เช็กชื่อ 43 สว. หนี ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ โดดประชุมร่วมรัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553539

13 ก.ค. 2566

เช็กชื่อ 43 สว. หนี ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ โดดประชุมร่วมรัฐสภา

เช็กชื่อ 43 สมาชิกวุฒิสภา ผู้ทรงเกียรติที่ไม่มาประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อลงมติ ‘โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี’ คนที่ 30 ครั้งแรก พบมี สว.คนดัง ผบ.เหล่าทัพ

วันที่ 13 ก.ค.2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผลการลงมติ โหวตนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงในเวลา 17.50 น. สรุป นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้รับเสียงสนับสนุน 324 เสียง หรือเห็นชอบ รวม 324 เสียง 

ส่วนผู้ที่ไม่สนับสนุน หรือ ไม่เห็นชอบ มีการออกเสียงรวม 182 เสียง และผู้ที่งดออกเสียง มีด้วยกัน 199 เสียง

ดังนั้น ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก วันพฤหัสที่ 13 ก.ค. 2566 นายพิธา ได้รับเสียงสนับสนุุนไม่ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้คือ 376 เสียง กล่าวคือได้เสียงสนับสนุน 324 ยังห่างอยู่ 52 เสียง 

ทั้งนี้ ในวันนี้(13ก.ค.2566)  มีสว. รายงานตัวที่รัฐสภา รวม 216 คน บางส่วนติดราชการ ไม่สามารถมาร่วมประชุมรัฐสภาได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.ที่ไม่มาประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อลงมติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30  หรือโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก มีจำนวนทั้งสิ้น 43 คนจาก สว.ทั้งหมด 249 คน

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯคนที่ 30  พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯคนที่ 30

เช็กชื่อ 43 สว. หนี ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’

1.นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา 

2.นายกิตติ วะสีนนท์ 

3.นายเจน นำชัยศรี 

4.นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ 

5.พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์

6.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ 

7.พล.อ.เชวงศักดิ์ ทองสลวย 

8.พล.อ.ดนัย มีชูเวท 

9.น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ 

10.พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์

11.นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม 

12.พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ 

13.พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน 

14.พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ 

15.พล.ร.อ.นพดล โชคระดา

16.พล.อ.นพดล อินทปัญญา 

17.นายบุญมี สุระโคตร 

18.นางเบญจรัตน์ เนียมประดิษฐ์ 

19.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย 

20.น.ส.ภัทรภร วรามิตร

21.นายภาณุ อุทัยรัตน์ 

22.พล.อ.ปฐมพงศ์ ประถมภัฎ 

23.นายพิทักษ์ ไชยเจริญ 

24.นายประมาณ สว่างญาติ 

25.นางประยูร เหล่าสายเชื้อ

26.พล.ต.ต.ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ 

27.นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล 

28.พล.อ.วราห์ บุญญะสิทธิ์ 

29.นายวิชัย ทิตตภักดี 

30.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์

31.พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ 

32.นายสม จาตุศรีพิทักษ์ 

33.นายสมชาย หาญหิรัญ 

34.นายศักดิ์ไทย สุรกิจบวร 

35.พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง

36.นายสำราญ ครรชิต 

37.พล.อ.อ.สุจินต์ แช่มช้อย 

38.นางสุนี จึงวิโรจน์ 

39.นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 

40.นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์


41.พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรส 

42.นายอุดม วรัญญูรัฐ 

43.นายอุปกิต ปาจรียางกูร

ขอบคุณที่มาข้อมูล: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร

‘พิธา ‘ลั่น ‘ยอมรับไม่ยอมแพ้’ ประกาศสู้ต่อ โหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553538

13 ก.ค. 2566

'พิธา 'ลั่น 'ยอมรับไม่ยอมแพ้'  ประกาศสู้ต่อ โหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2

หัวหน้าพรรคก้าวไกล และผู้ได้รับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ รับสภาพหลังผลโหวตนายกรัฐมนตรี ออกมาในแบบที่ไม่เป็นใจ กร้าว “ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้” ลั่นสู้ต่อกับการโหวตรอบที่ 2 ขอบคุณไปถึง 13 เสียง สว. ที่ร่วมให้การสนับสนุน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล   หัวหน้าพรรคก้าวไกล  และผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา  ให้สัมภาษณ์ภายหลังที่ประชุมรัฐสภา มีมติไม่ให้ความเห็นชอบขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยระบุว่า   ” ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้” และจะหายุทธศาสตร์รวบรวมเสียงเพื่อลงมติเลือกครั้งต่อไปให้ครบ 376 เสียง

การโหวตนายกรัฐมนตรีให้กับตน   เข้าใจกระแสกดดันที่สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ได้รับ แต่ก็ขอบคุณ สว.  13 เสียงเห็นชอบ  “ผมจะเตรียมใจ เตรียมสมอง และเตรียมแผนในการลงมติครั้งที่ 2  จากผลการลงมติ ก็ยังมีความเชื่อใจพรรคเพื่อไทย ทำงานด้วยร่วมกันด้วยความเชื่อใจ  การที่สว. ไม่ให้ความเห็นชอบ เพราะนโยบายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  พรรคก้าวไกล ก็จะไม่ลดกำแพง และจะยังคงดำเนินการนโยบายดังกล่าวต่อ เพราะพรรคก้าวไกล ได้สัญญากับประชาชนไว้ในการเลือกตั้ง ”   นายพิธา ระบุ 

'พิธา 'ลั่น 'ยอมรับไม่ยอมแพ้'  ประกาศสู้ต่อ โหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2

ตำรวจตรึงกำลังอำนวยความสะดวก สว.กลับบ้าน-บางส่วนขึ้นเรือหลังรัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553536

13 ก.ค. 2566

ตำรวจตรึงกำลังอำนวยความสะดวก สว.กลับบ้าน-บางส่วนขึ้นเรือหลังรัฐสภา

บรรยากาศหลัง ‘พิธา’ ชวดนายกฯ พบตำรวจตรึงกำลังอำนวยความสะดวกจัดขบวนส่ง สว. พร้อมจัดเรือพาออกจากพื้นที่รัฐสภา

วันที่ 13 ก.ค. ที่รัฐสภาฯ ภายหลังจากการประชุมร่วมกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สมาชิกวุฒิสภา ในวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยผลปรากฎว่า มีผู้เห็นชอบ 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และงดออกเสียง 199 ทำให้นายพิธาไม่ผ่านความเห็นชอบ

โดยมีรายงานว่า บรรยากาศสำนักงานวุฒิสภา พบว่ามีสมาชิกทยอยเดินทางกลับหลังออกเสียงลงคะแนนทันทีโดยมีตำรวจตรึงกำลังและมีรถมอเตอร์ไซค์ของเจ้าหน้าที่ขับนำรถขบวนรถของ สว.ออกไปเป็นรอบๆ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเรือโดยสารที่คาดว่าเจ้าหน้าที่จัดสรรไว้อำนวยความสะดวกคอยรับส่ง สว.ออกจากพื้นที่รัฐสภาอีกด้วย

จ่อ ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ รอบ 2 ลุ้น ‘พิธา’ นั่งนายกฯ หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553532

13 ก.ค. 2566

จ่อ ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ รอบ 2 ลุ้น ‘พิธา’ นั่งนายกฯ หรือไม่

ที่ประชุมรัฐสภา สส.-สว.ร่วม ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ ครั้งแรก ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ได้คะแนนไม่ถึง 375 เสียง เตรียมเสนอชื่อครั้งต่อไป 19 ก.ค.66

วันที่ 13 ก.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เข้าร่วมการประชุม ซึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธาน ซึ่งภายหลัง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อลงมติเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

ทั้งนี้ มี สส. และสว.อภิปรายกันอย่างกว้างขวางต่อเนื่องในเวลาที่กำหนดภาพรวมคือ 6 ชั่วโมง และกำหนดเวลาในการเริ่มลงมติตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป โดยเป็นการลงมติแบบขานชื่อตามตัวอักษร ซึ่งการลงมติครั้งนี้ต้องได้คะแนนเสียง 375 เสียงขึ้นไป นายพิธา จึงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา 749 คน เนื่องจากมี สว. 1 คนลาออก ทำให้เหลือสว. 249 คน

จากนั้นในเวลา 15.51 น. วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้กล่าวปิดการอภิปราย แล้วจึงเข้าสู่การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีตามขั้นตอนแบบเปิดเผย คือการขานชื่อสมาชิกรัฐสภาตามตัวอักษร โดยให้โหวตว่า “เห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง” ขอให้ออกเสียงลงคะแนนในลักษณะนี้ ไม่ควรมีการพูดอะไรเพิ่มเติม ส่วนกรณีเมื่อขานชื่อแล้วไม่อยู่ในที่ประชุม จะให้โหวตต่อท้ายจากการขานชื่อครบทั้งหมดแล้ว

ต่อมาเวลา 15.58 น. ประธานรัฐสภา กดออดแจ้งให้สมาชิกรัฐสภาแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม โดยที่ประชุมรัฐสภาเริ่มขานชื่อลงมติก่อนกำหนดในเวลา 16.05 น.

เมื่อผ่านเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ผลการลงมติปรากฏว่า นายพิธา ได้เสียงเห็นด้วย ไม่ถึง 375 เสียง โดยคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเวลา 18.19 น. อยู่ที่ 324 เสียง ในจำนวนนี้ปรากฏว่ามีเสียงสว.หนุน 13 เสียง เท่านั้น ทำให้ไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรีในครั้งแรก ซึ่งจะมีการเสนอชื่อ นายพิธา อีกครั้งในวันพุธที่ 19 ก.ค. 2566

เช็กชื่อ ‘สว.’ โหวตเห็นชอบ ‘พิธา’ เป็นนายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553530

13 ก.ค. 2566

เช็กชื่อ 'สว.' โหวตเห็นชอบ 'พิธา' เป็นนายกรัฐมนตรี

รวมรายชื่อ ‘สว.’ ชุดพิเศษ ที่ลงมติเห็นชอบ ให้ ‘พิธา’ เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมสภา ‘โหวตนายกฯ’ วันที่ 13 ก.ค. 2566

วันนี้(13 ก.ค. 2566) ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม มีวาระสำคัญที่สำคัญคือการพิจารณาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272

การประชุมสภาวันนี้เพื่อ “โหวตนายกฯ” คนที่ 30 ของประเทศไทย โดยในที่ประชุมภาในช่วงเช้า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อ “พิธา” หรือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติ ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 160 เป็นนายกรัฐมนนตรีคนที่ 30 แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งหลังจบการ “โหวตนายกฯ” มี “สว.” โหวตเห็นชอบให้ “พิธา” เพียง 13 คน เท่านั้น

รวมรายชื่อ “ส.ว.” ชุดพิเศษ ที่ “โหวตนายกฯ” ลงมติเห็นชอบ ให้ “พิธา” เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมสภา 13 คน

1. นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์
2. จรุงวิทย์ ภุมมา
3. เฉลา พวงมาลัย
4. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
5. ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง
6. ประภาศรี สุฉันทบุตร (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
7. พิศาล มาณวพัฒน์ (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
8. พีระศักดิ์ พอจิต (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
9. มณเฑียร บุญตัน (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
10. วันชัย สอนศิริ (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
11. วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ (ประกาศไว้ล่วงหน้า) 
12.  สุรเดช จิรัฐิติเจริญ
13. อำพล จินดาวัฒนะ

ล่าสุดหลังการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อ “โหวตนายกฯ” คนที่ 30 ของประเทศไทย “พิธา” หรือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย เนื่องจากได้รับคะแนนโหวต 324 เสียง ซึ่งมี “สว.” เห็นชอบเพียง 13 คน ทำให้ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง(375) ต้องรอลุ้นวันที่ 19 ก.ค. 2566 อีกครั้ง ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป 

‘พิธา’ ร่ายยาว ถึง สว. เชื่อใจผม ฉายภาพ 4 ปี อนาคตประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553529

13 ก.ค. 2566

'พิธา' ร่ายยาว ถึง สว. เชื่อใจผม ฉายภาพ 4 ปี อนาคตประเทศ

‘พิธา’ โพสต์ร่ายยาว ถึง 750 สมาชิกรัฐสภา- 250 สว. เชื่อใจผม ฉายภาพ 4 ปี อนาคตประเทศ จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นประเด็นการเมือง

นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย การประชุมรัฐสภา พิจารณา “โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30” จับตา พิธา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  พรรคก้าวไกล จะพา 7 พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่าด่าน สว.ได้หรือไม่ ซึ่งภายหลัง “ผลโหวตนายก” เป็นที่ชัดเจนว่า “พิธา” น่าจะวืดเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” เสียงหนุนได้เพียง 323 – สว.ให้ 13 คะแนน

ล่าสุด “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ระบุว่า วันนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สว.หลายท่านที่นี่ แม้จะเห็นด้วยกับนโยบายของเราหลายประการ ชื่นชอบในแนวทางการทำงานของเราไม่น้อย และเห็นว่าประเทศไทยที่พวกเราอยากจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น เป็นประเทศไทยแบบเดียวกับที่ท่านอยากเห็น ไม่มากก็น้อย

แต่ท่านก็ยังมีความคลางแคลงใจในตัวผม คลางแคลงใจในคุณสมบัติ จุดยืนทางการเมือง หรือนโยบายบางประการของเรา ความคลางแคลงใจนี้ มากพอที่จะทำให้ท่านไม่สามารถยกมือโหวตให้ผมได้ แม้จะได้ยินเสียงเรียกร้องจากพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ว่าเขาต้องการรัฐบาลแบบไหน และนายกรัฐมนตรีคนไหน

ผมจะขอใช้พื้นที่นี้ อธิบายในทุกข้อกังวลสงสัยที่ท่านมีต่อผม เพื่อให้ท่านเชื่อใจผม วางใจว่า อนาคตของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นภายใต้การบริหารของผม

ผมจะฉายภาพให้ทุกท่านได้เห็นว่า ถ้าหากผมได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในการบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมกับพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากประชาชน ผ่านการเลือกตั้งตามกลไกประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ประเทศไทยในระยะเวลา 4 ปีต่อจากนี้ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะมีทิศทางการพัฒนาไปทางใด และชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก และความสัมพันธ์ภายในสังคมไทยเราเองจะวิวัฒน์ไปเช่นใด

จุดร่วม

ท่ามกลางกระแสที่ถูกปลุกปั่นให้เห็นแต่ความแตกต่าง เรื่องสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยมองข้ามไปคือ สังคมไทยในความใฝ่ฝันของท่านกับพวกเรานั้น อันที่จริงแล้วมีความสอดคล้องต้องกันอยู่ไม่น้อย

  • การสร้างการเมืองโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน, การปฏิรูปราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ, การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตลอดจนการมองเห็นความเหลื่อมล้ำและการผูกขาดทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ ที่ว่ามาทั้ง 5 เรื่องนี้ ล้วนเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมืองที่เราเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องแก้ไขจัดการอย่างจริงจัง

ผมเชื่อว่า ทุกท่านในที่นี้ ปรารถนาอยากเห็น “การเมืองโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน” การเมืองที่อาศัยกับอิทธิพลและเครือข่ายอุปถัมภ์เป็นต้นตอของการทุจริตฉ้อฉล การจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน ท่านก็ต่อสู้เพื่อสร้างการเมืองโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน ไม่ต่างจากผม

  • ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ ปรารถนาอยากเห็น “การปฏิรูปราชการ” ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมายาวนานหลายทศวรรษ แต่กลับส่งผลแย่ลงทุกที การเลื่อนขั้นได้ดีของข้าราชการกลับขึ้นกับการรับใช้นาย ตำแหน่งราชการกลายเป็นเครื่องมือในการหาเงินหาส่วย ท่านก็ต่อสู้เพื่อปฏิรูปราชการให้เป็นราชการเพื่อประชาชน ให้เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการส่งมอบบริการสาธารณะ ไม่ต่างจากผม
  • ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ ปรารถนาอยากเห็น “การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” เพราะถึงแม้เราจะเริ่มต้นกระบวนการมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 แต่อำนาจหน้าที่ งบประมาณ ตลอดจนความสามารถในการดูแลประชาชนในจังหวัดต่างๆ ก็ยังคงเป็นอย่างจำกัด ท่านก็ต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพ อยากให้คนไทยทั่วประเทศมีถนนหนทาง น้ำประปา และการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนตำบลใด ไม่ต่างจากผม
  • ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ มองเห็น “ความเหลื่อมล้ำและการผูกขาด” เป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกินชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะทำให้ต้นทุนการใช้ชีวิตของคนไทยสูงขึ้นเรื่อยๆ คนที่อยากตั้งตัวทำธุรกิจก็ไม่มีหนทางจะเติบโตเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา ท่านก็ต่อสู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ต่อสู้เพื่อเศรษฐกิจที่แข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ไม่ต่างจากผม

นี่เป็น “ประตูแห่งโอกาส” อันยิ่งใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมาก่อน เป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ที่เราจะสามารถร่วมกันสร้างการเมืองโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน, การปฏิรูปราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ, กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตลอดจนแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการผูกขาดทางเศรษฐกิจร่วมกัน เป็นโอกาสอันดีที่ผู้แทนจาก สส. และ สว. จะร่วมกันสร้างสังคมไทยที่เราใฝ่ฝัน

จุดต่าง

แน่นอนว่ามีประเด็นที่เรายังเห็นแตกต่างกันอยู่ ซึ่งเกิดขึ้นด้านหนึ่งจากการที่ไม่มีโอกาสได้สื่อสารทำความเข้าใจกัน ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงทำความเข้าใจใน 3 เรื่องสำคัญ คือ ความเร็วในการเปลี่ยนแปลง, การต่างประเทศ, และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน

  • เรื่องแรก ความเร็วการเปลี่ยนแปลง มีสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน ที่ผมและทีมงานมีโอกาสพูดคุย และพบว่าเราเห็นตรงกันหมดเลย เรื่องการปฏิรูปการเมือง ระบบราชการ กระจายอำนาจ แต่แสดงความกังวลว่า รัฐบาลของพิธาจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นเร็วเกินไป

พูดอีกอย่างก็คือ เห็นด้วยกับแนวทาง แต่กังวลเรื่องความเร็วในการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องขออธิบายว่า เราเพียงแต่กำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่า แต่ละเรื่องต้องมุ่งหน้าไปด้านไหน จากนั้นเราก็ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามกระบวนการทางรัฐสภา ยกตัวอย่างการเสนอกฎหมาย…

  • เรื่องที่สอง ในด้านการต่างประเทศ รัฐบาลของผมต้องการรักษาสมดุลบทบาทของไทยในกระแสการเมืองระหว่างประเทศที่เข้มข้น ซึ่งเราจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องยืนยันแนวทาง Rule-based Diplomacy ซึ่งหมายถึง การดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศที่ตั้งอยู่บนหลักการสากล ไม่โอนอ่อนไหวตามกระแสหรือไปตามประเทศมหาอำนาจโดยไม่สนหลักการพื้นฐาน

– Revive เราต้องฟื้นฟูความเป็นผู้นำของไทยในอาเซียน บนพื้นฐานที่คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ที่ผ่านมาเรานิ่งเฉยหรือ passive เกินไป จนทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนปัญหายาเสพติด ถูกซุกซ่อนเอาไว้ใต้พรมจนทวีความรุนแรงขึ้น

– Rebalance คือ การปรับและรักษาสมดุล แม้จะไม่ใช่ประเทศยักษ์ใหญ่ แต่ไทยก็ไม่ใช่ประเทศเล็กๆ ที่ไร้เกียรติภูมิ เราเป็นประเทศที่มีอำนาจปานกลาง ไม่ใช่การโอนอ่อนลู่ลม แต่การยึดในหลักการเพื่อตัดสินใจบนจุดยืนที่มั่นคงต่างหาก ที่จะทำให้เราเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้

ด้วยหลักการนี้ การจะยอมให้ใครมาตั้งฐานทัพบนแผ่นดินไทยย่อมเป็นไปไม่ได้

  • เรื่องที่สาม ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน ผมอยากชวนทุกท่านมองเรื่องนี้ในมุมมองประวัติศาสตร์ให้ยาวไกลขึ้น (Think backward and think forward)

หากเรานับปี 2549 เป็นหมุดหมายสำคัญ ในฐานะจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในสังคมไทย เราจะเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มมาตั้งแต่เวลานั้น เพื่อล้มรัฐบาลเลือกตั้งถึงสองครั้งสองครา กลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตน และไม่มีเครดิตทางสังคม ล้วนต้องดึงสถาบันมาอ้างอิง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มธุรกิจ

ในปัจจุบัน เมื่อกลุ่มการเมืองและกลุ่มธุรกิจบางกลุ่ม กำลังจะเสียผลประโยชน์ ก็จงใจดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองอีกครั้ง จับมาวางเป็นคู่ตรงข้ามกับการลงคะแนนเสียงของประชาชนในวันที่ 14 พ.ค. ผมอยากชวนวิญญูชนคนที่มีสติ ไตร่ตรองให้ดีว่าการกระทำเช่นนี้มีราคาและต้นทุนอย่างไรกับสังคม

ผมเชื่อว่า ถ้าไม่มีใครชูคำขวัญ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ถ้าไม่มีใครอิงแอบสถาบันเพื่อก่อรัฐประหาร ถ้าไม่มีใครเอาเรื่องล้มล้างสถาบันมาปลุกปั่นทางการเมืองให้คนเกลียดชังกัน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ถ้าเราไม่ใช้ ม.112 มาเป็นเครื่องมือมาทำลายล้างกัน ความขัดแย้งในสังคมไทยคงไม่มาถึงจุดนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ๆ อย่างมีวุฒิภาวะ แก้ปัญหาที่ต้นตอ ด้วยการยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นการเมือง แล้วหากุศโลบายที่ดีเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จัดวางพระราชอำนาจและพระราชสถานะให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ทำแบบนี้สถาบันจึงจะดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในสังคมไทย

ปิดท้าย “ฉันทามติใหม่ของสังคมไทย”

  • • เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อสิ่งใหม่เกิดขึ้นย่อมถูกต่อต้านจากสิ่งเก่า แต่สุดท้าย ผมเชื่อว่า สังคมไทยจะหาจุดลงตัวได้ เป็นจุดลงตัวที่ไม่มีใครได้ทั้งหมด ไม่มีใครเสียทั้งหมด เป็นจุดลงตัวที่เรายอมรับร่วมกันได้ แม้จะไม่เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่จะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องสร้างสังคมไทยให้พร้อมรับความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา รวมทั้งความคิดทางการเมือง
  • นี่คือก้าวที่สำคัญของสังคมไทยในการร่วมกันสร้าง “ฉันทามติใหม่” ที่เป็นเรื่องของกระบวนการจัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางประชาธิปไตย ฉันทามติใหม่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในสังคมต้องคิดเหมือนกันทั้งหมด นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ฉันทามติใหม่ที่เรากำลังจะสร้างร่วมกันคือ การยึดถือกระบวนการที่เป็นธรรมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของสังคม เราควรนำเรื่องที่ผู้คนเห็นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปกองทัพ การยกเลิกการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การจัดการที่ดิน การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กระบวนการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ไขปรับปรุง ม.112 หรืออื่นๆ มาหาข้อยุติร่วมกัน โดยใช้กระบวนการในสภา หรือกลไกทางประชาธิปไตยต่างๆ แทนที่จะไปปะทะกันบนท้องถนน มิใช่หรือ
  • เราต้องบริหารจัดการความเห็นต่างไม่ให้กลายมาเป็นความขัดแย้ง ด้วยการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก และทำให้เรามีระบบนิติรัฐ มีระบบกฎหมายที่ดี มีกระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทำให้การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเจ้าของประเทศ เป็นเป้าหมายหลักของรัฐ ความมั่นคงของชาติคือความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่มองประชาชนเป็นศัตรูของชาติ

สิ่งที่เรากำลังจะร่วมกันทำต่อไปนี้ ไม่ใช่การลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกยืนยันหลักการประชาธิปไตย ในฐานะกลไกหลักในการตัดสินใจร่วมกันของสังคม

นี่ไม่ใช่การลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกให้โอกาสกับอนาคตประเทศไทย ให้ประเทศได้เดินทางต่อตามฉันทามติที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ตัดสินใจแล้ว นี่คือการตัดสินประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ผมไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา ที่ยึดหลักการ กล้าหาญ และเห็นแก่อนาคตของชาติที่มีประชาชนเป็นหัวใจ

ผมขอเชิญชวนทุกท่าน อย่าให้ความคลางแคลงใจที่ท่านมีต่อผม ขวางกั้นประเทศไทย ไม่ให้เดินหน้าต่อตามเสียงและเจตนารมณ์อันแรงกล้าของประชาชน “มาร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยกัน”

ด่วนที่สุด โหวตนายกรัฐมนตรี ‘พิธา’ วืด เสียงหนุนได้เพียง 324 – สว.ให้ 13 คะแนน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553518

13 ก.ค. 2566

ด่วนที่สุด  โหวตนายกรัฐมนตรี  'พิธา'  วืด  เสียงหนุนได้เพียง  324  -  สว.ให้ 13  คะแนน

โรดแมป 376 เสียง ขึ้นเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 30 ผลการลงมติ โหวตนายกรัฐมนตรี ให้กับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลงเอยเสียงสนับสนุนที่ได้รับมีไม่มากพอ ที่จะส่งให้ “พิธา” ขึ้นนายกรัฐมนตรี ตัวแทนไทยสร้างไทย แนะ “ก้าวไกล” และ “เพื่อไทย” คุยกันจะไปกันแบบไหนต่อ

ที่รัฐสภา  การประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272   มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม   โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติ ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 160 เป็นนายกรัฐมนนตรีคนที่ 30 แต่เพียงผู้เดียว  โดยผลการลงคะแนน  จากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง  รวม 749  คน แบ่งเป็น สส. 500  คน และ สว. 249   คน     (มีสว.ลาออก 1 คน) 

ผลการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี   ซึ่งสิ้นสุดลงในเวลา  17.50   น.  สรุป นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับเสียงสนับสนุน   324 เสียง  หรือเห็นชอบ รวม 324   เสียง    ส่วนผู้ที่ไม่สนับสนุนหรือไม่เห็นชอบ มีการออกเสียงรวม 182    เสียง  ด้านสัดส่วนของผู้ที่งดออกเสียง มีด้วยกัน 199   เสียง  ดังนั้นเท่ากับว่า   ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก  วันพฤหัสที่ 13  ก.ค. นายพิธา  ได้รับเสียงสนับสนุุนไม่ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้คือ  376  เสียง  กล่าวคือได้เสียงสนับสนุน  324  ยังห่างอยู่   52       เสียง อนึ่งในวันนี้ มีสว. รายงานตัวที่รัฐสภา รวม 216  คน บางส่วนติดราชการ 

น.ต.ศิธา ทิวารี แกนนำพรรคไทยสร้างไทย   ( พรรคร่วมรัฐบาล ) กล่าวว่า  การที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรี  ด้วยคะแนนเสียง 376   เสียง ตามที่คาดการณ์ไว้  หรือไม่ผ่านการโหวตเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี  พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค ต้องกลับไปหารือว่าจะเปลี่ยนตัวหรือไม่  ในฐานะพรรคไทยสร้างไทย มีจุดยืนชัดเจนว่า พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย  ต้องตกลงกันว่า จะเสนอชื่อใคร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งต่อไป ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า  เขา กล่าว  

โครงสร้างการลงเสียง 

.

สว. 

เห็นด้วย     13                         ไม่เห็นด้วย        34             งดออกเสียง 159

.

สส.

เห็นด้วย   311                            ไม่เห็นด้วย       148              งดออกเสียง 40

.

รวม

เห็นด้วย       324                        ไม่เห็นด้วย       182             งดออกเสียง 199

‘พิธา’ แสดงวิสัยทัศน์ครั้งสุดท้ายหลัง โหวตนายกฯ แจงยิบทุกข้อสงสัยในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553526

13 ก.ค. 2566

'พิธา' แสดงวิสัยทัศน์ครั้งสุดท้ายหลัง โหวตนายกฯ แจงยิบทุกข้อสงสัยในสภา

‘พิธา’ แสดงวิสัยทัศน์ครั้งสุดท้ายหลังอภิปราย โหวตนายกฯ ฝากถึงสว. เรามีสิ่งที่ต้องการพัฒนาประเทศไทยเหมือนกัน พร้อมแจงยิบทุกข้อสงสัยในสภา

นาย “พิธา” ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวสรุปการอภิปราย และแสดงวิศัยทัศน์ ครั้งสุดท้ายในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงสุดที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย  โดยในการแสดงวิสัยท์ครั้งนี้ เราต้องชี้ให้เห็นก่อนว่ามีความแตกต่างจากการแสดงนโยบายอย่างไร และจะต้องรู้ว่าใครคือเป้าหมายในครั้งนี้  เราจะต้องรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศไทย และจะทำอย่างไรเพื่อให้เป้าหมายที่แท้จริง เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่ประชาชนได้เห็นตนแสดงวิสัยทัศน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนโยบายปากท้องดี เศรษฐกิจดี และความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศไทย หลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง  

ที่ผ่านมาตนเคยมีการพุดคุยกับสมาชิก รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาหลายครั้ง โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าให้แก่ภาคเกษตรกรด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มมผลผลิตทางการเกษตร  รวมไปถึงเป้าหมายในการสร้างความเท่าเทียม และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย เช่นการเสนอ พ.ร.บ.อุ้มหาย ซ้อมทรมานที่มีการผลักดันเข้าสภาทั้ง 2 วาระ ซึ่งการเสนอกฎหมายดังกล่าวนับว่าเป็นความร่วมมือของ พรรคก้าวไกล และสมาชิกรัฐสภา

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 
 

อย่างไรก็ตามในช่วงการทำหน้าที่เป็น สส. ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา มี สว. ลุกขึ้นมาอภิปราย และปิดสวิตช์ตัวเองไปกว่า 63 คน แต่ตอนนี้ไม่สามารถจะทำแบบนั้นได้แล้ว การปิดสวิตช์และไม่โหวตครั้งนี้นำว่าเป็นการเลือกให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าไปต่อไปได้ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาตนเคยขึ้นเวที รัฐสภาไทยในเวที IPU ระหว่างไทย-นิวซีแลนด์  ที่มีการพูดคุยถึงการศึกษา สิ่งแวดล้อม การต่างประเทศ การบริหารจัดการน้ำ ตนเชื่อว่า พรรคก้าวไกล และ สว. มีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศที่เหมือนกัน การโหวตรัฐบาลครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูแห่งโอกาสที่จะได้ทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ที่ สว. ต้องการที่จะดำเนินการให้สำเร็จ 

นอกจากนี้นาย “พิธา” ยังได้อธิบายถึงการแก้ไขกฎหมายม.112 การผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเป็นการธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตย์ให้อยู่กับสังคมไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งนำเรื่องสถาบันมาโจมตีทางการเมือง หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2549  นับว่าเป็นปีที่เป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งกฎหมายม.112 ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องงมือทางการเมืองของคนที่ไม่มีอำนาจโดยเฉพาะกลุ่มนายทุน กลุ่มธุรกิจ ที่มีการนำเอาสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง กระทบมาจนถึงคนรุ่นใหม่ที่จะต้องแบกรับภาระ ที่ผ่านมาเราเห็นมาโดยตลอดว่ามีการสกัดไม่ให้ตน เพราะกลุ่มนั้นกำลังจะสูญเสียผลประโยชน์ด้านการสัมปทาน ธุรกิจของกลุ่มทุน การแก้ไขกฎหมายม.112 เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใดแอบอ้างสถาบันได้อีก เพราะความขัดแย้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดจากการดึงเอาสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง   

ลุ้นผลโหวตนายกฯ ‘พิธา’ ระทึกสุดขีด! โหวตขานชื่อ สส.-สว. 750 คนเปิดเผย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553521

13 ก.ค. 2566

ลุ้นผลโหวตนายกฯ 'พิธา' ระทึกสุดขีด! โหวตขานชื่อ สส.-สว. 750 คนเปิดเผย

‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ เริ่มเมื่อ 15.51 ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ลุ้นระทึกสุดขีด เริ่มโหวตแล้ว ส.ส.-ส.ว. 750 คน ขานชื่อทีละคนอย่างเปิดเผย ติดตามรายละเอียดที่นี่

ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม มีวาระสำคัญที่สำคัญคือการพิจารณาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272

โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พร้อมกับมีผู้รับรองชื่อถูกต้อง ก่อนเปิดอภิปรายนั้น

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ ที่ประชุมรัฐสภาได้เปิดให้ สส.-สว. อภิปรายคุณสมบัติบุคคล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ครบแล้วนั้น 

เมื่อเวลา 15.51 น. นายมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้เปิดให้สมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย สส.และสว.ลุกขึ้นขานชื่อลงมติแบบเปิดเผย เป็นรายบุคคล 750 คน

ขณะที่นายพิธา นั่งลุ้นโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในห้องประชุมรัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สส.8 พรรคร่วมรัฐบาลส่วนมากโหวต’เห็นชอบ’ เลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนสว.และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ส่วนมาก งดออกเสียง และไม่เห็นชอบ คาดว่าจะรู้ผลเร็วๆ นี้

คลิกที่นี่เพื่อ ลุ้นผลโหวตนายกรัฐมนตรี  

ทั้งนี้หลังการโหวตนายกฯ สิ้นสุดลง ผลปรากฏว่า เห็นชอบหนุน ‘พิธา เจริญรัตน์’ เป็นนายกคนที่30 ด้วยคะแนน 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และงดออกเสียง 199 คน ทำให้ ‘พิธา’ โหวตนายกรัฐมนตรีครั้งแรกไม่ผ่าน เนื่องจากต้องได้รับเสียงสนับสนุน 376 เสียง

‘พิธา’ แจงหลังถูดพาดพิงซัดกลับ ชาดา เป็นผมผมไม่พูดเรื่องยิงคนเห็นตายในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553514

13 ก.ค. 2566

'พิธา' แจงหลังถูดพาดพิงซัดกลับ ชาดา เป็นผมผมไม่พูดเรื่องยิงคนเห็นตายในสภา

คำต่อคำ ‘พิธา’ แจงหลังถูก สส. สว. พาดพิง ซัดกลับ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ‘เป็นผมผมไม่พูดเรื่องยิงคนตายในสภา’ พร้อมบอกเยาวชนนสมัยนี้รับข่าวสารมาโฆษณาชวนเชื่อทำอะไรไม่ได้ ไม่อย่างนั้นค่านิยม 12 ประการคงใช้ได้ผลไปแล้ว

เป็นการโหวตนายกรัฐมนตรีที่ดุเดือดตั้งแต่ช่วงเช้าหลังจากที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส. ) จากแต่ละพรรคมีการอภิปราย ก่อนที่จะเริ่มโหวนนากยกรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยนายชาดา ไทยเศรษฐ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้อภิปราย คนแรก  

โดยหลักๆ ประเด็นที่อภิปราย “พิธา” ครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายม.112  เป็นหลัก สส. และ สว. หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวค่อนข้างมาก อย่างรไรก็ตามในระหว่างที่มีการอภิปรายนั้น ประธานสภาได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกพาดพิงได้ชี้แจง

ใช้สิทธิ์พาดพิงในรอบแรก เกี่ยวกับกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายถึงการแก้ไขกฎหมาย 112 รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายให้สามารถยิงคนที่ว่าร้ายเบื้องสูงได้ รวมไปถึงการลงนามในสนธิสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC)

โดยนาย “พิธา” ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ระบุว่า ขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทั้ง 2 ท่านทั้ง ท่านชาดา ไทยเศรษฐ สส. อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และท่านประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้มีการอภิปรายและสอบถามหลายๆ เรื่องถึงคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ต้องเริ่มต้นที่ท่านชาดา ติติงบุคลิกภาพของผม ติติงภาวะการเป็นผู้นำของผม ซึ่งกำลังพัฒนาอยู่เช่นกัน กำลังพัฒนาและฝึกที่จะเป็นคนฟังมากกว่าพูดฟังท่านชาดาเสร็จ ก็พยายามที่จะฟังท่านประพันธุ์ต่อ ในขณะเดียวกันผมก็พยายามพัฒนาบุคลิกภาพของผมให้เป็นคนรักษาคำพูด เหมือนกับสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยเป๊ะเลยครับว่า “พูดแล้วทำ”  เพราะฉะนั้นสัญญาที่เคยให้ไว้กับพี่น้องประชาชนยังไงก็คงต้องทำตามอย่างนั้น  ผมยังพยายามพัฒนาความเป็นผู้นำของผมครับว่าถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่ท่านชาดาพูดมา แต่ผมเห็นว่าท่านมีเสรีภาพในการที่จะพูด  

และนี่คือหน้าที่ของ รัฐสภา ที่ท่านชาดาก็มีหน้าที่อีกแบบหนึ่ง ความคิดอีกแบบ ผมก็มีความคิดอีกแบบหนึ่ง ประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่เราต้องใช้ รัฐสภา ในการแก้กฎหมายนิติบัญญัติ และเป็นข้อขัดแย้งตลอดมาของประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นตั้งแต่ที่แล้ว เรื่องที่ท่านชาดาได้พูดถึงการลดโทษก็ดี มีการคุ้มครองก็ดี ซึ่งเวทีนี้เป็นเวทีเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เวทีในการแก้ไขกฎหมายใดๆ  เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศที่ดี  และสุดท้ายผู้นำที่ดีของประเทศนี้ต้องมีความอดทนอดกลั้น รับฟังกับข้อกล่าวหาที่จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ นี่คือ 4 คุณลักษณะสำคัญที่ผู้นำของประเทศไทยควรจะมี 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

เรื่องที่เห็นด้วยกับคุณชาดา คือ ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง 8 พรรค เพราะ MOU ของ 8 พรรค คือ ความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 8 พรรคในการเข้าสู่อำนาจ เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลในการบริหารประเทศ ในการที่จะแก้ไจกฎหมายอยู่ที่นิติบัญญัติ และอยู่ในรัฐสภา ผมยื่นแก้ไขกฎหมายก็ไม่ได้มีใครผูกขาดชุดความคิดใดชุดความคิดหนึ่งก็ได้ คนที่อายุมากกว่าผมก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง คนที่อายุเท่ากับผมก็อาจจะมีความคิดอีกแบบหนึ่ง ผมก็อาจจะมีวามคิดอีกแบบหนึ่ง นี่คือหน้าที่ของรัฐสภา ในการแก้ไขข้อขัดแย้งแทนประชาชน ผู้แทนราษฎรก็คือผู้แทนประชาชน มีความคิดแตกต่างและถ้าเราพูดกันอย่างมีวุฒิภาวะ ไม่มีคำหยาบคาย ให้เหตุใช้ผลนี่คือทางออกของประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับคุณชาดา 

แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับคุณชาดา คือ และอาจจะเป็นข้อที่ยังคาแครงใจอยู่คือเรื่อง ICC ตามหลักของ ICC คือ มีหน้าที่ในการสืบสวนอาชญากรรมทางสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ข้อที่ กังวลคือข้อที่ 27 แต่ประเทศทั่วโลกที่มีระบบการปกครองแบบประเทศไทย คือการมีพระมหากษัตย์ทรงเป็นพระประมุข มี 123 ญี่ปุ่น อังกฤษ กัมพูชา สวีเดน เดนมาร์ก มีการเซ็นสัญญากันหมด ถ้าเราเข้าใจว่าพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง และท่านทรงอำนาจผ่าน ครม. อยู่แล้วไม่ได้เป็นประเด็นที่ท่านกล่าวหา และกังวล เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วย 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเข้า ICC คือการมีคนมาพูดบอกว่าใครหมิ่นสถาบันพระมหากษัตย์เอาปืนไปยิงมันเลย  ผมไม่แน่ใจว่าคนที่สูญเสียไปโดยที่ยังไม่่รู้ว่าใครเป็นคนยิงเมื่อหลายปีก่อน 99 ศพที่ราชประสงค์ เป็นต้น  และย้อนหลังไปถึง 6 ตุลาคม และ 14 ตุลาคม ที่ยังไม่รู้วัฒนธรรมรับผิดรับชอบ กับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาจะรู้สึกยังไงเมื่อมีคนอภิปรายเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้ อันนี้คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย และขอใส้สิทธิพาดพิงในการชี้แจง 

ในส่วนของท่านประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ผมขอใช้สิทธิ์แทนสมาชิกรัฐสภาที่มีสิทธิโหวตนายกรัฐมนตรีจำนวน 700 กว่าคนผมยังมีคุณสมบัติครบทุกประการ  และด้วยความชอบธรรม แม้ว่าจะเป็นกระบวนการที่ตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร เห็นแต่มติผ่านสื่อมวลชน ผมยังไม่รู้เลยว่าสงสัยในประเด็นไหน แล้วสมมติฐษนที่ไว้ว่าบริสุทธิไว้ก่อน เข้าใจว่าเพื่อนที่เป็นทนายเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะฉะนั้นมันจะมีศาลเตี้ยในสภาแห่งนี้ไม่ได้ ผมยังไม่มีโอกาสในการชี้แจ้งแม้แต่ครั้งเดียว  และครั้งที่แล้วเมื่อปี 2562 มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นก็ไม่ได้กระทบการเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หรือครับ เพราะเท่าที่ผมจำได้ท่านเคยบอกว่ารัฐบาลที่มีเสียงข้างมากที่รวมเสียงได้มาก ที่รวมเสียงได้มากที่สุด 249 เสียงไม่มีแตกแถว ก็เคยเกิดขึ้นแล้วไม่ใช่หรอครับ ไม่ต้องกังวล ม 6. ขึ้น มหาวิทยาลัย ผมรัดกุมมาตลอดทุกครั้งตั้งแต่ สส. ครั้งแรก และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบทั้งของ กกต และ ปปช. 

ใช้สิทธิพาดพิงรอบที่ 2 เป็นการภูกอภิปรายในเรื่องการแก้ปัญหายากเสพติด การแบ่งแยกดินแดน และการนำพาประเทศไทยไปสู่เวทีโลก  

โดยนาย “พิธา” ระบุว่า  ขอแสดงความเห็นด้วยกับประธานสภา (ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานสภา)  ว่าวาระการประชุมวันนี้คือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายใดๆ หลายเรื่องที่เป็นข้อคางแครงใจ สงสัยเกี่ยวกับตัวกระผมโดยเฉพาะ ผมไม่ขอขอลงรายะเอียดเพิ่มเติม แต่ตามข้อสันนิษฐานถ้า กม.ใดๆ เข้าสู่สภาเราทุกคนทั้ง 700 กว่าเสียง รวมตัวผมด้วยสามารถพูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างมีวุฒิภาวะ สามารถพูดคุบเรื่องนี้ได้อย่างมีวุฒิภาวะ  มีข้อบังคับ และมีความโปร่งใส เพราะมีสื่อมวลชนถ่ายทอดสดอยู่ อันนี้เป็นเรื่องที่ตรงกับสมมติฐานที่เคยคิดไว้แต่ยังไม่ได้มีการชี้แจง  แต่ยังมีสิ่งที่พาดพิงและสร้างความเสียหายให้แก่พรรคก้าวไกล จะมอบให้คนที่เกี่ยวข้องคนที่เสนอกฎหมายเกี่ยวข้องต่อไป การต่างประเทศ แบ่งแยกดินแดง แก้ปัญหายาเสพติด  

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ สิ่งที่ต้องรีบเลือกนายกฯ มีการประชุมสหประชาชน ต้องการเป็นผู้นำตัวแทนต่างประชาชน ที่จะไปบอกว่าประเทศไทย ว่าพร้อมแล้ว แต่น่าเสียใจที่มีการพูดเรื่องการยิงคนตายของทหาร 2 ประเทศไทย การอภิปายควรจะระวังเรื่องการพาดพิงไปถึง 2 ประเทศ ประเทศแรกเป็นประเทศที่มีขอบเขตติดต่อกับประเทศไทยยาวกว่า 2,700 กิโลเมตร  ประเทศที่ 2 เป็นประเทศที่มีความสัมพันธุ์แบบยาวนานกับประเทศไทย อันนี้ผมไม่แน่ใจ แต่ถ้าเป็นผมคงระมัดระวังมากกว่านี้ มีแรงงงานใประเทศไทย 2 ล้าานกว่าคน ทั้งในร้านอาหาร ภาคการประมง เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะหาจุดสมดุลและเข้าใจบริบทโลก เข้าใจภูมิรัฐศาสตร์โลก กระทบราคาปุ๋ยที่อยู่ในไร่นาของเกษตรกรในจ.สกลนคร และ จ.สุพรรณบุรี  หากมีปัญหาเกิดขึ้น สงครามประทุมากขึ้น ราคาพืชผลทาการเกษตร ราคาสินค้าอาหารสัตว์อย่างข้าวโพด ถั่วเหลือง จะเป็นอย่างไร เราจะต้องมีสมดุล เราจะต้องมีบาลานซ์ และเราจะต้องรู้  รู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราจะต้องเน้น รู้ว่าเราจะเงียบเมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่าเงียบในทุกเรื่องและทำให้เราไม่มีน้ำหนักในเวทีการเมืองเลย ขอมั่นใจว่าการแถลงนโยบายต่อการประชุมสหประชาชาติผมจะบอกว่า Thailand is Back Thailand means business ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของคนในชาตินี้ และผลประโยชน์ของประเทศชาติ 

ประเด็นแบ่งแยกดินแดน  ที่ผ่านมา 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีปัญหาความเหลื่อมล้ำความยากจน มาตลอด เรื่องชายแดนที่มีการอภิปราย รัฐไทยภายใต้การนำของพิธา ประเทศจะเป็นรัฐเดี่ยวผมจะทำทุกวิธีทางทางการทูตเป็นรัฐไทยที่ก้าวหน้าลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ลดความมั่นคั่งทางทหาร ลดความเหลือมบ้ำด้านระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างมาก ผมจะใช้สภาแห่งนี้พูดคุย เพื่อปกป้องการแบ่งแยกดินแดนให้ได้มากที่สุด  การทำงานในรัฐสภาเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจ 

ประเด็นยาเสพติด-น้ำมันเถื่อน พรรคก้าวไกลในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการปฏิรูปตำรวจ เอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องของพรรคร่วม 8 พรรคใส่ใจอย่างแน่นอน 

อย่างไรก็ตามในช่วงอภิปรายรอบแรกนาย “พิธา” ได้มีการกล่าวถึง “ศาลเตี้ย” ส่งผลให้เกิดการประท้วงของสมาชิกรัฐสภาส่งผลให้นายพิธาถอนคำพูด โดยระบุว่า ‘ขอถอนคำพูดที่พูดว่าศาลเตี้ย ผมเป็นผู้นำที่รุกได้ถอยเป็น’  นอกจากนี้นาย “พิธา” ยังได้ใช้สิทธิในการพาดพิงครั้งที่ 3 ซึ่งมีผู้อภิปรายว่า ระหว่างที่นาย “พิธา” ลงพื้นที่หาเสียง มีประชาชนมากราบเท้า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมผมพยายามที่จะกราบเท้าคืนผมคิดว่าเป็นคนเท่ากันไม่มีความจำเป็นที่จะทำแบบนี้  แต่ได้รับคำอธิบายว่าเป็นการบนบานศาลกล่าวให้ผมได้เป็นนายกฯ ผมได้อธิบายว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ใครมาทำแบบนี้ ก็เห็นด้วยว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องให้ใครมากราบเท้าใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภา

ยุยงสนับสนุนเด็ก เป็นประเด็นที่มีความเห็นต่างกัน ประสบการณ์ที่ต่างกัน วุฒิภาวะต่างกัน เยาวชนสมัยนี้ยุยงไม่ได้เพราะสามารถเข้าถึง้ข้อมูลได้ หากสามารถยุยงด้วยชุดข้อมูลการโฆษราชวนเชื่อ ผมเชื่อว่าค่านิยม 12 ประการก็คงทำได้แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่