‘อี้ แทนคุณ​’ ร้องประธานสภา ฯ สอบจริยธรรม​ ‘พิธา’ ใช้เด็กสร้างความเกลียดชัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554437

25 ก.ค. 2566

'อี้ แทนคุณ​'  ร้องประธานสภา ฯ สอบจริยธรรม​ 'พิธา' ใช้เด็กสร้างความเกลียดชัง

‘อี้ แทนคุณ​’ ยื่นหนังสือ​ร้องประธานสภาผู้แทนราษฎร สอบจริยธรรม​ ‘พิธา’ – พรรคก้าวชักใยใช้เด็ก​ 10 ขวบ ขึ้นเวทีปราศรัย​โยงการเมือง – สร้างความเกลียดชัง และกรณีสส.ก้าวไกลทำร้าย​ผู้หญิง​

นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต สส.กทม.และรักษาการประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคระหว่างประเทศ เข้ายื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ คณะทำงานประธานสภา ขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ปล่อยและสนับสนับให้เด็กอายุ 10 ปี ขึ้นเวทีการเมืองใช้คำพูดสร้างความเกลียดชัง และกรณีของนายสิริน สงวนสิน สส.กทม. พรรคก้าวไกล ทำร้ายอดีตแฟนสาว

นายแทนคุณ กล่าวภายหลังเข้ายื่นเอกสารว่า จากกรณีที่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พรรคก้าวไกล ได้ขอบคุณประชาชน และฟังเสียงทุกคนก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี ณ ลานหน้าห้างเซนทรัลเวิร์ล ได้มีการนำเด็กอายุ 10 ปี จำนวน 2 คนขึ้นเวที และนายพิธาได้กล่าวคำพูดในลักษณะยุยงให้เกิดความเกลียดชัง เช่น อยากให้พิธาเป็นนายกฯ หากว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 30 อยากให้ว่าชื่อพิธา อยากให้จัดการกับระบบปรสิต ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่ทางพรรคก้าวไกล และขบวนการปลุกปั่นทางสังคมได้สื่อสารมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการสนับสนุนให้เด็กนำเสนอแนวคิดทางการเมืองเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก และแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองต่อเด็ก เนื่องจากเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ

นอกจากนี้ นายแทนคุณ ยังเรียกร้องให้ตรวจสอบจริยธรรมอย่างร้ายแรงของนายสิริน สงวนสิน สส.กทม. พรรคก้าวไกล ที่มีข่าวทำร้ายร่างกายแฟนสาว จนหญิงสาวรายผู้ได้รับบาดเจ็บตามที่เป็นข่าวไปแล้ว ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดกับจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ภาพลักษณ์ของสมาชิกผู้แทนราษฎรเสื่อมเสีย จึงไม่อยากให้ ประธานสภาปล่อยปะละเลยผู้กระทำการละเมิดทั้ง 2 กรณีที่เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อเด็ก เยาวชน และคนทั่วไป จึงอยากให้ประธานสภาตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม หรือประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมือง พ.ศ.2564 หรือขัดกับกฎหมายระเบียบข้อบังคับอื่นใดหรือไม่ เพื่อจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ไทยสร้างไทย แถลง 5 จุดยืน ระบุ ไม่เห็นด้วยแก้ ม.112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554443

25 ก.ค. 2566

ไทยสร้างไทย แถลง 5 จุดยืน ระบุ ไม่เห็นด้วยแก้ ม.112

ไทยสร้างไทย ประชุมคณะผู้บริหาร ก่อนออกแถลงการณ์จุดยืนการเมือง 5 ข้อ ไม่เห็นด้วยแก้ไข ม.112 มั่นคงในการรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยยะสำคัญของพรรคไทยสร้างไทย โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะผู้บริหาร นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี นายฐากร ตัณฑสิทธิ์  นายอุดมเดช รัตนเสถียร น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ซึ่งหลังการประชุม มีการประกาศ 5 จุดยืนทางการเมือง ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้

ไทยสร้างไทย แถลง 5 จุดยืน ระบุ ไม่เห็นด้วยแก้ ม.112

1.พรรคไทยสร้างไทยยืนยันเคารพเสียง และเจตนารมณ์ของประชาชน ที่ต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยตามข้อตกลงร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรค ที่ได้รับฉันทามติจากประชาชน และสนับสนุนให้มีการเดินหน้าตั้งรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของประชาชนให้สำเร็จ เพื่อนำประเทศสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

ไทยสร้างไทย แถลง 5 จุดยืน ระบุ ไม่เห็นด้วยแก้ ม.112

2. พรรคไทยสร้างไทย ขอขอบคุณและชื่นชมความเสียสละของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ระหว่างทางจะมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง แต่ขอให้กำลังใจให้เดินหน้าต่อไปเพื่อประเทศชาติ และประชาชน

3.ขอให้แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และพรรคร่วมได้หาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรในการหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมจาก ส.ว. และส.ส. ขอให้นำมาพูดคุยกัน
ด้วยความจริงใจและความเสียสละเพื่อประชาชน และถอยกันคนละก้าวเพื่อที่จะนำไปสู่ทางออกของประเทศ

4. พรรคไทยสร้างไทยมีจุดยืนมั่นคงในการรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพรรคไทยสร้างไทยขอสนับสนุนการสร้างประชาธิปไตยถาวร ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจอย่างเด็ดขาด และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่เห็นว่า รากเหง้าปัญหาของประเทศเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560


พรรคไทยสร้างไทยจึงได้เสนอ ให้คืนอำนาจให้กับประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามร่างที่พรรคไทยสร้างไทยได้เสนอเข้าสภาเรียบร้อยแล้ว เพื่อตัดวงจรการสืบทอดอำนาจทั้งสว. และแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยไม่แก้ หมวด 1 และ 2 เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนสำเร็จลุล่วงได้จริง

5.ยอมรับว่าขณะนี้บ้านเมืองต้องการรัฐบาล และปัญหาของประชาชนรอไม่ได้ แต่ถ้าหากสามารถตั้งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยได้ตามที่ประชาชนคาดหวังก็จะดีที่สุด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง โดยระหว่างนี้ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อพิจารณาและประสานงานกับคณะรัฐบาลรักษาการและหน่วยงานราชการเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนไปพลางก่อน 

‘ประชาธิปัตย์’ ไม่มีเอี่ยว ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เป็นหน้าที่ 8 พรรค 312 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554431

25 ก.ค. 2566

‘ประชาธิปัตย์’ ไม่มีเอี่ยว ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เป็นหน้าที่ 8 พรรค 312 เสียง

‘จุรินทร์’ ออกตัว ไม่ขอแสดงความคิดเห็น ประเด็น รอ 10 เดือนเลือกนายกฯ แต่เอาใจช่วย 8 พรรค 312 เสียง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ให้สำเร็จ ‘ประชาธิปัตย์’ เป็นอะไรก็ได้ พรรคทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ต้องกังวล

ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประชุมกรรมการบริหารพรรคว่า วันที่ 6 สิงหาคม นี้ พรรคประชาธิปัตย์จะได้มีการประชุม เพื่อเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร 

พรรคประชาธิปัตย์ มีแนวทางที่ชัดเจนอยู่แล้ว และมีระบบระเบียบในการบริหารชัดเจนอยู่แล้ว ระหว่างที่ยังไม่มีกรรมการบริหารชุดใหม่กรรมการบริหารชุดรักษาการก็ทำหน้าที่พรางไปก่อนจนกว่าจะมีกรรมการบริหารชุดใหม่

เมื่อถามว่า กรณีที่จะมีการยืดระยะเวลาในการในการโหวตนายกรัฐมนตรีออกไปมีความเห็นอย่างไร นายจุรินทร์ กล่าวตอบว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าหลายฝ่ายอยากเห็นรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ต้องถือว่ายังเป็นหน้าที่ของ 8 พรรคการเมือง 312 เสียง ในการที่จะต้องจัดตั้งรัฐบาลให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ส่วนประเด็นว่า 8 พรรคการเมือง อาจจะรอไปอีก 10 เดือนนั้น ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และอยู่ที่ 8 พรรคการเมืองว่าสามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นโดยเร็วได้เมื่อไหร่ ตามที่ได้บอกว่าประชาชนได้เลือกมาแล้ว ก็อยู่ที่ 8 พรรคการเมือง ซึ่งต้องถือว่าสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลอยู่ตรงนี้ หลักใหญ่ขณะนี้เป็นหน้าที่ของ 8 พรรค ที่จะต้องไปจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นต้องเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จสิ้น

“การจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของ 8 พรรค 312 เสียงพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีส่วนอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของ 8 พรรค ที่จะต้องไปดำเนินการ พรรคประชาธิปัตย์เป็นอะไรก็ได้ พรรคทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ต้องกังวล เพราะเราทราบดีว่าหน้าที่ในการที่จะเป็นอะไรต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง” นายจุรินทร์กล่าว

เมื่อถามว่าประชาธิปัตย์ไม่สามารถตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ได้ ถือเป็นการเสียโอกาสในการคุยกับพรรคแกนนำหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวตอบว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความชัดเจน และมีจุดยืนตั้งแต่ต้นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่แตะมาตรา 112

ด่วน วงถก 8 พรรคร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ล่ม หลัง ‘เพื่อไทย’ แจ้งยกเลิกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554427

25 ก.ค. 2566

ด่วน วงถก 8 พรรคร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ล่ม หลัง 'เพื่อไทย' แจ้งยกเลิกแล้ว

วงประชุม 8 พรรคร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ยกเลิกถกด่วน หลังเปลี่ยนสถานที่จากพรรคเพื่อไทย ไปรัฐสภา คาด รอความชัดเจนปมเสนอเลื่อนโหวตนายกรอบ3 ในวัน 27 ก.ค.นี้ ขณะที่บางกระแสระบุหนีกลุ่มทะลุวัง

ความเคลื่อนไหวทางการเมือง หลังมีนัดการประชุม 8 พรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาล จากเดิมจะประชุมที่พรรคเพื่อไทยเวลา 14.00 น. ก่อนเช้าวันนี้ (25 ก.ค.) ได้รับการยืนยันจากทางพรรคเพื่อไทย ว่าได้แจ้งเปลี่ยนสถานที่ประชุมเป็นที่อาคารรัฐสภาแทน เวลา 15.00 น.

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า วงประชุม 8 พรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้แจ้งยกเลิกประชุมแล้ว โดยพรรคเพื่อไทยขอแจ้งยกเลิก ส่วนเหตุผลเนื่องจากการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ยังไม่มีความคืบหน้า 

อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเลื่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ ออกไปก่อนหรือไม่ ซึ่งต้องรอผลการหารือจากวงประชุมวิป 3 ฝ่ายก่อน ส่วนจะนัดประชุมอีกครั้งวันไหนคงต้องรอรายละเอียด

ทั้งมีรายงานบางกระแสว่า การย้ายวงถก 8 พรรคร่วมฯ เพื่อหนี กลุ่มทะลุงวัง อีกทั้ง มียังความไม่ชัดเจน หลัง ผู้ตรวจการแผ่นดิน  ยื่นคำร้องส่งศาลรับธรรมนูญ ปมที่ประชุมสภาฯ วันที่ 19 ก.ค. 2566 ใช้ข้อบังคับห้ามเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลซ้ำ พร้อมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งสภาฯ ชะลอการโหวตนายกฯ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการโหวตนายก ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และขอให้เลื่อนการโหวตนายกรอบ3 ออกไปก่อน

‘ปกรณ์วุฒิ’ เปิดหลักฐาน ‘ศักดิ์สยาม’ ซุกหุ้น บุรีเจริญ แฉพิรุธเพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554419

25 ก.ค. 2566

'ปกรณ์วุฒิ' เปิดหลักฐาน 'ศักดิ์สยาม' ซุกหุ้น บุรีเจริญ แฉพิรุธเพียบ

ปม ซุกหุ้น ไม่จบ ‘ปกรณ์วุฒิ’ เปิดหลักฐาน แฉพิรุธ ‘ศักดิ์สยาม’ เพิ่ม หนี้ 38 ล้าน ไม่สอดคล้องกับงบการเงินของ หจก.บุรีเจริญฯ และไม่แจงบัญชีทรัพย์สิน ก่อนรับตำแหน่งปี 62

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลงเปิดข้อมูลเพิ่มเติมคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม “ซุกหุ้น” หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำกัดจนนำมาสู่การสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

นายปกรณ์วุฒิ เปิดเผยว่า ได้รับเอกสารชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เมื่อ 3-4 สัปดาห์ก่อน ซึ่งพบพิรุธหลายจุด โดยมีหลักฐานใหม่ว่า นายศักดิ์สยาม มีหนี้สินคงค้างกับ หจก.บุรีเจริญฯ ในวันเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี และไม่ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ปกรวุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

ทั้งนี้มีข้อมูลว่า นายศักดิ์สยาม เคยกู้เงินปี 2558-2559 จำนวน 4 ครั้ง วงเงิน 108.4 ล้านบาท มีสัญญากู้ยืมเงิน และชำระหนี้คืนทั้งก้อน 22 เม.ย. 2562 ก่อนเข้ารับตำแหน่ง 33 วัน โดยอ้างอิงว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2565 ซึ่งได้อภิปรายถามว่า หนี้สินที่นายศักดิ์สยามมีกับห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ ได้โอนออกพร้อมกับการโอนหุ้นหรือไม่ แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าว ที่ หจก.บุรีเจริญฯ ไม่เปิดเผย ชี้ให้เห็นว่า หลังจากการโอนหุ้นแล้ว ไม่มีการโอนหนี้สินก้อนนี้ออกไปด้วย เอกสารเป็นการมัดตัวว่า หนี้สินจำนวนนี้ยังเป็นของนายศักดิ์สยามอยู่ หลังการโอนหุ้นเมื่อปี 2561 จึงเกิดคำถามว่า มีการชำระหนี้คืนเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2562 จริงหรือไม่

ด้วยเพราะงบการเงินของห้างหุ้นส่วน สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2562 ระบุชัดเจนว่า ยังมีเงินให้ในส่วน ผู้จัดการกู้ยืมคงค้างอยู่ 38 ล้านบาท จากนั้น ยอดหนี้สินจึงถูกปิดลงเหลือ 0 บาท ในงบการเงินสิ้นปี 2563 ซึ่งการปิดงบจะต้องสอดคล้องกับเอกสารและยอดเงินในธนาคารทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน เพราะจะต้องยื่นต่อหน่วยงานราชการตามกฏหมาย

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

“จึงเป็นไปได้ว่า นายศักดิ์สยามเป็นหนี้ห้างหุ้นส่วนอยู่ 38 ล้านบาทในสิ้นปี 2562 และไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. สมมติมองในแง่ดีวันที่ 22 เม.ย. 2562 มีการโอนเงิน 108 ล้านบาท ให้ห้างหุ้นส่วนตามเอกสาร” นายปกรวุฒิ แถลง

นายปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวว่า พิรุธในประการต่อไป เมื่อพิจารณาเอกสารชี้แจงจะพบว่า หจก.บุรีเจริญฯ ได้ระบุว่า นายศักดิ์สยามกู้ยืมเงิน 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2559, 2560 และ 2561 ระบุยอดตรงกัน 69 ล้านบาท ซึ่งตรงกับการกู้ยืมครั้งที่ 3-4 รวมกัน แต่การกู้เงินครั้งที่ 1-2 เป็นจำนวนเงิน 39 ล้านบาท ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เคยปรากฏในงบการเงินแม้แต่ครั้งเดียว และยอดเงินจำนวนดังกล่าวมาจากไหน

ทั้งนี้ ข้อสงสัยมากที่สุดคือ ตัวเลขในการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ไม่สอดคล้องกับการขายหุ้น ของ หจก.บุรีเจริญฯ หากขายจริงและได้รับเงิน 120 ล้านบาทจริง ในเดือน ม.ค. 2561 เหตุใดในการยื่นทรัพย์สินในช่วง 16 เดือนหลังจากนั้น กลับมีเงินสด ซึ่งเป็นเงินฝากเพียงจำนวน 76 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นตัวเลขจริง อาจเป็นการใช้เงิน ที่ไม่ใช่การซื้อทรัพย์สินอย่างน้อย 40 ล้านบาท ภายใน16 เดือน และตัวเลข 40 ล้านบาท ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า ก่อนเดือน ม.ค. 2561 นายศักดิ์สยามไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

นอกจากนี้ ยังพบพิรุธในเอกสารที่ได้ส่งแจ้งศาลรัฐธรรมนูญหลายจุด เช่น นายศักดิ์สยามให้ขอเอกสารจากห้างหุ้นส่วนฯ เป็นเอกสารใบรับวางบิล หุ้นส่วนฯ ผู้จัดการคนใหม่ ได้เข้ามาควบคุมเซ็นเอกสารตั้งแต่ต้นปี 2561 ตามที่มีการโอนหุ้นจริง จึงขอเรียกร้องไปยังองค์กรอิสระ ทั้ง ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ เรียกศรัทธาจากสังคม และการปฏิบัติกับทุกคำร้อง ตามกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม และ มาตรฐานในการทำงานที่กำลังถูกสังคมจับจ้องตั้งคำถาม

เมื่อถามว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มีการพูดถึงพรรคอันดับที่ 3 จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายปกรวุฒิ กล่าวว่า ตนได้รับทราบว่า มีเอกสารชุดนี้เมื่อประมาณ 4สัปดาห์ที่แล้ว จาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และช่วงที่ผ่านมา ยังไม่มีเวลาที่จะดูเรื่องนี้ แต่หลังจากเปิดประชุมสภาแล้ว และได้มีเวลาดูเอกสารประมาณ 1 สัปดาห์ จึงนำมาสู่การแถลงข่าว โดยไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องรอ ในการที่จะไปยื่น เพราะหากรอไปเกิดมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น อาจจะไม่ทันการ จึงคิดว่าจะต้องยื่นเลย

ทั้งนี้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่านายศักดิ์สยาม จะยังคงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ เพราะจะมีผลในอนาคต หากคำร้องนี้มีคำวินิจฉัยว่าผิดจริง อย่างน้อยก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 2 ปี

จากนั้น ในเวลา 11.30 น. นายปกรณ์วุฒิเดินทางไปยัง ป.ป.ช. เพื่อเยื่นหนังสือ และเอกสารเกือบ 100 แผ่น ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ของนายศักดิ์สยามต่อไป

อุทธรณ์ ยืน คุก 1 ปี ‘ธณิกานต์’ อดีต สส. พปชร. คดีเสียบบัตรแทนกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554416

25 ก.ค. 2566

อุทธรณ์ ยืน คุก 1 ปี 'ธณิกานต์'  อดีต สส. พปชร. คดีเสียบบัตรแทนกัน

ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำคุก 1 ปี ปรับ 2แสน คดี “ธณิกานต์” อดีต สส. พลังประชารัฐ คดีเสียบบัตรแทนกัน เมื่อปี 2562

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์คดี หมายเลขแดง ที่ อม.อธ.๙/๒๕๖๖  ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ จำเลย 

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยว่า เมื่อวันที่ ๘ ส.ค. ๒๕๖๒ เวลากลางวัน จำเลยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ลงชื่อเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) โดยไม่ได้ลาประชุม ระหว่างเวลาประมาณ ๑๓.๓๐ ถึง ๑๕.๐๐ น. ซึ่งมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ ๑๐ พ.ศ. … โดยจำเลยไม่ได้อยู่ในที่ประชุม และได้ฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของจำเลยกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น  เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายนั้นใช้บัตรของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและลงมติแทน  โดยมีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน ขอให้ลงโทษ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๗๒

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๗๒  จำคุก ๑ ปี และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ,๓๐ กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน ๑ ปี  จำเลยอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 
 

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมากพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้โอกาสโจทก์ และจำเลยนำพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายเข้าไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความผิด หรือความบริสุทธิ์ของจำเลยแล้ว และยังได้เรียกพยานบุคคลมาไต่สวนเพิ่มเติม ตามที่เห็นสมควรด้วย  การที่ศาลจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทีได้ความตามทางไต่สวนทั้งหมดประกอบกัน หาใช่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฟังแต่เพียงสำนวนการไต่สวนของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วผลักภาระการพิสูจน์ให้แก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียวตามที่จำเลยอุทธรณ์ไม่  

เมื่อทางไต่สวนได้ความประจักษ์พยานโจทก์ว่า เมื่อวันที่ ๘ ส.ค. ๒๕๖๒ เวลา ๑๓.๑๕ น. จำเลยจัดทำโครงกานเสวนาแบ่งปันความรู้บทบาทแม่ยุคดิจิทัล ที่ สถาบันพัฒนาคุณภาวิชาการ เขตดุสิต กทม. เมื่อจำเลยมาถึงงาน ได้มีการพูดคุยเตรียมงานก่อนขึ้นเวทีเสวนา กับพยาน 


ต่อมาพิธีกร ได้เชิญขึ้นเวทีเสวนา ขณะนั้นเวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. โดยมีการพูดคุยกันใช้เวลาเกินกว่า ๓๐ นาที แต่ไม่เกิน ๑.๑๕ น. ก่อนออกจากสถานที่จัดงาน พยานกับจำเลยได้ถ่ายรูปร่วมกันบนเวที จากนั้นพยานใช้เวลาอีกประมาณ ๑๕ นาที ในการพูดคุยกับผู้มาร่วมงานถึงเวลา ๑๕.๐๐ น. จึงออกจากสถานที่จัดงาน โดยมีการบันทึกไทม์ไลน์ส่วนที่บันทึกไว้ใน Google Maps ยืนยันช่วงเวลา สัมพันธ์กับคำเบิกความของพยาน และสอดคล้องกับเหคตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับขั้นตอน และใกล้เคียงกับเวลาการจัดงานเสวนา 

นอกจากนี้พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดงาน เบิกความว่า จำเลยมาถึงงานเวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. และทุกคนลงจากเวทีประมาณ ๑๔.๐๐ น. ประกอบกันจำเลยมีหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า ในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยมีกิจธุระสำคัญ ต้องออกจากที่ประชุมสภาฯ ไปร่วมงานเสวนา และจำเลยยังแจ้งควาไว้ต่อ พนักงานสอบสวน สน.บางโพว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กดปุ่มแสดงตน และลงมติในวาระที่หนึ่ง เวลา ๑๓.๔๑ น. และวาระที่สาม เวลา ๑๔.๐๑ น. เพราะรีบออกไปร่วมงานเสวนา อันเป็นการยืนยันว่าจำเลยไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภาฯ ในเวลาที่เกิดเหตุ 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยลงมติด้วยตนเองครั้งสุดท้ายเวลา ๑๓.๒๒ น. ต่อมาในการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ ๑๐ พ.ศ. … มีการลงมติ ๒ ครั้ง โดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย คือเวลา ๑๓.๔๑ น. และ ๑๔.๐๑ น. อันเป็นการลงมติต่อเนื่องจากเวลา ๑๓.๒๒ น. แสดงว่ามีบุคคลรู้ว่าจำเลยออกจากห้องประชุมเมื่อใด และจะกลับเข้ามาประชุมอีกหรือไม่ รวมทั้งต้องมีบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยในครอบครองเพื่อลงมติแทนจำเลยได้ เมื่อจำเลยกลับมาจากงานเสวนา ก็ได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนลงมติในการแสดงตน และลงมติพิจารณาระเบียบวาระต่อไปอีกหลายครั้งจนปิดการประชุม 

พฤติการณ์บ่งชี้ว่าต้องการคบคิดปรึกษากันมาก่อน ที่จำเลยมีหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งแรกยอมรับว่าจำเลยไม่อยู่ในที่ประชุม แต่ต่อมาจำเลยกลับมีหนังสือขอชี้แจงข้อเท็จจริงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่าจำเลยมติร่างพระราชบัญญัติเหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ ๑๐ พ.ศ. … ด้วยตนเอง 

ต่อมากลับไปแจ้งความว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กดปุ่มแสดงตนและลงมติดังกล่าว และเบิกความต่อศาลสรุปความได้ว่า จำเลยไปร่วมงานเสวนา การแสดงผลลงมติตามฟ้องน่าจะเกิดจากความผิดพลาดของระบบ หรืออาจมีผู้อื่นกดปุ่มลงมติโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย การให้การของจำเลย จึงมีลักษณะกลับไปกลับมาไม่น่าเชื่อถือ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่อยู่ลงมติด้วยตนเองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งการที่ผลแสดงตน หรือลงมติจะมีชื่อสมาชิกคนใดลงคะแนนอย่างไร  

พยานโจทก์เบิกความว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนเสียบเข้าเครื่องอ่านบัตรฯ กับต้องกดปุ่มแสดงตนหรือลงมติด้วย ดังนั้นหากไม่มีการเสียบบัตรฯ แสดงตน และลงมติที่เครื่องอ่านบัตรฯและกดปุ่มแล้ว หรือมีการเสียบบัตรค้างไว้ แต่ไม่ได้กดปุ่ม ย่อมไม่ไม่อาจการประมวลผลใดๆ ขึ้นได้ สำหรับผิดพลาด ที่เกิดขึ้นในการประชุมเป็นข้อผิดพลาดในขั้นตอนของการประมวลผล ไม่ใช่ข้อผิดพลาดของระบบลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ และในวันที่ ๘ ส.ค. ๒๕๖๒ จำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติก่อนและหลังเวลาเกิดเหตุหลายครั้ง แต่จำเลยกลับโต้แย้งเฉพาะเวลา ๑๓.๔๑ และ ๑๔.๐๑ น. ว่าระบบขัดข้องหรือผิดพลาด หากจำเลยลงมติด้วยตนเองจริงจำเลยย่อมต้องแจ้งต่อที่ปรชุมสภาถึงข้อผิดพลาดนั้นในทันที เชื่อว่าระบบการใช้บัตรฯแสดงตนและลงมติไม่เกิดข้อขัดข้องหรือผิดพลาดังที่จำเลยอ้าง 

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมาก เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีและพยานหลักฐานแวดล้อมมีเหตุผลและน้ำหนักให้รับผังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่น หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นโดยความยินยอมของจำเลยเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยลงมติแทนตามคำพิพากษษศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงพิพากษายืน 

เรืองไกร ยื่น ‘ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ’ อำนาจ ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554414

25 ก.ค. 2566

เรืองไกร ยื่น 'ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ' อำนาจ 'ผู้ตรวจการแผ่นดิน'

ร้องตรวจสอบ อำนาจ ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ยื่น ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตามมาตรา 213 ได้หรือไม่ ทำไมไม่เป็นหน้าที่ประธานรัฐสภา

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ทำหนังสือเปิดผนึก ถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตรวจสอบผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีร้องให้ศาลชี้ขาด กรณีการเสนอชื่อ พิธา โหวตนายกฯ รอบ 2  เป็นญัตติซ้ำ เสนอโดยชอบหรือไม่และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 หรือไม่ กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 มาตรา 159 และมาตรา 272 

พร้อมระบุว่า กรณีที่เกิดขึ้นมาจากความเห็นของนักกฎหมายจำนวนมาก และผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นด้วย แต่หากพิจารณาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 แนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 กรณี มีประเด็นที่ควรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ได้แก่ผู้ตรวจการแผ่นดิน

มีหน้าที่และอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 มาตรา 159 และมาตรา 272 โดยการกล่าวอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 หรือไม่ อย่างไรการกล่าวอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 มาตรา 159 มาตรา 272 นั้น เป็นกรณีเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ซึ่ง รัฐสภาต้องเป็นผู้ทำหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญ  ใช่หรือไม่  (ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564)
 

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีปัญหาเกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา หรือไม่ อย่างไรและผู้ตรวจการแผ่นดินมีสิทธิจะขอให้ศาลดำเนินการตามมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ได้หรือไม่การมีมติให้ดำเนินการดังกล่าวของผู้ตรวจการแผ่นดิน ชอบหรือไม่ 

วันนี้ ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ตรวจสอบว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่และอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 มาตรา 159 และมาตรา 272 โดยอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 หรือไม่ อย่างไร  เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญหลายมาตรา กฎหมายหลายฉบับหลายมาตรา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญย่อมรู้เอง เพราะเคยวินิจฉัยกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้วินิจฉัยหลายครั้งแล้ว

ครม. เคาะ ‘วันหยุด’ เดือนกรกฎาคม 2566 เพิ่มอีก 1 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554407

25 ก.ค. 2566

ครม. เคาะ 'วันหยุด' เดือนกรกฎาคม 2566 เพิ่มอีก 1 วัน

ที่ประชุม ครม. เคาะ ‘วันหยุด’ เพิ่มอีก 1 วัน ทำให้ เดือนกรกฎาคม 2566 มี วันหยุดยาว 4 วัน ต่อเนื่อง วันหยุด เดือนสิงหาคม รวม 6 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (25 ก.ค. 2566) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จัทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระที่น่าสนใจเข้าสู่การประชุม ครม.รักษาการหลายวาระ ได้แก่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอการกำหนด “วันหยุดราชการกรณีพิเศษ” ประจำปี  2566 เพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชนและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ล่าสุด ที่ประชุม ครม. ได้พิจารณาให้วันที่ 31 ก.ค. 2566 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติม เพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่อง 6 วัน คือตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. 2566 ถึงวันที่ 2 ส.ค. 2566 โดยก่อนหน้านี้ มีบางโรงเรียนที่ได้ประกาศให้วันที่ 31 ก.ค. 2566 เป็นวันหยุดกรณีพิเศษไปแล้ว ทำให้เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2566 มีวันหยุดยาว 4 วัน 

น.ส. รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอกำหนดให้วันจันทร์ที่ 31 ก.ค. 2566 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษอีก 1 วัน ในปี 2566 กรณีหน่วยงานที่มีภารกิจในการให้บริการประชาชน หรือมีความจำเป็นหรือราชการสำคัญ ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร โดยไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและกระทบต่อการให้บริการประชาชน สำหรับรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงแรงงานพิจารณาความจำเป็นเหมาะสมของการกำหนดให้วันดังกล่าวข้างต้น เป็นวันหยุดให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี  ทำให้มีวันหยุดราชการยาวต่อเนื่องตั้งแต่ 28 ก.ค. – 2 ส.ค. 2566  ทั้งสิ้น 6 วัน 

นอกจากนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังเห็นชอบให้งดการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ ในสัปดาห์หน้าด้วย

สำหรับภาพรวมวันหยุดราชการ เนื่องจากช่วงปลายเดือน ก.ค.- ต้นเดือนส.ค. 2566 นี้ จะมีวันหยุดราชการหลายวัน และเพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่องกันซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการเดินทางและส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว จึงกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษในปี 2566 อีก 1 วัน คือวันจันทร์ที่ 31 ก.ค. 2566 นี้ ทำให้ปี 2566 นี้จะมีวันหยุดราชการรวมทั้งสิ้น 20 วัน  

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้ชี้แจงถึงการประกาศวันหยุดราชการพิเศษในครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการวันหยุดพิเศษ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาภาพรวมวันหยุดราชการประจำปีล่วงหน้า และประกาศให้ประชาชนรับทราบเพื่อการเตรียมตัว ซึ่งได้มีการดำเนินการถึงเดือน มิ.ย.  2566 แล้ว ทั้งนี้ เดิมคาดว่า รัฐบาลใหม่จะเป็นผู้พิจารณาวันหยุดพิเศษช่วงครึ่งปีหลัง นั่นรวมถึง วันที่ 31 ก.ค. แต่ด้วยยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทำให้รัฐบาลรักษาการ ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในครั้งนี้ 

‘ก้าวไกล’ เห็นแสงสว่าง ผู้ตรวจการแผ่นดินชง ‘ศาลฯ’ วินิจฉัยเสนอโหวตนายกฯซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554392

24 ก.ค. 2566

'ก้าวไกล'  เห็นแสงสว่าง  ผู้ตรวจการแผ่นดินชง 'ศาลฯ' วินิจฉัยเสนอโหวตนายกฯซ้ำ

เลขาธิการพรรค “ก้าวไกล” ออกอาการหายใจได้ทั่วท้อง หลังผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ข้อบังคับที่ 41 ของรัฐสภา เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซ้ำได้หรือไม่ เบื้องต้นมองว่าเป็นผลดีกรณีเพื่อไทย เสนอชื่อไปแล้ว ไม่ต้องกลัวตีตก โหวตซ้ำได้

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า การที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อบังคับที่ 41 ของรัฐสภา ในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซ้ำได้หรือไม่   ในส่วนของพรรคก้าวไกล   มองว่าการที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อบังคับที่ 41 ของรัฐสภา ในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซ้ำได้หรือไม่  น่าจะเป็นผลดีโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะกับพรรค ก้าวไกลเท่านั้น   แต่เอื้อกับฝั่ง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่จะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซ้ำได้  เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาส  ที่จะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซ้ำกันได้อีก  และสามารถที่จะได้รวบรวมเสียงเพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องครั้งเดียวและต้องเปลี่ยนตัวเลย 

ก่อนหน้านี้ก็มีความกังวล   เช่น ถ้าเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหลักของพรรคเพื่อไทย แล้วครั้งเดียวไม่ผ่าน จะหมดโอกาสอีกหรือไม่ จนอาจจะเป็นเหตุผลที่จะบอกว่า จำเป็นจะต้องดึงพรรคนั้นพรรคนี้เข้ามาร่วม   เพื่อให้มั่นใจ  ตรงนี้อาจจะไม่จำเป็นอีกแล้ว หากมีการปลดล็อกออกไป  ส่วนประเด็นที่ว่าแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะย้ายจากพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรคก้าวไกล ยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้  แต่ตนพูดโดยรวมว่าแม้เป็นแคนดิเดตฯของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นเรื่องดีที่ไม่ต้องติดล็อกตรงนี้

ส่วนประเด็นต่อเนื่องคือความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน มีการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณาในการชะลอการโหวตนายกรัฐมนตรีออกไปด้วย จนกว่าศาลฯจะมีคำวินิจฉัย โดยในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค.) คาดว่าในการประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล  จะมีการหยิบยกเรื่องนี้มาหารือกัน แล้ววันพุธ (26 ก.ค.) จะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย ที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จะเรียกตัวแทนของทุกฝ่ายมาหารือกัน โดยคาดว่าจะเป็นวันเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ   รับเรื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินมาพิจารณา

‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ผู้ยื่น ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความมติรัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554385

24 ก.ค. 2566

'ผู้ตรวจการแผ่นดิน' ผู้ยื่น 'ศาลรัฐธรรมนูญ' ตีความมติรัฐสภา

ทำความรู้จัก ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ อีกหนึ่งช่องทางส่ง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความมติรัฐสภากรณีเสนอชื่อ พิธา เป็นนายกฯ

ผู้ตรวจการแผ่นดินปัจจุบัน ประกอบด้วยนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต เป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน    รองศาสตราจารย์ อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน  และนายทรงศักดิ์ สายเชื้อ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน 

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 230 ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหน้าที่เสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใดๆ บรรดาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม แก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จําเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ

แสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อเห็นว่ามีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจาก การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอํานาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ขจัดหรือระงับความเดือดร้อน หรือความไม่เป็นธรรมนั้น

เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ทราบถึงการที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน ตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ดําเนินการตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินตาม  โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อพิจารณาสั่งการ ตามที่เห็นสมควรต่อไป 

หากเป็นกรณีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดําเนินการต่อไป

โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้ เมื่อเห็นว่ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่อง พร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีปัญหา เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง และให้ศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง