‘พิธา’ ถอนคำพูด ‘มีศาลเตี้ยในสภา’ หลัง ‘พรเพชร’ สั่งถอดเทปท้วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553508

13 ก.ค. 2566

‘พิธา’ ถอนคำพูด ‘มีศาลเตี้ยในสภา’ หลัง ‘พรเพชร’ สั่งถอดเทปท้วง

‘พิธา’ ถอนคำพูดศาลเตี้ยในสภา หลัง ‘พรเพชร’ สั่งถอดเทปท้วง พร้อมแจง สว. ไม่เห็นด้วยประชาชนกราบเท้า ยันไม่มียุยงปลุกปั่นเด็กเยาวชน ย้ำสส.ก้าวไกล มีหน้าที่ ประกันตัวผู้ถูกดำเนินคดี เพราะต้องสันนิษฐาน ว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน ถ้าไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ที่ประชุมรัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา กล่าวขอให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ถอนคำพูดว่ามีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ พร้อมชี้แจงว่าตนไม่ได้ทำอะไรที่ไม่เป็นกลาง พร้อมเปิดโอกาสให้นายพิธาชี้แจง

โดยนายพิธา ชี้แจงต่อข้อวินิจฉัยของประธานตรงกับที่ท่านพูดว่าจะมีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ ก็น่าจะเห็นตรงกันว่ากระบวนการที่จะวินิจฉัยทั้งๆที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุดมันเกิดขึ้นไม่ได้ ตนก็ไม่ได้มองว่าจะมีประเด็นอะไรที่มาประท้วงได้ แต่ตน เป็นผู้นำที่ลุกได้ ถอยเป็น ก็พร้อมที่จะถอน เพื่อประหยัดเวลา และให้รัฐสภาเดินหน้าต่อได้

ส่วนสมาชิกวุฒิสภาพาดพิงว่าเวลาตนลงพื้นที่มีประชาชนมากราบเท้า คิดว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนั้น ตนก็เห็นด้วยว่าไม่เหมาะสม และพยายามที่จะกราบเท้าประชาชนกลับ เพราะตนคิดว่าคนเท่ากัน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนี้ และได้รับคำอธิบายว่าเป็นการบนบานศาลกล่าว ให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนการกล่าวหาว่าตนยุยงเด็กสนับสนุนเด็กนั้น ประเด็นนี้มีความสำคัญที่มองเห็นต่างกันของ สมาชิกรัฐสภาอาจจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ต่างกัน วัยวุฒิ และอายุที่ต่างกัน เยาวชนคนหนุ่มสาวสมัยนี้ยุยงปลุกปั่นไม่ได้หรอก เขามีความคิดเป็นของตัวเอง เขาเข้าถึงข้อมูลได้เยอะกว่าคนยุคเรา ถ้าสมมุติมันยุยงปลุกปั่นได้ด้วยข้อมูลและการชักจูง การโฆษณาชวนเชื่อ ผมคิดว่าค่านิยม 12 ประการที่เคยมีมาก็คงจะทำให้เขารู้สึกแบบนั้น แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจและคิดถึงตัวเองตอนอายุเท่านั้นว่าวิธีคิดการเข้าถึงข้อมูลต่างกับยุคเราอย่างไร

การที่บอกว่าเราสนับสนุนและนำตำแหน่ง สส.ไปประกันตัว ตนชี้แจงว่า สิทธิในการประกันตัว สิทธิในการเข้าถึงทนาย เป็นส่วนสำคัญในระบบยุติธรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นชาติพันธ์ุ ที่โดนคดีทวงคืนผืนป่า หรืออะไรก็แล้วแต่ สส.พรรคก้าวไกลก็มีหน้าที่ ทำให้เกิดเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการเข้าถึงทนาย และสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อนถ้ายังไม่มีคำพิพากษาจนถึงที่สุด

กกต แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย ‘พิธา’ ทำใต้อำนาจ – ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553506

13 ก.ค. 2566

กกต  แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย 'พิธา'  ทำใต้อำนาจ - ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล

กกต. ออกเอกสารเคลียร์ทีละปม กรณี “พิธา” แจงการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย กระทำภายใต้มาตรา 82 วรรคสี่ บัญญัติให้ กกต. เป็นผู้ใช้อำนาจ อีกทั้งไม่จำเป็น ต้องแจ้งข้อกล่าวหา หรือให้ สส. ผู้มีเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพ  มารับทราบข้อกล่าวหา เจ้าตัวต้องไปสู้กับศาลเอง

สำนักงาน กกต. ได้ทำเอกสารชี้แจงกรณีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ สส. ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์   โดยระบุว่า ตามที่ กกต. ได้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวานนี้ ( 12 ก.ค. )  เป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐธรรมนูญตามมาตรา 82 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร… มีเหตุสิ้นสุดลง… ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย…”  ซึ่งมาตรา 82 วรรคสี่ บัญญัติให้ กกต. เป็นผู้ใช้อำนาจโดยตรง สามารถส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้” 


ทั้งนี้ กรณีดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทำอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือมิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 43 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และ ข้อ 54 ของระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 มาใช้บังคับแต่อย่างใด

เมื่อปรากฏว่า สมาชิกภาพของ ส.ส. คนหนึ่งคนใด มีเหตุสิ้นสุดลง กกต.จะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริง  โดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา หรือให้ สส. ผู้มีเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพนั้น  มารับทราบข้อกล่าวหา หรือให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหา เพราะบุคคลดังกล่าวสามารถใช้สิทธิของตนเองไปชี้แจงข้อเท็จจริง และเสนอพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดี ตามบทบัญญัติของ พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ได้ เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้วางแนวทางในเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว รายละเอียดปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2562 เรื่องพิจารณาที่ 10/2562 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562


ส่วนข้อกล่าวอ้างว่า กกต. เร่งรัดพิจารณา และดำเนินการอย่างเร่งรีบ ไม่ละเอียดรอบคอบนั้น ขอชี้แจงว่า การดำเนินการของ กกต.เป็นเพียงกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดมีเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพ   “ขอยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการอย่างเร่งรีบ หรือเร่งรัดที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นเร็วกว่าปกติ กกต. ได้ใช้ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ดังนั้นการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกระบวนการที่ กกต. ปฏิบัติตามมาตรา 82 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบันทุกประการ” เอกสาร  ระบุ 

กกต  แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย 'พิธา'  ทำใต้อำนาจ - ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล
กกต  แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย 'พิธา'  ทำใต้อำนาจ - ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล
กกต  แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย 'พิธา'  ทำใต้อำนาจ - ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล

เอกสารชี้แจงที่ออกมาจาก กกต. กรณีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ สส. ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  

‘สว.คำนูณ’ รับไม่ได้ ‘ก้าวไกล’ เล็งแก้ ม.112 ละเมิดต่อความมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553502

13 ก.ค. 2566

'สว.คำนูณ' รับไม่ได้ 'ก้าวไกล' เล็งแก้ ม.112 ละเมิดต่อความมั่นคง

‘สว.คำนูณ’ รับไม่ได้แนวทาง ‘ก้าวไกล’ แก้ ม.112 ละเมิดต่อความมั่นคง ลดโทษผู้ดูหมิ่นสถาบัน ปล่อยให้ใส่ร้ายในโซเชียลอย่างไม่เป็นธรรม

ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม  และมีการเสนอ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชิงนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เพียงชื่อเดียว พร้อมเปิดโอกาสให้ สส.-สว.อภิปรายคุณสมบัติแคนดิเตนายกรัฐมนตรี

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายย้ำถึงการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล ว่า ตนรับไม่ได้ เพราะตามแนวทางของพรรคก้าวไกล ถือว่าละเมิดต่อรัฐ ต่อความมั่นคง โดยเฉพาะการลดโทษอย่างมีเงื่อนไขต่อบุคคลที่ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์

 เช่น จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 3 แสนบาท และมีบทยกเว้นโทษที่ถือว่าไม่ต้องรับโทษ ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายของพรรคก้าวไกล ไม่จำกัดแค่สถานะที่องค์พระมหากษัตริย์จะละเมิดไม่ได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การใส่ร้าย การวิจารณ์ไม่เป็นธรรมบนโซเชียลมีเดีย 

ประชุมสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2566ประชุมสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2566

ทั้งนี้สังคมใหม่ที่ท่านจะสร้างขึ้น คิดดีแล้วหรือไม่ เพราะจะกระทบต่อการเคารพของสถาบันที่บุคคลละเมิดมิได้ และเสมือนแก้รัฐธรรมนูญบทคุ้มครองฐานะขององค์พระมหากษัตริย์ รวมถึงนิรโทษกรรมจำเลยและผู้ต้องหา คดี มาตรา 112 ทั้งหมด เนื่องจากร่างที่เสนอต่อสภาฯ ไม่มีบทเฉพาะให้มีผลบังคับใช้ทันที นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ประชุมสภา โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยประชุมสภา โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

“สว.ได้พูดคุยว่าเห็นตรงกัน แต่การแก้มาตรา 112 อีกยาวไกล เสนอจะผ่านหรือไม่ ผมทราบดีว่ากระบวนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ต้องใช้เวลา อย่างไรก็ดีในกระบวนการของพรรคก้าวไกลที่เกิดขึ้น ผมขอฟังคำชี้แจง ก่อนจะตัดสินใจโหวต ซึ่งการโหวตของผมคือการกระทำในรัฐสภาที่ศักดิ์สิทธิ์ แสดงสัญลักษณ์ทุกเวลา ผมไม่อาจยอมรับได้กับการเห็นด้วยหรือสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล” นายคำนูณ กล่าว

เดือด ‘ชัยธวัช’ ข้องใจ ลุกถามกลางสภาฯ ประชาชนอยู่ตรงไหน ในระบอบประชาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553498

13 ก.ค. 2566

เดือด 'ชัยธวัช' ข้องใจ ลุกถามกลางสภาฯ ประชาชนอยู่ตรงไหน ในระบอบประชาธิปไตย

อภิปราย ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ เดือด ‘ชัยธวัช’ ลุกถามกลางสภาฯ “ประชาชนอยู่ตรงไหนในระบอบประชาธิปไตย” ชี้เลือกตั้ง 2 เดือน ‘พิธา’ รวบรวม 312 เสียง แต่ยังไม่ได้นายกฯ ย้ำ สถาบันต้องอยู่เหนือการเมือง ขออย่าดึงมาปะทะกับผลเลือกตั้ง

ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมสมชิกรัฐสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 วาระโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หลังมีการเสนอ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฏร ได้เปิดสมชิก สส. และสว. อภิปรายคุณสมบัติว่าที่นายกคนที่ 30 

โดยนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายย้ำว่าต้องลงมติให้นายพิธาเป็นนายกฯ คนต่อไปแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยปกติของรัฐสภา

เมื่อประชาชนทั้งประเทศได้ใช้วิจารณญาณของตัวเอง พิจารณาลงมติหนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่าเทียมกันผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566  และผลปรากฏว่า พรรคก้าวไกล ซึ่งเสนอนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมได้เสียงข้างมากในสภาฯ 312 เสียง ควรได้เป็นนายกรัฐมนตรีตามครรลองตรงไปตรงมา

แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตลอด 2 เดือน จนถึงวันนี้มีคำถามดังๆ พี่น้องประชาชนในใจเป็นล้านๆ คนที่กำลังเฝ้าดูวันนี้ว่า หากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่เป็นไปตามผลการเลือกตั้ง แล้วเราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม ตกลงอำนาจอธิปไตยของประชาชนในประเทศนี้ตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ หรือเป็นของใครกันแน่ ยังมีคำถามโตๆ ว่าตกลงประชาชนอยู่ตรงไหนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา

ชัยธวัช ลุกถามกลางสภา ก้าวไกลรวมเสียงข้างมาก ชี้ถ้านายกฯ ไม่ใช่ พิธา จัดเลือกตั้งทำไม?ชัยธวัช ลุกถามกลางสภา ก้าวไกลรวมเสียงข้างมาก ชี้ถ้านายกฯ ไม่ใช่ พิธา จัดเลือกตั้งทำไม?

คำถามเหล่านี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดเเต่เป็นคำถามที่ดังขึ้นตลอด 2 ทศวรรษ เราผ่านเลือกตั้ง 2 ครั้ง รัฐประหาร 2 ครั้ง เขียนรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ หารพยายามจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร 1 ครั้ง ยุบพรรคการเมือง ชุมนุมนับไม่ถ้วน มีผู้บาดเจ็บและเวียชีวิตนับร้อยชีวิต สังคมไทยยังไม่สามารถให้คำตอบที่ดีและยอมรับร่วมกันได้

ปัญหาคือตราบใดที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ประเทศไทยจะหยุดนิ่งไปอีกนาน ตนในฐานะสมาชิกรัฐสภา เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาและการลงมติในวันนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของพวกเราที่จะเริ่มต้นในการแสวงหาคำตอบให้สังคมไทย

สมาชิกอาจจะไม่เห็นด้วยในหลายเรื่อง มีข้อกล่าวหามากมาย ท่านอาจกังวลใจที่ถูกอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ หรือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นสถาบันหลักของชาติ เจตนาที่แท้จริงของการแก้ไขปรับปรุงมาตรา 112 เป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ไม่ขอลงรายละเอียด แต่ประเด็นสำคัญที่อยากกล่าวเอาไว้คือข้อเสนอของพรรคก้าวไกล อยู่บนฐานความคิด สถาบันหลักของชาติ หรือสถาบันการเมืองใดๆ ดำรงอยู่ได้ ด้วยความยินยอมของประชาชน ไม่มีสถาบันใดดำรงอยู่ได้ด้วยการกด ปราบ บังคับ ทั้งนี้เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องการเตือนสติทุกฝ่าย ทั้งสมาชิกรัฐสภา และทุกฝ่าย ขอให้ตั้งสติ และมองการณ์ไกลในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้สถาบันดำรงอยู่ได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง เราไม่เชื่อว่าสิ่งใดจะสถิตอยู่เหมือนเดิมทุกประการแล้วจะมั่นคงถาวร

“หลายคนบอกว่าการลงมติให้นายพิธาจากพรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ เป็นการล้มล้างสถาบัน เป็นการไม่รักชาติ เป็นตัวอย่างที่พวกผมพยายามบอกว่า ไม่ควรเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย เพราะสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ต้องอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทางการเมือง อันตรายมาก หากต่างฝ่ายต่างดึงเรื่องนี้ เข้ามาพัวพันความขัดแย้งทางการเมืองไม่สมควร ที่จะดึงสถาบันเข้ามาปะทะกับผลการเลือกตั้ง ซึ่งใครจะรับผิดชอบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น” นายชัยธวัช กล่าว

ทั้งนี้ ขอให้ลงมติคืนความปกติให้รัฐสภาไทย และแสดงความเคารพต่อประชาชน รวมถึงให้โอกาสครั้งใหม่ให้กับสังคมไทย เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาคำตอบของยุคสมัยร่วมกันให้ได้ ขอให้ปะชาชนซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์ในระบอบประชาธิปไตย คุ้มครองสมาชิกรัฐสภา ให้ตัดสินใจตามมโนธรรมสำนึกและยึดตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566

ศิธา พยากรณ์ โหวตนายกรัฐมนตรี เสียงหนุน ‘พิธา’ ไปไม่ถึง 376

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553499

13 ก.ค. 2566

ศิธา พยากรณ์ โหวตนายกรัฐมนตรี   เสียงหนุน 'พิธา' ไปไม่ถึง 376

แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ศิธา ทิวารี ทุบโต๊ะ “โหวตนายกรัฐมนตรี” ทำใจได้ ที่สุดของที่สุด “พิธา” แห่งพรรคก้าวไกล ได้เสียงหนุนไม่ถึง 376 เสียง ฟันธงติดบ่วงที่มาจากการโหวตในฝั่งสว. ติว สส.- สว. โหนกระแส เอา “มาตรา 112” มาวิพากษ์ในสภาแบบสนุกปาก

น.ต.ศิธา ทิวารี แกนนำพรรคไทยสร้างไทย  เปิดเผยว่า เชื่อว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรี  ด้วยคะแนนเสียง 376 อย่างแน่นอน เนื่องจาก สมาชิกวุฒิสภา (สว.) คือเงื่อนไขสำคัญ เป็นเหมือนคนคุมกุญแจที่จะเปิดทางให้ สส.ในสภาเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล  หลังจากนี้หากนายพิธาไม่ผ่านการโหวตเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทางพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค ก็ต้องกลับไปหารือว่าจะเปลี่ยนตัวหรือไม่  ในฐานะพรรคไทยสร้างไทย มีจุดยืนชัดเจนว่า ให้พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยไปตกลงกันว่า จะเสนอชื่อใครอีกครั้ง 


การเปิดโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ เป็นการเปิดโหวตครั้งแรก  หากไม่สำเร็จรัฐสภามีอำนาจกำหนดวันโหวตครั้งใหม่ อาจจะเป็นวันที่ 19 ก.ค. หรือวันอื่นก็ต้องมาโหวต  ส่วนประเด็นที่ สว.และ สส. หยิบยกเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่มีต่อนายพิธา   ต้องทำความเข้าใจว่า ม.112 เป็นกฎหมาย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกนายกรัฐมนตรี หากจะนำประเด็นนี้มาอภิปรายไม่ได้เป็นผลดีกับใครเลย โดยเฉพาะสถาบันหลักของประเทศ และไม่ควรอภิปรายในประเด็นนี้ อยากให้ทุกคนมองว่ากำลังเลือกและทำอะไรอยู่ เพราะการแก้ ม.112 เป็นเรื่องฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ควรนำมาโยงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 


“กระบวนการของระบบประชาธิปไตย ได้ผ่านไปแล้ว ซึ่งมีประชาชนกว่า 30 ล้านคน ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่กระบวนการในการเลือกนายกฯ ไม่สามารถที่จะทำได้เลยเพราะรัฐธรรมนูญระบุให้สว. มีสิทธิ์เลือกด้วย  เป็นการทำสัญญาคล้ายกับนิติสงคราม เพราะกฎหมายดังกล่าวถูกฝังไว้ว่า แนวทางในการเลือกตั้งเป็นไปแบบนี้ ประชาชนไม่สามารถที่จะเลือกนายกฯได้ เพียงแต่เปิดให้เลือก สส. เท่านั้น แต่ต้องอาศัยอำนาจจาก ส.ว. ในการโหวตเลือก”  เขา กล่าว 

‘ศปปส.’ ยื่นสอบจริยธรรม สว.โหวต ‘พิธา’ ชี้อาจเอี่ยวล้มล้างการปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553493

13 ก.ค. 2566

'ศปปส.' ยื่นสอบจริยธรรม สว.โหวต 'พิธา' ชี้อาจเอี่ยวล้มล้างการปกครอง

‘ศปปส.’ ยื่นหนังสือสอบจริยธรรม สว.โหวต ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ชี้ขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. เกี่ยวกับ การล้มล้างการปกครอง

กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำ ศปปส. เข้ายื่นหนังสือถึง สำนักเลขาธิการสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ขอให้ตรวจสอบจริยธรรม สว. ที่โหวตนาย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี

ให้เหตุผลเป็นการสมรู้ร่วมคิดกระทำการขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กรในเรื่อง การล้มล้างการปกครอง 

ทางกลุ่ม ศปปส. ระบุ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า พรรคก้าวไกลมีนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ปรปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อาทิ ยกเลิกกฏหมายอาญามาตรา112 นำออกจากหมวดความมั่นคง เปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะหมวด 1 และหมวด 2 เป็นต้น ซึ่งเป็นการลดทอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือล้มล้างการปกครอง 

ดังนั้นการที่ สว. ท่านใดโหวตให้นายพิธา เท่ากับว่าเป็นการสนับสนุนและหรือสมรู้ร่วมคิดกลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์หรือไม่ และเหมาะสมหรือไม่ที่จะครองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว           

ทาง ศปปส. จึงอยากเห็นความสง่างามของ สว. ซึ่งถือว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในสภาสูงของรัฐสภาอันทรงเกียรติของไทย คงรักษาเกียรตินั้นด้วยชีวิต ดั่งคำ ปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ด้วยถ้อยคำที่ว่า “ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยทุกประการ”

ศปปส.ศปปส.

สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยชี้ชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 เป็นการล้มล้างการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีผลผูกพันทุกองค์กรในเรื่องการล้ม ล้างการปกครอง

การเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย “พระราชฐานะ” ของพระมหาลกษัตริย์ ที่ทรง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและอยู่เหนือความรับผิดชอบทางการเมือง ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ และให้มีการยกเลิกกฎหมายที่ห้ามเข้าไปล่วงละเมิด หมิ่นประมาท หมิ่น พระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์ จะส่งผลกระทบต่อ “สถานะ” ของสถาบันฯ และนำไปสู่การบ่อน ทำลายการปกครองในที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าว จะส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ อยู่ในสถานะที่เคารพสักการะ อันนำไปสู่การสร้างความปั่นป่วนและกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เป็นการ ใช้สิทธิเสรีภาพที่เกินความพอเหมาะเกินควร โดยมีผลทำให้กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคง ของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และจะนำไปสู่การบ่อนทำลายการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด”

ประพันธุ์ อภิปราย ‘โหวตนายกฯ’ ชี้ ‘พิธา’ ขาดคุณสมบัติต้องห้ามเป็นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553492

13 ก.ค. 2566

ประพันธุ์ อภิปราย ‘โหวตนายกฯ’ ชี้ ‘พิธา’ ขาดคุณสมบัติต้องห้ามเป็นนายกฯ

ตัวแทนจากฝั่งสว. ประพันธุ์ คูณมี สว. อภิปรายก่อน ‘โหวตนายกฯ’ ชี้ ‘พิธา’ ขาดคุณสมบัติ-มีลักษณะต้องห้ามเป็นนายกฯ แจงแม้ สว.มีที่มาต่างจาก สส.แต่เป็นผู้แทนปวงชนเช่นกัน

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) วาระโหวตเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี  หรือโหวตนายกฯ หลังนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี จากประธานสภาฯ เปิดให้ สส.-สว. อภิปรายคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี  

โดยนายประพันธุ์ คูณมี สว. ตัวแทนจากฝั่งวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็นก่อนลงมติโหวตนายกฯ โดยเน้นย้ำว่า ไม่ว่า สส. หรือ สว. ก็ล้วนเป็นตัวแทนประชาชนที่ได้รับเลือกมา แต่วิธีการอาจต่างกัน จึงหวังว่าทั้ง 2 ฝ่าย จะให้เกียรติซึ่งกันและกัน

พร้อมแสดงความเห็นว่า การเสนอชื่อ นายพิธา เป็นการเสนอบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้าม ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้ง เพราะมาตรา 160 และมาตรา 98 กำหนดลักษณะไว้ว่า คุณสมบัติต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นสื่อ ดังนั้น การเสนอชื่อ พิธา จึงมีปัญหาขัดต่อข้อบังคับ
 

ขณะที่ปัญหาคุณสมบัติของ นายพิธา นั้น เมื่อวานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้มีมติยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ สส. ของ พิธา สิ้นสุดลงหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญได้ลงรับในทางธุรการแล้ว เป็นการแสดงให้เห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่า พิธา มีลักษณะต้องห้าม เป็นความเห็นโดยยุติของ กกต.
 

“ปัญหานี้ไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่วิญญูชนหรือบุคคลทั่วไปก็สามารถวินิจฉัยได้ ไม่จำเป็นต้องถามศาล ตัวท่านก็มีวิจารณญาณวินิจฉัยได้เอง” นายประพันธุ์ กล่าว

‘พิธา’ แขวะอย่ามีศาลเตี้ยในสภา – สับใครบางคนไม่ยอมอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553491

13 ก.ค. 2566

'พิธา' แขวะอย่ามีศาลเตี้ยในสภา - สับใครบางคนไม่ยอมอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขออภิปรายหลังถูกพาดพิง เปิดประเด็นเคลียร์ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ย้อนศรมีหลักคิดไม่ต่างไปจากภูมิใจไทย “พูดแล้วทำ” สัญญาอะไรไว้ต้องรักษาคำพูด ฝากไปถึงสมาชิกรัฐสภา 750 คน  แม้ว่าจะมีกระบวนการทางคดีเกิดขึ้น แต่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ระบุไม่ควรมีศาลเตี้ยในสภา

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล   กล่าวในสภา   ขอใช้สิทธิ์พาดพิง   จากการถูกอภิปรายในเรื่องคุณสมบัติ  ในฐานะผู้ที่ถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ที่มีการติติงบุคลิกและวุฒิภาวะของ  ซึ่งขอชี้แจงว่า  พยายามที่จะปรับปรุงและฟังมากกว่าพูด และพัฒนาภาวะผู้นำของตน รวมถึงรักษาคำพูดเหมือนสโลแกนที่ว่า พูดแล้วทำเหมือนพรรคการเมืองที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย สังกัดอยู่


 ดังนั้นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชนอย่างไรก็ต้องทำตามอย่างนั้น และตนพยายามพัฒนาคุณลักษณะความเป็นผู้นำของตน ถึงแม้ตนไม่เห็นด้วยในสิ่งที่นายชาดา พูด แต่ก็ถือว่ามีเสรีภาพในการพูด และนี่คือหน้าที่ของสภา ซึ่งนายชาดาก็มีความคิดและประสบการณ์แบบหนึ่ง ขณะที่ตนก็มีความคิดและชุดประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ใช้รัฐสภาในการแก้กฎหมายและข้อขัดแย้งตลอดตลอดมาของประเทศไทย

นายพิธา กล่าวว่า เวทีนี้เป็นเวทีเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เวทีแก้ไขกฎหมายใด ๆ  จึงคิดว่าตรงนี้เป็นบรรยากาศที่ดี แต่สุดท้ายผู้นำประเทศต้องมีความอดทนอดกลั้น รับฟังข้อกล่าวหาที่จริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ นี่คือสิ่งที่ตนสัญญาผ่านประธานไปยัง เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ผู้นำของประเทศไทยควรจะมี

การแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้อยู่ในเอ็มโออยู่ที่ทำร่วมกันใน 8 พรรค เพราะเอ็มโอยูคือความเข้าใจในการจัดตั้งรัฐบาล ในการเข้าสู่อำนาจ ในการบริหารประเทศ แต่การแก้ไขกฎหมายอยู่ที่สภา และเมื่อยื่นเสนอแก้กฎหมาย ก็ไม่มีใครผูกขาดชุดความคิดใดชุดความคิดหนึ่ง คนที่อายุมากกว่าตนก็คิดแบบหนึ่ง คนรุ่นเดียวกับตนก็คิดแบบหนึ่ง คนที่อายุน้อยกว่าตนก็คิดอีกแบบหนึ่ง นี่คือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขข้อขัดแย้ง และถ้าพูดกันอย่างมีวุฒิภาวะ ไม่มีคำหยาบคาย ใช้เหตุใช้ผลกัน นี่คือทางออกของประเทศ


ยืนยันผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภา 750 คน ที่มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี ว่าตนยังมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบทุกประการ และด้วยความชอบธรรม  แม้ว่าจะมีกระบวนการทางคดีเกิดขึ้น แต่ตนยังไม่รู้ด้วยว่าข้อกล่าวหาคืออะไร เห็นแต่มติผ่านสื่อมวลชน และยังไม่ทราบว่าสงสัยในประเด็นใด ดังนั้นขอให้ยึดหลักการสมมุติฐานไว้ว่า “บริสุทธิ์ไว้ก่อน” เพราะตนยังไม่มีโอกาสที่จะชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว และเข้าใจว่า บุคคลที่อยู่ในแวดวงกฎหมายและทนาย น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี จะมีศาลเตี้ยในรัฐสภานี้ไม่ได้ 

เมื่อปี 2562 ก็มีลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น ก็ไม่กระทบกับการเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หรือ “เพราะถ้าจำไม่ผิดท่านบอกว่าท่านบอกว่ารัฐบาลที่รวมเสียงข้างมาก ที่รวมเสียงได้มากที่สุด ก็จะออกมา 249 เสียงตามนั้น ไม่มีแตกแถว จึงไม่ต้องกังวล เพราะผมมีความรัดกุมในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. และสอบถาม ตลอดเรื่องคุณสมบัติกับ กกต. ป.ป.ช. ทุกครั้งตั้งแต่เป็นส.ส.ครั้งแรก ครั้งนี้ และครั้งต่อไป เพราะผมยอมรับในการตรวจสอบ ก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบไม่ว่าจะ ป.ป.ช. หรือ กกต. ”  นายพิธา ระบุ

พลิกประวัติ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553489

13 ก.ค. 2566

พลิกประวัติ 'ชาดา ไทยเศรษฐ์' เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง

พลิกประวัติ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี ผู้สร้างความเดือดในสภาฯ ที่บู๊ล้างผลาญ ไม่ต่างกับนิยาย

“ผมก็เลือกตั้งมาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตย ฝั่งไหน ฝั่งโจรเหรอ เป็นโจรก็ยอมครับ เป็นโจรที่รักชาติ เป็นโจรที่รักสถาบัน เป็นโจรที่ปกป้องบ้านเมืองนี้ และปกป้องสถาบันด้วยหัวใจ ด้วยเลือดเนื้อของผม” เป็นประโยคที่ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อภิปรายอย่างดุเดือด ในวัน “โหวตนายกฯ”

ชื่อของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในฐานะ นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล ประวัติที่โชกโชน รวมทั้งทุกลีลา ในการขึ้นอภิปรายในสภาอันทรงเกียรติ ก็เป็นไปอย่างดุเดือด เผ็ดร้อน คมชัดลึก ไล่เรียง เส้นทางชีวิตของผู้ชายที่ได้ชื่อว่า เป็น “เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง”

ชาดา ไทยเศรษฐ์

เส้นทางชีวิต “ชาดา ไทยเศรษฐ” เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2504 ปัจจุบันอายุ 62 ปี จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี, ระดับปริญญาตรี และปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีพี่น้อง 2 คน คือ ชัยยศ ไทยเศรษฐ์ และ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ชาดามีบุตรชายและบุตรสาวทั้งหมด 7 คน เป็นบุตรในสมรส 4 คน และเป็นบุตรนอกสมรสที่รับรองแล้วอีก 3 คน

ชาดา เป็นคน จ.อุทัยธานี โดยกำเนิด ซึ่งตระกูล “ไทยเศรษฐ์” สืบเชื้อสายมาจากแขกปาทาน ที่อพยพมาจากตอนเหนือของปากีสถาน โดยส่วนใหญ่แขกปาทานในไทย จะยึดอาชีพค้าเนื้อ ปู่ของชาดา ก็ถือเป็นพ่อค้าเนื้อรายใหญ่ใน จ.อุทัยธานี

เดชา ไทยเศรษฐ์ พ่อของชาดา ทำกิจการรับบรรทุกไม้ซุง ก่อนจะหันมาค้าวัวควายส่งออกต่างประเทศ และขายเนื้อในตลาดอุทัยฯ เพราะอาชีพค้าเนื้อนี่เอง ทำให้ชีวิตของชาดา ต้องกลายเป็นลูกกำพร้า เนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์ก้อนโตของธุรกิจค้าเนื้อ ในปี 2511 พ่อถูกยิงเสียชีวิต จนกลายเป็นการล้างแค้นกันไปมา เพื่อชิงตลาดค้าเนื้อ และค้าวัวค้าควาย

ชาดา-มนัญญา ไทยเศรษฐชาดา-มนัญญา ไทยเศรษฐ

ปี 2518 ขณะที่ชาดาอายุ 15 ปี แม่ก็ถูกยิงเสียชีวิต ทำให้สงครามเลือดล้างตระกูลในลุ่มน้ำสะแกกรัง ดุเดือดเลือดพล่าน และ 7-8 เดือนต่อมา พี่ชายที่มารับช่วงกิจการ ก็ต้องสังเวยคมกระสุน จบชีวิตลงให้กับธุรกิจค้าเนื้อไปอีกคน

หลังจากนั้น เขาจึงต้องสานต่อธุรกิจค้าเนื้อ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า สายธุรกิจค้าเนื้อ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องฝ่าห่ากระสุนไปให้รอด ชาดา และเพื่อนๆ เปิดศึกรบกับ “ผู้มีอิทธิพล” ที่ได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอุทัยธานี เขาเดินหน้าชนแบบไม่สนใจใคร จนสุดท้ายเขาคือ ผู้ชนะ นับตั้งแต่นั้นมา ชื่อของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” จึงกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในเมืองอุทัยธานี และขยับขยาย ลงทุนทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, เหมืองหิน, ธุรกิจโรงแรม รวมถึงเป็นนายหน้าค้าที่ดิน

ชาดา ไทยเศรษฐ์ชาดา ไทยเศรษฐ์

เริ่มลงสนามการเมือง

ปี 2533 ชาดา ไทยเศรษฐ์ ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยธานี หลังจาก “วุฒิไกร เหลืองบริบูรณ์” นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีขณะนั้น ถูกลอบยิงเสียชีวิต

ต่อมา จับมือกับกลุ่มการเมืองตระกูล “เหลืองบริบูรณ์” ตั้ง “กลุ่มคุณธรรม” ลงเลือกตั้ง และผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลฯ กลุ่มคุณธรรมเดินเข้าสภาเทศบาลอุทัยธานี ได้ทั้งหมด 18 คน ชาดาได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรี เขาได้เป็นนายกเทศมนตรี ติดต่อกันหลายสมัย ก่อนจะส่งต่อให้น้องสาว- มนัญญา ไทยเศรษฐ์

ชาดา-มนัญญา ไทยเศรษฐ์ชาดา-มนัญญา ไทยเศรษฐ์                

การเลือกตั้งปี 2550 ชาดา เบนเข็มจากท้องถิ่นสู่สนามการเมืองใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก ในสังกัดพรรคชาติไทย หรือพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบัน

ปี 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.อีกสมัย และปีถัดมา เขาเปิดตัว “ฟารุต ไทยเศรษฐ์” ลูกชาย ให้เป็นทายาททางการเมือง และเตรียมลงสมัคร สส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่เดือน ส.ค.ปีเดียวกัน “ฟารุต” ถูกยิงเสียชีวิตบนรถของชาดา นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของผู้กว้างขวางเมืองอุทัย

หลังรัฐประหารปี 2557 ชาดา ตกเป็นเป้าของ คสช. ในฐานะ “ผู้มีอิทธิพล” ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี โดยในรอบ 3 ปี เขาถูกตำรวจบุกค้นบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง

  • ครั้งแรก วันที่ 23 ก.ค. 2558 ตำรวจกองปราบเปิดยุทธการสะแกกรัง ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้างใน จ.อุทัยธานี 11 จุด และในนั้น มีบ้านของชาดารวมอยู่ด้วย
  • ครั้งที่สอง วันที่ 12 เม.ย. 2559 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายผู้มีอิทธิพลละเมิดกฎหมาย รวมถึงบ้านพักของชาดา
  • ครั้งที่สาม วันที่ 23 มี.ค. 2560 พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดยุทธการไพร่ฟ้าหน้าใส ตรวจค้นผู้มีอิทธิพลใน จ.อุทัยธานี 30 จุด รวมบ้านชาดาอีกครั้ง

ปี 2546 ชาดา เคยถูกจับกุมในข้อหาจ้างวานฆ่าสมเกียรติ จันทร์หิรัญ เลขานุการของประแสง มงคลศิริ สส.พรรคไทยรักไทย แต่สุดท้ายศาลพิพากษายกฟ้อง

ชาดา ไทยเศรษฐ์ชาดา ไทยเศรษฐ์

อีกเหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำ และตอกย้ำภาพความเป็นนักเลงของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” หนีไม่พ้น เมื่อครั้งการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2565 เมื่อชาดา ลุกขึ้นไปตบหน้า นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ลุกขึ้นประท้วง หลังเขาอภิปรายเสร็จสิ้น ท่ามกลางความตกตะลึงของ สส.ที่อยู่ในเหุตการณ์

ปัจจุบันนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ดำรงตำแหน่ง

  • สส. อุทัยธานี สังกัดพรรคภูมิใจไทย เป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
  • ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 24

ฉากชีวิตของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่โลดโผน ไม่ต่างจากนิยายบู๊ล้างผลาญ ซึ่งเขาเคยยอมรับว่า เขาเป็นผู้มีอิทธิพล แต่เป็นผู้มีอิทธิพล ที่ทำเพื่อประชาชน

เดือด ‘ชาดา’ ค้าน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ถึงที่สุด ยอมเป็นโจรที่รักชาติ-สถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553479

13 ก.ค. 2566

เดือด 'ชาดา' ค้าน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ถึงที่สุด ยอมเป็นโจรที่รักชาติ-สถาบัน

‘โหวตเลือกนายก 2566’ ชาดา ไทยเศรษฐ์ อภิปรายเดือด ย้ำ คัดค้าน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ถึงที่สุด พร้อมโหวตให้ ถ้าไม่แก้ ม.112 ยืนยัน ไม่ร่วมรัฐบาล ลั่น ยอมเป็นโจรที่รักชาติ-ปกป้องสถาบันด้วยเลือดเนื้อ

ที่รัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพมหานคร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

หลังจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชิงนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 พร้อมเปิดโอกาสให้ สส.-สว.อภิปรายคุณสมบัติแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ปรากฏว่านายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ลุก อภิปรายคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี คนแรก

โดยกล่าวว่า ขอย้ำจุดยืนของภูมิใจไทยที่ได้แสดงจุดยืน อย่างเป็นทางการไปแล้วต่อการคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 อย่างเต็มที่ และยืนยันไม่จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เเละยังเคารพมติของประชาชน

เดือด 'ชาดา' ค้าน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ถึงที่สุด ยอมเป็นโจรที่รักชาติ-สถาบัน

แม้ว่า 8 พรรคร่วม จะลงนามความเข้าใจร่วมกันแล้ว แต่ก็ต้องไม่กระทบ กับการปกครองรูปแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในทางกลับกัน นายพิธา ผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี กลับเป็นผู้ที่ยืนยันว่า จะแก้ไขม.112 อย่างชัดเจนและโปร่งใส แต่ขอยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อคำพูดของพิธา และถามกลับว่า ทั้ง 7 พรรค ว่าอย่างไร เมื่อมีการข้อเเก้ไขม.112 แม้ว่าในข้อตกลงไม่มีก็จริง

พร้อมฝากว่า คนไทย ไม่ได้มีแค่14 ล้าน ขอ ประชาชนอย่าหลงระเริงคำว่า 14 ล้านเสียง หากจะมาอ้างแบบนี้ ประเทศไทยก็ลำบาก

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติ พระมหากษัตริย์ผู้ใดจะกล่าวหามิได้ ไม่ควรไปลดการคุ้มครอง ตนยืนยันภารกิจที่จะคัดค้านอย่างที่สุด

“เมื่อเห็นพฤติกรรมแล้วไม่ยินยอมและเกิดคำถามว่าพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลเกิดมาเพื่อล้มล้างหรือ เกิดมาเพื่อแก้กฎหมายตรงนี้หรือ และถ้าแก้แล้วคนทั้งประเทศจะเป็นเทวดาหรือ ไม่ใช่แบบนั้น”

ทั้งนี้ หากพรรคก้าวไกล หลุดจากคำนี้ ตัดคำว่าว่า แก้ ม.112 พรรคภูมิใจจะโหวตให้เป็นนายกฯ ไม่ร่วมรัฐบาล และเป็นที่น่าสังเกตว่าในการเลือกตั้ง 2566 ตนก็ลงพื้นที่หาเสียงเหมือนกัน เพราะกลัวจะเป็น สส.สอบตก ไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง แต่กลับถูกมองว่า ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตยจึงถามว่าแล้วตนเป็นฝ่ายโจรหรือ “เป็นโจรก็ยอม แต่เป็นโจรที่รักชาติ โจรที่รักสถาบัน โจรที่รักบ้านเมืองนี้” และ จับปกป้องสถาบันด้วยหัวใจด้วยเลือดเนื้อ