน “

เขา กล่าวว่า  สิ่งที่พรรคเพื่อไทย ชวนพรรคการเมือง ทั้งพลังประชารัฐ , รวมไทยสร้างชาติ , ภูมิใจไทย  มาหารือ แล้วอธิบายกับสังคมว่าไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ฟังอย่างไรก็ไม่ขึ้น เหมือนพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ชาย  แล้วพาผู้หญิงเข้าโรงแรม และบอกกับสังคมชวนมาปรึกษาหารือกัน  ความเป็นพรรคคือการที่ต้องเคารพประชาชน  มีเกียรติ มีสัจจะ ที่ต้องรักษาไว้  ขอเตือนว่า หากพรรคเพื่อไทย คิดว่าใช้วิธิการนี้ จัดตั้งรัฐบาลได้  แต่ในการบริหารจะไม่ราบรื่น ทุกวันนี้คนตื่นรู้ทางการเมือง คงไม่ยอมให้พรรคการเมืองที่เอาคะแนนเสียงไป ใช้วิธิการแบบนี้เพียงเพื่อต้องการขึ้นสู่อำนาจ 

“วันอังคารนี้คุณเศรษฐา กำลังเจอการตรวจสอบครั้งใหญ่จากคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์   ก็หวังจะหาเหตุผลมาหักล้าง แต่ผมขอเตือนไว้ก่อนว่า เพื่อไทย อย่ามั่นใจว่าทุกอย่างจะราบรื่น คนที่อยู่นอกประเทศ จะยังไม่ได้กลับ ส่วนคนที่อยู่ในประเทศ อาจจะถูกไล่ให้ไปอยู่ต่างประเทศ” นายจตุพร ระบุ   

(คลิป) อารมณ์ดี ‘ลุงตู่’ อวยพรให้ตั้งรัฐบาลได้ ด้าน พท. เดินหน้าหาเสียงเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554373

24 ก.ค. 2566

(คลิป) อารมณ์ดี 'ลุงตู่' อวยพรให้ตั้งรัฐบาลได้ ด้าน พท. เดินหน้าหาเสียงเพิ่ม

‘ลุงตู่’ อารมณ์ดี อวยพรอยากให้การจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ชี้การเมืองให้เป็นเรื่องของสภา ในขณะที่ 8 พรรคร่วมยังตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ ก่อนพรรคก้าวไกลส่งไม้ต่อเพื่อไทยเป็นแกนนำ และเดินเกมเชิญพรรคตรงข้ามหารือ

การจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วม ที่ตอนนี้พรรค ก้าวไกล ส่งไม้ต่อให้พรรคอันดับ 2 อย่างเพื่อไทยเป็นแกนนำจัด ตั้งรัฐบาล ที่เพื่อไทยกำลังเดินหน้าคุยกับพรรคการเมืองอื่นทั้งภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ โดยทั้ง 4 พรรคยื่นคำตอบมีก้าวไกล ไม่มีเรา เรียกว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเรียบร้อยหรือไม่นั้นต้องดูการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งที่ 3 ในวันที่ 27 ก.ค. ซึ่งก็ต้องมาจับตาดูว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะออกมาในสูตรไหน จะยังมีก้าวไกลหรือไม่ ต้องรอท่าทีเพื่อไทยเข้าหารือก้าวไกลในวันที่ 25 ก.ค. ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางเข้าปฏิบัติงานในทำเนียบรัฐบาลอย่าง อารมณ์ดี อวยพรอยากให้การจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ขอทุกคนดูแลบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบ ทุกอย่างกำลังฟื้นตัว ชี้การเมืองปล่อยให้เป็นเรื่องของสภา

‘สว.วันชัย’ แนะ เลื่อนวัน ‘โหวตนายกรอบ3′ หาก ‘เพื่อไทย’ ไม่พร้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554370

24 ก.ค. 2566

‘สว.วันชัย’ แนะ เลื่อนวัน ‘โหวตนายกรอบ3' หาก 'เพื่อไทย' ไม่พร้อม

‘สว.วันชัย‘ แนะ เลื่อนวัน ‘โหวตนายกรอบ3’ หากพรรคแกนนำ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ไม่พร้อม สว. ส่วนใหญ่ไม่ขัดข้อง ย้ำจุดยืนไม่เปลี่ยนหนุนพรรครวมเสียงข้างมากเป็นนายกฯ ชี้เป็นฝ่ายค้านมีประโยชน์มากทำให้บ้านเมืองโปร่งใส

การเมืองไทยฝุ่นตลบ เมื่อขั้วอำนาจเก่า ชิงธงนำประกาศจุดยืน #มีก้าวไกลไม่มีเรา ทำให้พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตกที่นั่งลำบาก ครั้นจะสลัดพรรคก้าวไกลพ้น 8 พรรคร่วม MOU เสี่ยงเจอกลุ่มทะลุวังถล่มอีกรอบ ครั้นจะหวังเสียงจากวุฒิสมาชิก หรือ สว.ก็ไม่มั่นใจ ในการ ‘โหวตนายกรอบ3’ ในวันที่ 27 ก.ค. 2566 นี้ จะได้เสียงเกิน 376 หรือไม่ นั้น

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือ เลขานุการวิปวุฒิสภา เปิดเผยว่าสว.ยังไม่ได้รับการประสานงานอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย ที่มอบหมาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นคณะพูดคุยกับสว. แต่เชื่อว่าจะมีการประสานงานแบบส่วนตัว หรือเป็นกลุ่ม เพื่อขอการสนับสนุน เพราะพรรคเพื่อไทยก็รู้จักกับ สว. ผ่านการทำงานการเมืองอยู่บ้าง และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทย จะรับทราบผลการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค. และ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดยืนของ สว. แล้ว และจะนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจต่อไป

จุดยืนหนุนเสียงข้างมากเป็นนายกฯ

ส่วนจุดยืนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในการประชุมรัฐสภา วันที่ 27 ก.ค.นี้ จะยังคงลงมติให้ความเห็นชอบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายวันชัย ย้ำว่า พรรคใดที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้ ตนก็พร้อมจะลงมติสนับสนุนให้ เพราะจุดยืนของตนเองไม่เคยเปลี่ยนแปลง

หนุนเลื่อนโหวตนายกรอบ3

นายวันชัย กล่าวถึงกรณีที่มีความเห็น ให้เลื่อนการประชุมรัฐสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 3 ในวันที่ 27 ก.ค.นี้ ออกไปก่อน ว่า หากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีความพร้อม และประเมินได้ว่าสามารถรวบรวมเสียงรัฐสภาได้เกิน 375 เสียง ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลื่อนการประชุมออกไป เป็นเพียงพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลยังไม่มั่นใจ ก็สามารถขอเลื่อนออกไปก่อนได้ เพราะหากมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแล้ว รัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบจะเสียภาพลักษณ์ และประชาชนก็จะไม่มีความเชื่อมั่น

พร้อมยอมรับด้วยว่า กรรมาธิการบางคณะของวุฒิสภา ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการการเมืองของวุฒิสภา ที่เห็นว่าหากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีความพร้อม ก็สามารถประชุมรัฐสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้ทันที แต่หากไม่พร้อมและต้องการจะเลื่อน สว.ก็ไม่ขัดข้อง

เชียร์จัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ 

ส่วนกรณีที่มีผู้แสดงความคิดเห็น ให้วุฒิสภาชุดนี้หมดวาระแล้วจึงค่อยเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น นายวันชัย เห็นว่า เป็นเพียงการเสียดสี หรือประชดประชันที่เกิดขึ้น แต่บ้านเมืองไม่สามารถรอได้ และเชื่อว่า ความสามารถของพรรคเพื่อไทย น่าจะสามารถประสานเสียงทุกภาคส่วนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ และสว. ก็มีความหวังที่จะเห็นรัฐบาลจัดตั้งสำเร็จ และไม่ต้องการเป็นตัวถ่วงทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า

ชี้หน้าที่ฝ่ายค้านทำให้บ้านเมืองโปร่งใส

นายวันชัย กล่าวถึงกรณีที่หากพรรคก้าวไกลต้องไปเป็นฝ่ายค้าน จะทำให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองขึ้นอีกหรือไม่ว่า ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่รัฐบาลจะต้องจัดการบริหารบ้านเมืองให้ปกติให้ได้

“ฝ่ายที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จะต้องไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งก็สามารถทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ มีส่วนช่วยในการบริหารบ้านเมือง ให้เรียบร้อย โปร่งใส” นายวันชัย ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้ ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อชี้ขาดเสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกรอบได้หรือไม่ พร้อมขอให้ออกมาตรการชะลอ ‘โหวตนายกรอบ3’ ออกไปก่อน

‘ชลน่าน’ เผยยังไม่ได้ข้อสรุปหลังหารือ สว. โยน ‘วันนอร์’ เคาะวันโหวตนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554367

24 ก.ค. 2566

'ชลน่าน' เผยยังไม่ได้ข้อสรุปหลังหารือ สว. โยน 'วันนอร์' เคาะวันโหวตนายกฯ

‘ชลน่าน’ แย้มยังไม่ได้ข้อสรุปหลังเจรจา สว. ยังคงเดินหน้าหารือต่อไป พร้อมโยน ‘ประธานสภาฯ’ พิจารณาเลื่อนวันโหวตนายกฯ

วันที่ 24 ก.ค. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับแกนนำพรรคว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปการหารือร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา ให้สนับสนุนเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 ก.ค.นี้ เนื่องจากเป็นการหารือรายบุคคล หลังจากนี้คงเดินหน้าพูดคุยต่อไป 

เมื่อถามว่า จะติดปัญหาเรื่องกรอบเวลาหรือไม่เพราะพรุ่งนี้ (25 ก.ค.) จะต้องประชุมร่วมกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว นพ.ชลน่าน เผยว่า ไม่เป็นปัญหา จะนำผลที่คุยเบื้องต้นแจ้งต่อที่ประชุมเท่านั้น 

ส่วนกรณีการเสนอเลื่อนประชุมรัฐสภาฯ เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 ก.ค.นี้ ออกไปก่อน นพ.ชลน่านกล่าวว่าเบื้องต้นได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภาว่าขอเลื่อนการประชุม 3 ฝ่ายออก ไปเป็นวันที่ 26 ก.ค. ส่วนจะเสนอเลื่อนประชุมออกไปหรือไม่ ตามขั้นตอนประธานรัฐสภาต้องแจ้งกับสมาชิกล่วงหน้า 3 วัน เว้นแต่เป็นกรณีเร่งด่วนสามารถ แจ้งเลื่อนล่วงหน้าได้ภายใน 1 วัน แต่ก็ยังตอบไม่ได้ว่า ยังจะเสนอเลื่อนการประชุมได้อีกหรือไม่ทุกอย่างเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา หากพิจารณาแล้วสถานการณ์ไม่เหมาะ ไม่ควร ก็อาจจะมีข้อพิจารณา 

มติที่ประชุม สส.ก้าวไกล ประกาศไม่เอาพรรค 2 ลุง ต้นเหตุ ‘รัฐประหาร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554359

24 ก.ค. 2566

มติที่ประชุม สส.ก้าวไกล ประกาศไม่เอาพรรค 2 ลุง ต้นเหตุ 'รัฐประหาร'

สส.พรรคก้าวไกล มีมติไม่ร่วมรัฐบาล รทสช.-พปชร. ลั่น ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ หัวหอกหลักยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร เผย ‘เลือกตั้ง66’ ปชช. ชี้ชัดต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล

ในที่ประชุม สส.พรรคก้าวไกล มีข้อสรุปว่า จับไม่ร่วมรัฐบาล ที่มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” (รทสช.) ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

1.เป็นที่แน่ชัดว่าพรรคพลังประชารัฐมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และพรรครวมไทยสร้างชาติมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสองเป็นหัวหอกหลักในการยึดอำนาจทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซ้ำยังมีกระบวนการสืบทอดอำนาจตนเองผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยกลไกและองค์กรสถาบันทางการเมืองต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

2.พรรคก้าวไกลมีจุดยืนชัดเจนต่อประเด็นการสืบทอดอำนาจ และประกาศตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2565 ว่า จะไม่จับมือกับพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจ และได้ประกาศย้ำต่อประชาชนในทุกรายการ ทุกเวทีหาเสียงเลือกตั้ง

3.ผลการเลือกตั้งเมื่อ 14 พฤษภาคม เป็นการประกาศเจตจำนงของประชาชนที่ชัดเจนว่า ต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยจนชนะเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 เมื่อรวมกันได้ 8 พรรคการเมืองที่มีแนวทางยุติการสืบทอดอำนาจ ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรถึง 312 จาก 500 ที่นั่ง และมีคะแนนดิบสูงถึง 27 ล้านเสียง ไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่านี้ว่าประชาชนต้องการพลิกขั้วเปลี่ยนข้างรัฐบาล ดังนั้น เป้าหมายสูงสุดของเราในฐานะพรรคอันดับ 1 คือการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้สำเร็จเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลเดิม

4.แม้กลไก สว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.จะสกัดขัดขวาง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เรายืนยันว่าสิ่งสำคัญในวันนี้ ไม่ใช่พิธาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือก้าวไกลเป็นรัฐบาล แต่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่ประกอบด้วย 8 พรรคตามมติประชาชน พรรคก้าวไกลจึงเปิดทางให้พรรคอันดับสองคือพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เดินหน้าหาเสียงสนับสนุนตามที่ปรากฎเป็นข่าว

5.แม้การจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยเร็วที่สุด จะมีความสำคัญต่อการเดินหน้าแก้ไขปัญหาของประชาชน แต่เราเห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง จะนำไปสู่วิกฤติศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตย จนอาจยากต่อการเรียกกลับคืน

6.พรรคก้าวไกล จึงขอยืนยันสัจจะที่ให้ต่อประชาชน เราไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคร่วมไทยสร้างชาติ และจะพยายามอย่างถึงที่สุดในการผนึก 8 พรรคการเมืองที่สะท้อนเสียงของประชาชนกว่า 27 ล้านเสียง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน พาประเทศไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย อันมีอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

สส.พรรคก้าวไกลประชุมสส.พรรคก้าวไกลประชุม

ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติปมยื่นชื่อ พิธา ซ้ำไม่เป็นไปตามกม. ยื่นศาล รธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554364

24 ก.ค. 2566

ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติปมยื่นชื่อ พิธา ซ้ำไม่เป็นไปตามกม. ยื่นศาล รธน.

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงผลวินิจฉัย ปม กรณีเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ ซ้ำไม่ได้ ชี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่งศาลรธนใ วินิจฉัย

จากกรณีมีการร้องเรียนโดยสมาชิกรัฐสภาและประชาชนจำนวน 11 คำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 มาตรา 213 ในกรณีการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมาในเรื่องของการลงมติวินิจฉัยว่าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายก

ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติปมยื่นชื่อ พิธา ซ้ำไม่เป็นไปตามกม. ยื่นศาล รธน.

รัฐมนตรีถือเป็นญัตติซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาพ.ศ 2563 ข้อ 4 1

โดยกำหนดว่าญัตติใดที่ตกไปแล้วห้ามนำยุติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกันเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนจึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น

ล่าสุด พ.ต.ท. กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แถลงข่าวถึงผลการประชุมว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประชุมปรึกษาหารือและเห็นชอบร่วมกัน โดยพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน โดยเห็นว่า รัฐสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตย รัฐสภาจึงถือเป็นหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ หากการกระทำของรัฐสภาละเมิดสิทธิเสรีภาพ ย่อมถูกตรวจสอบได้โดยศาลรัฐธรรมนูญและการกระทำของ “รัฐสภา”

ในการลงมติวินิจฉัยว่าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีถือเป็น “ญัตติ” ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 นั้น เป็นการนำข้อบังคับการประชุมไปทำให้กระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดเรื่องการพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไว้เป็นการเฉพาะแล้วตาม มาตรา 159 ประกอบ มาตรา 272 การกระทำของรัฐสภาดังกล่าวจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
การกระทำของรัฐสภาในการลงมติวินิจฉัยดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียนโดยตรง 

โดยผู้ร้องเรียนเป็นสมาชิกรัฐสภาและประชาชนผู้ทรงสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ตามหมวด 3 ว่าสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หากการกระทำของรัฐสภาดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นอันใช้ไม่ได้ และมีผลเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียน นอกจากนี้ ปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการกระทำของรัฐสภาดังกล่าวยังคงมีอยู่และมิได้รับการวินิจฉัยให้เป็นที่ยุติย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนทั่วไป ซึ่งอยู่ภายใต้การใช้อำนาจของรัฐโดยรัฐสภา ผู้ร้องเรียนรวมถึงประชาชนทั่วไปจึงได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

คำร้องเรียนส่วนหนึ่ง ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุติการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีข้อวินิจฉัยในเรื่องนี้ออกมา ซึ่งเป็นคำขอเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราวก่อน
การวินิจฉัย ซึ่ง ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อป้องกันความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลัง และเป็นคำขอที่อยู่ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้ จึงได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีข้อวินิจฉัยในเรื่องนี้ออกมา 

ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2560 ประกอบ มาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา
ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ทั้งนี้การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะกระทำภายใน 1-2 วันหลังจากนี้

‘ชลน่าน’ แบะท่าเลื่อน ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ ขอ ‘ประธานรัฐสภา’ ฟันธง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554362

24 ก.ค. 2566

'ชลน่าน'    แบะท่าเลื่อน  'โหวตนายกรัฐมนตรี' ขอ 'ประธานรัฐสภา' ฟันธง

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชลน่าน ศรีแก้ว มองประเด็นการเลื่อนประชุมรัฐสภา โดยมีเรื่องสำคัญคือ “โหวตนายกรัฐมนตรี” เป็นอำนาจในการชี้ขาดที่ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภา ด้านท่าทีของ สว. สุรเดช จิรัติเจริญ ที่เคยโหวตให้กับ พิธา” ยืนยันพร้อมโหวตซ้ำ ให้กับพรรคเสียงข้างมาก

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ความเป็นไปได้ ต่อการส่วนการเสนอเลื่อนประชุมรัฐสภาในวันพฤหัสที่ 27 ก.ค. นี้ ออกไปก่อน  โดยมีวาระสำคัญคือการ  “โหวตนายกรัฐมนตรี”   ข้อมูลที่ได้รับในขณะนี้   ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภาว่าขอเลื่อนการประชุม 3 ฝ่าย จากวันที่ 25 
เลื่อนไปเป็นวันที่ 26 ก.ค.    ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนการประชุมรัฐสภา คือเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่ 27  ก.ค. ตามขั้นตอนประธานรัฐสภาต้องแจ้งกับสมาชิกล่วงหน้า 3 วัน เว้นแต่เป็นกรณีเร่งด่วนสามารถ แจ้งเลื่อนล่วงหน้าได้ภายใน 1 วัน ทุกอย่างเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา หากพิจารณาแล้วสถานการณ์มีเหตุที่สมควร ก็อาจจะมีข้อตัดสินใจดังกล่าว 


นายสุรเดช จิรัติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา  ( สว. )ที่เคยโหวตเลือก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ติดต่อมาพูดคุย ส่วนกระแสข่าวว่าจะเลื่อนวันประชุมรัฐสภาออกไปยังไม่ทราบ   จุดยืนการ  “โหวตนายกรัฐมนตรี” ยังคงเหมือนเดิม   คือให้เสียงกับพรรคที่รวบรวมเสียงข้างมาก

115 คณาจารย์นิติศาสตร์ ค้านที่ ‘ประชุมรัฐสภา’ ‘โหวตนายกฯ’ ไม่ใช่ ‘ญัตติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554355

24 ก.ค. 2566

115 คณาจารย์นิติศาสตร์ ค้านที่ 'ประชุมรัฐสภา'  'โหวตนายกฯ' ไม่ใช่ 'ญัตติ'

‘โหวตนายกฯ’ ไม่ใช่ ‘ญัตติ’ คณาจารย์ นิติศาสตร์ กว่า 100 ชีวิต เห็นค้านที่ ‘ประชุมรัฐสภา’ ที่เห็นว่าข้อบังคับการประชุมใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

แถลงการณ์จาก 115 คณาจารย์นิติศาสตร์ 19 สถาบัน ไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐสภา ที่ให้ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ จากการลงมติของรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมาในการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ให้ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 159 เป็น ญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ซึ่งกำหนดว่า ญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สองจึงทำไม่ได้ นั้น

คณาจารย์นิติศาสตร์ตามรายชื่อข้างท้าย เห็นว่ามตินี้มีความไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายหลายประการ ดังจะได้กล่าวดังต่อไปนี้

1. ญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 นั้น หมายถึง ญัตติ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งข้อ 29 กำหนดว่า ญัตติทั้งหลายต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา และต้องมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าสิบคน ดังนั้น  ญัตติที่ตกไปแล้วที่เสนอซ้ำไม่ได้จึงหมายถึง ญัตติ ตามข้อ 29 ที่ต้องการ สส.รับรองเพียง 10 คน เท่านั้นเหตุผลที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ให้เสนอ ญัตติ ซ้ำไม่ได้ เพราะ ญัตติ ใช้เสียง สส.สนับสนุนเพียง 10 คนเท่านั้น ถ้าเสนอซ้ำๆ ได้ แม้จะตกไปแล้ว จะทำให้มีญัตติซ้ำๆ มากเกินไป ซึ่งชอบด้วยเหตุผลที่ควรจะเสนอได้เพียงครั้งเดียวในสมัยประชุมหนึ่งๆ

ส่วนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 159 วรรคสอง บัญญัติว่า ต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คือ 50 คน ไม่ใช่ต้องการ สส.รับรองแค่ 10 คนดังเช่นการเสนอ ญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 29 ดังนั้น การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่ ญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41

2. ที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และมาตรา 272 ไม่ได้บัญญัติไว้แต่ประการใดว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนเดิมจะกระทำไม่ได้ ส่วนควรจะเสนอคนเดิมหรือไม่หรือจะเสนอกี่ครั้งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การที่รัฐสภาลงมติให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนเดิมได้เพียงครั้งเดียว เป็นการเอาข้อบังคับการประชุมรัฐสภามาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่อาจที่จะกระทำได้

3. ตามลำดับชั้นของกฎหมายนั้น รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายในลำดับต่ำกว่าไม่ว่าจะเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติซึ่งออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ กฎหมายลำดับรองที่ออกโดยฝ่ายบริหาร รวมถึงข้อบังคับการประชุมรัฐสภาซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ในการประชุมของรัฐสภาและใช้กับรัฐสภาเท่านั้น ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หาไม่แล้วย่อมใช้บังคับมิได้ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 5 ว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้” ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาจึงจะอยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้

4. ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาเรื่องรัฐสภาการตีความข้อบังคับของตนเองโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้รัฐสภาจะสามารถตีความข้อบังคับของตนเองได้ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 151 แต่ต้องเป็นการตีความข้อบังคับโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะข้อบังคับการประชุมรัฐสภาอยู่ในลำดับชั้นกฎหมายที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ และแท้ที่จริงแล้วมติของรัฐสภาที่ตีความว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 และมาตรา 272 อยู่ในบังคับของข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 นั้นเป็นการ “ตีความรัฐธรรมนูญ” ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 159 และมาตรา 272 อยู่ใต้ข้อบังคับของรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาหาได้มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นไม่

5. ผลของการลงมตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล แต่คือบรรทัดฐานที่ผิดพลาดของรัฐสภาในการพิจารณาญัตติที่เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ที่จากนี้ไปจะเสนอได้ครั้งเดียวทั้งหมด โดยไม่สนใจเรื่องลำดับชั้นของกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือบรรทัดฐานที่เสียงข้างมากของรัฐสภาสามารถตีความข้อบังคับการประชุมของตนเองให้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดได้

คณาจารย์นิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามรายชื่อข้างท้าย เห็นว่ามติของรัฐสภาในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ที่ให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ เป็นการเอาการเมืองมาอยู่เหนือหลักกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด จึงขอเรียกร้องให้รัฐสภายกเลิกมตินี้ หาไม่แล้วการเรียนการสอนนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเรื่องลำดับชั้นของกฎหมาย และหลักการปกครองโดยกฎหมายที่มีหลักรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ยากที่จะดำเนินโดยปกติในประเทศไทยต่อไปได้

24 กรกฎาคม 2566

ลงนาม

1. กนกนัย ถาวรพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2. กรกนก บัววิเชียร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. กรรภิรมย์ โกมลารชุน คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

4. กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

5. กฤษฎา ใจแก้วทิ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

6. กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

7. กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

8. กษมา เดชรักษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

9. กษิดิศ อนันทนาธร มหาวิทยาลัยรามคำแหง

10. กัญจน์ศักดิ์ เพชรานนท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

11. กัญญารัตน์ โคตรภูเขียว คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

12. กีระเกียรติ พระทัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

13. ขรรค์เพชร ชายทวีป มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

14. เขมชาติ ตนบุญ

15. จารุประภา รักพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

16. เฉลิมวุฒิ ศรีพรหม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

17. ชาคริต สิทธิเวช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

18. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

19. ฐิตินันท์ เต็งอำนวย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

20. ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

21. ณัฏฐพร รอดเจริญ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

22. ณัฐ สุขเวชชวรกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

23. ณัฐดนัย นาจันทร์ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

24. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

25. ดามร คำไตรย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย

26. ดิศรณ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

27. ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

28. ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

29. ตามพงศ์ ชอบอิสระ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

30. ติณเมธ วงศ์ใหญ่ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

31. ทวีศักดิ์ เอื้ออมรวนิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

32. ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

33. ธนภัทร ชาตินักรบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

34. ธนรัตน์ มังคุด คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

35. ธนัญชัย ทิพยมณฑล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

36. ธีทัต ชวิศจินดา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

37. ธีรยุทธ ปักษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

38. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

39. นพดล ทัดระเบียบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี

40. นพร โพธิ์พัฒนชัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

41. นวกาล สิรารุจานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

42. นวพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

43. นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

44. นัษฐิกา ศรีพงษ์กุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

45. นาฏนภัส เหล็กเพ็ชร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

46. นิฐิณี ทองแท้ นักวิชาการอิสระ

47. นิรมัย พิศแข มั่นจิตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

48. นิสิต อินทมาโน อาจารย์สอนกฎหมายและนักวิชาการอิสระ

49. เนรมิตร จิตรรักษา คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์

50. บงกช ดารารัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

51. บุญญภัทร์ ชูเกียรติ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

52. ปราโมทย์ เสริมศีลธรรม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

53. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

54. ปรีญาภรณ์ อุบลสวัสดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

55. ปารณ บุญช่วย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

56. ปารีณา ศรีวนิชย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

57. ปิยอร เปลี่ยนผดุง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

58. ปิยากร เลี่ยนกัตวา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

59. ปีดิเทพ อยู่ยืนยง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

60. พงษ์พันธ์ บุปเก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

61. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

62. พลอยแก้ว โปราณานนท์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

63. พลอยขวัญ เหล่าอมต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

64. พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

65. พัชร์ นิยมศิลป์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

66. พัชราภรณ์ ตฤณวุฒิพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

67. พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

68. พินัย ณ นคร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

69. พีรพล เจตโรจนานนท์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

70. เพชรณพัฒน์ ศรีวุทธิยประภา​สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

71. ภีชญา จงอุดมการณ์ สาขานิติศาสตร์ คณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

72. มาตาลักษณ์ เสรเมธากุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

73. มาติกา วินิจสร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

74. มาโนช สุขสังข์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

75. มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

76. ยศสุดา หร่ายเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

77. ยอดพล เทพสิทธา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

78. รุ่งโรจน์ สุวรรณสิชณน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

79. ฤทธิภัฏ กัลป์ยาณภัทรศิษฏ์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

80. ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

81. วริษา องสุพันธ์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

82. วาทิศ โสตถิพันธุ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

83. วิทูรย์ ตลุดกำ

84. ศรัณย์ จงรักษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร

85. ศรัณย์ พิมพ์งาม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

86. ศรีประภา เพชรมีศรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

87. ศุภกร ชมศิริ​มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์

88. โศภิต ชีวะพานิชย์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

89. สกุนา ทิพย์รัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

90. สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

91. สถาพร สระมาลีย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

92. สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

93. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

94. สมศักดิ์ แนบกลาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

95. สหรัฐ โนทะยะ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

96. สิทธิกร ศักดิ์แสง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

97. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

98. สุทธิพงษ์ บุญพอ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

99. สุปรียา แก้วละเอียด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

100. สุรพี โพธิสาราช

101. สุรศักดิ์ บุญญานุกูลกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

102. สุรศักดิ์ บุญเรือง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

103. สุรินรัตน์ แก้วทอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

104. สุวิทย์ ปัญญาวงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

105. เสสินา นิ่มสุวรรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

106. อจิรวดี เหลาอ่อน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

107. อภินพ อติพิบูลย์สิน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

108. อรพรรณ พนัสพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

109. อริศรา เหล็กคำ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

110. อัคคกร ไชยพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

111. อารยา สุขสม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

112. อำนาจ ตั้งคีรีพิมาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

113. อุดม งามเมืองสกุล มหาวิทยาลัยพะเยา

114. เอื้อการย์ โสภาคดิษฐพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

115. เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘ก้าวไกล’ รอคุย ‘เพื่อไทย’ ขออย่าเพิ่งรีบสรุปปล่อยมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554347

24 ก.ค. 2566

'ก้าวไกล' รอคุย 'เพื่อไทย' ขออย่าเพิ่งรีบสรุปปล่อยมือ

‘ชัยธวัช’ เผย รอประชุม 8 พรรคร่วมพรุ่งนี้ ฟังผลเจรจาจาก ‘เพื่อไทย’ ยืนยันจับมือกันแน่น อย่ารีบสรุปปล่อยมือ – ฉีก MOU

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเชิญ 5 พรรคฝ่ายตรงข้าม หารือทางออกเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ต้องรอฟังจากในที่ประชุมพรุ่งนี้ (25 ก.ค.) โดยจะมี ตนเอง นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค และน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค เข้าร่วม

ส่วนหลายพรรคประกาศไม่ร่วมงานกับพรรคก้าวไกล เพราะการแก้ไขม.112 นายชัยธวัช คิดว่า เคยยืนยันมาหลายครั้งแล้ว นำเรื่องยกเลิก ม.112 มาเป็นแค่ข้ออ้าง เพราะมีอุดมการณ์และแนวทางการทำงานการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งรัฐบาล หาก สว. ที่พรรคเพื่อไทยไปคุย มีข้อเสนอแนะเรื่องนี้ เราก็จะรอฟังว่า รูปธรรมและรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ส่วนจะมีการถอยในม.112 หรือไม่อยู่ที่ข้อเสนอ

เมื่อถามว่า กลัวหรือไม่ว่าสุดท้ายจะถูกปล่อยมือ  นายชัยธวัชกล่าวว่า อย่างเพิ่งรีบสรุป พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้พูดแบบนั้น รวมถึงอย่าเพิ่งคิดไกลขนาดฉีก MOU

จากกระแสพรรคเพื่อไทยคุยพรรคขั้วรัฐบาลเดิม จะเป็นการยืมมือเพื่อเขี่ยพรรคก้าวไกลออกไปหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า คงห้ามประชาชนไม่ให้มองแบบนั้นไม่ได้ แต่สำหรับพรรคก้าวไกลต้องรอฟังจากพรรค เพื่อไทยที่จะเสนอในวันพรุ่งนี้

เมื่อถามว่าหากที่ประชุมมีมติขับพรรคก้าวไกลออกไปเป็นฝ่ายค้าน นายชัยธวัช กล่าวว่า คงไม่มีมติเช่นนั้น จริงๆ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นสองพรรคที่รวมเสียงกันได้เกินกึ่งหนึ่งของสภา ส่วนการหาเสียงสนับสนุนเพิ่ม คิดว่า ได้จากเสียง สว. ด้วยเช่นกัน เพราะ คิดว่าทาง สว. ก็ไม่อยากทำให้เกิดสถานการณ์ยืดเยื้อ และมองว่าหากใช้เวลา 10 เดือน จัดตั้งรัฐบาล มองว่า อาจจะนานไป ตอนนี้ยังเชื่อว่า ถ้า 8 พรรคร่วมฯ จับมือกันแน่น การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นไปได้อยาก 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง หลังเมื่อวานนี้ (23 ก.ค.) มีมวลชนบุกไปยังพรรคเพื่อไทย นายชัยธวัชกล่าวว่า สิ่งที่ต้องกังวล คือตอนนี้ประชาชนที่เลือกตั้งแล้วก็ไม่อยากให้พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ทั้งอันดับ 1 และอันดับ 2 ทำให้ประชาชนผิดหวัง ส่วนกรณีที่นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม (ปธ.) เตรียมเสนอให้พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ร่วมลงนาม MOU เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ปล่อยมือกันแม้สมการการเมืองจะเปลี่ยนไปนั้น ยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้

‘อดีต ส.ส.ร.’เปิดหน้าชน ซัด‘ทักษิณ’ไม่เข็ดส่งคน ตั้งรัฐบาล-เตือน สว.กลับใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554349

24 ก.ค. 2566

‘อดีต ส.ส.ร.’เปิดหน้าชน ซัด‘ทักษิณ’ไม่เข็ดส่งคน ตั้งรัฐบาล-เตือน สว.กลับใจ

‘อดีต ส.ส.ร.’โดดป้อง‘ก้าวไกล’อย่าถอย มาตรา 112 ต้องทำการเมืองให้เป็นที่พึ่งของประชาชน แฉมีกระบวนการปล้นอำนาจรัฐ ซัด‘ทักษิณ’ ไม่เข็ดส่งคนตั้งรัฐบาล ขู่ ‘เพื่อไทย’ ห้ามย้ายขั่ว สลับข้าง-จ่อจัดการพวกโหนสถาบัน ตัวการบ่อนทำลายชาติตัวจริง

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ‘อดีตส.ส.ร.’ ปี 2550 ให้สัมภาษณ์ ถึงพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในปัจจุบัน ว่า ฝากถึงพรรคเพื่อโทนี่ (นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี)

ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าไม่สำเหนียกอีกหรือ ตั้งแต่ปี 2549 ที่ไม่ว่าจะเอาใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ไม่มีใครรอด มีแต่เรื่องที่จะติดคุก มาถึงวันนี้ลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) จัดหนักให้แล้ว ยังจะเอาลูกสาวมา จึงอยากเตือนโทนี่หากพลิกขั่ว ย้ายข้าง 

อย่าลืม อุ๊งอิ๊ง ( น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย )ไปพูดอะไรกับประชาชนไว้ ว่าจะไม่ร่วมกับคนนั้นคนนี้ นี่คือการโฆษณาเพื่อการหลอกลวงประชาชน ผิดกฎหมายกกต. ถ้าไม่เชื่อที่เตือน จะจัดหนัก และติดคุก ถ้าไม่อยากติดคุกก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ 

“ฝากถึงคุณโทนี่ว่ายังไม่เข็ดอีกหรือ เคยจัดหนักยุบพรรคไทยรักไทยมาแล้ว ถ้าจะเอาอีก ก็ย้ายขั่ว สลับข้างเลย จะได้รู้ว่านรกมีจริงเป็นยังไง”

ทั้งนี้ ฝากบอกพรรคก้าวไกลและด้อมส้ม อย่าถอยเรื่องอุดมการณ์ แก้ไข มาตรา112 เพื่อเห็นแก่ลาภ ยศ สรรเสริญ ตนจะมาจัดหนักยุบพรรคก้าวไกลอีก เพราะไม่ทำตามที่พูดไว้กับประชาชน ฉะนั้นต้องทำงานการเมือง เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน

นายเศวต กล่าวว่าขณะนี้มีกระบวนการอั้งยี่ซ่องโจรเกิดขึ้นแล้ว หรือพวกมือมองไม่เห็น จะปกปิดการกระทำเพื่อเอาอำนาจ อธิปไตยอำนาจรัฐเพื่อปกครองประเทศ โดยวิธีการแจกกล้วยบ้าง ไลน์หลุดบ้าง จึงฝากด้อมส้มให้ช่วยขุดมา แล้วตนจะรวบรวมพยานหลักฐานและจัดการพวก อั้งยี่ซ่องโจร พวกกบฏแห่งชาติ ทำแบบนี้น่าเบื่อหน่าย อายชาวโลก อายชาวไทยประชาชนเดือดร้อน จากการกระทำพวกบ้าอำนาจ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กอดอำลาเพื่อนสส.พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กอดอำลาเพื่อนสส.

นอกจากนี้ ตนจะจัดการพวกที่โหน ตนจะปกป้องสถาบันฯสุดชีวิต และจะจัดการกับพวกบ้าอำนาจอั้งยี่ซ่องโจร กระทำการ บ่อนทำลายชาติ

จ่อจัดการพวกโหนสถาบัน-บ่อนทำลายชาติตัวจริง

“จะเป็นอะไรหนักหนากับการ แก้ มาตรา 112 แค่เสนอกฎหมายเป็นเรื่องปกติมาก ดีสะอีก ผมอยากฟังว่าจะพูดอะไร สุดท้ายก็เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ สส.และสว.ก็ยกมืออภิปรายไป ไม่ได้ จับจ้วงล่วงละเมิดอะไร สมัยนี้เป็นสมัย 5G แล้ว โลกไปถึงไหน

ผมยังกาให้ก้าวไกลเลย ผมเห็นว่าถ้าจาบจ้วงจริงผมก็ไม่เอา ไม่ใช่ว่า คนที่ไปกาก้าวไกลแล้วจะไม่เอาสถาบันฯ คนละเรื่องกัน พวกนี้มันชอบโหน และพวกนี้แหละที่บ่อนทำลายชาติตัวจริง และ ฝากถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ พวกอั้งยี่ซ่องโจร ผมจะกระชากหน้ากากและจัดการ” อดีต ส.ส.ร. ระบุ

พร้อมกันนี้ ‘อดีต ส.ส.ร.’ ยังฝากถึง วุฒิสมาชิก หรือ สว.ว่ารัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดจริง แต่เราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เมื่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เขียนรัฐธรรมนูญไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นลัทธิรัฐธรรมนูญและเป็นประชาธิปไตยเผด็จการ ระบบเผด็จการชัดๆ ในเมื่อพี่ป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เป็นคนเสนอ ลุงตู่ เป็นคนตั้งสว. เขียนว่า สว.ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน ทั้งๆ ที่ตั้งมากับมือแล้ว จะมาอ้างอำนาจอธิปไตยอะไร เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เมื่อเผด็จการตั้งก็ต้องรับใช้เผด็จการ

“ไม่ต้องไปยุ่งกับสว. ปล่อยพล.อ.ประยุทธ์ให้รักษาการไป เวลาจะซื้อกระดาษทิชชูสักมวนก็ไปขออนุญาต กกต. อยู่ไปเรื่อยๆ พวกนี้เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองไหม แล้วประชาชนจะอยู่ยังไง รู้ไหมสว.ทำอะไรกับประเทศนี้ สว.ก็ถูกทัวร์ลงทุกวัน ก็อยู่แบบนี้ไป”

เตือน สว.รีบกลับใจ

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยต้องไปขอเสียง สว.มาสนับสนุนให้ได้ 375 นั้น นายเศวตกล่าวว่า เปลี่ยนแปลงความคิดเปลี่ยนแปลงโลก สว.ไม่มีสิทธิ์ด้วยซ้ำ โลกนี้ไม่มีหรอกให้ สว.ไปยกมือตั้งรัฐบาล แต่เมื่อเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญปีศาจแล้ว เพราะฉะนั้นต้องกลับอกกลับใจ เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ก็มายกมือให้กับ ฝ่ายที่มีเสียงข้างมาก

‘อดีต ส.ส.ร.’เปิดหน้าชน ซัด‘ทักษิณ’ไม่เข็ดส่งคน ตั้งรัฐบาล-เตือน สว.กลับใจ
‘อดีต ส.ส.ร.’เปิดหน้าชน ซัด‘ทักษิณ’ไม่เข็ดส่งคน ตั้งรัฐบาล-เตือน สว.กลับใจ