‘วันนอร์ ‘ทำใจ  หมู่บ้านกระสุนตก ปมเสนอชื่อซ้ำ ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554188

21 ก.ค. 2566

'วันนอร์ 'ทำใจ  หมู่บ้านกระสุนตก   ปมเสนอชื่อซ้ำ 'โหวตนายกรัฐมนตรี'

ประธานรัฐสภา วันมูหะมัดนอร์ มะทา อธิบายความเป็นมา ชนวนร้อนตีตก “โหวตนายกรัฐมนตรี ” รอบสอง เหตุที่ไม่สามารถใช้ตำแหน่งประธานที่ประชุม ทำหน้าที่ชี้ขาด เพราะจะโดนฟ้องได้ เมื่อขัดแย้งข้อบังคับต้องตีความเท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิชี้ขาด แจงทำหน้าที่เป็นกลางอย่างที่สุด

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา   เปิดเผยว่า  ในการประชุมรัฐสภา  วันพุธที่ 19  ก.ค. ที่ผ่านมา ที่มีมีมติเสียงข้างมากไม่ให้มีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี   “โหวตนายกรัฐมนตรี “ นายพิธา  เจริญรัตน์   พรรคก้าวไกล   เสนอกลับมา ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา   เพราะเป็นการยื่นญัตติซ้ำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41   เรื่องนี้  ยังมีบางประเด็นที่หลายฝ่ายไม่เข้าใจถึงการทำหน้าที่ของประธานการประชุม   การประชุมวันนั้น ( 19 )  เป็นการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 แต่ก่อนการประชุมมีข้อคิดเห็นที่ยังไม่ตรงกัน คือ มีบางฝ่ายเสนอว่า ไม่ควรเสนอชื่อซ้ำ  เพราะจะไปขัดข้อบังคับข้อที่ 41 


แต่อีกฝ่ายเห็นว่า การเสนอเลือกนายกรัฐมนตรี   ” โหวตนายกรัฐมนตรี  ” ไม่ใช่ญัตติปกติทั่วไป เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุม หมวด 9 ที่ได้ออกแบบพิเศษ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี จึงเกิดการถกเถียงว่า ไม่ควรใช้ข้อบังคับข้อที่ 41 และในการประชุมวิป 3 ฝ่าย   ก่อนหน้านั้นคือ วันที่ 18 ก.ค ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป จึงต้องไปขอความคิดเห็นต่อที่ประชุมรัฐสภา   คือในวันที่ 19 ก.ค. แต่การถกเถียงก็ยังไม่ได้ข้อสรุป   ซึ่งจากการที่ได้ฟังการอภิปราย ตลอด 6 ชั่วโมง ไม่มีใครอภิปราย ว่ามีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงตัดสินใจวินิจฉัยให้ลงมติดังกล่าว   โดย 395 เสียงนั้น  คือเห็นว่าไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำ    จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองเกิดขึ้นต่อการทำหน้าที่ 

“ข้อวิจารณ์ที่ว่า เป็นประธานรัฐสภาสามารถชี้ขาดได้ โดยไม่ต้องรอมติที่ประชุม   ถึงชี้ขาดได้ แต่ก็มีคนฟ้องได้ ไม่ใช่ไม่กล้าที่จะชี้ขาด แต่วินิจฉัยแล้วว่า ไม่มีข้อมูลที่จะชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้  เป็นเรื่องของข้อขัดแย้ง จึงใช้ข้อบังคับ ข้อที่ 151 การให้สภาตีความนั้นดีกว่า   ไม่ท้อใจกับเรื่องเหล่านี้   เมื่อรับหน้าที่แล้ว ก็จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด ยึดหลักที่เคยพูดไปแล้ว คือ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง  ขณะเดียวกัน หากพรรคก้าวไกลไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิที่ทำได้ และหากศาลวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องดำเนินไปตามนั้น เพราะมีผลผูกพันไปทุกองค์กร  “

เขา  กล่าวว่า  การที่จะต่อว่า วิพากษ์วิจารณ์  ( ทัวร์ลง) ต่อการทำหน้าที่    ใครจะคิดเห็นอย่างไรก็เป็นสิทธิ ที่สามารถคิดแตกต่างได้ ส่วนตัวไม่มีปัญหายอมรับได้   ย้ำว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ทำด้วยความเป็นกลางแล้ว เป็นเรื่องธรรมดา หากต้องตัดสินอะไร ย่อมมีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย 

‘เพื่อไทย’ ออกแถลงการณ์ ขอบคุณ ‘ก้าวไกล’ อ้างขอเสียง ‘สว.-สส.’ หนุนเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554176

21 ก.ค. 2566

‘เพื่อไทย’ ออกแถลงการณ์ ขอบคุณ 'ก้าวไกล' อ้างขอเสียง 'สว.-สส.' หนุนเพิ่ม

พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ ขอบคุณ ‘ก้าวไกล’ ที่ส่งมอบภารกิจ ‘ตั้งรัฐบาล’ อ้างจำเป็นต้องขอเสียงสนับสนุนจาก ‘สว.- พรรคการเมืองอื่น’ เพื่อให้ได้เสียงเกินกว่า 375 เสียง หวังจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด

หลังจากพรรคก้าวไกล ได้ส่งต่อภารกิจในการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคร่วมฯ ให้กับพรรคอันดับ 2 หรือ พรรคเพื่อไทย ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากพรรคเพื่อไทยแล้ว

โดยเมื่อเวลา 14.00 น. พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ มีใจความดังนี้

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย


1. พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณพรรคก้าวไกล ที่ส่งมอบภารกิจในการจัดตั้งรัฐบาลให้กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นไปตามวิถีทางทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้เงื่อนไขของการร่วมรัฐบาลจาก 8 พรรคการเมืองเดิม ตามที่พรรคก้าวไกลได้แถลงต่อสื่อมวลชนไปแล้ว เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยจะได้หารือกับ 8 พรรคการเมืองเดิมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

2. พรรคเพื่อไทยเห็นว่าภายใต้ข้อตกลงของ 8 พรรคการเมืองเดิม พรรคการเมืองทั้ง 8 พรรคสามารถรวมเสียงได้ 312 เสียง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาไม่เห็นชอบเนื่องจากมีเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงส่งผลให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

3. พรรคเพื่อไทยจึงมีความจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เสียงเกินกว่า 375 เสียง เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยจะขอเสียงสนับสุนนจาก สมาชิกวุฒิสภา และจากพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด

4. หากผลการดำเนินเป็นประการใด จะได้แจ้งให้ 8 พรรคการเมืองและสาธารณชนทราบต่อไปโดยเร็ว

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

พรรคเพื่อไทย

21 กรกฎาคม 2566

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย ประกาศความพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต่อจากพรรคก้าวไกลแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย ประกาศความพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต่อจากพรรคก้าวไกล

(คลิป) ย้อนนโยบายด่วน ‘ก้าวไกล’ 100 วันแรกที่จะทำ ก่อนดับฝันคนที่เลือกมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554174

21 ก.ค. 2566

(คลิป) ย้อนนโยบายด่วน 'ก้าวไกล' 100 วันแรกที่จะทำ ก่อนดับฝันคนที่เลือกมา

ไปไม่ถึงฝัน ‘การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต’ ย้อนนโยบายเร่งด่วน 100 วันแรก เพื่อประชาชน ในรัฐบาลก้าวไกล ก่อนถูกใช้ ม.112 เป็นข้ออ้างไม่โหวตเลือก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

มาตรา 112 ถือเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ ทำให้พรรค ก้าวไกล ภายใต้การนำของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ แคนดิเดตนายกฯ ไปไม่ถึงฝัน ผ่านการลงมติเห็นชอบ เพียง 324 เสียง ที่ขาดอีก 51 เสียงเป็นอย่างน้อย จะได้ขึ้นแท่นเป็นนายกฯ คนที่ 30 และเมื่อการโหวตครั้งที่ 2 ญัตติก็ต้องตกไป เพราะมีเสียง 395 เสียง ลงมติผิดข้อบังคับที่ 41 การประชุมร่วมรัฐสภา ทำให้เสนอชื่อ ‘พิธา’ โหวตนายกครั้งที่ 2 ได้ วันนี้เราจะพาย้อนไปดู นโยบาย 100 วันแรก ของ ‘พรรคก้าวไกล’ ที่จะทำทันทีหลังจัดตั้งรัฐบาล แม้เส้นทางตอนนี้อาจริบหรี่ สำหรับแนวทางนโยบาย 100 วันแรก ที่มีครบทั้งด้านความมั่นคง การเมือง และปัญหาปากท้อง มีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมกันได้เลย

100 วันแรก การเมืองดี

  1. ประชามติแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดให้มีการทำประชามติเพื่อถามประชาชนว่าควรมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  2. ทบทวนในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายด้านคดีการเมือง และยื่น พ.ร.บ. นิรโทษกรรมทางการเมืองเข้าสภา ตลอดจนรื้อฟื้นกระบวนการยุติธรรมคดีสลายการชุมนุมปี 2553 (ที่ค้างอยู่ที่อัยการ ยังไม่ขึ้นสู่ศาล) ให้เสร็จภายใน 1 ปี
  3. นำกฎหมายสมรสเท่าเทียมกลับเข้าสภาฯ อีกครั้ง เพื่อนำมาพิจารณาต่อมติ ครม. ภายใน 60 วัน และผลักดันเข้าสภาวาระ 2-6 ภายใน 100 วันแรก
  4. จัดให้มีการทำประชามติด้านการกระจายอำนาจ ปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ครบทุกจังหวัดภายใน 1 ปี
  5. เปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบทุกบาท ใช้ AI ในการตรวจสอบทุจริต ห้ามใช้เงินหน่วยงานของรัฐในการประชาสัมพันธ์โปรโมทตัวเอง

100 วันแรก ปากท้องดี
ด้วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน : ใช้นโยบายไม่ต้องรอแผนงบประมาณ การกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแรกคือ

  1. หวยใบเสร็จ SME : ผู้บริโภคที่ซื้อของจากร้านค้ารายย่อย SMEs สามารถแลกสลาก 1 ใบ จากยอดสะสม 500 บาท ส่วนคนขายจะได้รับสลาก 1 ใบ จากการขายสะสม 5,000 บาทกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดทั้งปี
  2. เจรจาลงทุนเป้าหมาย : ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้วยวิธีการใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่เหลืออยู่ 10,000 ล้านบาท รวมถึงสนับสนุนทุนวิจัย ทุนฝึกอบรมบุคลากร และทุนสนับสนุนการลงทุน
  3. ลดค่าไฟ 70 สตางค์ : เห็นบิลค่าไฟลดลงภายใน 1 ปี โดยจะเปลี่ยนนโยบายจัดสรรก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จากให้นายทุนก่อนเป็นให้ประชาชนก่อน
  4. เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท : เสนอ พรบ. คุ้มครองแรงงาน ให้ประเทศไทยมีการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานตามเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
  5. ลดต้นทุน SME : พร้อมการขึ้นค่าแรง โดยมีมาตรการสมทบเงินประกันสังคม 6 เดือน และสามารถนำค่าแรงไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 ปี
  6. แก้กฎกระทรวงการคลัง ปลดล็อกสุราก้าวหน้า
  7. ปลดล็อกมติ ครม. เปลี่ยนนิคมสหกรณ์เป็นโฉนด 1.5 ล้านไร่ และนิคมสร้างตนเอง 5 ล้านไร่ 
  8. หลังคาสร้างรายได้” เปิดเสรีโซลาร์เซลล์ (Net Metering) หักลบกลบหน่วยสุทธิ

100 วันแรก มีอนาคต

  1. ปฏิวัติการศึกษา : กฎโรงเรียนต้องไม่ขัดหลักสิทธิมนุษยชน, ครูละเมิดสิทธิ พักใบประกอบทันที, เลิกให้ครูนอนเวร
  2. คืนศักดิ์ศรีประเทศไทยในเวทีโลก : เพิ่มบทบาทนำของไทยในอาเซียน ช่วยเหลือวิกฤตด้านมนุษยธรรม ผู้ลี้ภัยทางการเมือง-ประสบภัยสงคราม
  3. สุขภาพดีทั้งกายและใจ : เพิ่มตรวจสุขภาพจิตในการตรวจสุขภาพประจำปีได้, บริจาคอวัยวะเชิงรุก, กำหนดมาตรฐาน ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรเกี่ยวข้องกับการเผาทันที และซ็นงบ Prevention & Promotion ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อปลดล็อกงบประมาณหน่วยให้บริการด้านการป้องกันเชื้อ HIV ของภาคประชาสังคม

‘ก้าวไกล’ ยังไม่ชัด ลดเพดาน แก้ไข ‘มาตรา 112’ หรือไม่ รอหารือ ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554169

21 ก.ค. 2566

‘ก้าวไกล’ ยังไม่ชัด ลดเพดาน แก้ไข 'มาตรา 112'  หรือไม่ รอหารือ 'เพื่อไทย'

เลขาธิการพรรคก้าวไกล กั๊กพร้อมเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ แต่จะทำให้ดีที่สุด เพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ยืนยัน ‘มีเราไม่มีลุง’ ไม่ยอมเสียสัจจะ ประชาชน จับตาฉีก MOU 8 พรรคหรือไม่ คาดชัด 1-2 วันนี้

ที่พรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน  เลขาธิการพรรคก้าวไกล  ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน หลังได้แถลง ประกาศ ยอมถอย ให้เพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมเสนอแคนดิเดตนายกฯ ในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไป

นายชัยธวัช ยอมรับว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยในเรื่องการลดเพดานการแก้ มาตรา112 และยังไม่ประมาทกับ 2 คดีที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ คือคดีหุ้นสื่อไอทีวี และคดีล้มล้างการปกครองจากการแก้ไข มาตรา112 เชื่อว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในระบบนิติรัฐปกติ และองค์กรศาลถูกตั้งคำถามจากสังคม ในการขอหลักเกณฑ์ และบทบาททางการเมืองให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่

ส่วนการที่พรรคก้าวไกล เปิดทางให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเสนอชื่อแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยจะเป็นการถอยมากเกินไปหรือไม่ ก็เป็นไปตามที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่จะประชุมรัฐสภา ขณะนี้ยังยืนยันว่า พยายามทำตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน และหยุดยั้งขั้วอำนาจเดิม


พร้อมระบุว่า ยังไม่ได้ประเมินฉากทัศน์ต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีอแต่ต้องยุติการสืบทอดอำนาจเดิมให้ได้

ส่วนที่สว.ยืนกรานจะไม่สนับสนุนการแก้ไข มาตรา 112 แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะถอยลดเพดานลงมาได้หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ขอรอพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยก่อน

ส่วนจะฉีก MOU ที่เซ็นกันเอาไว้ หรือไม่ จะดำเนินการต่อไปหรือพรรคเพื่อไทยจะฉีก MOU ได้เลยหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ต้องรอคุยกันก่อน พร้อมกันนี้ยังไม่ได้การพูดคุยว่าจะมีการดึงพรรคที่ 8 ที่ 9 เข้ามาร่วมรัฐบาล ซึ่งจะมีการนัดพูดคุยกันใน 1-2 วันนี้

ทั้งนี้ เงื่อนไขเดิมที่จะไม่ร่วมกับพรรคลุงยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ยังชัดเจนว่าต้องไม่มีลุง โดยที่ไม่ต้องมีการพูดคุยกัน เราไม่สามารถเสียสัจจะเรื่องนี้ได้ พร้อมระบุว่า ยังไกลเกินไปที่จะพูดถึงการที่พรรคเพื่อไทยไปดึงพรรคพลังประชารัฐ โดยที่ไม่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ทั้งนี้ ก้าวไกล ไม่กังวลความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล โดยเชื่อว่า คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

ส่วนมีความคิดเห็นอย่างไรว่า ก้าวไกลต้องเสียสละ นายชัยธวัช มองว่า คำถามดังกล่าวผิดฝาผิดตัว คนที่ไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยตั้งหากที่ต้องมีสำนึกว่าการไม่ยอมรับกติกาจะส่งผลอย่างไร

เปิดวาร์ป ‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ สส. ‘พรรคก้าวไกล’ ที่โซเชียลแห่ตามหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554168

21 ก.ค. 2566

เปิดวาร์ป 'ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร' สส. 'พรรคก้าวไกล' ที่โซเชียลแห่ตามหา

เปิดวาร์ป ดร.โจ ‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ สส. ‘พรรคก้าวไกล’ ตัวตึงทีมเศรษฐกิจ ที่โซเชียลแห่ตามหา ดีกรีไม่ธรรมดา

จากกระแสร้อนแรงของการประชุมสภา ในวาระโหวตสภารอบ 2  ซึ่งประเด็นการโหวตนายกฯ ยังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง จากที่ “พิธา” แคนดิเดตนายกฯ “พรรคก้าวไกล” ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ สส. ชั่วคราวปมถือหุ้นสื่อ 

ซึ่งเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ “พิธา” จะเดินออกจากห้องประชุมรัฐสภา ได้มีภาพหนึ่งที่กลายเป็นไวรัลของวันโหวตสภารอบ 2 ที่ชาวโซเชียลให้ความสนใจอย่างมาก ถึงผลลัพธ์ของการประชุมจะทำให้หลายคนหัวเสีย แต่ภาพดังกล่าวก็มาช่วยฮีลใจเอาไว้ ซึ่งเป็นภาพของ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ที่กอดให้กำลังใจ “พิธา” ก่อนเดินออกไปจากสภา

หลังจากจากประชุมสภา ได้มีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งได้ทวีตภาพ พร้อมแคปชั่นระบุว่า “ทั้งโกรธ ทั้งเศร้า ทั้งเสียใจ แต่ว่าคนนี้ใครนะคะ” ทั้งนี้ในภาพเป็นชายคนหนึ่งกำลังกอดให้กำลังใจ “พิธา” ก่อนที่จะเดินออกไปจากสภา ซึ่งหลังจากที่ชาวเน็ตเห็นภาพก็กลายเป็นไวรัลแชร์กันสนั่นทันที ว่าคนนี้เป็นใคร ทุกคนต่างสงสัยและต้องการวาร์ปหนุ่มปริศนาคนนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือ ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” สส. “พรรคก้าวไกล” ตัวตึงทีมเศรษฐกิจ ที่ดีกรีไม่ทำธรรมดา
 

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

รู้จัก “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” สส. “พรรคก้าวไกล”

ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ปัจจุบันอายุ 42 ปี สส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ที่หลายคนเรียกเขาว่าตัวตึงทีมเศรษฐกิจ ที่ประวัติมีดีกรีไม่ทำธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นทั้งการศึกษาและอาชีพที่เคยทำ ก่อนหันมาเดินเส้นทางการเมือง

ประวัติ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ด้านการศึกษา

  • ปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)คณะวิศวกรรมศาสตร์,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาโท  Master of Science (Information Science),Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST)
  • ปริญญาเอก Doctor of Philosophy (Information Science), Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST)

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร


ประวัติ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ด้านการทำงาน

  • รองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร (ตำแหน่งสุดท้าย) ธนาคารแห่งประเทศไทย (2556 – 2566)
  • Advisor, Bank for International Settlements (BIS), Innovation Hub (2563-2564)
  • นักวิจัยอาวุโส NEC Corporation, Central Research Labs. (2554-2556)
  • นักวิจัย Japan Advanced Institute of Science and Technology (2551-2554)
  • วิศวกร บริษัท Schlumberger Overseas S.A. (2545)


จุดเริ่มต้น “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” มาทำงานการเมืองกับ “พรรคก้าวไกล”

“ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” เล่าที่ว่าก่อนมาร่วมงานการเมืองกับพรรคก้าวไกลว่าเริ่มชีวิตการทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ความรับผิดชอบล่าสุดทำงานเกี่ยวกับเรื่องการเงินดิจิทัล ดูเรื่องเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ความสนใจทางการเมืองคืออยากทำนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

ที่ทำให้มาเป็นนักการเมือง “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” เล่าว่า เกิดขึ้นขณะทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นคนที่ดูแลเกี่ยวกับนโยบายที่หน่วยงานรัฐสามารถทำได้ แต่พบปัญหาติดกรอบกฏหมาย ธนาคารกลางเป็น คนทำนโยบาย แต่นักการเมืองคือคนทำกฏหมาย ตอนทำงานที่แบงค์ชาติ ได้พบว่ามีกฏหมายหลายอย่างติดขัด 

ทั้งนี้ทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ไม่มีประสิทธิภาพพอสมควร คิดว่ามีกฏหมายหลายตัวที่ต้องถูกแก้ไข กระทั่งลาออกจากงาน ก็รู้สึกอยากสร้างความเปลี่ยนแปลง อยากเห็นประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อคนไทย ก็เลยคิดว่าขอลองมาทำงานการเมือง จนล่าสุดได้รับเลือกจากประชาชนให้เข้ามาเป็น สส. ของพรรคก้าวไกล

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

สามารถติดตาม “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดีย 
Facebook Chaiwat Sathawornwichit – ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
Twitter Chaiwat Sathawornwichit
TikTok chaiwatpub

กฎใหม่ ‘บำนาญ สส.’ สมาชิกรัฐสภา รับสูงสุด 79,492 บาท?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554166

21 ก.ค. 2566

กฎใหม่ 'บำนาญ สส.' สมาชิกรัฐสภา รับสูงสุด 79,492 บาท?

มีคำตอบแล้ว กฎใหม่ เงิน ‘บำนาญ สส.’ สมาชิกรัฐสภา รับสูงสุด 79,492 บาท จริงหรือไม่ เปิดตัวเลข ‘เงินบำนาญ’ ได้เท่าไร

ตามที่มีการแชร์ข้อมูลเรื่องกฎใหม่ เงิน “บำนาญ” สมาชิกรัฐสภา “บำนาญ สส.” รับสูงสุด 79,492 บาท ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา พบว่า ประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีมีภาพข้อมูลถูกเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ว่า ข้าราชการ ผู้เคยเป็น “สมาชิกรัฐสภา” ต้องมีอายุราชการนาน 25 ปี ถึงมีสิทธิได้รับบำนาญ แต่ สส. รวมกันออกกฎหมายให้สิทธิ สส. ให้ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาการเป็น สส. ดังนี้

  • 2 ปี รับบำนาญ 22,712 บาท
  • 3 ปี รับบำนาญ 34,068 บาท
  • 7 ปี รับบำนาญ 45,424 บาท
  • 11 ปี รับบำนาญ 58,280 บาท
  • 15 ปี รับบำนาญ 64,136 บาท
  • 20 ปี รับบำนาญ 79,492 บาท

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเงินบำนาญข้าราชการ ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงว่า สิทธิประโยชน์ในการรับเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่าย

ในการดำเนินงานการรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงินการจัดหาผลประโยชน์ และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 โดยระเบียบดังกล่าว กำหนดการรับเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา กำหนดให้ได้รับเป็นรายเดือนตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยไม่ได้รับตลอดชีพ แต่ให้ได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : สิทธิประโยชน์ในการรับเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา บำนาญ สส. นั้น เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

ข้อเท็จจริงบำนาญ สส.ข้อเท็จจริงบำนาญ สส.

เงื่อนไขเงิน “บำนาญ สส.” 

มาตรา 11 สส. มีสิทธิได้รับบำนาญตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

  1. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 2 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 20 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  2. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 3 ปี แต่ไม่ถึง 7 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  3. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 7 ปี แต่ไม่ถึง 11 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 40 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  4. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 11 ปี แต่ไม่ถึง 15 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 50 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  5. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 15 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 60 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  6. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 70 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

‘ก้าวไกล’ แถลงเปิดทาง ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หวังยุติขั้วอำนาจเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554155

21 ก.ค. 2566

'ก้าวไกล' แถลงเปิดทาง 'เพื่อไทย' เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หวังยุติขั้วอำนาจเดิม

เลขาธิการพรรคก้าวไกล ชัยธวัช ตุลาธน แถลงเปิดทาง ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ร่วม 8 พรรคเดิมที่เคยทำ MOU เอาไว้ โยนพท.ตัดสินใจเสนอชื่อใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ พร้อมเงื่อนไขตั้งรัฐบาล ลั่นสนับสนุน เต็มที่ หวังยุติขั้วอำนาจเดิม สืบทอดอำนาจ

ที่พรรคก้าวไกล เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ก.ค.2566 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า ตามเจตจำนงของประชาชนว่าต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกก้าวไกลและเพื่อไทยชนะเป็นอันดับ 1 และ 2 เป้าหมายจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จแต่ 2 เดือน

ที่ผ่านมาชี้ชัดว่าทุกองคาพยพของฝ่ายอนุรักษ์นิยม สถาบันต่างๆ เป็นบริวารแวดล้อมทั้งหมด ไม่ยอมให้ก้าวไกลเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยเอาเรื่องมาตรา 112 มาบังหน้าและอ้างความจงรักภักดีมาปะทะกับการเลือกตั้งของประชาชน ยังเคลื่อนไหวผ่าน กกต.และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อหวังตัดสิทธิแกนนำพรรคและยุบพรรคก้าวไกลให้ได้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นว่าสว.จึงฝืนมติมหาชนไม่โหวตเลือกนายกฯ ตามเสียงส่วนใหญ่ของสส. และยังกล้าทำลายหลักการตีความข้อบังคับที่ 41 ของรัฐสภาให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เปรียบเสมือนการล้มล้างการปกครอง หรือฉีกรัฐธรรมนูญผ่านกฎหมู่ เพื่อขัดขวางการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ในการโหวตนายกครั้งที่ 2

พรรคก้าวไกลไม่ยอมรับการตีความดังกล่าว ภายใต้การทำงานที่สอดประสานกันของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เราจำเป็นต้องขอโทษต่อประชาชนและยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเขาไม่ยอมให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

การที่นายพิธา ไม่สามารถเป็นนายกฯได้ ไม่ได้หมายความว่าภารกิจตั้งรัฐบาลเพื่อพลิกขั้วรัฐบาลจะไม่สำเร็จ เป้าหมายสูงสุดของก้าวไกลยังคงอยู่คือตั้งรัฐบาลเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่พิธาจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ แต่ประเทศหยุดการสืบทอดอำนาจได้หรือไม่ ดังนั้นพรรคก้าวไกลเปิดโอกาสให้ประเทศคือ พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล 8 พรรคเดิมที่เคยทำ MOU เอาไว้

ดังนั้นในการประชุมรัฐสภาต่อไป ก้าวไกลจะเสนอชื่อแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ เช่นเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรคก้าวไกล แต่ยังไม่ได้คุยกับพรรคเพื่อไทย และอยู่ที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอแคนดิเดตนายกฯคนไหนในการประชุมร่วมรัฐสภาครั้งหน้า

ทั้งนี้ เลขาธิการพรรคก้าวไกล ใช้เวลาในการแถลงข่าวเพียง 20 นาที เริ่มจาก11.00-11.20 น. 

‘คมชัดลึก’ สรุปประเด็นสำคัญที่ก้าวไกลแถลงมีดังนี้

1.ก้าวไกล เปิดทาง เพื่อไทย ตั้งรัฐบาล

2.ก้าวไกล พร้อมสนับสนุน แคนดิเดตนายกฯ จาก เพื่อไทย

3. ก้าวไกล ให้ เพื่อไทย ตัดสินใจเงื่อนไขตั้งรัฐบาล

4.ก้าวไกล ยืนยันไม่ยอมรับข้อบังคับที่ 41

5.ชัยธวัช เชื่อมีธงตัดสิทธิ์ยุบพรรคก้าวไกล…

6. พรรคร่วม เร่งตั้งรัฐบาลสกัดการสืบทอดอำนาจ



7.พิธา กำลังใจดี พรุ่งนี้กลับมาทำงาน

'ก้าวไกล' แถลงเปิดทาง 'เพื่อไทย' เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หวังยุติขั้วอำนาจเดิม

รู้จัก ‘ไอติม พริษฐ์’ นักเรียนนอก สส. ‘ก้าวไกล’ ผู้ผลักดันยกเลิกเกณฑ์ทหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554141

21 ก.ค. 2566

รู้จัก 'ไอติม พริษฐ์' นักเรียนนอก สส. 'ก้าวไกล' ผู้ผลักดันยกเลิกเกณฑ์ทหาร

รู้จัก ‘ไอติม พริษฐ์’ หนุ่มนักเรียนนอก หลานชาย ‘อภิสิทธิ์’ สส. ‘ก้าวไกล’ ผู้ผลักดันยกเลิกเกณฑ์ทหาร หวังปฏิรูปกองทัพไทย

เมื่อพูดถึงชื่อ สส. “ไอติม พริษฐ์” หรือ “ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ” หลายๆ คนคงคุ้นหูกับชื่อนี้หรือเคยเห็นผ่านตาจากในสื่อโซเชียล “ไอติม พริษฐ์” เป็น สส. ปาร์ตี้ลิสต์พรรค “ก้าวไกล”  ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับความสนใจอย่างมากในเวลานี้ และยังเป็นหลานชายอดีตนายกฯ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”


ปัจจุบัน “ไอติม พริษฐ์” เป็นนักการเมืองอาชีพ ที่มีบทบาทใน “พรรคก้าวไกล” ที่มุ่งเน้นย้ำชูโรงนโยบาย “ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร” โดยเริ่มปรากฎผลงานสู่สายตาประชาชนครั้งแรก ด้วยการพัฒนาและเปิดตัว แอปพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาเด็กไทย ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงเนื้อหาวิชาการเรียน ที่ไม่จำกัดระดับชั้นการศึกษา

ประวัติ “ไอติม พริษฐ์”  

“ไอติม พริษฐ์” อดีตเคยเป็นนิวเจนของพรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุับนคือหัวแรงหลักของก้าวไกล ไอติม เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2535 ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ปัจจุบันอายุ 31 ปี มีศักดิ์เป็นหลานชายของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 27 และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ไอติม พริษฐ์” มีบิดาเป็นนายแพทย์ชื่อว่า ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนมารดาชื่อว่า ศาสตราจารย์แพทย์หญิง อลิสา วัชรสินธุ อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นพี่สาวคนโตของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ไอติม พริษฐ์ไอติม พริษฐ์

หลังจากไอติม มีอายุได้ 9 ปี ได้เข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นจึงได้ศึกษาต่อที่ โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ และโรงเรียนเตรียมมัธยมศึกษาและวิทยาลัยอีตันที่ประเทศอังกฤษ

จากนั้น “ไอติม พริษฐ์” ได้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (Philosophy, Politics and Economics หรือ PPE) เกียรตินิยมเหรียญทอง ระดับปริญญาตรีควบปริญญาโท จากวิทยาลัยเซนต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

ไอติม พริษฐ์ไอติม พริษฐ์

ผลงาน “ไอติม พริษฐ์”

หลังจากจบการศึกษา “ไอติม พริษฐ์” ได้ฝึกงานในแวดวงการเมืองไทย ช่วงรัฐบาลของคุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ณ สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2552 และเริ่มกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

หลังจากประเทศไทยเข้าสู่ยุคการปกครอง โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) “ไอติม พริษฐ์” ได้ตัดสินใจ เข้าทำงานให้บริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Company ส่งผลให้เขามีโอกาสได้สั่งสมประสบการณ์ทำงานในหลากหลายประเทศ รวมถึงการรับโจทย์คิดแก้ปัญหานโยบายทางการเมืองต่างๆ

ไอติม พริษฐ์ไอติม พริษฐ์

ต่อมา “ไอติม พริษฐ์” ได้เริ่มต้นทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการและพิธีกรรายการสารคดีเกี่ยวกับอาชีพที่น่าสนใจ ชื่อรายการ “เห็นกับตา” ของช่อง PPTV และในปี พ.ศ. 2561 “ไอติม พริษฐ์” เริ่มต้นทำงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมก่อตั้งกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า “NewDem”

จากนั้น “ไอติม พริษฐ์” กลับมาอีกครั้งในฐานะซีอีโอของบริษัท EdTech ที่มีชื่อว่า StartDee สตาร์ทอัพด้านการศึกษา ซึ่งชื่อ StartDee มาจากคำว่า จุดเริ่มต้นที่ดี เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตที่ดี แอปพลิเคชั่น StartDee มีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนและเด็กไทยทุกคน เข้าถึงเนื้อหาวิการศีกษาได้อย่างครบถ้วน ด้วยไม่แบ่งแยกระดับการศึกษา เริ่มตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ไอติม พริษฐ์ไอติม พริษฐ์

แรงบันดาลใจของ “ไอติม พริษฐ์” ในการสร้างแอปฯ StartDee เริ่มต้นมาจากการที่เขามองเห็นปัญหา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่อยู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ที่ส่งผลให้เกิดสังคมได้เรียนเพราะมีเงิน ในขณะที่บางคนไม่มีเงินก็หมดสิทธิ์รับการศึกษา โดย “ไอติม พริษฐ์” ตั้งเป้าหมายว่าแอปฯ StartDee จะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้กับเด็กไทยมากกว่า 8 ล้านคน ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ

ไอติม พริษฐ์ไอติม พริษฐ์

“ไอติม พริษฐ์” เริ่มงานทางการเมืองกับ “พรรคก้าวไกล”

ในปี พ.ศ. 2565 “ไอติม พริษฐ์” ได้กลับมาสู่แวดวงการการเมืองไทย ในฐานะตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบปาร์ตี้ลิสต์บัญชีรายชื่อ และฐานะผู้จัดการการรณรงค์สื่อสารนโยบายพรรคของพรรคก้าวไกล ที่มีหัวหน้าพรรคคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ไอติม พริษฐ์ไอติม พริษฐ์

“ไอติม พริษฐ์” มีบทบาทสำคัญด้วยแนวคิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขรัฐธรรมนูญ, การกระจายอำนาจ และการศึกษา พร้อมทั้งยังเน้นย้ำเรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร หวังปฏิรูปกองทัพไทย ให้เน้นที่ประสิทธิภาพ เป็นอาชีพที่มีระบบระเบียบมาตราฐานสากล จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม มีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ล่าสุด “ไอติม พริษฐ์” ได้เข้าร่วมการประชุมสภา ในฐานะ สส. ของ “ก้าวไกล” เพื่อโหวตนายก คนที่ 30 ของประเทศไทย 

ไอติม พริษฐ์ไอติม พริษฐ์

‘พิธา’ นำ ‘ก้าวไกล’ ร่วมแถลง 23 ก.ค. ส่งไม้ต่อ ‘เพื่อไทย’ จัดทัพตั้งรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554132

20 ก.ค. 2566

'พิธา' นำ 'ก้าวไกล'  ร่วมแถลง  23  ก.ค. ส่งไม้ต่อ 'เพื่อไทย' จัดทัพตั้งรัฐบาล

วงในพรรค”ก้าวไกล” เผย  การส่งมอบภารกิจให้  “เพื่อไทย” พรรคอันดับสอง รับไม้ต่อในการนำทัพจัดตั้งรัฐบาล  จะแถลงอย่างเป็นทางการ โดย “พิธา” วันอาทิตย์ที่  23  ก.ค.  ด้าน สส.บัญชี รายชื่อ ก้าวไกล “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”  ย้ำ 8  พรรค จะปั่นจักรยานแห่งความหวัง เข้าเส้นชัยไปด้วยกัน 

แหล่งข่าวจากพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า ประเด็นที่พรรคเพื่อไทย รอฟังท่าทีจากพรรค ก้าวไกล ที่จะเปิดโอกาสให้พรรคที่มีเสียงเป็นอันดับสอง ในกลุ่ม 8  พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่เดิมมีพรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคอันดับหนึ่งเป็นแกนหลัก   โดยการส่งมอบหน้าที่เพื่อให้พรรคเพื่อไทย สานต่อภารกิจจัดตั้งรัฐบาลให้ลุล่วง  กรณีดังกล่าว นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  พร้อมด้วยแกนนำพรรคก้าวไกล จะร่วมกันแถลงเรื่องนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายในวันอาทิตย์ที่ 23  ก.ค.  

 “ที่ต้องใช้เวลาเพราะ ก้าวไกล ต้องประชุมหารือและพูดคุยกันอย่างละเอียดภายในพรรค เพื่อให้เกิดความรอบด้านมากที่สุด  เพราะในสาระสำคัญ  จับมือ 8 พรรค ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก็มีการทำบันทึกความร่วมมือต่าง ๆ เอาไว้ ดังนั้นอาจจะมีการปรับแก้บางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์” แหล่งข่าว  ระบุ


 
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชี รายชื่อพรรคก้าวไกล   กล่าวว่า  การวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคก้าวไกลจะเป็นฝ่ายค้าน  ไม่ได้รู้สึกอะไรเนื่องจากเชื่อมั่นใน 8 พรรคร่วม   เชื่อมั่นและไว้วางใจกัน  ไม่นำประเด็นเล็ก ๆที่จะอาจเห็นไม่ตรงกันมาขยายผล   ยอมรับว่าปัญหามีอยู่แล้วแต่จะพยายามไม่ทำให้ปัญหาลุกลาม   “เราจะประคองความกลมเกลียว และความแน่นแฟ้นของ8 พรรคร่วม ให้แน่นแฟ้นที่สุด เปรียบเหมือนจักรยาน  จะเข้าถึงเส้นชัยก็ต้องผลัดกันนำ แล้วแต่เป้าหมายของจักรยานทั้ง 8 คัน ซึ่งเป็นจักรยานแห่งความหวังของประชาชนคนไทย และจะเข้าเส้นชัยไปด้วยกัน ไม่มีคันไหนเลี้ยวโค้งก่อน ทุกวันนี้ยังปั่นกันอยู่เลย ฝ่ากระแสลม” นายวิโรจน์ กล่าว 

‘เพื่อไทย ‘รอ ‘ก้าวไกล’ ส่งไม้ต่อ – ตั้งรัฐบาล เป้าเสียงโหวตนายกฯ 375

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554128

20 ก.ค. 2566

'เพื่อไทย 'รอ 'ก้าวไกล'  ส่งไม้ต่อ  - ตั้งรัฐบาล เป้าเสียงโหวตนายกฯ 375

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย “ชลน่าน ศรีแก้ว” ระบุการขับเคลื่อนเพื่อดำเนินการเสนอชื่อโหวตนายกรัฐมนตรี ยังยู่ในขั้นตอนของการรอท่าทีจากพรรคก้าวไกล ให้ส่งมอบภารกิจอย่างเป็นทางการ การันตีเพื่อรับหน้าที่มาแล้ว ในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล ต้องทำให้สำเร็จ เป้าเสียงโหวต 375

น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า   กระบวนการในการเสนอชื่อแคนดิเดต   หรือ ประกาศชื่อบุคคลที่พรรคเพื่อไทย  จะเสนอโหวตนายกรัฐมนตรี  ขั้นตอนในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทย  ยังคงรอท่าทีจากพรรคก้าวไกล  ซึ่งวันนี้ในการหารือระหว่างเพื่อไทยและก้าวไกล   ทางแกนนำพรรคก้าวไกล ก็แจ้งว่าขอไปดำเนินการภายในพรรคก่อน จากนั้นจะส่งภารกิจให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ พรรคก้าวไกลคู่เจรจา ไม่ติดใจเรื่องแคนดิเดต จากเพื่อไทย ที่ประกอบ ด้วย  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร , นายเศรษฐา ทวีสิน และ นายชัยเกษม นิติศิริ

“ความชัดเจนในการประกาศชื่อของเพื่อไทย   ช้าที่สุดคือ 25 ก.ค.  ขณะที่วันประชุมรัฐสภาคือ 27  ก.ค. 
กระบวนการต่าง ๆ   ย้ำว่าเรารอท่าทีจากก้าวไกล   รอให้พรรคก้าวไกลไปประชุมภายในแล้วมาแจ้งเรา เพื่อเราจะเริ่มกระบวนการคุยอย่างเป็นทางการ  เพราะเป้าหมายเรา เราเสนอ เราต้องได้  ไม่อย่างนั้นจะเป็นการทดลอง หลังจากที่เราได้รับการประกาศชัดเจนว่าเป็นแกนนำ เราก็จะแสวงหาคะแนนผู้สนับสนุน”

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า   ประเด็นมาตรา 112  ที่จะเป็นอุปสรรคในการโหวตต้องทำให้มีความชัดเจนมากที่สุด อะไรที่เป็นปัญหาทำให้ไม่ได้เสียง  ต้องเร่งดำเนินการก่อนที่จะโหวต นายกรัฐมนตรี “เมื่อเพื่อไทยเป็นแกนนำ มีหน้าที่จะต้องหาคะแนน ให้ได้ 375 เสียง นี่คือเป้าหมาย แต่วิธีการหา หากมีอุปสรรคและเงื่อนไข จะต้องไปจัดการในนามของพรรคร่วม  เมื่อเพื่อไทยมาเป็นแกนนำ เรามีเป้าหมายจะต้องรวมเสียงให้ได้ แต่การจะหาคะแนนจาก ส.ว. ต้องใช้กลไกหลายอย่างประกอบกัน” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว